พรพันธ์ ชี้ปัญหาความรู้สุขภาพต่ำ ขอปฏิรูปการสื่อสารอย่างบูรณาการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๘ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือประเด็นความรู้ด้านสุขภาพของประชาชนที่ยังต่ำ พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปการสื่อสารข้อมูลสุขภาพอย่างบูรณาการ โดยเน้นการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับการส่งเสริมลิเทอเรซี ผ่านบทบาทของ อสม. และการสร้างศูนย์ข้อมูลที่ทันสมัย พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนด้านวิชาการและระบบประเมินผล เพื่อผลักดันให้โรงเรียนและสถานพยาบาลเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้สุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพและท่าน สปท. ผู้ทรงเกียรติ ดิฉันขอพูดถึงสถานการณ์ในประเทศไทยต่อเราจะเห็น ได้ว่าในภาคประชาชนนั้นประชาชนไทยมีความรอบรู้ทางด้านสุขภาพยังอยู่ในระดับที่ไม่เป็น ที่น่าพอใจ รวมทั้งความชุกของโรคเรื้อรังต่าง ๆ ซึ่งมีค่ารักษาพยาบาลเป็นราคาแพง แล้วก็ สามารถจะป้องกันได้โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นก็ยังมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นตลอดเวลานะคะ เหล่านี้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นทุกปี สำหรับสถานการณ์ของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจะพบว่าในปัจจุบันมีหน่วยงานของรัฐ มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักนอกจากนั้นก็มีกระทรวงอื่น ๆ เช่น กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ให้ความรู้และให้ข้อมูลทางด้านสุขภาพ เป็นจำนวนมากมาย ในกระทรวงสาธารณสุขเองก็มีประมาณถึง ๒๐ กว่าหน่วยงาน กระทรวงอื่น ๆ อีกประมาณมากกว่า ๑๐ หน่วยงาน แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็ให้ข้อมูล ซึ่งกระจัดกระจายและขาดการบูรณาการ เช่น กรมสุขภาพจิตก็ให้ข้อมูลด้านสุขภาพจิต กรมควบคุมโรคก็ให้ข้อมูลด้านการป้องกันโรค ทั้งโรคติดต่อ ทั้งโรคไม่ติดต่อต่าง ๆ กระทรวง แรงงานก็ให้ความรู้ในเรื่องของความปลอดภัยในการทำงาน กรมอนามัยให้ความรู้เรื่อง อนามัยสิ่งแวดล้อมในเรื่องของการป้องกันโรคติดต่อต่าง ๆ พวกนี้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ข้อมูลมีหลากหลายมากมายแต่ว่าขาดการบูรณาการจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะแก้ปัญหา โรคที่เป็นปัญหาสำคัญ เพราะว่าข้อมูลต่าง ๆ ไม่ได้มุ่งระดมไปที่การแก้ปัญหาในโรค ที่เป็นปัญหาหลักของปัญหาสุขภาพของประเทศ นอกจากนั้นก็ยังขาดข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น ต่อการแก้ปัญหาสุขภาพที่สำคัญที่ถูกต้อง ทันกาล รวมทั้งมีช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน นอกจากนี้ถึงแม้ข้อมูลจะ กระจัดกระจายและบางครั้งข้อมูลสำคัญก็ยังขาดหายไป แต่ช่องทางในการสื่อสารของ ประชาชนกลับเปิดกว้างมากขึ้นนอกไปจากแมสมีเดีย (Mass Media) ซึ่งเป็นช่องทางของรัฐ และเอกชนต่าง ๆ แล้ว ในขณะนี้ก็มีการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ทางโซเชียล มีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถที่จะส่งข่าวสารถึงกัน ได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองบางครั้งก็เป็นข้อมูลที่ยัง มีความน่าสงสัยหรือว่าสงสัยในความน่าเชื่อถือและบางครั้งก็เป็นข้อมูลซึ่งผิดพลาดอาจจะ ส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้ ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตอบโต้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้อย่าง ทันท่วงทีนะคะ อันนี้ก็เป็นปัญหาของหน่วยงาน ทั้งหมดนี้ก็แสดงถึงความจำเป็นในการที่จะต้องมีการปฏิรูปความรอบรู้ทางด้านสุขภาพให้แก่ ประชาชนไทยเพื่อทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น แล้วข้อสำคัญก็คือป้องกันโรคไม่ให้ เจ็บป่วยด้วยโรคที่สามารถที่จะป้องกันได้ เพราะฉะนั้นในจุดมุ่งหมายที่สำคัญของการปฏิรูป ก็คือสร้างสังคมแห่งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพหรือว่าเฮลท์ ลิเทอเรต โซไซตี (Health Literate Society) ให้เกิดขึ้นให้ได้ สังคมที่สำคัญก็ควรจะเป็นโรงเรียน เป็นสถานบริการ สุขภาพต่าง ๆ โรงพยาบาลในทุกระดับ โรงงาน สถานที่ทำงานต่าง ๆ รวมทั้งชุมชนแล้วก็ ครอบครัว ถ้าเผื่อว่าจะให้หมายความในภาพรวมของสังคมที่มีความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ก็คงจะหมายความกว้าง ๆ ถึงสังคมซึ่งประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ที่ถูกต้องอย่างเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ ข้อมูลด้านสุขภาพและสถานบริการสุขภาพ มีการดำเนินงาน มีการให้ข้อมูลไปในลักษณะที่ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คือคำนึงถึง ความรู้ ความเข้าใจแล้วก็วัฒนธรรมการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นหลัก สนับสนุน การศึกษาต่อเนื่องอย่างตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่อก่อให้เกิดสุขภาพที่ดี ดังที่ปรากฏอยู่ ในไดอะแกรม (Diagram) ที่เห็นว่าอินโวลว์ (Involve) ในทุกระดับ เพราะฉะนั้นวิธีการ ดำเนินงานก็ขอพูดถึงวิธีการดำเนินงานเลยโดยคร่าว ๆ ว่าที่สำคัญก็คือเนื่องจากมีหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเหล่านี้อยู่หลากหลาย แต่ว่ายังขาดการบูรณาการ ขาดการต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการปฏิรูปความรู้ของประชาชนให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเราได้เขียนว่าการปฏิรูปความรอบรู้ของประชาชนเพราะว่าข้อมูลทั้งหลายได้แสดงให้เรา เห็นว่านอกไปจากระบบการศึกษาโดยตามปกติแล้ว ถ้าหากว่าต้องการให้ประชาชน มีคุณภาพดีขึ้นเป็นประชาชนที่สามารถที่จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศนั้น ประชาชน ควรจะมีความรอบรู้นอกเหนือไปจากการศึกษาในภาคบังคับ เช่น มีความรอบรู้ทางด้าน สุขภาพ มีความรอบรู้ทางด้านการเงินการคลัง ซึ่งถ้าหากว่าประชาชนมีความรอบรู้ใน ๒ ด้านนี้ อย่างดีแล้วเชื่อว่าประเทศจะสามารถไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนได้ เพราะฉะนั้น การปฏิรูปความรอบรู้ทางด้านสุขภาพนี้ควรจะได้ยกให้อยู่ในวาระแห่งชาติ แล้วนอกจากนั้น ถ้าเผื่อว่าจะให้การปฏิรูปในแต่ละบุคคล ในกลุ่มคนมีผลดีมากยิ่งขึ้น นโยบายของรัฐควรจะ เป็นนโยบายที่ใส่ใจในด้านสุขภาพหรือว่าเฮลท์ อิน ออล โพลิซี (Health in all Policies) ทุกนโยบาย ควรจะใส่ใจให้ความสนใจว่ามันจะกระทบถึงสุขภาวะของประชาชนหรือไม่ นอกจากนี้แล้ว เพื่อให้งานทางด้านการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนนั้นมีความเชื่อมโยง มีอิมแพกต์ (Impact) มากขึ้นสมควรจะจัดตั้งให้มีคณะกรรมการสร้างเสริมความรอบรู้และสื่อสาร แห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และคณะกรรมการนั้น ควรจะมีหน้าที่ดังต่อไปนี้นะคะ หน้าที่ที่สำคัญก็คือจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านความรอบรู้ และสื่อสารด้านสุขภาพ คงจะจำได้ว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้เคยเสนอการปฏิรูปการอภิบาลระบบหรือการบริหาร ระบบบริการสุขภาพที่สำคัญคือมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็น คณะกรรมการที่จะรวมแล้วก็ชี้นำนโยบายที่สำคัญทางด้านสุขภาพของประเทศ ถ้าหากว่าคณะกรรมการสร้างเสริมความรอบรู้และสื่อสารแห่งชาตินี้ได้เสนอแนะ แนวนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพแก่คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ อันนี้ก็จะ เป็นการบริหารที่เหมาะสมแล้วก็สามารถที่จะนำนโยบายเหล่านั้นไปอิมพลีเมนต์ (Implement) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายแล้วก็ควรจะ บูรณาการสหสาขาวิชาชีพเพื่อจัดการสื่อสารด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ติดตาม การดำเนินงาน ส่งเสริมพัฒนาองค์ความรู้ เช่นการวิจัยนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นศูนย์กลางจัดการ ความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง แล้วก็ตอบโต้ แก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาด ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือประเมินผลด้านสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยการวัดดัชนีต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงในความรู้ การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมสุขภาพเหล่านี้นะคะ และนอกจากนั้นก็จะสร้างองค์กรแห่งความรอบรู้ขึ้นมาทางด้านสุขภาพที่สำคัญก็คือโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน สถานที่ทำงานต่าง ๆ ถ้าหากว่าโรงเรียนเป็นโรงเรียนแห่งความรอบรู้ ด้านสุขภาพ โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลที่ใส่ใจในความรอบรู้ด้านสุขภาพ แล้วก็สถานที่ ทำงานทุกแห่งเป็นเฮลท์ ลิเทอเรต ออร์แกไนเซชัน (Health Literate Organization) นะคะ รวมทั้งสังคมทั่วไปก็เป็นสังคมแห่งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ เหล่านี้เชื่อว่าจะสามารถทำให้ ประชาชนได้มีความรอบรู้ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นประชาชน จะเป็นครอบครัว หรือจะเป็นในระดับ ชุมชน

นอกจากนั้นการปฏิรูปความรอบรู้ยังต้องการการสนับสนุนทางด้านวิชาการ เช่นที่สำคัญที่สุดก็คือการรู้หนังสือหรือลิเทอเรซี (Literacy) ของประชาชน ความรอบรู้ ทางด้านสุขภาพจะดำเนินไปไม่ได้เลยถ้าหากว่าประชาชนไม่รู้หนังสือนะคะ แต่อาจจะทำได้ ในบางบริบทของประเทศไทยเพราะว่าเคยมีงานที่ระบุมาแล้วว่า อสม. สามารถจะทำหน้าที่ ได้อย่างดี ทั้ง ๆ ที่ประชาชนที่ได้รับการอบรมจาก อสม. นั้นไม่มีความรู้ในทางด้านอ่านออก เขียนได้แต่อย่างใดนะคะ แต่ว่า อสม. สามารถจะมีเทคนิคที่จะทำให้ประชาชนเหล่านั้น ได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพได้ แต่อย่างไรก็ตามการรู้หนังสือนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่ควรจะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับเฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) นอกจากนั้นก็ต้องการ การศึกษาวิจัย โดยเฉพาะอินเทอร์เวนชัน (Intervention) ที่สำคัญในการที่จะมีผลต่อการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อการที่จะสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับประชาชน

นอกจากนี้ควรจะมีศูนย์ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นและที่ทันสมัย เพื่อที่ให้เป็นที่ สำหรับค้นคว้าในเรื่องของเฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) บุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้ โดยเฉพาะความรู้ในเรื่องของการสื่อสารสาธารณสุข เรื่องของพฤติกรรมของมนุษย์ เรื่อง การบูรณาการความรู้และอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) นะคะ ต้องมีระบบ การเผยแพร่ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ตรงกับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย แล้วก็ถูกกับเนื้อหาสาระ ที่สำคัญ ท้ายที่สุดคือจำเป็นที่จะต้องมีการประเมินผล เพราะการประเมินผลเป็นการที่จะ ทำให้รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในความรู้ ในพฤติกรรมและในการเกิดโรคของประชาชน หรือไม่นะคะ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอะลิเมนต์ (Aliment) ที่สำคัญในการที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป ทางด้านความรอบรู้ทางด้านสุขภาพของประชาชน ซึ่งคิดว่าผลลัพธ์ที่ควรจะได้ก็จะทำให้ ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกิดขึ้น ประชาชนทุกกลุ่มวัยมีพฤติกรรม สุขภาพที่พึงประสงค์ แล้วก็มีสุขภาวะที่สมบูรณ์ในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ทางด้านจิตใจและทางด้าน การพัฒนาของสมอง ก็มีตัวชี้วัดความสำเร็จต่าง ๆ เช่นอัตราการได้รับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ระดับความรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพเพรวะเลนซ์ (Prevalence) ของการเจ็บป่วย แล้วก็ค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษาพยาบาล ทีนี้จุดเน้นที่สำคัญของเราก็คือการที่จะปรับ สังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียน และในสถานพยาบาล ในการนี้ในรายละเอียดดิฉันขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญให้ อาจารย์ดอกเตอร์ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ เป็นผู้พูดถึงรายละเอียดในเรื่องของการพัฒนา เพื่อให้เป็นโรงเรียนและโรงพยาบาลแห่งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ขออนุญาต ท่านประธานค่ะ