สายัณห์ ชี้ปัญหาโลจิสติกส์ซ้ำซ้อน หนุนตั้งหน่วยงานกลางบูรณาการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๐ · ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

สายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ หารือแนวทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศเพื่อก้าวสู่ระดับสากลและลดต้นทุนต่อจีดีพี โดยชี้ปัญหาทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดการบูรณาการ ต้นทุนโลจิสติกส์สูงจากการขนส่งที่ไม่ต่อเนื่อง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ถูกคุกคามจากระบบโลจิสติกส์และตลาดเกษตรของต่างชาติ รวมถึงการขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจกำกับดูแลและบูรณาการยุทธศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเสนอให้จัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์แห่งชาติและอนุกรรมการโลจิสติกส์ภายใต้กรอบประชารัฐ เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ พัฒนาระบบไอที และผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายใน 12 เดือน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและรักษาความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ และกราบเรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ประธานคณะทำงานในคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ กรรมาธิการเศรษฐกิจนะครับ ต้องเรียน ท่านประธานว่าผมจะใช้เวลาอย่างรวบรัดครับในการสรุปประเด็นที่จะนำเสนอในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นต้องเรียนก่อนนะครับว่าเรื่องที่ผมจะเรียนต่อไปนี้นั้นเป็นเรื่องที่

๑. ได้มีการขับเคลื่อนมาจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็คือ สปช. ผมนำสิ่งที่ได้เสนอไว้ใน สปช. มาขับเคลื่อนต่อ

๒. เรื่องหลายเรื่องในรายงานที่จะนำเสนอนี้นั้น ได้มีการปรึกษาหารือกับ สภาพัฒน์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ

๓. ต้องเรียนว่าเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้นั้น ไม่ได้หมายความว่าระบบโลจิสติกส์ ในประเทศไทยล้มเหลว แต่เป็นเพียงอยากจะนำเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่จะทำให้ระบบโลจิสติกส์ ของประเทศไทยดีขึ้น หน่วยงานต่าง ๆ ที่ดำเนินการด้านโลจิสติกส์ ในปัจจุบันนั้นรวมถึง อนาคตก็ได้มีการดำเนินการไปตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ได้มีการ กำหนดยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของประเทศไทยอยู่แล้ว วันนี้ทางคณะทำงานเพียงแต่ มานำเสนอว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะให้ระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยนั้นล่วงหน้า ก้าวหน้า ไปสู่ระดับสากล และทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ต่อจีดีพี (GDP) ลดต่ำลงนะครับ

ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติดูเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แผ่นต่อไป จะเห็นได้ว่าเมื่อกี้นี้ท่านอาจารย์มนูได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับความหมายของโลจิสติกส์นั้น ผมก็อยากจะขยายความต่อไปว่าคำว่าโลจิสติกส์นั้นไม่ได้หมายถึงการขนส่งแต่การขนส่ง เป็นส่วนหนึ่งของโลจิสติกส์ โลจิสติกส์นั้นครอบคลุมตั้งแต่เริ่มต้นจากแหล่งผลิตวัตถุดิบไป จนกระทั่งถึงการนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือแปรรูปไปจนกระทั่งถึงการจัดเก็บ การแพกเกจจิง (Packaging) การจัดเก็บในคลังสินค้ารวมไปถึงการขนส่งไปยังผู้บริโภค อันนี้เป็นกระบวนการซึ่งเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องไม่ใช่เฉพาะการขนส่งแต่หมายถึง การจัดเก็บและหมายถึงการกระจายสินค้าไปยังจุดที่เป็นจุดของผู้รับบริโภค เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงโลจิสติกส์ แล้วก็ต้องควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานนั้นจะหมายถึง สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ถนน ระบบประปา ระบบน้ำทิ้ง ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสาร โดยในหลายครั้งนั้นโครงสร้างพื้นฐานถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสินค้า และบริการ อันนี้ก็ต้องเรียนว่าอ้างอิงมาจากราชบัณฑิตสถานนะครับ ดังนั้นโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐานจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้าในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การค้า ชายแดน การขนส่ง ก็คือการขนส่งที่หมายถึง รถยนต์ ราง น้ำ อากาศ ท่อ การจัดเก็บ กระจายสินค้าบริการ การเกษตร อุตสาหกรรม การบริการ เทคโนโลยีสารสนเทศ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้นถ้าพูดถึงโลจิสติกส์ กับโครงสร้างพื้นฐานจึงสรุปได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ต่อความมั่นคง ของประเทศ ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและต่อคุณภาพชีวิต ของประชาชน ต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าปัจจุบันนี้นั้นประเทศไทยแม้จะมี ระบบโลจิสติกส์ที่ไปได้ดีในระดับหนึ่งแล้วแต่ก็ยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์อยู่ ๙ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนน เมื่อปี ๒๕๕๗ ประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนมากที่สุดเป็นอันดับ ๒ ของโลก ในปี ๒๕๕๗ นั้นมีผู้เสียชีวิต อุบัติเหตุบนท้องถนน ๖,๑๘๕ คน แล้วก็วันละ ๑๗ คน ตัวเลขที่น่าตกใจก็คือว่าในปี ๒๕๕๙ ระหว่าง ๑ มกราคม ถึง ๒๒ กรกฎาคม มีผู้เสียชีวิต ๕,๘๐๑ คน เฉลี่ยวันละ ๒๙ คน อันนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบโลจิสติกส์

