อลงกรณ์ ชูศักยภาพไทยนำร่องพลังงานชีวภาพ เสนอต่อยอดอุตสาหกรรมยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๘ · ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร หารือศักยภาพของไทยในการเป็นผู้นำระดับโลกด้านพลังงานชีวภาพ โดยเน้นความสำคัญของโครงสร้างราคาเอทานอลและไบโอดีเซล พร้อมชี้ถึงความได้เปรียบจากทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อย่างอ้อย ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีและโมเดลเศรษฐกิจใหม่เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกครับ เผอิญเวลาเที่ยงครึ่งผมจะต้องลงบัลลังก์ แต่ว่าในการพิจารณารายงานในช่วงของกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ได้ขออนุญาตที่จะให้ความเห็นประกอบการพิจารณา ก็เลยขออนุญาต เสนอความเห็นต่อกรรมาธิการในเรื่องนี้

ประการแรกก็คือว่าประเทศไทยมีสภาพสูงมากในการเป็นผู้นำทางด้านของ เชื้อเพลิงชีวภาพนะครับ เพราะในเรื่องของแนวทางโครงสร้างราคาทั้งเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นผู้นำของประเทศไทย ในเวทีของพลังงานชีวภาพระดับโลกนะครับ ข้อเท็จจริง ๓ ประการเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ก็คือว่า

ประการแรกเราเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการใช้ไบโอดีเซล (Biodiesel) ผสมในดีเซลทุกลิตรที่ใช้อยู่ อันนี้ถ้าคลาดเคลื่อนอย่างไรกรรมาธิการช่วยยืนยันแก้ไข ๒. ก็คือเรามีการใช้เอทานอล (Ethanol) ผสมอยู่ในน้ำมันเบนซินหรือว่าแก๊สโซลีน (Gasoline) ไม่ว่าจะเป็นรูปของอี ๑๐ (E10) อี ๒๐ (E20) หรือว่าอี ๘๕ (E85) สรุปคือ เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการใช้แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) และดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล (Biodiesel) ที่ใช้ทั้ง ๒ ประเภทของน้ำมันที่เป็นพื้นฐานหลักของการใช้น้ำมันทั่วโลกนั้น อาจกล่าวได้อย่างนั้นทีเดียว

ประการที่ ๒ ก็คือว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพดังกล่าวนั้น ประเทศไทยอยู่ในระดับแชมป์โลกทั้ง ๓ ชนิดทีเดียว ๑. ก็คือ อ้อย น้ำตาล เราอยู่อันดับ ๒ ของโลกรองจากบราซิลเท่านั้นเอง ๒. ก็คือปาล์มน้ำมันก็อยู่ทอปทรี (Top Three) ของโลก มันสำปะหลังก็อยู่อันดับ ๒ อันดับ ๓ ของโลก ท่านเห็นไหมครับว่านี่คือสภาพในเชิงของ การมีวัตถุดิบ ประการสำคัญคือเราพัฒนามาต่อเนื่องโดยเฉพาะในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีการตั้ง โรงงานเอทานอล (Ethanol) เปิดทำการเมื่อปี ๒๕๒๙ มีการทดสอบการขายน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) โดยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยขณะนั้น ในรูปของกิจการบริษัท สยาม ออยล์ โดยความร่วมมือของการปิโตรเลียมและโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา แล้วเราก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปี ๒๕๔๓ เมื่อรัฐบาลขณะนั้นได้เห็นชอบและเราก็มีกรรมการ เอทานอลแห่งชาติ และต่อมาก็มีไบโอดีเซล (Biodiesel) ในหลวงก็ดำเนินการในเรื่องของ ปาล์มบริสุทธิ์จนกระทั่งได้เหรียญรางวัลระดับโลกยูเรกา ตรงนี้คือพื้นฐานที่เหนือกว่า ทุกประเทศในการพัฒนาคู่ขนานทั้งเอทานอล (Ethanol) แล้วก็ไบโอดีเซล (Biodiesel) นะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็จะให้เห็นว่าภูมิหลังแล้วก็สภาพของเรา

ผมมีความเห็นเพื่อให้กรรมาธิการช่วยกรุณานำไปประกอบการพิจารณาหรือ อาจจะต้องศึกษาทำรายงานในเวลาที่เหลืออยู่เพิ่มซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในการ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้

