สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หารือถึงความสำคัญของการป้องกันโรคในภาพรวม โดยเน้นย้ำจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้สังคมหันมาให้คุณค่ากับเวชศาสตร์ป้องกันมากขึ้นแทนการมุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมฟังท่านกรรมาธิการอธิบายเนื้อหา ๑๙ หน้าของท่านนี่นะครับ พร้อมกับรายละเอียดของภาคผนวกแล้วก็ทำให้ใจชื้นไปว่า ในอนาคตของประเทศไทยจะไม่มีคนเป็นโรคอ้วน จะไม่มีคนเป็นโรคเบาหวาน จะไม่มีคน เป็นโรคไต จะไม่มีคนเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคเหล่านี้และรวมทั้งโรคมะเร็ง เพราะโรคเหล่านี้ใช้เงินมหาศาลในการรักษา โดยเฉพาะโรคไต แล้วเพื่อนสมาชิกหลายคน ได้กล่าวถึงพระบรมราโชวาท พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ กันหลายท่าน แต่ผมจะนำมาสักข้อความหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า “ถ้าคนเรามีสุขภาพ เสื่อมโทรมก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้” เห็นไหมครับ ท่านคิดไกลมากเลยนะครับ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศก็คือพลเมืองนั่นเอง ถ้าใครที่มีอายุ ๗๐-๘๐ ปีขึ้นไป ก็จะรู้ว่าประเทศไทยในอดีตเต็มไปด้วยคนที่เป็นโรคเรื้อน ขี้ทูด กุดถัง ที่เราเรียกกันภาษานั้น พระองค์ก็ทรงเห็นว่าถ้าคนเป็นโรคอย่างนี้เยอะ ๆ ไม่มีทางป้องกันและไม่รักษาก็จะเป็นปัญหา ท่านก็มีดำริให้ตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัยเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๐๔ ก็ ๕๐ กว่าปีนะครับ ๕๕ ปีแล้ว ที่พระประแดง ผลก็คือว่าบัดนี้ประเทศไทยต้องใช้คำว่าไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ โดยเด็ดขาดแล้ว ผมใช้คำนี้เลย และมีครั้งหนึ่งเป็นความรู้สึกซาบซึ้งของคนที่เป็นโรคเรื้อน เมื่อพระองค์กับสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จเยี่ยมก็ขอสัมผัสพระหัตถ์ท่าน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ท่านไม่ลังเลเลยท่านก็ยื่นมือให้จับโดยไม่คิดว่าจะเป็นโรคติดต่อ เพราะโดยปกติโรคติดต่อที่จากโรคเรื้อนติดยากมากและมีเวลาฟักตัวถึง ๑๐ ปีบางรายนะครับ จากพระบรมราโชวาทของพระองค์ทำให้โครงการต่าง ๆ เพื่อการป้องกันมากกว่า ๑๐ โครงการ ยกตัวอย่างเลย โครงการแรกที่พระองค์สร้างก็คือโครงการแพทย์เคลื่อนที่ เมื่อปี ๒๕๑๐ ต่อมาปี ๒๕๑๒ ก็มีโครงการแพทย์หู คอ จมูก ภูมิแพ้ ต่อไปอีกโครงการคือ ทันตแพทย์เคลื่อนที่ ปี ๒๕๑๒ ผู้ที่ดูแลเรื่องนี้ท่านหนึ่งที่ผมรู้จักคือท่านศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ถ้าผมพูดผิดท่านประธานกรรมาธิการแย้งได้ นอกจากนั้นยังมี โครงการพิเศษตามพระราชประสงค์อีกเยอะแยะมากเลยรวมทั้งแพทย์ผ่าตัดมากมาย ผมนับได้ใหญ่ ๆ ๑๐ โครงการใหญ่ ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เยอะมากจากพระองค์ และกระทรวง สาธารณสุขกับบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทยก็น้อมนำมาทำให้ประเทศไทย ก็สามารถกำลังจะก้าวไปถึงประเทศที่มีเศรษฐกิจ ๔.