นิกร หารือปัญหาสารเคมีเกษตร เน้นสร้างความรู้-ป้องกันโรค

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๘ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

นิกร จำนง หารือปัญหาสุขภาพจากสารเคมีในเกษตรกรรมและอาหาร เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความรู้ด้านสุขภาพ การบริโภคอย่างปลอดภัย และการป้องกันโรคจากสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้เพิ่มงบประมาณในการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ ส่งเสริมการศึกษาตั้งแต่ระดับรากหญ้าและโรงเรียน ผลักดันยุทธศาสตร์อาหารศึกษาภายใต้กฎหมายมาตรฐานสินค้าเกษตร และเรียกร้องความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอย่างบูรณาการ พร้อมอัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อย้ำว่าสุขภาพที่ดีคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคม

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กราบเรียน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ผม นิกร จำนง สมาชิกลำดับที่ ๗๙ ต่อประเด็นเรื่องการปฏิรูป ความรอบรู้การสื่อสารสุขภาพด้านนี้ที่มีการพิจารณา ในภาพรวมผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในหลักการและรายละเอียดที่ท่านนำเสนอนะครับ แล้วก็เห็นว่าเป็นประโยชน์มาก เป็นการเสริมสร้างสุขภาพให้ประชาชนโดยทั่วไป และเป็นการป้องกันที่ดีมาก ในรายละเอียด ที่มีการนำเสนอ เนื่องจากว่าปัญหาปัจจุบันนี้ ปัญหาสุขภาพประชาชนมีเหตุมาหลาย ๆ ทางอยู่ คือยิ่งมาโรคยิ่งเยอะขึ้น ๆ ยิ่งรู้ก็ยิ่งมาก โรคจากพันธุกรรม โรคที่เกิดจากสภาพแวดล้อม แล้วก็นอกจากนั้นมีความเปลี่ยนแปลงสังคม สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มีการพัฒนาด้านการผลิต การบริโภค การสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา แล้วก็นอกจากนั้นแม้แต่โรคในการบริโภคเกินหรือ การเสพสารที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีพ สิ่งเหล่านี้กระทบกระเทือนต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งสิ้น ในส่วนที่จะมีการกระทบเป็นอย่างมากโดยเราไม่ทราบ ก็คือว่าทางด้านอุตสาหกรรม ในการใช้สารเคมีในการผลิตทางด้านเกษตรกรรมต่าง ๆ เหล่านี้มีการเพิ่มขึ้น ดังนั้นผมเห็นว่า กรรมาธิการจึงมีส่วนสำคัญในการให้ความรู้ เป็นการป้องกันการทำลายสุขภาพ ทั้งโดยที่ ตนเองรู้หรือไม่รู้ของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยการสร้างความรู้ด้านสุขภาพ เป็นการ ป้องกันที่ดีมาก ผมเองไม่มีความรู้ทางด้านหมอเหมือนท่านทั้งหลายที่อยู่บนนั้นหลาย ๆ ท่าน แต่ผมมีความรู้อยู่บ้างเกี่ยวกับทางด้านสิ่งสำคัญในปัจจัยที่ ๑ พระพุทธเจ้าได้สอนพวกเราว่า ปัจจัยที่สำคัญมีปัจจัย ๔ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ยารักษาโรค ไปสัมพันธ์กับปัจจัยที่ ๑ หมายความว่ายู อาร์ วอต ยู อีต (You are what you eat) ก็คือว่า ถ้าหากว่าเราดูแลตัวเองไม่ดี รับประทานอาหารไม่ดีมันนำไปสู่ปัจจัยที่ ๔ ต้องมา ก็คือว่า เป็นโรคแล้วก็ต้องใช้ยารักษาโรค ดังนั้นผมจะมาพูดถึงปัจจัยที่ ๑ คืออาหารเสียก่อน ผมอยากจะนำเรียนว่าโรคที่เกิดจากผลกระทบจากสารพิษสารเคมีที่ผลิตทางด้านการเกษตร ที่ผมเกี่ยวข้องด้วยอยู่หลาย ๆ ปีนี่เป็นปัญหามากขณะนี้ ทั้งต่อผู้ใช้ก็คือว่าเกษตรกรเองบางที เขาก็ไม่ทราบ มีเรื่องตลกที่ว่าบุคคลที่อยู่บนที่สูง ผมยังไม่เนม (Name) ว่าชื่อไหน ตอนผม เรียนอยู่ มช. เขาก็บอกว่าเอาของลงมาขาย แล้วก็ขายที่ตลาดที่เชียงใหม่ยังสดอยู่แล้วก็ ขายไม่หมดเขาก็ทิ้ง เขาก็ถามว่าทิ้งทำไมทำไมไม่เอาไปให้หมูกินล่ะ เขาบอกกินได้อย่างไร มันดีดีที (DDT) ทั้งนั้น แล้วก็ทราบอยู่เพื่อนผมอยู่ที่เชียงใหม่รุ่นเดียวกันเสียชีวิตไปคนสองคน เป็นมะเร็งตับ และเขาเป็นคนที่นั่นอาจจะชอบกินผักกาดจอที่สวย ๆ คือเราไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ เราบริโภคมันสร้างอะไรขึ้นมาบ้าง แต่เท่าที่ทราบเรานำเข้าสารเคมีที่ใช้ในภาคการเกษตรนี่ เยอะมาก เยอะกว่าใครเลย ปุ๋ยก็มีปัญหา ดังนั้นด้วยความรับผิดชอบตรงนี้ผมเรียนว่า ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองที่เราอยู่เราก็ทำเรื่องนี้ มีการทำเรื่องนี้อยู่ด้วยนะครับ แต่ที่ทำอยู่ขณะนี้ต้องการความรู้ เช่น เรากำลังพูดถึงเกษตรอินทรีย์ เกษตรที่มีเครื่องหมายคิว (Q) ที่เราทำขึ้นมา แต่ปรากฏว่าประชาชนก็ยังเลือกซื้อผักที่หมายความว่าใบสวย พอใบสวย แต่จริง ๆ มันเคลือบด้วยสารเคมี กลายเป็นว่าของที่ดีเป็นคล้าย ๆ ว่าเราทำกันยากมาก อินทรีย์นี่กลายเป็นขายไม่ค่อยได้เพราะว่าประชาชนเองคล้าย ๆ ว่าการเลือกเขาไม่มีความรู้ ในการเลือก สิ่งเหล่านี้เป็นการช่วย ๒ ด้านด้วยเราก็ดำเนินการ ผมจะพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับ ทางด้านนี้สักเล็กน้อยที่เกี่ยวพันกับทางด้านอาหาร ปัญหาเรื่องสารเคมีทางด้านการเกษตร ขณะนี้มีความพยายามเป็นอย่างมากเกี่ยวกับพืชผักหรือแม้แต่เนื้อสัตว์มีการควบคุมกัน ค่อนข้างมาก เราอาจจะขอบคุณต่างประเทศก็ได้เพราะว่าเราทำส่งออกเยอะ ทีนี้เบาน์ดารี (Boundary) ตรงที่เขาป้องกันไว้ กรอบไม่ว่าจะเป็นยูเอสดีเอ (USDA) หรืออะไรต่างๆ มันละเอียดมากและเราก็เลยพลอยเรียนรู้ไปด้วยก็ทำให้เราปลอดภัยมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนของเรายังขาดความรู้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านนำเสนอมาถือว่าดีแล้วนะครับ