ประการแรกก็คือว่า สปท. เราได้เห็นชอบการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ ๔ ฐานใหม่ ก็คือดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เรื่องของครีเอทีฟ แอนด์ คัลเจอรัล อีโคโนมี (Creative and Cultural Economy) เรื่องของเศรษฐกิจเพื่อสังคม โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) และสุดท้ายคือไบโออีโคนามี (Bioeconomy) หรือไบโอเบสอีโคโนมี (Bio-based Economy) ส่วนหนึ่งไปทางอาหารและอื่น ๆ อีกส่วนหนึ่งก็คือเชื้อเพลิงชีวภาพ นั่นเอง เพราะรายงานนี้จะสอดคล้องต่อการปรับฐานประเทศใหม่ในรูปของเศรษฐกิจโมเดล (Model) ใหม่ของประเทศใน ๔ ฐานด้วยกัน ดังนั้นภาพใหญ่นอกจากการพิจารณา ปรับโครงสร้างก็คือต้องมองสภาพประเทศที่ผมได้เรียนมา กับ ๒ ก็คือว่าภาพใหญ่ของการ ที่จะก้าวไปสู่การที่ทำมาถึงกลางน้ำนะครับ ข้อเสนอเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพนั้นไม่ว่ารูปของแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) รูปของไบโอดีเซล (Biodiesel) ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับกลางน้ำเท่านั้น เรากำลังเริ่มต้นปลายน้ำครับ เช่นปาล์มน้ำมัน หรือว่าเอามาใช้ไบโอดีเซล (Biodiesel) ปลายน้ำไม่ต่างไปจากปิโตรเคมีคอล (Petrochemical) จากโรงกลั่น โรงแยกแก๊สก็เอามาสู่การเกิดวัตถุดิบสารต้นน้ำของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคอล (Petrochemical) ในส่วนนี้ก็เช่นกันการได้ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือว่าการได้เอทานอล (Ethanol) มานั้นก็คือสารต้นน้ำของอุตสาหกรรมใหม่ที่เรียกว่าไบโอเคมีคอล (Biochemical) เพราะฉะนั้นปลายน้ำเราก็จะเห็นเรื่องของไบโอพลาสติก (Bioplastic) และ อื่น ๆ เพราะว่ามันเป็นชีวภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมันย่อยสลายได้ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้เราจะเห็นภาพรวมที่จะเพิ่มมูลค่า ถ้าเป็นพวกปาล์มน้ำมันพวกอะไรนั้นมันเป็น อุตสาหกรรมที่เขาเรียกเฉพาะเจาะจงว่าเป็นแอลลิโลเคมีคอล (Allelochemicals) ตรงนี้ ไปเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก ตัวเอทานอล (Ethanol) ก็เช่นเดียวกันครับเป็นสารต้นน้ำตัวนำ เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาถึงกลางทาง ถ้าเราดูปลายทางแล้วนี่และรวมยอดทั้งหมดมาเป็น ระบบตัวการกำหนดราคา ตัวการกำหนดในเรื่องของการช่วยเกษตรกรของเราก็จะเห็นได้ ชัดเจนว่ามันมีรายได้ที่สูงมาช่วย ต่อไปภายหน้าการอุดหนุนหรือซับซิดี (Subsidy) ก็จะลดลง รายได้เกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้นรวมไปถึงทุกภาคส่วน