เรื่องต่อมาก็คือต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทย สูงมาก ๑๔.๑ เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมและคือจีดีพี (GDP) เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การค้า และ การส่งออก งานทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์กระจายไปใน ๑๖ หน่วยงานของรัฐ เป็นอย่างน้อย ไม่มีองค์กรหลักในการบริหารควบคุมประเมินระบบโครงสร้างพื้นฐานและ โลจิสติกส์จึงกลายเป็นว่าต่างคนต่างทำ

ถ้าเราดูสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไปจะเห็นได้ว่านี่เฉพาะเท่าที่ตรวจสอบเจอ ๑๖ หน่วยงาน ความจริงน่าจะมีมากกว่านี้ แต่ละหน่วยงานก็กำหนดยุทธศาสตร์ของตัวเอง บังคับใช้กฎหมายตัวเอง สนับสนุน ตรวจสอบกันเอง แต่ทั้งหมดนั้นยังขาดการบูรณาการ ยังขาดการควบคุม กำหนด ประเมินที่จะเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้นะครับ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภาระและต้นทุนให้กับธุรกิจทั้งประเทศอย่างสูง

เรื่องต่อมาครับ ในโลกนี้เขาวัดความสามารถในเชิงการแข่งขันระหว่าง ประเทศด้วยเรื่องของโลจิสติกส์ ธนาคารโลกจึงได้กำหนดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยนะครับ ปรากฏว่าเมื่อปี ๒๕๕๗ อันดับความสามารถในการ แข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๓๕ พอในปีนี้เราตกไปเป็นอันดับที่ ๔๕ ตกไป ๑๐ อันดับ นอกจากนี้เกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ประเทศไทยเราเป็น ประเทศเกษตรมีการส่งออกสินค้าเกษตรแล้วก็เกษตรกรปลูกพืชเลี้ยงคนพลเมืองทั้งประเทศ แต่ปรากฏว่าไม่มีหน่วยงานโลจิสติกส์ที่ดูแลระบบโลจิสติกส์ของเกษตรกรเลยนะครับ ไม่มี ศูนย์จัดเก็บ กระจายสินค้าเกษตร ทำให้ต้นทุนสินค้าเกษตรสูง คนต่างชาติและบริษัท ขนาดใหญ่มีอิทธิพลและมีอำนาจเหนือตลาด เช่น การกำหนดราคารับซื้อและขนส่ง ผลผลิต การเกษตรและผลผลิตของเกษตรกรนั้นไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง ต้นทุน การขนส่งสูง ถ้าเราดูนะครับ ถ้าท่านผู้มีเกียรติไปที่ตลาดไทซึ่งเป็นแหล่งที่กระจายสินค้าเกษตร ถ้าเราโยนหินขึ้นไปบนอากาศหนึ่งก้อน ก้อนหินนั้นจะตกลงไปบนหัวคนต่างชาติ ซึ่งเป็นคนทำงาน ที่อยู่ในตลาดไทนะครับ รถขนส่งสินค้าจากตลาดไท หรือจากระยอง จากชลบุรี จากจันทบุรี ขนส่งผลไม้ไปยังชายแดนที่เชียงของและข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รถขนส่งเหล่านี้ เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยก็จริง แต่เป็นอิทธิพลของบริษัทต่างชาติที่มาทำการควบคุม การขนส่งระบบโลจิสติกส์จากประเทศไทยจนกระทั่งถึงประเทศเพื่อนบ้านมีอิทธิพล ต่อการขนส่ง ต่อการกำหนดราคาซื้อขายพืชผลทางการเกษตร สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้จัดทำรายงานเรื่องหนึ่ง เรื่องการตั้งโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) ของผู้ประกอบการ ชาวต่างชาติในจังหวัดจันทบุรี มีข้อสรุปข้อหนึ่งในรายงานของ สนช. กล่าวว่า “หากไม่มี การดำเนินการใด ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว อาชีพการทำสวนผลไม้ของเกษตรกรของไทย อาจหมดไป ส่งผลให้ธุรกิจค้าผลไม้ของไทยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติด้านราคาและตลาดได้ และต่อไปประเทศไทยจะอยู่ในฐานะผู้รับจ้างปลูกต้นไม้ ซึ่งนับว่าเป็นความเสี่ยง ของประเทศ” ท่านผู้มีเกียรติครับ ขณะนี้ระบบการรับซื้อผลไม้ในไร่ของผู้ประกอบการหรือ เจ้าของสวนในชลบุรี ในระยองในจันทบุรีนั้นอยู่ในการควบคุมดูแลของล้งต่างชาติ ล้งต่างชาติคืออะไร ล้งก็คือบริษัทต่างชาติที่ตั้งในประเทศไทย จดทะเบียนเป็นบริษัทไทย แต่ผู้ดำเนินงานทุกอย่างเป็นคนต่างชาติ แล้วก็เข้าไปรับซื้อผลไม้กับเกษตรกร ควบคุม คัดเลือกดำเนินการทุกอย่าง แล้วก็ตั้งล้งรับซื้อ จากนั้นก็รับซื้อผลไม้เสร็จแล้วก็ไปบรรจุ ที่ตลาดไท จากบรรจุตลาดไทก็ใช้รถขนส่งของต่างชาติที่จดทะเบียนในประเทศไทย ขนส่งไปที่ชายแดนแล้วก็ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันก็ขนส่งสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยระบบแบบเดียวกันเป็นระบบแบ็กฮอล์โลจิสติกส์ (Backhaul Logistics) ก็คือเป็นระบบที่ เมื่อเอารถคันนี้ขนส่งสินค้าไปแล้ว ผลไม้ไปแล้วถึงประเทศต่างประเทศก็เอาใช้รถคันเดียวกันนั้น ขนส่งกลับขึ้นมา ทั้งหมดนี้เป็นระบบที่ควบคุมโดยบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บนเส้นทางอาร์ ๓ เอ (R3A) นั่นคือเส้นทางคุน-มั่น กงลู่ ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ ที่ประเทศต่างชาติกำหนดไว้สำหรับนำพืชผักผลไม้จากประเทศไทยไปต่างประเทศ และจากต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยนะครับ ความจริงอันนี้เป็นเรื่องละเอียดมากกว่านี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนสรุปเพียงแค่นี้นะครับ

