ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ หารือการพัฒนาโรงเรียนและโรงพยาบาลให้เป็นองค์กรส่งเสริมสุขภาพอย่างเข้มข้น โดยเสนอการยกระดับทักษะความรู้เท่าทันสุขภาพ การสื่อสารที่เข้าใจง่ายในโรงพยาบาล และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการเสริมบทบาทนักสุขศึกษา ชมรมผู้ป่วย และ อสม. เพื่อขับเคลื่อนโรงพยาบาลสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านสุขภาพอย่างรอบรู้และปลอดภัย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะคะ ในส่วนของวิธีการดำเนินการของทั้งโรงเรียน โรงพยาบาลและในชุมชน ประเทศไทยของเราได้มีการพัฒนามาระดับหนึ่งที่หลายท่าน อาจจะเคยได้ยินเรื่องของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งทางกรมอนามัยของกระทรวง สาธารณสุขดำเนินการและมีการพัฒนาให้โรงเรียนได้มีองค์ประกอบถึง ๑๐ องค์ประกอบ ที่จะพัฒนาเพื่อเป้าหมายของการมีสุขภาพดีของนักเรียน แต่การที่จะขยับขึ้นมาเป็นโรงเรียน รอบรู้ด้านสุขภาพ อย่างที่ท่านประธานได้พูดไว้ถึงการสร้างให้นักเรียนมีการเรียนรู้ องค์ประกอบ ๑๐ องค์ประกอบของโรงเรียนระดับเพชรของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ถ้ามีกระบวนการในการเน้นย้ำสร้างให้นักเรียนเรียนรู้ ทำให้ผู้ปกครองแล้วก็ครูในโรงเรียน และผู้บริหารของโรงเรียนได้ตระหนักถึงกระบวนการในการสร้างการเรียนรู้โดยการสร้างทักษะ ให้เกิดทักษะสุขภาพ ทักษะชีวิต เราก็จะสามารถทำให้นักเรียนรอบรู้ปัญหาและการตัดสินใจ หรือการแก้ปัญหาสุขภาพในส่วนของวิชาสุขศึกษาที่นำไปใช้จริงได้ กระบวนการพัฒนา องค์ความรู้ในการจัดโรงเรียนให้เกิดทักษะสุขภาพและทักษะชีวิตนั้นเป็นจุดเน้นที่องค์การ อนามัยโลก องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) แล้วก็หน่วยงานระดับของระหว่างประเทศได้มี การลงมติร่วมกันแล้ว และรอที่จะให้มีการจัดทำขึ้นต่อยอดจากโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ จากการทำงานระบบการพัฒนาให้เป็นโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร ถ้าต่อยอดขึ้นมา ในกระบวนการของการประเมินและร่วมกันพัฒนา ทั้งสมาคมผู้ปกครอง เครือข่ายผู้ปกครอง ไปจนถึงครูในทุกวิชาและผู้บริหารก็จะสามารถไปสู่การส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขนิสัย มีการดูแลสุขภาพตนเองที่สอดคล้องไปกับกระแสของสังคมสื่อสารที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน เกิดเป็นความเท่าทันได้ และพ่อแม่เองก็จะได้เรียนรู้ร่วมกับนักเรียน เราก็จะสร้างให้พ่อแม่ ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น จุดเน้นย้ำที่สำคัญก็คือกระบวนการในการรู้เท่าทันนั้นจำเป็นที่จะต้อง มีการประเมินผลที่อาจจะแตกต่างไปจากการสอบประจำในแต่ละวิชา เราจำเป็นที่จะต้อง เพิ่มการเรียนรู้ให้นักเรียนรู้เท่าทันกระแสสังคมเพิ่มขึ้นนะคะ แล้วก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของ ทักษะการอ่านออกเขียนได้ ทักษะชีวิตและทักษะสุขภาพควบคู่กันไป ส่วนในโรงพยาบาล ประเทศไทยเรามีความก้าวหน้าในการพัฒนาโรงพยาบาลคุณภาพ มีกระบวนการ ในการรับรอง ทั้งในส่วนของการรักษาและการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งในกระบวนการเหล่านี้ก็มี การให้รางวัล ปัจจุบันก็มีเกณฑ์ที่จะบอกถึงความเป็นเลิศระดับประเทศ ในกระบวนการ เหล่านี้ค่ะ องค์การอนามัยโลกและสถาบันรับรองคุณภาพโรงพยาบาลของประเทศไทย ก็กำลังเริ่มที่จะพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นโรงพยาบาลที่ปลอดภัย ในกระบวนการสร้าง ให้เกิดความปลอดภัยลดค่าใช้จ่ายนะคะ เราจำเป็นที่จะต้องมีการมีส่วนร่วมและ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของนโยบาย ผู้บริหารโรงพยาบาลจำเป็นที่จะต้องเน้นย้ำ ให้เกิดนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะเน้นเรื่องของการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้ป่วยและ ญาติที่อาจจะมีทักษะการเรียนรู้แล้วก็ความไวในการเรียนรู้ที่จะต้องสร้างทำความเข้าใจ ข้อมูลที่แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ได้สื่อสาร ประเด็นเรื่องของการสื่อสารในโรงพยาบาลเรามี โครงสร้างที่จัดวางไว้อยู่ แต่อาจจะยังใช้ได้ไม่ทั่วทุกจุดบริการ จุดแรกในเรื่องของสิทธิผู้ป่วย จุดที่ ๒ ในเรื่องของการตรวจรักษา จุดที่ ๓ จุดต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีการเน้นย้ำว่า แต่ละจุดสร้างการเรียนรู้ให้ผู้ป่วยและญาติได้อย่างไร จึงจะทำให้เขานำข้อมูลไปใช้ได้ถูกต้อง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของเจ้าหน้าที่เอง เนื่องจากบุคลากรสายวิชาชีพ สาธารณสุขมีกันหลากหลาย ในแต่ละเรื่องที่เราจะมาพัฒนาให้เกิดการสื่อสารให้คนไข้เข้าใจ อาจจะจำกัดด้วยเวลา อาจจะเป็นเรื่องราวที่ยากต่อความเข้าใจ เพราะฉะนั้นโครงสร้างดั้งเดิม จะมีนักวิชาการสาธารณสุขที่ทำหน้าที่จำเพาะที่เรียกว่านักสุขศึกษาหรือนักพฤติกรรมศาสตร์ กระบวนการเหล่านี้มีรองรับอยู่แต่อาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นกระบวนการที่จะขับเคลื่อนถ้ามี นโยบายแล้ว มีการทำแผนร่วมกัน มีการจัดวางบุคลากรที่ควรจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ความสำเร็จอีกอันหนึ่งของทั่วโลกและปัจจุบันประเทศไทยเราก็มีวันนี้คือวันเบาหวานโลก ขณะนี้มีชมรมเบาหวานในแต่ละโรงพยาบาลซึ่งประกอบไปด้วยผู้ป่วยที่มีความสำเร็จ มีประสบการณ์ชีวิตในการที่จะดำรงชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างปลอดภัย เขาเหล่านี้ กำลังทำหน้าที่ในการที่จะสื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับผู้ป่วยและประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มผู้สนใจอื่น ๆ การที่เราสามารถที่จะมีผู้ที่มีจิตอาสา ผู้ที่มีประสบการณ์ตรง องค์การอนามัยโลกเรียกกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ว่าเป็นพาเชียนต์เอกซ์เพิร์ต (Patient Expert) ประเทศไทย เราก็มีแนวนโยบายในการที่จะเปิดช่องทางให้ผู้ป่วยเหล่านี้เข้ามาเป็นทีมงานในการที่จะ สื่อสารสร้างความปลอดภัย การทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชมรมผู้ป่วยจะเป็น ช่องทางสำคัญที่จะเริ่มกระบวนการในการสร้างการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ประเด็นที่ ๓ คือประเด็นเรื่องของการสื่อสารในส่วนของสถานที่ให้บริการ ต่าง ๆ ของโรงพยาบาล ในขณะที่โรงพยาบาลก็ขยายใหญ่ขึ้นมา มีการก่อสร้าง มีการพยายาม จะจัดบริการ ดังนั้นแผนที่ทางเดินของโรงพยาบาลและสถานที่ต่าง ๆ ในบางครั้ง ผู้ที่มีความสามารถจำกัดในการเรียนรู้อาจจะหาช่องทางในการไปใช้บริการได้อย่างไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุมและไม่ทันเวลา เนื่องจากขาดทักษะในการแสวงหาจุดที่ตั้งของหน่วยบริการต่าง ๆ
ในหลักการของโรงพยาบาลแห่งการรอบรู้ด้านสุขภาพจึงให้ความสำคัญ กับการทำแผนที่ การให้ข้อมูลที่ตั้งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวความว่องไว เพราะฉะนั้น ๓ ประเด็นหลัก ๆ ที่ดิฉันพูดมานี้เป็นคุณลักษณะสำคัญของการพัฒนาต่อยอดให้กับ โรงพยาบาล ณ ปัจจุบันที่เรียกว่าโรงพยาบาลคุณภาพและโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพ ขยับขึ้นมาเป็นโรงพยาบาลแห่งการรอบรู้ด้านสุขภาพ
ส่วนประเด็นในเรื่องของการดำเนินงานในชุมชน ขณะนี้เรามีคณะกรรมการ สุขภาพระดับเขต ระดับพื้นที่ ระดับจังหวัดและระดับอำเภอ กระบวนการของการจัดวาง ขับเคลื่อนโดยผ่าน อสม. และโดยผ่านคณะกรรมการระดับเขตนั้นสามารถที่จะดำเนินการต่อได้ และเพียงสร้างกลไกที่จะขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างโรงเรียน โรงพยาบาลและชุมชน หรือองค์กรต่าง ๆ ในชุมชน เพราะฉะนั้นกระบวนการที่พัฒนาร่วมกันนั้นจะทำให้เกิดเจ้าภาพ เกิดกลไกและเกิดข้อมูล ที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาประเมินผลที่จะบอกคณะกรรมการในการขับเคลื่อนว่าขณะนี้ ประเทศไทยของเราได้บรรลุการเป็นสังคมไทยที่เป็นสังคมรอบรู้ด้านสุขภาพได้อย่างไร กลไก เหล่านี้จึงจำเป็นที่จะต้องจัดทำขึ้นเพื่อให้องค์กรต่าง ๆ ของสังคมได้มาร่วมมือกันทำค่ะ ขอบคุณค่ะ