รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๕๘/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๐๘ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนิน การประชุมตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
เรื่องแรกก็คือตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกฐินพระราชทานประจำปี ๒๕๕๙ ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษา ณ วัดภคินีนาถวรวิหาร เขตบางพลัด ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ นั้น ได้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญ โดยเสด็จพระราชกุศลเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๕๐๔,๕๐๙ บาทนะครับ จึงเรียนให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องต่อมาคือรับทราบการเปลี่ยนชื่อโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สถาบันพระปกเกล้า และวัดราชาธิวาสราชวรวิหารได้ดำเนินการจัดโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือเพื่อถวายพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๗๐ ปี และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งได้ดำเนินการจัดพิธีไปแล้วจำนวน ๑๙ ครั้ง และต่อมาสำนักพระราชวังได้ประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตรเสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ นั้น ในคราวประชุมคณะกรรมการไถ่ชีวิตโคกระบือ ครั้งที่ ๗/๒๕๕๙ วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ ได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็น โครงการไถ่ชีวิตโคกระบือเพื่อถวายพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงเรียนที่ประชุม โปรดทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
อีกเรื่องหนึ่งคือรับทราบการขอเชิญเข้าร่วมประชุมจัดงานแสดงผลงานของ สภาพัฒนาการเมืองรอบ ๙ ปี ด้วยสภาพัฒนาการเมืองได้จัดแสดงผลงานสภาพัฒนา การเมืองครบรอบ ๙ ปี เรื่อง ๙ ปี สภาพัฒนาการเมืองรวมพลังพลเมืองสู่ประชาธิปไตย ที่เข้มแข็ง เพื่อนำเสนอและประชาสัมพันธ์ผลงานให้สาธารณชนได้รับทราบ โดยจะจัดงาน ในวันพุธที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เวลา ๐๘.๐๐–๑๖.๓๐ นาฬิกา ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร จึงเรียนเชิญท่านสมาชิกเข้าร่วมงานดังกล่าวตามกำหนดเวลาและสถานที่ดังกล่าวด้วยนะครับ
เรื่องต่อมาก็คือในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๔๔ วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติ เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
๑. เรื่องข้อหารือของท่านนิกร จำนง และท่านวันชัย สอนศิริ ในการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๗/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ท่านนิกร จำนง ได้หารือต่อที่ประชุมเกี่ยวกับการพิจารณาแก้ไขปัญหาข้าวนั้น ที่ประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีมติให้คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องดังกล่าว
๒. ข้อหารือของท่านวันชัย สอนศิริ ที่จะให้นำการหารือของสมาชิก สปท. จากเดิมที่พิจารณาในระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ นำไปพิจารณาก่อนการดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระนั้น ที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศมีมติให้คงเรื่องดังกล่าวไว้ในระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ตามเดิม จึงเรียนที่ประชุม ทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
อีกเรื่องหนึ่งก็คือคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศได้นำสรุปผลการประชุมของกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย และของ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบ การดำเนินงานดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่ง ของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เรื่อง การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Sports Science : TISS) ๒. ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน โฆษกการท่องเที่ยวและกีฬา อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา อดีตโค้ช (Coach) ฟุตบอลทีมชาติไทย ๓. ท่านฐาปบุตร ชมเสวี กรรมาธิการและรองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้าง การกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเรียนเชิญท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ก่อนอื่นกระผมใคร่ขออนุญาต นำเสนอวีดิทัศน์ประกอบรายงานเรื่องการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ประมาณ ๗ นาที ขออนุญาตครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง )
“............ : วิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นกุญแจสำคัญนำสู่ความเป็นเลิศ หลายประเทศที่ได้รับชัยชนะในการแข่งขันทุกระดับ ไม่ว่าระดับภูมิภาค หรือระดับนานาชาติ ระดับโลก วิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นศาสตร์ว่าด้วยความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ผลของ การเล่นกีฬาและออกกำลังกายโดยประยุกต์ และวิทยาศาสตร์ร่วมกับเทคนิคเฉพาะทาง พัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้เล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยหลักวิชาด้านต่าง ๆ สรีรวิทยา การกีฬานำความรู้เรื่องการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายทั้งระบบประสาท กล้ามเนื้อ การไหลเวียนโลหิตและหายใจมาใช้ฝึกอย่างถูกต้องเหมาะสม ชีวกลศาสตร์ การกีฬานำความรู้และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ อย่างฟิสิกส์ แคลคูลัส สรีรวิทยา และกายวิภาคโภชนาการการกีฬา นำความรู้และข้อมูลเรื่องสารอาหารและแหล่งพลังงาน สำคัญที่ต้องใช้ตั้งแต่ระยะเตรียมตัวตลอดฤดูกาล เฉพาะการแข่งขันหรือระหว่างการแข่งขัน จิตวิทยาการกีฬานำหลักการทางจิตมาปรับใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นเป้าหมายให้ควบคุม ตนเองจากความกังวล อย่างตื่นเต้นหรือเฉื่อยชา สร้างแรงจูงใจให้นักกีฬา แสดงทักษะที่มี ออกมาให้มากที่สุด เวชศาสตร์การกีฬาว่าด้วยเรื่องป้องกันบำบัดรักษาและฟื้นฟู สภาพร่างกายนักกีฬา ทั้งสภาวะปกติหรือระหว่างการฝึกซ้อม เทคโนโลยีทางการกีฬา การใช้วัสดุอุปกรณ์ สนับสนุนการฝึกฝน พัฒนาส่งเสริมแก้ไขข้อบกพร่อง ลดอาการบาดเจ็บ นำระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล นำผลมาใช้เปลี่ยนแปลงปรับปรุง
นักกีฬาที่มีพรสวรรค์จะแพ้นักกีฬาที่มีพรแสวงด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา จะเห็นได้จากสถิติการวิ่งแข่ง จะมีการทำลายสถิติเพิ่มขึ้นทุกวัน สมัยก่อน ๑๐๐ เมตรวิ่งได้ ๑๒ วินาที ปัจจุบันสถิติวิ่ง ๑๐๐ เมตร ลดลงต่ำกว่าทุกวินาที
ประเทศไทยก็ได้มีการดำเนินการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาโดยตลอด แตกกระจัดกระจายไปอยู่ในหลายหน่วยงาน จึงทำให้ขาดเอกภาพและการจัดการ ด้านความรู้ที่เป็นระบบ จึงทำให้นักกีฬายังไม่ได้รับประโยชน์และการส่งเสริมสนับสนุน อย่างเต็มที่ ดังนั้นหากเรามีหน่วยงานระดับชาติที่เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบายและทิศทาง การบริหารจัดการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีระบบที่ชัดเจน และเป็นศูนย์กลางรวบรวมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จะทำให้การพัฒนา สมรรถภาพของนักกีฬาไทยเป็นไปอย่างก้าวกระโดด การเสนอให้จัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทยจึงเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาวงการกีฬาของ ประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการกีฬา ประชาชนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและขยายองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาออกไปสู่ สาธารณชนได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งพัฒนานักกีฬาให้มีศักยภาพสามารถแข่งขันในระดับ นานาชาติจนสร้างชื่อเสียงแก่ประเทศชาติ ท้ายที่สุดหากสามารถปฏิบัติตามแนวนโยบายและ เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ วงการกีฬาของประเทศไทยจะเกิดการพัฒนาและเติบโตอย่างเห็นได้ชัด และจะเกิดความร่วมมือร่วมใจทำงานไปในทิศทางเดียวกัน จนเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ ประชาชนและสร้างชื่อเสียงให้แก่ระดับชาติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กับการกีฬาให้เติบโตยิ่งขึ้นต่อไป ถึงเวลาที่จะต้องมีสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย”
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ใคร่ขอเรียน ให้ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาทราบถึงรายงานของแผนปฏิบัติ การปฏิรูปประเทศด้านกีฬาของคณะกรรมาธิการในเรื่องการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและควรดำเนินการเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้กรุณากล่าวถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์การกีฬาไว้ อย่างน้อย ๓ ครั้ง กล่าวคือ ในรายการคืนความสุขให้กับประชาชน และในงานเลี้ยงต้อนรับ กับมอบรางวัลนักกีฬาจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ ๒๑ รวมทั้งรางวัลสำหรับ รายการแข่งขันระดับนานาชาติ ในปัจจุบันต่างก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าการเข้าร่วม การแข่งขันกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในระดับชาติและระดับนานาชาติของนักกีฬาทีมชาติไทยนั้น วิทยาศาสตร์การกีฬาถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้นักกีฬา ผู้ฝึกสอนกีฬา และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมทีมและส่งนักกีฬาเข้าร่วม การแข่งขัน ได้มีความรู้ ได้มีความเข้าใจและสามารถนำวิทยาศาสตร์การกีฬาสาขาต่าง ๆ ไปใช้กับนักกีฬาให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้วิทยาศาสตร์การกีฬาก็ยัง เป็นศาสตร์เพื่อการเรียนรู้และสร้างเสริมคุณภาพแก่นักกีฬาพื้นฐานและประชาชนทั่วไปด้วย กระผมขอเรียนว่าความเข้าใจของประชาชนและนักกีฬาที่มีต่อวิทยาศาสตร์การกีฬา ในปัจจุบันบางส่วนยังคลาดเคลื่อนไปจากความเข้าใจที่ถูกต้อง กล่าวคือ ส่วนใหญ่ ต่างจะเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาก็คือวิธีการฝึกออกกำลังกาย หรือการบำบัดรักษา ผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเท่านั้น แต่ความจริงแล้ววิทยาศาสตร์การกีฬา มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถ รวมถึงสร้างศักยภาพ ทั้งความแข็งแรง ความอดทน และความรวดเร็วของนักกีฬาให้มีความพร้อมสูงสุด หรือที่เรียกว่าพัฒนาเพื่อให้ถึงจุดพีก (Peak) ของนักกีฬาในระหว่างการแข่งขัน ซึ่งมีความสำคัญในเรื่องของชีวกลศาสตร์ที่พิจารณาในเรื่องของการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูก เอ็น และข้อต่อ เพื่อนำไปสู่การใช้กำลังในการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือในเรื่องของโภชนาการทางการกีฬา ที่พิจารณาในเรื่องคุณค่าของอาหารแต่ละชนิดและรู้จักเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้อง ได้สัดส่วนทั้งในด้านปริมาณ แคลอรีและคุณภาพ ในการให้แต่ละช่วงของการฝึกซ้อมและ การแข่งขัน หรือในเรื่องของจิตวิทยาการกีฬาที่พิจารณาในเรื่องของกระบวนความคิด และความควบคุมจิตใจให้มั่นคงสงบนิ่งที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการตัดสินใจ ในแต่ละสถานการณ์ของการฝึกซ้อมและการแข่งขัน โดยผมจะขอยกตัวอย่างให้กรุณาทราบ สักเรื่องหนึ่งก็คือกรณีที่รัชนก อินทนนท์ หรือน้องเมย์นักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง ๓ รายการติดต่อกัน ทั้งนี้ก็เพราะใช้ประโยชน์ จากวิทยาศาสตร์การกีฬาในเรื่องของชีวกลศาสตร์และโภชนาการทางการกีฬา แต่ในทางกลับกัน น้องเมย์ก็ล้มเหลวจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ๒๐๑๖ ที่บราซิล ก็เพราะไม่สามารถใช้ ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์การกีฬาเรื่องเวชศาสตร์การกีฬาในการรักษาอาการที่บาดเจ็บ และไม่สามารถใช้ประโยชน์จากจิตวิทยาการกีฬาในการควบคุมดูแลจิตใจจากการตรวจสอบ สารต้องห้ามในช่วงของการแข่งขัน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นดาบสองคม ถ้าหากว่าใช้ให้ถูกต้องก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล แต่ถ้าหากไม่ใช้ประโยชน์เลยก็อาจ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันทางการกีฬาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้หากมีการพัฒนา วิทยาศาสตร์การกีฬาของไทยอย่างเป็นระบบ ก็ย่อมจะเป็นการสร้างขีดความสามารถของ นักกีฬาให้มีความพร้อมในการสร้างผลงานเพื่อความเป็นเลิศ ซึ่งจะนำมาสู่การสร้างชื่อเสียง และเกียรติภูมิให้กับประเทศไทย รวมทั้งการสร้างเสริมคุณภาพแก่นักกีฬาพื้นฐานและ ประชาชนทั่วไป โดยการบูรณาการจากศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาต่าง ๆ เพื่อเป็นองค์กร ในการพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพของนักกีฬาชาวไทยอย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานสากล ทั้งยังจะเป็นแหล่งความรู้เป็นแหล่งการสร้างเสริมทักษะและพัฒนา สุขภาพที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างต่อเนื่องควบคู่กันไป และถ้าหากดำเนินงาน ในเรื่องนี้ล่าช้าเกินไปก็จะไม่ทันกับประเทศต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา กันอย่างจริงจังในขณะนี้
กระผมจึงขอเรียนต่อท่านประธานสภาและที่ประชุมถึงหลักการเบื้องต้นของ การพิจารณาและจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย สำหรับรายละเอียด ของเรื่องนี้ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ประธานอนุกรรมาธิการ ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้จะได้เป็น ผู้นำเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งกระผมใคร่ขออนุญาตท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศเพื่อขอให้ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ได้เรียนเสนอรายละเอียดของการจัดตั้งสถาบัน วิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไปครับ
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายชาญวิทย์ ผลชีวิน ประธานอนุกรรมาธิการด้านการปฏิรูปกีฬาด้านโครงสร้าง ขออนุญาตท่านประธานได้ใช้แผ่นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ในการนำเสนอการจัดตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
จากการที่ท่านสมาชิกได้ดูวีทีอาร์ (VTR) และท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ได้เกริ่นนำ เรื่องของการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยไปแล้วบางส่วนนะครับ ผมขออนุญาตนำเสนอในการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อให้ ท่านสมาชิกทุกท่านได้ทราบถึงความสำคัญ ความเป็นมา วัตถุประสงค์แล้วก็ประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องของการปฏิรูปด้านโครงสร้างแล้วก็ยกฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาขึ้นมาเป็น สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ให้ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้ทราบครับ สิ่งแรกเลยทำไมต้องมีสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ด้วยปัจจุบันทุกคน ทราบดีว่ากีฬานั้นเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดกิจกรรมหนึ่งที่ส่งเสริมให้มนุษย์ได้ออกกำลังกาย เคลื่อนไหว เล่นกีฬาเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง สามารถดำรงชีวิตได้ อย่างมีคุณภาพ มีความสุข แล้วก็เล่นกีฬา ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย ประเทศใดก็แล้วแต่ที่ประชาชนในชาติมีความแข็งแรงสมบูรณ์ย่อมแสดงให้เห็นถึงคุณภาพ แล้วก็ความแข็งแรงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของประเทศนั้น ๆ เป็นอย่างดี ด้วยสุขภาพพลานามัยของประชาชนในประเทศนั้น ๆ แต่อย่างไรก็ตามการออกกำลังกาย การเล่นกีฬาที่ถูกต้อง ถูกวิธีเหมาะสมกับเพศกับวัยนั้นคงต้องใช้ประโยชน์จากการใช้หลัก วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาผสมผสานในการที่จะเล่นแล้วก็ออกกำลังกายกันอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้คณะกรรมาธิการกีฬาได้จัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา แห่งประเทศไทยขึ้นนะครับ
ความสำคัญของปัญหา ณ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่านโยบายด้านวิทยาศาสตร์ การกีฬานั้นยังไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วก็ครบวงจร แล้วก็อย่างเป็น รูปธรรมในการที่จะพัฒนาทั้งนักกีฬาแล้วก็กลุ่มประชาชนเกือบทุกกลุ่มที่สนใจออกกำลังกาย ดูแลรักษาสุขภาพแล้วก็เล่นกีฬากันเป็นประจำ
อันที่ ๒ หน่วยงานหรือองค์กรที่มีภารกิจด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา มีหลากหลายหน่วยงานทำให้เกิดไม่มีความเป็นเอกภาพ มีข้อจำกัดด้านอัตรากำลัง งบประมาณที่เหมาะสม ขาดแคลนปัจจัยทางด้านกายภาพ ขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถและชำนาญที่เพียงพอ และการให้บริการแก่ผู้รับบริการกระทำได้อย่างไม่เต็มที่
๓. ผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬา โดยเฉพาะสมาคมกีฬา บางส่วน ผู้ที่ดูแลนักกีฬาบางส่วนยังไม่นำวิทยาศาสตร์การกีฬาไปใช้ในการพัฒนานักกีฬา ได้อย่างเป็นระบบแล้วก็ครบวงจร บางสมาคมทำ บางสมาคมไม่ทำ บางกลุ่มนักกีฬา บางกลุ่มชนิดกีฬาใช้หลักวิทยาศาสตร์แต่บางกลุ่มชนิดกีฬาไม่ใช้นะครับ
สุดท้ายครับ ความสำคัญของปัญหา ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ณ ปัจจุบัน ใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาในการพัฒนานักกีฬาแล้วก็ประชาชนด้วยองค์ความรู้และ การบริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทันสมัยที่สุดนะครับ อันนี้เราจะต้องทำอย่างไร ที่จะก้าวสู่ระบบการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬาให้ทัดเทียมกับนานาประเทศต่อไปนะครับ
กรอบแนวคิดในการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย
อันที่ ๑ เลยนะครับ ก็คือเพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... ฉบับลงมติวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ในมาตรา ๗๑ แล้วก็ นโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในข้อ ๕.๕
๒. เพื่อจัดตั้งหน่วยงานในระดับชาติที่เป็นหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์ การกีฬาของประเทศ อันนี้ของเรายังไม่มีเลยนะครับ อันนี้จะต้องเป็นหน่วยงานหลัก เป็นสถาบันหลักที่จะต้องดูแลด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาของประเทศทั้งระบบ
๓. มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา
๔. มีศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาในการวางแผนกลยุทธ์ การบริหารงานในฐานะองค์กรในระดับนานาชาติ และมีการจัดการความรู้ทั้งระบบ อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน จะทำอย่างไรให้วิทยาศาสตร์การกีฬาที่อยู่ในประเทศไทยนั้น มีแนวคิด มีกรอบที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันนะครับ
แล้วก็สุดท้ายครับ เป็นการบริการประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ ประชาชนกลุ่มพิเศษด้วย ให้ได้รับบริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาได้อย่างทั่วถึงนะครับ
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย
๑. ก็คือเพื่อให้บริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ประชาชนทั่วไป และกลุ่มบุคคลพิเศษ โดยเฉพาะนักกีฬาที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ และอาชีพอย่างยั่งยืน เราไม่ให้เฉพาะนักกีฬาอย่างเดียวนะครับ ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกภาคส่วนเราก็จะให้บริการด้วยนะครับ
๒. ก็จะเป็นศูนย์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ก็คืออาร์แอนด์ดี (R&D) ในการ สร้างนวัตกรรม จัดทำแผนงาน โครงการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาทั้งระบบนะครับ
๓. เพื่อให้คำแนะนำในการบูรณาการในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ของประเทศไทยที่มีอยู่เกือบทุกองค์กรนะครับ ที่มีด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาอยู่ จะได้ บูรณาการการทำงานร่วมกัน
๔. เพื่อประสานงานความร่วมมือในองค์กร หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ การกีฬาทั้งภายในประเทศและนอกราชอาณาจักรก็คือนานาชาติด้วยนะครับ
๕. เพื่อรองรับการขึ้นทะเบียนบุคลากรทางวิทยาศาสตร์การกีฬาซึ่งมีอยู่ หลายสาขา ปัจจุบันนี้มีทั้งหมด ๖ สาขานะครับ สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย จะเป็นคนขึ้นทะเบียนเพื่อรับรองในอนาคตต่อไปนะครับ
สุดท้ายครับ เพื่อกำกับดูแลเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทันสมัยและให้ความรู้ เรื่องการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ท่านสมาชิกทุกท่านคงทราบดีนะครับ น้องเมย์เรา เกือบจะไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกนะครับ เรื่องของการใช้สารต้องห้าม อันนี้สถาบัน วิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยต้องให้องค์ความรู้กับนักกีฬาแล้วก็ประชาชนทั่วไปด้วย ว่าการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬานั้นเป็นอย่างไรนะครับ
ประโยชน์ที่คิดว่าจะได้รับนะครับ
๑. นักกีฬาเกิดความเชื่อมั่นในรูปแบบของการพัฒนาประสิทธิภาพของ นักกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาในระดับชาตินะครับ เรากำลังจะต้องเตรียมกีฬา โรด ทู โตเกียว (Road to Tokyo) อีก ๔ ปีข้างหน้านะครับ นั่นคือแผน ๔ ปีข้างหน้าในอนาคต เรื่องของโอลิมปิก ปีหน้าเรามีซีเกมส์ที่มาเลเซีย และปีต่อไปก็เอเชียนเกมส์ที่เราต้องวางแผน เพราะฉะนั้นนักกีฬาจะได้มีความเชื่อมั่นในการใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬานะครับ
๒. ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการคัดสรรนักกีฬาอย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ครอบคลุมทั่วประเทศในรูปแบบมาตรฐาน เดียวกัน
๓. ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารทางวิชาการ องค์ความรู้ รูปแบบการเล่นกีฬา การออกกำลังกายที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ เหมาะสมกับเพศ วัย ร่างกายของแต่ละคน
๔. กลุ่มเด็ก เยาวชน ประชาชน ผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิเศษ ได้รับการดูแล ด้านการส่งเสริมสุขภาพร่างกายอย่างเท่าเทียมกันตามรูปแบบที่สถาบันและหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ
๕. สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาของประเทศ
สุดท้ายครับ ประชาชนเกิดความสุข ความภาคภูมิใจจากประสบการณ์ แล้วก็ ประสบความสำเร็จในการแข่งขันกีฬา ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายและ เล่นกีฬาอย่างมีเป้าหมายมากขึ้นนะครับ
แผนในการพัฒนาปฏิรูปสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ในระยะแรกนะครับ
๑. เราจะยกระดับฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาซึ่งมีอยู่แล้วของการกีฬา แห่งประเทศไทยภายใต้การกำกับของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขึ้นเป็นสถาบัน วิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราไม่ได้จัดตั้งใหม่นะครับ เพียงแค่ ยกฐานะฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาของการกีฬาแห่งประเทศไทยขึ้นเป็นสถาบันนะครับ
๒. ปรับโครงสร้างการบริหารของการกีฬาแห่งประเทศไทยนะครับ ก็คือ โครงสร้างของสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ของการกีฬาแห่งประเทศไทยเหมือนเดิม ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
๓. ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและสำนักงาคณะกรรมการนโยบาย รัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง เพราะว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยนั้นเป็นหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ด้วยนะครับ
สุดท้ายครับ ต้องมีอนุกรรมการบริหารสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา แห่งประเทศไทย แต่งตั้งโดยบอร์ด (Board) การกีฬาแห่งประเทศไทยหรือโดย คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ ในมาตรา ๑๘ นะครับ
ผมขออนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ดูแผนผังคร่าว ๆ ในการที่จะยกฐานะแล้วก็ ปรับโครงสร้างของฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยขึ้นเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทย หน่วยงานหลักก็คือภายในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ทั้งหมด ๓ หน่วยงานหลัก ๆ ก็คือการกีฬาแห่งประเทศไทย กรมพลศึกษา แล้วก็สถาบันการพลศึกษา การกีฬาแห่งประเทศไทยก็จะดูแลแล้วก็กำกับดูแล สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเราจะปรับโครงสร้างเป็น ๒ สำนักก็คือ การบริการข้อมูลแล้วก็สำนักสหวิทยาการทางการกีฬา สำนักแรกก็จะมีกองบัญชาสัมพันธ์ แล้วก็ข้อมูล กองที่ ๒ ก็เป็นกองบริการและประสานความร่วมมือเครือข่าย ส่วนสำนักที่ ๒ สำนักสหวิทยาการทางการกีฬาก็จะมีกองพัฒนาศักยภาพทางการกีฬา มีกองวิทยาศาสตร์ แล้วก็มีกองวิจัยแล้วก็พัฒนาก็คือมีอาร์แอนด์ดี (R&D) อีกส่วนหนึ่งที่จะต้องบูรณาการก็คือ ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติหรือเอ็นทีซี (NTC) เนชันนัล เทรนนิง เซนเตอร์ (National Training Center) ซึ่งมีทั้งส่วนกลางแล้วก็ส่วนภูมิภาค ส่วนภูมิภาคตอนนี้มีถึง ๕ แห่ง มีทั้งที่สระบุรี ก็คือที่มวกเหล็ก มีที่ชลบุรี มีที่นครราชสีมา มีที่สงขลา บ้านพรุ แล้วก็มีที่เชียงใหม่ ส่วนที่ ๒ ที่จะบูรณาการกันในเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาคือกรมพลศึกษาที่ดูแลมิติเรื่องของกีฬา เพื่อสุขภาพ พลานามัย กีฬาพื้นฐานแล้วก็กีฬามวลชน มีศูนย์ฝึกกีฬา มีสำนักวิทยาศาสตร์ การกีฬา ทั้งส่วนกลางแล้วก็ที่ปทุมธานีก็คืออยู่บริเวณคลองหกนะครับ อีกส่วนหนึ่ง ก็คือสถาบันการพลศึกษาซึ่งตอนนี้ทางคณะกรรมาธิการได้ยกร่างขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ ในอนาคตก็คงได้ทราบข่าวในเร็ว ๆ นี้นะครับ มีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ของสถาบันทั้งหมด ๑๗ วิทยาเขตอยู่ทั่วประเทศ แล้วก็มีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ของโรงเรียนกีฬาอีกทั้งหมด ๑๓ แห่ง ในขณะเดียวกันจะบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงาน ภายนอกที่แผนผังอยู่ทางขวามือของท่านนะครับ ก็คือองค์กรกีฬาระหว่างประเทศ คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย แล้วก็คณะกรรมการพาราลิมปิก กระทรวง สาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ตัวหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะต้องดำเนินการเร่งด่วนเพื่อให้ องค์ความรู้กับประชาชนแล้วก็นักกีฬาคือสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา หรือนาโด (NADO) นะครับ สุดท้ายครับสถานที่ตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย จะใช้ที่ส่วนกลางก็คืออาคารศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาในการกีฬาแห่งประเทศไทยอยู่ที่ สนามกีฬาหัวหมาก ถนนรามคำแหง ตรงบางกะปิซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบันนี้ ในส่วนภูมิภาคนั้น ก็จะมีอยู่ทั้งหมด ๕ แห่งอย่างที่กราบเรียนไปแล้วนะครับก็คือมวกเหล็กที่สระบุรี ที่ชลบุรี นครราชสีมา บ้านพรุที่สงขลา แล้วก็ ๗๐๐ ปีที่เชียงใหม่ครับ อันนี้ก็คือภาพรวมกว้าง ๆ ในการที่นำเสนอในการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ในนามของ คณะกรรมาธิการด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ต้องขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับว่า ในนามของคนกีฬาจริง ๆ ที่อยู่ตรงนี้มา ๓๐ กว่าปี วิทยาศาสตร์การกีฬาเราก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ต้องบอกว่าคำว่าพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ นั้น ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกครับ ตอนนี้ในเอเชีย สถาบันที่ได้รับการยกย่องอันดับต้น ๆ ของโลกก็คือจีสส์ (JISS) ของญี่ปุ่น แล้วก็ยังมีคีสส์ (KISS) ของเกาหลี และยังมีเอไอเอส (AIS) ของออสเตรเลีย ในอาเซียน (ASEAN) เองตอนนี้ทั้งสิงคโปร์ ทั้งเวียดนาม แล้วก็ลาว เขมร พม่า กำลังปรับปรุง พัฒนาวงการกีฬาโดยใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมากมายมหาศาล เราเองอยู่กันนิ่งไม่ได้ครับต้องก้าวไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงนำเสนอ การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อให้ท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิด ได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อคณะทำงานจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไปครับ ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานมา ณ โอกาสนี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงาน ประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ก็เพราะเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีความสุขที่จะได้เห็นการกีฬา ของประเทศไทยรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาล ในมือผมนี่ท่านประธานครับผมก็หยิบแผนการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติมาด้วย แล้วเดี๋ยวจะบอกว่ามันเกี่ยวพันกันอย่างไร เรื่องของ การตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยผมว่ามีความสำคัญ ไม่มีใคร ณ ที่นี้ ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน นักบินจะต้องมีการผ่านการทดสอบเวชศาสตร์การบินฉันใด นักกีฬา ในอนาคตของประเทศไทยก็ควรจะได้มีการผ่านการทดสอบจากสถาบันแห่งนี้ แต่ผมดู รายงานของท่าน ๔๑ หน้าแล้วนี่นะครับยังใจหายใจคว่ำอยู่เยอะ เมื่อสักครู่นี่ท่านประธาน กรรมาธิการบอกว่าต้องป้องกันบำบัดรักษา ผมคิดว่ามันขาดการพัฒนาต้องมีการพัฒนา ฟังจากท่านประธานว่าแล้วก็ฟังท่านชาญวิทย์ว่า ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามท่าน แล้วก็ ดีใจแล้วก็ทั้งโหวงเหวง ก่อนที่จะเข้าเนื้อหานี้ผมอยากจะน้อมนำพระบรมรูปของพระองค์ เป็นบทนำเสียก่อน เชิญเปิดเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
อันนี้เป็นชื่อที่เราพูดกันวันนี้ ต่อไปครับ อันนี้ ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เดี๋ยวท่านอาจจะบอกว่าแปลกเอามาทำอะไร เดี๋ยวผมจะบอกว่าเพราะอะไรนะครับ
ภาพต่อไปครับ เป็นภาพที่หลายท่านอาจจะไม่ได้เคยพบเคยเห็น แล้วก็มีภาพ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๓ ความว่า “ร่างกายของเรานั้นธรรมชาติสร้างขึ้นมาสำหรับให้ออกแรงใช้งานมิใช่อยู่ เฉย ๆ ถ้าใช้แรงให้พอเหมาะพอดีโดยสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะเจริญแข็งแรงคล่องแคล่วและ คงทนยั่งยืน ถ้าไม่ใช้แรงเลยหรือใช้ไม่เพียงพอร่างกายก็เจริญแข็งแรงอยู่ไม่ได้ แต่จะค่อย ๆ เสื่อมไปเป็นลำดับ และหมดสภาพไปก่อนเวลาอันควร” นี่ครับทันสมัยไหมครับที่ท่านกำลัง จะพูดกันวันนี้นะครับ จะเห็นว่าสอดคล้องกับศาสตร์พระราชาเลย และพระองค์ก็ใส่พระทัย และให้ความสนใจเรื่องการออกกำลังกายไม่ว่าจะไปที่ไหน ตรัสกับใครก็บอกเลยว่า ต้องออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษยชาติ
ต่อไปครับ เห็นไหมครับกีฬาที่พระองค์ทรง ผมไม่ได้นำภาพมาเพราะมัน อาจจะเป็นเรื่องของกระทรวงแรงงานมากไป เพราะผมอยู่กระทรวงแรงงานก็คือพระองค์ รู้ลึกถึงกับการต่อเรือใบว่าต่ออย่างไรจึงจะดีจะเหมาะสมก็มีรูปอยู่ แต่ว่ามันคนละเรื่อง ก็เอาตรงนี้มาก่อนก็แล้วกันนะครับ ผมเคยนำเสนอไปแล้วนะครับ
ภาพต่อไปเห็นไหมครับ อันนี้อาจจะตรงกับที่ท่านพูดเลย การเอี้ยวตัว ตีแบดมินตัน การก้าวเท้าทุกอย่างมันเป็นเวชศาสตร์การกีฬา หรือเรียกว่า วิทยาศาสตร์ การกีฬาทั้งสิ้นนะครับ ผมฟังวิทยุแห่งประเทศไทยเช้าเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๒ นี้ที่ผ่านมา ๑๒ พฤศจิกายนนะครับ วิทยุแห่งประเทศไทยสัมภาษณ์อาจารย์เจริญ วรรธนะสิน กล่าวเทิดทูนถึงพระองค์ในเรื่อง ของการกีฬา และพระองค์ก็ตรัสกับอาจารย์เจริญว่าแบดมินตันเป็นกีฬาที่คนไทยสามารถ คิดจะไปสู่ระดับโลกได้ เพราะไม่มีปัญหาในเรื่องของส่วนสูง ส่วนใหญ่มันใช้ปฏิภาณไหวพริบ ของสรีระร่างกายนะครับ และท่านก็รับสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อปี ๒๔๙๘ แต่อยากจะบอกว่าสมาคมแบดมินตันไทยจดทะเบียน ตั้งแต่ปี ๒๔๙๔ นะครับ เมื่อตั้งแล้วก็พัฒนาเรื่อยมานะครับ ตั้งใกล้ ๆ กับสมาคมมวยไทย สมัครเล่นแห่งประเทศไทย ซึ่งตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ปี ๒๔๙๖ คนที่ขอจดทะเบียน สมาคมมวยไทยนะครับ พลโท สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในสมัยนั้นครับ ได้มี พันเอก เผชิญ นิมิบุตร เป็นนายกสมาคมคนแรก ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็คือว่ามันมีรากเหง้าของมันมาก่อนแล้ว เพียงแต่ว่า ไม่ได้นำเรื่องวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้าไปจับก็กลายเป็นอย่างที่กรรมาธิการพูดก็คือว่า เป็นพรสวรรค์มากกว่าพรแสวงนะครับ ต่อไปครับท่านอย่าตกใจนะครับผมไม่ได้เอาผีมา หลอกท่าน ภาพต่อไปครับที่ท่านพูดที่จะตั้ง ศาสตร์มันก็คือเริ่มต้นจากตรงนี้ครับ คือโครงกระดูกมนุษย์ โครงกระดูกมนุษย์มันมีความสำคัญอะไร สำคัญก็คือว่ามันมีกล้ามเนื้อ ข้อ เอ็น ตับ ไต ไส้ พุงเกาะอยู่ ถ้าไม่มีตรงนี้ท่านไม่ต้องมาพูดเลยเรื่องนี้จบ ใช้โรบอต (Robot) แข่งขันหรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ เพราะฉะนั้นมันมีเรื่องของโครงกระดูก มีเรื่อง ของกล้ามเนื้อ ข้อและเอ็น ซึ่งในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เขาก็เรียนเรื่องของกายภาพศาสตร์ หรือเรียกว่าสรีรวิทยา ท่านพูดทั้งหมดใน ๔๑ หน้านี้ผมยังไม่เห็นมีเรื่องพวกนี้เลย ท่านพูด แต่ว่าจะจัดตั้งสำนักงานใหม่ หน่วยงานใหม่ เพิ่มคนใหม่ ดีร้อยแปดพันประการ หรือไม่จริง ไม่จริงท่านก็ชี้แจงได้ ต่อไปครับภาพที่อยากจะบอกเลยว่าเป็นความสำคัญที่สุดคือ ข้อ เอ็น โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า แพ้ชนะกันอยู่ตรงนี้เกือบทั้งหมดของนักกีฬา ๙๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ซึ่งจะต้องให้ความสนใจถามว่าแล้วข้อ เอ็น กระดูก ใครจะดูแล ต้องหมอครับ หมอออร์โธพีดิกส์ (Orthopedics) ท่านประธานครับเรื่องนี้อยากจะพูดยาวเพราะว่ามีผู้ขอพูดเพียง ๒ ท่าน เท่านั้น ก็จะขอเวลาท่านเล็กน้อยว่าอยากจะเห็นเวชศาสตร์การกีฬาหรือว่าวิทยาศาสตร์ การกีฬาไปได้อย่างมั่นคง ยั่งยืนในอนาคต ภาพต่อไปเป็นภาพธรรมชาติธรรมดา เดี๋ยวนี้ หายไปจากสังคมไทยแล้วเพราะสังคมไทยจำง่าย ลืมง่าย จะเห็นว่าการเอื้อมมือไปตีเทนนิส เขาสามารถจะวัดได้เลยว่าใช้แรงกี่นิวตัน (Newton) ความเร็วเท่าไรใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหรือ มัดใหญ่ เขาสามารถทดสอบได้ด้วยภาพถ่ายและในห้องที่ทดสอบนะครับ แค่นั้นไม่พอครับ ถ้าเราพูดกันแค่นั้นนักกีฬาก็จะไม่แข็งแรงเขาจะต้องกินอาหารให้ถูกหลัก ๕ หมู่ ผมไม่มั่นใจเลย ว่าในโรงเรียนการกีฬาก็ดี หรือในการกีฬาแห่งประเทศไทยได้พูดเรื่องนี้สักเท่าไรเรามักจะ บอกว่ากินกันมาตั้งแต่โบราณอย่างไรก็มีแรง มันจะสามารถบอกได้ว่าถ้ากินโปรตีนเท่าไร กินแป้งเท่าไร จะเป็นเนื้อเท่าไร เป็นวิทยาศาสตร์ แม้แต่เลี้ยงไก่เขาบอกเลยว่าถ้าให้อาหาร ๑.๔ กิโลกรัมต่อวัน มันจะได้เนื้อ ๑ กิโลกรัม เขาสามารถบอกได้เลยว่า ๔๕ วันจับ มนุษย์ก็เช่นเดียวกันสามารถให้อาหารตามสัดส่วน ที่เหมาะสมจะสร้างกล้ามเนื้อ ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ข้อ เอ็นให้แข็งแรงได้
ภาพต่อไปครับ ท่านครับขาดไม่ได้เลยคือผู้เชี่ยวชาญหรือหมอ แพทย์ ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ผมอ่านรายงานของท่านหลายจบใน ๔๑ หน้า อ่านไปอ่านมา ผมไม่มั่นใจเลยว่าจะมีหมอสักกี่คนที่จะมาอยู่สถาบันนี้ เพราะมันไม่เจริญก้าวหน้าในวิชาชีพเขา แล้วไม่เชื่อท่านดูต่อไปนะครับว่าท่านจะหาหมอจากที่ไหน นั่นคือผมอยากจะบอกท่านว่า ท่านควรจะบูรณาการกับคณะแพทยศาสตร์หรือโรงพยาบาลนะครับ ท่านประธานอนุญาตให้ ผมพูดต่อไหมครับ
