สมพงษ์ สระกวี ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามต่อข้อเสนอการปฏิรูปความมั่นคงไซเบอร์ โดยขอให้แสดงตัวอย่างรูปธรรมของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริง พร้อมแสดงความกังวลต่อการใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 ในการตั้งคณะกรรมการชั่วคราว โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการป้องกันไซเบอร์ภายใต้กรอบกฎหมายและอำนาจอธิปไตยของชาติ
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงผมก็เห็นใจ เพื่อนกรรมาธิการทางด้านการปฏิรูปด้านการสื่อสารที่นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างสำคัญเลย เพราะเนื่องจากว่าพอพูดถึงเรื่องไซเบอร์ พูดถึงเรื่องของโลกดิจิทัลยุคใหม่นั้น ความเข้าใจ ของสังคมโดยทั่วไปก็จะเข้าใจกันไปหลากหลาย ซับซ้อน ทั้งส่วนที่กระทบและไม่กระทบ แต่เมื่อผมได้พิจารณาเอกสารของกรรมาธิการจริง ๆ แล้วนี้ผมคิดว่าท่านมุ่งประสงค์อยู่ใน หัวใจเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยทางด้านไซเบอร์เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่าน ยกขึ้นมาเสนอต่อสภา สปท. เราในวันนี้ จึงรวมศูนย์อยู่ที่เรื่องของความมั่นคงปลอดภัย ทางด้านไซเบอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรแก่การพิจารณาและเป็นเรื่องซึ่งเป็นความมั่นคงแบบใหม่ ซึ่งจะปล่อยเลยไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าข้อเสนอของกรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชน ที่จะปฏิรูปในเรื่องการป้องกันหรือในเรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ ของประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญครับ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเรื่องนี้นั้นผมตอกย้ำ ตามเอกสารท่านก็แล้วกันนะครับ พร้อมจะตั้งคำถาม ท่านบอกว่าเนื่องจากว่าระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต (Internet) ของประเทศเราอยู่ในภาวะอันตรายจากภัยคุกคาม จากการถูกโจมตี จากการถูกบุกรุกจากการจารกรรมข้อมูลและท่านยังบอกว่ายังจะมีโอกาส ถึงขั้นจะถูกทำลายให้เสียหายหรือไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ยังไม่มีกลไกป้องกัน ท่านประธานครับ ถ้าพูดกันอย่างนี้ ถ้าอ้างเหตุผลกันอย่างนี้ผมก็ต้องตั้งคำถามนะครับว่า ท่านเอาเหตุผลนี้ที่เป็นรูปธรรมจริง ๆ คืออะไร เป็นคำถามนะครับ ใครมาจารกรรม โจมตีบุกรุก อันเป็นภัยทางความมั่นคงทางไซเบอร์ที่ท่านกล่าวนี้ ตัวอย่างรูปธรรมนี้คืออะไร จึงจะต้อง ตื่นตระหนกหรือไม่ตื่นตระหนก แต่เป็นถึงกับจะต้องเตรียมการเพราะผมดูอาการในข้อเสนอ ของท่าน ขนาดท่านรอ พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ทันครับ ท่านเห็นว่าไม่ทันแล้ว จะรอ พ.ร.บ. ความมั่นคงทางไซเบอร์นี่ก็ช้าไปแล้ว เนื่องจากภัยคุกคามนั้นมาเคาะประตู อยู่หน้าบ้านแล้ว และกำลังจะเข้าบ้านแล้ว และเข้าไปหลายรอบด้วยซ้ำไป แต่ยังไม่ได้ทำลาย อะไรมากมายถ้าฟังอย่างนี้ท่านเลยเสนอแนวการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนต่อสภาแห่งนี้ว่า ให้แต่งตั้งคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติชั่วคราว โดยใช้มาตรา ๔๔ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ กรรมาธิการ กำลังบอกกับสภาแห่งนี้ว่าความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศนั้นนี่เป็นอันตรายถูกคุกคาม ถูกโจมตี บุกรุกจนถึงจะทำลายให้เสียหายแล้ว คำโตนะครับ เรื่องใหญ่นะครับ ไม่ใช่เรื่องที่ สภาแห่งนี้จะไม่ยกมือให้ท่านนะครับ เพราะขนาดรอ พ.ร.