เรื่องต่อมาครับ เรื่องของข้าวนะครับ เฉพาะข้าวเรื่องเดียว จากการศึกษา ตอนสมัยที่ สปช. พบว่าชาวนาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งข้าวจากลานปลูกไปยังโรงสีครับ ค่าใช้จ่ายปีหนึ่งอย่างน้อย ๘,๙๐๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายนี้เกิดจากอะไรครับ ค่าใช้จ่ายนี้ก็คือ เกิดจากการที่ต้องใช้รถขนส่งขนข้าวเปลือกจากลานปลูก จากบริเวณท้องนาที่ปลูกไปยังโรงสี แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าวให้เก็บไว้ในยุ้งฉาง ก็อยากจะเรียนว่า ชาวนาจำนวนหนึ่งและจำนวนมากไม่มียุ้งฉางที่จะเก็บครับ เพราะไม่มีศูนย์จัดเก็บกระจาย สินค้าเกษตรนะครับ คณะทำงานจึงได้เสนอว่าประเทศไทยควรจะต้องมีคนที่จะดูแล มีอาร์-โก้ โลจิสติกส์ (ARGO Logistics) คือมีระบบโลจิสติกส์ที่ใช้ในภาคเกษตรกรรมนะครับ

ปัญหาต่อมาครับ การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบในหลายจุดของประเทศ ทั้งถนน รถไฟ เรือ เครื่องบิน ท่อ ขาดความต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เน้นการขนส่งทางถนนมากถึง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ทำให้ต้นทุนสูง ท่านประธานครับ ต้นทุนที่สูงที่สุดในการขนส่งก็คือต้นทุน ที่เกิดจากการใช้รถบรรทุกครับ ต้นทุนที่ถูกที่สุดก็คือการขนส่งทางน้ำ และที่ถูกรองต่อมาคือ การขนส่งทางราง ปรากฏว่าการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบในประเทศไทยนั้นขาด ความต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จากถนน จากโรงงานก็ไปยังถนนก็ใช้ถนนทั้งหมด แต่ขาดการใช้ การขนส่งทางน้ำ เช่นท่าเรือชายฝั่ง ขาดการใช้ขนส่งทางราง นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้นทุน โลจิสติกส์ของประเทศไทยถึงได้เป็น ๑๔.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นะครับ

ปัญหาต่อมาครับ ไม่มีระบบการติดตามยานพาหนะและสินค้าเข้าออก ณ ด่านชายแดน เรามีความตกลงเออีซี (AEC) เรามีการค้าเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศ หลาย ๆ ประเทศ รถเข้าออกที่ชายแดน ไม่มีหน่วยไปตรวจสอบนะครับว่ารถคันนี้มาจากไหน ขนสินค้าอะไรมา นอกจากเอกสารที่ผ่านพิธีการด่านศุลกากรเท่านั้น นอกจากนี้ไม่มีองค์กรหลัก ดูแลด้านความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์แห่งชาติ เช่น เคเบิล (Cable) ใต้น้ำ ไม่มีคนที่มีหน่วยงานโดยตรงดูแลนะครับ สิ่งเหล่านี้กระทบต่อความมั่นคง

ข้อต่อมาครับ ไม่มีระบบไอที (IT) ในการจัดเก็บ ติดตาม เชื่อมโยงข้อมูล ด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ข้อมูลเรื่องเดียวกันแต่ละกระทรวงมีข้อมูลไม่ตรงกัน ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่มีข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ท่าเรือ สนามบินหลายแห่งเสียงบประมาณในการก่อสร้างแต่ไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ท่าเรือนครสวรรค์ ณ วันนี้สร้างไปแล้วใช้งบประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อหลายปีก่อน เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว ณ วันนี้ไม่มีใครรู้จักว่าท่าเรือนครสวรรค์อยู่ที่ไหน ท่าเรือระนอง สร้างมาใช้งบประมาณก่อสร้างไปเยอะแยะเพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ แต่กลับกลายเป็นว่าท่าเรือระนองตัวนี้ให้บริการบริษัทขุดเจาะน้ำมัน สนามบินหลายแห่ง สร้างแล้วไม่ได้ใช้ เช่น สนามบินโคราช สิ่งเหล่านี้คือการกำหนดทางด้านยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ ในอดีตนะครับ แล้วก็แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำและไม่ได้บูรณาการเข้าหากัน จึงเป็นปัญหาที่คณะทำงานคิดว่าจะต้องแก้ไขโดยเร่งด่วนโดยที่เสนอว่าให้จัดตั้งสำนักงาน โลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ หมายความว่าหน่วยงานที่เราจัดตั้ง ขึ้นมานั้นไม่ใช่เป็นหน่วยงานที่เข้าไปเอางานคนอื่นมาทำ แต่เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมา เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดนโยบาย เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการประเมิน ติดตาม การทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ว่าได้มีการปฏิบัติตามเคพีไอ (KPI) ที่วัดไว้หรือไม่นะครับ เหตุผลและความจำเป็นในการจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ แห่งชาตินั้นก็คือว่าในปี ๒๕๕๘ เมื่อปีที่แล้วประเทศไทยไม่ผ่านมาตรฐานไอเคโอ (ICAO) ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงเป้าหมายการขนส่งทางอากาศกับหลายประเทศนะครับ