เชิญต่อเลยนะครับ ผมจะดูตามเนื้อหาสาระ
ผมจะพูดต่อไปอีกสักเล็กน้อย รายงานของท่าน นี่นะครับ ในแผนผังที่ท่านนำเสนอไปแล้วในข้อ ๒ หน้า ๑๒ ระยะการพัฒนาปฏิรูป ท่านก็บอกเลยว่าเมื่อตั้งการกีฬาแล้วจะพัฒนาคนจากเดิม ๗๒ คนเพิ่มอีก ๑๙ คนรวมเป็น ๙๑ คน ตั้งหน่วยงานใหม่ขอเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมว่าไม่รู้จะไปทำอะไร น้อยมาก ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทนี่นะครับ พอหน้าถัดไปเป็นแผนผัง ท่านดูต่อไปจากหน้า ๑๒ ก็เรียกว่า หน้า ๑๓ ก็แล้วกันของท่าน เพราะมันไม่มีตีหน้า ในแผนผังท่านดูสิครับ ในสถาบัน การพลศึกษามีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาอยู่ ๑๗ วิทยาเขต มีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา โรงเรียนกีฬาอีก ๑๓ แห่งก็เป็น ๓๐ แห่ง ในกรมพลศึกษามีสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ผอ. การกีฬาแห่งประเทศไทยท่านกำลังจะตั้งสถาบันยกขึ้นมาจากแผนกแล้วก็เพิ่ม อัตรากำลัง ผมอยากกราบเรียนถามท่านเลยว่าท่านจะบูรณาการอย่างไรมันมีอยู่ ๓ ที่ แล้วในอนาคตก็อาจจะมีโอกาสทำงานซ้ำซ้อนกัน ทุกที่ถ้าเป็นกรมแล้วฉันใหญ่หมด ในลักษณะของสังคมไทย ท่านจะบูรณาการกันอย่างไร จะทำอย่างไร จะอยู่ที่ไหน ท่านอาจจะตอบผมว่าสถาบันพลศึกษาในอนาคตจะเป็นมหาวิทยาลัยอย่างที่ผมบอก ที่ผมบอกว่านำมาทุกอย่าง ที่ผมนำมาเกี่ยวข้องกับการอภิปรายและเพื่อประโยชน์ของ สังคมไทยทั้งสิ้น เรื่องของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติที่ผ่านไปแล้วนะครับ แล้วผมก็ ชื่นชมที่จะมีสักแห่งหนึ่งก่อนไม่ใช่ ๔-๕ แห่งหรือ ๑๐ แห่ง แล้วในที่สุดก็จะเหมือนกับ สถาบันหลายแห่งที่มีกัน ๕๐-๖๐ แห่งแล้วก็มีปัญหา เท่านี้ไม่พอท่านประธาน พอไปดู กรรมการของท่านระดับชาติ มีตั้งแต่รัฐมนตรีเลย เราก็ใช้รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หน่วยราชการต่าง ๆ มากมาย ๒๓ ท่าน แต่จริง ๆ แล้ว ๒๓ ท่านมีผู้รู้ผู้เล่นจริง ๆ เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา ๕ ท่าน มีผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาก็คือกายวิภาคศาสตร์ ๑ ท่าน มีผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการการกีฬา ๑ ท่าน มีผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาการกีฬา ๑ ท่าน ผู้เชี่ยวชาญชีวกลศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา อันนี้สำคัญนะครับอีก ๑ ท่าน มีผู้ทรงคุณวุฒิเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาอีก ๑ ท่าน อันนี้โผล่มาผมก็สงสัยเหมือนกัน ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย กฎหมายที่เกี่ยวกับยาของท่านที่ว่าหรืออย่างไร ผมไม่แน่ใจ เพราะยาปัจจุบันไม่ว่ายาอะไรครอบจักรวาลต้องใส่สเตอรอยด์ (Steroid) แล้วมันก็มีปัญหา ในการตรวจแล้วถูกจับฟาวล์ (Foul) อันนี้เป็นระดับชาติ พอระดับเล็กลงมาเปลี่ยนจาก รัฐมนตรีเป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธาน แล้วก็มีผู้แทน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทยเยอะแยะ ไปหมดเลย ถามว่าผู้แทนเหล่านั้นส่งใครมา โน่นอธิบดีก็ไม่มา ไล่ไปจนถึงข้าราชการ ระดับเล็ก ๆ ผมไม่มั่นใจว่างานของท่านดีแต่ว่าจะประสบความสำเร็จได้สักเพียงไร แต่ทีนี้ ถามว่าแล้วผมเสนออย่างไรเอาสั้น ๆ เดี๋ยวเวลาจะเกินไป
ข้อ ๑ ผมอยากจะบอกว่าถ้าท่านจะทำให้ประสบความสำเร็จ ท่านต้อง คำนึงถึงต้องมีนักวิชาการด้านเวชศาสตร์การกีฬามากพอ คนที่เรียนกายวิภาคศาสตร์และ สรีรวิทยา คนที่เรียนมากที่สุดก็คือหมอ ท่านจะหายากมาก
ข้อ ๒ ต้องมีแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิชาวิทยาศาสตร์ฟื้นฟู ท่านครับในต่างประเทศท่านไปดูได้เลยสาขานี้สำคัญมากสำหรับกีฬาทุกประเภท ยิ่งกีฬา ที่ต้องใช้ความเร็ว เช่น บาสเกตบอล หรือฟุตบอลอเมริกัน วิชาวิทยาศาสตร์ฟื้นฟูข้อและ กระดูกเป็นหัวใจเลยครับเพราะมันมีการกระแทก การสูญเสีย
ข้อ ๓ ต้องมีนักวิชาการโภชนาศาสตร์ ที่เก่งที่สุดก็คือมหาวิทยาลัยมหิดล ท่านจะตั้งเองไหม ท่านเชี่ยวชาญจริงไหม
ข้อ ๔ ต้องมีนักวิชาการพลศึกษา อันนี้ผมไม่เถียงท่านมีแน่นอน โดยเฉพาะ ท่านอาจารย์ชาญวิทย์ก็ใช่
ข้อ ๕ ต้องมีเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การกีฬามากพอ แพงนะครับ ถ้าท่านมีทุก ๆ แห่งอย่างที่ผมบอกไปสักครู่นี้นะครับมีกันทุกแห่งเลยถามว่างบประมาณ แผ่นดินจะมากพอไหม ลำบากและจะแบ่งปันใช้กันอย่างไร
ข้อ ๖ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน ที่ผมกล่าวไปแล้วคือศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา สถาบันพลศึกษา สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ของกรมพลศึกษา สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยของการกีฬาแห่งประเทศไทย ต้องไม่ซ้ำซ้อนกันและไม่ทะเลาะกัน อันนี้ผมอาจจะใช้คำพูดไม่สุภาพไปนิดหนึ่ง ก็ขออภัยนะครับ
ข้อสุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า เรื่องของเวชศาสตร์การกีฬาหรือวิทยาศาสตร์การกีฬามันเป็นเรื่องของสหสาขาวิชาจึงต้อง คำนึงถึงการบูรณาการทั้งหน่วยงานภายในกรมเอาแค่ ๓ หน่วย รวมเสร็จประมาณ ๔๐-๕๐ หน่วยให้ดีและจะต้องประสานกับหน่วยงานข้างนอก เช่น คณะแพทยศาสตร์ต่าง ๆ สถาบันโภชนาการของมหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งโรงพยาบาลต่าง ๆ
มีอีกข้อหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเราทำไมไม่ทำเรื่องของ การกีฬาให้มันเป็นระบบมากกว่าจะทำเป็นเรื่อง ๆ คราวก่อนโน้นก็ตั้งมหาวิทยาลัย คราวนี้ ก็ตั้งสถาบัน ทำไมเราไม่คิดที่จะทำพัฒนาเรื่องของระบบของกีฬาทั้งชาติให้มันเป็นระบบเลยว่า อบต. ต้องพัฒนากันอย่างไร ขยับมาจาก อบต. มาถึงจังหวัดอย่างไร คัดเลือกกันอย่างไร และมาถึงการกีฬาแห่งประเทศไทย เราจะได้คนที่มีคุณภาพไม่ใช่พอถึงเวลาก็โค้ช (Coach) เข้าไปว่าใครอยากจะเป็นนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติให้มาสมัคร อันนั้นคือปลายเหตุและในที่สุด เราก็ไม่ถึงดวงดาว ผมฝันว่าหลังจากที่มีสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแล้วผมจะได้เห็น ขอประทานโทษนะครับฟุตบอลไทยสู่ฟุตบอลโลกในชีวิตผมก่อนจะจากโลกนี้ไป ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปราย เรื่องการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ก่อนที่ผมจะอภิปราย ผมใคร่ขออัญเชิญพระราชดำรัสที่เกี่ยวข้องนะครับ ความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอล ส.ส. มหากุศล ณ พระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๑๒ ความว่า “การกีฬานั้นจะต้องมีการฝึกซ้อมให้ดีทั้งในทางวิชาการคือเทคนิค และในทางกาย คือความแข็งแรงสมบูรณ์ ถ้าขาด ๒ อย่างนี้จะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติภาระของตัว ให้ได้ชัยชนะ จึงต้องเตรียมตัว เตรียมกายของตนให้ดีเพื่อที่จะได้ไม่ต้องปราชัย” เป็นพระบรมราโชวาทที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาด้านร่างกายของนักกีฬาที่จะ เข้าแข่งขัน ผมได้ศึกษาเรื่องที่กรรมาธิการได้เสนอในการขอยกระดับจากฝ่ายขึ้นเป็นสถาบัน วิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ถ้าถามว่ายุทธศาสตร์การกีฬามีความสำคัญหรือไม่ แน่นอนครับคงจะไม่มีคำตอบอื่น นอกจากที่จะกล่าวว่าวิทยาศาสตร์การกีฬามีความสำคัญ อย่างยิ่งทั้งต่อการพัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ ทั้งต่อการพัฒนาร่างกาย จิตใจของคน ทั้งประเทศ ผมเองได้ยินท่านชาญวิทย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่าท่านเป็นคนกีฬา ผมก็เป็นคนกีฬาคนหนึ่ง อยู่ในวงการกีฬามานาน เห็นท่านประธานโอลิมปิก เห็นท่านชาญวิทย์ ทำงานมา ผมอยู่ในสมาคมกรีฑาสมัครเล่นแห่งประเทศไทยร่วม ๓๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ๒๐ กว่าปีที่เป็นเลขาธิการและเป็นอุปนายกของสมาคมกรีฑานั้นได้มีส่วนได้เห็นการพัฒนา ของนักกรีฑาไทยและของนักกีฬาแบบตามมีตามเกิด แบบไทย ๆ ประมาณปี ๒๕๒๗ ปี ๒๕๒๘ ผมได้ไปจ้างชาวอเมริกันคนหนึ่งเป็นนักเพาะกายจากแคลิฟอร์เนีย รูปร่างใหญ่โต มโหฬาร กล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ ให้เขามาช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้กับนักกรีฑาของผมก็เป็น พัฒนาการที่ดี เราเริ่มต้นด้วยการซื้อเวต เทรนนิง อีควิปเมนต์ (Weight Training Equipment) มามากมายมาจัดตั้งเป็นศูนย์เทรนนิง (Training) อยู่ใต้อัฒจรรย์สนามศุภชลาศัย ที่มีความเปลี่ยนแปลงคือนักกีฬาผมต้องรับประทานวิตามินสารกระตุ้นต่าง ๆ เม็ดเท่านิ้วโป้ง วันละ ๑๐ กว่าเม็ด เช้า กลางวัน เย็น ซึ่งเราสั่งซื้อตรงมาจากสหรัฐ และนั่นเป็นเรื่องของ การพัฒนานักกีฬาเพราะว่าเรื่องของการแข่งขันนั้นถึงแม้จะเป็นเรื่องของกิฟต์ (Gift) เป็นเรื่องของทาเลนต์ (Talent) แต่ที่สำคัญการสร้างร่างกาย การเตรียมร่างกายให้ถูกต้อง ในระยะเวลายาวนานก่อนถึงวันแข่งขันนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง นักกีฬาหรือนักกรีฑา แต่ละประเภทนั้นมีความต้องการการสร้างกล้ามเนื้อ การสร้างความแข็งแรง การสร้างระบบ การหายใจ การสร้างระบบเม็ดเลือดต่าง ๆ ที่แตกต่างจากกัน นักวิ่งระยะไกลต้องไปเทรน (Train) ไปฝึกในที่สูง ๆ ก็เพื่อที่จะให้เคยชินกับสภาพอากาศที่มีออกซิเจนน้อย ๆ เพราะฉะนั้นการสร้างกล้ามเนื้อของนักกีฬาแต่ละประเภทจึงต้องใช้เทคนิค ใช้ความ เชี่ยวชาญ ทั้งการฝึก ทั้งการบำรุงด้วยอาหารและสารอาหารต่าง ๆ ถ้าเรายังจะต้องการ มีชัยชนะในการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติ วิทยาศาสตร์การกีฬาคือหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนการส่งเสริมในการที่จะให้งานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ได้พัฒนาอย่างจริงจัง มีการบูรณาการ มีการรวมศูนย์ มีการสนับสนุนจากภาครัฐ ในชั้นนี้ ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอยกระดับจากฝ่ายที่เป็นสถาบัน แต่ที่จริงถ้าดูในพระราชบัญญัติ การกีฬาแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๕๘ ซึ่งเพิ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อปีที่แล้วนี้เอง ได้ให้อำนาจไว้พอสมควรกับคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยในการที่จะปรับองค์กร จัดตั้ง แบ่งหน่วยงานภายในของการกีฬาแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จึงฝากเป็น ข้อสังเกตว่าไม่เห็นมีข้อเสนอในการแก้พระราชบัญญัติก็อาจจะเป็นโดยที่ว่าพระราชบัญญัติ การกีฬาแห่งประเทศไทยฉบับที่เพิ่งผ่าน สนช. เมื่อปีที่แล้วนั้นได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ในการดำเนินการที่จะปรับหน่วยงาน ปรับการแบ่งหน่วยงานได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องออกเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติเดิมนะครับ อันนี้ก็ฝากเป็น ข้อสังเกตว่าอำนาจอยู่ที่ตรงไหน อย่างไร ผมดูการจัดใหม่ก็เป็นแนวคิดที่ไม่ต้องการที่จะ ขยายหน่วยงาน ไม่ขยายตำแหน่งมากนัก ในอดีตรองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ท่านหนึ่งก็รับผิดชอบฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาก็จึงให้ตั้งท่านจากรองผู้ว่าให้เป็นผู้อำนวยการ สถาบันเสียนะครับก็ไม่ได้เพิ่มอัตราตรงนั้น ในสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ในรูปแบบใหม่นั้นรวมศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติเข้าไปด้วย ซึ่งเดิมก็อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ รองผู้ว่าคนเดียวกัน อันนี้ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นการขยายอัตรากำลังมากมายนัก เป็นการรวม ให้เป็นหน่วยงานเดียวกัน ซึ่งก็ถือว่าสอดคล้องกับภารกิจ การสร้างศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาตินั้น ก็ควรที่จะมีในเรื่องของด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นหัวใจจึงจะนำไปสู่ชัยชนะได้อย่างที่ผม ได้กราบเรียนไปแล้ว เพียงแต่ว่าสิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือยังเห็นพัฒนาการของศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ ไปได้อย่างช้ามากเราพูดกันเรื่องนี้ตั้งแต่เราจัดเอเชียนเกมส์ที่ธรรมศาสตร์ว่าจะให้ที่นั่น เป็นศูนย์ฝึก เสร็จแล้วฝันก็สลายไปก็ยกสนามกีฬาเอเชียนเกมส์ที่ธรรมศาสตร์ให้ธรรมศาสตร์ไป และทุกวันนี้ก็ต้องค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบจากงบประมาณแต่ละปีเพื่อมาสร้างศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติขึ้น ซึ่งก็ยังไม่เป็นรูปธรรมจากที่ไปดูงานกันมาในหลาย ๆ ประเทศก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ มีความสำคัญยิ่งถ้าเรามุ่งหวังในชัยชนะของการแข่งขันกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนคือในเรื่องของสารกระตุ้น การกีฬา แห่งประเทศไทยมีหน่วยงานชื่อว่าสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ใช้ชื่อ ภาษาอังกฤษว่านาโด เอ็นเอดีโอ (NADO) สำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา อันนี้มีความสำคัญที่จะทำให้นักกีฬานั้นใช้สารที่ต้องใช้ต้องเสพในแต่ละวันนั้นได้อย่างถูกต้อง หรือแม้แต่การป้องกันไม่ให้สารที่อยู่ในตัวยาบางอย่างเข้าสู่ร่างกายน่าจะกลายเป็นโดนข้อหา ว่าใช้สารกระตุ้นหรือโด๊ป (Dope) ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นว่าให้นำหน่วยงานนาโด (NADO) มาอยู่ในสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาเสียเลยเพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ควบคู่ไปกับ ด้านพัฒนานักกีฬา ความสำคัญของการใช้สารเพื่อสร้างกล้ามเนื้อนั้นมีความสำคัญยิ่ง นักกีฬาทุกคนต้องใช้ ไม่มีนักกีฬาระดับชาติ ระดับนานาชาติ ระดับโลกคนไหนที่ไม่ใช้ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนนะครับ นางฟ้าเทนนิสที่เราชื่นชม คุณมาเรีย ชาราโปว่า เมื่อต้นปีที่แล้ว โดนตัดสิน ๒๔ เดือน ข้อหาใช้สารกระตุ้นใช้ตัวยาที่เรียกว่าเมลโดเนียม (Meldonium) ที่จริงเธอใช้มา ๑๐ กว่าปีแล้วเป็นตัวยาที่อยู่ในยาช่วยในเรื่องของการทำงานของหัวใจ แต่ทางองค์การที่ควบคุมสารกระตุ้นโลกวาดะ (WADA) เพิ่งประกาศให้สารตัวนี้ เป็นสารต้องห้ามเมื่อต้นปีนี้เองและ ๒ เดือนต่อมาเธอก็ถูกจับว่าใช้สารต้องห้ามและชื่อ ก็คนละชื่อด้วย ชื่อที่เธอใช้อยู่ที่หมอให้ใช้กับเมลโดเนียม (Meldonium) เป็นชื่อใหม่ที่ใช้ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องของเทคนิค เรื่องของความรู้ เรื่องของการต้องติดตามถ้าเรา จะไปดูในลิสต์ (List) ของสารกระตุ้นที่ต้องห้ามไม่ให้นักกีฬาใช้มี ๕๐๐-๖๐๐ ชนิดขึ้นไป และเพิ่มขึ้นทุกปีก็เหมือนกับโปลิส (Police) จับขโมย เมื่อมีคนพยายามพัฒนาสารมากระตุ้น ระบบหรือกระตุ้นกล้ามเนื้อ ฝ่ายควบคุมก็ต้องพยายามตามหาแล้วก็ประกาศเป็น สารต้องห้าม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือประเทศรัสเซีย นักกีฬากว่า ๓ ใน ๔ ถูกห้าม ไปแข่งขันโอลิมปิกที่ประเทศบราซิลเมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็เพราะว่าไม่ยอมให้ตรวจ ไม่ยอมให้ วาดะ (WADA) เข้าไปตรวจร่างกายของนักกีฬายกเว้นแต่พวกที่ไปสมัครแข่งเอง ผ่านสมาคมกีฬา ระดับโลกที่เขาเห็นว่านักกีฬาน่าจะปลอดจากสารกระตุ้นเขาก็ให้ไปแข่ง เพราะฉะนั้นเป็นตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าการใช้สารเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ การใช้ สารเพื่อสร้างระบบการหายใจการหมุนเวียนของโลหิตต่าง ๆ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ต้อง อาศัยผู้ที่เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นผมขอเสนอให้ท่านรวมองค์กรที่เรียกว่านาโด (NADO) นี้ไว้ ในสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อเป็นประโยชน์ในการที่จะจัดตั้ง ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติขึ้นด้วย
ประเด็นสุดท้ายก็อยากให้ท่านดูที่การจัดของอนุกรรมการ อนุกรรมการ สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยท่านได้เสนอมา ๒๑ ท่าน ๒๑ ตำแหน่ง ซึ่งท่านที่อภิปรายก่อนหน้าผม ขออนุญาตเอ่ยนามท่านคือท่านสุรินทร์ก็ได้กล่าวถึง รายละเอียดของ ๒๑ คนนี้แล้ว ที่ผมอยากจะเรียนเสนอคือผมอ่านดูแล้วยังขาดบุคคล ที่มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือผู้แทนจากสมาคมกีฬา เรามีสมาคมกีฬาอยู่ประมาณ ๖๐-๗๐ สมาคมทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นพวกเขาเป็นผู้ที่ต้องใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ การกีฬา เป็นผู้ที่ต้องรับรู้และเป็นผู้ที่รู้ปัญหา เพราะฉะนั้นผมจึงอยากให้ผู้แทนของ สมาคมกีฬาสัก ๓ คน ซึ่งไม่ยาก เราก็บอกให้เขาจัดประชุมกันแล้วก็เลือกมา ๓ คนก็จะได้ เข้ามาเป็นตัวแทนเพิ่มในนี้ ถ้า ๓ คนมันจะทำให้กลายเป็นเลขคู่ก็เอา ๔ คน จะได้เป็น ๒๕ คน อันนี้ก็จะช่วยทำให้การทำงานของคณะอนุกรรมการชุดนี้หรือบอร์ด (Board) ของสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยนั้นรู้ถึงปัญหารู้ถึงต้นตอแห่งการทำงาน แล้วจะได้ทำงานให้สอดประสานกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยด้วย ก็คงจะมีเรื่อง กราบเรียนเพื่อเป็นข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะแล้วก็สนับสนุนการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทย ก่อนจบผมก็คิดว่ามีพระบรมราโชวาทอีกส่วนหนึ่งที่ได้ ทรงพระราชทานไว้ แล้วก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่คนกีฬาที่อาจจะลืมไปแล้ว ความตอนหนึ่ง ในพระบรมราโชวาทในพิธีเปิดการแข่งขันกรีฑาประจำปี ณ กรีฑาสถานแห่งชาติ สนามศุภชลาศัย เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๘ “การกีฬานั้นย่อมเป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้วว่าเป็นปัจจัย ในการบริหารร่างกายให้แข็งแรง และฝึกอบรมจิตใจให้ผ่องแผ้วร่าเริง รู้จักแพ้และชนะ ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน สามัคคีกลมเกลียวกันอย่างที่เรียกกันว่า มีน้ำใจเป็นนักกีฬา” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ที่สนามศุภชลาศัย ขอบพระคุณครับ
ท่านสุดท้ายตามรายชื่อที่แสดงความจำนงในการอภิปรายนะครับ คือท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ขอเชิญครับ อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ เรื่องสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นเรื่องที่สำคัญตั้งแต่คราวเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็พูดเรื่องนี้ ทุกคนเห็นด้วยแล้วก็สนับสนุน แม้ตอนนี้ดิฉันเองก็คิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญแล้วก็เห็นชอบที่จะ สนับสนุน ยอมรับเรื่องกีฬามีความจำเป็นสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม แม้กระทั่ง คนที่นอนอยู่บนเตียง ลักษณะของการออกกำลังแบบไหนที่จะเหมาะกับเขา แต่ประเด็นที่จะ มีข้อสังเกตเพื่อประกอบการพิจารณาของท่านกรรมาธิการ ก็คือว่าท่านตั้งเป้าหมายว่า ท่านต้องการมีหน่วยงานระดับชาติที่เป็นหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ของประเทศ ท่านต้องการให้สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงาน ที่จะทำหน้าที่วางกลยุทธ์การบริหารงานในฐานะองค์กรระดับนานาชาติ มีการจัดการความรู้ ทั้งระบบให้มีมาตรฐานและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ภาพที่ออกมาที่เป็นข้อเสนอในการดำเนินการครั้งนี้ ถามว่างานนี้มีอยู่ที่ กกท. หรือยัง มีแล้วแต่เป็นสถานะของฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาของการกีฬาแห่งประเทศไทย ข้อเสนอ ที่นำเสนอในวันนี้ก็คือจะให้มีสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยอยู่ในการกีฬา แห่งประเทศไทย นี่ก็คือการให้มีหน่วยงานอยู่ใต้รัฐวิสาหกิจ ประเด็นปัญหาอยู่ที่ไหน การจัดแบ่งหน่วยงานภายในรัฐวิสาหกิจแน่นอนเป็นอำนาจหน้าที่ของบอร์ด (Board) นะคะ บอร์ด (Board) ของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนภารกิจแค่ไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเป็นข้อเสนอที่คิดว่ายังอยู่ภายใต้การกีฬาแห่งประเทศไทยแล้ว ก็คิดว่าอำนาจหน้าที่หรือภารกิจของการกีฬาแห่งประเทศไทยยังไม่ครอบคลุมภารกิจของ สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา ดิฉันคิดว่าต้องเอาตัวนั้นเป็นตัวตั้งก่อนเพราะว่าข้อเสนอ ในชั้นนี้จะยังเป็นรัฐวิสาหกิจเป็นส่วนหนึ่งของรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การกีฬาแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นเอาตัวนั้นมาเป็นตัวตั้งและดูว่าอำนาจหน้าที่ของ กกท. ตอนนี้ครอบคลุมอย่างที่ เราตั้งเป้าหรือเรากำหนดขอบเขตหน้าที่หรือยัง ถ้ายังก็ต้องเพิ่มเติมในส่วนนั้นก่อนเพราะว่า นี่เป็นลูก ลูกที่อยู่ภายใต้ของร่มเงาของแม่คือการกีฬาแห่งประเทศไทย ดิฉันคิดว่าขั้นตอน หรือสเตป (Step) ของการดำเนินการควรจะต้อง
๑. ดูว่าอำนาจหน้าที่ของแม่คือการกีฬาแห่งประเทศไทยมีเรื่องที่เราต้องการ หรือเรื่องที่เราเสนอตรงนี้อยู่แค่ไหน เพียงไร ถ้ายังไม่มีต้องไปแก้ตรงนั้นก่อนอำนาจของลูก จะมากกว่าหรือนอกเหนือไปจากอำนาจของแม่ไม่ได้ด้วยข้อกฎหมาย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ตรงนี้เป็นประเด็นที่สำคัญหลายหน่วยที่จะมีการกำหนดข้างล่างมาโดยที่เกินอำนาจหน้าที่ ของข้างบนเป็นไปยากเป็นไปไม่ได้ และแน่นอนการแบ่งส่วนอย่างนี้จะต้องผ่านการพิจารณา ของบอร์ด (Board) ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ก่อนที่กระบวนการจะเดินไปถึง สคร. หรือถึงอะไรด้วยซ้ำไป บอร์ด (Board) จะต้องมีความเห็นชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน เพราะฉะนั้นดิฉันฝากตรงนี้นะคะว่าให้ดูเรื่องอำนาจหน้าที่ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ถ้าท่านเสนอแยกตรงนี้ออกมาโดยเฉพาะก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ปรากฏว่าข้อเสนอนี้เสนอให้ อยู่ภายใต้ร่มของการกีฬาแห่งประเทศไทยเช่นเดิม เพราะฉะนั้นฝากย้อนไปดูนะคะว่าร่มใหญ่ คือตัวการกีฬามีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมเรื่องนี้หรือไม่ ทีนี้ประเด็นหนึ่งที่ได้มีการพูดกัน บอกว่านโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ให้เสนอการจัดตั้งองค์กรใหม่ อุปสรรค ในด้านการรวมหน่วยงานหรือแยกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมา ตอนนี้จึงเป็นการพัฒนา หน่วยงานจากฝ่ายกีฬาการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งมีความพร้อมยกสถานะขึ้นมาเป็น สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา ดิฉันต้องเรียนอย่างนี้นะคะว่าพวกเราก็อยู่ในสภาขับเคลื่อน กันมาด้วยช่วงเวลาหนึ่งก็จะมีหลายคณะกรรมาธิการที่มีข้อเสนอ ดิฉันเอาหลังสุดก็ได้ ซึ่งผ่านไม่นานก็คือศูนย์ข้อมูลด้านพลังงานเสนอจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนอยู่ภายใต้ การกำกับของกระทรวงพลังงานเหมือนกัน ต้องฝากตรงนี้นะคะว่าถ้าจะให้อยู่ภายใต้ ให้อยู่เป็นรัฐวิสาหกิจคือเป็นภายใต้โครงสร้างของการกีฬาแห่งประเทศไทย ๑. ต้องไปดูว่า อำนาจหน้าที่ของการกีฬาครอบคลุมหรือเปล่า ถ้าครอบคลุมท่านก็สามารถที่จะเสนอบอร์ด (Board) การกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อจะพัฒนาหรือยกระดับตรงนี้ได้ เพราะเป็น อำนาจหน้าที่ของบอร์ด (Board) อยู่ ถ้าตรงนี้หรือท่านบอกว่าต้องการให้ จริง ๆ แล้ว ข้อเสนอของท่านเองก็ยังไม่ทราบจะเอาความไหนเป็นตัวหลักนะคะ คาดหวังที่จะจัดตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรที่เป็นเอกเทศ เพราะฉะนั้นตรงนี้ คำว่าเป็นเอกเทศเป็นแบบไหนกับการที่ยังอยู่ภายใต้ร่มของการกีฬาแห่งประเทศไทยอยู่ สำหรับโครงสร้างอย่างอื่นรูปแบบการจะมีรูปแบบอนุกรรมการแค่ไหน อย่างไร คิดว่าตรงนี้ถ้าอยู่ภายใต้ร่มใหญ่แล้วการดำเนินการต่าง ๆ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ดิฉันก็ขอฝาก ข้อคิดสนับสนุนเรื่องนี้มานานแล้วอยากจะให้เกิดเป็นรูปธรรม แต่ว่าสิ่งที่จะเกิดนั้นมันควรจะ ออกมาเป็นแบบแนวทางไหนที่จะทำให้เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาประสบผลสำเร็จมากที่สุด ขอบคุณมากค่ะ
สมาชิกอีกท่านหนึ่งนะครับได้แสดงความจำนงในการอภิปราย ขอเชิญ ท่านกลินท์ สารสิน รองประธานหอการค้าไทยและประธานกรรมการการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย
ท่านประธานครับ ผม กลินท์ สารสิน สปท. ลำดับที่ ๑๔ ก็เห็นด้วยที่จะจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยนะครับ เมื่อกี้ได้อ่าน เอกสารมาดูแล้ววัตถุประสงค์ก็ครบหมดทุกอย่าง แต่ที่สำคัญคือว่ามันควรจะโฟกัส (Focus) ว่าเราจะมุ่งอะไรบ้าง อันนี้ผมว่าสำคัญมาก ๆ ว่าเราจะมุ่งอะไร เพราะดู ๆ แล้วทุกอย่าง จะเซฟ (Safe) หมดทุกอย่าง ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ประชาชนทั่วไป กลุ่มบุคคลพิเศษ ทั้งหลาย ผมคิดว่าอันนี้ควรจะระบุอะไรบ้าง โฟกัส (Focus) นะครับ
และอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการครอบคลุมอันนี้ดูแล้วส่วนใหญ่จะเป็นครอบคลุม พวกมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ความจริงแล้วนักกีฬาต่าง ๆ มันจะเริ่มตั้งแต่ประถมโดยเฉพาะ มัธยมตอนปลายนะครับ อยากให้คณะกรรมาธิการช่วยดูเรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
มีสมาชิกที่จะแสดงความเห็นอีกหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ถ้าไม่มีเห็นสมควรปิดอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ได้ตอบคำถามสมาชิกครับ เชิญท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานแล้วก็ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณ ท่านสมาชิกที่ได้ให้ข้อเสนอแนะแล้วก็ได้อภิปรายในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคณะทำงานอย่างมาก ทุกท่านที่ให้ข้อคิดมาโดยเฉพาะท่านสุรินทร์ช่วยอภิปรายให้กับคณะได้อย่างดีมาก ๆ นะครับ โดยเฉพาะเรื่องของบุคลากร ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการเองที่จะจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทยนั้นได้เห็นความสำคัญของบุคลากรในทุก ๆ ด้านทั้ง ๖ สาขา โดยเฉพาะสาขาหนึ่งซึ่งท่านได้เป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องของสรีระการออกกำลังกายจะต้องมี ทั้งแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งผู้ชำนาญการทางด้านนี้ ต้องบอกเลยครับปัจจุบันนี้เราได้ อาสาสมัครจากนายแพทย์โรงพยาบาลใหญ่ ๆ เกือบทุกโรงพยาบาล ท่านก็ทราบดีว่าภารกิจ ในการดูแลรักษาคนไข้นั้นยิ่งใหญ่มหาศาลกว่าที่จะมาดูแลนักกีฬา แต่ท่านก็ยังเจียดเวลามา ท่านบอกว่ามาทำงานเพื่อชาติเพื่อนักกีฬานั้นยินดีครับ ทั้ง ๆ ที่ได้เบี้ยเลี้ยงนิดเดียวในแต่ละครั้ง ท่านยินดีมาเป็นผู้เชี่ยวชาญในลักษณะของพาร์ตไทม์ (Part-Time) ให้ โดยเฉพาะช่วงที่เรา มีการแข่งขันในระดับซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ โอลิมปิกเกมส์ ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ฐานะประธานคณะกรรมการโอลิมปิกก็ได้ทำหนังสือเชิญไปทุกครั้งแล้วก็ได้รับการตอบรับมา อย่างดีทุกครั้ง ส่วนที่จะให้ท่านมาเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำหรือรับตำแหน่งที่การกีฬา ท่านบอกว่าขอครับ ท่านไม่มาครับ ทราบดีว่าภารกิจที่อยู่ที่โรงพยาบาลนั้นยิ่งใหญ่กว่า เพราะฉะนั้นเรื่องตรงนี้ไม่ต้องห่วงเราจะพยายามผลิตบุคลากรทางด้านนี้ โดยเฉพาะท่านเอง ได้เห็นความสำคัญของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาของเราขึ้นมาด้วย ตรงนี้เราจะผลิต บุคลากรทางด้านนี้ เชี่ยวชาญแต่ละด้านออกมาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ในอนาคตนะครับ
ในกรณีของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ซึ่งผมเคารพนับถือท่านมา ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนะครับ ต้องขอบคุณในข้อคิดของท่านด้วยนะครับ การที่เราจะเอา ศูนย์สารต้องห้ามหรือว่านาโด (NADO) ในปัจจุบันนี้เข้าไปอยู่ในสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา แห่งประเทศไทยนั้นกระทำไม่ได้ เพราะว่าวาดะ (WADA) นั้นได้ให้ข้อเสนอไว้เลยว่านาโด (NADO) ต้องเป็นองค์กรอิสระซึ่งไม่ขึ้นตรงกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะฉะนั้นการกีฬา ถือว่าผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการตรวจสารต้องห้าม เพราะฉะนั้นระยะแรกนาโด (NADO) ยังต้องขึ้นอยู่กับการกีฬาแห่งประเทศไทย ขึ้นตรงกับ ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย อันนี้ทางวาดะ (WADA) ซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ สารต้องห้าม ของโลกให้ข้อคิดเห็นมาแล้วครับว่าในช่วงแรกให้ขึ้นตรงกับผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย ไปก่อน แต่ในอนาคตนาโด (NADO) จะต้องแยกเป็นองค์กรอิสระเป็นแยกชัดเจนเหมือนกับ วาดะ (WADA) เลยนะครับ ห้ามขึ้นอยู่กับสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ห้ามขึ้นอยู่กับการกีฬาแห่งประเทศไทย แต่ถ้าในอนาคตอย่างที่ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ได้นำเสนอไว้ จริง ๆ แล้วสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยในคณะ สปช. ที่ทำไว้ เราจะแยกออกมาเป็นองค์กรอิสระเลยครับก็คือเป็นองค์กรมหาชน เพียงแต่ว่านโยบาย รัฐบาลตอนนี้ห้ามตั้งองค์กรมหาชนเพราะว่าใช้งบประมาณมาก ใช้บุคลากรใหม่ ใช้อะไรใหม่ เพราะฉะนั้นสเตป (Step) แรกเราถึงใช้ในการยกฐานะของฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา แห่งประเทศไทยขึ้นเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยก่อน ต้องกราบขอบคุณ ท่านเบญจวรรณอย่างมากที่มองเห็นความสำคัญแล้วก็วิชัน (Vision) ของท่านเองยังมองเห็น ว่าความสำคัญของสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยในอนาคตนั้นต้องเป็น องค์กรอิสระขึ้นไปในการขยายตัวต่อไปในอนาคตนะครับ กรณีของท่านกลินท์ สารสิน ขออนุญาตที่จะต้องเอ่ยนามทุกท่านนะครับต้องขอบคุณมากนะครับ จริง ๆ แล้วสถาบัน วิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยเรามี ๒ วัตถุประสงค์หลัก ๆ ใหญ่ ๆ ๑. ก็คือดูแลเรื่อง นักกีฬาเลย อันที่ ๒ ก็คือให้ความรู้ ให้องค์ความรู้แล้วก็พัฒนาศักยภาพของการออกกำลังกาย ของทุกกลุ่มอายุ เพราะฉะนั้นเราจะไปเลือกปฏิบัติแค่ผู้สูงอายุก็ไม่ได้ ผู้พิการก็ไม่ได้ กลุ่มเด็ก กลุ่มเยาวชน เราทำทั้งระบบนะครับ โดยมีตั้งแต่กรมพลศึกษาดูแลตั้งแต่มวลชนพื้นฐาน การกีฬาแห่งประเทศไทยก็ดูเรื่องความเป็นเลิศการอาชีพเราจะดูครบวงจร ไม่เน้นเฉพาะ นักกีฬาเราจะเน้นให้ประชาชนของประเทศเรานั้นมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ออกกำลังกายโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นสื่อและออกกำลังกายได้อย่างถูกต้องนะครับ ก็ขอบคุณท่านผู้อภิปรายทุกท่านที่ให้ข้อเสนอแนะไว้บางข้อจะเอาไปปรับปรุงแล้วก็เพิ่มเติม แก้ไขให้สมบูรณ์แบบที่สุด แล้วก็ดีที่สุดเพื่อให้วงการกีฬาของประเทศทั้งในระดับมวลชน พื้นฐานและความเป็นเลิศเราคงได้เห็นอย่างที่ท่านสุรินทร์ว่านะครับ ฟุตบอลไทยจะไป ฟุตบอลโลกหรือเปล่า ครั้งนี้ปี ๒๐๑๘ ไม่ได้ไปแน่นอนครับผมยืนยันครับ ปี ๒๐๒๒ อีก ๘ ปี ข้างหน้า หรืออีก ๖ ปี ถึง ๘ ปีข้างหน้า ท่านนายกรัฐมนตรีท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองก็บอกว่าทำไมเราไม่คัดนักกีฬาที่มีสรีระร่างกายที่มันสมบูรณ์แบบ แล้วก็เหมือนกับชนิดของกีฬาของต่างประเทศบ้าง ขออนุญาตเล่านิทานนิดเดียวครับ ก่อนจะจบนะครับ ญี่ปุ่นสมัยหนึ่งเราเรียกเขาว่าไอ้ยุ่น ฟุตบอลนี้เป็นกีฬาที่ญี่ปุ่นไม่เคยสนใจ เลยนะครับ ผมไปดูงานมา ๓๐ กว่าปีที่แล้วญี่ปุ่นบอกว่าอนาคตเขาจะเป็นไอ้โย่งครับเขาจะ ไม่เป็นไอ้ยุ่นครับ วิธีการคืออย่างไรรู้ไหมครับญี่ปุ่นบอกว่ากฎของเมนเดล (Mendel) ที่ญี่ปุ่น ใช้ไม่ได้ครับ ความหมายคืออะไร พันธุกรรมบวกกับสิ่งแวดล้อมจะทำให้คนเขาเจริญเติบโต ถูกไหมครับ ญี่ปุ่นบอกว่าแค่บวกไม่ได้แล้วถ้าคนญี่ปุ่นจะต้องเป็นแชมป์โลกฟุตบอลจะเป็น เจ้าภาพบอลโลกจะทำให้ฟุตบอลขึ้นมาอยู่ในอันดับหนึ่งของเอเชียเขาบอกว่าคูณครับ ญี่ปุ่น ใช้คำว่าคูณสิ่งแวดล้อมและญี่ปุ่นทำทุกอย่างครับ ฟุตบอลญี่ปุ่นไม่เป็นกีฬาที่ป๊อปปูล่า (Popular) ไม่เป็นที่นิยม ท่านทราบนะครับว่าเขาทำอย่างไรเขาไปเอามือเขียนการ์ตูน อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นมาเขียนการ์ตูนชื่อสึบาสะ เพราะฉะนั้นจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ๒๐-๓๐ ปี ผ่านมา คนทั้งโลกบ้าการ์ตูนสึบาสะครับ วอลเลย์บอล ท่านคงเคยดูนะครับ มวยปล้ำ หน้ากากเสือท่านคงเคยเห็น เพราะฉะนั้น ณ วันนี้อเมริกามีซูเปอร์แมน (Superman) ญี่ปุ่น มียอดมนุษย์ครับ ญี่ปุ่นจะสร้างตัวเองขึ้นมาโดยใช้แนวคิดบางอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าเราจะหานักฟุตบอลหานักกีฬาที่มีรูปร่างสูงใหญ่ในอนาคต แผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีใส่ไว้แล้วครับ เรื่องของโภชนาการ เรื่องของสรีระ เรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬา เราต้องใส่ทั้งระบบนะครับ โรงเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถมศึกษา มัธยมศึกษามาถึงระดับ มหาวิทยาลัย นมโรงเรียน โครงการอาหารกลางวัน การพัฒนาสุขภาพพลานามัยของคน ทั้งประเทศ เราต้องสร้างอย่างนั้นเลยครับ เขาใช้เวลา ๒๐ ปี ๓๐ ปี กว่าจะเปลี่ยนแนวคิด ตรงนี้ได้ เด็กปัจจุบันนี้ชุดยูโดเด็กแทบไม่มีแล้วครับน้อยมากของญี่ปุ่น เบสบอล ที่เป็นกีฬา อันดับต้น ๆ ตอนนี้เป็นฟุตบอลแล้วครับ เจลีก (J League) มีศูนย์ฝึกอยู่ทั่วเกาะทั้งหมด ๓๐๐ กว่าศูนย์ครับ มีโครงการทุกโครงการที่เขาพัฒนา แล้วเขาบอกแล้วว่าเขาจะเป็นแชมป์ ฟุตบอลโลก ญี่ปุ่นฟุตบอลหญิงได้แชมป์โลกมาครับ เกือบได้ ๒ สมัยติดนะครับ สมัยที่แล้ว แพ้อเมริกาครับ สมัยก่อนนั้นชนะเยอรมันครับ สิ่งที่ได้เห็นท่านทราบไหมครับว่า ณ ปัจจุบันนี้ เรื่องของโภชนาการ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสั้น ๆ นะครับก่อนจะจบ นักฟุตบอลมี ๑๑ ตำแหน่ง ญี่ปุ่นไปก๊อบปี้เยอรมันมาเลยครับ นักโภชนาการมีทั้งหมด ๑๔ คนครับ เบอร์ ๑ ดูแลทั้งระบบ เบอร์ ๒ เบอร์ ๓ จนกระทั่ง ๑๑ คน ดูแลนักฟุตบอลคนละตำแหน่ง เขาแยกแล้วครับ ดูแลแคลอรีในการรับประทานของแต่ละคนแต่ละตำแหน่งเลยครับว่า จะรับประทานอะไร หลังจากแข่งแล้ว ระหว่างแข่งหรือก่อนแข่งจะรับประทานอาหาร ประเภทไหน ของเราตอนนี้ยังรวมอยู่ไม่เป็นไรครับ สถาบันวิทยาศาสตร์ของเราที่กำลังจะ ยกฐานะฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาจะพยายามนะครับ ต้องใช้คำว่าพยายามนะครับ ทำหน้าที่ ขับเคลื่อนปฏิรูปวงการกีฬาให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ใช้งบประมาณที่มีอยู่ให้สมบูรณ์แบบที่สุด แล้วก็ประหยัดที่สุด ในลักษณะของเศรษฐกิจพอเพียง กีฬาพอเพียงเพื่อก้าวขึ้นสู่ระดับโลก ของเราให้ได้ ที่ผ่านมาเราได้ ๒ ทองโอลิมปิก ๒ เงินโอลิมปิก ๒ ทองแดง พาราลิมปิกเราได้ ๘ ทอง ๘ เงิน ๘ ทองแดง อย่างที่ท่านเลิศรัตน์ขออนุญาตเอ่ยนามท่านบอกแล้วเรามาแบบ ธรรมชาติ เรามาตามยถากรรมเรายังได้ขนาดนี้นะครับ ถ้าอีก ๔ ปีสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทยทำงานได้อย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าศักยภาพของนักกีฬาแล้วก็ ประชาชนของคนไทยทั้งประเทศจะมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง แล้วก็ทำให้พวกเรา มีความสุขในการแข่งขันในระดับชาติต่อไปในอนาคตครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผมใคร่ขอขอบคุณท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะอันเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ตามที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายแล้วก็นำเสนอ แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่านสุรินทร์นะครับที่เอ่ยนาม ขอบคุณที่ได้กรุณาเล่าเรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ในด้านการกีฬาให้ฟังโดยละเอียด ก็ขอภาพ ในอดีตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทั้งหมดที่นำมาฉายด้วยนะครับ ขอขอบคุณต่อข้อเสนอเพื่อพิจารณาทั้งหลายที่ออกมาเมื่อกี้นี้นะครับว่าจะขอเรียนให้ทราบ ว่าทางคณะกรรมาธิการได้หารือกับทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว ในทุกเรื่อง ในรายละเอียดต่าง ๆ ที่ท่านอภิปรายอยู่แล้วในเรื่องของชีวกลศาสตร์ก็ตาม เรื่องของอาหาร การกินของนักกีฬาอะไรต่าง ๆ ก็ตาม ทั้งหมดนี้ได้เตรียมการไว้อยู่ในสำนักสหวิทยาการ การกีฬาทั้ง ๖ แขนงแล้วนะครับ ขณะนี้ได้เตรียมการไว้ในรายละเอียดโดยทั้งสิ้น
