สุวิระ ทรงเมตตา หารือปัญหาการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอและข้อมูลเท็จจากผู้มีผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งส่งผลเสียทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยเสนอแนวทางการปฏิรูปผ่านการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบในสถานศึกษา สถานทำงาน และหน่วยบริการสุขภาพ พร้อมเน้นการใช้สื่อประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิด การส่งเสริมวินัยสาธารณะ และการจัดทำตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ในทุกระดับเพื่อให้การดำเนินงานเกิดความชัดเจน ยั่งยืน และส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของประเทศ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาชิกลำดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นต้อง ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและ สิ่งแวดล้อมที่ได้เสนอรายงานเรื่องการปฏิรูปความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ โดยผม มีประเด็นที่จะขอนำเสนอเพิ่มเติม ๖ ประเด็น ดังนี้
เรื่องแรกจากพุทธสุภาษิตที่ว่า อโรคยา ปรมาลาภา แปลว่าการไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ อโรคยา ปรมาลาภา ก็คือการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ที่เห็นด้วย ก็เพราะว่าการที่จะไม่มีโรคได้นั้นความรู้เป็นภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงที่สุด และสิ่งที่ท่านกำลังทำนั้น คือการที่จะให้ประชาชนมีความรู้ ในอดีตที่ผ่านมาประชาชนของเรามีปัญหาเรื่องความรู้ ใน ๒ ด้าน ด้านแรกก็คือการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ หรือเป็นกรณีที่ความรู้เข้าไป ไม่ถึงประชาชนของเรา ด้านที่ ๒ คือประชาชนของเราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแต่เป็นข้อมูล ข่าวสารที่ผิด ๆ เนื่องมาจากมีผู้หวังผลทางการค้า การโฆษณาชวนเชื่อไม่ว่าจะในสังคม ออนไลน์ (Online) หรือในสถานประกอบการต่าง ๆ หรือในบรรดาผู้ขายตรงต่าง ๆ บางกลุ่ม บางพวกที่มีความมุ่งหวังที่จะขายสินค้าเป็นหลัก แล้วก็กล่อมจนประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนในชนบทนั้นหลงเชื่อ แล้วก็จ่ายเงินเนื่องจากเชื่อแล้วต้อง เสียเงินซื้อสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรือสิ่งที่เป็นโทษในราคาแพง และนอกเหนือจากนั้นสิ่งที่ซื้อ ในราคาแพงบริโภคไปแล้วเป็นโทษต้องจ่ายเงินรักษาในราคาแพงอีกด้วย นี่เสีย ๒ ต่อนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่าเป็นวิกฤตทางด้านองค์ความรู้ ทางด้านสุขภาพของพี่น้องประชาชน ท่านเสนอเรื่องนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติของเราครับ
ในประเด็นที่ ๒ จะขอนำเสนอเพิ่มเติมก็คือว่ายุทธศาสตร์ที่ท่านจะดำเนินการ ปฏิรูปในเรื่องนี้จะทำให้สำเร็จนั้นจะต้องทำ ๑ ใน ๓ ลักษณะดังต่อไปนี้ หรือทำทั้ง ๓ ลักษณะนะครับ ลักษณะแรก ยุทธศาสตร์แรกก็คือต้องทำในสิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ งบประมาณ ประการที่ ๒ การจะทำกิจกรรมต้องทำกิจกรรมที่มีลักษณะมีสภาพบังคับหรือ บังคับให้ทำได้ ประการที่ ๓ จะต้องมีบทลงโทษในเรื่องของผู้ที่ไม่ทำและเรื่องของผู้ที่ทำให้ เกิดความเสียหายหรือเกิดการแพร่ระบาดของโรคได้
ประเด็นที่ ๓ กิจกรรมที่ลงมือทำต้องทำได้ทันทีและมีสภาพบังคับนี้ ยกตัวอย่างควรเพิ่มในหลักสูตรของนักเรียน เมื่อสักครู่นี้ผมเห็นท่านนำเสนอ ท่านผู้ทรงเกียรติ นำเสนอว่านักเรียนมีความรู้ในเรื่องสุขภาพที่พึงประสงค์และพึงพอใจได้ถือว่าผ่านเกณฑ์ เพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้น่าตกใจมาก เพราะถือว่านักเรียนเป็นกลุ่มที่อยู่ในสภาพบังคับ ที่ต้องเรียนที่ต้องรู้แล้วก็มีบทลงโทษอีกถ้าไม่รู้ก็ไม่ผ่านการเรียน แต่ผลลัพธ์กลับไม่มีความรู้ ตรงนี้ต้องย้อนไปดูไม่ใช่ตัวชี้วัดตรงนี้ครับ ต้องไปย้อนดูตัวชี้วัดของครูและตัวชี้วัด ของโรงเรียนด้วย เพราะฉะนั้นที่ท่านเขียนไว้ว่าโรงเรียนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญมาก และผมถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดที่จะต้องเข้าไปและ ดำเนินการให้มีประสิทธิภาพให้ได้เพราะตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้น เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า คือผู้ชราในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้ามีความรู้ในวันนี้ในอนาคตจะใช้ได้ตลอดชีวิต และตัวชี้วัด อันหนึ่งที่บอกว่าโรงเรียนยังไม่มีประสิทธิภาพในการให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่เด็กนักเรียน ตัวชี้วัดตัวแรกคือการตั้งครรภ์ในระหว่างวัยเรียนโดยไม่พึงประสงค์ยอดสูงมากติดอันดับโลก ตัวที่ ๒ เด็กที่อยู่ในวัยเรียนติดเอดส์ คือเป็นโรคติดต่อเป็นจำนวนมากอันนี้ เป็นตัวชี้วัดเชิงรูปธรรมบ่งบอกถึงความไม่สำเร็จหรือความด้อยประสิทธิภาพของการเรียนรู้ หรือการให้ความรู้ในสถานศึกษาของเราในเรื่องนี้ ทีแรกเราเห็นว่าในสถานศึกษานั้นของเรา คุณภาพต่ำในเรื่องความรู้ด้านทักษะภาษา ภาษาไทยเราก็มีความรู้แค่เลเวล (Level) หนึ่ง คืออ่านออกแต่ไม่เข้าใจความ ภาษาอังกฤษอันดับท้าย ๆ ของโลก ทักษะคณิตศาสตร์ อันดับท้าย ๆ ของเอเชีย และมาดูด้านศึกษาก็เป็นอย่างนี้อีก แสดงว่าทั้งระบบเลยในระบบ การศึกษาต้องแก้ไขด่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ สมัยที่กระผมเป็นเด็กนักเรียนผมจำได้ มีวิชาสุขศึกษา ผมเรียนตั้งแต่สมัยประถมศึกษาทุกวันนี้ผมยังเอาความรู้ที่เรียนตอนสมัย ผมเด็กอายุ ๑๐ กว่าขวบมาใช้ถึงวันนี้เลย นี่เป็นตัวบ่งบอกว่าความรู้ตั้งแต่วัยเด็กใช้จนกระทั่ง สิ้นชีพ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะต้องปลูกฝัง ดังนั้น ควรเพิ่มในหลักสูตรทักษะชีวิต เขามีชั่วโมงอยู่แล้วมีวิชาอยู่แล้วทักษะชีวิตก็ใส่วิชานี้เข้าไป ในทักษะชีวิตให้เต็ม ๆ แทนที่จะไปทักษะชีวิตในเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสภาพบังคับ ได้นะครับ