ปัญหาเรื่องโรคที่เกิดจากสารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นกลุ่ม ๆ ตรงนี้ มีแต่หมอเท่านั้น ที่บอกได้ว่าคุณบริโภคอะไร ปัจจุบันนี้การตรวจสอบค่อนข้างดีสามารถจะเช็ก (Check) ได้ ในเลือดในอะไรพวกนี้ บางอย่างเป็นพิษกับผิวหนัง บางอย่างเป็นพิษกับตับหรือไตอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งเหล่านี้การที่เกิดจากสิ่งนั้นขึ้นมา การนำเสนอออกมาไม่มีใครจะรู้มากกว่าหมอ แต่หมอนี่เพียงแต่ตรวจไม่บอกที่ท่านพูดถึงเมื่อกี้ว่าบอกกับญาติเขาอะไรเขาให้ขยายออกไป มันเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้ต้องกลับมาอีกหรือคนอื่นเป็นอีก สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียด ในเรื่องทางด้านเกี่ยวกับทางอาหารและยาอย่างยูเอสดีเอ (USDA) เขามีรายละเอียดเยอะ ของเราเองต้องปรับปรุงทางด้านนี้ด้วยเพราะว่าจะได้เป็นความรู้ คือถ้าหากว่าเขารู้แล้ว เขาไม่ซื้อก็ขายไม่ได้เป็นเรื่องที่จะส่งผลในลักษณะที่เป็นวงจร

ข้อมูลในการนำเสนอในฐานะท่านให้ความรู้คงจะต้องเป็นข้อมูลที่ครบถ้วน จะต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเยอะ กระทรวงอุตสาหกรรมเองก็จะต้องรู้ว่าสารเคมีพอนำเข้ามา มันจะเป็นอย่างไร เกษตรกรผู้ปลูกข้าวก็ต้องทราบว่าสารเคมีชนิดใดที่ใส่ลงไปแล้วจะมีปัญหา ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นที่บริโภค ชาวสวนผลไม้ที่เรามีการใช้แบบทางเคมีบ้าง ทางอินทรีย์บ้าง ปลูกผักชนิดใดใช้สารเคมีใด แล้วก็ระยะความปลอดภัยจะใช้สักกี่วัน ในการล้างจะล้างด้วย ด่างทับทิมแบบเมื่อก่อนจะได้ไหม อะไรไหม มันเป็นเรื่องเก่าเราจำได้แต่ด่างทับทิมปัจจุบันนี้ คนเคยเห็นด่างทับทิมจะมีสักกี่คนพูดถึงในโลกยุคปัจจุบันนี้ยังมีปัญหา ๒ หน่วยงานเอง ทั้งเกษตรแล้วก็ทางสาธารณสุขต้องช่วยกันเป็นอย่างมาก และขณะนี้ยังมีปาร์ตี้ (Party) อื่น ก็คือว่าที่ท่านพูดแล้วกระทรวงศึกษาธิการเองจะเป็นนัยสำคัญเลยในการที่จะให้กุลบุตร กุลธิดาของเราได้มีความรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นนะครับ

ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างก็คือว่าในการนำเสนอตรงนี้เรามีผู้เกี่ยวข้องเยอะ ผู้ผลิต พ่อค้าคนกลาง ผู้บริโภค ผู้ที่ซื้อไปไปผลิตอาหารจนถึงผู้บริโภค ลักษณะการใช้ ฟอร์มาลินก็ดี การใช้อะไรก็ดีตรงนี้เราจะเห็นแต่ในข่าวและเป็นประเด็นข่าวที่ว่าเอามา เป็นข่าวที่เวลามีเรื่องสักทีก็นำเสนอขึ้นมาที การเสนออย่างต่อเนื่องว่าแบบไหน เหงือกปลา เป็นแบบไหนที่มันสด แบบไหนควรจะไม่ใช้เนื้อเป็นแบบไหนที่มีปัญหา เราจะเห็นว่าเรื่องนี้ ถ้าไม่เกิดเรื่องก็ไม่ค่อยมีเท่าไร เพราะฉะนั้นที่ท่านนำเสนอขึ้นมาจะเป็นการให้แบบครบวงจร ถือเป็นเรื่องดีมาก การส่งเสริมการแก้ไขก็คงต้องบอกบอกแต่ว่ามีปัญหาแต่วิธีการอย่างที่ ผมเรียนแล้วการล้างผักจะล้างกันอย่างไร ขณะนี้ต้องใช้สารอะไร อย่างไร เป็นการเก็บไว้ การบริโภคทำให้สุกขนาดไหน เหล่านี้เป็นเรื่องที่จะช่วยได้ทั้งนั้นซึ่งต้องอาศัยแพทย์ เพราะคนจะเชื่อหมอกับครู ๒ อย่าง เกษตรกรก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไร ทีนี้วิธีการที่คัฟเวอร์ (Cover) ได้มาก หมายถึงกว้างขวางได้มากก็คือสื่อมวลชน สื่อสารมวลชนขณะนี้ในการ ทำความเข้าใจเรื่องนี้เราขาดแคลน ผมเคยทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ของบประมาณ ในการประชาสัมพันธ์ เพราะเราเชื่อว่าถ้าคนรู้เกษตรอินทรีย์ผลิตภัณฑ์ตรงนี้มีประโยชน์ อย่างไร เราต้องใช้การประชาสัมพันธ์ให้เขาเห็นหางบไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้น งบประชาสัมพันธ์ในการผ่านสื่อสารมวลชน คือไม่ใช่ว่าพอมีเรื่องแล้วปลากระเบนตายสักที เราก็จะได้รู้ว่าสารพิษไปหากันว่าอยู่ตรงไหน ๆ มันจะเป็นเรื่องเซนซิเบิล (Sensible) เป็นเรื่องความรู้สึกมากกว่า มากกว่าจะเป็นหลักการในการที่จะให้งบตัวนี้ งบตรงนี้จริง ๆ แล้วถามว่ารัฐจ่ายไหม ทำไมจะจ่าย เวลาเขาเจ็บป่วยขึ้นมาถามว่าใครออก ก็รัฐเป็นคนออก ทีนี้ถ้าคุณไปเป็นตัวเซฟ (Save) คือจ่ายไปก่อนในการป้องกันมันมาเสียเวลา เข้าโรงพยาบาลน้อยกว่าเยอะ ตรงนี้เป็นการป้องกัน เห็นว่าถ้าเราชี้ตรงนี้กันชัด ๆ ว่าโรคบางโรค ในการนำเสนอไปมันป้องกันการเสียหายได้ขนาดไหน มันเป็นการจ่ายที่ถูกกว่าเยอะมาก อาจจะเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็น่าจะเป็นข้อเสนอที่ดีนะครับ แล้วก็ ควรจะไปครบทุก ๆ ทาง แล้วก็ผ่านสื่อมวลชนดีมากนะครับ

สุดท้ายอยากจะเรียนอย่างที่ผมเรียนแล้วว่าผมพูดเน้นเรื่องอาหาร ทีนี้เรื่อง อาหารเอง เนื่องจากว่าเราเป็นผู้ผลิตผมก็ไปเกี่ยวข้องในฐานะไปช่วยดูแลเขาอยู่บ้าง เราก็ รับผิดชอบ ผมเองได้เป็นประธาน เขาตั้งให้เป็นประธานจัดทำยุทธศาสตร์มาตรฐาน ความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร เราใช้พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตรและ อาหารเป็น พ.ร.บ. ที่มีอำนาจบังคับ แล้วก็ในนั้นมันจะมีการทำยุทธศาสตร์ ผมไปทำ ยุทธศาสตร์เรื่องความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตรแลนด์ ผมเรียนจริง ๆ ว่าจริง ๆ แล้ว ควรเป็นความปลอดภัยทางอาหารและเกษตร แต่เนื่องจากว่าเราทำคู่กัน แต่ขออนุญาตว่านี่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเอาของเกษตรมาก่อนแล้วอาหารไว้หลัง ถ้าไม่อย่างนั้นมันกลายเป็นของกระทรวงสาธารณสุขไป กระทรวงสาธารณสุขอาหารมาก่อน แล้วเกษตรอยู่หลังใช่ไหมครับ นี่เราปรับคำจากของเดิม ขออนุญาตเวลาอีกนิดเดียวนะครับ จริง ๆ สัก ๕ นาที ยุทธศาสตร์อยากจะเรียนว่าด้วยความรับผิดชอบเราเน้นเรื่องอะไรรู้ไหมครับ เน้นซึ่งจะสอดคล้องมาก คือเน้นเรื่องดีมานด์ไดรเวน (Demand Driven) หมายความว่า ความต้องการสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย เพราะนี่เป็นเรื่องการซื้อการขาย การบังคับ หมายถึง ให้ประชาชนรู้ที่จะเลือก คือสร้างดีมานด์ (Demand) ที่ปลอดภัยขึ้นมา มันจะไปบังคับ ซัปพลาย (Supply) เอง ใช้กลับทางกัน ดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ตรงนี้ พยายามสร้าง ดังนั้นผมจำได้ว่าในการประชุมครั้งนั้นมีท่านสนั่น ขจรประศาสน์ นั่งเป็น ประธาน ผมยังจำท่านประธานได้ ท่านประธานเคยไปนั่งประชุมครั้งหนึ่ง