ในเรื่องของโครงสร้างที่ท่านกล่าวถึงนั้นผมก็ขอเรียนว่าทางคณะกรรมาธิการ ได้มองภาพของการที่จะทำอย่างไรที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาของประเทศไทยนี่มัน ไม่เหมือนกับประเทศต่าง ๆ จะเอาแบบจากญี่ปุ่น เอาแบบจากเกาหลี จีน หรือออสเตรเลีย ไม่ได้เลยทุกอย่าง เพราะว่าศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาของเราอยู่ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย อยู่ที่กรมพลศึกษา อยู่ที่สถาบันพลศึกษาถึง ๑๗ บวก ๓ แห่งนะครับตามจังหวัดต่าง ๆ และถ้าเราไปดู ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาที่อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ เราก็จะเห็นว่าเป็นห้องออกกำลังกาย อย่างเดียวเท่านั้นเองไม่ได้ใช้ในเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาให้เกิดประโยชน์ ถ้าเราไม่จัดตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาในคราวนี้เราไม่สามารถจะบูรณาการเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา ของเราได้ในคราวนี้ เราจะตามหลังในเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาของประเทศต่าง ๆ ในโลกเป็นอย่างมากแล้วก็ทำไม่ทันนะครับ
ในเรื่องของฟุตบอลที่ท่านพูดเมื่อกี้นี้ก็ตามที่ฟุตบอลไทยจะไปฟุตบอลโลก ก็ฝากท่านสุรินทร์นะครับ ฝากดูฟุตบอลไทยวันพรุ่งนี้ด้วยตอนเย็นนะครับว่าจะไปฟุตบอลโลก ได้หรือเปล่า ผมขอเรียนว่าในเรื่องทักษะของนักฟุตบอลไทยไม่แพ้ประเทศต่าง ๆ แต่ในเรื่อง สรีระ ในเรื่องของความแข็งแกร่ง ในเรื่องของความอดทน ในเรื่องของความเร็ว ขอท่านดู ตรงนี้ด้วยถ้ายังไม่ดีพอในวันพรุ่งนี้ก็ยังไปฟุตบอลโลกไม่ได้ครับ แต่สิ่งเหล่านี้จะสร้างให้กับ นักฟุตบอลไทยได้ก็ด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างเดียวเท่านั้นเองก็ฝากไว้ด้วยนะครับ ผมขอบคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์ นะครับให้ความสำคัญของวิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นอย่างมากเลยที่ช่วยให้ความคิดเห็น แล้วก็มองให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการกีฬามันอยู่ที่ วิทยาศาสตร์การกีฬา ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ตั้งงบประมาณจากริโอเกมส์ ไปสู่โตเกียวในปี ๒๐๒๐ ตั้งงบประมาณไว้ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ผมเข้าประชุมด้วย เพื่อเตรียมตัวที่จะให้นักกีฬาไทยไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว การดำเนินการในเรื่องทักษะ ในเรื่องการเตรียมการถ้าไม่มีเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าไปสนับสนุนโครงการนี้ ไม่ประสบความสำเร็จนะครับก็เรียนให้ท่านทราบด้วยนะครับ ก็ขอบคุณที่ท่านเลิศรัตน์ ท่านให้ความสำคัญจริง ๆ ผมขอเรียนให้ทราบว่าการเตรียมการในเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ในการที่จะสร้างบุคลากรหรือสร้างนักกีฬาไปสู่การแข่งขัน ขอเรียนว่า ขณะนี้ที่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ทำมาแล้ว ๒ ปี ขณะนี้ที่สิงคโปร์ได้สร้างอาคารสำหรับนักกีฬาให้เก็บตัว ก่อนเดินทางไปแข่งขันด้วยอุณหภูมิ ความชื้น ความกด เท่ากับสถานที่ที่นักกีฬาจะไป ประเทศในอาเซียนเขานำแล้วนะครับขณะนี้ของเรายังไม่ได้จัดตั้งเลย ในขณะเดียวกัน ในอาคารของศูนย์ฝึกการกีฬาแห่งชาติในเนชันนัล สปอร์ต เซนเตอร์ (National Sport Center) กำลังจะจัดตั้งขึ้นมา แล้วก็จะให้สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าไปอยู่ในองค์กรนั้นด้วย ก็คิดว่าถ้าสามารถจะทำได้ในโอกาสนี้ก็จะตามทันสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีเขานะครับ เพราะว่าขณะนี้เขาทำแล้วแม้แต่การเตรียมนักกีฬาที่จะไปแข่งขันประเทศใดด้วยอุณหภูมิ ด้วยความกด และด้วยความชื้นของอากาศที่ประเทศนั้นในอาคารที่เขาเก็บนักกีฬา ของเขาอยู่ในขณะนี้
ก็ขอบคุณท่านเบญจวรรณที่มองเห็นประโยชน์ในการจัดตั้ง กราบเรียน ด้วยความเคารพว่าคณะกรรมาธิการได้มองเรื่องการจัดตั้งในครั้งแรกด้วยการบูรณาการ ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มันแตกแยก ของเราประเทศเราศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา มันไม่เหมือนประเทศอื่นนะครับ ของประเทศอื่นเขามีหน่วยเดียว ของเรานี่แตกไปตั้ง ๓ หน่วยคือสถาบันพลศึกษา กรมพลศึกษา การกีฬาแห่งประเทศไทย ต่างคนต่างไม่ยอมกันที่จะเสียสละในการที่จะเข้ามา รวมกัน เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่จะประสาน ที่จะบูรณาการให้หน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้ง องค์กรที่ไม่ขึ้นต่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอีกหลายองค์กรตามที่เขียนไว้ว่าหน่วยงาน ภายนอกที่ต่อไปนี้จะต้องเข้ามาทำงานร่วมกัน บูรณาการกันในส่วนของการส่งเสริมกีฬา ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ ขอบคุณทุกท่านเลยที่ได้ให้ข้อคิดเห็น ผมและคณะกรรมาธิการ ก็จะได้นำข้อสังเกต ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทุกประเด็นของทุกท่าน ในวันนี้ไปพิจารณาประกอบการดำเนินการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย แล้วจะได้ดำเนินการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปให้เป็นไปตามกำหนดต่อไป จึงขอขอบคุณ ทุกท่านในโอกาสนี้ครับ ขอบคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่อง การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Sports Science : TISS) แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ขณะนี้มีสมาชิกที่ประชุมอยู่ใน ๓ อาคารของรัฐสภานะครับ ในกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ก็ทยอยเข้ามา เราให้เวลาท่านสมาชิกได้มีโอกาสในการใช้สิทธิ แสดงตนก่อนลงมติ ได้ใช้สิทธิแสดงตนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ยังมีสมาชิกทยอยมานะครับ ทีมโฆษกก็ประชุมอยู่กับท่านประธานก็ต้องรีบลงมาเพราะต้องแถลงผลงานในสิ้นเดือนนี้ ผลงาน ๑ ปีของ สปท. เรา ใช้สิทธิแสดงตนกันครบถ้วนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ ท่านสุรินทร์มีปัญหาอะไรไหมครับ เชิญครับ ต้องเพิ่มท่านสุรินทร์ไปนะครับ อภิปรายคนแรก จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๓ บวกท่านสุรินทร์เป็น ๑๔๔ นะครับ
เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไปผมจะขอมติ จากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา แห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Sports Science : TISS) หรือไม่นะครับ ซึ่งหาก ที่ประชุมเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ถ้ายังไม่ได้ใช้สิทธิ ก็ขอเชิญออกเสียงลงคะแนน ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเสียง จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เรื่อง การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Sports Science : TISS) แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และ จริยธรรมแล้วนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการและ ผู้มาชี้แจงครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ นะครับ
๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง แนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ : เอทานอลและไบโอดีเซล ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ในวันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานขอนำเสนอผลการศึกษา และรายงานเรื่องแนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ซึ่งได้ศึกษาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะโดย คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและการกำกับกิจการพลังงานและ ทรัพยากรปิโตรเลียม ซึ่งมีท่าน สปท. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธาน อนุกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการได้จัดตั้งคณะทำงานปรับปรุงโครงสร้าง ราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งมีท่าน สปท. พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อศึกษาและวิเคราะห์จัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิง ชีวภาพเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ตลอดจนเอื้อต่อการ แข่งขันอย่างเสรี ขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่าเรื่องนี้เป็นการสานต่องานจากสภาปฏิรูปแห่งชาติในประเด็นเรื่อง ระบบราคาเชื้อเพลิงที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม และประเด็นที่ ๑๕ การปฏิรูป พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งจำเป็นต้องมีการผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ในด้านของพลังงานทดแทนอันได้แก่พลังงานชีวภาพนี้ แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคา เชื้อเพลิงชีวภาพอันได้แก่ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) จะเป็นแนวทาง สำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำและ ปลายน้ำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีศักยภาพอย่างยั่งยืน
บัดนี้คณะกรรมาธิการได้จัดทำรายงานและแนวทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังเอกสารที่ได้วางเรียนแจกต่อท่านสมาชิกแล้วเพื่อขอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศได้กรุณาพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการ ต่อไป ในลำดับต่อไปกระผมขออนุญาตให้ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะ รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป การบริหารและการกำกับกิจการพลังงานและทรัพยากรปิโตรเลียม และท่าน สปท. พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ กรรมาธิการพลังงานในฐานะประธานคณะทำงานปรับปรุง โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นผู้นำเสนอสาระสำคัญของรายงานดังกล่าวต่อที่ประชุม ต่อไปครับ
ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช รายงานต่อที่ประชุมครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและการกำกับกิจการพลังงานและทรัพยากร ปิโตรเลียม ขอกล่าวรายงานต่อที่ประชุมถึงรายละเอียดเบื้องต้นของรายงานเรื่อง แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) โดยคณะอนุกรรมาธิการได้ตระหนักถึงสภาพปัญหาด้านพลังงาน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย คณะอนุกรรมาธิการจึงเห็นสมควรให้มีการศึกษา แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดการบูรณาการการทำงาน ร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องกันอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืน ทั้งนี้คณะอนุกรรมาธิการได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา วิเคราะห์ เพื่อเสนอแนะ แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ รายละเอียดกระผมขออนุญาตให้ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ เลขานุการกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงาน และในฐานะประธานคณะทำงานการปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิง ชีวภาพเป็นผู้เสนอรายละเอียดที่ได้ศึกษา สรุปผลการวิเคราะห์ รวมทั้งแนวทางการปรับปรุง โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ต่อไปครับ
ขอเชิญท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ รายงานต่อที่ประชุม
กราบเรียนท่านประธานสภาและ สมาชิกสภา สปท. ที่เคารพทุกท่าน ผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. หมายเลข ๑๖๓ ขอรายงานเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และ ไบโอดีเซล (Biodiesel) ดังนี้
สำหรับความเป็นมาปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิด ไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในตลาดสากลที่มีการอ้างอิง การผสมด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ ว่ามีราคาเหมาะสมและเป็นไปตามกลไกของตลาดหรือไม่ กลไกการอุดหนุนในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ความไม่ชัดเจนในต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
สำหรับเป้าหมายและวัตถุประสงค์เพื่อให้มีระบบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนมีน้ำมันเชื้อเพลิงมีคุณภาพใช้อย่าง พอเพียงในราคาที่เหมาะสมสะท้อนต้นทุน เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจโครงสร้างราคา ขายปลีกและเพื่อให้ผู้ประกอบการแข่งขันในธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ไม่มีการ กีดกั้นทางการค้าและเพื่อการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำมีการ พัฒนาประสิทธิภาพให้ต้นทุนต่ำ มีการขยายกำลังการผลิตโดยภาพรวม
สำหรับการศึกษาในครั้งนี้ได้ใช้ข้อมูลจากการศึกษาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สำหรับการศึกษาประเภทปัญหาโครงสร้างของราคาเชื้อเพลิงเอทานอล (Ethanol) นั้น ได้จากความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานนโยบายและ แผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กระทรวง อุตสาหกรรม กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้นำข้อมูลจากแบบสอบถามจากหน่วยงานในระดับ ปฏิบัติและได้นำข้อมูลจากการสัมมนาสำหรับข้อมูลของไบโอดีเซล (Biodiesel) เช่นกัน และมีการสอบถามหน่วยเป็นคำแนะนำจากหน่วย แล้วก็แบบสอบถามและการสัมมนา ซึ่งหน่วยที่รับคำแนะนำนั้นมีเพิ่มเติมคือสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย เพิ่มเติม
สำหรับวิธีการปฏิรูปนั้นมีการรายงานด้วยกัน ๒ ประเภทด้วยกันคือ ของเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ตามห่วงโซ่คือตั้งแต่การปลูก ภาคเกษตรแล้วก็โรงงานไม่ว่าสกัดน้ำมันปาล์มหรือวัตถุดิบจากมันสด มันเส้นแล้วก็ กากน้ำตาล และประการที่ ๓ คือโรงงานหมักกลั่นทั้งเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) และขั้นตอนที่ ๔ คือการผสมทั้งห่วงโซ่ทั้ง ๔ ประการนั้น
สำหรับวิธีการนั้นเราจะมีการนำการเปรียบเทียบของต้นทุนค่าใช้จ่าย กำไร ในแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียดตั้งแต่การปลูกวัตถุดิบโรงงานและการผสมที่ได้กล่าวไปแล้ว ในขั้นต้น
สำหรับข้อเสนอแนะการปรับปรุงเอทานอล (Ethanol) การดำเนินการ ประการแรกคือการลดต้นทุนวัตถุดิบ อาทิเช่น การปรับปรุงพันธุ์ วิธีการปลูกที่ทันสมัยและ การปรับปรุงดินและระบบชลประทาน โดยมีการดำเนินงานในขั้นต้นนั้นเสนอแนะว่า มีเป้าหมายในระดับในการเพิ่มผลผลิตตั้งแต่ ๓-๕ ตันต่อไร่ในห้วงปี ๒๕๖๒ และเพิ่มเป็น ๗ ตันต่อไร่ในปี ๒๕๖๙ มีการกำหนดโซนนิง (Zoning) มาตรการส่งเสริมอย่างมีเงื่อนไข ระบบสหกรณ์และระบบเครือข่ายขนส่งลานมันที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มเติม ระบบชลประทาน ตั้งกองทุนเพื่อผลผลิตและเมื่อมีราคาตกต่ำนั้นใช้กองทุนในการส่งเสริม และให้ความรู้เกษตรกรจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์เพื่อลดต้นทุนการผลิตตลอดจนระบบชลประทาน ที่เหมาะสม
สำหรับการดำเนินการประการที่ ๒ ที่เสนอแนะคือให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ ประเมินกรอบราคาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยตั้งแนวคิดไว้ที่วัตถุดิบคือหัวมันสด มันเส้นและกากน้ำตาลในการแปรสภาพเป็นเอทานอล (Ethanol) โดยเรามีสูตรที่กำหนด สำหรับหัวมันเส้นมีสูตรว่าเราใช้ตัวคูณด้วย ๖.๓ เพื่อแปลงราคามันสดเป็นเอทานอล (Ethanol) ต่อลิตร แล้วก็ส่วนมันเส้นนั้นตัวคูณ ๒ บาท ๒.๕ และกากน้ำตาลตัวคูณ ๔.๑๗ ข้อมูลต่าง ๆ อันนี้ก็ได้จากที่ได้หาข้อมูลจาก ๔ หน่วยงานแล้วก็โรงงานที่เราได้ทราบข้อมูล หาข้อมูลมาตามที่ได้กราบเรียนในชั้นต้น แล้วสำหรับกรอบต้นทุนในการผลิตนั้น คณะได้ เสนอข้อมูลว่ากรอบต้นทุนการผลิตและกำไรจากโรงงานเอทานอล (Ethanol) เช่นค่าเสื่อม ราคา ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าขนส่ง ทั้งหมดสามารถที่จะพบว่าถ้าเป็นต้นทุนจากกากน้ำตาลแล้วก็ อยู่ในค่าเฉลี่ยประมาณ ๘ บาท ถึง ๑๑ บาท ส่วนมันเส้นค่าเฉลี่ย ๘.๙๐ บาท ถึง ๑๒.๒๐ บาท อันนี้เป็นต้นทุนของโรงงานเอทานอล (Ethanol) การศึกษาได้เสนอสูตรในการประเมิน โครงสร้างของราคาเอทานอล (Ethanol) จากวัตถุดิบต่าง ๆ ตั้งแต่กากน้ำตาล มันเส้นและ มันสด
ส่วนการดำเนินงานในหัวข้อที่ ๓ และประการที่ ๓ นั้น เราเสนอว่าควรจะมี หน่วยงานกลางในการรวบรวมข้อมูลและติดตามข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่สุด ผู้รับผิดชอบที่เรา เสนอก็คือข้อมูลพลังงานแห่งชาติหรือเอ็นอีไอซี (NEIC) กระทรวงพลังงานซึ่งกรรมาธิการ พลังงานได้เสนอผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วนะครับ
และการดำเนินงานประเด็นที่ ๔ ที่เสนอก็คือให้มีการส่งเสริมให้เกิดตลาด แลกเปลี่ยนซื้อขายเอทานอล (Ethanol) ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการและผู้ค้าน้ำมันซื้อขาย กันเอง ดังนั้นควรที่จะมีตลาดกลางในการซื้อขายเอทานอล (Ethanol) นะครับ
ส่วนการดำเนินการที่ ๕ ที่เสนอแนะก็คือให้มีโครงสร้างราคาเอทานอล (Ethanol) ไม่ว่าจะผลิตจากมันสำปะหลังหรือกากน้ำตาลจะมีส่วนผสม ส่วนประกอบของ ต้นทุนวัตถุดิบสูง ดังนั้นจึงต้องเน้นที่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนวัตถุดิบ เป็นสำคัญ ซึ่งวัตถุดิบในการทำกระบวนการเอทานอล (Ethanol) ที่กล่าวไปแล้ว ๔ ขั้นตอนนั้น ส่วนใหญ่แล้วต้นทุนจากวัตถุดิบ ๖๔-๖๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นต้นทุนส่วนใหญ่
และการดำเนินงานในข้อ ๖ ที่ได้เสนอแนะก็คือปัจจุบันนโยบายของ หน่วยงานที่รับผิดชอบควรมีความชัดเจนที่จะส่งเสริมเชื้อเพลิงใด ๆ เป็นเชื้อเพลิงหลัก ยกตัวอย่างเช่นประกาศว่าเชื้อเพลิงหลักสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลคือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) อี ๑๐ (E10) หรืออี ๒๐ (E20) เท่านั้น ทั้งนี้ไม่ควรปล่อยให้มีชนิดของน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) มากเกินไปอันเป็นอุปสรรคของการส่งเสริมและขยายตัวในอนาคต โดยควรลดจำนวนประเภทที่ตั้ง ประเภทหรือชนิดที่มีทั้งเบนซิน 95 เบนซินแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) 95 91 หรือน้ำมัน อี ๒๐ (E20) หรืออี ๒๘ (E28) อันนี้ท่านผู้ประกอบการ ยานยนต์ก็เห็นพ้องด้วยนะครับ
สำหรับการดำเนินงานในข้อที่ ๗ ที่นำเสนอนี่ก็คือเป้าหมายในการส่งเสริม เอทานอล (Ethanol) ในระยะยาวนั้น หน่วยงานไม่ต้องเข้าไปอุดหนุนหรือมีนโยบายคุ้มครอง แต่อย่างใด โดยเสริมสร้างประสิทธิภาพการลดต้นทุนการผลิตและการบริหารจัดการตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เปิดตลาดให้มีการค้าเสรี ยกเลิกกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็น อุปสรรคในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะควรที่จะตราพระราชบัญญัติว่าด้วย การส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนทุกชนิด ซึ่งคณะกรรมาธิการ พลังงานแล้วก็สภาของเราได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปแล้วนะครับ
และการดำเนินงานในข้อที่ ๘ ที่นำเสนอคือผู้ผลิตเอทานอล (Ethanol) ไม่มั่นใจในต้นทุนราคาเชื้อเพลิงที่แท้จริง ควรให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานทำเบนช์มาร์กกิง (Benchmarking) ราคาในประเทศกับราคานำเข้าด้วย เพื่อดูว่าส่วนต่างนั้นอยู่ที่เท่าใดเหมาะสมหรือไม่
ส่วนการดำเนินงานที่เสนอแนะในข้อที่ ๙ ก็คือให้ผู้ผลิตเอทานอล (Ethanol) พิจารณาใช้วัตถุดิบที่มีแหล่งผลิตในประเทศเป็นอันดับแรกเพื่อป้องกันการลักลอบการนำเข้า มันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านนะครับ สำหรับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับ เรื่องของไบโอดีเซล (Biodiesel) ในการดำเนินงานเสนอในเรื่องที่ ๑ คือควรที่จะกำหนดแผน ยุทธศาสตร์ให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันจาก ๕ ตันต่อไร่ภายในระยะเวลา ๕ ปี และ ๗ ตันต่อไร่ภายในระยะเวลา ๑๐ ปี ส่วนแนวทางในการดำเนินงานประเด็นที่ ๒ ที่เสนอก็คือควรให้มีหน่วยงานกลางในการรวบรวมข้อมูลและติดตามข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน คือมีศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน ตามที่คณะกรรมาธิการพลังงานได้เคย เสนอ สปท. ไปแล้วนะครับ และการดำเนินงานที่มีข้อเสนอแนะประการที่ ๓ เกี่ยวกับ ไบโอดีเซล (Biodiesel) คือควรให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินกรอบราคาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งได้หาข้อมูลจากทั้งภาคเกษตรในเรื่องของ ทะลายปาล์ม เรื่องของกำไรของการปลูกปาล์มแล้วก็ราคาวัตถุดิบที่โรงงานนะครับ อันนี้เรา สามารถที่จะมีตัวเลขซึ่งใช้คำนวณในกรอบของน้ำมันปาล์มดิบหรือบี ๑๐๐ (B100) ซึ่งสูตร ในการที่เราได้เสนอสูตรของราคาวัตถุดิบจากผลปาล์มดิบนั้นคือต้นทุนวัตถุดิบปาล์มน้ำมัน เท่ากับผลปาล์มดิบบาทต่อกิโลกรัม บวกกับค่าขนส่งบาทต่อกิโลกรัม คูณด้วยอัตราการใช้ วัตถุดิบต่อลิตร บวกค่าปฏิบัติการและลบรายได้อื่น ๆ จากการผลิตนะครับ และเราได้ตั้ง กรอบของต้นทุนของโรงงานผลิตไบโอดีเซล (Biodiesel) ซึ่งในกรอบต้นทุนการผลิตและกำไร จากโรงงานไบโอดีเซล (Biodiesel) อาทิเช่นค่าเสื่อม ดอกเบี้ยเงินกู้ ต้นทุน การขนส่ง อันนี้ ก็เช่นเดียวกันกับสูตรของเอทานอล (Ethanol) แต่ว่าที่ตัวต้นทุนภาพรวมของไบโอดีเซล (Biodiesel) นั้นมีต้นทุนการผลิตรวมกำไรของโรงงานที่คุ้มทุนอยู่ระหว่าง ๔.๒๔-๕.๙๗ บาท ต่อกิโลกรัม และแนวทางที่เสนอแนะในข้อ ๔ คือให้มีตลาดกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ไบโอดีเซล (Biodiesel) ที่โปร่งใสด้วย ตลาดจรประจำวันตั้งแต่ราคาผลปาล์มดิบที่จุดรับ ซื้อราคาน้ำมันปาล์มดิบ ณ ตลาดส่งมอบ ราคาไบโอดีเซล (Biodiesel) บี ๑๐๐ (B100) ณ จุดผสมแต่ละวันอันนี้เราได้เสนอว่าควรจะเป็นตลาดกลางนะครับและส่วนแนวทางในการ ดำเนินงานข้อ ๕ ก็คือควรมีการเปรียบเทียบความคุ้มค่าของเกษตรกรต่อไร่ หากเกิด การขาดทุนภาครัฐต้องเข้าไปดูแลเพื่อให้เกิดความโปร่งใส สามารถเข้าไปสนับสนุนในเรื่อง ของต้นทุนการผลิตและค่าวัตถุดิบได้ทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่การปลูก โรงสกัด แล้วก็ การผสม และแนวทางดำเนินงานที่เสนอในข้อ ๖ คือประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับ ประเทศอื่น ๆ ที่ผลิตน้ำมันปาล์มและส่งออกในปริมาณที่สูงกว่าได้ จึงควรเปลี่ยนโครงสร้าง ราคาน้ำมันปาล์มจากระบบอ้างอิงราคาระบบคอสต์พลัส (Cost Plus) เป็นเบนช์มาร์ก (Benchmark) กับราคาอิมพอร์ตพาร์ริตี (Import Parity) บวกค่าพรีเมียม (Premium) เพื่อปรับราคาน้ำมันปาล์มในประเทศให้ใกล้เคียงกับราคาของตลาดโลก และการดำเนินงาน แนวทางที่เสนอในข้อ ๗ ควรให้มีการลงทุนต่อยอดบายโพรดักต์ (Byproduct) เพื่อเป็นการ เพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่ของการผลิตของปาล์มนะครับ อย่างเช่น ทำไบโอคอสเมติกส์ (Biocosmetic) หรือไบโอพลาสติก (Bioplastic) ไบโอเคมิคอล (Biochemical) หรือ ไบโอพลาสมา (Bioplasma) เป็นต้น และแนวทางข้อ ๘ คือโครงสร้างราคาไบโอดีเซล (Biodiesel) จะมีส่วนประกอบของต้นทุนวัตถุดิบซึ่งประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน ทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องควรที่จะเน้นที่การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตปาล์มสดและการผลิต น้ำมันปาล์มดิบหรือซีพีโอ (CPO) อันนี้ควรเน้นไปที่ต้นทุนห่วงโซ่แรกเลย แล้วก็ภาคเกษตร
และการดำเนินงานข้อที่ ๙ ควรแก้ไขปัญหาผลผลิตปาล์มที่ขาดตลาดในห้วง ช่วงต้นแล้วก็ปลายฤดูด้วยการเก็บและบริหารสต็อก (Stock) น้ำมันปาล์ม ซึ่งสต็อก (Stock) นั้น กระทรวงพาณิชย์ได้คุมยอดนี้อยู่ ก็คือ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน คือควรที่จะบริหารจัดการยอด ๒๐๐,๐๐๐ ตันอย่างมีประสิทธิภาพให้ใช้ได้ทั้งปี
และแนวทางการดำเนินงานที่เสนอในข้อที่ ๑๐ คือควรกำหนดมาตรฐาน ขั้นต่ำในการผสมน้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel) ไว้อย่างน้อยควรจะตั้งหลักไว้ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ บี ๕ (B5) เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายไบโอดีเซล (Biodiesel) มีความมั่นใจในการ ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการดำเนินงานที่เสนอในข้อที่ ๑๑ คือ ไม่ควรใช้ไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นสวิงยูสเซอร์ (Swing User) ของน้ำมันปาล์มในภาคพลังงาน โดยควรเพิ่มผลผลิต ในภาคการผลิตแทนแล้วก็มีการบริหารจัดการสต็อก (Stock) ที่ได้กล่าวไปแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ของกระทรวงพาณิชย์บริหารจะมีประสิทธิภาพ
และแนวทางการดำเนินงานที่เสนอในข้อ ๑๒ คือควรกำหนดเป็นนโยบาย หรือไม่ว่าถ้าน้ำมันตลาดโลกไม่เกิน ๖๐ เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลนั้นจะผสม ไบโอดีเซล (Biodiesel) ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์
และแนวทางการดำเนินงานข้อที่ ๑๓ ที่นำเสนอก็คือผู้ผลิตไบโอดีเซล (Biodiesel) พิจารณาใช้วัตถุดิบที่มีแหล่งผลิตจากในประเทศเป็นอันดับแรกเช่นกัน เหมือนกับมัน อันนี้เกี่ยวข้องกับปาล์มซึ่งปาล์มประเทศเพื่อนบ้านถูกกว่า อันนี้เพื่อสนับสนุน เกษตรกรของประเทศไทยนะครับ กำหนดเวลาในการปฏิรูปนั้นก็มี ๓ ระยะด้วยกัน
ระยะแรกที่ผ่านมาในการศึกษาที่ผมกล่าวไปแล้วตั้งแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๔-๕ กระทรวงด้วยกัน แต่ละกระทรวงก็มีจุดยืนเพื่อรับใช้ตอบสนองประชาชน แต่ละกระทรวงไม่เหมือนกัน แต่ว่าเพื่อประชาชน ระยะแรกคือจะนำเสนอผ่าน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
ระยะที่ ๒ ถ้าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบจะสั่งการไปยังหน่วยงานต่าง ๆ และ
ระยะที่ ๓ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
งบประมาณไม่ได้ใช้อะไรเลย เพราะเนื่องจากว่าเป็นงบประมาณซึ่งตั้งของ แต่ละกระทรวงเอง เพียงแต่เปลี่ยนแปลงในเรื่องการบริหารจัดการ
สำหรับที่กล่าวไปตั้งแต่ขั้นต้นนะครับ เอทานอล (Ethanol) ๑๐ ประการ แนวทางการปฏิบัติ และของไบโอดีเซล (Biodiesel) ๑๓ ประการนั้น ทางคณะกรรมาธิการ มีข้อเสนอคือมอบหมายที่จะให้แนวทางทั้งหมดควรจะนำเสนอให้กับคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานรับผิดชอบดำเนินการ ตามแนวทางที่สภาของเราจะเสนอต่อ ปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพต่อไปนี่ ไปพลางก่อน และหากร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... ที่กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้เสนอผ่านสภาไปแล้วประกาศใช้เมื่อใด จึงมอบหมายให้คณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทนภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าว พิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ
ลำดับต่อไปก็ขออนุญาตว่าในการเสนอแนะทั้งเอทานอล (Ethanol) ๑๐ ประการ และไบโอดีเซล (Biodiesel) ๑๓ ประการนั้น ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร วัตถุดิบ โรงงาน และการผสมนั้นมีท่านสมาชิกมีอะไรเพิ่มเติม เสนอแนะนะครับ ก็กรุณาเพิ่มเติมได้นะครับ ขอบคุณมากครับ
เป็นอันว่าทางคณะกรรมาธิการได้นำเสนอรายงานต่อที่ประชุมแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น ท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรกขอเชิญ ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. ผมขออนุญาตเสนอแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ของคณะกรรมาธิการพลังงานดังต่อไปนี้ครับ ผมคิดว่า รายงานฉบับนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชพลังงานที่สามารถจะนำมาแปรรูปเป็น เชื้อเพลิงชีวภาพได้ไม่ว่าจะเป็นหลาย ๆ ตัวพืช มันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมันที่ท่านพูดถึง ที่ในปัจจุบันนี้เกษตรกรเหล่านี้ส่วนใหญ่เมื่อก่อนนี้ก็เป็นชาวนา แล้วก็ได้มาทำอาชีพนี้ก็ยัง มีปัญหาหลากหลาย เช่น ปัญหาในเรื่องของการเพาะปลูกเองในทางเลือกของเขา การคัดเลือกพันธุ์ แล้วก็แน่นอนที่สุดก็คือเรื่องตลาดเรื่องราคาต่าง ๆ ทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้ ยังอยู่ในภาวะที่ยากต่อการที่จะดำรงอยู่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการที่หยิบยกเรื่องของการแก้ไขปัญหาเรื่องราคานี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียว ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ควรจะให้ความสำคัญกับการที่จะให้เกษตรกรมีพลังให้มากขึ้น โดยการที่จะให้เกษตรกรกลุ่มนี้ได้มีโอกาสรวมตัวกันในแง่ที่เป็นสหกรณ์ก็ดีเพื่อจะมีพลัง ในการต่อรองต่าง ๆ แล้วก็พลังในการที่จะพัฒนาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของราคา ที่เป็นธรรม เปิดโอกาสให้เขารวมตัวกันตั้งแต่ในเรื่องของการผลิตเป็นเกษตรกรต่าง ๆ และนอกจากนั้นแล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือในเรื่องของการแปรรูปเพราะฉะนั้นเกษตรกรเหล่านี้ เมื่อเขารวมตัวกันแล้วก็จะต้องถึงขั้นที่จะเป็นสหกรณ์ในท้องถิ่นเพื่อที่จะให้มีการจัดตั้งเป็น ในรูปของโรงงาน โรงงานแปรรูปท้องถิ่นต่าง ๆ ในท้องถิ่นเองและถ้ามีผลผลิตมากเพียงพอ ก็อาจถึงกับส่งออกไปได้โดยที่รัฐต้องให้การสนับสนุนพอสมควรทีเดียว เช่นให้มีการสนับสนุน เรื่องการวิจัยต่าง ๆ และนอกจากนั้นแล้วผมคิดว่าตัวอย่างของการแปรรูปที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ที่ดำเนินการที่สวนจิตรลดาโดยของพระองค์ท่านมีการทำการแปรรูปตรงนี้อย่างดีมากแล้ว และนอกจากนั้นเองตอนที่ผมเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร. อยู่นี่ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริทำการแปรรูปน้ำมันปาล์มซึ่งทำไปเยอะเลย เรื่องของราคา เรื่องของผลผลิต เรื่องอะไรต่าง ๆ โดยเป็นวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผมคิดว่าตรงนี้ควรจะเอามาแล้วก็เอามาต่อยอดได้เป็นอย่างดีนะครับ เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้ว ผมว่ารายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ดีมากทีเดียว แต่ผมคิดว่าการรวมกลุ่มนี้สำคัญ การรวมกลุ่มของเกษตรกรตั้งแต่เป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน ผลิตอ้อย ผลิตมันสำปะหลังอะไร ก็แล้วแต่แล้วก็ต่อยอดไปจนถึงเรื่องของการแปรรูปโดยนำจากข้อมูลที่ท่านมีอยู่แล้ว แล้วก็ ผลสำเร็จเลยก็คือเอารูปแบบของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระองค์ท่านได้ทำ ที่สวนจิตรลดาเอง แล้วก็ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
นอกจากนั้นแล้วผมคิดว่ารัฐบาลอาจจะต้องช่วยในตอนแรกเกี่ยวกับ เรื่องการปรับปรุงกฎระเบียบหรือกฎหมายต่าง ๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการช่วยเหลือชาวนา ให้มีทางเลือกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพาะปลูกหรือว่าในเรื่องของการแปรรูป ก็ตาม ผมคิดว่านอกจากรายงานอันนี้ที่ดีอยู่แล้ว แล้วก็เสริมตรงนี้เข้าไป แล้วก็จะทำให้ มีความสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งต่อไปอาจจะต้องเป็นพระราชบัญญัติอย่างที่ท่านว่านะครับ ก็จะเป็น ทางเลือกที่จะช่วยเกษตรกรได้ จากเกษตรกรที่มีทางเลือกน้อย จากการทำนาต่าง ๆ อะไร ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่เขาสามารถจะปรับเปลี่ยนอาชีพมาสู่การเกษตรทางเลือก แล้วก็ การนำพลังงานต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อไป ผมก็ขอสนับสนุนครับ แล้วก็ขอเสนอแนะรายงาน ฉบับนี้ตามที่ได้เรียนครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ลำดับที่ ๗๙ ผมอยากจะเรียนว่าเกี่ยวกับเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ แล้วก็ได้เน้นเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ที่เสนอมา โดยรวมแล้ว เห็นด้วยในหลักการเป็นอย่างมากที่ได้มีการนำเสนอรายงานเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วมีการ ดำเนินการปรับปรุงเรื่องโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และ ไบโอดีเซล (Biodiesel) ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน เห็นว่าการศึกษา คราวนี้ที่ท่านทำมาครอบคลุมได้ดีมาก คือมีรายละเอียดอยู่เยอะทีเดียว ค่อนข้างจะเป็น ประโยชน์มาก อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการช่วย ๆ กันก็มีความเห็นอยู่บ้างที่อยากจะเพิ่มเติม เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น ผมมองเห็นว่าเรื่องนี้อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างนะครับ เพียงแต่ว่า ถ้าเรามองไปให้ละเอียดหรือมองไปให้ไกล ในระยะสั้นเชื้อเพลิงที่ว่าเราต้องยอมรับว่ามีการใช้ กันน้อยมากในความเป็นจริง ซึ่งตรงนี้เองอาจจะเกิดจากความไม่เชื่อของผู้ใช้ สมมุติว่าเรา ใช้รถอีซูซุขึ้นมา แล้วก็คนที่ใช้เดิมยังมีความกังวลอยู่มากว่าถ้าใช้แล้วรถของเขามันจะเป็น อย่างไร เราถามตัวเองก็ได้ว่าถ้าเรามีรถดีเซลเราจะกล้าใช้ไหม ผมเองใช้รถดีเซลอยู่นะครับ แต่ว่าก็ยังไม่กล้าใช้สักเท่าไร เพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องที่เขาบอกกันว่า ซึ่งตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ ต้องพิสูจน์กันให้ชัด ๆ ว่ามันเป็นพลังงานทางเลือก ทีนี้ถ้าเราเลือกได้มันอยู่ที่คนเลือก เพราะถ้าเราเลือกได้เราก็คงไปใช้พลังงาน คือยอมรับความจริงว่ามันเป็นน้ำมันดีเซลที่อาจจะ เป็นบางยี่ห้อที่มีการกลั่นดี มีการเพิ่มแอดดิทิฟ (Additive) เข้าไปอะไร ในฐานะที่เป็นรถของเรา เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เองถ้าเรายอมรับความจริงว่าการใช้จริง ๆ ใช้ที่ไหน อย่างไร เราจะเพิ่ม เป็นบี ๑๐๐ (B100) ก็ได้ แต่ว่าถ้าคนไม่ใช้มันก็เหมือนกัน รวมทั้งเรื่องของแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ที่เราใช้กัน เป็นที่ยอมรับว่าเราได้ยิน ได้ฟังว่าทางอู่เขาก็บอกกันว่าถ้าเราจะใช้ แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) แบบนี้ ใช้ไปสักพัก สัก ๑๐ ครั้ง เดือนหนึ่งเติมแบบที่ไม่ใช่สักครั้ง เพราะจะได้ช่วยล้างระบบ สิ่งเหล่านี้มันมีอยู่ในความเป็นจริงของคนที่สนใจเรื่องรถและ มีการใช้มันก็เป็นผลกระทบอยู่ได้ ดังนั้นความรู้เรื่องนี้จะต้องมีการเคลียร์ (Clear) เพราะว่า ขณะนี้ไม่ว่าเราจะเพิ่มอย่างไรก็ตามการใช้ก็ยังน้อยอยู่ เราจะเพิ่มจำนวนการใช้ขึ้นได้อย่างไร ปัญหาที่มีเราพูดถึงตอนที่น้ำมันแพง เวลานี้น้ำมันถูกยิ่งไม่ต้องไปพูดเลย เพราะฉะนั้นเรา มาเลือกว่าเอาละ ไม่ว่าจะอย่างไรเรามาใช้บี ๒๐ (B20) เพราะว่าถูกกว่ามีการผสม แล้วรัฐ เข้ามาช่วยส่งเสริม แต่ขณะนี้พอราคาน้ำมันมันถูกลงมาก ปัญหาก็คือมันจะยิ่งลดการใช้ลงมาก เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงตรงนี้เราจะทำอย่างไร ปัญหาที่จะตามมาในอนาคตระยะยาว เมื่อกี้ ระยะสั้นที่เป็นอยู่จริง ๆ ขณะนี้ ความเป็นไปได้ของการผลิตเรื่องรถไฟฟ้าเราก็ทราบกันอยู่ว่า มาอย่างไร มีความเป็นไปได้มากเหลือเกินที่ในอนาคตยานยนต์ทั้งหลายจะใช้พลังงานไฟฟ้า มากขึ้น แล้วก็มากขึ้น แล้วก็มากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังจะเกิดก็คือว่าพลังงานในประเทศ อาจจะเป็นลักษณะที่ว่าพลังงานไฟฟ้าจะเป็นเรื่องสำคัญ ทีนี้ถ้ายานยนต์ทั้งหลายหนีไปใช้ตรงนี้กันเสียเยอะ ซึ่งมันพัฒนาขึ้นมาเองจากการพยายาม หนีจากครู้ดออยล์ (Crude Oil) หรือพลังงานฟอสซิล (Fossil) ที่มี ตรงนี้เราจะทำอย่างไร คือผลต่างราคาต่างหากที่เป็นตัวนำเป็นตัวเหนี่ยวนำ การวิเคราะห์ช่วงยาวว่า ณ ถึงขณะนั้น ผมยังเป็นกังวลอยู่ว่าในประเทศของเราเรามองกันไปไกล ๆ พลังงานปรมาณูเราคงไม่ค่อยได้ใช้ กันหรอก เพราะว่าเราอาจจะเป็นกังวล แต่เราห้ามรอบ ๆ บ้านเราได้ไหม เราเป็นเออีซี (AEC) สมมุติประเทศเพื่อนบ้านเราเห็นว่าลงทุนต่ำเขาผลิตเป็นโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ เป็นไฟฟ้าและส่งมาขายเรา มันมีโอกาสที่มันจะถูกลงเป็นการดิ้นหนีจากความเป็นจริง หมายถึงว่าการลดต้นทุนการใช้ในอนาคตมันเป็นการพัฒนาการ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น สมมุติ พลังงานทดแทนของเราขณะนี้ถ้าผลต่างมาร์จิน (Margin) มันไม่ต่างมากเราจะหาใครที่ไหน มาใช้ การศึกษาตรงนี้โดยยอมรับข้อเท็จจริงผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ไม่อย่างนั้น เราวางประเด็นไว้เหมือนกับว่าผมยกตัวอย่างหลายครั้งแล้วว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเราพยายาม ให้เขาปลูกสน เพราะเราเชื่อว่าจะมีการปิดป่าและเข็มไม้จะต้องขาดแน่ เราลืมนึกไป ประเด็นหนึ่งว่ามีการทำเสาเข็มหกเหลี่ยมกลวงขึ้นมาแล้วถูกกว่าต้นสน สุดท้ายแล้วต้นสน ไปหมดเลยเพราะว่ารากของต้นสนกว้างและมันแผ่ทำให้ดินเสีย คนไม่มีการปลูกสนก็ล้มไป ตอนช่วงนั้น ผมเรียนด้วยความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งแต่อยากจะให้มองว่ามุมตรงนี้เป็นมุมที่ เกิดขึ้นแน่เราจะดีล (Deal) กับมันได้อย่างไรผลต่างตรงนี้เอง นอกจากว่าในอนาคตไปไกล ๆ เราเป็นประเทศเกษตรเราย่อมได้เปรียบแต่มันเหมือนกับอีกอย่างที่เราต้องคิดระยะเวลา ท่านประธานคงทราบว่าเดิมประตูห้องน้ำมันมีคนคิดประตูเป็นพีวีซี (PVC) มาก่อนแล้ว เมื่อสัก ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ผมเคยขายวัสดุก่อสร้างผมทราบ มีการคิดขึ้นมาแล้วตอนนั้น ผลิตออกมาเจ๊งหมดเลย เพราะขณะนั้นไม้ยังมีอยู่ ไม้สักทำได้ แต่พอตอนหลังระยะต่อมา ประตูพีวีซี (PVC) ขณะนี้ที่ใช้ห้องน้ำใช้ได้ดีมากใช้กันเยอะ มันเป็นเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่เขาคิดไม่ได้ เขาคิดได้แต่ในเวลานั้นแต่ออกมาสู้กับไม้ไม่ได้ แต่ปัจจุบันนี้คนที่คิดแล้วเจ๊ง ไปแล้ว แต่คนปัจจุบันที่ทำได้กำไรมากเพราะเกี่ยวกับเรื่องเวลาความเหมาะสมแห่งเวลา ตรงนี้ผมอยากจะให้พิจารณาเรื่องเวลาสักนิดหนึ่งจะเป็นประโยชน์มาก ส่วนเรื่องถ้าเจาะลงไป ในรายละเอียด ผมคงจะไม่พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องอ้อย เรื่องมันสำปะหลัง แต่จะมาพูดถึงเรื่อง ไบโอดีเซล (Biodiesel) ที่ท่านเสนอขึ้นมาเป็นครึ่งหนึ่งที่สำคัญ ดีมานด์ไซด์ (Demand Side) จริง ๆ แล้วก็ยังน้อยอยู่ตอนที่ผมได้กล่าวเมื่อกี้แล้ว จริง ๆ แล้วสามารถจะทำได้ รถอีซูซุ หรือว่ารถโตโยต้าดี ๆ ของเกษตรกรหรือว่าของคนในเมืองเขาไม่ใช้ แต่สิ่งที่จะใช้อย่าง รถอีแต๋น หรือเครื่องจักรกลด้านการเกษตรเป็นเรื่องที่สามารถจะใช้ได้เลย พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทำปาล์มร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นมาแล้ววิ่งกับรถอยู่ใน กรุงเทพฯ ระยะหนึ่งก็เห็นชัดว่าเป็นประโยชน์มาก ประเด็นที่ผมนำเสนอก็คือว่าภาคเกษตรเอง ในเรื่องเครื่องจักรกลเครื่องสูบน้ำที่ไม่ใช่เป็นเครื่องเบนซิน ใช้เครื่องยันมาร์หรือรถอีแต๋น ส่วนใหญ่จะใช้ยันมาร์หมด พวกนี้ใช้ดีเซล (Diesel) ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าถ้าเขาเอาตรงนี้ ไปใช้ความกังวลต่อหัวฉีดของรถเขา ความกังวลต่อระบบการเผาผลาญของรถที่เป็นรถราคาแพง ไม่ต้องกังวล ตรงนี้มันสอดคล้องปลูกแล้วใช้เอง ยิ่งจำนวนมากและที่สำคัญมันมีเรื่องเกี่ยวกับ เรื่องของการรีไฟเนอรี (Refinery) หรือการผลิตด้วย ผมเองได้มีโอกาสไปดูเครื่องผลิตปาล์ม ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง คือผลิตตรงนั้นเป็นเครื่องไม่ใหญ่นักของสงขลานครินทร์ ม.