ส่วนอันที่ ๒ ที่อยากจะเห็นเป็นภาพรวมก็คือเรื่องของเจเนอเรชัน (Generation) ที่ ๒ ของเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ครับตรงนี้ต้องใช้ ความกล้า กล้าฝันและกล้าฝืนนะครับ ๑. ก็คือว่าในขณะที่ท่านนิกรพูดถึงเรื่องของรถไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานตั้งแต่ สปช. มาถึง สปท. ได้นำส่งรัฐบาลแล้วก็ กำลังเดินหน้าในเรื่องนี้ ๒. ก็คือว่าในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่เป็นดิสรับทิฟเทคโนโลยี (Disruptive Technology) มันเกิดขึ้นแน่ แต่ว่าเราจะไปตามกระแสซึ่งต้องพึ่งพาทุน เทคโนโลยีเหมือนอุตสาหกรรม หรือว่าอุตสาหกรรม ๓.๐ หรือไม่ หรือว่าเราจะกล้ายืนบนขาตัวเอง อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านได้มีพระกรุณาธิคุณในการที่จะวางหลักประเทศไว้ ในอดีตแล้วก็วางไปถึงอนาคตด้วย นั่นก็คือให้มีอี ๑๐๐ (E100) ครับ ให้มีบี ๑๐๐ (B100) อย่างที่สมาชิกหลายท่านได้ให้ความเห็นและโยงไปถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ ความจริงหลัก ในเรื่องนี้ผมเคยพูดถึงเรื่องของประเทศไทยมีบ่อน้ำมันทุกจังหวัดครับก็คือการที่เราสามารถ ผลิตน้ำมันได้ด้วยตัวเอง ด้วยการปลูก ลดการพึ่งพา อย่าลืมนะครับประเทศไทย เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงถึงไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๕ เพราะฉะนั้น ๓๐ ปีมานี้ เราลดจากร้อยละ ๙๐ มาที่ร้อยละ ๘๕ ความเสี่ยงของประเทศยังสูงมากในประเด็น ความมั่นคงด้านพลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบริหารจัดการไม่ดีเรื่องของความมั่นคง ด้านอาหารก็จะกระทบต่ออุตสาหกรรมด้านพลังงานชีวภาพอย่างที่ท่านวิทยาได้พูดถึงนะครับ เพราะฉะนั้นจึงต้องวางโครงสร้างตรงนี้ให้ดี อยากที่จะเห็นรถยนต์อี ๑๐๐ (E100) ไปด้วย ความจริงหลักพลังงานเหมือนเรื่องการปฏิรูปไฟฟ้าก็คือว่าเราจะมีในเรื่องของหลักเกณฑ์ ที่เราเรียกว่าการกระจายการผลิตไฟฟ้า ที่เรียกว่าดิสทริบิวเตทเจเนอเรชัน (Distributed Generation) ซึ่งจะลดความเสี่ยงในเรื่องของไฟฟ้าลงไป เช่นเดียวกันครับน้ำมันเชื้อเพลิงนี่ สามารถที่จะใช้หลักการที่เรียกว่าดีจี (DG) ได้เช่นเดียวกัน ผลิตที่ไหนเติมที่นั่น ๔๐ ปีที่แล้ว บราซิลเริ่มต้นใช้อี ๑๐๐ (E100) ครับ รถยนต์ไม่ว่าจะโตโยตา หรือค่ายยุโรป ค่ายอเมริกา มีรถอี ๑๐๐ (E100) อย่างญี่ปุ่นรถโคโรล่าใช้อี ๑๐๐ (E100) ก็คือเติมเอทานอล (Ethanol) ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ข้อดีคืออะไรรู้ไหมครับ ข้อดีจะลดต้นทุนการตั้งโรงงานเอทานอล (Ethanol) และต้นทุนของโครงสร้างราคาตรงนี้ได้ ๑ ใน ๓ ทีเดียวเพราะว่าการกลั่น ให้บริสุทธิ์ระดับ ๙๙.๖ เปอร์เซ็นต์มันต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในระบบเมมเบรน (Membrane) ในการที่จะกรองกลั่นให้มันบริสุทธิ์สูงถึง ๘๘.๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้เป็นอี ๑๐๐ (E100) กลั่นแค่ ๙๖ ไม่ต้องไปพึ่งพาเลย วันนี้ สวทช. ของเรานะครับ ภายใต้แนวทางนำร่องของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็กำลังสร้างโรงงานอยู่ที่เพชรบูรณ์ครับ เรามีโรงงานต้นแบบ ไม่ต้องไปซื้อหาเทคโนโลยีใครสามารถทำได้ เพราะฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่ อยากจะเรียนว่าถ้าเราผลิตที่อี ๑๐๐ (E100) ท่านเห็นโครงสร้างราคาที่เสนอมา จะเห็นว่า ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ต้นทุนการที่ต้องมาผสมในโรงกลั่นก็ดี ในเทอร์มินอล (Terminal) ต่าง ๆ มันย้อนไปย้อนมา ผลิตที่โคราชวิ่งมาที่โน่นที่นี่แล้วก็ย้อนกลับไปขาย ที่โคราชและเชียงใหม่ แต่ถ้าเราผลิตที่ไหนใช้ที่นั่น การปรับเปลี่ยนรถอี ๑๐๐ (E100) นิดเดียว เท่านั้นครับ เพราะเรามาถึงอี ๘๕ (E85) แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมนำเสนอคือการกำหนดมาตรฐาน มาตรฐานของอี ๑๐๐ (E100) เป็นสเปก (Spec) ใหม่ มาตรฐานของบี ๑๐๐ (B100) อาจจะ เริ่มต้นจากการใช้เครื่องยนต์ทางการเกษตรทั้งหลาย ถ้าเป็นเช่นนี้เราผลิตที่ไหนใช้ที่นั่น อย่าไปเดินตามกระแสตะวันตกจนกระทั่งเราลืมสภาพว่าเราคือแชมป์โลกเกือบทุกด้าน แม้แต่การเป็นประเทศที่ใช้แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ประเทศแรก ประเทศเดียวในโลกที่ใช้คู่ขนาน ขายทุกปั๊มน้ำมันในประเทศนี้ครับ