อันที่ ๒ ออกกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค อีกไม่กี่วัน ตอนนี้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เดี๋ยวการแพร่เชื้อของไข้หวัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์แปลก ๆ หรือว่าหวัดนกหรือว่าอะไรก็ตามที่จะมาต่างประเทศจะมาสู่บ้านเรา และที่มีอยู่แล้วในบ้านเรา ก็จะแพร่ขยาย และแพร่ขยายง่ายมากจากการไอและการจาม ทุกวันนี้ท่านขึ้นเครื่องบิน ท่านจะเห็นว่าคนไอในเครื่องบิน จามในเครื่องบิน มันก็แพร่ทั้งในเครื่องบิน อยู่ในห้องประชุม ไอและจามในห้องประชุมก็แพร่กันทั้งห้องประชุมแหละครับ เพราะฉะนั้นในที่สาธารณะต่าง ๆ มีคนไอและจามเยอะมากและไอและจามโดยไม่ปิดปากด้วย ที่จริงเราเรียนตั้งแต่สมัยเด็กว่าการไอและจามต้องปิดปาก แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าผู้ใหญ่และเด็ก ไอแบบเปิดเผยหมดเลยตรงนี้ครับประเทศไทยของเราออกกฎหมายเรื่องนี้ดีไหม ใครไอ และจามคนถ่ายรูปมามีหลักฐานและส่งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือสาธารณสุขปรับครับ ปรับเสร็จแล้วค่าปรับแบ่งเลยครึ่งหนึ่งให้คนชี้เบาะแสหรือให้หมดเลย คนชี้เบาะแส เพื่อจะได้หยุดยั้งการแพร่ระบาดในโรคที่สามารถป้องกันได้ครับ
ประการที่ ๓ ในเรื่องกิจกรรมที่ลงมือทำได้ทันทีและมีสภาพบังคับก็คือ ออกกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการให้ความรู้และการสื่อสารสุขภาพกับโรงเรียน สถานบริการ สุขภาพ โรงงานและสถานที่ทำงานยกตัวอย่างง่าย ๆ โรงเรียนออกไปเลยครับว่าต่อไปนี้ จะต้องมีการให้ความรู้กับนักเรียนทั้งในเรื่องชั้นเรียนอย่างไรบ้าง บอร์ด (Board) หรือว่า สื่อการเรียนการสอนต้องมีอย่างไรบ้าง พอในสถานบริการสุขภาพจะต้องมีทีวี (TV) วงจรปิด ที่ทุกวันนี้โฆษณาขายแต่ผลิตภัณฑ์ของโรงพยาบาลให้เปลี่ยนใหม่เป็นเรื่องการให้ความรู้กับ ผู้ป่วยในโรคนั้น ๆ ว่าจะป้องกันอย่างไร ผมว่าตรงนี้บังคับและทำได้เลยครับและผมไป โรงพยาบาลหลายแห่งทีวี (TV) เปิดก็เปิดดูหนัง ฟังเพลง เปลี่ยนใหม่ครับเป็นให้ความรู้ เรื่องนี้และประชาชนที่ไปโรงพยาบาลนั่งรอคิวบางที ๒-๓ ชั่วโมง ตรงนี้อะไรมาเขาจะดูหมด เขาจะฟังหมด เพราะฉะนั้นเป็นการให้ความรู้ ถูกคน ถูกเวลา ถูกสถานที่ แต่ถ้ายามที่เขา จะมีความสุข เช่นตอนเย็น ๆ จะดูภาพยนตร์ตอนเย็นบอกว่ามาให้ความรู้ให้เปิดทีวี (TV) อย่างไรเขาก็ไม่ดู เขาก็ไปดูภาพยนตร์หนังที่เขาสนใจ เพราะฉะนั้นจังหวะเวลานั้นเหมาะสม จึงน่าจะออกกฎตรงนี้เพิ่มเติม
ประเด็นที่ ๔ ที่จะนำเสนอก็คือผลที่คาดว่าจะได้รับ เมื่อดำเนินการมาตรการ ดังกล่าวมาแล้ว ๓ ข้อจะยังผลให้เกิดการลดค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ส่วนครัวเรือน แล้วก็ งบประมาณของทางราชการที่ต้องจ่ายไปกับการรักษาพยาบาลหรืองบประมาณในเรื่องของ การประกันสังคมต่าง ๆ ประกันสุขภาพต่าง ๆ ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในเรื่องของเงิน ค่ารักษาพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน รักษาอายุให้ยืนยาวนานขึ้น
และประการสุดท้ายคิดไม่ถึงว่าส่งผลโดยตรงคือส่งผลต่อการท่องเที่ยวของ ประเทศไทย ลองดูสิครับถ้าบอกมีหวัดนกเข้ามาหรือมีหวัดแพร่ระบาดในประเทศไทย นักท่องเที่ยวหายเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้แค่ป้องกันเล็ก ๆ แต่เกิดผลใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจ และด้านสุขภาพครับ