อ. สามารถจะทำได้ตรงนั้น สามารถจะแจกจ่ายคือใช้กันได้ตรงนั้น เครื่องขนาดนี้น่าสนใจมาก กับเราไปคิดถึงรีไฟเนอรี (Refinery) ขนาดใหญ่ ซึ่งผมเรียนท่านประธานว่าตรงนั้นเป็นด้าน ซัปพลายไซด์ (Supply Side) ซึ่งในการผลิตมีปัญหามาก เพราะว่าโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ท่านประธานที่เคารพครับเป็นเรื่องที่เรามองกันไม่ออก จริง ๆ แล้วต้นทุนการผลิตของปาล์ม มีอยู่ ๒ อย่างขณะนี้ อย่างที่ ๑ ก็คือพันธุ์ พันธุ์เนื่องจากว่าเราเพิ่งเริ่มปลูกเราก็ไปขโมย มาบ้าง ไปเอามาบ้างพันธุ์เดิมจากประเทศเพื่อนบ้านเอามาใช้ ปรากฏว่ายุคนั้นเหมือนจะถูกหลอก ปรากฏว่าพันธุ์ที่เอามาใช้นั้นเป็นพันธุ์ไม่ดีเลย แต่ปาล์ม มีลักษณะที่ว่าคือเป็นไม้ยืนต้นที่อายุยืนมาก เกษตรกรที่ปลูกไปในยุคนั้นผลตอบแทนต่ำมาก แต่เขาต้องอยู่กับมัน คือเขาต้องอยู่กับปาล์มจนมันจะครบ ๑๕ ปีหรือ ๒๐ ปี ถึงจะล้มมันได้ เราพยายามเสนออยู่ว่าการเปลี่ยนแปลงพันธุ์ตอนหลังเราใช้พันธุ์คอสตาริกา (Costa Rica) ก็ถือว่าดีแล้ว แต่ตอนหลังมากรมวิชาการเกษตรของเราคิดพันธุ์ขึ้นมาอีกหลายอย่างซึ่งเป็นพันธุ์ ที่ผลตอบแทนดีมาก ประเด็นปัญหาคือเราจะทำอย่างไรที่จะไปล้มปาล์มที่เป็นจำนวนมาก ในภาคใต้พวกนั้นที่อยู่แล้วเหมือนกับว่าดูดเอาชีวิตของชาวบ้านไปด้วย เพราะว่าเขาปลูก ไปแล้วเขาไปจากมันก็ไม่ได้ ถ้าเขาจะโค่นแล้วเขาจะอยู่อย่างไร ตรงนี้เองเราพยายามเสนอ ก็อยากจะฝากกรรมาธิการไปด้วยว่า ยางไม่ค่อยเป็นไรเพราะว่ายางเราสามารถจะมี การปลูกทดแทนได้เรามีกองทุนสงเคราะห์สวนยาง แต่ในกองทุนสงเคราะห์สวนยางตาม พ.ร.บ. นั้น ขออนุญาตท่านประธานอีกสัก ๒ นาทีนะครับ ในกองทุนสงเคราะห์สวนยางนั้นเรามี ความพยายาม ๒ อย่าง ๑. ก็คือไปออกถ้าเราจะทำเรื่องนี้ กองทุนสงเคราะห์สวนปาล์มมาอีก ฉบับหนึ่งได้ไหม เพราะว่าจะได้ไปรื้อพันธุ์ปาล์มเก่าจะได้เปลี่ยนเสีย ผลตอบแทน ๑ ใน ๓ ขณะนี้กับพันธุ์ที่อยู่ที่มาเลเซีย ปลูกให้ตายก็ไม่ชนะเขาแล้วก็อยู่กับมันจนตายไปด้วย ถ้าจะรื้อไปแล้วเขาจะกินอะไร เขาจะอยู่อย่างไร ปาล์มนี้ใช้เวลาเยอะในการที่จะออกผลผลิต ดังนั้นทุนในการสงเคราะห์ก็คือให้เขาล้มปาล์มเก่า ระหว่างนั้นเป็นเงินที่จะพอมีกินอยู่บ้าง สำหรับเกษตรกรเขามีกันไม่เยอะหรอก แต่ว่าเราไม่มีกฎหมาย เราไม่มีกองทุนที่จะให้เงินเขา มันมี ๒ อย่างที่เราเคยศึกษาว่า ๑. ก็คือไปแก้ พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์สวนยางนี้เขาใช้กับไม้ยืนต้น ยางเป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งในกองทุนนั้น แต่ถ้าเพิ่มเข้าไปปาล์มก็เป็นไม้ยืนต้น สามารถจะไปแก้ พ.ร.บ. ตรงนั้นเอากองทุนสงเคราะห์สวนยางมาใช้กับสวนปาล์มได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วที่เขา จะต้องอยู่กับมันอีกประมาณสัก ๗-๘ ปีล้มเสียให้หมด เปลี่ยนพันธุ์ที่สู้กับเขาได้ไม่อย่างนั้น อยู่กับมันก็สู้ไม่ได้จุดตรงนี้สำคัญ อีกจุดหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ท่านประธานครับ ปาล์มไม่ใช่ อยู่ ๆ แล้วมันจะกลายเอามาใช้ได้ ที่เมื่อกี้ที่ผมเสนอว่าเราควรจะเอาไปใช้กันในภาคชนบท ก็คือในสหกรณ์เองเพราะว่าเราใช้โรงผลิต หมายถึงเครื่องจักรผลิตอย่างของ ม.อ. เครื่องละ ไม่กี่แสน ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาทแล้วก็ใช้กันเองตรงนี้ แล้วก็ใช้ระยะทาง ท่านประธานครับ มันเป็นอีโคโนมี ออฟ เลงท์ (Economy of Length) ของระยะทาง ประเด็นก็คือถ้าท่านประธานสังเกตว่าโรงสกัดน้ำมันปาล์มจะต้องมีพื้นที่ซัปพอร์ต (Support) ประมาณแสนไร่ เราลองไปทำแล้วที่บาเจาะ ๑ แห่งประมาณนี้ ปรากฏว่าขณะนี้ที่ปลูกกัน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เราไปเอานาร้างมาปลูกหรืออะไรมาปลูกไม่พอ พอไม่พอโรงงาน ตรงนี้ที่เป็นสหกรณ์ต้องผลิตครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตแล้วก็หยุด ครึ่งหนึ่งแล้วก็หยุด ครึ่งหนึ่ง แล้วก็หยุด ปรากฏว่าต้นทุนแพงมาก ดังนั้นโรงงานในการผลิต ขณะนี้สมมุติท่านประธาน อยู่ที่จะนะท่านประธานปลูกปาล์มในนาร้างนี่แหละ ที่ทำนาไม่ได้ ราคาข้าวก็ไม่ค่อยดี พอปลูกไปเสร็จ คำถามก็คือว่าท่านประธานจะเอาไปขายที่ไหน ขับไปบาเจาะไหม พอขับไป บาเจาะนราธิวาส มันมีอีกแห่งก็คือที่นครศรีธรรมราชก็พอมีอยู่บ้าง แสดงว่าเราต้องเอาใส่ รถกระบะแล้วก็ขับไประยะทางที่ในการขับเพราะว่าราคาปาล์มเขานับชั่งที่หน้าโรงงาน ดังนั้นการให้โรงงานลงไปช่วยตรงนี้มันเป็นเหมือนกองทุนที่เราพยายามทำอยู่แต่ช่วยได้เยอะ แต่ว่าการออกแบบตรงนี้แสนไร่มันเป็นพืชที่ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ แล้วไปปลูกตามหัวไร่ปลายนาได้ มันมีเรื่องราวของมันเอง ดังนั้นจุดตรงนี้เองอยากจะเรียนท่านประธานว่าในการส่งเสริม กองทุนที่จะได้จากกฎหมายที่ท่านออกเอามาช่วยตรงนี้ได้ แต่ถ้าช่วยตรงนี้เป็นการลด อาจจะไปเพิ่มส่วนหนึ่งในการทำสหกรณ์ในการทำโรงสกัดที่ให้อยู่ในพื้นที่ แล้วก็ส่งเสริมปลูก ให้รอบให้พอกับกำลังผลิตของเขาประมาณแสนไร่ อาจจะอยู่ตรงกลาง อยู่ส่วนบนที่กระบี่ มีอยู่เยอะ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอนนี้โรงงานมีแล้วแต่ว่าต้องไปเพิ่มให้เขาปลูกมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยได้มาก ผมสรุปท่านประธานครับว่าอย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยมากพลังงานทดแทน มันเป็นอนาคตของเรา แต่ว่าอนาคตเมื่อไร อย่างไรต้องพิจารณานิดหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม มันต้องมาเข้าทางเราสักวันแน่เราเป็นประเทศที่ผลิตทางชีวภาพตรงนี้อย่างไรเราก็ได้เปรียบ แต่ว่าถ้าเรามาผิดเวลาเราก็แย่นะครับ ผมอยากจะขออัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรซึ่งเรามีอยู่ขณะนี้มาในโอกาส พิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๒๙ ความว่า “ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังมีทรัพยากร พร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้าง ความอุดมสมบูรณ์ และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญ เราต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่การระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว” ด้วยความเคารพท่านประธานและกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ก็ได้ฟังรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน โดยเฉพาะ ในเรื่องแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และ ไบโอดีเซล (Biodiesel) ผมขออนุญาตที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ เอาเฉพาะกรณี ของไบโอดีเซล (Biodiesel) เพราะถ้าเอทานอล (Ethanol) ต้องมอบให้ท่านประธาน อลงกรณ์ท่านเป็นคนที่ติดตามเรื่องนี้มาเกือบ ๒๐ ปีเต็ม เรื่องไบโอดีเซล (Biodiesel) ผมต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่นอกจากท่านจะหาแนวทางปรับโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงแล้ว ท่านได้ศึกษาถึงที่มาของพลังงาน ศึกษาถึงที่มาของน้ำมันปาล์ม และท่านมีข้อเสนอแนะ สำหรับการปรับปรุงวิถีของเกษตรกรที่ปลูกน้ำมันปาล์ม ผมเรียนกับท่านประธานครับว่า เรื่องน้ำมันปาล์มคงจะใช้พลังงานโดยลำพังเข้าไปช่วยไม่ได้นะครับแล้วก็จะเอาแต่ กระทรวงพาณิชย์มาคุมสต็อก (Stock) ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ก็คงจะไม่ไหวครับ หรือจะปล่อยให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าดุ่ยไปอย่างเดียวผมจะมีบทเรียนที่จะถ่ายทอดให้ท่านฟังครับ ว่ามันต้องบูรณาการครับ ถ้าถือว่าปาล์มเป็นน้ำมันบนดินอย่างที่นายทุนบางคนเขาพูดไว้ เวลาจะส่งเสริมเกษตรกรปาล์มก็คือน้ำมันบนดินแล้วก็ถือว่าปาล์มนอกจากเป็นอาหาร สำหรับบริโภคแล้วมันคือพลังงาน ถ้าพูดว่าปาล์มมันคือพลังงานวันนี้พื้นที่การปลูกปาล์ม จริง ๆ ท่านโฟกัส (Focus) ได้เลยครับว่ามันอยู่ในภาคใต้ สูงสุดที่ปลูกปาล์มขึ้นมาผมเข้าใจว่า ติดมาเฉียด ๆ ประจวบคีรีขันธ์สักนิดหน่อยไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ มากลงไปก็ชุมพร ไประนอง ไปสุราษฎร์ธานี ไปพังงา ไปกระบี่ แต่ช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา พื้นที่การปลูกปาล์มขยายเพิ่มขึ้นเดิมพื้นที่การปลูกปาล์มเป็นการเปิดป่าใหม่ที่พวกทำไม้ทิ้งไว้ และเข้าปลูกปาล์มเราจะเห็นปาล์มขนาดแปลงใหญ่แต่เดิมขนาด ๕,๐๐๐ ไร่ ๑๐,๐๐๐ ไร่ ๒๐,๐๐๐ ไร่ ของกลุ่มทุนที่ไปลงทุนกันในภาคใต้ แต่ช่วงหลังเมื่อผลประโยชน์การตอบแทน จากราคาปาล์มค่อนข้างจะไปได้ เกษตรกรที่มีพื้นที่รายเล็กรายน้อย ๑๐ ไร่ ๒๐ ไร่ ๓๐ ไร่ ๕๐ ไร่ ๖๐ ไร่ก็เริ่มเปลี่ยนการผลิตจากการทำสวนยางมาแซมด้วยการปลูกปาล์ม แต่ยิ่งนานวัน เข้ามาบางพื้นที่ที่อย่างท่านนิกร จำนง พูด พื้นที่นาที่ประสบความเสียหายเนื่องจากน้ำท่วม ภัยแล้ง ยกตัวอย่างเช่นพื้นที่ที่ท่านนิกรกล่าวมาและพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังในโครงการ พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนที่โครงการพระราชดำริจะเริ่มลงลุ่มน้ำ ปากพนังที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคใต้ประสบกับน้ำท่วมทิ้งมา ๒ ปีก็ประสบภัยแล้ง ราคาข้าว ก็ตกต่ำเหลือเกวียน ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท เริ่มมีเกษตรกรถ้าพูดก็คือผมนะครับเริ่มหาทางออกว่า ถ้าชวนชาวบ้านมาปลูกปาล์มดูเขาจะมีชีวิตความมั่นคงอยู่ได้ไหม ผมก็ลงทุนปลูกของผมเอง ในพื้นที่นาที่ไม่ได้ทำประโยชน์ ๔๐-๕๐ ไร่ หลังจากนั้นการขยายพื้นที่การปลูกปาล์มเริ่มเข้าไปในพื้นที่นาที่เสื่อมสภาพ แล้วก็ได้ผลครับ แต่สิ่งที่จะเรียนกับท่านประการที่ ๑ ปลูกปาล์มคนแรกที่ต้องดูครับ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ พื้นที่การส่งเสริมการปลูกปาล์มเดิมอยู่ในพื้นที่ชายเขาเป็นพื้นที่ป่า แต่เมื่อเกษตรกร เริ่มปลูกลงไปในพื้นที่นา วันนี้ผมยังไม่เห็นนักวิชาการเรื่องปาล์มลงไปในพื้นที่นาเลยครับ ท่านอยากให้เขาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้นกว่าเดิม วันนี้ผมอยู่ในพื้นที่ที่ปลูกปาล์ม เปลี่ยนจากนาข้าว ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่ปาล์ม ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่ปาล์มไม่ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตระหว่างนาข้าวกับปาล์มในลุ่มน้ำปากพนังใกล้เคียงกันแล้วครับ แต่ยัง ไม่เห็นนักวิชาการเรื่องปาล์มลงไปเดินให้ความรู้เรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดเรื่องที่มา ของพลังงานด้านนี้ท่านก็ไล่ไปถูกทางนะครับว่าเพิ่มกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปด้วย
อันที่ ๒ ครับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์คุมสต็อก (Stock) น้ำมัน อยู่ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน และเป็นปัญหาบ้านเมืองมาตลอดครับ ช่วงฤดูไหนที่ปาล์มออกมาก ผลผลิตปาล์มออกมาก หลังฤดูฝนเสร็จสิ้น น้ำท่าสมบูรณ์ดี ผลผลิตปาล์มออกมาก ราคาปาล์ม ก็จะดิ่งจากกิโลกรัมละ ๔ บาท ๕ บาท จนเหลือ ๒ บาทกว่า ระหว่างนั้นก็ไม่มีใครมาดูแลครับ เพราะปาล์มเอาไว้บริโภคอย่างเดียว ขณะที่ปาล์มเหลือราคากิโลกรัมละ ๒ บาทกว่า บนห้างทุกห้างในประเทศไทย ราคาปาล์มน้ำมันบรรจุขวดยังยืนอยู่ที่ ๒๘-๓๐ บาท ไม่ได้ดิ่ง ลงมา แต่พอปลายฤดูที่ช่วงแล้งหนัก ๆ ผลผลิตปาล์มออกน้อย ราคาปาล์มเริ่มขยับจาก ๒ บาท ๓ บาท ๔ บาท ๕ บาท พอแตะ ๖ บาทเมื่อไร สิ่งที่ตามมาก็คือกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศทันที เพราะพ่อค้าเริ่มถีบราคาน้ำมันปาล์ม ในตลาดขึ้น น้ำมันบรรจุขวดเริ่มขึ้นราคา และมีแนวโน้มจะขาดแคลน สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ ทำก็คือขอนำน้ำมันปาล์มเข้าจากต่างประเทศ พอนำน้ำมันปาล์มเข้าจากต่างประเทศ นี่ผมเล่าให้ฟังนะครับ เพราะผมอยู่ภาคใต้ พ่อค้าปาล์มเขาเริ่มติดต่อรัฐมนตรี ราคาเท่าไร นำเข้ามากี่ตัน โควตาปีนี้เปิดให้นำเข้า ๒๐,๐๐๐ ตัน เอาโลละเท่าไร กว่าจะตกลงราคากันได้ครับ ว่าจ่ายรัฐมนตรีโลละเท่าไร ราคาน้ำมันปาล์มที่อยู่ในห้างทั้งหมดขึ้นราคาพรวดขาดตลาด พอคำว่า ขาดตลาด ความตื่นตระหนกของประชาชนก็เกิดครับ เราเคยเห็นมาแล้วครับ เอาน้ำมันปาล์มขึ้นห้างนาทีนี้ เดี๋ยวเดียวแม่บ้านขนออกกลับบ้านกันหมด ทุกคน ขนกลับบ้านคนละ ๕ ขวด ๖ ขวด ถามว่าขนไปทำไม ไม่มีบ้านไหนกินน้ำมันปาล์มอาทิตย์ละ ๕ ขวด ๖ ขวดหรอก ขนไปเพราะว่ากลัวน้ำมันจะไม่มี ลงห้างไหนก็ถล่มห้างนั้นหมดทันที เป็นวิกฤตเพราะเสถียรภาพน้ำมัน ๒๐๐,๐๐๐ ตันของกระทรวงพาณิชย์อย่างไรครับ ทีนี้ โควตามีอยู่แค่ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน บริหาร ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เวลาผลผลิตออกมามากก็ปล่อยให้ ราคาเกษตรกรลดลง พอผลผลิตออกมาน้อย ไปนำข้างนอกเข้ามาทดแทน ฝากกรรมาธิการ ช่วยลงไปดูตรงนี้อีกนิดหนึ่งครับ อย่าให้กระทรวงพาณิชย์คิดคนเดียวเด็ดขาด ท่านต้องเข้าไปคิดด้วย เพราะพลังงานคือจุดแทรกของเสถียรภาพเรื่องราคาน้ำมันปาล์ม ท่านลองดูภาคใต้ ผมมาจากที่นั่น ขออนุญาตใช้การขับเคลื่อนนี้แทนอารมณ์ความรู้สึกของคนใต้ ภาคใต้คือ ด้ามขวาน เรามีพลังงานทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งแก๊ส ทั้งน้ำมันขุดในอ่าวไทย นั่งเรือไปจาก ภาคใต้ เฮลิคอปเตอร์ขึ้นฐานจากภาคใต้ทั้งหมดไปหลุมน้ำมัน น้ำมันใต้ดินอยู่ที่นั่นครับ น้ำมันบนดินยกเว้นเอทานอล (Ethanol) ของท่านประธานอลงกรณ์ ทั้งน้ำมันมะพร้าวที่ท่านอลงกรณ์เอาไปใส่เรือเฟอร์รี (Ferry) วิ่งมาแล้ว ทั้งน้ำมันปาล์ม ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านเคยใช้น้ำมันปาล์มสด ๆ วิ่งกับรถในกรุงเทพฯ มาแล้ว ผมก็เคยใช้แล้วครับ เอาน้ำมันปาล์มที่เขากลั่นเสร็จนะครับใส่ในรถตู้โตโยต้า ผมวิ่งจากภูเก็ต มาถึงนครศรีธรรมราชกลิ่นหอมครับ กลิ่นเหมือนทอดปาท่องโก๋มาตลอดทางเลยแล้วก็ วิ่งมาได้ตลอดครับ แล้วก็อย่างที่ท่านนิกร ขออนุญาตเอ่ยนามท่านพูดถึงน้ำมันปาล์มสด ๆ นะครับ ไม่ต้องผสมกับดีเซลเลยนี่ใช้กับเคลื่อนยนต์ที่เขาเรียกว่าเครื่องยนต์รอบช้าหมุนช้านะครับ เครื่องตีน้ำ เครื่องปั่นน้ำ เครื่องไถนาพวกนี้ใช้ได้เลยทันที เพราะฉะนั้นเมื่อน้ำมันปาล์ม เป็นพืชที่ยังทั้งขาเรื่องพาณิชย์ เรื่องอาหารมันก็ยังขาอีกข้างหนึ่งอยู่บนพลังงาน แต่ท่าน เชื่อไหมครับว่าภาคใต้เป็นแหล่งพลังงานทั้งหมดเรากำลังจะไปเอาถ่านหินมาจาก ต่างประเทศมาผลิตโรงงานไฟฟ้าที่ภาคใต้ น้ำมันก็อยู่ที่นั่นใต้ดิน น้ำมันบนดินก็อยู่ที่นั่น เรากำลังจะไปขนถ่านหินมาจากต่างประเทศมาเผาเพื่อทำไฟฟ้าที่นั่น ท่านต้องนึกถึง คนภาคใต้เขาจะคิดอย่างไร ฝากท่านกรรมาธิการพลังงานซึ่งท่านอาจจะต้องไปแตะดูตรงนั้น เป็นไปได้ไหมว่าจังหวัดกระบี่การท่องเที่ยวที่ใช้ครูพละคุมการท่องเที่ยวมาหลายปีแล้ววันนี้ การท่องเที่ยวกระบี่เขาบูม (Boom) แล้วจะไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นั่นเหมาะหรือไม่เหมาะ จะไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นครศรีธรรมราชที่อำเภอหัวไทรเหมาะหรือไม่เหมาะเมื่อเอกชน เขาไปติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าจากลมขึ้นมาเต็มหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ หารือกับท่านกรรมาธิการนะครับเป็นไปได้ไหมครับว่าเรื่องปาล์มนอกจากให้พาณิชย์ คุมสต็อก (Stock) ๒๐๐,๐๐๐ ตันแล้ว พลังงานมาช่วยดูด้วยครับท่าน ท่านประธาน กรรมาธิการท่านจะเชี่ยวชาญเรื่องนี้พลังงานมาช่วยดูด้วยแล้วก็เรียกเกษตรมาดูด้วย ตามรายงานของท่านว่าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นที่ต้องเอาทั้งพลังงาน ทั้งพาณิชย์มาคุยด้วย เพราะพวกผมรู้สึกครับว่าถ้าปาล์มมันเป็นพลังงาน ถ้าบริหารสต็อก (Stock) กันภายใต้การดูแลของพลังงานด้วยมันอาจจะโยกสต็อก (Stock) ได้ครับท่าน วันที่สต็อก (Stock) ไว้ ๒๐๐,๐๐๐ ตันเพื่อคุ้มครองคนบริโภคน้ำมันท่านอาจจะขยายเป็นสต็อก (Stock) ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตันในช่วงที่น้ำมันในประเทศออกเยอะไว้บริหารโรงไฟฟ้าดีเซล ไบโอดีเซล (Biodiesel) ที่จะเกิด ซึ่งมันหาทางออกให้ได้แต่อย่าโยนภาระทั้งหมดกลับไปว่า จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพราะภาคใต้ขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า ประชาชนที่นั่น เขาดูอยู่ครับน้ำมันบนดินก็มี น้ำมันใต้ดินก็มี แต่บอกว่าขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า ประเทศ ที่อยู่ติดกันครับมาเลเซียน้ำมันปาล์มทะลักเยอะมากราคาต่ำกว่าไทยเพราะผลผลิตต่อไร่ เขาสูงกว่าเรามาก แหล่งน้ำมันทั้งดิบทั้งแก๊สในมาเลเซียเยอะมาก ทำไมเราต้องคะยั้นคะยอ ที่จะเอาถ่านหินเข้ามากองไว้ในภาคใต้ มาเลเซียพร้อมขายทั้งน้ำมันปาล์มมาทำโรงงานไฟฟ้า พร้อมทั้งขายแก๊สขายดีเซล ให้เราแต่เราไม่เอา ก็อย่างที่หลายท่านพูดนะครับว่าเสถียรภาพ เรื่องน้ำมันวันข้างหน้ามันเริ่มสั่นสะเทือนราคาน้ำมันมีทิศทางไต่ลง ถ้าเมื่อไร ที่ท่านกรรมาธิการพลังงานส่งเสริมให้อุตสาหกรรมรถยนต์หันมาใช้น้ำมันปาล์มได้อย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อวิ่งแทนดีเซล ทุกอย่างมันจะเปลี่ยน หรืออย่างที่ท่านนิกรกล่าว เมื่อสักครู่ครับว่าอีก ๕ ปีข้างหน้าเราใช้ไฟฟ้าแทนพลังงานน้ำมันได้หมดโครงสร้างพลังงาน มันก็เปลี่ยน แต่ที่เราเปลี่ยนไม่ได้เรากลัวธุรกิจบางประเภทล้มไปต่อหน้าต่อตา ถ้าส่งเสริม ใช้ไฟฟ้าเมื่อไรครับ อุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศไทยที่ส่งออกไปนั้นไปทันทีครับ มันก็ต้อง ผ่อนตามระยะเวลาที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทั้งหมดที่ผมหารือแลกเปลี่ยนกับ ท่านกรรมาธิการก็คืออย่าปล่อยให้กระทรวงพาณิชย์นั่งดูแลสต็อก (Stock) ๒๐๐,๐๐๐ ตัน อยู่คนเดียวครับ มันเป็นปัญหาการเมืองมาตลอดเอาพลังงานแหย่ไปด้วยครับ เพราะ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เขาเอาไว้สำหรับคนบริโภค สต็อก (Stock) ลดจาก ๒๐๐,๐๐๐ ตัน กระทรวงพาณิชย์คิดออกอยู่แล้วครับนำเข้าจากต่างประเทศ แต่เวลาสต็อก (Stock) มาก พาณิชย์คิดไม่ออก เวลาน้ำมันปาล์มตกต่ำพาณิชย์คิดไม่ออกจะทำอย่างไร พลังงานช่วยคิดแทน ว่ามานี่เกินจาก ๒๐๐,๐๐๐ ตันมาเก็บไว้ที่พลังงาน พลังงานจะแทรกแซงอย่างไร ผมเชื่อ เงินพลังงานมีมากกว่าเงินพาณิชย์ครับ ก็ขออนุญาตที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ คณะกรรมาธิการครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกครับ เผอิญเวลาเที่ยงครึ่งผมจะต้องลงบัลลังก์ แต่ว่าในการพิจารณารายงานในช่วงของกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ได้ขออนุญาตที่จะให้ความเห็นประกอบการพิจารณา ก็เลยขออนุญาต เสนอความเห็นต่อกรรมาธิการในเรื่องนี้
ประการแรกก็คือว่าประเทศไทยมีสภาพสูงมากในการเป็นผู้นำทางด้านของ เชื้อเพลิงชีวภาพนะครับ เพราะในเรื่องของแนวทางโครงสร้างราคาทั้งเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นผู้นำของประเทศไทย ในเวทีของพลังงานชีวภาพระดับโลกนะครับ ข้อเท็จจริง ๓ ประการเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ก็คือว่า
ประการแรกเราเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการใช้ไบโอดีเซล (Biodiesel) ผสมในดีเซลทุกลิตรที่ใช้อยู่ อันนี้ถ้าคลาดเคลื่อนอย่างไรกรรมาธิการช่วยยืนยันแก้ไข ๒. ก็คือเรามีการใช้เอทานอล (Ethanol) ผสมอยู่ในน้ำมันเบนซินหรือว่าแก๊สโซลีน (Gasoline) ไม่ว่าจะเป็นรูปของอี ๑๐ (E10) อี ๒๐ (E20) หรือว่าอี ๘๕ (E85) สรุปคือ เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการใช้แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) และดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล (Biodiesel) ที่ใช้ทั้ง ๒ ประเภทของน้ำมันที่เป็นพื้นฐานหลักของการใช้น้ำมันทั่วโลกนั้น อาจกล่าวได้อย่างนั้นทีเดียว
ประการที่ ๒ ก็คือว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพดังกล่าวนั้น ประเทศไทยอยู่ในระดับแชมป์โลกทั้ง ๓ ชนิดทีเดียว ๑. ก็คือ อ้อย น้ำตาล เราอยู่อันดับ ๒ ของโลกรองจากบราซิลเท่านั้นเอง ๒. ก็คือปาล์มน้ำมันก็อยู่ทอปทรี (Top Three) ของโลก มันสำปะหลังก็อยู่อันดับ ๒ อันดับ ๓ ของโลก ท่านเห็นไหมครับว่านี่คือสภาพในเชิงของ การมีวัตถุดิบ ประการสำคัญคือเราพัฒนามาต่อเนื่องโดยเฉพาะในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีการตั้ง โรงงานเอทานอล (Ethanol) เปิดทำการเมื่อปี ๒๕๒๙ มีการทดสอบการขายน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) โดยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยขณะนั้น ในรูปของกิจการบริษัท สยาม ออยล์ โดยความร่วมมือของการปิโตรเลียมและโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา แล้วเราก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปี ๒๕๔๓ เมื่อรัฐบาลขณะนั้นได้เห็นชอบและเราก็มีกรรมการ เอทานอลแห่งชาติ และต่อมาก็มีไบโอดีเซล (Biodiesel) ในหลวงก็ดำเนินการในเรื่องของ ปาล์มบริสุทธิ์จนกระทั่งได้เหรียญรางวัลระดับโลกยูเรกา ตรงนี้คือพื้นฐานที่เหนือกว่า ทุกประเทศในการพัฒนาคู่ขนานทั้งเอทานอล (Ethanol) แล้วก็ไบโอดีเซล (Biodiesel) นะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็จะให้เห็นว่าภูมิหลังแล้วก็สภาพของเรา
ผมมีความเห็นเพื่อให้กรรมาธิการช่วยกรุณานำไปประกอบการพิจารณาหรือ อาจจะต้องศึกษาทำรายงานในเวลาที่เหลืออยู่เพิ่มซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในการ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้
ประการแรกก็คือว่า สปท. เราได้เห็นชอบการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ ๔ ฐานใหม่ ก็คือดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เรื่องของครีเอทีฟ แอนด์ คัลเจอรัล อีโคโนมี (Creative and Cultural Economy) เรื่องของเศรษฐกิจเพื่อสังคม โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) และสุดท้ายคือไบโออีโคนามี (Bioeconomy) หรือไบโอเบสอีโคโนมี (Bio-based Economy) ส่วนหนึ่งไปทางอาหารและอื่น ๆ อีกส่วนหนึ่งก็คือเชื้อเพลิงชีวภาพ นั่นเอง เพราะรายงานนี้จะสอดคล้องต่อการปรับฐานประเทศใหม่ในรูปของเศรษฐกิจโมเดล (Model) ใหม่ของประเทศใน ๔ ฐานด้วยกัน ดังนั้นภาพใหญ่นอกจากการพิจารณา ปรับโครงสร้างก็คือต้องมองสภาพประเทศที่ผมได้เรียนมา กับ ๒ ก็คือว่าภาพใหญ่ของการ ที่จะก้าวไปสู่การที่ทำมาถึงกลางน้ำนะครับ ข้อเสนอเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพนั้นไม่ว่ารูปของแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) รูปของไบโอดีเซล (Biodiesel) ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับกลางน้ำเท่านั้น เรากำลังเริ่มต้นปลายน้ำครับ เช่นปาล์มน้ำมัน หรือว่าเอามาใช้ไบโอดีเซล (Biodiesel) ปลายน้ำไม่ต่างไปจากปิโตรเคมีคอล (Petrochemical) จากโรงกลั่น โรงแยกแก๊สก็เอามาสู่การเกิดวัตถุดิบสารต้นน้ำของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคอล (Petrochemical) ในส่วนนี้ก็เช่นกันการได้ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือว่าการได้เอทานอล (Ethanol) มานั้นก็คือสารต้นน้ำของอุตสาหกรรมใหม่ที่เรียกว่าไบโอเคมีคอล (Biochemical) เพราะฉะนั้นปลายน้ำเราก็จะเห็นเรื่องของไบโอพลาสติก (Bioplastic) และ อื่น ๆ เพราะว่ามันเป็นชีวภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมันย่อยสลายได้ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้เราจะเห็นภาพรวมที่จะเพิ่มมูลค่า ถ้าเป็นพวกปาล์มน้ำมันพวกอะไรนั้นมันเป็น อุตสาหกรรมที่เขาเรียกเฉพาะเจาะจงว่าเป็นแอลลิโลเคมีคอล (Allelochemicals) ตรงนี้ ไปเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก ตัวเอทานอล (Ethanol) ก็เช่นเดียวกันครับเป็นสารต้นน้ำตัวนำ เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาถึงกลางทาง ถ้าเราดูปลายทางแล้วนี่และรวมยอดทั้งหมดมาเป็น ระบบตัวการกำหนดราคา ตัวการกำหนดในเรื่องของการช่วยเกษตรกรของเราก็จะเห็นได้ ชัดเจนว่ามันมีรายได้ที่สูงมาช่วย ต่อไปภายหน้าการอุดหนุนหรือซับซิดี (Subsidy) ก็จะลดลง รายได้เกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้นรวมไปถึงทุกภาคส่วน
ส่วนอันที่ ๒ ที่อยากจะเห็นเป็นภาพรวมก็คือเรื่องของเจเนอเรชัน (Generation) ที่ ๒ ของเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ครับตรงนี้ต้องใช้ ความกล้า กล้าฝันและกล้าฝืนนะครับ ๑. ก็คือว่าในขณะที่ท่านนิกรพูดถึงเรื่องของรถไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานตั้งแต่ สปช. มาถึง สปท. ได้นำส่งรัฐบาลแล้วก็ กำลังเดินหน้าในเรื่องนี้ ๒. ก็คือว่าในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่เป็นดิสรับทิฟเทคโนโลยี (Disruptive Technology) มันเกิดขึ้นแน่ แต่ว่าเราจะไปตามกระแสซึ่งต้องพึ่งพาทุน เทคโนโลยีเหมือนอุตสาหกรรม หรือว่าอุตสาหกรรม ๓.๐ หรือไม่ หรือว่าเราจะกล้ายืนบนขาตัวเอง อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านได้มีพระกรุณาธิคุณในการที่จะวางหลักประเทศไว้ ในอดีตแล้วก็วางไปถึงอนาคตด้วย นั่นก็คือให้มีอี ๑๐๐ (E100) ครับ ให้มีบี ๑๐๐ (B100) อย่างที่สมาชิกหลายท่านได้ให้ความเห็นและโยงไปถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ ความจริงหลัก ในเรื่องนี้ผมเคยพูดถึงเรื่องของประเทศไทยมีบ่อน้ำมันทุกจังหวัดครับก็คือการที่เราสามารถ ผลิตน้ำมันได้ด้วยตัวเอง ด้วยการปลูก ลดการพึ่งพา อย่าลืมนะครับประเทศไทย เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงถึงไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๕ เพราะฉะนั้น ๓๐ ปีมานี้ เราลดจากร้อยละ ๙๐ มาที่ร้อยละ ๘๕ ความเสี่ยงของประเทศยังสูงมากในประเด็น ความมั่นคงด้านพลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบริหารจัดการไม่ดีเรื่องของความมั่นคง ด้านอาหารก็จะกระทบต่ออุตสาหกรรมด้านพลังงานชีวภาพอย่างที่ท่านวิทยาได้พูดถึงนะครับ เพราะฉะนั้นจึงต้องวางโครงสร้างตรงนี้ให้ดี อยากที่จะเห็นรถยนต์อี ๑๐๐ (E100) ไปด้วย ความจริงหลักพลังงานเหมือนเรื่องการปฏิรูปไฟฟ้าก็คือว่าเราจะมีในเรื่องของหลักเกณฑ์ ที่เราเรียกว่าการกระจายการผลิตไฟฟ้า ที่เรียกว่าดิสทริบิวเตทเจเนอเรชัน (Distributed Generation) ซึ่งจะลดความเสี่ยงในเรื่องของไฟฟ้าลงไป เช่นเดียวกันครับน้ำมันเชื้อเพลิงนี่ สามารถที่จะใช้หลักการที่เรียกว่าดีจี (DG) ได้เช่นเดียวกัน ผลิตที่ไหนเติมที่นั่น ๔๐ ปีที่แล้ว บราซิลเริ่มต้นใช้อี ๑๐๐ (E100) ครับ รถยนต์ไม่ว่าจะโตโยตา หรือค่ายยุโรป ค่ายอเมริกา มีรถอี ๑๐๐ (E100) อย่างญี่ปุ่นรถโคโรล่าใช้อี ๑๐๐ (E100) ก็คือเติมเอทานอล (Ethanol) ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ข้อดีคืออะไรรู้ไหมครับ ข้อดีจะลดต้นทุนการตั้งโรงงานเอทานอล (Ethanol) และต้นทุนของโครงสร้างราคาตรงนี้ได้ ๑ ใน ๓ ทีเดียวเพราะว่าการกลั่น ให้บริสุทธิ์ระดับ ๙๙.๖ เปอร์เซ็นต์มันต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในระบบเมมเบรน (Membrane) ในการที่จะกรองกลั่นให้มันบริสุทธิ์สูงถึง ๘๘.๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้เป็นอี ๑๐๐ (E100) กลั่นแค่ ๙๖ ไม่ต้องไปพึ่งพาเลย วันนี้ สวทช. ของเรานะครับ ภายใต้แนวทางนำร่องของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็กำลังสร้างโรงงานอยู่ที่เพชรบูรณ์ครับ เรามีโรงงานต้นแบบ ไม่ต้องไปซื้อหาเทคโนโลยีใครสามารถทำได้ เพราะฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่ อยากจะเรียนว่าถ้าเราผลิตที่อี ๑๐๐ (E100) ท่านเห็นโครงสร้างราคาที่เสนอมา จะเห็นว่า ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ต้นทุนการที่ต้องมาผสมในโรงกลั่นก็ดี ในเทอร์มินอล (Terminal) ต่าง ๆ มันย้อนไปย้อนมา ผลิตที่โคราชวิ่งมาที่โน่นที่นี่แล้วก็ย้อนกลับไปขาย ที่โคราชและเชียงใหม่ แต่ถ้าเราผลิตที่ไหนใช้ที่นั่น การปรับเปลี่ยนรถอี ๑๐๐ (E100) นิดเดียว เท่านั้นครับ เพราะเรามาถึงอี ๘๕ (E85) แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมนำเสนอคือการกำหนดมาตรฐาน มาตรฐานของอี ๑๐๐ (E100) เป็นสเปก (Spec) ใหม่ มาตรฐานของบี ๑๐๐ (B100) อาจจะ เริ่มต้นจากการใช้เครื่องยนต์ทางการเกษตรทั้งหลาย ถ้าเป็นเช่นนี้เราผลิตที่ไหนใช้ที่นั่น อย่าไปเดินตามกระแสตะวันตกจนกระทั่งเราลืมสภาพว่าเราคือแชมป์โลกเกือบทุกด้าน แม้แต่การเป็นประเทศที่ใช้แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ประเทศแรก ประเทศเดียวในโลกที่ใช้คู่ขนาน ขายทุกปั๊มน้ำมันในประเทศนี้ครับ
สุดท้ายก็คือเรื่องการเพิ่มรายได้ ความจริงการเพิ่มรายได้อย่างที่เรียนแล้วนะครับ ฐานะที่เราผลิตเอทานอล (Ethanol) และส่งออกด้วยนะครับ เราอยู่ในทอปไฟว์ (Top 5) ของโลก ของเรื่องของเอทานอล สิ่งที่เราต้องควรดำเนินการและกล้าดำเนินการคือวัตถุดิบ เช่นโมลาส (Molasses) หรือกากน้ำตาล มันต้องสร้างพรีเมียม (Premium) ไม่ให้ส่งออกแล้วครับ ทำไมวัตถุดิบซึ่งใช้ในการมาผลิตแอลกอฮอล์ก็คือเอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล (Ethanol) ซึ่งเอาไปใช้ทางยา เอามาใช้ทางเชื้อเพลิง เอาไปใช้ในเรื่องของสุรา ทำไมเรายัง ปล่อยให้เอาวัตถุดิบขายไปถูก ๆ ในขณะที่เราสามารถเอามาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ อันนี้ ก็เป็นประเด็นที่สำคัญมากนะครับ รวมไปถึงไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือว่าปาล์ม ความจริง ปาล์มเป็นวัตถุดิบต้นน้ำนะครับ อย่างที่ได้เรียนแล้วว่าความจริงแล้วการผลิตและการแปรรูป มันจะเพิ่มมูลค่าได้ อย่างการผลิตเป็นสารอีมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) เพราะว่าการที่จะใช้ ในยุโรป ในอเมริกาสเปก (Spec) สูงมาก การจะผสมดีเซลกับตัวไบโอดีเซล (Biodiesel) ส่วนหนึ่งก็จะต้องใช้สารตัวนำหรือแอดดิทิฟ (Additive) หรืออีมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) ทำไมเราไม่แปรรูปตัวเหล่านี้ ส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านนี้ แล้วจะเพิ่มรายได้ ในระบบ ถ้าท่านเห็นโรงงานน้ำตาลในอดีต ท่านจะเห็นโรงงานน้ำตาลหีบอ้อยแล้วก็หยุดตามฤดูกาล แต่ผ่านมา ๓๐ ปีท่านเห็นอะไรไหมครับ โรงงานน้ำตาลมีโรงไฟฟ้าอยู่ด้วยและมีโรงเอทานอล (Ethanol) อยู่ด้วย นี่คือส่วนที่เราจะเห็นว่ามันเป็นซีนเนอร์จี (Synergy) การสร้างรายได้ เพิ่ม มูลค่าเพิ่ม และต่อไปข้างหน้าเราก็จะเห็นการต่อยอดจากโรงงานเหล่านี้ เช่นเดียวกันกับ โรงหีบปาล์ม โรงปาล์มโอลีนทั้งหลาย แล้ววัตถุดิบเราท่านก็ทราบนะครับ อันดับทอป (Top) อันดับ ๒ อันดับ ๓ ของโลกทั้งนั้น นี่คือสภาพอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าเรามาถูกทางแล้ว แล้วก็กรรมาธิการก็ได้ดำเนินการมาในการสร้างคุณประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ว่าขอช่วยศึกษาต่อ แล้วก็มีรายงานในส่วนที่ว่าไป ซึ่งผมคิดว่าจะทำให้คนไทยทั้งประเทศเกิดความเชื่อมั่น ในประเทศของตัว ได้เห็นศักยภาพที่แท้จริง ผมเองก็เขียนหนังสือเรื่องประเทศไทยยิ่งใหญ่ กว่าที่ใครคิดนะครับ ก็คือจะให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่าเราเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงเหลือเกิน พร้อมเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้ และการปฏิรูปเท่านั้น และยุทธศาสตร์ชาติเท่านั้นที่เรา จะทำให้ฝันเป็นจริงนะครับ ก็ฝากทางกรรมาธิการด้วยนะครับ ขอเชิญท่านมิ่งขวัญ ซึ่งเป็นผู้อภิปรายท่านสุดท้ายนะครับ ท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ อดีตปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สปท. ๑๑๖ นะคะ ก็ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานที่ได้จัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมานะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่า น่าจะเป็นรายงานที่สำคัญที่จะทำให้เกิดในเรื่องของจุดเปลี่ยนประเทศไทยอีกเช่นกัน เนื่องจากตามที่ทางท่านประธานได้กล่าวแล้วบอกว่าในเรื่องของไม่ว่าจะเรื่องของปาล์ม หรือว่าในเรื่องของพืชต่าง ๆ ที่จะเป็นทั้งพืชอาหารแล้วก็พืชพลังงานนี้เป็นจุดเด่น เป็นศักยภาพแล้วสิ่งที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตนะคะ แต่ดิฉันอยากกราบเรียนในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งอยากจะให้ข้อมูลเพื่อที่จะให้การจัดทำรายงานฉบับนี้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดิฉัน ขอกราบเรียนว่าในเรื่องของวัตถุดิบ ในเรื่องของการผลิต ในเรื่องของพลังงานทดแทน ๕ พืชสำคัญซึ่งได้แก่ไม่ว่าจะเรื่องของปาล์ม ข้าวโพด ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง พืชเหล่านี้ปรากฏว่าในอีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องของที่ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของทางด้าน ทรัพยากร โดยเฉพาะในเรื่องของการบุกรุกที่ดินป่าไม้แล้วก็ทำให้เกิดในเรื่องของปัญหา เรื่องของไฟป่าหรือเรื่องของมลพิษทั้งหลาย ดิฉันเห็นในรายงานฉบับนี้แล้วที่ทาง คณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอแนะ ซึ่งดูในเรื่องทำอย่างไรในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต และทำให้เกิดเพิ่มรายได้ในเรื่องของผลผลิตมาก ๆ ดิฉันก็อยากจะสนับสนุนแล้วก็ขอให้ทาง คณะกรรมาธิการช่วยกรุณาเน้นในเรื่องของวัตถุดิบในเรื่องของการผลิตเหล่านี้ เนื่องจากว่า ๕ พืชทั้งที่ดิฉันได้กล่าวมาแล้วเป็นพืชที่มีครึ่งหนึ่งในการที่จะไปปลูกในป่า ซึ่งจะทำให้เกิด การบุกรุกป่า เพราะฉะนั้นในข้อเสนอของท่านที่ได้มีกำหนดโซนนิง (Zoning) ในการที่จะ กำหนดเรื่องของการให้มีการจดทะเบียนของเกษตรกรในเรื่องของประเด็นที่ได้มีการกำหนด ไว้แล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันอยากจะให้เกิดความเข้มงวดแล้วความจริงจังไม่ว่าในเรื่อง ของการโซนนิง (Zoning) ในเรื่องของการจัดระเบียบในเรื่องของการปลูกแล้วก็ในเรื่องของ การควบคุมเกษตรกรผู้ที่ปลูกพืชต่าง ๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะที่สำคัญอยากจะให้มีการปลูกพืช ทั้ง ๕ ประเภทเหล่านี้ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิฉันเคยไปดูงานที่มาเลเซียในเรื่องของ การปลูกปาล์มไม่มีการเผาป่า ไม่มีการที่นำเวสต์ (Waste) ออกจากในไร่ของเขาแล้วก็ได้มี การหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่งทำให้เกิดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเหล่านี้ดิฉันอยากจะเห็น อยากจะให้มีการกำหนดที่เป็นรูปธรรมนะคะ
ในเรื่องที่ ๒ ที่ทางท่านวิทยาได้กล่าวบอกว่าอย่าปล่อยให้กระทรวงใด กระทรวงหนึ่งในการที่จะดูแลในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่า ในเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์แล้ว กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย และที่สำคัญ นอกจากในเรื่องของการที่ประเทศไทยได้เป็นผู้ผลิตในเรื่องของไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือ เอทานอล (Ethanol) ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกเซกเตอร์ (Sector) ก็คือในเรื่องของ อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งประเทศไทยก็ได้มีการผลิตในเรื่องของยานยนต์ออก ที่สำคัญ ในเรื่องนี้ดิฉันยังไม่เห็นในรายละเอียดของเปเปอร์ (Paper) ฉบับนี้ที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของ การกำหนดในเรื่องของมลพิษที่เกิดจากยานยนต์ที่มีการใช้ในเรื่องของไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือว่าในเรื่องของเอทานอล (Ethanol) เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันอยากจะมี ข้อเสนอแนะอีกเรื่องก็คือในเรื่องของกระทรวงอุตสาหกรรมหรือว่าสภาอุตสาหกรรม ซึ่งตรงนี้ ที่จะมีการกำหนด โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรฐานในการปล่อยมลพิษ ที่สำคัญในเรื่องของ อุตสาหกรรมภาคยานยนต์คงต้องใช้เวลาในเรื่องของการพัฒนา ในเรื่องของการที่จะผลิต อุปกรณ์ในเรื่องของเพื่อที่จะลดมลพิษ หรือว่าอุปกรณ์ใด ๆ ในการที่จะใช้ในเรื่องของบี ๕ (B5) บี ๑๐ (B10) หรือว่าบี ๑๐๐ (B100) ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ขอให้ได้มีการรับฟัง ได้มีการประชุมหารือกับทางของเซกเตอร์ (Sector) ที่ทางภาคยานยนต์ด้วยนะคะ เพราะว่า เซกเตอร์ (Sector) เหล่านั้นก็จะต้องมีการใช้ระยะเวลาใช้ในเรื่องของการศึกษาวิจัยและ ในเรื่องของการพัฒนา แล้วก็ใช้สิ่งเหล่านี้ก็มีความยุ่งยากเช่นกันค่ะ เพราะฉะนั้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของ การตั้งเป้าหมายเมื่อสักครู่ดิฉันได้ดูในเอกสารค่อนข้างที่จะมีข้อกังวลว่าการตั้งเป้าหมาย ในเรื่องของการใช้ไบโอดีเซล (Biodiesel) ในเรื่องของเอทานอล (Ethanol) ที่ผ่าน มานี่นะคะ คือประเทศไทยนี้ยังไม่ค่อยนิ่งในเรื่องของการที่จะกำหนด ทั้งนี้เนื่องจากว่า การจะใช้ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือเอทานอล (Ethanol) นี่เพิ่มได้มากขึ้นก็ต่อเมื่อราคา น้ำมันสูงขึ้น ฉะนั้นการกำหนดในเรื่องของบี ๕ (B5) ที่ท่านได้ตั้งเป้าหมายหรือได้เริ่มมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ และกำหนดให้มีการใช้บี ๑๐ (B10) ในปี ๒๕๖๐ หรือจะเป็นบี ๑๐๐ (B100) อะไรก็ตามนี่นะคะ เป็นไปได้ไหมคะในการที่จะให้ศูนย์ที่ท่านเรียกว่าศูนย์ข้อมูลของทางด้าน พลังงานสามารถในเรื่องของมีแมตช์บาลานซ์ (Match Balance) เพราะว่าพืชเหล่านี้มันจะ สัมพันธ์กับในเรื่องของราคา ในเรื่องของการปริมาณที่จะใช้หรือว่าในเรื่องของปัจจัย หลายเรื่อง แต่ว่าสิ่งหนึ่งจากที่เคยมีประสบการณ์แล้วก็ดูในเรื่องของเป้าหมาย ในเรื่องของ การที่ตั้งเป้า ในเรื่องของการที่จะกำหนดเป็นบี ๕ (B5) บี ๑๐ (B10) หรือแม้กระทั่งบี ๑๐๐ (B100) ค่อนข้างที่จะแปรผันกับในเรื่องของราคาน้ำมัน เพราะฉะนั้นหากว่าทางศูนย์สามารถ มีแมปโมเดล (Map Model) ในการที่จะคำนวณทั้งมิติ ทั้งในเรื่องของทางด้านเกษตร ทางด้านพาณิชย์แล้วก็ในเรื่องของการกำหนดราคานี้ ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าจะเป็นตัวช่วย ในเรื่องของการตัดสินใจของภาครัฐเป็นอย่างยิ่งนะคะ เพราะมิฉะนั้นแล้วเวลาน้ำมัน ๓ ลิตร ๑๐๐ ไบโอดีเซล (Biodiesel) เริ่มมา ในเรื่องของเอทานอล (Ethanol) เริ่มมา แต่ว่าในเรื่อง ของภาคผลิต เรื่องของยานยนต์ต้องใช้ระยะเวลาค่ะ แล้วก็มีค่าใช้จ่ายในเรื่องของ การปรับเปลี่ยน ในเรื่องของอุปกรณ์ยานยนต์มากมาย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าทางศูนย์ ที่ท่านคิดว่าน่าจะเป็นศูนย์ซัปพอร์ต (Support) ข้อมูลนี้นะคะ สามารถในเรื่องของ การคิดคำนวณในเรื่องของแมปโมเดล (Map Model) ในการดูทุกมิติได้ ดิฉันคิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์ยิ่ง
แล้วก็ที่สำคัญค่ะในเรื่องของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ในเรื่องของ การกำหนดค่ามาตรฐาน มาตรการในเรื่องของการสนับสนุนของทางด้านเกษตรกรก็ดี หรือว่า ในเรื่องของปัจจัยทั้งภายนอกและภายในของทั้งประเทศนี่ดิฉันคิดว่ายังมีความเสี่ยงในอีก หลาย ๆ มิติเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ารายงานฉบับนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะมี ข้อเสนอแนะในการที่จะดูในเรื่องของเซกเตอร์ (Sector) ยานยนต์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ยิ่งแล้วก็เป็นประโยชน์สำหรับภาครัฐหรือว่ารัฐบาล ชุดต่อ ๆ ไป ในเรื่องของการกำหนดราคา โดยเฉพาะในเรื่องของการถ้าหากอย่างที่เสนอ ได้ว่ามีแมปโมเดล (Map Model) อะไรในการที่จะสามารถใส่ข้อมูลต่าง ๆ แล้วจะสามารถ ตอบโจทย์ได้ทันท่วงทีดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ ก็ขอขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบคุณทางท่านคณะอนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและการกำกับ กิจการพลังงานและทรัพยากรปิโตรเลียมที่ได้กรุณาเสนอเรื่องแนวทางในการปรับปรุง โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ขึ้นมา เสนอในที่ประชุมครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญกับประเทศชาติ แล้วก็เป็นเรื่องที่ อยู่ในภาวะที่เหมาะสมที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำเรื่องนี้ให้มีความโปร่งใสแล้วก็เป็นธรรม กับผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม แล้วก็ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี
เหตุที่มีความจำเป็นก็เพราะว่าตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศที่ทรงริเริ่มในเรื่องของน้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel) และเอทานอล (Ethanol) ผสมในน้ำมันเบนซินและไบโอดีเซล (Biodiesel) ผสมในน้ำมันดีเซล แล้วก็ใช้กัน อย่างแพร่หลายตามที่ท่านรองประธานอลงกรณ์ได้กล่าวเมื่อสักครู่นะครับ ประกอบกับ ในเรื่องของการดำเนินการผลิตไบโอดีเซล (Biodiesel) แล้วก็ผลิตเอทานอล (Ethanol) มันเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติทางด้านพลังงาน เพราะว่าเมื่อยามเกิดวิกฤติขึ้น ในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่มีการส่งปิโตรเลียมมาให้กับ ประเทศไทยนั้นก็จะเกิดการชะงักงันของการผลิตและส่งก็จะทำให้ประเทศของเรานั้น เกิดวิกฤติทางด้านพลังงานขึ้นมาได้ถ้าเราไม่มีการเตรียมพร้อมในเรื่องนี้
และประการที่ ๒ ก็คือว่าเป็นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็เพราะว่าน้ำมันจากไบโอดีเซล (Biodiesel) มาจากชาวไร่ปาล์ม น้ำมันเอทานอล (Ethanol) ก็มาจากชาวไร่อ้อยและมาจากชาวไร่มันสำปะหลัง ดังนั้นทุกหยดที่เป็นน้ำมันก็คือกลับสู่ เกษตรกรของคนไทยแล้วก็กลับมาสู่เป็นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเป็นความมั่นคง ทางเศรษฐกิจของประเทศของเรา และที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าเป็นการลดการนำเข้า เชื้อเพลิงในช่วงที่ค่าเงินบาทต่ำมาก ๆ อ่อนมาก ๆ การนำเข้าเชื้อเพลิงก็จะส่งผลกระทบต่อ เงินตราของเราที่ออกไปจ่ายไปยังต่างประเทศก็จะส่งผลให้เกิดความเสียหายในเรื่องของการ เราเสียดุลการค้า นอกจากเสียดุลการค้าแล้วเราก็ยังเสียดุลในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพ ทางการเงินอีกด้วยเพราะเงินเราไหลออกทุกวัน ๆ และที่สำคัญเป็นการแก้ไขปัญหาพืชผล ทางการเกษตรซึ่งเป็นพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการปลูกอ้อย การปลูกมันสำปะหลังและการทำสวนปาล์ม เพราะฉะนั้น ตรงนี้แหละครับถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยทั้งในเรื่องของความมั่นคงทางด้านพลังงาน และช่วยทางด้านเศรษฐกิจของชาติด้วยนะครับ ทีนี้ในการดำเนินการที่ผ่านมานั้นในเรื่องของ ความโปร่งใสก็ยังไม่ใสเท่าที่ควร ในเรื่องของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียนั้นก็ยังไม่ได้เขาเรียกว่าได้รับ การดำเนินการอย่างถูกต้องและเหมาะสมและที่สำคัญการแข่งขันทางเสรีก็ยังเกิดขึ้นไม่เต็มที่ ด้วยเหตุนี้เองครับสิ่งที่ท่านนำเสนอนี่แหละครับจะทำให้ ๓ ส่วนนี้เกิดเต็มที่แล้วก็ขยายออกไป ทำให้เกิดความมั่นคงได้ในอนาคตนะครับ ขอเรียนเพิ่มเติมสิ่งที่ท่านทำจะแก้ไขปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่นนะครับว่าในอดีตที่ผ่านมาเราบอกว่าเราสนับสนุนเกษตรกรของ คนไทยโดยการที่ต้องการให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของคนไทยนั้นได้ขายมันสำปะหลัง ได้ราคาดี เพราะมันสำปะหลังเอามาผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) และเอทานอล (Ethanol) นั้นราคาสูงกว่าน้ำมันเบนซิน ดังนั้นผู้ที่ใช้เติมน้ำมันเบนซินทั่วประเทศก็จะต้อง จ่ายเงินส่วนหนึ่งทางอ้อมบวกไว้ในราคาน้ำมันเบนซินที่เติมนั้นเข้าไปสู่กองทุนน้ำมัน และกองทุนน้ำมันนั้นก็มาจ่ายชดเชยให้กับผู้ผลิตและผู้ขายเอทานอล (Ethanol) ที่เอาไปผสมกับ น้ำมันเบนซิน ตรงนี้แหละครับในอดีตที่ผ่านมาอาจจะมีปัญหาเพราะว่าราคาต้นทุนที่แท้จริง ของการผลิตอาจจะยังไม่โปร่งใสนับตั้งแต่ราคามันสำปะหลัง ราคาโมลาส (Molasses) ก็ยังไม่ชัดเจนว่าต้นทุนเท่าไรกันแน่ และที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือว่าราคากระบวนการผลิต แปรรูปจากมันสำปะหลังเป็นเอทานอล (Ethanol) หรือแปรรูปจากโมลาส (Molasses) เป็นเอทานอล (Ethanol) มันต้นทุนเท่าไรกันแน่ คณะอนุกรรมการชุดนี้ก็ได้จัดทำให้มัน โปร่งใสแล้วถูกต้องชัดเจนขึ้น และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าในอดีตที่ผ่านมาโรงงานเอทานอล (Ethanol) บางแห่งได้นำเข้ามันสำปะหลังจากต่างประเทศในราคาที่ถูกกว่าประเทศไทย เป็นอย่างมาก เช่น ราคาในประเทศไทยนั้นประมาณ ๕ บาทต่อกิโลกรัม มันตากแห้ง ๕.๕๐ บาทหรือ ๖ บาท แต่ว่าราคามันตากแห้งในกัมพูชาแค่ ๔.๒๐ บาท ในปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยได้มีการนำเข้า มันสำปะหลังผ่านชายแดนจากประเทศลาวเข้ามายังประเทศไทยนั้น ๖๘,๐๐๐ ตัน ในปี ๒๕๕๘ นำเข้ามามากถึง ๑๗๗,๐๐๐ ตัน มาดูนำเข้าจากกัมพูชา ปี ๒๕๕๗ จากกัมพูชา นำเข้า ๔๙๖,๐๐๐ ตัน ในปี ๒๕๕๘ นำเข้า ๑,๔๖๐,๐๐๐ กว่าตัน รวม ๒ ประเทศนำเข้ามา ปี ๒๕๕๗ ๕๖๕,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๕๘ ๑,๖๔๔,๐๐๐ ตัน ตรงนี้แหละครับ ผมได้ให้เจ้าหน้าที่ ทดลองตามดูว่ารถมันสำปะหลังเหล่านี้ไปที่ไหน ก็เจอครับ เดสทิเนชัน (Destination) จุดสุดท้ายของรถนี้คือเข้าโรงงานผลิตเอทานอล (Ethanol) บางแห่ง ฉะนั้นเป็นตัวเลขที่ชี้ชัด ว่าต้นทุนเวลาคำนวณค่าน้ำมันเอทานอล (Ethanol) ใช้ประมาณ ๕.๕๐ หรือ ๖ บาท เพราะเอาราคาในประเทศไทยเป็นเกณฑ์ แต่ต้นทุนที่เขาใช้ผลิตจริง ๆ นั้นคือ ๔.๒๐ บาท จากกัมพูชา ตรงนี้แหละครับแทนที่คนที่เติมน้ำมันในประเทศไทยจะสนับสนุนเกษตรกร ผู้ปลูกมันสำปะหลังคนไทยกลายเป็นสนับสนุนผู้ปลูกมันสำปะหลังในประเทศรอบบ้านเรา ฉะนั้นตรงนี้ผมทราบว่าคณะกรรมการชุดนี้กำลังจะเสนอหลักเกณฑ์ตามที่ท่านมิ่งขวัญได้ให้ คำแนะนำว่าต่อไปนี้ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรครับ โรงงานเอทานอล (Ethanol) จะต้อง สั่งซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนจะได้ราคาเอทานอล (Ethanol) ที่ชัดเจน เพราะมีราคาประกัน เมื่อมีราคาประกัน ก็จะตัดปัญหาว่าต่อไปนี้เกษตรกรก็จะไม่ต้องไป ร้องขอชดเชยราคามันสำปะหลังจากรัฐบาลอีกต่อไป เพราะราคาประกันรู้ล่วงหน้าเป็นปี เกษตรกรจะตัดสินใจปลูกหรือไม่ปลูกเขารู้ล่วงหน้า แล้วเขารู้แล้วว่าราคานี้มีกำไร เพราะฉะนั้นก็จะเป็นราคาที่คงที่ เพราะฉะนั้นตรงนี้กระบวนการนี้จะโปร่งใส ต้นทุนวัตถุดิบ จะชัดเจน ส่วนกระบวนการผลิตเดี๋ยวก็จะชัดเจน เพราะฉะนั้น ๒ ชัดเจนมารวมกันทั้งต้นทุน และกระบวนการผลิตจะทำให้ราคาเอทานอล (Ethanol) ที่แท้จริงนั้นชัดเจนแล้วก็เป็นธรรม ยิ่งขึ้น แล้วก็เป็นธรรมกับผู้ที่เติมน้ำมันทั่วประเทศที่จะต้องไปอุดหนุนในทางอ้อมด้วยครับ อันนี้ในเรื่องของแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) หรือเอทานอล (Ethanol) ส่วนในเรื่องของ ไบโอดีเซล (Biodiesel) ก็เช่นเดียวกันครับ ก็จะต้องมีการขึ้นทะเบียนเช่นเดียวกัน เพราะถ้า ไม่ขึ้นทะเบียนแล้วเราบอกว่าเราอุดหนุนคนไทยแต่จะกลายเป็นน้ำมันปาล์มเถื่อนจาก ประเทศเพื่อนบ้านของเราทะลักเข้ามาในประเทศไทยหลายรูปแบบครับที่มีการจับกุมได้ เป็นจำนวนมาก รูปแบบง่าย ๆ ก็คือว่ารถบรรทุกที่เข้ามาในประเทศไทยวิ่งผ่านชายแดน เข้ามาใต้ท้องรถบรรทุกทำ ๒ ชั้นหนาครับ แล้วข้างใต้ก็เป็นน้ำมันปาล์ม บางทีก็ทำเป็นแท็งก์ เข้ามาเลย ตรงนี้ก็ถือว่าเกิดความเสียหายกับคนไทยทั้งชาวบ้านที่ปลูกสวนปาล์ม แล้วก็เป็น ความเสียหายทั้งผู้ที่เติมดีเซลแล้วต้องบวกเงินไว้ในกองทุนน้ำมันเพื่อไปจ่ายชดเชยให้ ไบโอดีเซล (Biodiesel) นอกจากนี้แล้วยังมีการลักลอบเป็นขบวนการที่เอาน้ำมันปาล์ม ใส่เรือบรรทุกสินค้าหรือเรือตังเกเข้ามาแล้วก็ส่งเข้าไปยังโรงงานบางแห่งที่สู่กระบวนการฟอก จากโรงงานหีบน้ำมันปาล์ม หีบน้ำมันปาล์มในประเทศไทยบางส่วน ลักลอบนำมา บางส่วนผสมกันก็กลายเป็นน้ำมันปาล์มจากโรงหีบหรือโรงสกัดแล้วก็เอาไปส่งยัง โรงงานผลิตไบโอดีเซล (Biodiesel) นี่แหละครับ มันก็จะกลายเป็นการส่งเสริมเกษตรกร ในประเทศอื่นแต่ใช้เงินของคนไทย เพราะฉะนั้นชุดนี้ท่านจะทำให้โปร่งใสจากนี้ไปครับ แล้วที่สำคัญในเรื่องนี้ถ้าดำเนินการได้ในช่วงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อรัฐบาลในการที่จะ ขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้เป็นรูปธรรมชัดเจนตรงกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะทำให้มัน โปร่งใส เป็นธรรม แล้วก็แก้ไขปัญหาในสิ่งที่ไม่ถูกต้องด้วยครับ ผมจึงขอสนับสนุนข้อเสนอ รายงานของท่านอนุกรรมาธิการที่เสนอในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกจะอภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ถ้าไม่มีเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สปท. กระผมก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกทั้ง ๖ ท่าน เริ่มตั้งแต่ท่านปานเทพ ท่านนิกร ท่านวิทยา ท่านรองประธาน อลงกรณ์ ท่านมิ่งขวัญ แล้วก็ท่าน พลตำรวจโท สุวิระ ที่ให้คอมเมนต์ (Comment) ข้อสังเกตอย่างสร้างสรรค์แล้วก็เป็นประโยชน์ก็คิดว่าจะได้นำไปทบทวนและเพิ่มเติมในส่วนที่ เกี่ยวข้องและเป็นไปได้ ก่อนที่กระผมจะขอให้ท่านสมาชิกในทีมได้กรุณาตอบในบางเรื่อง ที่ยกขึ้นมานี้นะครับ กระผมก็อยากจะเท้าความและกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ว่าเหตุที่เราเสนอเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างราคาเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ก็เพราะเป็นเรื่องจำเป็น เป็นประเด็นปฏิรูปที่สืบเนื่องมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว และถ้าท่านดูแล้วราคาน้ำมันในตลาดโลก ๒-๓ ปีที่ผ่านมาก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคา เชื้อเพลิงชีวภาพไม่ว่าเอทานอล (Ethanol) หรือไบโอดีเซล (Biodiesel) ไม่ได้ลดลงเลย เพราะฉะนั้นมันก็ไป ๆ มา ๆ เราอยากจะทำให้นโยบายนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน เพราะไม่เช่นนั้น ไบโอดีเซล (Biodiesel) บี ๑๐๐ (B100) ราคา ๓๐ บาทขึ้นไป ขณะที่ดีเซล หน้าโรงกลั่น ๑๕ บาทเราก็ต้องไปชดเชย ถ้าใช้มากก็ยิ่งชดเชยมาก เอทานอล (Ethanol) ก็เช่นเดียวกัน ราคาลงมาอยู่ที่ ๒๓ บาท ๒๕ บาท ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซลีน (Gasoline) อยู่ที่ ๑๔ บาทก็เป็นภาวะชดเชย โดยเฉพาะอี ๘๕ (E85) ก็ยังชดเชยมาก เพราะฉะนั้นนโยบาย ส่งเสริมพลังงานทดแทนโดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพก็อย่างที่ท่านอลงกรณ์บอกครับ เราเป็นผู้นำในเรื่องนี้ในอาเซียน (ASEAN) น้ำมันที่ท่านเติมทุกหยดตอนนี้เรียกว่ามีพลังงาน จากเชื้อเพลิงชีวภาพไม่ว่าเป็นอี ๑๐ (E10) อี ๒๐ (E20) อี ๘๕ (E85) หรือไบโอดีเซล (Biodiesel) ทุกหยดก็มีผลิตผลของเกษตรกร เหตุที่เราต้องการส่งเสริมก็เพราะว่ามันเป็น พลังงานสะอาด มันเป็นพลังงานทดแทน มันช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ มันช่วยให้เกษตรกรที่ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกปาล์ม มีรายได้ที่ดีขึ้น และที่สำคัญ ก็คือใช้พลังงานในประเทศและเป็นการน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศที่ท่านได้ทดลองเรื่องเอทานอล (Ethanol) ก็ดี ไบโอดีเซล (Biodiesel) ก็ดีมาใช้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการได้นำเสนอในรายงานก็เพื่อให้มี ประสิทธิภาพ มีความยั่งยืน มีความต่อเนื่อง เราอย่าอ้างเกษตรกรแล้วทำให้กระบวนการผลิต ไม่มีประสิทธิภาพ ผลประโยชน์ไม่ได้ตกไปถึงเกษตรกร เพราะฉะนั้นในเรื่องราคาก็เป็น เรื่องสำคัญทำอย่างไรให้มีผลผลิตที่ดีขึ้นแล้วก็มีการกระจายรายได้จากการขายเชื้อเพลิง ชีวภาพให้ไปถึงเกษตรกรอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นก็ต้องแข่งขันได้ต้องมีประสิทธิภาพ ทั้งกระบวนการผลิต ทั้งต้นทุนการผลิตของมันสำปะหลัง อ้อย แล้วก็ปาล์ม ทำไมเราถึงต้อง มีต้นทุนน้ำมันปาล์มในประเทศแพงกว่าเพื่อนบ้านอย่างนี้มันก็ไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ท่านคอมเมนต์ (Comment) มาผมก็ขอรับมาที่จะไปทบทวนในกรรมาธิการเพื่อเพิ่มเติม ในส่วนที่เป็นไปได้ ผมใคร่ขออนุญาตให้สมาชิกในอนุกรรมาธิการและคณะทำงาน ได้ตอบประเด็นคำถาม โดยเฉพาะของท่านนิกรและท่านปานเทพในเรื่องของเกษตรกรก็ดี ในเรื่องของการปลูกพืชก็ดี ขอเชิญท่านยงยุทธ์ สวัสดิสวนีย์ แล้วก็คุณมนูญ ศิริวรรณ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านยงยุทธ์ค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกคนครับ ผมขออนุญาตตอบในส่วนของ ท่านปานเทพก่อนนะครับ ซึ่งท่านมีความเห็นว่าเกษตรกรน่าจะมีส่วนร่วมในการ ดำเนินการนี้นะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วในคณะทำงานที่เราทำอยู่นี่เราเห็นเกษตรกร มีความสำคัญอยู่แล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจริง ๆ แล้วในปัจจุบันนี้ในส่วนของเกษตรกรก็มีส่วนร่วมต่าง ๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะในส่วนของวัตถุดิบที่นำเอามาทำเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งอ้อย ทั้งมันสำปะหลัง หรือว่าทั้งปาล์มน้ำมันก็มีคณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งคณะกรรมการอย่างเช่นว่า ในส่วนของปาล์มก็มีคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ อันนี้ก็มีคณะกรรมการ จากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเกษตรกร ในส่วนนี้เกษตรกรก็มีส่วนที่จะเข้ามามีอำนาจ ในการต่อรองราคาในเรื่องของผลผลิตในแต่ละฤดูกาลที่อาจจะขาดหรืออาจจะล้น ซึ่งเราก็จะ เห็นได้ว่ายกตัวอย่างเช่น เรื่องของปาล์ม เมื่อ ๒-๓ เดือนที่แล้วราคาปาล์มราคาสูงขึ้นมาก บางช่วงถึง ๗ บาทต่อกิโลกรัม อันนี้เกษตรกรก็มีส่วน จริง ๆ คณะทำงานชุดนี้ ก็เห็นความสำคัญในส่วนนี้อยู่แล้วก็เป็นนโยบายอย่างหนึ่งของรายงานสรุปในชุดนี้นะครับ
สำหรับในเรื่องของที่ท่านแนะนำให้เกษตรน่าจะมีการแปรรูปที่จริงเราก็ เห็นความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ แต่ว่าบางครั้งมันอาจจะมีปัญหาติดขัดในเรื่องของการลงทุน บ้าง การจะแปรรูปก็อาจจะแปรรูปในบางส่วนได้สำหรับเกษตรกรซึ่งรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์
แต่ประเด็นที่ ๓ ที่ท่านแนะนำว่าน่าจะมีการวิจัยหรือว่าเพิ่มผลผลิตอะไรต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วคณะทำงานชุดนี้ก็เห็นความสำคัญ เพราะว่าการวิจัยส่วนหนึ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่จะ ผลักดันให้โครงสร้างเชื้อเพลิงที่เรากำลังทำอยู่นี้อาจจะมีราคาที่ลดลง อย่างเช่นว่าในส่วนของ ผลผลิต ของวัตถุดิบต่าง ๆ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เราก็มีการผลักดันหรือว่า มีการประชุม มีการคุยกับทางด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่แล้วว่าเขามีโครงการอะไร ที่สามารถที่จะเพิ่มยีลด์ (Yield) หรือว่าลดราคาของวัตถุดิบได้ หรือว่าในส่วนของการผลิต ของไบโอดีเซล (Biodiesel) มันก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงานที่จะพัฒนา โดยเฉพาะ เรื่องไบโอดีเซล (Biodiesel) ที่หลาย ๆ ท่านให้ข้อกังวลว่าถ้าเราผสมมากขึ้นมันจะมีปัญหา กับเครื่องยนต์ บริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์อาจจะไม่ยอมรับ จริง ๆ เรื่องนี้เราก็พยายามผลักดัน ให้กระทรวงพลังงานซึ่งกระทรวงพลังงานก็มีส่วนทำอยู่แล้วในเรื่องของการพัฒนา ตัวน้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel) ให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งในอนาคต มันก็จะสามารถที่จะผสมในน้ำมันดีเซล (Diesel) ให้ได้มากกว่าปัจจุบันที่อยู่ที่ ๗ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นส่วนที่คณะทำงานชุดนี้ก็เห็นความสำคัญแล้วก็มี เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้ ลงในรายละเอียดของตัวรายงานเท่านั้น แต่ว่างานวิจัยอะไรต่าง ๆ ใครเป็นคนรับผิดชอบ ควรทำอะไรนี่ เรามีการพูดคุยกันอยู่แล้ว
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งขออนุญาตตอบท่านวิทยาในบางส่วนว่ากระทรวงพลังงาน ควรจะมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของราคาปาล์มน้ำมัน จริง ๆ เรื่องนี้เราก็มีการคุยกันว่า ในส่วนของ บี ๑๐๐ (B100) ที่ผสมลงไปในตัวน้ำมันดีเซล ซึ่งอดีตที่ผ่านมาเรามอง เฉพาะว่าตัวสต็อก (Stock) มากหรือน้อย ถ้าสต็อก (Stock) น้อย มีน้อยเกินไปเราก็อาจจะ ลดตัวน้ำมัน บี ๑๐๐ (B100) ลง ถ้ามีมากเกินเราก็เพิ่มตัวบี ๑๐๐ (B100) ขึ้น แต่อย่างไรก็ ไม่เกิน ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเดิมทีนี้อยู่ในสต็อก (Stock) แต่ว่าในอนาคตนี้คณะกรรมการทำงาน ชุดนี้ก็เห็นว่ามันควรจะต้องมีเอาราคาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นอกจากสต็อก (Stock) แล้ว ราคาก็มีส่วนสำคัญเพราะว่าถ้าราคามันแพงมากขึ้นมันก็อาจจะไม่เหมาะสมกับการที่เรา จะเพิ่มให้มีสัดส่วนของการใช้ไบโอดีเซล (Biodiesel) มากขึ้นเพราะว่าราคาก็จะแพงขึ้น ภาระก็ตกแก่ประชาชนทั่วไปนะครับ
หรืออีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ทราบ ก็คือเรื่องที่ท่านมิ่งขวัญห่วงว่า เราน่าจะมีการเอาเรื่องของการปล่อยมลพิษอะไรต่าง ๆ พวกนี้มาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้ว คณะทำงานก็เล็งเห็นเรื่องนี้ คือทางกระทรวงอุตสาหกรรมปัจจุบันนี้ราคาภาษีของรถยนต์ ก็มองในแง่ของการปลดปล่อยตัวคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าปล่อยน้อยภาษีก็น้อยด้วย ซึ่งอันนี้ จริง ๆ แล้วก็มีผลมาจากว่าถ้าอย่างรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล ถ้าใช้ไบโอดีเซล (Biodiesel) ตัวมลพิษต่าง ๆ มันก็ควรจะลดลง มันก็ไปสะท้อนทำให้ราคาภาษีของรถยนต์ชนิดนั้นถูกลง ก็ขออนุญาตเรียนแค่นี้ครับ
ท่านมนูญใช่ไหมคะ เชิญท่านมนูญ ศิริวรรณ ค่ะ
กราบเรียน ท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม มนูญ ศิริวรรณ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานและที่ปรึกษา คณะทำงาน กระผมอยากจะเพิ่มเติมในส่วนที่ท่านประธานกรรมาธิการและท่านยงยุทธ์ ได้เรียนเสนอไปนะครับ คืออยากจะเรียนเสนอถึงเรื่องของคำแนะนำของท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้อภิปรายไปในสภาแห่งนี้นะครับ กราบเรียนว่า ก็เห็นด้วยทุกประการที่ท่านได้อภิปรายเพิ่มเติมมา กระผมอยากเรียนว่าปัญหาของเชื้อเพลิง ชีวภาพของเรานั้นอาจจะจำแนกได้เป็น ๔ เรื่องด้วยกันนะครับ
เรื่องแรกคือเรื่องของความมั่นใจในคุณภาพของเชื้อเพลิงชีวภาพ
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของต้นทุนของเชื้อเพลิงชีวภาพ
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของนวัตกรรมใหม่ด้านพลังงาน ซึ่งอาจจะคุกคามในเรื่อง ของความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพในอนาคต
เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องการบริหารจัดการในเรื่องของเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งขณะนี้ ต้องอยอมรับว่ายังมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการบริหารสต็อก (Stock) ซึ่งทำให้เชื้อเพลิงชีวภาพนั้นอาจจะมีไม่เพียงพอในบางกรณีหรือในบางช่วงเวลานะครับ ทั้ง ๔ เรื่องนั้นต้องเรียนว่าเราได้ทำการศึกษาแล้ว เราพบว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะแก้ไขได้นะครับ แต่ว่าบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ต้องบูรณาการกันอย่างเช่นท่านสมาชิกบางท่านได้เสนอแนะนะครับ เราจึงได้นำเสนอว่าข้อเสนอของเราหรือข้อศึกษาของเรานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรีและส่งให้ทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เป็นผู้นำไปพิจารณาแก้ไขในขั้นตอนแรก และต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัติพลังงานทดแทน ก็จะให้ทางคณะกรรมการบริหารพลังงานทดแทนนั้นเป็นผู้ที่นำไปดำเนินการในรายละเอียด ต่อไป ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นการบูรณาการกระทรวงต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา อย่างเป็นรูปธรรม
ในเรื่องของคุณภาพที่ประชาชนอาจจะไม่มั่นใจนั้นผมขอเรียนว่าในเรื่องของ คุณภาพของเชื้อเพลิงชีวภาพนั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้มีปัญหาเลยจากการที่เราได้ริเริ่มให้มี การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศไทยมาร่วม ๒๐ ปี ไม่พบว่าการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพไม่ว่าจะเป็น แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) หรือไบโอดีเซล (Biodiesel) กับรถยนต์นั้นมีปัญหาแต่ประการใด ทางผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นบริษัทน้ำมันหรือโรงกลั่นน้ำมัน รวมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ได้ร่วมมือกันในการให้ความมั่นใจกับผู้บริโภคมาโดยตลอด ถึงขนาดมีการประกันคุณภาพว่า ถ้าใครใช้แล้วมีปัญหาให้มาดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ก็ปรากฏว่าตลอดระยะเวลา เกือบ ๒๐ ปีก็ไม่มีใครมาเรียกร้องค่าเสียหายจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพเลย เพราะฉะนั้นอาจเรียกได้ว่าในด้านคุณภาพเราไม่มี เราแน่ใจนะครับว่าเชื้อเพลิงชีวภาพ ไม่มีปัญหาด้านคุณภาพ แต่ว่าในด้านความมั่นใจอาจจะยังมีปัญหาอยู่เพราะยอดจาก การสำรวจของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยนั้นพบว่าผู้เป็นเจ้าของรถยนต์อี ๒๐ (E20) ซึ่งสามารถใช้แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) อี ๒๐ (E20) ได้ ปรากฏว่ายังคงใช้แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) อี ๑๐ (E10) ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปฏิเสธการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) อี ๒๐ (E20) ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกันกับเจ้าของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันอี ๘๕ (E85) ได้ ก็ยังปฏิเสธการใช้น้ำมันอี ๘๕ (E85) ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อันนั้นก็แสดงถึง ความมั่นใจของผู้บริโภคยังไม่มั่นใจแต่ก็เรียนย้ำนะครับว่าเรื่องนี้ทางด้านผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็ได้ดำเนินการเพื่อที่จะสร้างความมั่นใจมาโดยตลอด อย่างที่ท่านรองประธานอลงกรณ์ ได้กรุณาพูดถึงว่าเราเป็นประเทศเดียวในอาเซียน (ASEAN) แล้วก็เป็นประเทศเดียวอาจจะ ในโลกด้วยที่เรามีน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ทั้งอี ๑๐ (E10) อี ๒๐ (E20) แล้วก็อี ๘๕ (E85) จำหน่าย ยังขาดแต่อี ๑๐๐ (E100) เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าสามารถนำมาจำหน่ายได้ ก็คงจะเอามาจำหน่าย แต่เนื่องจากว่าขณะนี้มันมีจำนวนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) มากจนเกินไปแล้วเราก็เลยกำหนดไว้เพียงแค่ ๓ ชนิด ส่วนทางด้านน้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel) ก็เช่นเดียวกันนะครับทุกวันนี้น้ำมันดีเซลที่จำหน่ายในประเทศไทยทุกลิตร ก็มีไบโอดีเซล (Biodiesel) ผสมอยู่ทุกลิตร เพราะฉะนั้นเราไม่มีน้ำมันดีเซลธรรมดาจำหน่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพรีเมียม (Premium) เกรดพรีเมียม (Grade Premium) ต่าง ๆ ที่โฆษณากันอยู่ทุกวันนี้ก็มีไบโอดีเซล (Biodiesel) ผสมอยู่ด้วยทุกลิตรเช่นเดียวกัน แล้วเราก็เป็นประเทศเดียวที่มีทั้งไบโอดีเซล (Biodiesel) บี ๓ (B3) คือผสม ๓ เปอร์เซ็นต์ ไบโอดีเซล (Biodiesel) บี ๕ (B5) ผสม ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไบโอดีเซล (Biodiesel) บี ๗ (B7) ผสม ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นประเทศเดียว ในโลกอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องของคุณภาพขอให้มั่นใจได้
ส่วนในเรื่องของราคาหรือต้นทุนเรายังมีปัญหาอยู่ เพราะว่าต้นทุนการผลิต ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือต้นทุนการผลิตเอทานอล (Ethanol) เรายังสูงมาก เช่นที่ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้พูดถึงไปแล้ว เพราะฉะนั้นเรายิ่งเติมมากเราจะยิ่งมีปัญหามากแล้วเรายิ่งต้องใช้เงินกองทุนน้ำมัน มาอุดหนุน ทุกวันนี้เราใช้เงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) อี ๒๐ (E20) ถึงลิตรละ ๓ บาท เราใช้เงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนน้ำมันอี ๘๕ (E85) ถึงลิตรละ ๙.๓๕ บาท อันนั้นคือปัญหา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราถึงพยายามจะเรียนว่าเราต้องศึกษา ถึงเรื่องการปฏิรูปต้นทุนการผลิตไบโอดีเซล (Biodiesel) ให้ลดลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็อย่างที่ผลการศึกษาแสดงว่าต้นทุนของไบโอดีเซล (Biodiesel) ทุกวันนี้ก็คือต้นทุน วัตถุดิบ นั่นจึงนำไปสู่ข้อสรุปของเราว่าถ้าเราต้องการลดต้นทุนของเชื้อเพลิงชีวภาพก็ต้องไป ปฏิรูประบบการผลิตด้านการผลิตต้นทุนของวัตถุดิบลงแล้วเราจะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องปฏิรูป ระบบการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอ้อย น้ำตาล มันสำปะหลัง และน้ำมันปาล์ม อันนั้น ก็เป็นข้อเสนอใหญ่ของเราว่าต้องทำการปฏิรูปต้นทุนการเกษตรและวัตถุดิบให้ถูกลง ส่วนเรื่องของการผลิตนั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นต้นทุนส่วนใหญ่แต่ก็ต้องปฏิรูประบบการผลิต ต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้เพื่อที่จะลดราคาไบโอดีเซล (Biodiesel) และเอทานอล (Ethanol) ลงให้มากไปกว่านี้ เพราะต้นทุนปัจจุบันนั้นก็ต้องถือว่า อยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นบราซิลหรือไม่ว่า จะเป็นมาเลเซีย เราจำเป็นที่จะต้องอ้างอิงทั้ง ๒ แหล่งนี้เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ในการผลิตของบ้านเราให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะนำเข้า เพราะว่าเราทราบดีว่าการนำเข้านั้นคือการทำร้ายเกษตรกร เพราะฉะนั้นเราจะ ไม่ส่งเสริมการนำเข้าอย่างเด็ดขาดนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของนวัตกรรมใหม่ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรืออะไร ก็แล้วแต่เราก็คงจะต้องดูแลเรื่องของต้นทุนการผลิตให้ดีที่สุดเพื่อที่จะให้การใช้ไบโอดีเซล (Biodiesel) นั้นยังคงมีอยู่ต่อไปในอนาคตนะครับ
ส่วนเรื่องการบริหารจัดการนั้น แน่นอนครับถ้าเราบูรณาการการบริหาร จัดการได้ ผ่านพระราชบัญญัติกองทุนเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งอาจจะจัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติเชื้อเพลิงชีวภาพในอนาคตก็จะทำให้การบริหารจัดการนั้นมีประสิทธิภาพ แล้วก็บูรณาการดีขึ้น ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านนิกรค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิกร จำนง ผมได้ อภิปรายไปแล้วมีคำถามซึ่งยังไม่ได้คำตอบ แต่ผมเข้าใจว่าเป็นคำตอบที่ยาก คำถามที่ผมถาม ก็คือว่าเกี่ยวกับอีโคโนมี ออฟ ไทม์ (Economy of Time) คืออนาคตจะเป็นอย่างไรในภาวะ ที่ว่ามันเป็นไดนามิก (Dynamic) มากกำลังเคลื่อนแล้วก็ภาวะที่ว่าโลกกำลังจะหันไปใช้ ไฟฟ้าเยอะ ที่ผมถามว่าแล้วเราจะอยู่ตรงไหนในอนาคตซึ่งมันล่อแหลมกับความสุ่มเสี่ยง ของเรา ทีนี้เดิมผมคิดไม่ออกว่าจะเป็นไปทางไหน ท่านก็ไม่ได้ตอบ แต่ว่าผมมาได้ข้อคิด อาจจะต่อยอดจากความเห็นของท่านวิทยา ท่านอลงกรณ์และท่านมิ่งขวัญ ก็อยากจะเสนอ ณ ที่นี้สักเล็กน้อยก็คือผมมองเห็นว่าอย่างนี้ครับว่าถ้าเรามองภาวะขณะนี้เราจะไปตามเขา ก็คงไม่ได้ ทีนี้ที่พยายามทำกันมา กองทุนที่ท่านจะตั้งตามพระราชบัญญัติเองน่าจะช่วย บางอย่างได้ บางอย่างที่ว่าก็คือว่าเรามาลองกันไหมว่าเราสร้างอนาคตเราเองดีกว่า ก็คือ ไบโอฟูเอล (Biofuel) นี่แหละ ผมมีความเห็นตามความเห็นของท่านอลงกรณ์และท่านวิทยา ว่าเราน่าจะทำเหมือนเป็นทวินแพลนต์ (Twin Plant) ก็คือหลักการนี้ที่ท่านอลงกรณ์บอกว่า เรามีประเทศเดียวที่ยิ่งใหญ่มากเรื่องนี้ อย่างนั้นเราก็คุมเสียเลย หลักการก็คือว่าเราทำเป็น ทวินแพลนต์ (Twin Plant) หรือว่าเป็นดับเบิล (Double) หมายความว่าเราทำเป็นโรงงานแฝด เพราะว่าขณะนี้เราทำเหมือนเป็นดับเบิลเอฟ (Double F) ได้ ฟู้ด (Food) กับ ฟูเอล (Fuel) ใช่ไหมครับ ก็คือฟู้ด (Food) ก็คือผลิตเป็นน้ำมันปาล์มเพื่อรับประทานซึ่งในการผลิตตรงนี้ ใช้ต้นทุนสูงมันต้องเพียว (Pure) ต้องสะอาด แต่ในขณะเดียวกันของที่มันเหลือมาก็ทำคู่กัน บางอย่างสามารถจะทำเป็นฟูเอล (Fuel) ก็คือทำเป็นน้ำมันซึ่งต้นทุนมันต่ำมันเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราทำแฝดเลยเราจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่ทำแบบนี้ ถ้าเป็นแบบนั้นก็เท่ากับว่า ในอนาคตเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครู้ดออยล์ (Crude Oil) หรือพวกพลังงานที่มันจะหมดก็คือ จากฟอสซิล (Fossil) อีกต่อไป แล้วก็ในอนาคตเราเชื่อว่าประเทศรอบ ๆ นี้คงจะมีใครทำ ปรมาณูแน่พลังงานเราก็ไม่ต้องทำ แต่ว่าการที่เรามีอยู่ทั่วไปโดยการเพาะปลูกเป็นเหมือนกับ ว่าเป็นซิลค์ซัฟฟิเชียนต์ (Silk Sufficient) ของเราเอง ผมอยากจะเสนอโดยความเห็น ต่อยอดจากความเห็นของ ๓ ท่านนี้ก็คือว่าเรามีทางออกของเราก็คือเราทะลุไปคุมเสียเลย ส่วนหนึ่งก็เป็นความพอเพียงของเกษตรกรของเราคือเราอยู่ของเราเองได้ อีกส่วนหนึ่ง ในฟีลด์ (Field) แบบนี้เราคุมได้เราสามารถคอนโทรล (Control) ได้ ก็อยากจะฝาก ความเห็นในประเด็นที่ท่านไม่ได้ตอบต่อเนื่องไปยังกรรมาธิการเผื่อว่าจะมีทางออกร่วมกัน กราบขอบพระคุณครับ
คณะกรรมาธิการท่านเลิศรัตน์เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน คนที่หนึ่ง ก็ขอเรียนชี้แจง ท่านสมาชิกเพิ่มเติม ที่จริงถ้าท่านดูในข้อเสนอนี้ ข้อเสนอสุดท้ายของการศึกษานี้ คือมอบให้กับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นผู้พิจารณาดำเนินงานต่อไป เราไอเด็นทิไฟ (Identify) ปัญหาต่าง ๆ ที่หน่วยงานทั้ง ๔ กระทรวงได้ศึกษาได้ชี้แจงกับ กรรมาธิการรวมถึงจากการสัมมนาต่าง ๆ เราก็ได้ให้ข้อเสนอในบางส่วน แต่ในการบริหาร จัดการว่าจะไปสู่ อีวี (EV) จะไปสู่การใช้พลังงานฟอสซิล (Fossil) หรือว่าชีวภาพลดลง อย่างไรนั้นมันเป็นเรื่องของกรอบเวลาของไทม์อีโคโนมี (Time Economy) ก็ขอยืมคำพูด ของท่านนิกร ขออนุญาตเอ่ยนามท่านมาพูด ซึ่งแน่นอนครับและในอนาคตเราได้เสนอไปแล้ว อีก พ.ร.บ. หนึ่ง คือเพิ่มจากพลังงานทดแทนซึ่งเชื่อว่าจะผ่านสภา สนช. ในเมื่อมี พระราชบัญญัติพลังงานทดแทนแล้วก็จะมีคณะกรรมการพลังงานทดแทน ในพระราชบัญญัติฉบับนั้นมี ๑ หมวดเลยที่พูดถึงพลังงานชีวภาพ น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ เพราะฉะนั้นพอเกิด พ.ร.บ. ฉบับนั้นการบริหารจัดการเรื่องพลังงานทดแทนทั้งระบบ จะไปอยู่ภายใต้คณะกรรมการใน พ.ร.บ. พลังงานทดแทนก็ขอเรียนว่าเราจะนำข้อเสนอ ข้อคิดเห็นของท่านแนบไปกับข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ไปด้วยครับเพียงแต่ว่าคำตอบสุดท้ายนั้น ก็เป็นเรื่องของการทำงานของคณะกรรมการที่เราให้เป็นผู้รับผิดชอบต่อไป ก็ขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ความสำคัญ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมากหลาย ล้านคน เราจึงได้หยิบขึ้นมาศึกษาโดยคิดว่าอย่างน้อยก็เป็นการจุดประกายให้การดำเนินงาน เรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพนั้นได้มีการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องต่อไปครับ ขอบพระคุณ
เรียนท่านเลิศรัตน์ค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องแนวทาง การปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) แล้วนะคะ ก่อนจะขอมติจากที่ประชุมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โปรดเสียบบัตรและปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ เจ้าหน้าที่เรา อย่าเพิ่งปิดนะคะ ยังมีสมาชิกเข้ามาอีกหลายท่านเลยคะ เจ้าหน้าที่ที่ท่านเข้ามาทีหลัง ทันนะคะ ยังมีท่านใดเข้ามาอีกไหมคะ เรียบร้อยแล้วนะคะ แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๐ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง แนวทาง การปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอลและไบโอดีเซลหรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ปิดการลงคะแนนนะคะ แล้วเจ้าหน้าที่ขอผลการลงคะแนน ผลการลงคะแนน ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๑ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียงไม่มีนะคะ
ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอลและไบโอดีเซลแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ขอบคุณท่านประธานและคณะกรรมาธิการทุกท่านนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๓ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูปความรอบรู้ และการสื่อสารสุขภาพ รัฐจะต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง และเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์ สูงสุดด้วย ดังนั้นจึงมีความสำคัญที่จำเป็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อนการปฏิรูปในด้านของ ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพต่อเนื่องจากที่ได้เคยขับเคลื่อนมาแล้วในสภาปฏิรูปแห่งชาติ รวมทั้งมีความสำคัญและมีความจำเป็นเร่งด่วนหลายประการในสถานการณ์ของประเทศ ที่จะต้องมีการปฏิรูปด้านความรอบรู้ทางด้านสุขภาพของประชาชน ซึ่งก่อนอื่นก็จะใคร่เรียน ให้ท่านที่ประชุมได้มีความเข้าใจเบื้องต้นสำหรับเรื่องความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่การได้รับข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพเท่านั้น แต่หมายถึงการพัฒนาให้ ประชาชนเป็นกระบวนการทางด้านปัญญาแล้วก็ทักษะที่จะทำให้ประชาชนหรือกลุ่มของ ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพ ได้มีความเข้าใจในความหมายของข้อมูล รวมทั้งสามารถคิดวิเคราะห์และนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ของตัวเองจนกระทั่ง สามารถที่จะตัดสินใจเลือกการกระทำที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดสุขภาวะที่ดี อันนี้ก็เป็น ความหมายของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ เพราะฉะนั้นในความรอบรู้ทางด้านสุขภาพนี้ จำเป็นที่จะต้องมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องซึ่งมีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูป อาทิเช่น ในเรื่องของความสามารถ ทักษะในการสื่อสารของบุคลากรทั่วไปและนักวิชาการ ที่จะสื่อทำให้ประชาชนทั้งหลายได้เข้าใจในเรื่องข้อมูลพื้นฐานทางด้านสุขภาพ ความรู้ พื้นฐานเกี่ยวกับสุขภาพในด้านต่าง ๆ ความหลากหลายในสังคม วัฒนธรรม ลักษณะของ ระบบสุขภาพ ความต้องการแล้วก็ความจำเป็นด้านสุขภาพในสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าบุคคลมีความรอบรู้ทางด้านสุขภาพนั้นก็จะทำให้เขาสามารถที่จะ ใช้บริการสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็สามารถที่จะให้ข้อมูลสุขภาพแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์หรือพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถที่จะมีพฤติกรรมที่เอื้ออำนวยต่อการที่มี สุขภาพดีและสามารถที่จะมีพฤติกรรมป้องกันที่มีประสิทธิภาพได้เช่นเดียวกัน รวมทั้งเข้าใจ คอนเซปต์ (Concept) พื้นฐานทางด้านสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่มักจะใช้กันในทางสุขภาพ เช่น ความน่าจะเป็น ความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งมีการพูดกันบ่อยนะคะ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าคนเราไม่มีความรู้ทางด้านสุขภาพเลยนะคะ หรือขาด หรือมีความรู้ทางด้านสุขภาพ ที่ต่ำจะเกิดอะไรขึ้นนะคะ อันนี้การศึกษาในสหรัฐอเมริกานี้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าถ้าหากว่า ระดับความรู้ทางด้านสุขภาพต่ำ พฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคจะเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน พฤติกรรมในการป้องกันโรคก็จะลดน้อยลง รวมทั้งการเข้ารับการรักษาพยาบาล ในโรงพยาบาลก็จะบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นการรักษาที่ไม่จำเป็นที่จะต้อง เข้าโรงพยาบาล นอกจากนั้นก็อาจจะไม่เข้าใจในคำแนะนำหรือว่าในคำสั่งในการ รักษาพยาบาลของแพทย์หรือพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งการเจ็บป่วยด้วยโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่าง ๆ ซึ่งมีราคาแพง ค่ารักษาที่ราคาแพงนี้มากขึ้น แล้วก็ค่าใช้จ่าย ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นนะคะ ทั้งหมดนี้ก็เป็นผลที่เกิดจากการที่มีความรู้ทางด้านสุขภาพต่ำของประชาชนจาก การศึกษาวิจัย ในประเทศไทยก็มีสถานการณ์คล้ายกันอย่างนี้ แต่ว่าเรายังขาดการศึกษาวิจัย ที่จะแสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์ทางด้านความรู้แล้วก็พฤติกรรมสุขภาพ ตลอดจนกระทั่งค่ารักษาพยาบาล อย่างไรก็ตามก็จะขอเรียนให้ทราบว่าในขณะนี้ประเทศไทย ประชาชนไทยมีการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็งเป็นจำนวนมากนะคะ ทั้งหมดนี้มาจากสาเหตุสำคัญก็คือโรคอ้วน ซึ่งเกิดจากการบริโภคซึ่งไม่ถูกต้อง แล้วก็โรคเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาลซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงเพิ่มมากขึ้นทุกที จนกระทั่งอัตราเพิ่ม ของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนั้นสูงมากกว่าอัตราเพิ่มของจีดีพี (GDP) ซึ่งอันนี้ก็เป็น ปรากฏการณ์ซึ่งไม่ดี ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย นอกจากนั้นแล้วค่าใช้จ่าย ทั้งหมดในการรักษาพยาบาลประมาณเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ยังเป็นการรักษาซึ่งในการ ป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพก็มีเพียงประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก็จัดว่า เป็นการลงทุนที่ไม่ค่อยจะคุ้มค่า ประชาชนคนไทยมีความรอบรู้ในด้านสุขภาพได้แก่ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ในแต่ละกลุ่มวัยนี่อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน ในโอกาสนี้ดิฉัน ขออนุญาตท่านประธานให้คุณมะลิจากกองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกองสุขศึกษา ได้ทำการเซอร์เวย์ (Survey) ในเรื่องนี้ระดับความรอบรู้ทางด้านสุขภาพในประเทศไทย เพื่อที่จะชี้แจงได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะคะ ขออนุญาตเรียนเชิญค่ะ
เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานและกรรมาธิการนะคะ ดิฉัน มะลิ ไพฑูรย์เนรมิต กองสุขศึกษา กระทรวง สาธารณสุข ในนามของคนที่ดำเนินการในเรื่องนี้ ในส่วนของกองสุขศึกษา กระทรวง สาธารณสุขได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน ก็เพื่อเป็นการสร้างภูมิปัญญาและทักษะในการดูแลสุขภาพให้ประชาชนอย่างยั่งยืน ได้ทำการศึกษาสถานการณ์ของระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันนะคะ ในการศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพนี้เรามุ่งเน้นไปที่ ๒ กลุ่มวัย ที่เป็นกลุ่มวัยสำคัญก่อนก็คือกลุ่มวัยเรียนและกลุ่มวัยทำงานนะคะ ส่วนในระดับความรอบรู้ ด้านสุขภาพที่ศึกษาเราจะแบ่งออกเป็น ๓ ระดับด้วยกันนะคะ ก็คือเป็นระดับที่ไม่ดี เป็นระดับพอใช้ แล้วก็ระดับดีมากนะคะ ในส่วนของระดับที่เป็นระดับที่พึงประสงค์สามารถ ทำให้ประชาชนมีทักษะในการดูแลสุขภาพได้อย่างยั่งยืนนั่นคือระดับดีมาก จากการศึกษา ในกลุ่มวัยเรียนเราพบว่าในปี ๒๕๕๗ ประชาชนกลุ่มวัยเรียนเรามีระดับความรอบรู้ ด้านสุขภาพในระดับที่ดีมากที่เป็นระดับที่พึงประสงค์มีเพียงแค่ ๕.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือ ยังเป็นระดับที่ยังพอใช้แล้วก็ยังไม่พึงประสงค์ในปี ๒๕๕๘ ก็จะมีระดับดีมากเพียง ๓๖.๙๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจจะดีขึ้นมานิดหนึ่ง ในปี ๒๕๕๙ ก็คือปีที่ผ่านมานี้ มีระดับ ความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับดีมาก ร้อยละ ๓๑.๘ นะคะ ส่วนกลุ่มวัยทำงานซึ่งเป็น กลุ่มวัยแรงงานที่สำคัญของประเทศ ในปี ๒๕๕๗ พบว่ามีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียง ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๘ มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียง ๑๓.๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วในปี ๒๕๕๙ มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียง ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ และในส่วนนี้ทักษะที่ส่วนใหญ่ประชาชนของเรายังต่ำอยู่มากเลยก็คือในเรื่องของการสื่อสาร ด้านสุขภาพ เรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการด้านสุขภาพ แล้วก็การตัดสินใจ ในการที่ดูแลสุขภาพตนเองได้ แล้วก็การจัดการเงื่อนไขทางด้านสุขภาพของตัวเอง ซึ่งเหล่านี้ เป็นองค์ประกอบในความรอบรู้ด้านสุขภาพของเรา จากการศึกษาที่ผ่านมากระทรวง สาธารณสุขก็ได้เล็งเห็นความสำคัญและได้กำหนดเรื่องนี้ให้เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในการพัฒนาประชาชนให้ไปสู่สุขภาวะในแผน ๒๐ ปี อันนี้ขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน แล้วก็คณะกรรมาธิการค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านประธานค่ะ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพและท่าน สปท. ผู้ทรงเกียรติ ดิฉันขอพูดถึงสถานการณ์ในประเทศไทยต่อเราจะเห็น ได้ว่าในภาคประชาชนนั้นประชาชนไทยมีความรอบรู้ทางด้านสุขภาพยังอยู่ในระดับที่ไม่เป็น ที่น่าพอใจ รวมทั้งความชุกของโรคเรื้อรังต่าง ๆ ซึ่งมีค่ารักษาพยาบาลเป็นราคาแพง แล้วก็ สามารถจะป้องกันได้โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นก็ยังมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นตลอดเวลานะคะ เหล่านี้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นทุกปี สำหรับสถานการณ์ของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจะพบว่าในปัจจุบันมีหน่วยงานของรัฐ มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักนอกจากนั้นก็มีกระทรวงอื่น ๆ เช่น กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ให้ความรู้และให้ข้อมูลทางด้านสุขภาพ เป็นจำนวนมากมาย ในกระทรวงสาธารณสุขเองก็มีประมาณถึง ๒๐ กว่าหน่วยงาน กระทรวงอื่น ๆ อีกประมาณมากกว่า ๑๐ หน่วยงาน แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็ให้ข้อมูล ซึ่งกระจัดกระจายและขาดการบูรณาการ เช่น กรมสุขภาพจิตก็ให้ข้อมูลด้านสุขภาพจิต กรมควบคุมโรคก็ให้ข้อมูลด้านการป้องกันโรค ทั้งโรคติดต่อ ทั้งโรคไม่ติดต่อต่าง ๆ กระทรวง แรงงานก็ให้ความรู้ในเรื่องของความปลอดภัยในการทำงาน กรมอนามัยให้ความรู้เรื่อง อนามัยสิ่งแวดล้อมในเรื่องของการป้องกันโรคติดต่อต่าง ๆ พวกนี้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ข้อมูลมีหลากหลายมากมายแต่ว่าขาดการบูรณาการจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะแก้ปัญหา โรคที่เป็นปัญหาสำคัญ เพราะว่าข้อมูลต่าง ๆ ไม่ได้มุ่งระดมไปที่การแก้ปัญหาในโรค ที่เป็นปัญหาหลักของปัญหาสุขภาพของประเทศ นอกจากนั้นก็ยังขาดข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น ต่อการแก้ปัญหาสุขภาพที่สำคัญที่ถูกต้อง ทันกาล รวมทั้งมีช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน นอกจากนี้ถึงแม้ข้อมูลจะ กระจัดกระจายและบางครั้งข้อมูลสำคัญก็ยังขาดหายไป แต่ช่องทางในการสื่อสารของ ประชาชนกลับเปิดกว้างมากขึ้นนอกไปจากแมสมีเดีย (Mass Media) ซึ่งเป็นช่องทางของรัฐ และเอกชนต่าง ๆ แล้ว ในขณะนี้ก็มีการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ทางโซเชียล มีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถที่จะส่งข่าวสารถึงกัน ได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองบางครั้งก็เป็นข้อมูลที่ยัง มีความน่าสงสัยหรือว่าสงสัยในความน่าเชื่อถือและบางครั้งก็เป็นข้อมูลซึ่งผิดพลาดอาจจะ ส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้ ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตอบโต้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้อย่าง ทันท่วงทีนะคะ อันนี้ก็เป็นปัญหาของหน่วยงาน ทั้งหมดนี้ก็แสดงถึงความจำเป็นในการที่จะต้องมีการปฏิรูปความรอบรู้ทางด้านสุขภาพให้แก่ ประชาชนไทยเพื่อทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น แล้วข้อสำคัญก็คือป้องกันโรคไม่ให้ เจ็บป่วยด้วยโรคที่สามารถที่จะป้องกันได้ เพราะฉะนั้นในจุดมุ่งหมายที่สำคัญของการปฏิรูป ก็คือสร้างสังคมแห่งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพหรือว่าเฮลท์ ลิเทอเรต โซไซตี (Health Literate Society) ให้เกิดขึ้นให้ได้ สังคมที่สำคัญก็ควรจะเป็นโรงเรียน เป็นสถานบริการ สุขภาพต่าง ๆ โรงพยาบาลในทุกระดับ โรงงาน สถานที่ทำงานต่าง ๆ รวมทั้งชุมชนแล้วก็ ครอบครัว ถ้าเผื่อว่าจะให้หมายความในภาพรวมของสังคมที่มีความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ก็คงจะหมายความกว้าง ๆ ถึงสังคมซึ่งประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ที่ถูกต้องอย่างเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ ข้อมูลด้านสุขภาพและสถานบริการสุขภาพ มีการดำเนินงาน มีการให้ข้อมูลไปในลักษณะที่ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คือคำนึงถึง ความรู้ ความเข้าใจแล้วก็วัฒนธรรมการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นหลัก สนับสนุน การศึกษาต่อเนื่องอย่างตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่อก่อให้เกิดสุขภาพที่ดี ดังที่ปรากฏอยู่ ในไดอะแกรม (Diagram) ที่เห็นว่าอินโวลว์ (Involve) ในทุกระดับ เพราะฉะนั้นวิธีการ ดำเนินงานก็ขอพูดถึงวิธีการดำเนินงานเลยโดยคร่าว ๆ ว่าที่สำคัญก็คือเนื่องจากมีหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเหล่านี้อยู่หลากหลาย แต่ว่ายังขาดการบูรณาการ ขาดการต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการปฏิรูปความรู้ของประชาชนให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเราได้เขียนว่าการปฏิรูปความรอบรู้ของประชาชนเพราะว่าข้อมูลทั้งหลายได้แสดงให้เรา เห็นว่านอกไปจากระบบการศึกษาโดยตามปกติแล้ว ถ้าหากว่าต้องการให้ประชาชน มีคุณภาพดีขึ้นเป็นประชาชนที่สามารถที่จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศนั้น ประชาชน ควรจะมีความรอบรู้นอกเหนือไปจากการศึกษาในภาคบังคับ เช่น มีความรอบรู้ทางด้าน สุขภาพ มีความรอบรู้ทางด้านการเงินการคลัง ซึ่งถ้าหากว่าประชาชนมีความรอบรู้ใน ๒ ด้านนี้ อย่างดีแล้วเชื่อว่าประเทศจะสามารถไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนได้ เพราะฉะนั้น การปฏิรูปความรอบรู้ทางด้านสุขภาพนี้ควรจะได้ยกให้อยู่ในวาระแห่งชาติ แล้วนอกจากนั้น ถ้าเผื่อว่าจะให้การปฏิรูปในแต่ละบุคคล ในกลุ่มคนมีผลดีมากยิ่งขึ้น นโยบายของรัฐควรจะ เป็นนโยบายที่ใส่ใจในด้านสุขภาพหรือว่าเฮลท์ อิน ออล โพลิซี (Health in all Policies) ทุกนโยบาย ควรจะใส่ใจให้ความสนใจว่ามันจะกระทบถึงสุขภาวะของประชาชนหรือไม่ นอกจากนี้แล้ว เพื่อให้งานทางด้านการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนนั้นมีความเชื่อมโยง มีอิมแพกต์ (Impact) มากขึ้นสมควรจะจัดตั้งให้มีคณะกรรมการสร้างเสริมความรอบรู้และสื่อสาร แห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และคณะกรรมการนั้น ควรจะมีหน้าที่ดังต่อไปนี้นะคะ หน้าที่ที่สำคัญก็คือจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านความรอบรู้ และสื่อสารด้านสุขภาพ คงจะจำได้ว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้เคยเสนอการปฏิรูปการอภิบาลระบบหรือการบริหาร ระบบบริการสุขภาพที่สำคัญคือมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็น คณะกรรมการที่จะรวมแล้วก็ชี้นำนโยบายที่สำคัญทางด้านสุขภาพของประเทศ ถ้าหากว่าคณะกรรมการสร้างเสริมความรอบรู้และสื่อสารแห่งชาตินี้ได้เสนอแนะ แนวนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพแก่คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ อันนี้ก็จะ เป็นการบริหารที่เหมาะสมแล้วก็สามารถที่จะนำนโยบายเหล่านั้นไปอิมพลีเมนต์ (Implement) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายแล้วก็ควรจะ บูรณาการสหสาขาวิชาชีพเพื่อจัดการสื่อสารด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ติดตาม การดำเนินงาน ส่งเสริมพัฒนาองค์ความรู้ เช่นการวิจัยนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นศูนย์กลางจัดการ ความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง แล้วก็ตอบโต้ แก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาด ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือประเมินผลด้านสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยการวัดดัชนีต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงในความรู้ การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมสุขภาพเหล่านี้นะคะ และนอกจากนั้นก็จะสร้างองค์กรแห่งความรอบรู้ขึ้นมาทางด้านสุขภาพที่สำคัญก็คือโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน สถานที่ทำงานต่าง ๆ ถ้าหากว่าโรงเรียนเป็นโรงเรียนแห่งความรอบรู้ ด้านสุขภาพ โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลที่ใส่ใจในความรอบรู้ด้านสุขภาพ แล้วก็สถานที่ ทำงานทุกแห่งเป็นเฮลท์ ลิเทอเรต ออร์แกไนเซชัน (Health Literate Organization) นะคะ รวมทั้งสังคมทั่วไปก็เป็นสังคมแห่งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ เหล่านี้เชื่อว่าจะสามารถทำให้ ประชาชนได้มีความรอบรู้ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นประชาชน จะเป็นครอบครัว หรือจะเป็นในระดับ ชุมชน
นอกจากนั้นการปฏิรูปความรอบรู้ยังต้องการการสนับสนุนทางด้านวิชาการ เช่นที่สำคัญที่สุดก็คือการรู้หนังสือหรือลิเทอเรซี (Literacy) ของประชาชน ความรอบรู้ ทางด้านสุขภาพจะดำเนินไปไม่ได้เลยถ้าหากว่าประชาชนไม่รู้หนังสือนะคะ แต่อาจจะทำได้ ในบางบริบทของประเทศไทยเพราะว่าเคยมีงานที่ระบุมาแล้วว่า อสม. สามารถจะทำหน้าที่ ได้อย่างดี ทั้ง ๆ ที่ประชาชนที่ได้รับการอบรมจาก อสม. นั้นไม่มีความรู้ในทางด้านอ่านออก เขียนได้แต่อย่างใดนะคะ แต่ว่า อสม. สามารถจะมีเทคนิคที่จะทำให้ประชาชนเหล่านั้น ได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพได้ แต่อย่างไรก็ตามการรู้หนังสือนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่ควรจะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับเฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) นอกจากนั้นก็ต้องการ การศึกษาวิจัย โดยเฉพาะอินเทอร์เวนชัน (Intervention) ที่สำคัญในการที่จะมีผลต่อการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อการที่จะสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับประชาชน
นอกจากนี้ควรจะมีศูนย์ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นและที่ทันสมัย เพื่อที่ให้เป็นที่ สำหรับค้นคว้าในเรื่องของเฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) บุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้ โดยเฉพาะความรู้ในเรื่องของการสื่อสารสาธารณสุข เรื่องของพฤติกรรมของมนุษย์ เรื่อง การบูรณาการความรู้และอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) นะคะ ต้องมีระบบ การเผยแพร่ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ตรงกับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย แล้วก็ถูกกับเนื้อหาสาระ ที่สำคัญ ท้ายที่สุดคือจำเป็นที่จะต้องมีการประเมินผล เพราะการประเมินผลเป็นการที่จะ ทำให้รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในความรู้ ในพฤติกรรมและในการเกิดโรคของประชาชน หรือไม่นะคะ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอะลิเมนต์ (Aliment) ที่สำคัญในการที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป ทางด้านความรอบรู้ทางด้านสุขภาพของประชาชน ซึ่งคิดว่าผลลัพธ์ที่ควรจะได้ก็จะทำให้ ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกิดขึ้น ประชาชนทุกกลุ่มวัยมีพฤติกรรม สุขภาพที่พึงประสงค์ แล้วก็มีสุขภาวะที่สมบูรณ์ในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ทางด้านจิตใจและทางด้าน การพัฒนาของสมอง ก็มีตัวชี้วัดความสำเร็จต่าง ๆ เช่นอัตราการได้รับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ระดับความรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพเพรวะเลนซ์ (Prevalence) ของการเจ็บป่วย แล้วก็ค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษาพยาบาล ทีนี้จุดเน้นที่สำคัญของเราก็คือการที่จะปรับ สังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียน และในสถานพยาบาล ในการนี้ในรายละเอียดดิฉันขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญให้ อาจารย์ดอกเตอร์ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ เป็นผู้พูดถึงรายละเอียดในเรื่องของการพัฒนา เพื่อให้เป็นโรงเรียนและโรงพยาบาลแห่งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ขออนุญาต ท่านประธานค่ะ
เชิญท่านรองศาสตราจารย์ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะคะ ในส่วนของวิธีการดำเนินการของทั้งโรงเรียน โรงพยาบาลและในชุมชน ประเทศไทยของเราได้มีการพัฒนามาระดับหนึ่งที่หลายท่าน อาจจะเคยได้ยินเรื่องของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งทางกรมอนามัยของกระทรวง สาธารณสุขดำเนินการและมีการพัฒนาให้โรงเรียนได้มีองค์ประกอบถึง ๑๐ องค์ประกอบ ที่จะพัฒนาเพื่อเป้าหมายของการมีสุขภาพดีของนักเรียน แต่การที่จะขยับขึ้นมาเป็นโรงเรียน รอบรู้ด้านสุขภาพ อย่างที่ท่านประธานได้พูดไว้ถึงการสร้างให้นักเรียนมีการเรียนรู้ องค์ประกอบ ๑๐ องค์ประกอบของโรงเรียนระดับเพชรของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ถ้ามีกระบวนการในการเน้นย้ำสร้างให้นักเรียนเรียนรู้ ทำให้ผู้ปกครองแล้วก็ครูในโรงเรียน และผู้บริหารของโรงเรียนได้ตระหนักถึงกระบวนการในการสร้างการเรียนรู้โดยการสร้างทักษะ ให้เกิดทักษะสุขภาพ ทักษะชีวิต เราก็จะสามารถทำให้นักเรียนรอบรู้ปัญหาและการตัดสินใจ หรือการแก้ปัญหาสุขภาพในส่วนของวิชาสุขศึกษาที่นำไปใช้จริงได้ กระบวนการพัฒนา องค์ความรู้ในการจัดโรงเรียนให้เกิดทักษะสุขภาพและทักษะชีวิตนั้นเป็นจุดเน้นที่องค์การ อนามัยโลก องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) แล้วก็หน่วยงานระดับของระหว่างประเทศได้มี การลงมติร่วมกันแล้ว และรอที่จะให้มีการจัดทำขึ้นต่อยอดจากโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ จากการทำงานระบบการพัฒนาให้เป็นโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร ถ้าต่อยอดขึ้นมา ในกระบวนการของการประเมินและร่วมกันพัฒนา ทั้งสมาคมผู้ปกครอง เครือข่ายผู้ปกครอง ไปจนถึงครูในทุกวิชาและผู้บริหารก็จะสามารถไปสู่การส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขนิสัย มีการดูแลสุขภาพตนเองที่สอดคล้องไปกับกระแสของสังคมสื่อสารที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน เกิดเป็นความเท่าทันได้ และพ่อแม่เองก็จะได้เรียนรู้ร่วมกับนักเรียน เราก็จะสร้างให้พ่อแม่ ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น จุดเน้นย้ำที่สำคัญก็คือกระบวนการในการรู้เท่าทันนั้นจำเป็นที่จะต้อง มีการประเมินผลที่อาจจะแตกต่างไปจากการสอบประจำในแต่ละวิชา เราจำเป็นที่จะต้อง เพิ่มการเรียนรู้ให้นักเรียนรู้เท่าทันกระแสสังคมเพิ่มขึ้นนะคะ แล้วก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของ ทักษะการอ่านออกเขียนได้ ทักษะชีวิตและทักษะสุขภาพควบคู่กันไป ส่วนในโรงพยาบาล ประเทศไทยเรามีความก้าวหน้าในการพัฒนาโรงพยาบาลคุณภาพ มีกระบวนการ ในการรับรอง ทั้งในส่วนของการรักษาและการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งในกระบวนการเหล่านี้ก็มี การให้รางวัล ปัจจุบันก็มีเกณฑ์ที่จะบอกถึงความเป็นเลิศระดับประเทศ ในกระบวนการ เหล่านี้ค่ะ องค์การอนามัยโลกและสถาบันรับรองคุณภาพโรงพยาบาลของประเทศไทย ก็กำลังเริ่มที่จะพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นโรงพยาบาลที่ปลอดภัย ในกระบวนการสร้าง ให้เกิดความปลอดภัยลดค่าใช้จ่ายนะคะ เราจำเป็นที่จะต้องมีการมีส่วนร่วมและ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของนโยบาย ผู้บริหารโรงพยาบาลจำเป็นที่จะต้องเน้นย้ำ ให้เกิดนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะเน้นเรื่องของการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้ป่วยและ ญาติที่อาจจะมีทักษะการเรียนรู้แล้วก็ความไวในการเรียนรู้ที่จะต้องสร้างทำความเข้าใจ ข้อมูลที่แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ได้สื่อสาร ประเด็นเรื่องของการสื่อสารในโรงพยาบาลเรามี โครงสร้างที่จัดวางไว้อยู่ แต่อาจจะยังใช้ได้ไม่ทั่วทุกจุดบริการ จุดแรกในเรื่องของสิทธิผู้ป่วย จุดที่ ๒ ในเรื่องของการตรวจรักษา จุดที่ ๓ จุดต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีการเน้นย้ำว่า แต่ละจุดสร้างการเรียนรู้ให้ผู้ป่วยและญาติได้อย่างไร จึงจะทำให้เขานำข้อมูลไปใช้ได้ถูกต้อง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของเจ้าหน้าที่เอง เนื่องจากบุคลากรสายวิชาชีพ สาธารณสุขมีกันหลากหลาย ในแต่ละเรื่องที่เราจะมาพัฒนาให้เกิดการสื่อสารให้คนไข้เข้าใจ อาจจะจำกัดด้วยเวลา อาจจะเป็นเรื่องราวที่ยากต่อความเข้าใจ เพราะฉะนั้นโครงสร้างดั้งเดิม จะมีนักวิชาการสาธารณสุขที่ทำหน้าที่จำเพาะที่เรียกว่านักสุขศึกษาหรือนักพฤติกรรมศาสตร์ กระบวนการเหล่านี้มีรองรับอยู่แต่อาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นกระบวนการที่จะขับเคลื่อนถ้ามี นโยบายแล้ว มีการทำแผนร่วมกัน มีการจัดวางบุคลากรที่ควรจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ความสำเร็จอีกอันหนึ่งของทั่วโลกและปัจจุบันประเทศไทยเราก็มีวันนี้คือวันเบาหวานโลก ขณะนี้มีชมรมเบาหวานในแต่ละโรงพยาบาลซึ่งประกอบไปด้วยผู้ป่วยที่มีความสำเร็จ มีประสบการณ์ชีวิตในการที่จะดำรงชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างปลอดภัย เขาเหล่านี้ กำลังทำหน้าที่ในการที่จะสื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับผู้ป่วยและประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มผู้สนใจอื่น ๆ การที่เราสามารถที่จะมีผู้ที่มีจิตอาสา ผู้ที่มีประสบการณ์ตรง องค์การอนามัยโลกเรียกกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ว่าเป็นพาเชียนต์เอกซ์เพิร์ต (Patient Expert) ประเทศไทย เราก็มีแนวนโยบายในการที่จะเปิดช่องทางให้ผู้ป่วยเหล่านี้เข้ามาเป็นทีมงานในการที่จะ สื่อสารสร้างความปลอดภัย การทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชมรมผู้ป่วยจะเป็น ช่องทางสำคัญที่จะเริ่มกระบวนการในการสร้างการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ประเด็นที่ ๓ คือประเด็นเรื่องของการสื่อสารในส่วนของสถานที่ให้บริการ ต่าง ๆ ของโรงพยาบาล ในขณะที่โรงพยาบาลก็ขยายใหญ่ขึ้นมา มีการก่อสร้าง มีการพยายาม จะจัดบริการ ดังนั้นแผนที่ทางเดินของโรงพยาบาลและสถานที่ต่าง ๆ ในบางครั้ง ผู้ที่มีความสามารถจำกัดในการเรียนรู้อาจจะหาช่องทางในการไปใช้บริการได้อย่างไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุมและไม่ทันเวลา เนื่องจากขาดทักษะในการแสวงหาจุดที่ตั้งของหน่วยบริการต่าง ๆ
ในหลักการของโรงพยาบาลแห่งการรอบรู้ด้านสุขภาพจึงให้ความสำคัญ กับการทำแผนที่ การให้ข้อมูลที่ตั้งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวความว่องไว เพราะฉะนั้น ๓ ประเด็นหลัก ๆ ที่ดิฉันพูดมานี้เป็นคุณลักษณะสำคัญของการพัฒนาต่อยอดให้กับ โรงพยาบาล ณ ปัจจุบันที่เรียกว่าโรงพยาบาลคุณภาพและโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพ ขยับขึ้นมาเป็นโรงพยาบาลแห่งการรอบรู้ด้านสุขภาพ
ส่วนประเด็นในเรื่องของการดำเนินงานในชุมชน ขณะนี้เรามีคณะกรรมการ สุขภาพระดับเขต ระดับพื้นที่ ระดับจังหวัดและระดับอำเภอ กระบวนการของการจัดวาง ขับเคลื่อนโดยผ่าน อสม. และโดยผ่านคณะกรรมการระดับเขตนั้นสามารถที่จะดำเนินการต่อได้ และเพียงสร้างกลไกที่จะขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างโรงเรียน โรงพยาบาลและชุมชน หรือองค์กรต่าง ๆ ในชุมชน เพราะฉะนั้นกระบวนการที่พัฒนาร่วมกันนั้นจะทำให้เกิดเจ้าภาพ เกิดกลไกและเกิดข้อมูล ที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาประเมินผลที่จะบอกคณะกรรมการในการขับเคลื่อนว่าขณะนี้ ประเทศไทยของเราได้บรรลุการเป็นสังคมไทยที่เป็นสังคมรอบรู้ด้านสุขภาพได้อย่างไร กลไก เหล่านี้จึงจำเป็นที่จะต้องจัดทำขึ้นเพื่อให้องค์กรต่าง ๆ ของสังคมได้มาร่วมมือกันทำค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านประธานกรรมาธิการมีอะไรจะชี้แจงต่อไหมคะ เชิญค่ะ
ดิฉันมีเพิ่มเติม อีกนิดเดียวนะคะท่านประธาน ก็คือเอกสารที่แจกมาใหม่แผ่นเดียวนี่นะคะ ขอแจกไปแทน ข้อมูลในหน้า ๘ ซึ่งเป็นแผนภูมิเช่นเดียวกัน แต่ว่ามีการแก้ไขข้อมูลในเรื่องของหลักการ วิธีการให้มันสอดคล้องกับรายงานมากยิ่งขึ้น อันเดิมที่ปรากฏในรายงานหน้า ๘ นั้นเป็นฉบับเดิม ของ สปช. ซึ่งในการดำเนินงานของเราในขณะนี้มีการปรับเปลี่ยนข้อมูลโดยเฉพาะ ให้รายละเอียดในวิธีดำเนินการ เพราะฉะนั้นจึงขอเปลี่ยนเป็นแผ่นที่ได้นำมาแจกนะคะ ต้องขออภัยในความผิดพลาดอันนั้นด้วย สิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนสรุปก็คือว่ามันมีความจำเป็น ของประเทศในขณะนี้ที่เราจะต้องเร่งดำเนินการในเรื่องงานของการขับเคลื่อนหรือการปฏิรูป ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน โดยผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและ การปรับระบบขององค์กรที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพและความรู้ ของประชาชนให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นองค์กรแห่งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งบางส่วนกลายเป็นทักษะที่ประชาชนปฏิบัติเป็นวิถีของการดำรงชีวิต ซึ่งถ้าหากว่า สามารถจะดำเนินการได้เหล่านี้ก็จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความรอบรู้ทางด้าน สุขภาพและนำมาซึ่งประชาชนที่มีสุขภาพดี แล้วก็ลดค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพได้ ซึ่งหน่วยงานน่าจะต้องเป็นหน่วยงานหลักที่จะรับผิดชอบนี้เราคิดกันว่าควรจะเป็นกระทรวง สาธารณสุข เพราะว่ากระทรวงสาธารณสุขนั้นมีทรัพยากรบุคคล มีองค์ความรู้ มีงบประมาณ ในทางด้านนี้อยู่เพียงพอที่จะดำเนินงาน แต่เพียงว่าจะได้มีนโยบายในระดับชาติที่เกื้อหนุน แล้วก็สามารถที่จะให้ดำเนินการบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นก็มีกระทรวง ที่สำคัญเช่นเดียวกัน ซึ่งควรจะต้องมีการประสานกันก็คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคม กสทช. มหาวิทยาลัยต่าง ๆ พวกนี้เพื่อที่จะดำเนินการให้มีข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้อง ทันสมัยและสามารถจะตอบโต้ข้อมูลที่ผิดพลาดได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งสามารถที่จะมี แชนเนล (Channel) หรือช่องทางเช่นสถานีโทรทัศน์เฉพาะทางด้านสุขภาพ ให้ข้อมูล ด้านสุขภาพแก่ประชาชนได้อย่างต่อเนื่องเป็นปัจจุบันตลอดเวลาค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ กรรมาธิการชี้แจงเสร็จแล้วนะคะ ต่อไปเป็นการอภิปราย ของสมาชิก เชิญท่านแรก ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. นะครับ ผมขอเสนอข้อเสนอแนะในรายงานของคณะกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่องการปฏิรูปความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพนะครับ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งทีเดียวนะครับที่จะต้องให้ความรู้แก่ประชาชน ให้ประชาชนสามารถที่จะมีความรู้ในการที่จะเป็นพื้นฐานในการที่จะป้องกันตนเอง จากโรคภัยต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นความรู้ที่สำคัญ ๆ ของการที่จะต้องให้กับประชาชน ก็จะต้องเป็นความรู้ที่ทำให้ประชาชนสามารถทราบว่าตัวของเขาเองเขาควรจะมีข้อมูลอะไร ซึ่งคราวก่อนผมจำได้นะครับว่าผมได้พูดเรื่องนี้แล้วก็ท่านกรรมาธิการบอกว่ากำลังจะเสนอ เรื่องนี้ซึ่งผมก็ดีใจมากนะครับ อันแรกก็คือเรื่องข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ที่เขาควรจะทราบนะครับ ซึ่งอันนี้อาจจะยุ่งยากนิดหนึ่ง แต่ก็มีความจำเป็นที่ต้องให้ประชาชนได้รับทราบในเบื้องต้น ที่เรียกว่าขอประทานโทษเขาเรียกบอดี้ แมส อินเดกซ์ (Boby Mass Index) บีเอ็มไอ (BMI) ซึ่งผมได้เรียนไปคราวก่อน สิ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ คล้าย ๆ ประชาชนจะต้องทราบว่าตัวเอง ควรจะมีข้อมูลพื้นฐานของตัวเองอย่างไรบ้าง ซึ่งเมื่อกี้นี้บางทีถ้าคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ โรคภัยไข้เจ็บตัวนั้นตรง ๆ บางทีก็ไม่ทราบ อย่างที่เมื่อกี้ท่านกรรมาธิการบอกว่าเกี่ยวกับเรื่อง เบาหวาน เบาหวานคนเขาเป็นกันเยอะมากทีเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นข้อมูลพื้นฐานในเรื่อง เบาหวานเราควรจะให้เขาทราบ อย่างเช่นว่าข้อมูลง่าย ๆ ผมจะเป็นนักเทคโนโลยีแล้วกระมังครับ เอฟบีเอส (FBS) ฟาสทิง บลัด ชูการ์ (Fasting Blood Sugar) มันควรจะมีอัตราอยู่ระหว่าง ๖๘ ถึง ๑๑๐ อะไรอย่างนี้ให้เขาทราบนะครับ ไม่ควรจะถึงเอวันซี (A1c) ของอาจารย์นะครับ อันนั้นอาจจะสูงเกินไป เอวันซี (A1c) จริง ๆ แล้ว ๔.๒ ถึง ๕.๘ ที่ผมรู้เพราะผมเป็น เพราะฉะนั้นก็เลยต้องทราบเรื่องนี้นะครับแล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องน้ำหนักอันนี้ เราต้องทราบนะครับ น้ำหนักของคนทั่วไปมันควรจะมีน้ำหนักเท่าไรเทียบกับความสูงอะไร อย่างนี้นะครับ เป็นข้อมูลพื้นฐานที่น่าจะต้องให้ประชาชนได้ทราบ อันนี้เป็นข้อมูลทั่วไป นอกจากนั้นข้อมูลในการที่จะป้องกันตัวเองในการที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ หลีกเลี่ยงโรคภัย ไข้เจ็บต่าง ๆ โดยการออกกำลังกาย หรือในการหลีกเลี่ยงโรคต่าง ๆ อย่างเช่นถ้าเป็นเรื่อง ของไข้เลือดออกอะไรอย่างนี้นะครับต้องให้ข้อมูลพวกนี้ผมถือว่าตรงนี้เป็นข้อมูลพื้นฐาน อีกอย่างหนึ่งครับเป็นข้อมูลเกี่ยวกับประชาชนบางทีเขาไม่ทราบหรอกเรื่องของการบริโภค บริโภคอาหารผมว่ามันเรื่องง่าย ๆ นะครับ ที่เราบอกว่าคนเรามันจะเป็นอย่างไรมันก็เกี่ยวกับ เรื่องการบริโภค เราก็จะได้ยินว่าควรจะมีการบริโภคอาหาร ๕ หมู่ อาหาร ๕ หมู่คืออะไร บางคนก็ไม่ทราบครับ ผมต้องมาดูอาหาร ๕ หมู่ก็มีโปรตีนใช่ไหมครับ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามิน นี่พวกนี้ประชาชนยิ่งถ้าในชนบทเขาไม่ทราบหรอกครับ เพราะฉะนั้น ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ต้องให้เขาแล้วก็จะจำแนกไปเลยว่าควรจะมีอาหารอย่างนั้น ๆ เพราะจะเห็นว่าประชาชนในชนบทก็รับประทานตามใจปากนะครับแล้วก็เป็นโรคมากมายเลย เพราะฉะนั้นข้อมูลผมว่าง่าย ๆ อย่างนี้ต้องให้เขา