ข้อต่อมาครับ เราถูกอียู (EU) บอกว่าเราทำผิดกฎหมายเรื่องเกี่ยวกับไอยูยู (IUU) ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถส่งอาหารทะเลไปสู่ตลาดยุโรปได้ อันนี้ก็เป็นปัญหานะครับ

ข้อต่อมาคืออย่างที่ได้เรียนไปแล้วนะครับ ประเทศไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บนท้องถนนอันดับ ๒ ของโลกนะครับ

แล้วข้อต่อมาก็คือว่าการกำหนดจุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยนั้น ขาดการบูรณาการระบบรางและน้ำ มุ่งพัฒนาเพียงระบบถนนและขาดการเชื่อมโยงกับ ระบบขนส่งของประเทศ นอกจากนี้แอลพีไอ (LPI) แล้วก็ดัชนีชี้วัดด้านโลจิสติกส์ ของประเทศไทยตกหล่นจากอันดับที่ ๓๕ เป็นอันดับที่ ๔๕ และที่สำคัญท่านประธานครับ การรุกของระบบธุรกิจโลจิสติกส์ของต่างชาติในประเทศไทย และในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) รวมถึงการค้าในระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ซึ่งเริ่มมีมากขึ้นในประเทศไทย และในอาเซียน (ASEAN) และมีผลกระทบต่อระบบธุรกิจและโลจิสติกส์ รวมถึงผู้ใช้และ ผู้ให้บริการซึ่งกระทบต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ เราคงจะเห็นนะครับว่า ระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลกเข้ามาเทคโอเวอร์ (Take Over) บริษัท อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีบริษัทโลจิสติกส์ ขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาให้บริการแข่งกับบริษัทไปรษณีย์ไทยซึ่งในอนาคตก็เป็นห่วงว่า ระบบโลจิสติกส์ซึ่งเชื่อมโยง หรือสนับสนุนระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นั้นจะอยู่ ภายใต้การควบคุมดูแลของต่างชาตินะครับ ในขณะเดียวกันการขนส่งทางเรือ ประเทศไทย มีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ รายได้จากการส่งออกอันดับ ๑ แต่ปรากฏว่าประเทศไทย ไม่เคยมีกองเรือของประเทศไทย ทุกวันนี้การส่งออกทางเรือมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในความดูแลของบริษัทของต่างชาติ ทั้งบริษัทจากประเทศในเอเชีย และบริษัท จากประเทศในอเมริกา นอกจากนี้ครับ ประเทศไทยขณะนี้ประกาศนโยบายชัดเจนจะเป็น ไทยแลนด์ ๔.๐ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าประเทศไทยไม่มีทางเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ ได้เลย ถ้าระบบโลจิสติกส์ประเทศไทยไม่เป็นโลจิสติกส์ ๔.๐ นะครับ จากเหตุผลทั้งหมดขั้นต้นนั้น จึงทำให้ประเทศไทยนั้นสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไม่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ และส่งผลถึงความมั่นคงปลอดภัยของประเทศนะครับ

ที่มาของปัญหา

๑. ไม่มีหน่วยงานในภาครัฐที่มีอำนาจเต็มในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์และ ติดตามประเมินผลหน่วยงานต่าง ๆ ไม่สามารถให้คุณให้โทษได้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาด้านโลจิสติกส์อย่างที่ให้ท่านประธานสถิตย์และท่านประธานมนูได้เรียนไปแล้ว นะครับ แล้วก็ขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ นั้นมิได้ดำเนินงานแบบบูรณาการอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกันระหว่างแผนยุทธศาสตร์กับการปฏิบัติงานจริง ถ้ามีท่าเรือระนอง ก็จะใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้ ท่าเรือนครสวรรค์จะได้ใช้มากกว่านี้ สนามบินต่าง ๆ ก็สามารถใช้การได้มากกว่านี้ นอกจากนี้ครับขาดการสนับสนุนการอำนวยความสะดวก และการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้าง พื้นฐานต่าง ๆ ไม่เชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์และการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ในหลายพื้นที่อย่างเช่นที่เชียงของ ซึ่งความจริงแล้วเชียงของน่าจะเป็น ตัวอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งสามารถทำการเชื่อมโยงในระบบมัลติโมดัลทรานสปอร์ต (Multimodal Transport) หรือการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบจากเชียงของมาที่พิษณุโลก จากนั้นแยกไปทางซ้ายไปที่แม่สอดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นเดียวกัน แยกไปทางขวา ไปมุกดาหารเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเหมือนกัน แล้วก็มาที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ๓ จังหวัด ซึ่งเพิ่งกำลังประกาศแต่งตั้งมาใหม่ ก็คือว่าชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จากนั้นเชื่อมต่อไป สระแก้ว ระบบพื้นที่เขตเศรษฐกิจทั้งหมดที่ผมกราบเรียนมานั้นยังไม่มีระบบการขนส่ง ต่อเนื่องหลายรูปแบบมาเชื่อมโยง นอกจากมีทางถนนเท่านั้น นี่คือเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้ ต้นทุนโลจิสติกส์ประเทศไทยสูงนะครับ นอกจากนี้ขาดผู้กำกับดูแลรับผิดชอบการพัฒนา ระบบสารสนเทศที่มีมาตรฐานสากลที่ให้การรับรอง ให้การรองรับ และสนับสนุน การปฏิบัติการโลจิสติกส์ทำให้ขาดการจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญและสมบูรณ์จากทุกภาคส่วน พูดง่าย ๆ คือ ณ วันนี้ตัวเลขเรื่องข้าวจากกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นตัวเลขคนละตัวทั้งที่เป็นตัวเลขจากแหล่งผลิตเดียวกันนะครับ ก็เพราะว่าไม่มี หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูล นอกจากนี้ผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจ ด้านกฎหมาย และอุตสาหกรรมด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ไม่มีอำนาจเต็ม หรือไม่มีโอกาสในการเข้าร่วมกำหนดเจรจา เสนอความคิดเห็นในกรอบ การเจรจาต่าง ๆ นะครับ ดังนั้นในการจัดตั้งสำนักงานแห่งนี้ขึ้นมา ความหมายก็คือว่าเป็น สำนักงานระดับชาติหน่วยเดียวที่มีอำนาจเต็มด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์ รายงานตรงต่อท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ

โครงสร้างของกรรมการประกอบด้วย ภาครัฐ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และภาคเอกชน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไมต้องมีภาคเอกชนเข้าไปเกี่ยวข้องก็เพื่อที่ภาคเอกชนจะได้สะท้อนความ ต้องการและปัญหาต่าง ๆ ให้ภาครัฐได้รับทราบนะครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกิดเป็นความร่วมมือ ระหว่างรัฐและเอกชนตามแนวนโยบายประชารัฐ วิธีการขับเคลื่อนมีอยู่ ๒ ระยะครับ

ระยะที่ ๑ คือระยะเร่งด่วน คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ขนส่งสินค้าและบริการของประเทศก็คือ กบส. ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับปัจจุบันนี้ประเทศไทย มีคณะกรรมการ กบส. ซึ่งปัจจุบันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการพัฒนา ระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศซึ่งเรียก กบส. นั้นเราเสนอว่าให้ทำ การแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อการขับเคลื่อนโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ซึ่งดำเนินการได้ทันที ก็ กบส. แต่งตั้งได้นะครับ เมื่อ กบส. แต่งตั้งอนุกรรมการแล้วก็ ให้อนุกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่ในการเสนอรายละเอียด นโยบายและแผนขับเคลื่อนโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ให้เสนอขึ้นมาเลยนะครับ

ระยะที่ ๒ ให้จัดทำร่าง พ.ร.บ. สภาโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อให้ กบส. พิจารณาและผลักดันในระหว่างที่สำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ อยู่ระหว่างการจัดตั้ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ กบส. ตั้งอนุกรรมการ กรรมการก็เสนอทั้ง ๒ เรื่องนี้ให้กับ กบส. พิจารณา ถ้าดูแผนผังต่อไปจะเห็นได้ว่า กบส. คือ คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศนั้น ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาประกอบด้วยภาครัฐร้อยละ ๖๐ ภาคเอกชนร้อยละ ๔๐ และภายใน ๒ เดือนนับตั้งแต่ส่งเรื่องแล้วก็จากนั้นก็ให้อนุกรรมการนั้นจัดทำแผนขับเคลื่อนผลักดันให้มี การจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติและร่าง พ.ร.บ. สภาโลจิสติกส์แห่งชาติภายใน ๑๒ เดือน ส่งไปให้ กบส. เพื่อที่ กบส. จะได้นำเสนอไปสู่ คณะรัฐมนตรีแล้วก็นำไปสู่ สนช. เพราะว่ามีสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะครับ

แนวความคิดเรื่องเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้าง พื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาตินั้นสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เพราะว่าขณะนี้สภาพัฒน์มีสำนักงานโลจิสติกส์อยู่แล้ว ผังของสำนักงาน จะเป็นอย่างนี้ครับ จะเป็นสำนักงานที่ประกอบด้วยคณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติแล้วก็มี แบ่งเป็น ๔ กลุ่มงาน กลุ่มงานด้านบริหาร กลุ่มงานด้านนโยบายและแผน กลุ่มงานยุทธศาสตร์ และอำนวยการโลจิสติกส์และกลุ่มงานสารสนเทศ ซึ่งผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะรายละเอียดอยู่ในรายงาน ผมกราบเรียนนิดหนึ่งครับว่าในเอกสารที่ท่านได้รับอยู่ ตรงหน้านั้นก็จะมี ๒ ชุด ชุดแรกจะเป็นรายงาน ชุดที่ ๒ ก็จะเป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ผมกำลังนำเสนออยู่นะครับ

วิธีการขับเคลื่อน คณะอนุกรรมการเพื่อการขับเคลื่อนโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐานจะประกอบด้วย ๖๐ เปอร์เซ็นต์มาจากภาครัฐ ๔๐ เปอร์เซ็นต์มาจาก ภาคเอกชน ทางด้านเกี่ยวกับภาคเอกชนนั้นก็มาจากภาคของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ อาจจะมี ท่านผู้ที่เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับโลจิสติกส์แย้งว่าก็ในเมื่อ กบส. ซึ่งเป็นคณะกรรมการดูแลเรื่อง โลจิสติกส์ของประเทศแล้วก็มีภาคเอกชนอยู่ในนั้น ๔ หน่วยงานนี่ ก็ต้องกราบเรียนว่า ทั้ง ๔ หน่วยงานนั้นเป็นหน่วยงานที่ใช้บริการโลจิสติกส์แต่ยังไม่เคยมีหน่วยงานที่ให้บริการ โลจิสติกส์เข้าไปมีส่วนในการช่วยกำหนดนโยบายหรือให้แนวคิดด้านโลจิสติกส์ของประเทศเลย เพราะฉะนั้นที่เราเสนอว่าภาคเอกชน ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้นก็อยากจะให้เป็นผู้ประกอบการ ของหรือผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ร้อยละ ๓๐ แล้วก็ผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการรวมกัน ร้อยละ ๓๐ อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมาจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐาน อันนี้ก็เป็นโครงสร้างของอนุกรรมการที่เราเสนอ

บทบาทหน้าที่ของอนุกรรมการเพื่อการขับเคลื่อนโลจิสติกส์และโครงสร้าง พื้นฐานด้านโลจิสติกส์นั้นก็จะมีหน้าที่ในการพัฒนาและผลักดันให้เกิดสำนักงานโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ภายในเวลาไม่เกิน ๑๒ เดือน นับจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศลงมติรับแผนการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เหตุผลที่ต้องกำหนดว่า ไม่เกิน ๑๒ เดือนก็เพราะว่าหลังจาก ๑๒ เดือนไปแล้วจะเป็นการเลือกตั้ง เราก็ไม่แน่ใจว่า รัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องโลจิสติกส์เหมือนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศหรือไม่ ถึงได้กำหนดไว้ว่าไม่เกิน ๑๒ เดือนนะครับ หน้าที่อนุกรรมการนั้นนอกจาก การขับเคลื่อนแล้วก็จะทำหน้าที่ในการทำงานต่อไปนี้ครับ

๑. กำหนดแผนยุทธศาสตร์และนโยบาย จะเห็นได้ว่าเราจะมีสำนักงานอยู่ ทางซ้ายมือ สำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์แห่งชาติ ซึ่งมีอัตราส่วน ๖๐ ๔๐ จากนั้นหน้าที่ข้อที่ ๑ ก็คือว่ากำหนดแผนยุทธศาสตร์และนโยบาย

๒. มีอำนาจประเมินผลการปฏิบัติงานของอนุกรรมการและคณะทำงาน

๓. กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานความปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยง

๔. กำหนดมาตรฐานและความต้องการการพัฒนาและติดตามสารสนเทศ

๕. ให้และจัดการข้อมูล

๖. วางแผนกำกับดูแลติดตามผลงานของหน่วยงานต่าง ๆ

๗. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพของบุคลากรและผู้ปฏิบัติงาน

๘. รับข้อร้องเรียน

๙. เสนอแนะแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานแห่งนี้จึงได้เป็นหน่วยงานที่กำหนดแผนยุทธศาสตร์ และนโยบายพัฒนาด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของประเทศ มีอำนาจ ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ แต่งตั้งคณะทำงาน แล้วก็ ประเมินผลหรือว่าดูแลให้แต่ละหน่วยงานปฏิบัติไปตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ กำหนดมาตรฐาน การปฏิบัติงานและมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ติดตามควบคุมกำกับดูแล ต้องเรียนว่าหน่วยงานแห่งนี้ ที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่นี้เป็นหน่วยงานที่ไม่ใช่มีหน้าที่ไปก่อสร้างท่าเรือ ก่อสร้างสนามบิน หรือก่อสร้างถนน แต่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศแล้ว ไปควบคุมดูแลว่าแต่ละหน่วยงานนั้นได้มีการปฏิบัติงานตามเคพีไอ (KPI) ที่กำหนดไว้หรือไม่ ไม่ได้มีหน้าที่ลงไปควบคุมการก่อสร้างต่าง ๆ นะครับ นอกจากนี้ก็มีหน้าที่ในการที่จะกำหนด มาตรฐานความต้องการการพัฒนาและติดตามระบบสารสนเทศโลจิสติกส์และโครงสร้าง พื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการใช้เป็นมาตรฐาน เดียวกันเพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ของฐานข้อมูลและใช้ข้อมูลในทางวิจัยและพัฒนานะครับ เป็นผู้ให้และจัดการดูแลเปิดเผยข้อมูลกลาง ก็คือจะเป็นหน่วยงานที่ดูว่าหน่วยงานไหน ควรจะจัดระบบอย่างไรและควรจะเปิดเผยข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร วางแผนกำกับ ดูแลติดตามผลงานเรื่องเกี่ยวกับโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อเฝ้าระวังเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของประเทศทั้งทางน้ำ ทางถนน ทางราง ทางอากาศ ขนส่งทางท่อ กำหนดมาตรฐานวิชาชีพของบุคลากรและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับระบบ โลจิสติกส์ทั้งหมด รับข้อร้องเรียนต่าง ๆ รวมไปถึงเสนอแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการกำกับดูแลและการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์งานนะครับ คัดสรรคณะกรรมการโดยพิจารณาจากบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจากหน่วยงาน ในภาครัฐที่รับผิดชอบและหรือที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อเป็นกรรมการสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติในอัตรา ร้อยละ ๖๐ นี่คือหมายความว่าการคัดเลือกบุคลากรจากภาครัฐ ซึ่งคณะทำงานคิดว่า บุคลากรจากภาครัฐนั้นแต่ละหน่วยงานก็เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่า เราจึงคิดว่าเป็นเพียง ตัวอย่างนะครับว่าน่าจะต้องเป็นบุคลากรที่มาจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักนโยบายและแผนขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ก็คือ สนข. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม กรมส่งเสริม การค้าระหว่างประเทศ กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ ของประเทศหรือ กบส. จะเห็นชอบนะครับ