ประการที่ ๕ จะขอนำเสนอนะครับ ขอให้ท่านเพิ่มเติมตัวชี้วัดอยากให้ ท่านเขียนให้ชัดเจนเลยครับว่าตัวชี้วัดมี ๓ ระดับ ทุกหน่วยงานต่อไปนี้ตัวชี้วัดมี ๓ ระดับ ระดับแรกเรียกว่าเอาต์พุต (Output) หรือผลผลิต ระดับที่ ๒ เรียกว่าเอาต์คัม (Outcome) หรือผลลัพธ์ และระดับที่ ๓ อิมแพกต์ (Impact) คือผลกระทบหรือผลลัพธ์สุดท้าย
ประเด็นที่ ๖ ที่ผมจะนำเสนอคือกลุ่มเป้าหมายและตัวชี้วัดแต่ละ กลุ่มเป้าหมายเพื่อจะได้เป็นตัวอย่างนะครับ ยกตัวอย่างในโรงเรียนตัวชี้วัดที่เป็นผลผลิตหรือ เอาต์พุต (Output) ก็คือหลักสูตรสุขศึกษาหรือว่าเกี่ยวกับเสริมทักษะชีวิตที่จัดให้มีขึ้น จำนวนกี่ชั่วโมงอันนั้นถือว่าเป็นเอาต์พุต (Output) เอาต์คัม (Outcome) ก็คือว่าคะแนน วัดความรู้ทางด้านสุขภาพของนักเรียนนั้นสูงขึ้น อิมแพกต์ (Impact) ก็คือสถิติการตั้งครรภ์ ในวัยเรียนลดลง สถิติเด็กเป็นโรคเอดส์ลดลง สถิติการเป็นโรคติดต่อของนักเรียน ที่สามารถป้องกันได้ เช่นโรคหวัดหรือโรคอะไรก็ตามลดลง อันนี้คือตัวชี้วัดในโรงเรียน มาตัวที่ ๒ ตัวชี้วัดในสถานบริการสุขภาพ อันดับแรกตัวชี้วัดที่เป็นเอาต์พุต (Output) การมีสื่อ ให้ความรู้ เช่นมีซีซีทีวี (CCTV) วงจรปิด ให้ความรู้กับประชาชนอันนี้เป็นเอาต์พุต (Output) เอาต์คัม (Outcome) คือคนไข้มีความรู้ในการปฏิบัติตัวมากขึ้น อิมแพกต์ (Impact) ก็คือ คนกลับมาป่วยซ้ำลดลงหรือจำนวนผู้ป่วยลดลงอันนี้โรงพยาบาลเอกชนอาจจะไม่ชอบ แต่โรงพยาบาลรัฐบาลจะชอบ เพราะว่าแบ่งเบาภาระของทางโรงพยาบาลรัฐลงนะครับ มาดู ในเรื่องของโรงงานเอาต์พุต (Output) ก็คือมีสื่อให้ความรู้กับพนักงาน เอาต์คัม (Outcome) คือพนักงานมีความรู้ในการป้องกันตัวเอง ยกตัวอย่างอันนี้สำคัญนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงงานที่อันตราย ในโรงงานที่เสี่ยงต่อมลพิษต่าง ๆ ที่สักครู่นี้ท่านนิกร ได้อภิปรายไปแล้ว พนักงานในโรงงานเหล่านี้จะต้องมีความรู้ถึงพิษภัยของสารเคมีต่าง ๆ ที่อยู่ในโรงงานเขา จะต้องมีความรู้ถึงการป้องกันตัวเขาเองจากพิษภัยเหล่านั้น และตรงนี้ มีสภาพบังคับได้ก็ให้เจ้าหน้าที่ จป. ของโรงงานไปให้ความรู้ แล้วก็ต้องมีการสอบครับ ใครที่ ทำงานในโรงงานนี้ต้องมีการสอบ สอบเสร็จผ่านถึงจะได้รับใบประกาศหรือรับใบอนุญาต ให้ทำงานในโรงงานนี้ต่อได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้มีสภาพบังคับสามารถทำได้ครับ ส่วนอิมแพกต์ (Impact) ที่เกิดขึ้นกับโรงงานก็คือว่าสถิติการเจ็บป่วยของพนักงานที่ทำงานนั้นลดลงครับ อันนี้เชื่อว่าได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ อันนี้คือยกตัวอย่างนะครับว่าการจะดำเนินการให้เป็น รูปธรรมนั้นจะต้องดำเนินการในทำนองนี้ครับ ด้วยมาตรการในการปฏิรูปที่ทาง คณะกรรมาธิการเสนอ และมาตรการเสริมที่ผมกล่าวมาแล้วนี้จะทำให้การปฏิรูป ความรอบรู้ และการสื่อสารสุขภาพสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ อันจะเป็น การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนชาวไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวครับ