เฉลิมชัย เครืองาม หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูปความรอบรู้ด้านสุขภาพและการสื่อสารสุขภาพอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการใช้แนวคิด "ไหวพริบ" ในการคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐบูรณาการข้อมูลและงานประชาสัมพันธ์อย่างสอดคล้อง โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา รวมถึงผลักดันการจัดการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริงอย่างร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อรองรับความท้าทายจากข้อมูลข่าวสารที่ล้นหลามในปัจจุบัน
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม เดิมทีใส่ชื่อเอาไว้เพื่อว่าเผื่อไม่มีใครอภิปราย ผมจะได้อภิปรายเติมเต็ม เสริมในสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้เสนอมา เนื่องจากผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการคณะนี้ เนื่องจากเวลายังเหลือผมขอแสดงความคิดเห็น ท่านประธานครับ ที่จะอภิปรายก็เพื่อจะ สนับสนุนงานชิ้นนี้ของกรรมาธิการอย่างแน่นอน อย่างมั่นคง เพราะเราจะเห็นได้ว่ากิจกรรม หรืองานเกี่ยวกับด้านสุขภาพหรือว่าด้านสาธารณสุขนั้น ส่วนมากแล้วเน้นในเรื่องของ การดูแลรักษาโรค แต่กิจกรรมชิ้นนี้จะเป็นการเติมเต็มในสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้คิดมาตั้งแต่ สปช. ต่อเนื่องมาจนถึง สปท. คืองานส่งเสริมสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค หัวข้อ ที่ทางกรรมาธิการได้ทำเอาไว้ฟังดูอาจจะเข้าใจยาก แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องง่าย ๆ แล้วก็ เป็นเรื่องที่คิดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญในระดับต้น ๆ ของกิจกรรมที่ทาง กรรมาธิการคณะนี้ได้คิดค้นหรือผลิตนวัตกรรมต่าง ๆ ขึ้นมาก็ว่าได้ คือการปฏิรูปความรอบรู้ และการสื่อสารสุขภาพ ท่านประธานครับ ภาษาอังกฤษถ้อยคำที่ใช้เป็นภาษาสากลที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก ในคณะสาธารณสุขศาสตร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นศัพท์ที่ใช้กันโดยแพร่หลาย มานานแล้ว แต่อาจจะเป็นของใหม่หรืออาจจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทยคือคำว่า เฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) แปลเป็นไทยกันได้หลายวิธีการ องค์การอนามัยโลกก็แปล คณะสาธารณสุขศาสตร์ หรือว่าวงการแพทย์ วงการสาธารณสุขต่าง ๆ แปลได้อย่างมากมายหลากหลายในคำว่า ลิเทอเรซี (Literacy) ทางกรรมาธิการเลือกที่จะแปลคำคำนี้ว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพซึ่งจะ แปลให้เพิ่มเติมไปอีกก็คือความแตกฉาน ความเข้าใจ ความไม่รู้เท่าทันหรือความฉลาด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสุขภาพ แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตนำเสนอเป็นความคิดเห็นส่วนตัวเพราะเคย ได้ยินคำว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด คือรู้เยอะ รู้เรื่องสุขภาพ รู้เสร็จมีเยอะเหลือเกิน ความรู้ องค์ความรู้มากมายเหลือเกิน ไม่รู้จะหยิบอันไหนมาใช้ ไม่รู้จะเอาอันไหนมาใช้ ไม่รู้จะเชื่ออันไหนดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมจะพูดต่อไป ผมจึงขออนุญาตแปลคำคำนี้ โดยความเห็น ส่วนตัวว่าไหวพริบ เมื่อเรามีความรู้ เรามีความเข้าใจ แต่ความรู้เรานั้นมีขีดจำกัด แต่ถ้าเรา มีสติสัมปชัญญะคือเรามีไหวพริบในการที่จะเลือกใช้ มีไหวพริบในการที่จะเลือกเชื่อ มีไหวพริบ ในการที่จะนำไปใช้ปฏิบัติเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและต่อบุคคลอื่น