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากก็คือข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อมูล ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งขณะนี้อย่างที่คุณหมอพรพันธุ์พูดมันแพร่ออกไปมากเหลือเกินโดยผ่าน ช่องทางหลัก ๆ ทางด้านเทคโนโลยีสื่อสาร ทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) หรือที่เรียกว่า ทางไลน์แอปพลิเคชัน (Line Application) อาจารย์จะเห็นว่ามันเยอะมากเลยนะครับ มากมายก่ายกองเลยมีการเผยแพร่เรื่องยาอะไรต่าง ๆ มากมาย ผลิตกันอย่างไม่ถูกต้อง ผู้ประกอบการก็ไม่ถูกต้องอะไรต่าง ๆ อวดอ้างสรรพคุณต่าง ๆ เหล่านี้ผมว่าเป็นสิ่งที่ เป็นอันตรายเหลือเกินกับประชาชน อันนี้แหละคือการป้องกันที่จะต้องให้ข้อมูล ที่จำเป็นแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นรวมทั้งเรื่องของเวลาที่เราไปทัวร์ (Tour) ต่าง ๆ ยังต่างประเทศเราก็โดนหลอกว่าอย่างโน้นอย่างนี้ดีอะไรต่าง ๆ อันนี้มันเป็นการเชื่อมโยงกัน ในระดับประเทศด้วยว่าจะต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะให้ความสำคัญคือ ๑. ข้อมูลพื้นฐานที่จะให้กับประชาชน ๒. ให้ประชาชนเขารู้ว่าเขาควรจะมีการป้องกันตัวเองอย่างไร การออกกำลังกายอะไรอย่างว่า การรับประทานอาหารผมว่าสำคัญ แล้วก็อีกประการหนึ่งก็คือการสกัดกั้นสื่อมีเดีย (Media) ต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้องต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้อย่างที่ท่าน ขอประทานโทษที่อาจารย์พรพันธุ์ว่า จะต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขก็ดี หรือเป็น หน่วยกลางทางด้านไอที (IT) ต่าง ๆ ต้องสกัดกั้นเลย ไม่ใช่สกัดกั้นอย่างเดียวต้องมีบทลงโทษ ด้วยสำหรับคนที่เถื่อนต่าง ๆ อันนี้ต้องทำเลยนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็จะไป ต่อยอดจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้ให้แล้ว เพื่อจะเชื่อมโยงให้ในสิ่งที่จำเป็น แล้วก็ป้องกันในสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่าง ๆ ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กราบเรียน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ผม นิกร จำนง สมาชิกลำดับที่ ๗๙ ต่อประเด็นเรื่องการปฏิรูป ความรอบรู้การสื่อสารสุขภาพด้านนี้ที่มีการพิจารณา ในภาพรวมผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในหลักการและรายละเอียดที่ท่านนำเสนอนะครับ แล้วก็เห็นว่าเป็นประโยชน์มาก เป็นการเสริมสร้างสุขภาพให้ประชาชนโดยทั่วไป และเป็นการป้องกันที่ดีมาก ในรายละเอียด ที่มีการนำเสนอ เนื่องจากว่าปัญหาปัจจุบันนี้ ปัญหาสุขภาพประชาชนมีเหตุมาหลาย ๆ ทางอยู่ คือยิ่งมาโรคยิ่งเยอะขึ้น ๆ ยิ่งรู้ก็ยิ่งมาก โรคจากพันธุกรรม โรคที่เกิดจากสภาพแวดล้อม แล้วก็นอกจากนั้นมีความเปลี่ยนแปลงสังคม สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มีการพัฒนาด้านการผลิต การบริโภค การสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา แล้วก็นอกจากนั้นแม้แต่โรคในการบริโภคเกินหรือ การเสพสารที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีพ สิ่งเหล่านี้กระทบกระเทือนต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งสิ้น ในส่วนที่จะมีการกระทบเป็นอย่างมากโดยเราไม่ทราบ ก็คือว่าทางด้านอุตสาหกรรม ในการใช้สารเคมีในการผลิตทางด้านเกษตรกรรมต่าง ๆ เหล่านี้มีการเพิ่มขึ้น ดังนั้นผมเห็นว่า กรรมาธิการจึงมีส่วนสำคัญในการให้ความรู้ เป็นการป้องกันการทำลายสุขภาพ ทั้งโดยที่ ตนเองรู้หรือไม่รู้ของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยการสร้างความรู้ด้านสุขภาพ เป็นการ ป้องกันที่ดีมาก ผมเองไม่มีความรู้ทางด้านหมอเหมือนท่านทั้งหลายที่อยู่บนนั้นหลาย ๆ ท่าน แต่ผมมีความรู้อยู่บ้างเกี่ยวกับทางด้านสิ่งสำคัญในปัจจัยที่ ๑ พระพุทธเจ้าได้สอนพวกเราว่า ปัจจัยที่สำคัญมีปัจจัย ๔ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ยารักษาโรค ไปสัมพันธ์กับปัจจัยที่ ๑ หมายความว่ายู อาร์ วอต ยู อีต (You are what you eat) ก็คือว่า ถ้าหากว่าเราดูแลตัวเองไม่ดี รับประทานอาหารไม่ดีมันนำไปสู่ปัจจัยที่ ๔ ต้องมา ก็คือว่า เป็นโรคแล้วก็ต้องใช้ยารักษาโรค ดังนั้นผมจะมาพูดถึงปัจจัยที่ ๑ คืออาหารเสียก่อน ผมอยากจะนำเรียนว่าโรคที่เกิดจากผลกระทบจากสารพิษสารเคมีที่ผลิตทางด้านการเกษตร ที่ผมเกี่ยวข้องด้วยอยู่หลาย ๆ ปีนี่เป็นปัญหามากขณะนี้ ทั้งต่อผู้ใช้ก็คือว่าเกษตรกรเองบางที เขาก็ไม่ทราบ มีเรื่องตลกที่ว่าบุคคลที่อยู่บนที่สูง ผมยังไม่เนม (Name) ว่าชื่อไหน ตอนผม เรียนอยู่ มช. เขาก็บอกว่าเอาของลงมาขาย แล้วก็ขายที่ตลาดที่เชียงใหม่ยังสดอยู่แล้วก็ ขายไม่หมดเขาก็ทิ้ง เขาก็ถามว่าทิ้งทำไมทำไมไม่เอาไปให้หมูกินล่ะ เขาบอกกินได้อย่างไร มันดีดีที (DDT) ทั้งนั้น แล้วก็ทราบอยู่เพื่อนผมอยู่ที่เชียงใหม่รุ่นเดียวกันเสียชีวิตไปคนสองคน เป็นมะเร็งตับ และเขาเป็นคนที่นั่นอาจจะชอบกินผักกาดจอที่สวย ๆ คือเราไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ เราบริโภคมันสร้างอะไรขึ้นมาบ้าง แต่เท่าที่ทราบเรานำเข้าสารเคมีที่ใช้ในภาคการเกษตรนี่ เยอะมาก เยอะกว่าใครเลย ปุ๋ยก็มีปัญหา ดังนั้นด้วยความรับผิดชอบตรงนี้ผมเรียนว่า ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองที่เราอยู่เราก็ทำเรื่องนี้ มีการทำเรื่องนี้อยู่ด้วยนะครับ แต่ที่ทำอยู่ขณะนี้ต้องการความรู้ เช่น เรากำลังพูดถึงเกษตรอินทรีย์ เกษตรที่มีเครื่องหมายคิว (Q) ที่เราทำขึ้นมา แต่ปรากฏว่าประชาชนก็ยังเลือกซื้อผักที่หมายความว่าใบสวย พอใบสวย แต่จริง ๆ มันเคลือบด้วยสารเคมี กลายเป็นว่าของที่ดีเป็นคล้าย ๆ ว่าเราทำกันยากมาก อินทรีย์นี่กลายเป็นขายไม่ค่อยได้เพราะว่าประชาชนเองคล้าย ๆ ว่าการเลือกเขาไม่มีความรู้ ในการเลือก สิ่งเหล่านี้เป็นการช่วย ๒ ด้านด้วยเราก็ดำเนินการ ผมจะพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับ ทางด้านนี้สักเล็กน้อยที่เกี่ยวพันกับทางด้านอาหาร ปัญหาเรื่องสารเคมีทางด้านการเกษตร ขณะนี้มีความพยายามเป็นอย่างมากเกี่ยวกับพืชผักหรือแม้แต่เนื้อสัตว์มีการควบคุมกัน ค่อนข้างมาก เราอาจจะขอบคุณต่างประเทศก็ได้เพราะว่าเราทำส่งออกเยอะ ทีนี้เบาน์ดารี (Boundary) ตรงที่เขาป้องกันไว้ กรอบไม่ว่าจะเป็นยูเอสดีเอ (USDA) หรืออะไรต่างๆ มันละเอียดมากและเราก็เลยพลอยเรียนรู้ไปด้วยก็ทำให้เราปลอดภัยมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนของเรายังขาดความรู้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านนำเสนอมาถือว่าดีแล้วนะครับ
ปัญหาเรื่องโรคที่เกิดจากสารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นกลุ่ม ๆ ตรงนี้ มีแต่หมอเท่านั้น ที่บอกได้ว่าคุณบริโภคอะไร ปัจจุบันนี้การตรวจสอบค่อนข้างดีสามารถจะเช็ก (Check) ได้ ในเลือดในอะไรพวกนี้ บางอย่างเป็นพิษกับผิวหนัง บางอย่างเป็นพิษกับตับหรือไตอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งเหล่านี้การที่เกิดจากสิ่งนั้นขึ้นมา การนำเสนอออกมาไม่มีใครจะรู้มากกว่าหมอ แต่หมอนี่เพียงแต่ตรวจไม่บอกที่ท่านพูดถึงเมื่อกี้ว่าบอกกับญาติเขาอะไรเขาให้ขยายออกไป มันเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้ต้องกลับมาอีกหรือคนอื่นเป็นอีก สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียด ในเรื่องทางด้านเกี่ยวกับทางอาหารและยาอย่างยูเอสดีเอ (USDA) เขามีรายละเอียดเยอะ ของเราเองต้องปรับปรุงทางด้านนี้ด้วยเพราะว่าจะได้เป็นความรู้ คือถ้าหากว่าเขารู้แล้ว เขาไม่ซื้อก็ขายไม่ได้เป็นเรื่องที่จะส่งผลในลักษณะที่เป็นวงจร
ข้อมูลในการนำเสนอในฐานะท่านให้ความรู้คงจะต้องเป็นข้อมูลที่ครบถ้วน จะต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเยอะ กระทรวงอุตสาหกรรมเองก็จะต้องรู้ว่าสารเคมีพอนำเข้ามา มันจะเป็นอย่างไร เกษตรกรผู้ปลูกข้าวก็ต้องทราบว่าสารเคมีชนิดใดที่ใส่ลงไปแล้วจะมีปัญหา ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นที่บริโภค ชาวสวนผลไม้ที่เรามีการใช้แบบทางเคมีบ้าง ทางอินทรีย์บ้าง ปลูกผักชนิดใดใช้สารเคมีใด แล้วก็ระยะความปลอดภัยจะใช้สักกี่วัน ในการล้างจะล้างด้วย ด่างทับทิมแบบเมื่อก่อนจะได้ไหม อะไรไหม มันเป็นเรื่องเก่าเราจำได้แต่ด่างทับทิมปัจจุบันนี้ คนเคยเห็นด่างทับทิมจะมีสักกี่คนพูดถึงในโลกยุคปัจจุบันนี้ยังมีปัญหา ๒ หน่วยงานเอง ทั้งเกษตรแล้วก็ทางสาธารณสุขต้องช่วยกันเป็นอย่างมาก และขณะนี้ยังมีปาร์ตี้ (Party) อื่น ก็คือว่าที่ท่านพูดแล้วกระทรวงศึกษาธิการเองจะเป็นนัยสำคัญเลยในการที่จะให้กุลบุตร กุลธิดาของเราได้มีความรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นนะครับ
ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างก็คือว่าในการนำเสนอตรงนี้เรามีผู้เกี่ยวข้องเยอะ ผู้ผลิต พ่อค้าคนกลาง ผู้บริโภค ผู้ที่ซื้อไปไปผลิตอาหารจนถึงผู้บริโภค ลักษณะการใช้ ฟอร์มาลินก็ดี การใช้อะไรก็ดีตรงนี้เราจะเห็นแต่ในข่าวและเป็นประเด็นข่าวที่ว่าเอามา เป็นข่าวที่เวลามีเรื่องสักทีก็นำเสนอขึ้นมาที การเสนออย่างต่อเนื่องว่าแบบไหน เหงือกปลา เป็นแบบไหนที่มันสด แบบไหนควรจะไม่ใช้เนื้อเป็นแบบไหนที่มีปัญหา เราจะเห็นว่าเรื่องนี้ ถ้าไม่เกิดเรื่องก็ไม่ค่อยมีเท่าไร เพราะฉะนั้นที่ท่านนำเสนอขึ้นมาจะเป็นการให้แบบครบวงจร ถือเป็นเรื่องดีมาก การส่งเสริมการแก้ไขก็คงต้องบอกบอกแต่ว่ามีปัญหาแต่วิธีการอย่างที่ ผมเรียนแล้วการล้างผักจะล้างกันอย่างไร ขณะนี้ต้องใช้สารอะไร อย่างไร เป็นการเก็บไว้ การบริโภคทำให้สุกขนาดไหน เหล่านี้เป็นเรื่องที่จะช่วยได้ทั้งนั้นซึ่งต้องอาศัยแพทย์ เพราะคนจะเชื่อหมอกับครู ๒ อย่าง เกษตรกรก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไร ทีนี้วิธีการที่คัฟเวอร์ (Cover) ได้มาก หมายถึงกว้างขวางได้มากก็คือสื่อมวลชน สื่อสารมวลชนขณะนี้ในการ ทำความเข้าใจเรื่องนี้เราขาดแคลน ผมเคยทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ของบประมาณ ในการประชาสัมพันธ์ เพราะเราเชื่อว่าถ้าคนรู้เกษตรอินทรีย์ผลิตภัณฑ์ตรงนี้มีประโยชน์ อย่างไร เราต้องใช้การประชาสัมพันธ์ให้เขาเห็นหางบไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้น งบประชาสัมพันธ์ในการผ่านสื่อสารมวลชน คือไม่ใช่ว่าพอมีเรื่องแล้วปลากระเบนตายสักที เราก็จะได้รู้ว่าสารพิษไปหากันว่าอยู่ตรงไหน ๆ มันจะเป็นเรื่องเซนซิเบิล (Sensible) เป็นเรื่องความรู้สึกมากกว่า มากกว่าจะเป็นหลักการในการที่จะให้งบตัวนี้ งบตรงนี้จริง ๆ แล้วถามว่ารัฐจ่ายไหม ทำไมจะจ่าย เวลาเขาเจ็บป่วยขึ้นมาถามว่าใครออก ก็รัฐเป็นคนออก ทีนี้ถ้าคุณไปเป็นตัวเซฟ (Save) คือจ่ายไปก่อนในการป้องกันมันมาเสียเวลา เข้าโรงพยาบาลน้อยกว่าเยอะ ตรงนี้เป็นการป้องกัน เห็นว่าถ้าเราชี้ตรงนี้กันชัด ๆ ว่าโรคบางโรค ในการนำเสนอไปมันป้องกันการเสียหายได้ขนาดไหน มันเป็นการจ่ายที่ถูกกว่าเยอะมาก อาจจะเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็น่าจะเป็นข้อเสนอที่ดีนะครับ แล้วก็ ควรจะไปครบทุก ๆ ทาง แล้วก็ผ่านสื่อมวลชนดีมากนะครับ
สุดท้ายอยากจะเรียนอย่างที่ผมเรียนแล้วว่าผมพูดเน้นเรื่องอาหาร ทีนี้เรื่อง อาหารเอง เนื่องจากว่าเราเป็นผู้ผลิตผมก็ไปเกี่ยวข้องในฐานะไปช่วยดูแลเขาอยู่บ้าง เราก็ รับผิดชอบ ผมเองได้เป็นประธาน เขาตั้งให้เป็นประธานจัดทำยุทธศาสตร์มาตรฐาน ความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร เราใช้พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตรและ อาหารเป็น พ.ร.บ. ที่มีอำนาจบังคับ แล้วก็ในนั้นมันจะมีการทำยุทธศาสตร์ ผมไปทำ ยุทธศาสตร์เรื่องความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตรแลนด์ ผมเรียนจริง ๆ ว่าจริง ๆ แล้ว ควรเป็นความปลอดภัยทางอาหารและเกษตร แต่เนื่องจากว่าเราทำคู่กัน แต่ขออนุญาตว่านี่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเอาของเกษตรมาก่อนแล้วอาหารไว้หลัง ถ้าไม่อย่างนั้นมันกลายเป็นของกระทรวงสาธารณสุขไป กระทรวงสาธารณสุขอาหารมาก่อน แล้วเกษตรอยู่หลังใช่ไหมครับ นี่เราปรับคำจากของเดิม ขออนุญาตเวลาอีกนิดเดียวนะครับ จริง ๆ สัก ๕ นาที ยุทธศาสตร์อยากจะเรียนว่าด้วยความรับผิดชอบเราเน้นเรื่องอะไรรู้ไหมครับ เน้นซึ่งจะสอดคล้องมาก คือเน้นเรื่องดีมานด์ไดรเวน (Demand Driven) หมายความว่า ความต้องการสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย เพราะนี่เป็นเรื่องการซื้อการขาย การบังคับ หมายถึง ให้ประชาชนรู้ที่จะเลือก คือสร้างดีมานด์ (Demand) ที่ปลอดภัยขึ้นมา มันจะไปบังคับ ซัปพลาย (Supply) เอง ใช้กลับทางกัน ดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ตรงนี้ พยายามสร้าง ดังนั้นผมจำได้ว่าในการประชุมครั้งนั้นมีท่านสนั่น ขจรประศาสน์ นั่งเป็น ประธาน ผมยังจำท่านประธานได้ ท่านประธานเคยไปนั่งประชุมครั้งหนึ่ง นั่งข้างผม ผมยังจำได้ ที่ทำเนียบรัฐบาล ห้อง ๓๐๑ ยุทธศาสตร์ที่มีในชุดนั้นก็มีพัฒนาสินค้าเกษตรให้เป็นรายสินค้า สนับสนุนผู้ผลิตเข้าสู่ระบบมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดสินค้า ที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เขียนชัดว่าสร้างระบบอาหารศึกษา คือเน้นเรื่องที่กำลัง มีปัญหาเลยเพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านมาตรฐาน คือเป็นยุทธศาสตร์ที่ ๔ ซึ่งมีความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องอาหาร ทำให้มันปลอดภัยเพื่อจะเป็นการลด ทีนี้ผมเรียนว่า ถามว่ามันสำคัญตรงไหน เราทราบว่าเรื่องนี้มีความจำเป็น ทีนี้ถ้าท่านประธานจำได้ว่าเรามี พ.ร.บ. เกี่ยวกับเรื่องอาหารแห่งชาติ ยุทธศาสตร์การจัดการอาหารของชาติซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่ว่าอีกชุดหนึ่ง ซึ่งตรงนี้มีพระราชบัญญัติที่สร้างขึ้นมา แล้วไม่มียุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ตรงนี้เราเชิญคุณหมอไกรศรียุคนั้นมาทำ แล้วก็ที่สำคัญ ในการบูรณาการที่ผมอยากจะฝากไว้ว่าท่านจะทำได้อาศัยบูรณาการอย่างเดียว ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านไม่ต้องไปขอแล้วเพราะว่าบูรณาการอยู่แล้ว เนื่องจากว่ายุทธศาสตร์อันนี้ จากอันเมื่อกี้มาต่อเป็นยุทธศาสตร์ว่าด้วยเรื่องอาหารแห่งชาติ ตรงนี้เลขาเราใช้ควบ คือเลขาตรงนั้นในการประชุมครั้งแรกผมเชิญ อย. มา เดิมทะเลาะกัน คือต่างคนต่าง เหมือนอาหารเป็นของใครกันแน่ เป็นของเกษตรหรือเป็นของสาธารณสุขกันแน่ เราก็เลยจับมารวมกันเสียเลย แล้วในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ตรงนี้เลขาของ คณะกรรมการอาหารแห่งชาติประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ คือคุณ อยู่ด้วยกันไปเลยจะได้ไม่มีใครนั่นกว่าใคร สำคัญทั้งคู่ และประเด็นที่มีการสร้างขึ้นมา ท่านประธานครับ ในยุทธศาสตร์เราก็ดึงจากยุทธศาสตร์ที่ผมกล่าวเมื่อกี้นี้ เรื่องอาหาร มาเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ประกาศใช้ นี่ปี ๒๕๕๙ ยังใช้อยู่ปัจจุบันนี้ก็คือยุทธศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องอาหารศึกษาที่มีนะครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เป็นยุทธศาสตร์ด้านอาหารศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ตรงกันนะครับ อยากจะเรียนนิดเดียวว่าจะมีความสำคัญอย่างไร ท่านได้เอา ไปใช้ คุณภาพและความปลอดภัยอาหารศึกษาว่าเน้นกระบวนการส่งเสริม พัฒนาและวิจัย เพื่อให้เกิดความรู้ ความถนัดในการใช้ทรัพยากรที่ผลิต การกระจายอาหารในห่วงโซ่ พฤติกรรมพึงประสงค์ในการบริโภคอาหาร ซึ่งตรงนี้ที่ท่านเสนอใช่นะครับ กลยุทธ์ส่งเสริม ให้เกิดความร่วมมือ การบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคส่วนในเรื่องอาหารศึกษา หมายความว่าที่ท่านเสนอแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ คือต้องร่วมกันหมดเลยที่เกี่ยวข้อง แล้วก็สนับสนุนให้มีการวิจัยที่สามารถประยุกต์ใช้ด้านอาหารได้ หมายความว่าต้องมีการวิจัย ให้ชัดว่ามันอันตรายหรือไม่ ต้องชัด แล้วก็มีการจัดองค์ความรู้เรื่องอาหารศึกษาและเผยแพร่ ไปอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้เกษตรกรและชุมชนมีความรู้ด้านอาหารศึกษาอย่างเหมาะสม สร้างพฤติกรรมบริโภคที่เหมาะสมในบุคคลและชุมชนและในรายละเอียดเน้นไปทางด้าน โรงเรียนเยอะเพราะเราคิดกันว่าเราต้องไปเริ่มที่เด็กกันนี่แหละ พอจากเด็กแล้วโตขึ้นมา เขาจะได้ปลอดภัยตั้งแต่เด็กไม่ใช่มาดักอยู่ที่ปลายน้ำแล้วก็สกปรกตั้งแต่ต้นน้ำหรือรับของ ไม่ดีมาก็เรียนท่านประธานว่าโดยส่วนตัวแล้วประเด็นที่ท่านนำเสนอขึ้นมาใหม่มีเหตุผลมาก ท่านเสนอมาตัวบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์มี ๓ ทาง มันเป็นคอส (Cause) กับเอฟเฟกต์ (Effect) อันแรกท่านบอกว่าประชาชนมีอัตราการได้รับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากขึ้น นี่เป็นคอส (Cause) หรือเป็นเหตุ ประชาชนมีระดับความรู้ด้านสุขภาพสูงขึ้นนี่เป็นเหตุ และ ประชาชนทุกกลุ่มทุกวัยมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นนี่คือเหตุ แล้วก็ผลท่านเขียนไว้ ๒ ข้อแต่คลุม ประชาชนมีอัตราการเจ็บป่วยที่ลดลงคือถ้าได้ ๓ ข้อเป็นเหตุผลมันจะเกิดเป็น ข้อ ๔ และข้อ ๕ ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพการรักษาพยาบาลลดลง ประเด็น ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่ลดลงตรงนี้ท่านประธานคงทราบเพราะท่านอยู่สำนักงบประมาณมา มันเป็นการใช้จ่ายที่เอาไปคัฟเวอร์ (Cover) ที่มากกว่า ดังนั้นมันเป็นเหตุและผลตรงนี้ สมควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ผมสนับสนุนเรื่องนี้มาก
สุดท้าย ท่านประธานครับ อยากจะอัญเชิญพระบรมราโชวาทที่พระองค์ ได้ให้ไว้กับมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งประกอบไปด้วยหมอทั้งนั้น ขออัญเชิญพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งพระราชทานในพิธี พระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล ณ อาคารใหม่สวนอัมพร ในวันจันทร์ที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๒๒ ความว่า “การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของ เศรษฐกิจที่ดี และสังคมที่มั่นคง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปกติจะอำนวยผลให้ สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ด้วย และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดี พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระ แก่สังคมด้วย” พระราชทานแก่ผู้รับปริญญาที่ส่วนใหญ่จะเป็นหมอในมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เรียนเพื่อไว้จดจำกันนะครับ กราบเรียนด้วยความเคารพท่านประธานครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาชิกลำดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นต้อง ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและ สิ่งแวดล้อมที่ได้เสนอรายงานเรื่องการปฏิรูปความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ โดยผม มีประเด็นที่จะขอนำเสนอเพิ่มเติม ๖ ประเด็น ดังนี้
เรื่องแรกจากพุทธสุภาษิตที่ว่า อโรคยา ปรมาลาภา แปลว่าการไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ อโรคยา ปรมาลาภา ก็คือการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ที่เห็นด้วย ก็เพราะว่าการที่จะไม่มีโรคได้นั้นความรู้เป็นภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงที่สุด และสิ่งที่ท่านกำลังทำนั้น คือการที่จะให้ประชาชนมีความรู้ ในอดีตที่ผ่านมาประชาชนของเรามีปัญหาเรื่องความรู้ ใน ๒ ด้าน ด้านแรกก็คือการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ หรือเป็นกรณีที่ความรู้เข้าไป ไม่ถึงประชาชนของเรา ด้านที่ ๒ คือประชาชนของเราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแต่เป็นข้อมูล ข่าวสารที่ผิด ๆ เนื่องมาจากมีผู้หวังผลทางการค้า การโฆษณาชวนเชื่อไม่ว่าจะในสังคม ออนไลน์ (Online) หรือในสถานประกอบการต่าง ๆ หรือในบรรดาผู้ขายตรงต่าง ๆ บางกลุ่ม บางพวกที่มีความมุ่งหวังที่จะขายสินค้าเป็นหลัก แล้วก็กล่อมจนประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนในชนบทนั้นหลงเชื่อ แล้วก็จ่ายเงินเนื่องจากเชื่อแล้วต้อง เสียเงินซื้อสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรือสิ่งที่เป็นโทษในราคาแพง และนอกเหนือจากนั้นสิ่งที่ซื้อ ในราคาแพงบริโภคไปแล้วเป็นโทษต้องจ่ายเงินรักษาในราคาแพงอีกด้วย นี่เสีย ๒ ต่อนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่าเป็นวิกฤตทางด้านองค์ความรู้ ทางด้านสุขภาพของพี่น้องประชาชน ท่านเสนอเรื่องนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติของเราครับ
ในประเด็นที่ ๒ จะขอนำเสนอเพิ่มเติมก็คือว่ายุทธศาสตร์ที่ท่านจะดำเนินการ ปฏิรูปในเรื่องนี้จะทำให้สำเร็จนั้นจะต้องทำ ๑ ใน ๓ ลักษณะดังต่อไปนี้ หรือทำทั้ง ๓ ลักษณะนะครับ ลักษณะแรก ยุทธศาสตร์แรกก็คือต้องทำในสิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ งบประมาณ ประการที่ ๒ การจะทำกิจกรรมต้องทำกิจกรรมที่มีลักษณะมีสภาพบังคับหรือ บังคับให้ทำได้ ประการที่ ๓ จะต้องมีบทลงโทษในเรื่องของผู้ที่ไม่ทำและเรื่องของผู้ที่ทำให้ เกิดความเสียหายหรือเกิดการแพร่ระบาดของโรคได้
ประเด็นที่ ๓ กิจกรรมที่ลงมือทำต้องทำได้ทันทีและมีสภาพบังคับนี้ ยกตัวอย่างควรเพิ่มในหลักสูตรของนักเรียน เมื่อสักครู่นี้ผมเห็นท่านนำเสนอ ท่านผู้ทรงเกียรติ นำเสนอว่านักเรียนมีความรู้ในเรื่องสุขภาพที่พึงประสงค์และพึงพอใจได้ถือว่าผ่านเกณฑ์ เพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้น่าตกใจมาก เพราะถือว่านักเรียนเป็นกลุ่มที่อยู่ในสภาพบังคับ ที่ต้องเรียนที่ต้องรู้แล้วก็มีบทลงโทษอีกถ้าไม่รู้ก็ไม่ผ่านการเรียน แต่ผลลัพธ์กลับไม่มีความรู้ ตรงนี้ต้องย้อนไปดูไม่ใช่ตัวชี้วัดตรงนี้ครับ ต้องไปย้อนดูตัวชี้วัดของครูและตัวชี้วัด ของโรงเรียนด้วย เพราะฉะนั้นที่ท่านเขียนไว้ว่าโรงเรียนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญมาก และผมถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดที่จะต้องเข้าไปและ ดำเนินการให้มีประสิทธิภาพให้ได้เพราะตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้น เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า คือผู้ชราในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้ามีความรู้ในวันนี้ในอนาคตจะใช้ได้ตลอดชีวิต และตัวชี้วัด อันหนึ่งที่บอกว่าโรงเรียนยังไม่มีประสิทธิภาพในการให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่เด็กนักเรียน ตัวชี้วัดตัวแรกคือการตั้งครรภ์ในระหว่างวัยเรียนโดยไม่พึงประสงค์ยอดสูงมากติดอันดับโลก ตัวที่ ๒ เด็กที่อยู่ในวัยเรียนติดเอดส์ คือเป็นโรคติดต่อเป็นจำนวนมากอันนี้ เป็นตัวชี้วัดเชิงรูปธรรมบ่งบอกถึงความไม่สำเร็จหรือความด้อยประสิทธิภาพของการเรียนรู้ หรือการให้ความรู้ในสถานศึกษาของเราในเรื่องนี้ ทีแรกเราเห็นว่าในสถานศึกษานั้นของเรา คุณภาพต่ำในเรื่องความรู้ด้านทักษะภาษา ภาษาไทยเราก็มีความรู้แค่เลเวล (Level) หนึ่ง คืออ่านออกแต่ไม่เข้าใจความ ภาษาอังกฤษอันดับท้าย ๆ ของโลก ทักษะคณิตศาสตร์ อันดับท้าย ๆ ของเอเชีย และมาดูด้านศึกษาก็เป็นอย่างนี้อีก แสดงว่าทั้งระบบเลยในระบบ การศึกษาต้องแก้ไขด่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ สมัยที่กระผมเป็นเด็กนักเรียนผมจำได้ มีวิชาสุขศึกษา ผมเรียนตั้งแต่สมัยประถมศึกษาทุกวันนี้ผมยังเอาความรู้ที่เรียนตอนสมัย ผมเด็กอายุ ๑๐ กว่าขวบมาใช้ถึงวันนี้เลย นี่เป็นตัวบ่งบอกว่าความรู้ตั้งแต่วัยเด็กใช้จนกระทั่ง สิ้นชีพ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะต้องปลูกฝัง ดังนั้น ควรเพิ่มในหลักสูตรทักษะชีวิต เขามีชั่วโมงอยู่แล้วมีวิชาอยู่แล้วทักษะชีวิตก็ใส่วิชานี้เข้าไป ในทักษะชีวิตให้เต็ม ๆ แทนที่จะไปทักษะชีวิตในเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสภาพบังคับ ได้นะครับ
อันที่ ๒ ออกกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค อีกไม่กี่วัน ตอนนี้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เดี๋ยวการแพร่เชื้อของไข้หวัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์แปลก ๆ หรือว่าหวัดนกหรือว่าอะไรก็ตามที่จะมาต่างประเทศจะมาสู่บ้านเรา และที่มีอยู่แล้วในบ้านเรา ก็จะแพร่ขยาย และแพร่ขยายง่ายมากจากการไอและการจาม ทุกวันนี้ท่านขึ้นเครื่องบิน ท่านจะเห็นว่าคนไอในเครื่องบิน จามในเครื่องบิน มันก็แพร่ทั้งในเครื่องบิน อยู่ในห้องประชุม ไอและจามในห้องประชุมก็แพร่กันทั้งห้องประชุมแหละครับ เพราะฉะนั้นในที่สาธารณะต่าง ๆ มีคนไอและจามเยอะมากและไอและจามโดยไม่ปิดปากด้วย ที่จริงเราเรียนตั้งแต่สมัยเด็กว่าการไอและจามต้องปิดปาก แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าผู้ใหญ่และเด็ก ไอแบบเปิดเผยหมดเลยตรงนี้ครับประเทศไทยของเราออกกฎหมายเรื่องนี้ดีไหม ใครไอ และจามคนถ่ายรูปมามีหลักฐานและส่งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือสาธารณสุขปรับครับ ปรับเสร็จแล้วค่าปรับแบ่งเลยครึ่งหนึ่งให้คนชี้เบาะแสหรือให้หมดเลย คนชี้เบาะแส เพื่อจะได้หยุดยั้งการแพร่ระบาดในโรคที่สามารถป้องกันได้ครับ
ประการที่ ๓ ในเรื่องกิจกรรมที่ลงมือทำได้ทันทีและมีสภาพบังคับก็คือ ออกกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการให้ความรู้และการสื่อสารสุขภาพกับโรงเรียน สถานบริการ สุขภาพ โรงงานและสถานที่ทำงานยกตัวอย่างง่าย ๆ โรงเรียนออกไปเลยครับว่าต่อไปนี้ จะต้องมีการให้ความรู้กับนักเรียนทั้งในเรื่องชั้นเรียนอย่างไรบ้าง บอร์ด (Board) หรือว่า สื่อการเรียนการสอนต้องมีอย่างไรบ้าง พอในสถานบริการสุขภาพจะต้องมีทีวี (TV) วงจรปิด ที่ทุกวันนี้โฆษณาขายแต่ผลิตภัณฑ์ของโรงพยาบาลให้เปลี่ยนใหม่เป็นเรื่องการให้ความรู้กับ ผู้ป่วยในโรคนั้น ๆ ว่าจะป้องกันอย่างไร ผมว่าตรงนี้บังคับและทำได้เลยครับและผมไป โรงพยาบาลหลายแห่งทีวี (TV) เปิดก็เปิดดูหนัง ฟังเพลง เปลี่ยนใหม่ครับเป็นให้ความรู้ เรื่องนี้และประชาชนที่ไปโรงพยาบาลนั่งรอคิวบางที ๒-๓ ชั่วโมง ตรงนี้อะไรมาเขาจะดูหมด เขาจะฟังหมด เพราะฉะนั้นเป็นการให้ความรู้ ถูกคน ถูกเวลา ถูกสถานที่ แต่ถ้ายามที่เขา จะมีความสุข เช่นตอนเย็น ๆ จะดูภาพยนตร์ตอนเย็นบอกว่ามาให้ความรู้ให้เปิดทีวี (TV) อย่างไรเขาก็ไม่ดู เขาก็ไปดูภาพยนตร์หนังที่เขาสนใจ เพราะฉะนั้นจังหวะเวลานั้นเหมาะสม จึงน่าจะออกกฎตรงนี้เพิ่มเติม
ประเด็นที่ ๔ ที่จะนำเสนอก็คือผลที่คาดว่าจะได้รับ เมื่อดำเนินการมาตรการ ดังกล่าวมาแล้ว ๓ ข้อจะยังผลให้เกิดการลดค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ส่วนครัวเรือน แล้วก็ งบประมาณของทางราชการที่ต้องจ่ายไปกับการรักษาพยาบาลหรืองบประมาณในเรื่องของ การประกันสังคมต่าง ๆ ประกันสุขภาพต่าง ๆ ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในเรื่องของเงิน ค่ารักษาพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน รักษาอายุให้ยืนยาวนานขึ้น
และประการสุดท้ายคิดไม่ถึงว่าส่งผลโดยตรงคือส่งผลต่อการท่องเที่ยวของ ประเทศไทย ลองดูสิครับถ้าบอกมีหวัดนกเข้ามาหรือมีหวัดแพร่ระบาดในประเทศไทย นักท่องเที่ยวหายเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้แค่ป้องกันเล็ก ๆ แต่เกิดผลใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจ และด้านสุขภาพครับ
ประการที่ ๕ จะขอนำเสนอนะครับ ขอให้ท่านเพิ่มเติมตัวชี้วัดอยากให้ ท่านเขียนให้ชัดเจนเลยครับว่าตัวชี้วัดมี ๓ ระดับ ทุกหน่วยงานต่อไปนี้ตัวชี้วัดมี ๓ ระดับ ระดับแรกเรียกว่าเอาต์พุต (Output) หรือผลผลิต ระดับที่ ๒ เรียกว่าเอาต์คัม (Outcome) หรือผลลัพธ์ และระดับที่ ๓ อิมแพกต์ (Impact) คือผลกระทบหรือผลลัพธ์สุดท้าย
ประเด็นที่ ๖ ที่ผมจะนำเสนอคือกลุ่มเป้าหมายและตัวชี้วัดแต่ละ กลุ่มเป้าหมายเพื่อจะได้เป็นตัวอย่างนะครับ ยกตัวอย่างในโรงเรียนตัวชี้วัดที่เป็นผลผลิตหรือ เอาต์พุต (Output) ก็คือหลักสูตรสุขศึกษาหรือว่าเกี่ยวกับเสริมทักษะชีวิตที่จัดให้มีขึ้น จำนวนกี่ชั่วโมงอันนั้นถือว่าเป็นเอาต์พุต (Output) เอาต์คัม (Outcome) ก็คือว่าคะแนน วัดความรู้ทางด้านสุขภาพของนักเรียนนั้นสูงขึ้น อิมแพกต์ (Impact) ก็คือสถิติการตั้งครรภ์ ในวัยเรียนลดลง สถิติเด็กเป็นโรคเอดส์ลดลง สถิติการเป็นโรคติดต่อของนักเรียน ที่สามารถป้องกันได้ เช่นโรคหวัดหรือโรคอะไรก็ตามลดลง อันนี้คือตัวชี้วัดในโรงเรียน มาตัวที่ ๒ ตัวชี้วัดในสถานบริการสุขภาพ อันดับแรกตัวชี้วัดที่เป็นเอาต์พุต (Output) การมีสื่อ ให้ความรู้ เช่นมีซีซีทีวี (CCTV) วงจรปิด ให้ความรู้กับประชาชนอันนี้เป็นเอาต์พุต (Output) เอาต์คัม (Outcome) คือคนไข้มีความรู้ในการปฏิบัติตัวมากขึ้น อิมแพกต์ (Impact) ก็คือ คนกลับมาป่วยซ้ำลดลงหรือจำนวนผู้ป่วยลดลงอันนี้โรงพยาบาลเอกชนอาจจะไม่ชอบ แต่โรงพยาบาลรัฐบาลจะชอบ เพราะว่าแบ่งเบาภาระของทางโรงพยาบาลรัฐลงนะครับ มาดู ในเรื่องของโรงงานเอาต์พุต (Output) ก็คือมีสื่อให้ความรู้กับพนักงาน เอาต์คัม (Outcome) คือพนักงานมีความรู้ในการป้องกันตัวเอง ยกตัวอย่างอันนี้สำคัญนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงงานที่อันตราย ในโรงงานที่เสี่ยงต่อมลพิษต่าง ๆ ที่สักครู่นี้ท่านนิกร ได้อภิปรายไปแล้ว พนักงานในโรงงานเหล่านี้จะต้องมีความรู้ถึงพิษภัยของสารเคมีต่าง ๆ ที่อยู่ในโรงงานเขา จะต้องมีความรู้ถึงการป้องกันตัวเขาเองจากพิษภัยเหล่านั้น และตรงนี้ มีสภาพบังคับได้ก็ให้เจ้าหน้าที่ จป. ของโรงงานไปให้ความรู้ แล้วก็ต้องมีการสอบครับ ใครที่ ทำงานในโรงงานนี้ต้องมีการสอบ สอบเสร็จผ่านถึงจะได้รับใบประกาศหรือรับใบอนุญาต ให้ทำงานในโรงงานนี้ต่อได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้มีสภาพบังคับสามารถทำได้ครับ ส่วนอิมแพกต์ (Impact) ที่เกิดขึ้นกับโรงงานก็คือว่าสถิติการเจ็บป่วยของพนักงานที่ทำงานนั้นลดลงครับ อันนี้เชื่อว่าได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ อันนี้คือยกตัวอย่างนะครับว่าการจะดำเนินการให้เป็น รูปธรรมนั้นจะต้องดำเนินการในทำนองนี้ครับ ด้วยมาตรการในการปฏิรูปที่ทาง คณะกรรมาธิการเสนอ และมาตรการเสริมที่ผมกล่าวมาแล้วนี้จะทำให้การปฏิรูป ความรอบรู้ และการสื่อสารสุขภาพสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ อันจะเป็น การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนชาวไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปนะคะ เรียนเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม เดิมทีใส่ชื่อเอาไว้เพื่อว่าเผื่อไม่มีใครอภิปราย ผมจะได้อภิปรายเติมเต็ม เสริมในสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้เสนอมา เนื่องจากผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการคณะนี้ เนื่องจากเวลายังเหลือผมขอแสดงความคิดเห็น ท่านประธานครับ ที่จะอภิปรายก็เพื่อจะ สนับสนุนงานชิ้นนี้ของกรรมาธิการอย่างแน่นอน อย่างมั่นคง เพราะเราจะเห็นได้ว่ากิจกรรม หรืองานเกี่ยวกับด้านสุขภาพหรือว่าด้านสาธารณสุขนั้น ส่วนมากแล้วเน้นในเรื่องของ การดูแลรักษาโรค แต่กิจกรรมชิ้นนี้จะเป็นการเติมเต็มในสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้คิดมาตั้งแต่ สปช. ต่อเนื่องมาจนถึง สปท. คืองานส่งเสริมสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค หัวข้อ ที่ทางกรรมาธิการได้ทำเอาไว้ฟังดูอาจจะเข้าใจยาก แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องง่าย ๆ แล้วก็ เป็นเรื่องที่คิดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญในระดับต้น ๆ ของกิจกรรมที่ทาง กรรมาธิการคณะนี้ได้คิดค้นหรือผลิตนวัตกรรมต่าง ๆ ขึ้นมาก็ว่าได้ คือการปฏิรูปความรอบรู้ และการสื่อสารสุขภาพ ท่านประธานครับ ภาษาอังกฤษถ้อยคำที่ใช้เป็นภาษาสากลที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก ในคณะสาธารณสุขศาสตร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นศัพท์ที่ใช้กันโดยแพร่หลาย มานานแล้ว แต่อาจจะเป็นของใหม่หรืออาจจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทยคือคำว่า เฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) แปลเป็นไทยกันได้หลายวิธีการ องค์การอนามัยโลกก็แปล คณะสาธารณสุขศาสตร์ หรือว่าวงการแพทย์ วงการสาธารณสุขต่าง ๆ แปลได้อย่างมากมายหลากหลายในคำว่า ลิเทอเรซี (Literacy) ทางกรรมาธิการเลือกที่จะแปลคำคำนี้ว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพซึ่งจะ แปลให้เพิ่มเติมไปอีกก็คือความแตกฉาน ความเข้าใจ ความไม่รู้เท่าทันหรือความฉลาด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสุขภาพ แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตนำเสนอเป็นความคิดเห็นส่วนตัวเพราะเคย ได้ยินคำว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด คือรู้เยอะ รู้เรื่องสุขภาพ รู้เสร็จมีเยอะเหลือเกิน ความรู้ องค์ความรู้มากมายเหลือเกิน ไม่รู้จะหยิบอันไหนมาใช้ ไม่รู้จะเอาอันไหนมาใช้ ไม่รู้จะเชื่ออันไหนดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมจะพูดต่อไป ผมจึงขออนุญาตแปลคำคำนี้ โดยความเห็น ส่วนตัวว่าไหวพริบ เมื่อเรามีความรู้ เรามีความเข้าใจ แต่ความรู้เรานั้นมีขีดจำกัด แต่ถ้าเรา มีสติสัมปชัญญะคือเรามีไหวพริบในการที่จะเลือกใช้ มีไหวพริบในการที่จะเลือกเชื่อ มีไหวพริบ ในการที่จะนำไปใช้ปฏิบัติเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและต่อบุคคลอื่น นั่นคือไหวพริบ ซึ่งถ้าใช้ในทางที่ดีย่อมจะมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง สุขภาพนั้นปัจจุบันทางกระทรวง สาธารณสุขให้ใช้หลักการ ๕ อ. อันประกอบด้วย อาหาร ผมไม่พูดในรายละเอียด อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์ แล้วก็บางคนก็เพิ่มอันที่ ๕ เข้าไปคืออุจจาระ ทั้งหมดนี้มีความสำคัญนะครับ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์และอุจจาระ ถ้าได้ทำอย่างเป็นถูกสุขลักษณะถูกวิธีย่อมจะมีประโยชน์ เป็นอย่างยิ่งนี่คือ ๕ อ. แต่สังคมปัจจุบันนี้มี อ. ที่ ๖ เพิ่มขึ้นมาครับมีคนพูดให้ผมฟังเขาไม่ได้ พูดว่าให้อยู่ใน อ. ที่ ๖ แต่ผมใส่เข้าไปเอง อ. ที่ ๖ นั้นคือออนไลน์ (Online) คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าปัจจุบันนี้ข้อมูลด้านสุขภาพ ข้อมูลด้านสาธารณสุข ข้อมูลด้านดูแลสุขภาพต่าง ๆ นั้นมีอยู่ ในสื่อต่าง ๆ มากมายเหลือเกินไม่จำกัดเฉพาะออนไลน์ (Online) ทั้งออนไลน์ (Online) ทั้งออฟไลน์ (Offline) ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งวิทยุโทรทัศน์ต่าง ๆ มากมายมีอยู่หลากหลายมากมาย เหลือเกิน เคยมีผู้ทำสถิติว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ลงในสื่อต่าง ๆ เหล่านี้นั้นลงมา ๑๐ เชื่อไม่ได้เลย นี่ประมาณ ๒ ๒ นี้เป็นเท็จอย่างแน่นอน ต้องไปพิสูจน์หาข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการเสียอีก ๓ นั่นคือหมายความว่า ๒ บวก ๓ คือ ๕ ๕ ใน ๑๐ คือข้อมูลด้านสุขภาพที่ทั้งเท็จและต้องรอ การพิสูจน์นั่นหมายความว่าสิ่งที่ประชาชนได้รับหรือบริโภคข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้นั้นเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง พูดไม่ผิดหรอกครับเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ครึ่งหนึ่งพอเชื่อได้ อีกครึ่งหนึ่งเชื่อไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งงานชิ้นนี้ของกรรมาธิการต้องขออนุญาตเรียนว่ามาถูกที่ถูกเวลา เป็นอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการลงประชามตินั้นในมาตรา ๕๕ รัฐต้อง ดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ประโยคถัดไปครับ เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ตรงกันครับสิ่งที่เราพูดกันมาโดยตลอดว่าทุกวันนี้จะดูแลเรื่องการรักษาโรคเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่พอแล้ว ค่าใช้จ่ายทรัพยากรต่าง ๆ ที่ทุ่มลงไปกับการรักษาโรคนั้นมากมายมหาศาล เหลือเกิน เรามาผิดทิศผิดทางมาพอสมควรแล้วเส้นทางใหม่ที่ควรจะเดินนั้นคือเส้นทางของ การส่งเสริม สร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค คนจะรู้ข้อมูลต่าง ๆ และป้องกันโรค ป้องกันให้กับตนเองและนำไปปฏิบัติ ป้องกันและชี้แนะเสนอแนะให้กับคนอื่นต้องมีความรู้ครับ ต้องมีข้อมูลและข้อมูลหรือความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้มาจากไหน ในอดีตนั้นมาจากไหนมาจาก การศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนสมัยเด็ก ๆ เราเรียนวิชาสุขศึกษา ใช้วิธีการท่องจำครับ เด็กสมัยนี้ก็ยังท่องจำอยู่วิชาพวกนี้ แต่โรคปัจจุบันนี้มันมีมากมายมหาศาลกว่านั้น ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ มันทะลักเข้ามาจากทุกวิถีทาง ถ้าเราใช้สติเราใช้ไหวพริบเราจะสามารถรู้ได้ว่า ข้อมูลเหล่านั้นอันไหนจริง อันไหนเท็จ อันไหนควรจะใช้ไปปฏิบัติ อันไหนไปเสนอแนะให้กับ บุคคลอื่นได้ แต่มีข้อมูลอีกบางประเภท คนหนึ่งว่าอย่าง หน่วยงานหนึ่งว่าอีกอย่างหนึ่ง อีกหน่วยงานหนึ่งก็ว่าอีกอย่างหนึ่ง ผมยกตัวอย่างและเคยพูดในกรรมาธิการคณะของผม เรื่องกล่องโฟม ข้อมูลมาเลยครับสื่อออนไลน์ (Online) นี่แหละกินอาหารที่บรรจุในกล่องโฟมนี่ มีสารก่อมะเร็งเยอะแยะมากมาย มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งได้ กินเท่านี้ ๆ เป็นมะเร็งได้ กินนิดกินหน่อยก็มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งมีสารก่อมะเร็ง ยิ่งเป็นทอดน้ำมันอะไรพวกนี้ไข่เจียว ใส่ในกล่องโฟมให้ระวังอันตรายอย่างยิ่งเอาละครับนักวิชาการอีกค่ายหนึ่งมาแล้ว ไม่จริง จะกินได้ขนาดถึงทำให้เกิดมะเร็งได้ต้องกินอาหารที่บรรจุในกล่องโฟมวันละประมาณ ๑๐๐ กล่องกินไปอีก ๕ ปีถึงจะมีโอกาสเป็นมะเร็ง คณะโภชนาการของมหาวิทยาลัยชื่อดัง แห่งหนึ่งเป็นสายวิชาการท่านก็ออกมาบอกว่ามีโอกาสซึ่งต้องรอการพิสูจน์ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มีทั้งที่จริงและมีทั้งที่เท็จรอการพิสูจน์ก็มี อ้าวแล้วที่ผ่านมา คนไทยบริโภคอะไรอยู่ มีหน่วยงานไหนที่จะชี้แจงให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เหล่านี้ ต่อประชาชน เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน มีครับแต่มันกระจัดกระจายงบประมาณ ทุ่มลงไป นักวิชาการมีอยู่ในเกือบทุกแห่ง ข้อมูลมากเหลือเกิน
