พิสิษฐ์ เสนอร่าง พ.ร.บ. ไซเบอร์เน้นป้องกันภัย-คุ้มครองสิทธิสมดุล

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๐ · ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

พิสิษฐ์ เปาอินทร์ หารือร่างกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยเน้นความจำเป็นในการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ พร้อมเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพื่อบูรณาการทรัพยากรและบุคลากรจากทุกภาคส่วน รวมถึงการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์กลางสำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการป้องกันภัยคุกคามกับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล ทั้งยังเสนอให้การเข้าถึงข้อมูลต้องได้รับคำสั่งศาลหรือความเห็นชอบจากคณะกรรมการในกรณีฉุกเฉิน พร้อมเร่งผลักดันให้ร่างกฎหมายมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพสูงสุดก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขอบพระคุณท่านสมาชิกที่อภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อสังเกตและ ผลการศึกษา รายงานฉบับนี้ ก่อนอื่นที่ผมจะตอบผมขออนุญาตทำความเข้าใจกับ ท่านประธานเพื่อนสมาชิกว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งคุ้มครองต่อระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือไซเบอร์ของชาติ ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ระบบการติดต่อสื่อสารของชาติ ซึ่งจะแตกต่างกับร่างพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ซึ่งมุ่งคุ้มครองผู้ถูกกระทำ สิ่งที่เพื่อน สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องประเด็นต่าง ๆ ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นในเรื่องเนื้อหา ด้าน พ.ร.บ. ฉบับนี้มิได้เน้นในเรื่องเนื้อหาแต่เน้นในเรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศ ซึ่งขอเรียนท่านประธานว่าอย่างที่ท่านขออนุญาตเอ่ยนามท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ได้อภิปราย เว็บไซต์ (Web Site) ระบบคอมพิวเตอร์ของส่วนราชการก็ดี ภาคเอกชนก็ดีถูกโจมตีทุกวัน เพียงแต่ว่าความเสียหายปีหนึ่งหลายร้อยผมว่าเป็นพันล้านนะครับ แต่ที่ว่ามิได้ปรากฏเป็นข่าว สู่สาธารณะเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของหน่วยเอกชนต่าง ๆ เหล่านั้น ผมขออนุญาตนำเสนอถึงภัยคุกคามนะครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นการกำหนด มาตรการ ยุทธศาสตร์ วิธีการดำเนินการให้หน่วยราชการและหน่วยงานภาคเอกชนไปจัดทำ ระบบการรักษาความปลอดภัยมาตรฐานกลาง โดยคณะกรรมการ กปช. จะกำหนด มาตรฐานกลางที่หน่วยราชการหรือหน่วยงานภาคเอกชนต้องไปปฏิบัติเพื่อรักษาความปลอดภัย ระบบคอมพิวเตอร์ของแต่ละหน่วย ถามว่ามาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดนั้นมีการสร้างมาตรการ เพิ่มเติมในความเสี่ยงของแต่ละด้าน เช่น ในเรื่องความมั่นคงทางทหารก็จะมีมาตรการเข้มข้น ในด้านความมั่นคงทางทหาร ทางด้านขนส่งสาธารณะหรือสาธารณูปโภค หรือการเงิน การธนาคารก็จะมีมาตรการที่เข้มข้นไปในทิศทางนั้น สำหรับประชาชนทั่วไปในรายงานหน้า ๗ เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ข้อ ๘ ส่งเสริมสนับสนุนให้เผยแพร่ความรู้ให้บริการเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนฝึกอบรมยกทักษะเกี่ยวกับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย หรือกรณีอื่นใดเกี่ยวกับ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อันนี้อยู่ในผนวก ก นะครับร่างเดิมซึ่งเราไม่ได้แก้ไข ผมขออนุญาตตอบประเด็นที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายนะครับ

ในส่วนของท่านสุรินทร์ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ สิ่งที่ท่านสุรินทร์ ได้อภิปรายไว้ปลัดกระทรวงดีอี (DE) ขอให้ตั้งผู้ช่วยดำเนินการได้ ๔ ท่าน อันนี้เราก็จะรับไป พิจารณาว่าเนื่องจากปลัดกระทรวงดีอี (DE) จะเป็นเลขาธิการคณะกรรมการ กปช. ชั่วคราว ส่วนในร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณานำเสนอก็คือให้เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นเลขาธิการ สามารถตั้งผู้ช่วยได้ ๒ ท่าน ตัวเลขอันนี้ก็จะนำไปพิจารณานะครับ การเสนอตั้งหน่วยงานใหม่จะต้องคัดสรร บุคลากร ต้องเก่งและดีและซื่อสัตย์ต่อบ้านเมือง เราคงต้องยอมรับนะครับว่าในประเทศไทย มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยในโครงข่ายคอมพิวเตอร์ ค่อนข้างน้อย ฉะนั้นเราคงนับตัวได้ ผมยกตัวอย่าง สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งอยู่ในกำกับของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่ ในการเฝ้าระวังการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศ ท่านทราบไหมครับมีเจ้าหน้าที่ รับผิดชอบกี่ท่าน มี ๗ ท่านครับ นี่คือปัญหาของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่จะตั้งขึ้นมานี่ก็จะตอบโจทย์ตรงนี้ในการบูรณาการดึงบุคลากร ที่มีความรู้ความสามารถจากส่วนราชการต่าง ๆ มาใช้งาน ขอเรียนว่าสำนักงานคณะกรรมการ รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นหน่วยงานเชิงบูรณาการในการปฏิบัติโดยใช้ศักยภาพ ของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการที่จะนำเข้ามาสู่การบูรณาการในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับประเทศ ขออนุญาตตอบท่านกษิตนะครับ นโยบายมาตรการของ กปช. ในรายงานระบุไว้ว่าจะต้องอยู่ ภายใต้แผนรักษาความมั่นคงปลอดภัยของสภาความมั่นคงแห่งชาติปรากฏอยู่ในรายงาน เนื่องจากการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นเพียงสาขาหนึ่งในแผนการรักษา ความมั่นคงแห่งชาติเป็นเพียงสาขาหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้นในนี้ตัว กปช. จะต้องไปกำหนด แผนยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในร่มของแผนสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ประเด็นที่ ๒ บุคลากรมีความพร้อมหรือไม่ ผมขอเรียนว่าตรงนี้คือปัญหา ของประเทศ อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดสำนักงานคณะกรรมการ กปช. ซึ่งจะต้องเป็นสำนักงานซึ่งบูรณาการใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากหน่วยงาน ด้านต่าง ๆ โดยผ่านคณะกรรมการ กปช. ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานก็ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญ ๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงนี้ก็จะเป็นตัวที่จะสามารถดึงเอาจุดเด่นของเจ้าหน้าที่ ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาปฏิบัติงานสนับสนุนภารกิจของ กปช. ได้นะครับ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ก็เช่นเดียวกันเราก็คงต้องใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ซึ่งอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ มาเพื่อสนับสนุนภารกิจของ กปช.

ประเด็นที่ ๔ ความร่วมมือจากเจ้าของเทคโนโลยี พ.ร.บ. ฉบับนี้มุ่งเน้น ในเรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มุ่งพิทักษ์ปกป้องตัวเอง ฉะนั้นความร่วมมือจากเจ้าของเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่นที่ท่าน ได้ยกมา เช่นกูเกิล (Google) หรืออะไรพวกนี้ ผมได้เคยนำเรียนท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกในที่ประชุมแห่งนี้ว่าเราได้เสนอมาตรการต่าง ๆ ไปยังรัฐบาลในการที่จะขอ ความร่วมมือ เช่น ความร่วมมือเชิงธุรกิจ ความร่วมมือมาตรการเชิงบังคับ มาตรการทางภาษี ทั้งนี้ทั้งนั้นสิทธิเสรีภาพคณะกรรมาธิการเราเน้นในเรื่องกฎหมาย ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่วัตถุประสงค์ในการเชิงป้องกันตัวเอง ป้องกันระบบสารสนเทศ การสื่อสารของประเทศ ฉะนั้นการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลก็จะมีอยู่มาตราเดียว อำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ของ กปช. ก็ดี ของคณะกรรมการ กปช. ก็ดีเป็นเพียงกำหนด นโยบายแนวทางในการปฏิบัติให้หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน หรือประชาชน ไปกำหนดการปฏิบัติการตามมาตรการเพื่อพิทักษ์ปกป้องหน่วยงาน พิทักษ์ปกป้องตนเอง ให้พ้นจากภัยคุกคามทางเทคโนโลยีนะครับ มีเพียงมาตราเดียวคือมาตรา ๓๕ ในร่างเดิม ในร่างเดิมนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. โดยได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ กปช. สามารถเข้าถึงข้อมูล คือพูดง่าย ๆ เข้าไปดูข้อมูลละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ แต่กรรมาธิการเรา ตระหนักในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ความมั่นคงอย่างที่ท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ หรือท่านคำนูณได้อธิบายว่าทำอย่างไรให้มีความสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพและความมั่นคง ด้านต่าง ๆ มาตรา ๓๕ (๓) เราเสนอว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะกระทำการตามนั้นจะต้องมีคำสั่งศาลให้ปฏิบัติ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับได้เขียนไว้ว่าการกระทำใดที่จะละเมิดสิทธิ ส่วนบุคคลของประชาชนจะกระทำได้ต้องออกกฎหมายบัญญัติ อย่างไรก็ตามเราคง ยึดหลักสากลว่าเสนอไปว่าให้เป็นคำสั่งศาลในการที่จะเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ยกเว้น ภัยคุกคามนั้นมีอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง หากไม่ดำเนินการแก้ไขโดยทันทีจะเกิดความเสียหาย ต่อระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้อง ประชาชนจำนวนมาก ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยความเห็นชอบ ของ กปช. กปช. ต้องประชุมมีมติพนักงานเจ้าหน้าที่จึงดำเนินการได้ แต่ดำเนินการแล้ว จะต้องรายงานให้ศาลทราบโดยทันที ก็หมายความว่าอย่างไรก็ตามถึงแม้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. นี้จะไปกระทำการเพื่อพิทักษ์ปกป้องความเสียหายที่จะเกิดขึ้นไปได้ก่อนโดยมี เงื่อนไขว่าต้องได้รับความเห็นชอบจาก กปช. และต้องรายงานศาล ผู้ที่ถูกกระทำจากการ ปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ อันนี้เราเปิดช่อง เพื่อเป็นการถ่วงดุลในการใช้อำนาจมิให้ใช้อำนาจไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะครับ การประสานงานของต่างประเทศผมเรียนอีกประเด็นหนึ่งนะครับ ปัจจุบันเรามีเครือข่าย ในการประสานงานในเรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับต่าง ๆ หลายระดับ ผมยกตัวอย่างในเรื่องภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ เรามีหน่วยงานมีชื่อย่อว่าเซิร์ต (CERT) คอมพิวเตอร์ อีเมอร์เจนซี เรสปอนส์ ทีม (Computer Emergency Response Team) ของไทยเรียกไทยเซิร์ต (ThaiCERT) ของสิงคโปร์เรียกซิงเซิร์ต (SingCERT) ของญี่ปุ่นเรียก เจแปนเซิร์ต (JapanCERT) เซิร์ต (CERT) ต่าง ๆ เหล่านี้จะมีหน้าที่ในการระมัดระวังป้องกัน ภัยคุกคามที่โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศ จะมีการประสานงาน มีการแจ้งเตือนกัน ตลอดเวลา นี่คือปัจจุบันที่ทำงานอยู่ ในส่วนการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเรามี อินเตอร์โพล (INTERPOL) ซึ่งดูแลเครือข่ายทั่วโลก เรามีอาเซียนนาโพล (ASEANAPOL) ดูแลในภูมิภาคของอาเซียน (ASEAN) เป็นต้นนะครับ