๐ ตามที่นายกรัฐมนตรีมุ่งมั่นจะให้เกิด ก็มาจากพระราชดำรัสของพระองค์นี่เอง เพราะมนุษย์เป็นทรัพยากรสูงสุดของโลก ของชาติ ของสังคม ผมอ่านของท่านแล้วปีหนึ่งเราเสียค่าใช้จ่าย ปี ๒๕๕๓ ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดูแลการรักษาผู้ป่วย บัดนี้มากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วครับ ตกเกือบ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีที่ผ่านมา คำถามว่าในอดีตไม่ว่าจะโรงพยาบาล คณะแพทยศาสตร์หรือกระทรวงสาธารณสุขก็จะนิยมชมชอบยกย่องกราบไหว้หมอ เราเรียกว่าหมอเทวดา ถ้าผ่าตัดหัวใจได้ ผ่าตัดสมองได้ ผ่าตัดกระดูกไขสันหลังได้ยกย่องกันใหญ่ เขาเรียกว่าหมอรักษาโรคหรือภาษาอังกฤษเรื่องว่าไดแอกโนซิส (Diagnosis) เมื่อสมัยก่อน คนที่จบบอร์ด (Board) นี้มีเงินพิเศษ ขณะที่ข้าราชการระดับ ๙ ระดับ ๑๐ ยังไม่มีนะครับ แต่หมอท่านเหล่านี้ถือว่าจบบอร์ด (Board) ได้เงินพิเศษ หมอที่น้ำตาร่วงคือหมอป้องกันโรค หรือเวชศาสตร์ป้องกันเรียกว่าพรีเวนทิฟ (Preventive) เพราะวิชาพรีเวนทิฟ (Preventive) ไม่มีใครอยากไปอยู่เลยในคณะแพทยศาสตร์ ทุกคนจะต้องไปเรียนหมอสูติ หมอศัลยกรรม หมอเด็ก ออร์โธปิดิกส์ (Orthopedics) หัวใจ สมองกันมาก รวมทั้งผิวหนังที่ทำเงินได้เยอะ จริงไหมครับพยักหน้านะครับ ผมอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย ผมได้มีส่วนไปสอนนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ ได้เคยทำหลักสูตรแพทยศาสตร์มาแล้วหลายแห่ง ทั้งที่ มหาวิทยาลัยเปิดใหม่และที่ปรับปรุง รวมทั้งหลักสูตรพีเอชดี เมดิซิน (Ph.D Medicine) ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผมทำกับมือ เพื่อที่จะผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นอาจารย์ โรงเรียนแพทย์และยังเปิดสอนอยู่ขณะนี้ โดยศาสตราจารย์ แพทย์หญิง คุณหญิงศรีจิตรา บุนนาค ใช่ไหมครับ หลายคนอาจจะไปเรียนที่นี่ ผมกราบเรียนท่านประธานไปยัง กรรมาธิการว่าเรื่องของการป้องกันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าเราไม่รู้จักป้องกันแล้ว เงินค่ารักษาพยาบาลเกี่ยวกับการแพทย์ของเราจะเพิ่มเป็น ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉพาะปัจจุบันโรคที่เกิดจากการกินหรือการรับประทาน โรคมี ๒ อย่างท่านประธานครับ คือโรคที่เกิดจากการติดต่อทางเชื้อโรคจะไวรัสจะแบคทีเรียร้อยแปดจิปาถะโรคติดต่อ ประเภทนั้นก็รักษาได้แล้วเดี๋ยวนี้ แต่โรคที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกเลยโรคที่เกิดจาก การรับประทานอาหารไม่เป็น รับประทานได้มีเงินทองรับประทานได้แต่รับประทานไม่เป็น เมื่อรับประทานไม่เป็นก็คือทำให้เกิดโรคอ้วน กินเค็มก็เป็นโรคไต เครียดไม่ออกกำลังกาย ก็เป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยแปดจิปาถะตามมาในปัจจุบันนี้และโรคอีกโรคหนึ่ง ที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าแมงกะไซค์ ที่ไปแขวนคอแขวนขา แขวนร้อยแปดจิปาถะผ่าตัดคือเป็นโรคเกิดจากอุบัติเหตุก็เยอะ ใช้เงิน เยอะมากนะครับ ทีนี้ท่านกำลังเสนอสิ่งที่กำลังถูกใจผมอย่างยิ่งที่เรากำลังจะป้องกัน สิ่งหนึ่ง ที่ผมเห็นว่ามันจืดจางไปของกระทรวงสาธารณสุขผ่านท่านกรรมาธิการไปแล้วก็คือว่า เทเลเมดิซิน (Telemedicine) เมื่อสมัยก่อนนี่หมอขาดแคลน ไม่มีหมอ ตามภูเขาลำเนาไพร ที่ห่างไกลมีแต่พยาบาลกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขก็คิดจะทำอย่างไร ก็ทำเทเลเมดิซิน (Telemedicine) โดยใช้ระบบโทรศัพท์ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ปุ๊บก็โทรมาที่ โรงพยาบาลศูนย์ว่าเป็นอย่างนี้ อาการอย่างนี้ ๆ จะใช้ยาอะไรนี่นะครับ ก็เกิดขึ้นผมเคยไปดู