สมญา พัฒนวรพันธุ์ รายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ และเสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาแผนแม่บทของสภาความมั่นคงแห่งชาติ และการจัดตั้งคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ นอกจากนี้ยังเสนอเพิ่มจำนวนกรรมการจาก 4 คน เป็น 13 คน และกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยมีข้อเสนอเพิ่มคุณสมบัติและอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ และเพิ่มการเข้าถึงสื่อต่าง ๆ โดยต้องยื่นคำขอต่อศาลก่อน และเสนอเพิ่มบทกำหนดโทษ และมีการเสนอบทเฉพาะกาลในการจัดตั้งองค์กร กปช. ชั่วคราว
กราบเรียน ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม สมญา พัฒนวรพันธุ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์ จะขอรายงานเกี่ยวกับผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยจะเน้นในเฉพาะเรื่องมาตราต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งหมด ๔๓ มาตรานะครับ คณะกรรมาธิการได้ พิจารณาแล้วทั้งหมด ๓๓ มาตรา มีจำนวน ๒๐ มาตราเป็นการแก้ไข และตั้งข้อเสนอแนะไว้ และตั้งข้อสังเกตด้วยและอีก ๑๐ มาตราเป็นการตัดออกเพื่อให้สอดคล้องกับข้อสังเกตและ ข้อเสนอแนะครับ ในมาตรา ๓ ผมจะชี้แจงเป็นเรื่องของกลุ่มและหมวด เป็นทั้งหมด ๔ หมวดด้วยกัน กลุ่มที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำนิยามและกรอบแนวความคิด เริ่มตั้งแต่มาตรา ๓ และมาตรา ๕
มาตรา ๓ นั้นคณะกรรมาธิการขอแก้ไขคำนิยามคำว่าความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์นั้นให้ครอบคลุมถึงภัยทุกด้านที่จะส่งผลกระทบต่อไซเบอร์ของประเทศ ซึ่งในร่าง พระราชบัญญัตินั้น มีเฉพาะในภัยคุกคามที่มาจากทางไซเบอร์เท่านั้น และขอเพิ่มคำนิยามอีก ๒ คำคือคำว่าหน่วยงานเอกชน เนื่องจากว่าหน่วยงานส่วนใหญ่นั้นที่ดูแลระบบสื่อสารและ ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นภาคเอกชนครับ และเพิ่มคำว่า ไซเบอร์ ให้มีความชัดเจน มากขึ้นนะครับ
มาตรา ๕ เป็นเรื่องกรอบแนวความคิด ซึ่งในร่างพระราชบัญญัตินั้น ได้พูดถึงนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเห็นว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติได้จัดทำแผนแม่บทซึ่งบังคับใช้ในปี ๒๕๕๘-๒๕๖๔ ในสไลด์ (Slide) ผิดนะครับ เพราะฉะนั้นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ควรจะพิจารณาถึงกรอบ และแผนแม่บทของสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ใช้ในปี ๒๕๕๘-๒๕๖๔ ด้วยนะครับ ซึ่งในแผนแม่บทนี้มีความแตกต่างจากพระราชบัญญัติก็คือได้มีการหยิบยกในเรื่องของ ภัยคุกคามที่มาจากโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งในร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้กล่าวถึงไว้ นอกจากนี้ในการพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติได้พิจารณาถึงการประสานงาน การบูรณาการในการปฏิบัติการเมื่อเกิดเหตุภัยคุกคามเกิดขึ้น ได้มีกำหนดหน่วยงาน ที่รับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลัก นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการพัฒนาศักยภาพในเรื่องของ การปกป้องไซเบอร์ครับ
ถัดมาเป็นหมวดขององค์กรที่จะต้องมีการจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ แบ่งเป็นคณะกรรมการว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ คณะกรรมการ หรืออนุกรรมการ คณะกรรมการว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และหมวดของพนักงานเจ้าหน้าที่ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วในเรื่องของโครงสร้าง ของคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ กปช. โดยพิจารณาเห็นว่า ตัวประธานของคณะกรรมการ กปช. ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ที่รับมอบหมาย ทั้งนี้เนื่องจากว่าหากเกิดเหตุภัยพิบัติ หากเหตุภัยร้ายแรง ผู้ที่มีอำนาจสั่งการ ควรจะสูงกว่ารัฐมนตรีดิจิทัลที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัตินะครับ
ถัดมาเป็นเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการ จากเดิมในร่างพระราชบัญญัตินั้น มีทั้งหมด ๔ คนด้วยกันโดยตำแหน่งนะครับ คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรเพิ่มเป็น ๑๓ คน ในจำนวน ๑๓ คนนั้นประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงดิจิทัล ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงพลังงาน ผบ.ตร. เลขาธิการ สมช. ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการ กสทช. และให้เลขาธิการของสำนักงาน กปช. เป็นกรรมการและเลขานุการ นอกจากนี้ก็มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๗ ท่านซึ่งมาจาก ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มีประสบการณ์อันเป็นที่ประจักษ์ เช่น ด้านนิติศาสตร์ ด้านการปราบปรามคดีอาชญากรรมไซเบอร์ ด้านการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์ เป็นต้น นอกจากนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องอำนาจหน้าที่ และบทบาทของ กปช. ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นโดยกำหนดเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน
ส่วนที่ ๑ ในกรณีที่เกิดเหตุวิกฤติร้ายแรงที่กระทบต่อด้านการทหาร อันนี้จะให้ กปช. นั้นทำหน้าที่ในการเป็นหน่วยสนับสนุน ถ้าหากเกิดเหตุวิกฤติร้ายแรงที่กระทบด้านอื่น ที่ไม่ใช่ด้านการทหารก็ให้ กปช. นั้นดำเนินการให้หน่วยงานที่กำกับดูแลเป็นผู้ดำเนินการ ในภาวะปกติก็จะดำเนินการไปตามกรอบที่ กปช. กำหนด
สำหรับการดำรงตำแหน่งของ กปช. นั้นจาก ๓ ปีเป็น ๔ ปี ในสไลด์ (Slide) ผิด ขอประทานโทษครับ แล้วก็เรื่องการขาดคุณสมบัติใน พ.ร.บ. อ้างผิดควรจะเป็นมาตรา ๘
ถัดไปเป็นเรื่องของสำนักงาน กปช. ในร่างพระราชบัญญัตินั้นกำหนดให้เป็น นิติบุคคล ไม่เป็นส่วนราชการ แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่าเนื่องจากสำนักงาน กปช. นั้น จะต้องเป็นผู้ที่กำกับดูแลและใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงสมควรให้เป็นส่วนราชการ เพื่อที่จะดำเนินการสั่งการตามกรอบของกฎหมายได้ เมื่อสำนักงาน กปช. เป็นส่วนราชการ แล้วก็ไม่มีสิทธิพิเศษอื่นใด
ถัดมาสำนักงาน กปช. นั้น เดิมทีในร่างพระราชบัญญัตินั้นกำหนดให้มี คุณสมบัติต่าง ๆ แต่เมื่อคณะกรรมาธิการเห็นว่าสำนักงาน กปช. เป็นส่วนราชการแล้ว ตัวเลขาธิการก็จะต้องเป็นข้าราชการด้วยก็จะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและพนักงาน ลูกจ้างของสำนักงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
ในส่วนของพนักงาน สำนักงาน กปช. นั้น เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีความรู้ แตกต่างจากสาขาความรู้ทั่วไป จึงสมควรที่จะมีเงินเพิ่มพิเศษซึ่งจะเป็นไปตามระเบียบ ข้าราชการพลเรือน
สำหรับในเรื่องของการสั่งการต่าง ๆ คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรจะต้องเพิ่ม เรื่องของหน่วยงานเอกชนเข้าไปในทุกมาตราที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ในเรื่องความชัดเจน เรื่องของประเภทกิจการและผลกระทบด้านความมั่นคง ซึ่งในร่างพระราชบัญญัตินั้น ระบุเฉพาะด้านการเงินและการพาณิชย์ ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการได้เพิ่มประเภทกิจการ ที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น บริการด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต (Internet) โครงข่ายคมนาคม ระบบกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบกิจการสาธารณะที่สำคัญ ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับประเทศและระบุผลกระทบด้านความมั่นคงให้ชัดเจน เช่น ความมั่นคง ทางทหาร ความเรียบร้อยภายในประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
สำหรับอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีความสำคัญและได้รับการวิจารณ์อย่างมาก ในทางสังคมก็คือเรื่องของอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ ในส่วนนี้ เราจะเห็นว่าในมาตรา ๓๕ นั้น มีทั้งหมด ๓ อนุมาตราด้วยกัน (๑) (๒) นั้นเราขอให้เพิ่ม เรื่องของหน่วยเอกชนเข้าไป และใน (๓) พูดถึงเรื่องการเข้าถึงสื่อต่าง ๆ นั้น เนื่องจาก เป็นการใช้อำนาจที่ค่อนข้างกว้างขวาง คณะกรรมาธิการเห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สมควรให้มีอำนาจศาลเข้ามาถ่วงดุล ดังนั้นก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจในการ เข้าถึงหรือดำเนินการมาตรการใด ๆ จะต้องยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้อนุมัติเสียก่อนเว้นแต่ เป็นเรื่องเร่งด่วนหากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดความเสียหายอาจดำเนินการไปก่อนแล้วจึงค่อย รายงานให้ศาลทราบภายหลัง
ในเรื่องของบทลงโทษ กรรมาธิการเห็นว่าควรจะเพิ่มบทกำหนดโทษขึ้นมา เพิ่มขึ้นนะครับ โดยมีการกำหนดในเรื่องของโทษทางอาญาและทางวินัย ซึ่งจะเห็นว่า ในร่างพระราชบัญญัตินั้นพูดเฉพาะในเรื่องของโทษทางวินัยเท่านั้น ในหมวดนี้เป็นการบังคับใช้ กับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยเอกชนที่กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ซึ่งจะมีในมาตรา ๒๙ มาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๕
บทสุดท้ายเป็นเรื่องของบทเฉพาะกาลครับ ก่อนที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ในช่วงที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลใช้บังคับแต่ว่ายังไม่มีการจัดตั้งองค์กร กปช. เสนอให้ กปช. ชั่วคราว ที่ตั้งก่อนหน้าที่จะมีการพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ทำหน้าที่ไปพลางก่อน โดยมีหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทำหน้าที่เป็นสำนักงาน กปช. ชั่วคราวและรับมอบการดำเนินงานของ กปช. ชั่วคราวมาดำเนินการต่อจนกว่าจะมี การแต่งตั้งคณะกรรมการ กปช. ตามพระราชบัญญัตินี้ กระผมขอจบการรายงานเพียงเท่านี้ครับ