ของท่านคำนูณก็ขอบคุณในข้อสังเกตของท่านคำนูณหลาย ๆ ประเด็น เพียงแต่ว่าเราก็ยังเห็นว่าสิ่งที่มีความจำเป็นจะต้องเดินควบคู่กันไป ๒ ประการ คือกฎหมาย ฉบับนี้มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน คณะกรรมาธิการเราเห็นว่ามีความจำเป็น ขณะเดียวกันภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ ซึ่งปรากฏอยู่ทุกวันทุกวินาทีทุกเวลาก็ยังเกิด ฉะนั้น ปัจจุบันการปฏิบัติการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ว่าทั้งหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน หรือประชาชน เป็นลักษณะของต่างคนต่างทำตามความสามารถตามศักยภาพของแต่ละหน่วย ของแต่ละบุคคล ฉะนั้นเมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมามีคณะกรรมการ กปช. ไม่ว่าจะเป็น ชั่วคราวหรือถาวรในภายหลังก็จะตอบโจทย์ตรงนี้ จะมีการบูรณาการในการใช้สรรพกำลัง ในการใช้เครื่องมือเครื่องใช้ ในการที่จะพิทักษ์ปกป้องภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขออนุญาตว่าสิ่งที่พูดปัจจุบันมี และสิ่งที่กรรมาธิการเราคำนึงในอนาคตซึ่งมันใกล้จะเกิด เราพยายามมองไปข้างหน้า เพราะลักษณะของการศึกษาในเรื่องเทคโนโลยีเราคงไม่ได้มอง ในปัจจุบันเพียงประการเดียว เราคงต้องมองข้างหน้าว่าแนวโน้มของภัยคุกคามจะเป็นไปทาง รูปแบบใด แล้วเราก็มีความเห็นตรงกันว่าภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์จะเป็นภัยคุกคาม อันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อทุกระบบของประเทศนะครับ

สำหรับความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานภาคเอกชนเข้ามา ลำพังการกำหนด มาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เฉพาะภาครัฐประการเดียวมันไม่บรรลุผล การดำเนินการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ก็คงจะต้องทำครบวงจร คือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ฉะนั้นเพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นสามารถดำเนินการ ป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดคำนิยามของภาคเอกชนเข้ามา คณะกรรมการก็คงมิได้มีเจตนารมณ์ในการที่จะไปสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่เชิงบังคับ แต่จะเป็น มาตรฐานกลางที่แต่ละหน่วยแต่ละคนจะต้องไปกำหนดนะครับ