นั่นคือไหวพริบ ซึ่งถ้าใช้ในทางที่ดีย่อมจะมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง สุขภาพนั้นปัจจุบันทางกระทรวง สาธารณสุขให้ใช้หลักการ ๕ อ. อันประกอบด้วย อาหาร ผมไม่พูดในรายละเอียด อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์ แล้วก็บางคนก็เพิ่มอันที่ ๕ เข้าไปคืออุจจาระ ทั้งหมดนี้มีความสำคัญนะครับ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์และอุจจาระ ถ้าได้ทำอย่างเป็นถูกสุขลักษณะถูกวิธีย่อมจะมีประโยชน์ เป็นอย่างยิ่งนี่คือ ๕ อ. แต่สังคมปัจจุบันนี้มี อ. ที่ ๖ เพิ่มขึ้นมาครับมีคนพูดให้ผมฟังเขาไม่ได้ พูดว่าให้อยู่ใน อ. ที่ ๖ แต่ผมใส่เข้าไปเอง อ. ที่ ๖ นั้นคือออนไลน์ (Online) คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าปัจจุบันนี้ข้อมูลด้านสุขภาพ ข้อมูลด้านสาธารณสุข ข้อมูลด้านดูแลสุขภาพต่าง ๆ นั้นมีอยู่ ในสื่อต่าง ๆ มากมายเหลือเกินไม่จำกัดเฉพาะออนไลน์ (Online) ทั้งออนไลน์ (Online) ทั้งออฟไลน์ (Offline) ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งวิทยุโทรทัศน์ต่าง ๆ มากมายมีอยู่หลากหลายมากมาย เหลือเกิน เคยมีผู้ทำสถิติว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ลงในสื่อต่าง ๆ เหล่านี้นั้นลงมา ๑๐ เชื่อไม่ได้เลย นี่ประมาณ ๒ ๒ นี้เป็นเท็จอย่างแน่นอน ต้องไปพิสูจน์หาข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการเสียอีก ๓ นั่นคือหมายความว่า ๒ บวก ๓ คือ ๕ ๕ ใน ๑๐ คือข้อมูลด้านสุขภาพที่ทั้งเท็จและต้องรอ การพิสูจน์นั่นหมายความว่าสิ่งที่ประชาชนได้รับหรือบริโภคข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้นั้นเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง พูดไม่ผิดหรอกครับเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ครึ่งหนึ่งพอเชื่อได้ อีกครึ่งหนึ่งเชื่อไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งงานชิ้นนี้ของกรรมาธิการต้องขออนุญาตเรียนว่ามาถูกที่ถูกเวลา เป็นอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการลงประชามตินั้นในมาตรา ๕๕ รัฐต้อง ดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ประโยคถัดไปครับ เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ตรงกันครับสิ่งที่เราพูดกันมาโดยตลอดว่าทุกวันนี้จะดูแลเรื่องการรักษาโรคเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่พอแล้ว ค่าใช้จ่ายทรัพยากรต่าง ๆ ที่ทุ่มลงไปกับการรักษาโรคนั้นมากมายมหาศาล เหลือเกิน เรามาผิดทิศผิดทางมาพอสมควรแล้วเส้นทางใหม่ที่ควรจะเดินนั้นคือเส้นทางของ การส่งเสริม สร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค คนจะรู้ข้อมูลต่าง ๆ และป้องกันโรค ป้องกันให้กับตนเองและนำไปปฏิบัติ ป้องกันและชี้แนะเสนอแนะให้กับคนอื่นต้องมีความรู้ครับ ต้องมีข้อมูลและข้อมูลหรือความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้มาจากไหน ในอดีตนั้นมาจากไหนมาจาก การศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนสมัยเด็ก ๆ เราเรียนวิชาสุขศึกษา ใช้วิธีการท่องจำครับ เด็กสมัยนี้ก็ยังท่องจำอยู่วิชาพวกนี้ แต่โรคปัจจุบันนี้มันมีมากมายมหาศาลกว่านั้น ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ มันทะลักเข้ามาจากทุกวิถีทาง ถ้าเราใช้สติเราใช้ไหวพริบเราจะสามารถรู้ได้ว่า ข้อมูลเหล่านั้นอันไหนจริง อันไหนเท็จ อันไหนควรจะใช้ไปปฏิบัติ อันไหนไปเสนอแนะให้กับ บุคคลอื่นได้ แต่มีข้อมูลอีกบางประเภท คนหนึ่งว่าอย่าง หน่วยงานหนึ่งว่าอีกอย่างหนึ่ง อีกหน่วยงานหนึ่งก็ว่าอีกอย่างหนึ่ง ผมยกตัวอย่างและเคยพูดในกรรมาธิการคณะของผม