บ. เขายังไม่รอเลยไม่ทันแล้ว ภัยคุกคามมันมาถึงแล้ว ท่านประธานครับจะประชุมลับก็ได้ ผมอยากถามว่าช่วยยกตัวอย่าง รูปธรรมให้ผมได้ฟังหน่อย ขออนุญาตประชุมลับก็ได้เพื่อท่านจะได้บอกว่าไม่ให้ใครรู้ เพราะเรื่องแบบนี้ที่จริงแล้วเขาไม่พูดกัน นานาประเทศต้องป้องกันและต้องใช้อำนาจอธิปไตย ในการป้องกันประเทศของเราเป็นสิทธิของเราที่จะปกป้องประเทศเราทั้งด้วยกฎหมาย และทั้งด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีที่ปกป้องการรุกราน การจารกรรม หรือการทำร้ายประเทศเรา ทางด้านไซเบอร์ แต่เอาเถอะของเรามันอะไรก็ต้องกฎหมาย ไม่มีกฎหมายแล้วทำไม่ได้อะไร ก็ต้องมีกรรมการถึงต้องรีบตั้งกรรมการความมั่นคงปลอดภัยให้นายกมาเป็นประธาน และอาจจะต้องถึงใช้มาตรา ๔๔ ถึงจะตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้นมาได้ทันทีเพราะภัยคุกคาม ท่านประธานครับ ผมจำได้ว่าเราคุยกันในสภาแห่งนี้ว่าปัญหารูปธรรมของการรุกราน โจมตี หรือข่มขู่ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เกิดขึ้นกับใครในสาเหตุอะไรก็เกิดขึ้นจากองค์กรเอกชน ต่างประเทศที่มีสัญลักษณ์หน้ากากขาวเรียกตัวเองว่านักรบไซเบอร์ ไร้สัญชาติ ไร้ดินแดน ตั้งชื่อกลุ่มตัวเองว่าอะนอนีมัส (Anonymous) แล้วก็เรียกร้องความร่วมมือจากนักไซเบอร์ ในประเทศร่วมมือกันถล่มไซเบอร์ของส่วนราชการให้แฮงก์ (Hang) บ้างให้พบเข้ากันไปเยอะ ๆ จนกระทั่งว่าเครื่องแฮงก์ (Hang) ทำงานไม่ได้นะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ได้เห็นและเราก็ทำอะไร เขาไม่ได้เพียงเพราะเราเห็นว่าเราเป็นสิทธิและอำนาจของประเทศเราที่เราจะควบคุมดูแล เราเลยออกเหมือนกับคล้าย ๆ พ.ร.บ. ที่รู้จักกันทางสังคมว่าซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) ซึ่งถ้าว่าไปแล้วเรื่องซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) นี้ ผู้ที่อยู่ทางฝ่ายความมั่นคงนี่เขารู้ นานาชาติเขาก็ทำกันทั้งนั้นแต่เขาไม่พูดเขาจับกันทั้งนั้นฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่มีเสรีภาพ ความมั่นคงทางไซเบอร์นี่เขาก็เหนือกว่าใคร อเมริกาไม่ต้องพูดถึงประเทศอื่น ๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น แต่ของเราพอจะทำนี่ทั้ง ๆ ที่เป็นอำนาจภายในประเทศเรา เป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศเรา ที่จะปกป้องรักษาความมั่นคงของประเทศเราที่จะปกป้องกันลุกลามทางไซเบอร์จะมีดินแดน หรือไม่มีดินแดนจะจากใครก็เป็นสิทธิของประเทศเรา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เราจะปกป้องประเทศเรา แต่ถามว่าทำไมซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) ถึงมีเรื่อง และทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีเรื่องต่อไปอีก ก็เพราะว่าเราทำเป็นไม่เข้าใจว่าโลกใบนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งไร้พรมแดนก็คือเรื่องการสื่อสาร ห้ามยากมาก เพราะโลกใบนี้การสื่อสาร มันไร้พรมแดนและสิ่งหนึ่ง ซึ่งมาพันกันเข้านั่นก็คือหลักเป็นหลักสากลที่เป็นที่ยอมรับ ของทั่วโลกและถูกบัญญัติไว้ในธรรมนูญของสหประชาชาติยูเอ็น (UN) ก็คือหลักว่าด้วย สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและสิทธิเสรีภาพทางความคิด ซึ่งเป็นหลักเสรีภาพสากล องค์การสหประชาชาติได้บรรจุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่าเสรีภาพทางความคิด เป็นพื้นฐานแห่งเสรีภาพทั้งปวง คิดไปเถอะ คิดไป แต่อย่าคิดใช้ความรุนแรงฆ่าฟันคนก็แล้วกัน พอหลักสากลอันเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกว่าเสรีภาพส่วนบุคคลละเมิดไม่ได้ และเสรีภาพ ทางความคิดเป็นเสรีภาพของมนุษยชาติที่ละเมิดไม่ได้และเป็นอย่างไรครับ ในที่สุดเราอย่างดี ก็ได้ร้องขอท่านรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ก็ได้แค่ร้องขอเฟซบุ๊ก (Facebook) ว่าช่วยดูแลหน่อย อะไรที่มันผิดกฎหมายไทยดูแลหน่อย ขอร้องกูเกิล (Google) ขอร้องไลน์ (Line) ขอร้องอินสตาแกรม (Instagram) ขอร้องพวกไร้พรมแดน ทั้งหลายว่านี่ประเทศไทยถ้าผิดกฎหมายไทยดูแลกันหน่อย แต่ประชาชนทั่วไปเขาเสพ สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลไปแล้วและประชาชนชาวไทยก็ไม่ต่างกับนานาประเทศในโลกใบนี้ ได้คิดถึงเรื่องเสรีภาพที่ไร้พรมแดนคือเสรีภาพของการสื่อสารและเสรีภาพส่วนบุคคลว่า รัฐจะมาก้าวล้ำมิได้ ดังนั้นขณะที่เราไม่ได้คิดจะก้าวล้ำส่วนบุคคลใครเลยตามเนื้อแท้นะครับ ตามเนื้อผ้านะครับ แต่เรามุ่งหมายแต่เพียงว่าถ้าคุณใช้เสรีภาพส่วนบุคคลนั้นมาทำลาย ความมั่นคงของเรา หรือเสรีภาพส่วนบุคคลนั้นมาทำให้เกิดการบุกรุกโจมตีหรือเป็นภัยคุกคาม เป็นอันตรายต่อประเทศเราก็ย่อมเป็นสิทธิของเราเหมือนกันที่จะต้องจัดการ คำถามจึงมีอยู่ว่า แล้วจัดการได้หรือเปล่าครับ อายเขาไหมครับ ถ้าเราต้องเรียกกูเกิล (Google) มาแล้ว เขาออกไปปฏิเสธนอกห้อง รับปากว่าจะร่วมมือและปฏิเสธนอกห้อง เพราะกูเกิล (Google) เฟซบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (Line) อินสตาแกรม (Instagram) เขาไม่ได้ทำอยู่แต่ในประเทศไทย เขามีสาขาอยู่ทั่วโลก ประชากรไม่รู้กี่พันล้านใช้กูเกิล (Google) และประเทศไทยไม่ถึงร้อยล้าน บอกว่าตรวจสอบให้เราด้วยนะ เขาก็ย่อมเสียหลักการความมีเสรีภาพของกูเกิล (Google) ของไลน์ (Line) ของเฟซบุ๊ก (Facebook) กับทั่วโลกเขาก็ไม่ทำให้เรา แล้วอย่างไรครับ อายเขาไหม ท่านประธานครับ แต่ถามว่าแล้วมีไหม ในประเทศที่เขาบอกว่าคุณไม่ทำไม่เป็น อะไรแต่เราจะทำ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเขาไม่ยอม หรือบางประเทศท่านผู้รู้ ทางด้านความมั่นคงบอกผม ประเทศที่เจริญทางยุโรปเขาก็ไม่ยอม แต่เขาไม่มาพูดกันแบบนี้ เขามีเครื่องมือ เขามีมาตรการให้จัดการก็แล้วกันกับทุกผู้ทุกนามไม่สามารถอ้างสิทธิเสรีภาพ ส่วนบุคคลได้แต่เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐแห่งชาติแห่งมาตุภูมิของเขาแล้วเขาจัดการได้ก็แล้วกัน แต่ของเราจัดการไม่ได้ และถ้าเกิดออกกฎหมายที่ล้าหลังไปขัดสิทธิเสรีภาพแล้วนอกจาก จะจัดการปัญหานี้ไม่ได้แล้ว เขาก็บอกว่าไปตั้งสำนักงานอยู่สิงคโปร์ ในขณะที่ประเทศไทยประกาศจะเป็นประเทศ ๔.๐ จะพัฒนาประเทศทุกด้านด้วยดิจิทัล จะเป็นประเทศ ๔.๐ แต่ปรากฏว่าทั้งไลน์ (Line) ทั้งกูเกิล (Google) ทั้งเฟซบุ๊ก (Facebook) ทั้งอินสตาแกรม (Instagram) ทั้งใครต่อใครยกโขยงออกจากประเทศไทย เพราะกฎหมาย คอมพิวเตอร์ที่กำลังจะออกและกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ที่กำลังจะออกมา ผมถึงเห็นใจ กรรมาธิการอย่างไรครับว่าแท้ที่จริงแล้ววันนี้เรากำลังวิตกกังวลและกรรมาธิการก็ได้เสนอ ประเด็นซึ่งถ้าพูดไปแล้วนี่นะครับ ออกจะเป็นที่ควรจะได้รับการสนับสนุนจากสภาแห่งนี้ อย่างท่วมท้น นั่นก็คือเรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของชาติ ของประเทศว่า จะเอากันอย่างไร จะยืนอยู่บนถนนแห่งเสรีภาพการสื่อสารไร้พรมแดนนี่แต่ชาติอยู่รอด ปลอดภัยด้วย ไม่ให้ใครมาวอแวตบหน้าเราอย่างที่อะนอนีมัส (Anonymous) มันเคยตบมา กี่ครั้งแล้วเราจะทำกันอย่างไร ประชุมลับก็ได้เสนอโดยตรงไปสู่นายกรัฐมนตรีก็ได้ ไม่ต้องทำกรอบ ตามหลักการอะไรมากมายว่าจะต้องทำเป็นเสนอต่อสภาอภิปรายกันไปกันมาไม่เข้าสู่ ประเด็นเรื่องการดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ อันหมายถึงความมั่นคง ปลอดภัยของชาติ ของมาตุภูมิเรา ขอขอบคุณท่านประธานครับ