ในส่วนของภาคเอกชนนั้น คัดสรรคณะกรรมการเพื่อบริหารสำนักงานโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ โดยพิจารณาจากบุคลากร ภาคเอกชน ที่รับผิดชอบและหรือที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ซึ่งกำหนดให้มีสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ ปัจจุบันนี้ต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่าประเทศไทย มีผู้ที่มีอาชีพโลจิสติกส์เป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์หลายองค์กร แต่ประเทศชาติยังไม่เคยให้ความสำคัญกับผู้ที่มีอาชีพด้านนี้นะครับ เรามีสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย เรามีสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เรามีสมาคมธนาคารไทย เรามี สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ แต่เราไม่เคยมีสภาที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ คณะทำงานจึงเสนอว่า มันควรจะต้องมีสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อเป็นที่รวมอาชีพทางด้านโลจิสติกส์จะได้คัดเลือก ผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่เป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการของสำนักงานโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์นะครับ ทีนี้ในระหว่างการที่ยังไม่มีสภาโลจิสติกส์เพราะต้องมีการร่าง พ.ร.บ. ต้องมีการพิจารณาโดย สนช. เราก็เสนอว่าในระหว่างที่ไม่มีสภาโลจิสติกส์แห่งชาตินั้น ก็ให้คัดเลือกบุคลากรจากหน่วยงานภาคเอกชนทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโลจิสติกส์และนักวิชาการโลจิสติกส์ในอัตรา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เข้าไปเป็นคณะกรรมการในสำนักงานที่จะจัดตั้งใหม่นะครับ รัฐบาลสามารถจัดตั้ง สำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ โดยที่ต้องเรียนว่าไม่ใช่เป็น การตั้งสำนักงานใหม่ ไม่ใช่เป็นการใช้งบประมาณอะไร แต่เป็นเพียงแต่การโอนย้ายหน่วยงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ในแต่ละกระทรวงเข้าไปอยู่ภายใต้สำนักงานแห่งนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นการจัดตั้งสำนักงานใหม่ แต่เป็นการบูรณาการเอางานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับโลจิสติกส์ในแต่ละกระทรวงและบุคลากรโอนย้ายเข้ามาอยู่ภายใต้สำนักงานแห่งนี้ และเมื่อทำได้ก็สามารถที่จะทำให้เรื่องงบประมาณต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงาน เช่น การก่อสร้างต่าง ๆ ก็ยังคงเป็นไปตามหลักปฏิบัติของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำอยู่ตามปกติ โดยใช้งบประมาณจากการที่ ครม. อนุมัติแล้ว อย่างเช่นยกตัวอย่าง กระทรวงคมนาคม อาจต้องมีโครงการสร้างสนามบิน ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมในการที่จะไป ควบคุมดูแลการสร้างสนามบิน แต่เป็นเพียงว่าต่อไปนี้การสร้างสนามบินนั้นจะต้องอยู่ภายใต้ การดูแลของสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ไม่ใช่ว่า กระทรวงนี้จะสร้างก็สร้างไป แต่มันต้องเข้ามาบูรณาการอยู่ภายใต้สำนักงานนี้ สำนักงานนี้ ก็เป็นเพียงแต่มีหน้าที่ไปดูว่ามีเคพีไอ (KPI) วัด ตกลงกระทรวงนี้ หน่วยงานนี้ ทำตามตัว เคพีไอ (KPI) ในการวัดหรือไม่ ถ้าทำไม่ได้เพราะอะไรเราก็จะต้องพิจารณาต่อไปว่าแล้วทำไม หน่วยงานนี้ถึงได้ทำเรื่องโลจิสติกส์ไม่ประเมินผลเพราะอะไร เพราะปัจจุบันไม่มีหน่วยงาน ที่จะเข้ากำกับดูแลตรงนี้ หรือหน่วยงานไปประเมินตรงนี้ แต่ถ้ามีสำนักงานแห่งนี้ สำนักงานแห่งนี้ก็จะทำหน้าที่ในการดูแลประเมินผลงาน ทีนี้เมื่อมีสำนักงานโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติขึ้นมาก็จะมีตัวชี้วัดความสำเร็จในภาพรวม ของการขับเคลื่อนการปฏิรูปโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ตัวชี้วัดก็คือว่า

๑. รัฐบาลจัดตั้งสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ภายใน พ.ศ. ๒๕๖๐ หรือภายใน ๑๒ เดือนนับจาก สปท. ลงมติรับแผนขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์

๒. มีสำนักงานที่กำกับและผลักดันให้แอลพีไอ (LPI) ก็คือดัชนีชี้วัด ด้านความสามารถในการแข่งขันโลจิสติกส์ของประเทศนั้น ปรับระดับจากลำดับ ๔๕ ในปี ๒๕๕๙ เป็นลำดับที่ ๓๐ ภายในปี ๒๕๖๔ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี (GDP) ให้เหลือ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ภายในเวลา ๓ ปี