นั่งข้างผม ผมยังจำได้ ที่ทำเนียบรัฐบาล ห้อง ๓๐๑ ยุทธศาสตร์ที่มีในชุดนั้นก็มีพัฒนาสินค้าเกษตรให้เป็นรายสินค้า สนับสนุนผู้ผลิตเข้าสู่ระบบมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดสินค้า ที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เขียนชัดว่าสร้างระบบอาหารศึกษา คือเน้นเรื่องที่กำลัง มีปัญหาเลยเพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านมาตรฐาน คือเป็นยุทธศาสตร์ที่ ๔ ซึ่งมีความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องอาหาร ทำให้มันปลอดภัยเพื่อจะเป็นการลด ทีนี้ผมเรียนว่า ถามว่ามันสำคัญตรงไหน เราทราบว่าเรื่องนี้มีความจำเป็น ทีนี้ถ้าท่านประธานจำได้ว่าเรามี พ.ร.บ. เกี่ยวกับเรื่องอาหารแห่งชาติ ยุทธศาสตร์การจัดการอาหารของชาติซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่ว่าอีกชุดหนึ่ง ซึ่งตรงนี้มีพระราชบัญญัติที่สร้างขึ้นมา แล้วไม่มียุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ตรงนี้เราเชิญคุณหมอไกรศรียุคนั้นมาทำ แล้วก็ที่สำคัญ ในการบูรณาการที่ผมอยากจะฝากไว้ว่าท่านจะทำได้อาศัยบูรณาการอย่างเดียว ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านไม่ต้องไปขอแล้วเพราะว่าบูรณาการอยู่แล้ว เนื่องจากว่ายุทธศาสตร์อันนี้ จากอันเมื่อกี้มาต่อเป็นยุทธศาสตร์ว่าด้วยเรื่องอาหารแห่งชาติ ตรงนี้เลขาเราใช้ควบ คือเลขาตรงนั้นในการประชุมครั้งแรกผมเชิญ อย. มา เดิมทะเลาะกัน คือต่างคนต่าง เหมือนอาหารเป็นของใครกันแน่ เป็นของเกษตรหรือเป็นของสาธารณสุขกันแน่ เราก็เลยจับมารวมกันเสียเลย แล้วในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ตรงนี้เลขาของ คณะกรรมการอาหารแห่งชาติประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ คือคุณ อยู่ด้วยกันไปเลยจะได้ไม่มีใครนั่นกว่าใคร สำคัญทั้งคู่ และประเด็นที่มีการสร้างขึ้นมา ท่านประธานครับ ในยุทธศาสตร์เราก็ดึงจากยุทธศาสตร์ที่ผมกล่าวเมื่อกี้นี้ เรื่องอาหาร มาเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ประกาศใช้ นี่ปี ๒๕๕๙ ยังใช้อยู่ปัจจุบันนี้ก็คือยุทธศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องอาหารศึกษาที่มีนะครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เป็นยุทธศาสตร์ด้านอาหารศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ตรงกันนะครับ อยากจะเรียนนิดเดียวว่าจะมีความสำคัญอย่างไร ท่านได้เอา ไปใช้ คุณภาพและความปลอดภัยอาหารศึกษาว่าเน้นกระบวนการส่งเสริม พัฒนาและวิจัย เพื่อให้เกิดความรู้ ความถนัดในการใช้ทรัพยากรที่ผลิต การกระจายอาหารในห่วงโซ่ พฤติกรรมพึงประสงค์ในการบริโภคอาหาร ซึ่งตรงนี้ที่ท่านเสนอใช่นะครับ กลยุทธ์ส่งเสริม ให้เกิดความร่วมมือ การบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคส่วนในเรื่องอาหารศึกษา หมายความว่าที่ท่านเสนอแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ คือต้องร่วมกันหมดเลยที่เกี่ยวข้อง แล้วก็สนับสนุนให้มีการวิจัยที่สามารถประยุกต์ใช้ด้านอาหารได้ หมายความว่าต้องมีการวิจัย ให้ชัดว่ามันอันตรายหรือไม่ ต้องชัด แล้วก็มีการจัดองค์ความรู้เรื่องอาหารศึกษาและเผยแพร่ ไปอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้เกษตรกรและชุมชนมีความรู้ด้านอาหารศึกษาอย่างเหมาะสม สร้างพฤติกรรมบริโภคที่เหมาะสมในบุคคลและชุมชนและในรายละเอียดเน้นไปทางด้าน โรงเรียนเยอะเพราะเราคิดกันว่าเราต้องไปเริ่มที่เด็กกันนี่แหละ พอจากเด็กแล้วโตขึ้นมา เขาจะได้ปลอดภัยตั้งแต่เด็กไม่ใช่มาดักอยู่ที่ปลายน้ำแล้วก็สกปรกตั้งแต่ต้นน้ำหรือรับของ ไม่ดีมาก็เรียนท่านประธานว่าโดยส่วนตัวแล้วประเด็นที่ท่านนำเสนอขึ้นมาใหม่มีเหตุผลมาก ท่านเสนอมาตัวบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์มี ๓ ทาง มันเป็นคอส (Cause) กับเอฟเฟกต์ (Effect) อันแรกท่านบอกว่าประชาชนมีอัตราการได้รับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากขึ้น นี่เป็นคอส (Cause) หรือเป็นเหตุ ประชาชนมีระดับความรู้ด้านสุขภาพสูงขึ้นนี่เป็นเหตุ และ ประชาชนทุกกลุ่มทุกวัยมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นนี่คือเหตุ แล้วก็ผลท่านเขียนไว้ ๒ ข้อแต่คลุม ประชาชนมีอัตราการเจ็บป่วยที่ลดลงคือถ้าได้ ๓ ข้อเป็นเหตุผลมันจะเกิดเป็น ข้อ ๔ และข้อ ๕ ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพการรักษาพยาบาลลดลง ประเด็น ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่ลดลงตรงนี้ท่านประธานคงทราบเพราะท่านอยู่สำนักงบประมาณมา มันเป็นการใช้จ่ายที่เอาไปคัฟเวอร์ (Cover) ที่มากกว่า ดังนั้นมันเป็นเหตุและผลตรงนี้ สมควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ผมสนับสนุนเรื่องนี้มาก

สุดท้าย ท่านประธานครับ อยากจะอัญเชิญพระบรมราโชวาทที่พระองค์ ได้ให้ไว้กับมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งประกอบไปด้วยหมอทั้งนั้น ขออัญเชิญพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งพระราชทานในพิธี พระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล ณ อาคารใหม่สวนอัมพร ในวันจันทร์ที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๒๒ ความว่า “การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของ เศรษฐกิจที่ดี และสังคมที่มั่นคง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปกติจะอำนวยผลให้ สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ด้วย และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดี พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระ แก่สังคมด้วย” พระราชทานแก่ผู้รับปริญญาที่ส่วนใหญ่จะเป็นหมอในมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เรียนเพื่อไว้จดจำกันนะครับ กราบเรียนด้วยความเคารพท่านประธานครับ