แต่ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ก็หายจางไปเพราะผู้บริหารไปทำเรื่องอื่นอาจจะที่สำคัญกว่า ผมยังคิดว่า ถ้าในอนาคตวงการแพทย์หันกลับมาพูดถึงเรื่องนี้ และเดี๋ยวนี้มันสามารถถ่ายได้เลยนะครับ สมมุติคนที่เป็นโรคผิวหนังภูมิแพ้หรืออะไรร้อยแปดจิปาถะ หายใจกำลังไม่ออก ถ่ายรูปปุ๊บ ส่งไปเลย อย่างนี้จะให้ยาอะไร ฉีด ๑ เข็ม ๒. ให้กินยาแก้แพ้ร้อยแปดจิปาถะก็จะทำให้ การเดินทางมาหาหมอนี่น้อยลง ปัจจุบันถ้าท่านไม่เชื่อไปกับผมพรุ่งนี้เพราะผมไปโรงพยาบาลบ่อย เพราะเมื่ออายุผม ๗๐ แล้วก็ป่วยบ่อย ผมก็ต้องไปตั้งแต่ ๗ โมง ๖ โมง ไปโรงพยาบาลราชวิถี ไปโรงพยาบาลโรคผิวหนัง ท่านรู้ไหม พอ ๖ โมง ยังไม่ทัน ๖ โมงดีคนเต็มแล้วมันมาจาก ที่ไหน ๆ ไม่รู้มาเข้าคิว ผมก็ไปเข้าคิวกับเขา แล้วก็มาลงชื่ออภิปรายนี้ก่อนแล้วก็กลับไป หาหมออีกที ผมถามว่าเราจะมีอย่างนี้อีกนานไหม ถ้าท่านไม่เชื่อไปดูได้เลยพรุ่งนี้เช้า โรงพยาบาลรามา ยิ่งโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดจิ้งจกตกไม่ถึงพื้นผมยืนยัน ศิริราช จุฬา รามาเต็มไปด้วยผู้ป่วย แต่ผมคิดว่าจากโครงการที่ท่านทำหมายถึงทำจริงนะ และทุกคน ให้ความสนใจจริงนี่นะครับในการดูแล การกินใช้ภาษาง่าย ๆ อยู่ หลับ นอน ให้เป็นระบบ โรคภัยไข้เจ็บก็จะน้อยลง ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ท่านนำเสนอวันนี้ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ขออนุญาตอีก ๑ นาทีครับ ถ้าท่านติดตามเอาจริงเอาจังโดย สปท. โดยท่านประธานที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยได้ร่วมกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ทำแบบไฟไหม้ฟาง แล้วผมเชื่อว่าท่านประธานกรรมาธิการนี้ท่านเอาจริงเอาจังดูหน้า ท่านสิครับ ท่านเอาจริงเอาจังท่านยิ้มแต่เอาจริง ผมคิดว่าจะเป็นกุศลกับประชาชนโดยรวม ของประเทศและผมมั่นใจว่าต่อไปผมเดินไปที่ศูนย์การค้าไหน หรือตามถนนเห็นคนอ้วน น้อยลง สิ่งที่จะตามมา อีก ๑ นาทีนะครับท่าน อาหารที่เป็นฟาสต์ฟู้ด (Fast Food) ทั้งหลาย นับตั้งแต่อาหารที่เป็นฟาสต์ฟู้ด (Fast Food) เข้ามา ผมไม่บอกชื่อนะครับ ท่านไปดู ได้ระบาดวิทยาสถิติคนไทยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวและใจหาย และต้อง ผ่าตัดเมื่อเป็นมะเร็งในระบบทางเดินเพราะกินอาหารที่มันสะสมพิษมากมาย ไม่มีผัก และผลไม้เข้าไปกวาดขยะในลำไส้ หรือไม่จริงครับท่านประธาน จากนั้นยังไม่พอเรายังกินอาหาร ฟาสต์ฟู้ด (Fast Food) ที่ผลิตจากไฮเทค (High-tech) หรือเทคโนโลยีเมื่อเช้าที่ผมพูดไปแล้ว ว่าฟรีซ (Freeze) ให้อาหารไก่นี่ ๑ กิโลกรัม ๔๐๐ กรัม จะต้องได้เนื้อไก่ทุกอย่างมีสารทั้งนั้น สารเร่งเนื้อแดงร้อยแปดจิปาถะตกค้างอยู่ในอาหารปัจจุบันทั้งพืช สัตว์ทุกอย่าง อันนี้ก็ฝาก ท่านประธานไปยังประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการควรจะทำเรื่องนี้ด้วยในการที่จะทำ เรื่องนี้อย่างจริงจัง คือต้องสอนเขาไปด้วยว่ารับประทานอะไรได้แค่ไหน เพียงไร ไม่ใช่ไม่เป็นไร ฉันก็รับประทานไปแล้วกันเดี๋ยวฉันมีเงินไปหาหมอ อย่างนี้ชาติบ้านเมืองมันก็จะเสียหาย ผมก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมก็มีความสุขที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว แล้วก็ ได้นำเสนอว่าผมอยากให้เห็นภาพครบวงจรของการดูแลสุขภาพของคนไทยทุกคนดังที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทำมาชั่วชีวิตของพระองค์ กราบขอบพระคุณครับ