๓. มีศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าเกษตร แล้วก็คืออะกริคัลเจอรัล ดิสทริบิวชัน เซ็นเตอร์ (Agricultural Distribution Center) หรือเอดีซี (ADC) พร้อมกับมี เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ทั้งในภาครัฐและเอกชนในระดับตำบล ๒๐ ศูนย์ในเวลา ๓ ปี ตรงนี้หมายความว่าปัจจุบันนี้นั้นมีสหกรณ์การเกษตรหลายพื้นที่ที่มีคุณภาพ ถ้าท่านดู ในรายงานฉบับที่เป็นรายละเอียดอยู่ในภาคผนวก เราก็เสนอว่าให้ใช้ตัวอย่างสหกรณ์การเกษตร ที่มีคุณภาพเอามาพัฒนา จากนั้นให้ขยายไปโดยใช้แผนตัวอย่างของสหกรณ์การเกษตร ที่มีชื่อเสียงที่มีความสามารถในการบริหารจัดการอยู่แล้วมาเป็นแม่แบบ ขณะเดียวกัน ลดสัดส่วนการขนส่งทางถนนให้น้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา ๑๐ ปี เพิ่มการขนส่ง ทางรางจาก ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา ๕ ปี เพิ่มการขนส่งทางน้ำ จาก ๑๗.๔ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ภายในเวลา ๕ ปี ถ้าเราทำได้ตามนี้คณะทำงาน เชื่อมั่นว่าต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี (GDP) นั้นจะไปถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ เราเชื่อมั่นตรงนั้น

ทีนี้แหล่งที่มาของงบประมาณ ก็จึงมีคำถามว่าและเอางบประมาณมาจากไหน อย่างไร ก็ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ โดยเหตุที่คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมานั้น เป็นคณะกรรมการที่กำหนดแผนยุทธศาสตร์ จึงเสนอให้โอนงบประมาณจากหน่วยงานเดิม ที่เกี่ยวข้องกับระบบโลจิสติกส์มาสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานโลจิสติกส์และ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ งบประมาณต่าง ๆ ในการพัฒนาก่อสร้างและ หรือการลงทุนยังคงเป็นงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่ได้รับอนุมัติและบริหารดำเนินงาน ไปตามแผนยุทธศาสตร์ โครงการที่กำหนดโดยสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์แห่งชาติ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าต่อไปนี้การก่อสร้างต่าง ๆ ถ้ามีสำนักงานแล้ว การก่อสร้างโครงการต่าง ๆ นั้นจะต้องอยู่ภายใต้สำนักงานที่จะพิจารณาร่วมกันแล้วกำหนด เป็นยุทธศาสตร์ไว้ว่าถ้าจะสร้างสนามบินตรงนี้จะต้องเชื่อมโยงกับการขนส่งต่อเนื่องหลาย รูปแบบและเป็นประโยชน์กับเขตเศรษฐกิจ เป็นประโยชน์กับจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ เป็นประโยชน์กับเขตเศรษฐกิจที่เป็นพื้นที่เกษตรที่สำคัญ เราจะต้องกำหนดนโยบายกันแบบนี้ ในบางโครงการที่เหมาะสมนั้นอาจจะบอกว่าเราใช้งบประมาณเยอะนะ ก็ต้องเรียนว่า ในบางโครงการที่เหมาะสมนั้นเราสามารถใช้แนวทางประชารัฐโดยที่รัฐบาลสามารถที่จะ พิจารณาใช้การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปของพับบลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิป (Public Private Partnership) หรือพีพีพี (PPP) บุคลากรที่เป็นคณะกรรมการจากภาครัฐ ร้อยละ ๖๐ และจากภาคเอกชนร้อยละ ๔๐ นั้นก็เป็นเรื่องอย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่า เอกชนก็เลือกกันเองเข้ามา หรือว่าในช่วงแรกที่ยังไม่มีสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ ภาครัฐ ก็แต่งตั้งบุคลากรที่เหมาะสมเข้ามา ภาครัฐก็เลือกกันเองเข้ามา ๖๐ นะครับ เจ้าหน้าที่ ปฏิบัติงานนั้นให้หน่วยงานที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขาธิการของสำนักงานใหม่ที่จะเสนอจัดตั้งนะครับ เช่น สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพราะสภาพัฒน์มีหน่วยงานระดับสำนัก มีหน่วยงานโลจิสติกส์ คือสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แห่งชาติอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการอื่น ๆ ให้โอนย้ายจากหน่วยงานต้นสังกัดที่มีพันธกิจเกี่ยวข้องกับ โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์มาอยู่ที่สำนักงานแห่งนี้นะครับ

ท่านประธานครับ ท่านสมาชิก สปท. ที่ทรงเกียรติครับ ผมอยากจะเรียนว่า เหตุผลที่จำเป็นต้องเสนอเรื่องเกี่ยวกับสำนักงานโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์แห่งชาตินั้นก็เพราะว่าเป็นเรื่องที่มีการขับเคลื่อนมาตั้งแต่สมัย สปช. และเราก็เชื่อมั่นว่า สปท. นั้นจะเป็นองค์กรที่เห็นความสำคัญทางด้านโลจิสติกส์ของประเทศ และถ้าไม่ทำตอนนี้จะไปทำตอนไหน ในเมื่อยังไม่ทราบว่ารัฐบาลชุดใหม่นั้นจะให้ความสำคัญ กับโลจิสติกส์มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากกราบเรียนว่าถึงเวลาแล้วที่ คณะทำงานเชื่อมั่นว่าสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และที่ผมต้องรีบเร่งพูดเพราะว่าท่านประธานได้บอกว่ามีเวลาขอให้กระชับ ผมจึงใช้เวลา ในการที่จะนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