คำนูณ สิทธิสมาน หารือการปฏิรูปดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการพิจารณาภาพรวมของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพกับการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมตั้งข้อกังวลต่อร่างกฎหมายไซเบอร์ที่มีนิยามคำว่า "ไซเบอร์" และ "หน่วยงานเอกชน" กว้างเกินไป ซึ่งอาจทำให้คณะกรรมการไซเบอร์มีอำนาจควบคุมภาคเอกชนและกิจกรรมออนไลน์อย่างเข้มงวดเกินควร จึงเรียกร้องให้มีการถ่วงดุลอำนาจ จำกัดขอบเขตการควบคุม และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการร่างกฎหมายเพื่อป้องกันความเหลื่อมล้ำและขาดตัวแทนภาคประชาชนในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่จริงผมค่อนข้างเสียดายว่าเราน่าจะได้ อภิปรายในภาพรวมได้กว้างขวางกว่านี้ คือผมเห็นว่าในขณะนี้พวกเราทุกคนยืนอยู่บนจุดเปลี่ยน ของประเทศไทยที่สำคัญยิ่ง และการปฏิรูปที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งในยุคสมัยนี้ ก็คือการปฏิรูปดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้ทำการเผยแพร่ออกมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ช่วงปลายเป็นช่วงก่อนที่จะมีสภาปฏิรูปแห่งชาติเสียด้วยซ้ำ แล้วก็ได้เผยแพร่ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกมารวมทั้งสิ้น ๑๐ ฉบับ ฉบับนี้คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... เป็น ๑ ใน ๑๐ ฉบับนั้น ต่อมาก็ได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมค่อนข้างสูง โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมและจำกัดสิทธิ เสรีภาพมากเกินไปหรือไม่ในช่วงต้นปี ๒๕๕๘ และประกอบกับอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้ รายงานมาเองการจัดทำกฎหมายของรัฐบาลทั้ง ๑๐ ฉบับก็ค่อนข้างที่จะรวดเร็ว รวดเร็วจนบางทีก็สับสนกันอยู่เหมือนกัน ในที่สุดร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๑๐ ฉบับก็ได้ยุบรวม เหลือ ๘ ฉบับ แต่ว่าในการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติท่านไม่ได้เสนอ พร้อมกันทีเดียวทั้ง ๘ ฉบับ ซึ่งอันที่จริงแล้วการที่จะให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงประเทศ ลักษณะของกฎหมายชุดหรือกฎหมายพ่วงอย่างน้อยควรจะต้องเสนอมาพร้อม ๆ กัน ทีนี้เราก็เลยจะเห็นภาพที่แปลกก็คือกฎหมายที่ง่ายที่สุดก็คือร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ผ่านออกมาแล้ว ใช้บังคับแล้ว เรามีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แล้วแต่เราไม่มีรัฐมนตรีครับ ยังมีร่างกฎหมายอีก ๗ ฉบับที่อยู่ในการพิจารณาในชั้นของ สนช. ซึ่งผมเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งและผมก็ติดตามรับฟังอยู่เสมอมา ที่สำคัญที่สุดก็คือ ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. .... ซึ่งเกือบ ๆ จะผ่านแล้ว แต่ก็ได้มีการอภิปรายแล้วก็มีการทบทวนในมาตราสำคัญที่เกี่ยวกับว่าใครจะเข้ามาเป็น คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า ภาคเอกชนจะเข้ามาเป็น คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยตรงเลยจะดีหรือไม่ดีนะครับ ขณะนี้ก็ยังมีร่างพระราชบัญญัติอีกหลายฉบับ เฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการควบคุม ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ซึ่งมีการแก้ไข ปรับปรุง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนะครับ โดยสรุปในเบื้องต้นผมอยากจะให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของประเทศที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา เวลาเราพูดถึงคำว่าดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือเวลาเราพูดถึงคำว่าไซเบอร์ คนรุ่นเรามักจะรู้สึกว่ามันไกลตัว แต่ความจริงแล้วมันอยู่ในนี้ทั้งหมดครับ นี่คือดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมทั้งหมด นี่คือไซเบอร์ทั้งหมดที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติม นิยามคำว่า ไซเบอร์ ไป เดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นนะครับ หลาย ๆ ประเทศที่การพัฒนาทางด้านนี้ เขาไปไกลแล้วเขาไม่ใช้กระเป๋าสตางค์แล้วครับ มีสมาร์ตโฟน (Smartphone) เครื่องเดียว เดินออกมาจากบ้าน เรียกแท็กซี่ จ่ายสตางค์ ซื้อของข้างทาง แม้กระทั่งการชอปปิง (Shopping) นั้นกระทำการผ่านสมาร์ตโฟน (Smartphone) ผ่านออนไลน์ (Online) หมด เราคงเคยได้ยินคำว่าฟินเทค (FinTech) เคยได้ยินคำว่า คราวด์ฟันดิง (Crowd Funding) ที่จะทำให้ธนาคารอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันแทบจะหมดความหมายไปนะครับ ท่านประธานครับ พูดได้อีกยาว แต่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่าจะมีสักวาระหนึ่งไหมครับที่เราสามารถ จะมีความเห็นโดยภาพรวมถึงการปฏิรูปดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่การอภิปราย เป็นส่วน ๆ อภิปรายเรื่องกฎหมาย กสทช. ทีหนึ่ง อภิปรายวันนี้กฎหมายไซเบอร์ทีหนึ่ง ในขณะนี่เป็นการปฏิรูปใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยจะเคยมีมาและมันจะเป็นการปฏิรูป ที่เข้ามาถึงห้องนอนเราครับ ท่านประธานครับ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติที่ทาง คณะกรรมาธิการเสนอมานี้ ผมคิดว่าผมไม่สามารถตอบได้ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ผมซักซ้อมความเข้าใจของกระผมนะครับว่าบางครั้งผมก็รู้สึกตกใจเหมือนกันครับว่า ถ้าเผื่อการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยจะเคยมีมา หรือในประวัติศาสตร์ ของมนุษยชาติ คือการปฏิรูปดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อเปลี่ยนไปแล้วทำให้ สิทธิเสรีภาพของเราลดน้อยลง ทำให้สิทธิเสรีภาพของเราถูกด้านควบคุม ด้านกำกับ ด้านความมั่นคงเข้ามาครอบงำจนทำให้บดบังความคิดสร้างสรรค์ที่ควรที่จะได้เจริญงอกงาม จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ การปฏิรูปที่ว่านี้มันดีหรือมันไม่ดีครับ กระผมเชื่อว่า สิทธิเสรีภาพนั้นไม่อาจที่จะมีได้โดยปราศจากขอบเขตที่จำกัด แต่มันต้องมีดุลยภาพ ที่เหมาะสมระหว่างด้านสิทธิเสรีภาพ กับด้านการกำกับควบคุม หากเทน้ำหนักไปที่ด้านสิทธิเสรีภาพ มันก็จะเกิดสภาพที่ไร้ทิศ ไร้ทาง ไร้การควบคุมและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ กระผมไม่ปฏิเสธ แต่ถ้าเผื่อเทน้ำหนักไปที่ด้านกำกับและควบคุมนะครับ ท่านจะสูญเสียความคิดสร้างสรรค์ ถ้าปราศจากเสียจากความคิดสร้างสรรค์ในหมู่ประชาชน แล้วเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นว่า จะถูกกำกับ ควบคุมจะถูกสอดส่องผมไม่แน่ใจว่าทิศทางการพัฒนาทางสติปัญญาของประเทศ จะเดินไปในทิศทางใด ท่านประธานครับ กระผมเห็นว่าข้อเสนอที่สำคัญที่สุดของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ถ้ากระผมจะไม่ลงไปที่เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติเลย ก็คือท่านกำลังเสนอให้หัวหน้าคณะ คสช. นั้นใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ ฉบับที่ผ่านประชามติซึ่งมาตรา ๒๖๕ กระผมไม่จำเป็นต้องอ่าน ทวนให้ฟังนะครับ แต่ว่าอำนาจหน้าที่ของ คสช. ยังคงอยู่ทั้งหมด รวมถึงมาตรา ๔๔ ไปจนกว่าจะส่งมอบอำนาจให้รัฐบาลใหม่ ท่านกำลังเสนอให้ทาง คสช. หรือทางนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็คือใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ตามปกติ ซึ่งผมเข้าใจว่าในกรณีนี้ไม่น่าจะใช้ได้ ก็ต้องเป็นการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา ๒๖๕ ในช่วงบทเฉพาะกาล ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นมาตรา ๔๔ ให้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ กปช. ชั่วคราว แล้วก็ให้เอา แผนของ กปช. นี้ไปใส่ไว้ในคณะกรรมการถาวรตามร่างกฎหมายที่จะเกิดขึ้นภายหลัง กระผมว่าอันที่จริงข้อนี้คือหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะกระผมดูแล้วท่านเสนอความเห็นต่อ ร่างกฎหมายฉบับนี้เกือบจะเรียกได้ว่ายกร่างใหม่หมดทั้งฉบับนั่นแหละครับถ้าท่านดู ทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นแทบจะไม่ต้องเสนออันนั้นเลย ถ้าเสนอแต่เพียงให้รัฐบาลหรือให้ คสช. นั้นจัดตั้ง กปช. ชั่วคราวเพื่อทำการวางรูปแบบวางแนวทางของกฎหมายไซเบอร์ฉบับนี้ แล้วก็ให้กฎหมายไซเบอร์นั้นรับไปเป็นแนวทางนั้นกระผมว่าจะทุ่นเวลาและทุ่นการอภิปราย ไปได้เยอะทีเดียว อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑
กระผมยังมีความเห็นในประเด็นที่ ๒ สมมุติว่าผ่านข้อเสนอแรกก็คือ เรามีความเห็นพ้องต้องกันว่าความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์นั้นสำคัญอย่างยิ่ง จำเป็นที่จะต้องมี กปช. ชั่วคราวโดยอำนาจพิเศษ กระผมก็เห็นว่าอำนาจชั่วคราวของ กปช. ที่จะวางแนวนั้น ก็น่าจะพอเหมาะพอสม ร่างกฎหมายไซเบอร์ฉบับจริงและคณะกรรมการไซเบอร์ตัวจริงนั้น ท่านควรจะให้ผ่อนด้านสิทธิเสรีภาพเพิ่มขึ้นมาได้บ้างไหมครับ คือมันมี ๒ ขั้นตอนถ้าท่านวาง ขั้นตอนแรกไว้เข้มคือใช้อำนาจพิเศษจัดตั้ง กปช. ชั่วคราว ท่านควรจะไปผ่อนในเรื่อง ร่างกฎหมายไซเบอร์ ตัวจริงให้มีด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านสิทธิเสรีภาพ ด้านสร้างสรรค์อย่างน้อยขึ้นมาให้ได้ดุลกับด้านควบคุม ไม่ใช่เข้ม ๆ ทั้ง ๒ ทาง เพราะถ้าเข้ม ๆ ทั้ง ๒ ทางมันจะทำให้ผมจินตนาการไม่ออกครับผมไม่ค่อยฉลาดทางด้านนี้นัก แต่ไม่อยากให้ เทคโนโลยีใหม่นั้นมีแต่ตัวเทคโนโลยีแต่ว่าเวลาเราจะใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปเราต้อง ระมัดระวังอย่างสูง กระผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่ท่านเสนอแนะมาในความเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติไซเบอร์ตัวจริงเผื่อท่านสมาชิกจะได้ดูตามกันไปแล้วก็ช่วยกันให้ความเห็น ผมเอาในตารางทางขวางที่หน้า ๓ ก็แล้วกัน ท่านนิยามคำว่าหน่วยงานเอกชนเพิ่มเข้าไปใหม่ แล้วก็นิยามคำว่าไซเบอร์เพิ่มเข้าไปใหม่ ผมจะชี้ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกเห็นว่า จากนิยามทั้ง ๒ คำนี้ มันเกี่ยวพันกับชีวิตของทุกท่านอย่างไรบ้าง นิยามคำว่าไซเบอร์ ไซเบอร์ หมายความว่า กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร ข้อมูลคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์ ครอบจักรวาลครับ ไลน์ (Line) เฟซบุ๊ก (Facebook) วอตส์แอป (WhatsApp) ทุกประการทั้งสิ้นทั้งปวง สื่อมวลชนยุคใหม่ทั้งที่ ประกอบวิชาชีพสื่อแล้วก็อยากจะสื่อกันเอง โดนหมดครับ เข้าข่ายนิยามคำว่าไซเบอร์หมด ทีนี้มาดูนิยามตัวที่ ๒ ก็คือนิยามคำว่าหน่วยงานเอกชน คือเวลากรรมาธิการชี้แจงก็ดีครับ หน่วยงานเอกชน หมายความว่า หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นจากการรวมตัวของบุคคล หรือคณะบุคคลเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานที่แสวงหากำไร หรือที่ไม่แสวงหากำไร โดยไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลจากหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตาม โดนหมดครับไม่มีอะไรยกเว้นเลย นิยามไว้ทำไมครับ ร่างกฎหมายไซเบอร์ตัวจริงฉบับนี้ท่านเปลี่ยนจากเดิมที่จากเป็นองค์การมหาชน ให้เป็นส่วนราชการ ประเด็นนี้ผมไม่มีความเห็นครับ รับได้ ท่านเปลี่ยนโครงสร้าง องค์ประกอบจากรัฐมนตรีดีอี (DE) เป็นประธานให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ข้อนี้ผมก็มี ความเห็นตามสมควร แต่ว่าก็ยังไม่ถึงกับสำคัญที่สุดนะครับ แต่ว่าประเด็นสำคัญที่สุด ที่ผมอยากจะชวนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกคุยก็คือว่า ท่านกำลังจะเอาส่วนราชการ กปช. นี่ มากำกับทั้งหน่วยงานของรัฐแล้วก็หน่วยงานเอกชนในกิจกรรมที่เกี่ยวกับไซเบอร์ ท่านครับ ผมอ่านนิยามคำว่าไซเบอร์ไปแล้ว ผมอ่านคำนิยามคำว่าหน่วยงานเอกชนไปแล้ว นั่นก็คือหมายความว่าจากนี้ไป กปช. สามารถสั่งการกับเอกชนได้ ซึ่งก็อาจจะมีความจำเป็น แต่เมื่ออ่านดูตัวร่างกฎหมายในมาตราที่เกี่ยวข้องตั้งแต่มาตรา ๒๘ เป็นต้นไป ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด อ่านแล้วมันดูหวาดเสียวอย่างไรชอบกลครับ ผมขออนุญาตยกเป็นตัวอย่างเพียงมาตรา ๒๘ ก็ได้ครับ
มาตรา ๒๘ ของเดิมเขาเขียนว่า ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการภายใต้ กฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้นให้สอดคล้องกับแนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติการ หรือโครงการตามมาตรา ๒๗ ท่านให้เติมคำว่าหน่วยงาน ภาคเอกชนเข้าไป ก็อ่านได้ความว่า ให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชนดำเนินการ ภายใต้กฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้นให้สอดคล้องกับแนวทาง มาตรการแผนปฏิบัติการหรือโครงการตามมาตรา ๒๗ ก็ควบคุมหมดทั้งประเทศ มันจำเป็นถึงขนาดนี้หรือไม่ นี่คือคำถาม ถ้าท่านยืนยันว่าจำเป็นก็จะได้อภิปรายกันต่อไป
มาตรา ๒๙ ข้อความเดิม ในกรณีที่เห็นสมควร กปช. อาจกำหนดให้ หน่วยงานของรัฐแจ้งรายชื่อผู้รับผิดชอบตามแนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติการ หรือ โครงการเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต่อ กปช. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหา ภัยคุกคามทางไซเบอร์
ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งต้องปฏิบัติงานโดยยึดถือแผนปฏิบัติการ มติ หรือการสั่งการของ กปช. หรือคำสั่งของประธานกรรมการ กปช. หรือผู้ซึ่งประธานกรรมการ โดยความเห็นชอบของ กปช. มอบหมายเป็นสำคัญ
การไม่ปฏิบัติตามวรรคสองถือเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
อันนี้อยู่ที่เอกสารทางขวางหน้า ๑๘ ท่านเสนอไว้ในข้อเสนอของท่านว่า เห็นควรเพิ่มคำว่า หน่วยงานเอกชนต่อท้ายคำว่า หน่วยงานของรัฐ ทีนี้ถ้าอ่านใหม่ตามที่ท่าน แก้ไขสมมุติแก้มาตามนี้ ผมเป็นประชาชนคนหนึ่งผมกลัวเลยครับ ไม่ทราบผมกลัวถูก หรือเปล่านะครับ มันจะอ่านว่าอย่างนี้ครับ ในกรณีที่เห็นสมควร กปช. อาจกำหนดให้ หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชนแจ้งรายชื่อผู้รับผิดชอบตามแนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติการ หรือโครงการเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือ ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต่อ กปช. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานในการ ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์
ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งต้องปฏิบัติงานโดยยึดถือแผนปฏิบัติการ มติ หรือการสั่งการของ กปช. หรือคำสั่งของประธานกรรมการ กปช. หรือผู้ซึ่งประธานกรรมการ โดยความเห็นชอบของ กปช. มอบหมายเป็นสำคัญ
การไม่ปฏิบัติตามวรรคสองถือเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
ก็แปลว่าถ้า กปช. เห็นสมควรที่จะกำหนดมาตรการใด หน่วยงานเอกชน ตามนิยามที่ผมได้กล่าวข้างต้นคือพวกเราทุกคนก็ถือว่ามี กปช. เป็นผู้บังคับบัญชา อันตรายทางไซเบอร์จำเป็นที่จะต้องให้ส่วนราชการเข้ามากำกับการดำเนินการของเอกชน ทุกขั้นทุกตอนมากถึงขนาดนี้หรือไม่ สมควรมีระยะเวลาหรือไม่ สมควรมีเงื่อนไขที่กำหนด บ้างหรือไม่ ผมคงจะไม่ต้องอภิปรายไปถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการ กปช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นรองประธาน แล้วก็มี หน่วยงานทางราชการเป็นหลัก และผู้ทรงคุณวุฒิ ๗ คน ก็ไม่มีส่วนใดเลยที่จะมีส่วนที่มาจาก ภาคเอกชนหรือภาคประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับนี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างใหญ่หลวง ผมคงไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้ แต่อยากจะกราบเรียนว่าการปฏิวัติดิจิทัลในประเทศไทย ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นเราจะต้องสร้างดุลให้ดีระหว่างด้านที่เป็นสิทธิเสรีภาพกับด้านกำกับควบคุม โดยเฉพาะในด้านกำกับควบคุมนั้นมันก็มี ๒ มิติ การกำกับควบคุมโดยรัฐกับการกำกับควบคุม โดยกลุ่มทุนภาคเอกชน และที่สำคัญก็คือในสมการทั้งหมดนี้ประชาชนซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาล ถือว่าเป็นศูนย์กลางมีส่วนร่วมอยู่ตรงไหนบ้างในรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปที่เพิ่งผ่านประชามติไป แผนการปฏิรูปใด ๆ ก็ต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชนให้ประชาชนมีส่วนร่วม ยุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกและคณะกรรมาธิการนั้นถือว่าสิ่งที่ผมอภิปรายมานี้เป็นข้อสังเกตเชิงบ่นสนทนา ปรับทุกข์กับท่าน เราหลีกหนีไม่ได้การปฏิวัติดิจิทัล แต่ผมไม่อยากให้รูปแบบหรือ กระบวนการปฏิวัติดิจิทัลที่เกิดขึ้นมาทำลายความคิดสร้างสรรค์ในหมู่ประชาชนลงไป ผมเป็นคนไทยผมเกรงใจที่ต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในเชิงตั้งข้อสังเกตหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราสูญเสีย กสทช. ที่เป็นอิสระไปแล้วไม่เป็นอะไรครับไม่ว่ากัน ต่อไป กสทช. ก็ต้องปฏิบัติ ตามนโยบายของคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน้าตาของ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น กลุ่มทุนภาคเอกชนจะเข้ามา โดยตรงแค่ไหน หรือไม่ ประการใด อยู่ที่กฎหมายที่จะคลอดออกมาจาก สนช. ในขณะนี้ แม้ว่าเราจะเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่พิจารณาเรื่องกฎหมายความผิดไซเบอร์ ผมในฐานะประชาชน คนหนึ่ง ส่วนตัวไม่เดือดร้อนเพราะอายุค่อนข้างมากแล้ว กำกับนักก็ไม่ต้องสื่อสารมากนัก ก็ไม่เป็นอะไร แต่ต้องคิดถึงคนรุ่นหลังเราต้องคิดถึงคนไทยอีกรุ่นหนึ่งที่เขาเติบโตขึ้นมาจาก โลกไซเบอร์ และเขามีความคุ้นชินอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเขาเห็นรูปแบบของการปฏิรูปดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม รูปแบบของกฎหมายความผิดไซเบอร์ รูปแบบของกฎหมาย ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ที่ สนช. ออกมาแบบนี้ มันอาจจะเป็นการสื่อสาร ที่ผมอาจจะผิด อาจจะเป็นการสื่อสารที่แสดงให้เห็นว่าโลกยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้น ดุลมันจะเอียงไปทางด้านกำกับควบคุม มากกว่าด้านเสรีภาพ ประเด็นต่าง ๆ นี้ผมจะไม่พูดถึงตัวบทรัฐธรรมนูญเลยนะครับว่าจะขัด หรือไม่ขัดแค่ไหนประการใด แต่อยากจะพูดในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรม กับท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกคนว่าเราต้องช่วยกันคิดให้เต็มที่ สิ่งใดที่ผมพูดผิดข้อเท็จจริงไป ก็กราบขอประทานอภัยและท่านได้โปรดชี้แจง คือผมอยากเห็นภาพรวมว่าโลกในยุคดิจิทัล โลกในยุคไซเบอร์ซึ่งเรากำลังก้าวเดินเข้าไปนั้นผมจะคงมีความคิดอิสระ จะคงมีความคิดสร้างสรรค์ ที่จะสื่อสารถึงเพื่อนประชาชนด้วยกันโดยที่ไม่ต้องกริ่งเกรงหรือไม่ต้องระมัดระวังว่า มันจะขัดกฎหมายไซเบอร์ มันจะขัดกฎหมายคอมพิวเตอร์แค่ไหน อย่างไร และอีกประการหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าโลกดิจิทัลและโลกไซเบอร์นั้นมันไม่มีพรมแดนครับ กฎหมายไทย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ของไทย พ.ร.บ. ไซเบอร์ของไทยก็คงกำกับได้แต่ในประเทศไทย สมมุติว่า เราเขียนให้เข้มไปขนาดนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่มาจากภายนอก ประเทศได้มากแค่ไหน ประการใดก็เป็นข้อสังเกตแต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