– ๖๕/๑ แต่พอจะหยิบใช้ไม่รู้จะเชื่อใคร จะหยิบมาใช้และจะบอกหรือจะประชาสัมพันธ์ให้กับคนไทย ได้รู้ ไม่รู้จะให้ใครทำ เพราะฉะนั้นงานชิ้นนี้เป็นงานไฮไลต์ (Highlight) ของกรรมาธิการ คณะนี้ก็ว่าได้เป็นงานที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การบูรณาการวิชาความรู้ งบประมาณ บุคลากร ไม่ใช่หมายความว่ายุบรวมหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาทำงานด้วยกัน ไม่ใช่ครับ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีทั้งรัฐและเอกชน คณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะสัตวศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ต่าง ๆ ท่านก็ทำงานของท่านไป งานวิจัยท่านก็ทำของท่านไป มีงาน ในกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการอาหารและยา กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมแพทย์แผนไทยต่าง ๆ เหล่านี้ท่านมีงานของท่านอยู่แล้ว ต่างคนต่างแถลงข่าว เรื่องเดียวกันบางทีวันนี้กรมนี้แถลงเรื่องไข้เลือดออกกรมนี้แถลง พรุ่งนี้ กรมการแพทย์แถลง มะรืนนี้กรมควบคุมโรคแถลง มาเรื่องนี้กรมอนามัยแถลงต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น แถลงบางทีก็เป็นเรื่องเดียวกัน บางทีก็เป็นคนละทิศคนละทาง บางคนบอกว่า ในกรุงเทพมหานครอัตราการตาย บางหน่วยงานบอกว่าอัตราการตายไม่มี พออีก ๓ วันบอก อัตราการตาย ๑๐ : ๑๐๐,๐๐๐ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการบูรณาการ หน่วยงานหรือการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ กับประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ มีความจำเป็น ขอเวลาอีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน ถ้ามีภาวะวิกฤตเกิดขึ้นคนไทยจะเชื่อ สิ่งไหนอันนี้ประการที่ ๑
ประการถัดไป ท่านประธานครับ งานชิ้นนี้ของคณะกรรมาธิการนั้นเชื่อมโยง กับสิทธิของผู้บริโภคในกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ปี ๒๕๒๒ สิทธิของ ผู้บริโภค ประการที่ ๑ มีสิทธิที่จะรู้ข้อมูลข่าวสาร ประการที่ ๒ สิทธิที่จะเลือกสินค้าและ บริการ ประการที่ ๓ สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ และสิทธิ อันที่ ๕ สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองและการเยียวยาหากไม่ได้รับความปลอดภัย จะเห็นได้ว่า สิทธิอันแรกเลยคือสิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสาร แต่ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเพียงพอ ถูกเวลาและถูกสถานที่ งานชิ้นนี้จึงสามารถเชื่อมโยงกับสิทธิของคนไทยทั้งประเทศ ได้อย่างตรงไปตรงมาเลย
ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมขออนุญาต น้อมนำพระราโชวาทของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จย่าของเรา ปวงชนชาวไทยมา อัญเชิญพระราโชวาทประโยคหนึ่งมาไว้ในที่นี้ ท่านมีพระดำรัสไว้นานแล้ว ตั้งแต่สมัยผมยังเรียนไม่จบแพทย์ก็ว่าได้และผมยังจำได้ขึ้นใจจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นพระราโชวาท ที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง ท่านมีพระดำรัสไว้ว่าปัญหาของคนไทยนั้นที่สำคัญโดยเฉพาะ ในชนบทมีอยู่ ๓ อย่างที่ฝากให้ทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไข ๓ คำเท่านั้นเองแต่ ๔ พยางค์ อันแรก คือจน อันที่ ๒ คือเจ็บ และอันที่ ๓ คือไม่รู้ จน เจ็บ ไม่รู้ สำคัญครับเชื่อมโยงกันทั้งหมดเลย ผมซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เมื่อจนจนเพราะไม่รู้ ไม่รู้ก็จนต่อไป ไม่รู้อะไร ไม่รู้วิชาความรู้ ไม่รู้ วิธีการประกอบอาชีพ ไม่รู้วิธีการทำมาหากิน และไม่รู้วิธีการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง เพราะท่านเป็นพยาบาล ท่านจึงเข้าใจข้อนี้ เจ็บ เจ็บนี่ไม่ใช่หมายความว่าเจ็บปวดอะไรพวกนี้ คือเจ็บป่วย เจ็บเพราะไม่รู้ ไม่รู้ก็เจ็บต่อไป เพราะฉะนั้นท่านจึงมีพระดำรัสไว้ว่าไม่รู้เป็นสิ่งที่ สำคัญที่สุดที่ต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ท่านเอาจน เจ็บ ไม่รู้ นี้ไปให้รัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหา ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในพื้นที่ในชนบทที่อยู่ที่ดอยตุง คนเหล่านั้นสมัยก่อนปลูกฝิ่น ปลูกกัญชา ผมได้ข้อมูลมา คนปวดฟันมาอ้าปากดึงฟันออก มีฝิ่นอุดอยู่เพื่ออะไรครับ เพื่อแก้ปวด นั่นคือ เขาไม่รู้และไม่มีคนไปทำให้เขา ไม่มีคนไปแนะนำให้เขา แล้วเขาทำมาหากินอะไร เขาปลูกฝิ่น ปลูกกัญชาเป็นยาเสพติด ท่านจึงนำแนวทางนี้ไปใช้ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าการน้อมนำ พระราโชวาท จน เจ็บ ไม่รู้ มาแก้ปัญหาอย่างบูรณาการนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ความรู้ที่คนไทยจะได้รับจากการบูรณาการวิชาการต่าง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ งบประมาณ ต่าง ๆ บุคลากรต่าง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ นั้นย่อมสามารถทำให้สนองตอบพระดำรัสอันนี้ ได้เป็นอย่างดี การโฆษณาสื่อต่าง ๆ นั้นจะเห็นได้ว่าในเวลานี้มีการโฆษณาที่เป็นเท็จ มีการโฆษณาโอ้อวดสิ่งที่คิดว่าไม่น่าจะเป็นจริงได้ สมัยเป็น ส.ว. กรรมาธิการสาธารณสุข ก็เชิญหน่วยงานมาตอบคำถาม ถามว่าทำไมเรื่องนี้ปล่อยให้โฆษณาได้ ยาตัวหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ ตัวหนึ่งรักษาได้หมด มะเร็ง กลาก เกลื้อน เบาหวาน ความดัน ไขมันรักษาได้หมดบอกว่า ไม่ใช่หน้าที่ของ อย. ต้องไปถาม สคบ. เราก็ถาม สคบ. ว่าทำไม สคบ. บอกว่าก็ กสทช. เขาปล่อยให้โฆษณาได้ ถาม กสทช. กสทช. บอกว่า อย. และ สคบ. ต้องบอกมาสิว่าอันนี้ มันโฆษณาผิดมันทำไม่ได้ กสทช. จะได้เบรกไม่อนุญาตให้โฆษณาประชาสัมพันธ์ได้ก็โยนไปโยนมา อยู่แบบนี้ เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วถูกที่ถูกเวลา การบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อทำเรื่องนี้ ได้อย่าง ๓๖๐ องศา จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ของประชาชน ชาวไทย ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปท่านสุดท้ายนะคะ ท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนนะครับ ขออภิปรายในรายงานที่นำเสนอในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นก็ขอเรียนว่าเห็นด้วยแล้วก็ชื่นชม ในรายงานฉบับนี้ และผมดูแล้วนี่ถ้าใครเห็นชื่อเรื่องนึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ดูแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าประชาชนหรือ บุคลากรของประเทศถ้าสุขภาพไม่ดีก็ย่อมมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ไม่มีบุคลากร ที่มีคุณภาพไปในส่วนในการพัฒนาประเทศ แล้วก็ทำให้ประเทศต้องเสียงบประมาณ ในการรักษาพยาบาล อันนี้เรียกว่าเป็นการป้องกันที่ต้นเหตุนะครับ ผมจะอภิปรายในส่วนที่ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการให้ความรู้มิใช่เป็นประเด็นเรื่องการตรวจสอบนะครับ ผมจะพยายาม นึกว่ามีสิ่งใดเรื่องใดบ้างที่เป็นตัวอย่างที่ควรจะนำเสนอให้ประชาชนได้มีความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้อง อย่างผมดูนะครับที่เห็นได้ง่ายในขณะนี้นะครับที่อยากจะเสนอว่าเป็นตัวอย่างที่ สมควรให้ความรู้แก่ประชาชน บางอย่างก็ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขก็ได้รณรงค์ แต่ดูแล้ว ยังไม่ค่อยได้ผลนะครับ คือเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพคือเรื่องผมมองไม่ใช่เล็กนะครับเป็นเรื่องใหญ่ คือช้อนกลางเพราะว่าโรคระบาดของไวรัสตับอักเสบเขาบอกว่ามาจากน้ำลาย และการที่ ไม่ใช้ช้อนกลางจะเป็นตัวสาเหตุให้เกิดอันนี้ และอันนี้ก็ปรากฏว่าสังเกตท่านที่ผู้มีการศึกษา หรือไม่มีการศึกษาก็ยังละเลยเรื่องการใช้ช้อนกลางอันนี้เป็นตัวอย่างนะครับ ต่อไปผมมองดู ว่าการให้ความรู้นะครับอันนี้จะเน้นเฉพาะเรื่องสุขภาพ เฉพาะอาหารกับสุขภาพที่ผมจะ อภิปรายนำเสนอควรจะมีการให้ความรู้ในการเลือกซื้อผัก ผลไม้ที่ปราศจากสารพิษนะครับ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรมีการให้ความรู้ว่าการชำระล้างสารพิษจากผักผลไม้วิธีการ ที่ถูกต้องคืออะไร รวมทั้งในการให้ความรู้แก่ประชาชน ในฐานะผู้บริโภคที่คุยกันเยอะนี่ว่า ๑. มะเร็งมาจากการบริโภคเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงก็มีวิธีการว่าถ้าเราไปตลาด โดยประชาชนนี่มีวิธีการตรวจสอบได้ไหมครับว่าเราจะซื้ออันนี้ไม่มีสารเร่งเนื้อแดง หรือที่คุย กันเยอะก็คือว่าในอาหารทะเลมีใส่ฟอร์มาลินก็พูดกันเยอะและพอจะให้ความรู้แก่ประชาชน ได้ไหมครับว่าถ้าผมไปตลาดจะเลือกซื้อกุ้ง ปู ปลานี่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีฟอร์มาลินหรือ ตอนนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือน้ำแข็งที่ยังไม่มีการตรวจสอบว่าน้ำแข็งที่มีการขายกัน ในตลาดแล้วก็ใส่เครื่องดื่มเย็นมีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อจุลินทรีย์เกินกำหนดหรือเปล่าอันนี้ ก็น่าจะมีการให้ความรู้ว่าถ้าผมจะไปซื้อเครื่องดื่มเย็นในร้านนี้มั่นใจได้อย่างไรว่าน้ำแข็งนั้น ไม่มีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียเกินที่กำหนด รวมทั้งที่เมื่อกี้ได้มีท่านได้กล่าวไปแล้วว่าประชาชนยังสงสัยหรือผู้บริโภคสรุปว่าภาชนะโฟม มันเป็นอันตรายจริงหรือไม่ แล้วก็มีตัวอย่างอีกที่มีการเขาเรียกว่าถกเถียงกันเยอะ เรื่องน้ำมันพืช กับน้ำมันหมู ก็มีทั้งบอกว่าบางอย่างดี บางอย่างไม่ดี อันนี้ผมว่าน่าจะมีการให้ความรู้จาก หน่วยงานที่น่าเชื่อถือได้แก่ประชาชนเพื่อจะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องนะครับ รวมทั้ง มีการพูดถึงเรื่องน้ำมันพืชที่ทำจากน้ำมันปาล์มว่าไม่เหมาะสำหรับสุขภาพจริงหรือไม่ รวมทั้ง ครีมเทียมหรือคอฟฟีเมต จนต้องมีออกมาประชาสัมพันธ์ว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ในที่สุดแล้วผมว่าตอนนี้ประชาชนผู้บริโภคก็ยังสับสนอยู่ว่าสรุปว่าครีมเทียม คอฟฟีเมต เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่นะครับ อันนี้ก็รวมทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชนว่าการบริโภคอาหาร ที่ย่างปิ้งที่เกรียมมันจะก่อให้เกิดมะเร็งจริงหรือไม่ อันนี้ที่ควรจะให้ความรู้นะครับ ก็เห็นว่า ควรจะเน้นให้ความรู้ในเรื่องที่ยังคลุมเครือไม่ชัดเจน เพื่อให้มีความรู้ชัดเจน
ประเด็นสุดท้ายที่ท่านได้พูดเรื่องออนไลน์ (Online) อันนี้ก็สำคัญจะมีส่ง เข้ามาเยอะนะครับ ในโซเชียลมีเดีย (Social Media) หรือออนไลน์ (Online) ตอนนี้ ผมสังเกตจะมีวนมาอยู่เรื่องหนึ่ง การรักษาโรคมะเร็งจะบอกโชคดีตอนนี้สบายใจได้แล้ว จะมี ดอกเตอร์อะไรท่านหนึ่งสามารถหาวิธีได้แล้ว เสร็จแล้วจะมีคนส่งมาลงบอกว่าคนดังกล่าว ถูกดำเนินคดีฐานหลอกลวงไปแล้ว แล้วไลน์ (Line) อันนี้ ผมสังเกตข้อความนี้ มันจะมา ประมาณทุก ๕ เดือนนะครับ จะมาลงว่าถ้าใครเป็นมะเร็งสบายใจได้ จะมีคนคิดวิธีการ อันนี้ ผมดูแล้วถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาหาวิธีการว่าในการที่จะไป เผยแพร่ต่อควรจะมีหลักการอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดหรือสับสนนะครับ ผมมีเรื่อง นำเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มเติมอีก ๑ ท่านนะคะ มีท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมฟังท่านกรรมาธิการอธิบายเนื้อหา ๑๙ หน้าของท่านนี่นะครับ พร้อมกับรายละเอียดของภาคผนวกแล้วก็ทำให้ใจชื้นไปว่า ในอนาคตของประเทศไทยจะไม่มีคนเป็นโรคอ้วน จะไม่มีคนเป็นโรคเบาหวาน จะไม่มีคน เป็นโรคไต จะไม่มีคนเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคเหล่านี้และรวมทั้งโรคมะเร็ง เพราะโรคเหล่านี้ใช้เงินมหาศาลในการรักษา โดยเฉพาะโรคไต แล้วเพื่อนสมาชิกหลายคน ได้กล่าวถึงพระบรมราโชวาท พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ กันหลายท่าน แต่ผมจะนำมาสักข้อความหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า “ถ้าคนเรามีสุขภาพ เสื่อมโทรมก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้” เห็นไหมครับ ท่านคิดไกลมากเลยนะครับ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศก็คือพลเมืองนั่นเอง ถ้าใครที่มีอายุ ๗๐-๘๐ ปีขึ้นไป ก็จะรู้ว่าประเทศไทยในอดีตเต็มไปด้วยคนที่เป็นโรคเรื้อน ขี้ทูด กุดถัง ที่เราเรียกกันภาษานั้น พระองค์ก็ทรงเห็นว่าถ้าคนเป็นโรคอย่างนี้เยอะ ๆ ไม่มีทางป้องกันและไม่รักษาก็จะเป็นปัญหา ท่านก็มีดำริให้ตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัยเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๐๔ ก็ ๕๐ กว่าปีนะครับ ๕๕ ปีแล้ว ที่พระประแดง ผลก็คือว่าบัดนี้ประเทศไทยต้องใช้คำว่าไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ โดยเด็ดขาดแล้ว ผมใช้คำนี้เลย และมีครั้งหนึ่งเป็นความรู้สึกซาบซึ้งของคนที่เป็นโรคเรื้อน เมื่อพระองค์กับสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จเยี่ยมก็ขอสัมผัสพระหัตถ์ท่าน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ท่านไม่ลังเลเลยท่านก็ยื่นมือให้จับโดยไม่คิดว่าจะเป็นโรคติดต่อ เพราะโดยปกติโรคติดต่อที่จากโรคเรื้อนติดยากมากและมีเวลาฟักตัวถึง ๑๐ ปีบางรายนะครับ จากพระบรมราโชวาทของพระองค์ทำให้โครงการต่าง ๆ เพื่อการป้องกันมากกว่า ๑๐ โครงการ ยกตัวอย่างเลย โครงการแรกที่พระองค์สร้างก็คือโครงการแพทย์เคลื่อนที่ เมื่อปี ๒๕๑๐ ต่อมาปี ๒๕๑๒ ก็มีโครงการแพทย์หู คอ จมูก ภูมิแพ้ ต่อไปอีกโครงการคือ ทันตแพทย์เคลื่อนที่ ปี ๒๕๑๒ ผู้ที่ดูแลเรื่องนี้ท่านหนึ่งที่ผมรู้จักคือท่านศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ถ้าผมพูดผิดท่านประธานกรรมาธิการแย้งได้ นอกจากนั้นยังมี โครงการพิเศษตามพระราชประสงค์อีกเยอะแยะมากเลยรวมทั้งแพทย์ผ่าตัดมากมาย ผมนับได้ใหญ่ ๆ ๑๐ โครงการใหญ่ ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เยอะมากจากพระองค์ และกระทรวง สาธารณสุขกับบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทยก็น้อมนำมาทำให้ประเทศไทย ก็สามารถกำลังจะก้าวไปถึงประเทศที่มีเศรษฐกิจ ๔.๐ ตามที่นายกรัฐมนตรีมุ่งมั่นจะให้เกิด ก็มาจากพระราชดำรัสของพระองค์นี่เอง เพราะมนุษย์เป็นทรัพยากรสูงสุดของโลก ของชาติ ของสังคม ผมอ่านของท่านแล้วปีหนึ่งเราเสียค่าใช้จ่าย ปี ๒๕๕๓ ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดูแลการรักษาผู้ป่วย บัดนี้มากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วครับ ตกเกือบ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีที่ผ่านมา คำถามว่าในอดีตไม่ว่าจะโรงพยาบาล คณะแพทยศาสตร์หรือกระทรวงสาธารณสุขก็จะนิยมชมชอบยกย่องกราบไหว้หมอ เราเรียกว่าหมอเทวดา ถ้าผ่าตัดหัวใจได้ ผ่าตัดสมองได้ ผ่าตัดกระดูกไขสันหลังได้ยกย่องกันใหญ่ เขาเรียกว่าหมอรักษาโรคหรือภาษาอังกฤษเรื่องว่าไดแอกโนซิส (Diagnosis) เมื่อสมัยก่อน คนที่จบบอร์ด (Board) นี้มีเงินพิเศษ ขณะที่ข้าราชการระดับ ๙ ระดับ ๑๐ ยังไม่มีนะครับ แต่หมอท่านเหล่านี้ถือว่าจบบอร์ด (Board) ได้เงินพิเศษ หมอที่น้ำตาร่วงคือหมอป้องกันโรค หรือเวชศาสตร์ป้องกันเรียกว่าพรีเวนทิฟ (Preventive) เพราะวิชาพรีเวนทิฟ (Preventive) ไม่มีใครอยากไปอยู่เลยในคณะแพทยศาสตร์ ทุกคนจะต้องไปเรียนหมอสูติ หมอศัลยกรรม หมอเด็ก ออร์โธปิดิกส์ (Orthopedics) หัวใจ สมองกันมาก รวมทั้งผิวหนังที่ทำเงินได้เยอะ จริงไหมครับพยักหน้านะครับ ผมอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย ผมได้มีส่วนไปสอนนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ ได้เคยทำหลักสูตรแพทยศาสตร์มาแล้วหลายแห่ง ทั้งที่ มหาวิทยาลัยเปิดใหม่และที่ปรับปรุง รวมทั้งหลักสูตรพีเอชดี เมดิซิน (Ph.D Medicine) ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผมทำกับมือ เพื่อที่จะผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นอาจารย์ โรงเรียนแพทย์และยังเปิดสอนอยู่ขณะนี้ โดยศาสตราจารย์ แพทย์หญิง คุณหญิงศรีจิตรา บุนนาค ใช่ไหมครับ หลายคนอาจจะไปเรียนที่นี่ ผมกราบเรียนท่านประธานไปยัง กรรมาธิการว่าเรื่องของการป้องกันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าเราไม่รู้จักป้องกันแล้ว เงินค่ารักษาพยาบาลเกี่ยวกับการแพทย์ของเราจะเพิ่มเป็น ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉพาะปัจจุบันโรคที่เกิดจากการกินหรือการรับประทาน โรคมี ๒ อย่างท่านประธานครับ คือโรคที่เกิดจากการติดต่อทางเชื้อโรคจะไวรัสจะแบคทีเรียร้อยแปดจิปาถะโรคติดต่อ ประเภทนั้นก็รักษาได้แล้วเดี๋ยวนี้ แต่โรคที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกเลยโรคที่เกิดจาก การรับประทานอาหารไม่เป็น รับประทานได้มีเงินทองรับประทานได้แต่รับประทานไม่เป็น เมื่อรับประทานไม่เป็นก็คือทำให้เกิดโรคอ้วน กินเค็มก็เป็นโรคไต เครียดไม่ออกกำลังกาย ก็เป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยแปดจิปาถะตามมาในปัจจุบันนี้และโรคอีกโรคหนึ่ง ที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าแมงกะไซค์ ที่ไปแขวนคอแขวนขา แขวนร้อยแปดจิปาถะผ่าตัดคือเป็นโรคเกิดจากอุบัติเหตุก็เยอะ ใช้เงิน เยอะมากนะครับ ทีนี้ท่านกำลังเสนอสิ่งที่กำลังถูกใจผมอย่างยิ่งที่เรากำลังจะป้องกัน สิ่งหนึ่ง ที่ผมเห็นว่ามันจืดจางไปของกระทรวงสาธารณสุขผ่านท่านกรรมาธิการไปแล้วก็คือว่า เทเลเมดิซิน (Telemedicine) เมื่อสมัยก่อนนี่หมอขาดแคลน ไม่มีหมอ ตามภูเขาลำเนาไพร ที่ห่างไกลมีแต่พยาบาลกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขก็คิดจะทำอย่างไร ก็ทำเทเลเมดิซิน (Telemedicine) โดยใช้ระบบโทรศัพท์ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ปุ๊บก็โทรมาที่ โรงพยาบาลศูนย์ว่าเป็นอย่างนี้ อาการอย่างนี้ ๆ จะใช้ยาอะไรนี่นะครับ ก็เกิดขึ้นผมเคยไปดู แต่ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ก็หายจางไปเพราะผู้บริหารไปทำเรื่องอื่นอาจจะที่สำคัญกว่า ผมยังคิดว่า ถ้าในอนาคตวงการแพทย์หันกลับมาพูดถึงเรื่องนี้ และเดี๋ยวนี้มันสามารถถ่ายได้เลยนะครับ สมมุติคนที่เป็นโรคผิวหนังภูมิแพ้หรืออะไรร้อยแปดจิปาถะ หายใจกำลังไม่ออก ถ่ายรูปปุ๊บ ส่งไปเลย อย่างนี้จะให้ยาอะไร ฉีด ๑ เข็ม ๒. ให้กินยาแก้แพ้ร้อยแปดจิปาถะก็จะทำให้ การเดินทางมาหาหมอนี่น้อยลง ปัจจุบันถ้าท่านไม่เชื่อไปกับผมพรุ่งนี้เพราะผมไปโรงพยาบาลบ่อย เพราะเมื่ออายุผม ๗๐ แล้วก็ป่วยบ่อย ผมก็ต้องไปตั้งแต่ ๗ โมง ๖ โมง ไปโรงพยาบาลราชวิถี ไปโรงพยาบาลโรคผิวหนัง ท่านรู้ไหม พอ ๖ โมง ยังไม่ทัน ๖ โมงดีคนเต็มแล้วมันมาจาก ที่ไหน ๆ ไม่รู้มาเข้าคิว ผมก็ไปเข้าคิวกับเขา แล้วก็มาลงชื่ออภิปรายนี้ก่อนแล้วก็กลับไป หาหมออีกที ผมถามว่าเราจะมีอย่างนี้อีกนานไหม ถ้าท่านไม่เชื่อไปดูได้เลยพรุ่งนี้เช้า โรงพยาบาลรามา ยิ่งโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดจิ้งจกตกไม่ถึงพื้นผมยืนยัน ศิริราช จุฬา รามาเต็มไปด้วยผู้ป่วย แต่ผมคิดว่าจากโครงการที่ท่านทำหมายถึงทำจริงนะ และทุกคน ให้ความสนใจจริงนี่นะครับในการดูแล การกินใช้ภาษาง่าย ๆ อยู่ หลับ นอน ให้เป็นระบบ โรคภัยไข้เจ็บก็จะน้อยลง ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ท่านนำเสนอวันนี้ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ขออนุญาตอีก ๑ นาทีครับ ถ้าท่านติดตามเอาจริงเอาจังโดย สปท. โดยท่านประธานที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยได้ร่วมกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ทำแบบไฟไหม้ฟาง แล้วผมเชื่อว่าท่านประธานกรรมาธิการนี้ท่านเอาจริงเอาจังดูหน้า ท่านสิครับ ท่านเอาจริงเอาจังท่านยิ้มแต่เอาจริง ผมคิดว่าจะเป็นกุศลกับประชาชนโดยรวม ของประเทศและผมมั่นใจว่าต่อไปผมเดินไปที่ศูนย์การค้าไหน หรือตามถนนเห็นคนอ้วน น้อยลง สิ่งที่จะตามมา อีก ๑ นาทีนะครับท่าน อาหารที่เป็นฟาสต์ฟู้ด (Fast Food) ทั้งหลาย นับตั้งแต่อาหารที่เป็นฟาสต์ฟู้ด (Fast Food) เข้ามา ผมไม่บอกชื่อนะครับ ท่านไปดู ได้ระบาดวิทยาสถิติคนไทยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวและใจหาย และต้อง ผ่าตัดเมื่อเป็นมะเร็งในระบบทางเดินเพราะกินอาหารที่มันสะสมพิษมากมาย ไม่มีผัก และผลไม้เข้าไปกวาดขยะในลำไส้ หรือไม่จริงครับท่านประธาน จากนั้นยังไม่พอเรายังกินอาหาร ฟาสต์ฟู้ด (Fast Food) ที่ผลิตจากไฮเทค (High-tech) หรือเทคโนโลยีเมื่อเช้าที่ผมพูดไปแล้ว ว่าฟรีซ (Freeze) ให้อาหารไก่นี่ ๑ กิโลกรัม ๔๐๐ กรัม จะต้องได้เนื้อไก่ทุกอย่างมีสารทั้งนั้น สารเร่งเนื้อแดงร้อยแปดจิปาถะตกค้างอยู่ในอาหารปัจจุบันทั้งพืช สัตว์ทุกอย่าง อันนี้ก็ฝาก ท่านประธานไปยังประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการควรจะทำเรื่องนี้ด้วยในการที่จะทำ เรื่องนี้อย่างจริงจัง คือต้องสอนเขาไปด้วยว่ารับประทานอะไรได้แค่ไหน เพียงไร ไม่ใช่ไม่เป็นไร ฉันก็รับประทานไปแล้วกันเดี๋ยวฉันมีเงินไปหาหมอ อย่างนี้ชาติบ้านเมืองมันก็จะเสียหาย ผมก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมก็มีความสุขที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว แล้วก็ ได้นำเสนอว่าผมอยากให้เห็นภาพครบวงจรของการดูแลสุขภาพของคนไทยทุกคนดังที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทำมาชั่วชีวิตของพระองค์ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านสุรินทร์ครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ ชี้แจงสมาชิกครับ เชิญท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ
ขอบคุณท่านประธาน ครับ ผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมแล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการสาธารณสุขครับ ขออนุญาตนำเสนอ เพิ่มเติมจากที่ท่านประธานพรพันธุ์ได้นำเสนอพวกเราไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่ามีบางท่าน อาจจะสงสัยว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้ตั้งกรรมการอีกแล้วนะครับ เพราะในหัวข้อหลักของเรา อันหนึ่งก็คือว่าเราจะตั้งกรรมการเพื่อเป็นคณะกรรมการสร้างเสริมความรอบรู้ และการสื่อสารด้านสุขภาพ กราบเรียนว่าคณะกรรมการชุดนี้จริง ๆ แล้วมีแล้วนะครับแต่ว่า อยู่ในชื่ออื่นแล้วก็ประธานก็คือเป็นท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้วนะครับ แต่เนื่องจากเราเห็นสภาพของปัญหาตามที่ท่านประธานได้นำเรียนไปแล้วว่ามีหน่วยงานต่าง ๆ มากมายและมีองค์ความรู้ต่าง ๆ มากมายที่กระจัดกระจายอยู่ในประเทศนี้เราสมควรที่จะ นำมารวมมาบูรณาการกันเพื่อจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็เลยคิดว่าน่าจะมีกระทรวงอื่นตามที่ หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม เช่นกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ กระทรวงไอซีที แม้แต่กระทรวงอุตสาหกรรมหรือว่ากระทรวงอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารแล้วก็เรื่องสุขภาวะทั้งหลายก็เลยคิดว่าน่าจะมีการตั้ง คณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา แต่อย่างไรก็แล้วแต่กรรมการชุดนี้ก็ยังคงอยู่ในแกนกลางของเรา ถ้าท่านสมาชิกจำได้เราเคยเสนอเรื่องแรกของคณะอนุกรรมาธิการสาธารณสุขคือเรื่อง คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นแกนกลางนะครับ แล้วก็ กรรมการชุดที่เราเสนอวันนี้คณะกรรมการสร้างเสริมความรอบรู้เรื่องสาธารณสุขจะเป็น ชุดหนึ่งในนั้น เพราะฉะนั้นหลังจากที่มีกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติแล้วกรรมการ ชุดนั้นจะเป็นร่มใหญ่นะครับที่จะคลุมแล้วก็จะเป็นการบูรณาการคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่เราได้นำเสนอมาแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาและสมุนไพรแห่งชาติ เรื่องของการแพทย์ ปฐมภูมิหรือว่าเรื่องอื่น ๆ ที่จะนำเสนอต่อไปในสัปดาห์ถัด ๆ ไปก็คือเช่นเรื่องหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติเป็นต้น คณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่ในร่มเดียวกันแล้วก็คิดว่า จะบูรณาการองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุด คือสุขภาวะของประชาชนชาวไทยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธาน กรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธาน เรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ในนามของคณะกรรมาธิการสาธารณสุขและ สิ่งแวดล้อมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านและโดยเฉพาะท่านที่ได้อภิปราย ให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ซึ่งเป็นข้อคิดเห็นซึ่งมีประโยชน์มากแล้วก็อยากจะเรียนตอบท่าน สักเล็กน้อยเพราะว่าโดยภาพรวมทุกท่านเห็นด้วยกับเรื่องที่ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมี การทำเรื่องของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพซึ่งท่าน พลอากาศตรี คุณหมอเฉลิมชัยก็ให้ เดฟินิชัน (Definition) ว่าความจริงแล้วมันแปลได้หลากหลายและที่ท่านเสนอมา อีกอันหนึ่ง ซึ่งเข้าทีมากก็คือไหวพริบทางด้านสุขภาพก็ขอเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องนี้คงจะ ไม่ใช่แค่การให้ความรู้ แต่เป็นการที่จะวิธีการอย่างไรที่จะส่งสื่อสารถึงประชาชน หมายความถึงว่า เข้าถึงประชาชนแล้วก็ประชาชนเข้าใจ และประชาชนสามารถวิเคราะห์เอามาตัดสินใจ จนกระทั่งมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างถูกต้องและนำมาซึ่งผลดี ทางด้านสุขภาพ อันนั้นคือความหมายที่แท้จริงของความรอบรู้ ความแตกฉานหรือไหวพริบ ทางด้านสุขภาพ ท่านปานเทพท่านได้ให้ข้อมูล ท่านเสนอแนะเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน ที่จำเป็น เช่นเดียวกับอีกหลายท่าน เช่นข้อมูลในเรื่องของส่วนตัวที่จะเป็นการกำกับสุขภาพ เช่นบีเอ็มไอ (BMI) ค่าของน้ำตาลในเลือด น้ำหนัก ส่วนสูงอะไรพวกนี้นะคะ แล้วนอกจากนั้นท่านนิกรก็ให้เกี่ยวกับปัจจัยในสิ่งแวดล้อมซึ่งจำเป็นมีผลต่อสุขภาพ เช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่จำเป็นที่ประชาชนจะต้องได้รับทราบ แต่ว่าการที่จะให้ ความรู้ทั้งหมดนี้มันก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของกลุ่มบุคคล ปัญหาและบริบทของระบบ สาธารณสุขที่มีอยู่นะคะ แต่ที่ท่านนิกรได้ให้ข้อคิดเห็นที่มีความสำคัญอันหนึ่งก็คือ ความต้องการที่ถูกต้องจะบังคับซัปพลาย (Supply) อันนี้มีความสำคัญมากเพราะว่าถ้าหากว่า เราได้ทำให้ประชาชนมีความรับรู้ทางด้านสุขภาพอย่างแท้จริง ประชาชนสามารถที่จะ กำหนดความต้องการของเขาเกี่ยวกับระบบสุขภาพที่จะตอบสนองกับความต้องการทางด้าน สุขภาพของเขาได้นะคะ ถ้าหากว่าเมื่อไรประชาชนไปโรงพยาบาลสามารถที่จะซักถาม คุณหมอได้ถึงการดำเนินการการปฏิบัติตัวของเขา ซักถามถึงสาเหตุของโรคหรือมีข้อสงสัย อะไรต่าง ๆ แสดงว่าประชาชนได้มีความรู้ส่วนหนึ่งทางด้านสุขภาพขึ้นมาแล้วนะคะ และเมื่อ ประชาชนมีความรู้มากขึ้นประชาชนจะรู้เองว่าเขาต้องการความรู้ในเรื่องอะไรบ้าง เช่นเมื่อ เวลาจะดื่มเครื่องดื่มเขาพยายามที่จะดูว่ามีปริมาณของน้ำตาลอยู่เท่าไรที่ตรงกล่องเครื่องดื่ม หรือมีเกลือปนอยู่เท่าไร อันนี้ถ้าหากว่าไม่มีหรือไม่ชัดเจนประชาชนจะเรียกร้องเอากับบริษัท หรือเรียกร้องไปที่ อย. หรืออะไรเอง อันนั้นเรียกว่าเราบรรลุถึงความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ของการสร้างเสริมความรู้ให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นข้อมูลทั้งหลายที่ท่านให้มาทั้งหมดนี้ ก็อย่างของท่าน พลโท กฤษณะ ท่านได้ให้เสนอหัวข้อที่ควรจะให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่อง อะไรบ้าง ทั้งหมดนี้ก็เลยมีความจำเป็นที่เราจะต้องเสนอในการปฏิรูปให้มีศูนย์รวบรวมข้อมูล องค์ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพในด้านต่าง ๆ ทั้งในพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน ในการบริโภค ของประชาชน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพอื่น ๆ หรืออะไรพวกนี้ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเพื่อให้ประชาชน ได้ทราบ แล้วก็สามารถที่จะตอบโต้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ มีความจำเป็นแล้วก็จำเป็นที่จะต้องมีงานวิจัยเพื่อที่จะคอยแสวงหาข้อมูลที่ถูกต้องและ ทันสมัยว่าอะไรคือสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของโรคและอะไรคือปัจจัยที่สร้างเสริมสุขภาพ ในด้านต่าง ๆ ท่านสุรินทร์ก็ให้ความเห็นที่สำคัญก็คือการป้องกันนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งประเทศไทยเราก็ทราบดีในเรื่องนี้ แต่ว่าในการกระทำและในการดำเนินงานทั้งหลาย มันไม่ค่อยจะเป็นผล เนื่องจากการที่ประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจ โดยเฉพาะในเรื่อง ของสาเหตุของโรค ในเรื่องของปัจจัยเสี่ยง หรือปัจจัยที่สร้างเสริมสุขภาพ เพราะฉะนั้น ต้องมีความจำเป็นในเรื่องนี้ เพราะถ้าเผื่อว่าประชาชนทราบดีการป้องกันโรคจะเป็นผล มากยิ่งขึ้น ก็เท่ากับว่าสนับสนุน ทุกท่านก็เห็นชอบกันทั้งหมดว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้อง พัฒนาในเรื่องของความรอบรู้ หรือไหวพริบทางด้านสุขภาพหรือความแตกฉานทางด้าน สุขภาพ แล้วเราก็หวังว่ากระทรวงสาธารณสุขก็คงจะพร้อมด้วยเช่นกัน เพราะว่ากระทรวง สาธารณสุขเองก็ได้บรรจุเรื่องนี้อยู่ในแผนพัฒนาสาธารณสุข ๑๐ ปีของกระทรวงสาธารณสุข อยู่แล้วที่จะต้องดำเนินการพัฒนาเกี่ยวกับความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ดิฉัน ก็กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้ความสนับสนุนแล้วก็ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์มาก ขอบพระคุณค่ะ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปความรอบรู้และ การสื่อสารสุขภาพแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านรองประธาน คนที่สอง มีประกาศแจ้งให้ทราบว่าเราได้เตรียมอาหารไว้นะครับ สมาชิกที่เสร็จสิ้นจากการประชุมแล้วก็ขอเชิญรับประทานอาหารได้
อีกเรื่องหนึ่งก็คือคณะกรรมการประสานงานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้นัดประชุมหลังจากเสร็จการประชุมนะครับ แล้วก็กรรมาธิการชุดที่จะต้องรายงานต่อวิป (Whip) ๓ ฝ่ายในวันพรุ่งนี้ที่ได้เชิญมาชี้แจง เราจะประชุมที่ห้องประชุมชั้น ๓ ข้างห้อง ท่านรองประธาน คนที่สองนะครับ สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๘ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นำ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ขอเชิญออกเสียง ลงคะแนนด้วยนะครับ ลงคะแนนเรียบร้อยนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผล การลงคะแนนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูปความรอบรู้และ การสื่อสารสุขภาพแล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ และผู้ชี้แจงครับ
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเชิญท่านนิกร จำนง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิก ลำดับที่ ๗๙ ต้องกราบขอบพระคุณเรื่องหารือที่ผมได้หารือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แล้วก็ได้มีมติ จากวิป (Whip) ว่าให้ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาเรื่องข้าวทั้งระบบ ก็จะได้คุยกันหารือกัน ต่อไปนะครับ ให้เป็นประโยชน์กับ สปท. ของเรา แต่มีประเด็นที่มีความเห็นนะครับ เป็นเรื่อง หารืออีกเรื่อง ซึ่งท่านวันชัยได้หารือไว้ว่าเรื่องหารือขอเป็นวาระแรก พอวาระสุดท้ายเกรงใจ ท่านสมาชิกที่จะกลับ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องอะไรหรอก ผมเห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่ว่าเป็นมติ ของวิป (Whip) ถือเป็นที่สุด แต่อยากจะขอหารือเพิ่มเติมเรื่องนี้นิดหนึ่งว่าคือในกรณีผมเห็น ในใบเมื่อเช้าว่าถ้ามีประเด็นหารือให้เราติ๊กลงไปได้ ทีนี้ถ้าหากว่ามีเรื่องหารือ สมมุติผมมีเรื่อง หารือจะเข้าจะขอติ๊กขีดไปว่าจะมีหารือเรื่องอะไร และอยากจะขอความกรุณาให้เป็นระบบ ว่าท่านประธานช่วยกรุณาชี้แจงให้สมาชิกทราบตั้งแต่ต้นว่าวันนี้จะมีเรื่องหารือเรื่องนี้ด้วย เผื่อว่าท่านใดที่สนใจอยากจะฟังท่านจะได้อยู่ ผู้หารือจะได้ไม่ต้องเกรงใจกันมากและจะได้ เตรียมเหมือนเป็นประเด็นที่ว่า เพราะถ้าเป็นวาระนี้ท่านก็แจ้งแล้ว เราก็ทราบ แล้วเราก็ไปตามวาระ แต่ถ้าเป็นเรื่องหารือ ก็แสดงว่าวาระเรื่องหารือมีประเด็น มีเรื่อง แล้วก็ถ้าใครไม่ส่งตั้งแต่เช้า ท่านก็ไม่ต้องอ่าน ถ้าใครอยากจะหารือก็มาเช้าหน่อยและบันทึกมา ถ้าท่านผู้นั่งเป็นประธานได้แจ้ง ท่านสมาชิกจะได้ทราบจะได้หารือกันได้เผื่อมีเรื่องสำคัญ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านนิกร จำนง เป็นข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์มากจะได้นำไปหารือ ในที่ประชุมวิป (Whip) ในวันพฤหัสบดี และขอบคุณท่านวันชัย สอนศิริ ที่ได้นำเสนอ และ ทางวิป (Whip) ก็ได้พิจารณาแล้ว สมาชิกก็อยากได้ยันต์เจ้าคุณธงชัย รุ่นวินวิน (Win Win) ท่านวันชัยมีอะไรจะสมนาคุณไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องกราบขอบพระคุณ ที่ประเด็นเกี่ยวกับท่านนิกรเสนอ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ขัดข้องว่ามติวิป (Whip) ว่าประการใด เพียงแต่สนับสนุนท่านนิกรนิดหนึ่งท่านประธาน เพราะไม่อย่างนั้นสมาชิกนี้จะไม่เข้าใจ เพราะถึงเวลาพอหมดวาระปั้ง เวลาใครจะหารือต่อก็เกรงใจท่านอื่นจะตำหนิเอาว่าไม่รู้จัก เวล่ำเวลา เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานแจ้งเสียตั้งแต่ต้น บอกว่าวันนี้หลังจากหมดวาระนี้ แล้วมีผู้หารืออยู่ ๓ ท่าน ขอให้ท่านสมาชิกอดใจรอคำหารือไปด้วย เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่า คนพูดก็จะได้สบายใจด้วย ก็กราบขอบพระคุณ
ส่วนประเด็นที่ท่านประธานได้หารือว่าขณะนี้ทางโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ชนะ เลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แล้วก็มีข่าวปรากฏตามสื่อมวลชนเป็นจำนวนมากว่าท่านเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร ได้ส่งผ้ายันต์ รุ่นวินวิน (Win Win) ไปให้นั้น ท่านประธานแจ้งมาว่าสมาชิก บางส่วนนั้นแจ้งไปยังท่านประธานแล้วก็อยากได้ เพราะฉะนั้นผมก็จะประสานกับท่าน เพื่อมอบให้กับท่านประธานได้มอบให้กับสมาชิกต่อไป เพื่อหวังว่าการปฏิรูปนั้นจะได้วิน วิน วิน (Win Win Win) กราบขอบพระคุณ
ขอบพระคุณมากครับ ขอประทานโทษครับ แนวปฏิบัติอย่างนี้เผอิญหารือ ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ในเบื้องต้นตามที่ท่านนิกร จำนงได้แนะนำก็คิดว่าเป็นประโยชน์ ก็จะมีการแจ้งความจำนงก่อนที่เราจะเริ่มการประชุม อันนั้นก็อาจจะเป็นรอบแรก และในระหว่างที่เราประชุมกันนี้หากว่ามีเพิ่มเติมทางประธาน ในที่ประชุมก็จะแจ้งให้สมาชิกได้ทราบครับ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วครับ ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่มาประชุมทุกท่านครับ ขอปิดการประชุมครับ