ข้อเสนอของท่านคำนูณอยากให้เห็นมีภาคประชาชนอยู่ในคณะกรรมการ กปช. อันนี้ผมในฐานะประธานอนุกรรมาธิการก็จะขอรับไปพิจารณาปรับในส่วนของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๗ ท่าน ให้มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้นะครับ

ของท่านสมพงษ์ก็ขอบพระคุณนะครับ แล้วก็สิ่งที่ท่านห่วงใยตรงนั้นก็ปรากฏ อยู่ในรายงานฉบับที่แล้วของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการ สื่อสารมวลชนเรื่องการประสานงานผู้ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ ตรงนั้นก็จะสามารถ ตอบโจทย์ท่านได้นะครับ

ของท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ การให้ความรู้ความสามารถภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนมีอยู่ในภารกิจของสำนักงาน กปช. ที่จะต้องไปทำให้ประชาชนรู้จัก หน่วยงานของรัฐ มีมาตรฐานในการกำหนดมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมทั้งประชาชนที่จะรู้เท่าทันภัยคุกคามและกำหนดมาตรฐานตัวเองที่จะป้องกันภัยคุกคาม ได้อย่างไร เช่นเดียวกันครับอาชญากรรมทางไซเบอร์ เรื่องสำคัญก็คือทำอย่างไรให้ภาคประชาชน ที่เป็นเหยื่อรู้จักป้องกันตัวเอง คงต้องใช้มาตรการการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมคือ ทำอย่างไรมิให้อาชญากรรมมันเกิด ดีกว่าเกิดแล้วไปบรรเทาซึ่งมันก็เกิดความเสียหายแล้ว สิ่งที่อาจารย์เป็นห่วงในเรื่องไซเบอร์วอร์ (Cyber War) ในร่างกฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ ก็ค่อนข้างจะแปลก ๆ ถ้าดูแล้วคณะกรรมการ กปช. มีอำนาจหน้าที่ในการวางระบบ วางอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นเรื่องความมั่นคงทางทหารไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ แต่ข้อเสนอแนะของกรรมาธิการเราเสนอว่ามาตรการนี้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องนำไปปฏิบัติ แม้กระทั่งหน่วยงานทางทหาร ยกเว้นเมื่อมีภัยคุกคามทางด้านความมั่นคงทางทหาร ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องนั้น ผมยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีภัยคุกคามทางทหาร มีการประกาศกฎอัยการศึกหรือประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคงในพื้นที่ใด กปช. ก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นผู้สนับสนุนฝ่ายทหารดำเนินการตามมาตรการทั้งหลายทั้งปวง ที่ฝ่ายทหารร้องขอ ก็คือในร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาให้ดูแล ทางฝ่ายทหารด้วย ยกเว้นเมื่อมีภัยคุกคามทางด้านทหารและมีกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง ทางทหารว่าด้วยการนั้นก็ให้ กปช. เปลี่ยนสถานะเป็นผู้สนับสนุนก็อาจจะมีบางประเด็นที่ผม ยังไม่ได้ตอบนะครับ แต่คิดว่าตอบรวม ๆ ก็สามารถที่จะสื่อสารแล้วก็ทำความเข้าใจกับ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ให้เห็นถึงความจำเป็นและความเร่งด่วนของข้อสังเกต รายงานฉบับนี้ เพราะเนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งร่างเดิมหลาย ๆ ท่านก็ได้เห็นว่ามันมีข้อบกพร่องหลายอย่าง เราคณะกรรมาธิการต้องการ ให้รายงานฉบับนี้ไปสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อไปสู่คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อเป็นข้อมูลในการที่จะ ปรับปรุงร่างกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอเรียนเพิ่มเติมท่านประธานครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้จากการประสานจากกระทรวงดีอี (DE) เจ้าของร่าง มีความคิดเห็น เช่นเดียวกับกรรมาธิการว่าร่างกฎหมายที่เสนอไปยังรัฐบาลมีความบกพร่องอยู่หลายประเด็น อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะขอร่างคืนจากรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เนื่องจากปัญหาอุปสรรค ก็คือทางกระทรวงดีอี (DE) ยังไม่มีรัฐมนตรี ความชัดเจนไม่มี เราก็เลยต้องเสนอรายงาน เพื่อดำเนินการไปที่คณะรัฐมนตรีก่อน ขณะเดียวกันก็ได้รับการประสานจากกระทรวงดีอี (DE) ในฐานะเจ้าของร่างว่ารายงานฉบับนี้ถ้าผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งนี้ก็ช่วยกรุณาส่งเป็น ข้อมูลไปยังกระทรวงเพื่อพิจารณาในการที่จะปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ต่อไป ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