เรื่องกล่องโฟม ข้อมูลมาเลยครับสื่อออนไลน์ (Online) นี่แหละกินอาหารที่บรรจุในกล่องโฟมนี่ มีสารก่อมะเร็งเยอะแยะมากมาย มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งได้ กินเท่านี้ ๆ เป็นมะเร็งได้ กินนิดกินหน่อยก็มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งมีสารก่อมะเร็ง ยิ่งเป็นทอดน้ำมันอะไรพวกนี้ไข่เจียว ใส่ในกล่องโฟมให้ระวังอันตรายอย่างยิ่งเอาละครับนักวิชาการอีกค่ายหนึ่งมาแล้ว ไม่จริง จะกินได้ขนาดถึงทำให้เกิดมะเร็งได้ต้องกินอาหารที่บรรจุในกล่องโฟมวันละประมาณ ๑๐๐ กล่องกินไปอีก ๕ ปีถึงจะมีโอกาสเป็นมะเร็ง คณะโภชนาการของมหาวิทยาลัยชื่อดัง แห่งหนึ่งเป็นสายวิชาการท่านก็ออกมาบอกว่ามีโอกาสซึ่งต้องรอการพิสูจน์ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มีทั้งที่จริงและมีทั้งที่เท็จรอการพิสูจน์ก็มี อ้าวแล้วที่ผ่านมา คนไทยบริโภคอะไรอยู่ มีหน่วยงานไหนที่จะชี้แจงให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เหล่านี้ ต่อประชาชน เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน มีครับแต่มันกระจัดกระจายงบประมาณ ทุ่มลงไป นักวิชาการมีอยู่ในเกือบทุกแห่ง ข้อมูลมากเหลือเกิน
– ๖๕/๑ แต่พอจะหยิบใช้ไม่รู้จะเชื่อใคร จะหยิบมาใช้และจะบอกหรือจะประชาสัมพันธ์ให้กับคนไทย ได้รู้ ไม่รู้จะให้ใครทำ เพราะฉะนั้นงานชิ้นนี้เป็นงานไฮไลต์ (Highlight) ของกรรมาธิการ คณะนี้ก็ว่าได้เป็นงานที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การบูรณาการวิชาความรู้ งบประมาณ บุคลากร ไม่ใช่หมายความว่ายุบรวมหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาทำงานด้วยกัน ไม่ใช่ครับ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีทั้งรัฐและเอกชน คณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะสัตวศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ต่าง ๆ ท่านก็ทำงานของท่านไป งานวิจัยท่านก็ทำของท่านไป มีงาน ในกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการอาหารและยา กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมแพทย์แผนไทยต่าง ๆ เหล่านี้ท่านมีงานของท่านอยู่แล้ว ต่างคนต่างแถลงข่าว เรื่องเดียวกันบางทีวันนี้กรมนี้แถลงเรื่องไข้เลือดออกกรมนี้แถลง พรุ่งนี้ กรมการแพทย์แถลง มะรืนนี้กรมควบคุมโรคแถลง มาเรื่องนี้กรมอนามัยแถลงต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น แถลงบางทีก็เป็นเรื่องเดียวกัน บางทีก็เป็นคนละทิศคนละทาง บางคนบอกว่า ในกรุงเทพมหานครอัตราการตาย บางหน่วยงานบอกว่าอัตราการตายไม่มี พออีก ๓ วันบอก อัตราการตาย ๑๐ : ๑๐๐,๐๐๐ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการบูรณาการ หน่วยงานหรือการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ กับประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ มีความจำเป็น ขอเวลาอีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน ถ้ามีภาวะวิกฤตเกิดขึ้นคนไทยจะเชื่อ สิ่งไหนอันนี้ประการที่ ๑
ประการถัดไป ท่านประธานครับ งานชิ้นนี้ของคณะกรรมาธิการนั้นเชื่อมโยง กับสิทธิของผู้บริโภคในกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ปี ๒๕๒๒ สิทธิของ ผู้บริโภค ประการที่ ๑ มีสิทธิที่จะรู้ข้อมูลข่าวสาร ประการที่ ๒ สิทธิที่จะเลือกสินค้าและ บริการ ประการที่ ๓ สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ และสิทธิ อันที่ ๕ สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองและการเยียวยาหากไม่ได้รับความปลอดภัย จะเห็นได้ว่า สิทธิอันแรกเลยคือสิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสาร แต่ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเพียงพอ ถูกเวลาและถูกสถานที่ งานชิ้นนี้จึงสามารถเชื่อมโยงกับสิทธิของคนไทยทั้งประเทศ ได้อย่างตรงไปตรงมาเลย
ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมขออนุญาต น้อมนำพระราโชวาทของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จย่าของเรา ปวงชนชาวไทยมา อัญเชิญพระราโชวาทประโยคหนึ่งมาไว้ในที่นี้ ท่านมีพระดำรัสไว้นานแล้ว ตั้งแต่สมัยผมยังเรียนไม่จบแพทย์ก็ว่าได้และผมยังจำได้ขึ้นใจจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นพระราโชวาท ที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง ท่านมีพระดำรัสไว้ว่าปัญหาของคนไทยนั้นที่สำคัญโดยเฉพาะ ในชนบทมีอยู่ ๓ อย่างที่ฝากให้ทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไข ๓ คำเท่านั้นเองแต่ ๔ พยางค์ อันแรก คือจน อันที่ ๒ คือเจ็บ และอันที่ ๓ คือไม่รู้ จน เจ็บ ไม่รู้ สำคัญครับเชื่อมโยงกันทั้งหมดเลย ผมซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เมื่อจนจนเพราะไม่รู้ ไม่รู้ก็จนต่อไป ไม่รู้อะไร ไม่รู้วิชาความรู้ ไม่รู้ วิธีการประกอบอาชีพ ไม่รู้วิธีการทำมาหากิน และไม่รู้วิธีการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง เพราะท่านเป็นพยาบาล ท่านจึงเข้าใจข้อนี้ เจ็บ เจ็บนี่ไม่ใช่หมายความว่าเจ็บปวดอะไรพวกนี้ คือเจ็บป่วย เจ็บเพราะไม่รู้ ไม่รู้ก็เจ็บต่อไป เพราะฉะนั้นท่านจึงมีพระดำรัสไว้ว่าไม่รู้เป็นสิ่งที่ สำคัญที่สุดที่ต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ท่านเอาจน เจ็บ ไม่รู้ นี้ไปให้รัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหา ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในพื้นที่ในชนบทที่อยู่ที่ดอยตุง คนเหล่านั้นสมัยก่อนปลูกฝิ่น ปลูกกัญชา ผมได้ข้อมูลมา คนปวดฟันมาอ้าปากดึงฟันออก มีฝิ่นอุดอยู่เพื่ออะไรครับ เพื่อแก้ปวด นั่นคือ เขาไม่รู้และไม่มีคนไปทำให้เขา ไม่มีคนไปแนะนำให้เขา แล้วเขาทำมาหากินอะไร เขาปลูกฝิ่น ปลูกกัญชาเป็นยาเสพติด ท่านจึงนำแนวทางนี้ไปใช้ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าการน้อมนำ พระราโชวาท จน เจ็บ ไม่รู้ มาแก้ปัญหาอย่างบูรณาการนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ความรู้ที่คนไทยจะได้รับจากการบูรณาการวิชาการต่าง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ งบประมาณ ต่าง ๆ บุคลากรต่าง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ นั้นย่อมสามารถทำให้สนองตอบพระดำรัสอันนี้ ได้เป็นอย่างดี การโฆษณาสื่อต่าง ๆ นั้นจะเห็นได้ว่าในเวลานี้มีการโฆษณาที่เป็นเท็จ มีการโฆษณาโอ้อวดสิ่งที่คิดว่าไม่น่าจะเป็นจริงได้ สมัยเป็น ส.ว. กรรมาธิการสาธารณสุข ก็เชิญหน่วยงานมาตอบคำถาม ถามว่าทำไมเรื่องนี้ปล่อยให้โฆษณาได้ ยาตัวหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ ตัวหนึ่งรักษาได้หมด มะเร็ง กลาก เกลื้อน เบาหวาน ความดัน ไขมันรักษาได้หมดบอกว่า ไม่ใช่หน้าที่ของ อย. ต้องไปถาม สคบ. เราก็ถาม สคบ. ว่าทำไม สคบ. บอกว่าก็ กสทช. เขาปล่อยให้โฆษณาได้ ถาม กสทช. กสทช. บอกว่า อย. และ สคบ. ต้องบอกมาสิว่าอันนี้ มันโฆษณาผิดมันทำไม่ได้ กสทช. จะได้เบรกไม่อนุญาตให้โฆษณาประชาสัมพันธ์ได้ก็โยนไปโยนมา อยู่แบบนี้ เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วถูกที่ถูกเวลา การบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อทำเรื่องนี้ ได้อย่าง ๓๖๐ องศา จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ของประชาชน ชาวไทย ขอบคุณครับ