สุดท้ายก็คือเรื่องการเพิ่มรายได้ ความจริงการเพิ่มรายได้อย่างที่เรียนแล้วนะครับ ฐานะที่เราผลิตเอทานอล (Ethanol) และส่งออกด้วยนะครับ เราอยู่ในทอปไฟว์ (Top 5) ของโลก ของเรื่องของเอทานอล สิ่งที่เราต้องควรดำเนินการและกล้าดำเนินการคือวัตถุดิบ เช่นโมลาส (Molasses) หรือกากน้ำตาล มันต้องสร้างพรีเมียม (Premium) ไม่ให้ส่งออกแล้วครับ ทำไมวัตถุดิบซึ่งใช้ในการมาผลิตแอลกอฮอล์ก็คือเอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล (Ethanol) ซึ่งเอาไปใช้ทางยา เอามาใช้ทางเชื้อเพลิง เอาไปใช้ในเรื่องของสุรา ทำไมเรายัง ปล่อยให้เอาวัตถุดิบขายไปถูก ๆ ในขณะที่เราสามารถเอามาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ อันนี้ ก็เป็นประเด็นที่สำคัญมากนะครับ รวมไปถึงไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือว่าปาล์ม ความจริง ปาล์มเป็นวัตถุดิบต้นน้ำนะครับ อย่างที่ได้เรียนแล้วว่าความจริงแล้วการผลิตและการแปรรูป มันจะเพิ่มมูลค่าได้ อย่างการผลิตเป็นสารอีมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) เพราะว่าการที่จะใช้ ในยุโรป ในอเมริกาสเปก (Spec) สูงมาก การจะผสมดีเซลกับตัวไบโอดีเซล (Biodiesel) ส่วนหนึ่งก็จะต้องใช้สารตัวนำหรือแอดดิทิฟ (Additive) หรืออีมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) ทำไมเราไม่แปรรูปตัวเหล่านี้ ส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านนี้ แล้วจะเพิ่มรายได้ ในระบบ ถ้าท่านเห็นโรงงานน้ำตาลในอดีต ท่านจะเห็นโรงงานน้ำตาลหีบอ้อยแล้วก็หยุดตามฤดูกาล แต่ผ่านมา ๓๐ ปีท่านเห็นอะไรไหมครับ โรงงานน้ำตาลมีโรงไฟฟ้าอยู่ด้วยและมีโรงเอทานอล (Ethanol) อยู่ด้วย นี่คือส่วนที่เราจะเห็นว่ามันเป็นซีนเนอร์จี (Synergy) การสร้างรายได้ เพิ่ม มูลค่าเพิ่ม และต่อไปข้างหน้าเราก็จะเห็นการต่อยอดจากโรงงานเหล่านี้ เช่นเดียวกันกับ โรงหีบปาล์ม โรงปาล์มโอลีนทั้งหลาย แล้ววัตถุดิบเราท่านก็ทราบนะครับ อันดับทอป (Top) อันดับ ๒ อันดับ ๓ ของโลกทั้งนั้น นี่คือสภาพอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าเรามาถูกทางแล้ว แล้วก็กรรมาธิการก็ได้ดำเนินการมาในการสร้างคุณประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ว่าขอช่วยศึกษาต่อ แล้วก็มีรายงานในส่วนที่ว่าไป ซึ่งผมคิดว่าจะทำให้คนไทยทั้งประเทศเกิดความเชื่อมั่น ในประเทศของตัว ได้เห็นศักยภาพที่แท้จริง ผมเองก็เขียนหนังสือเรื่องประเทศไทยยิ่งใหญ่ กว่าที่ใครคิดนะครับ ก็คือจะให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่าเราเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงเหลือเกิน พร้อมเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้ และการปฏิรูปเท่านั้น และยุทธศาสตร์ชาติเท่านั้นที่เรา จะทำให้ฝันเป็นจริงนะครับ ก็ฝากทางกรรมาธิการด้วยนะครับ ขอเชิญท่านมิ่งขวัญ ซึ่งเป็นผู้อภิปรายท่านสุดท้ายนะครับ ท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ อดีตปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