รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑๔/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
๘. การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมทั้งสรุปความเห็น และข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ
๙. ระบบบริการสาธารณสุข ระบบการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และระบบบริหารจัดการและการเงินการคลังด้านสุขภาพ
๑๐. รายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างความปรองดอง
๑๑. ปฏิรูปการแรงงาน
ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางเอกสารไว้ประจําที่นั่งของท่านสมาชิกแล้วนะครับ จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ต่อไปก็มีเรื่องที่จะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏระเบียบวาระจะมี ๒ เรื่องคือ
เรื่องแรก รับทราบการเข้าร่วมฟังการชี้แจงสาระสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อนลงประชามติ ซึ่งทางท่านประธานมีชัยได้มีหนังสือมาขอเรียนเชิญประธานและ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ สมาชิกมีความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการรับรู้ การเสริมสร้างความร่วมมือในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ในการนี้ผมจึงขอเรียนเชิญท่านสมาชิกทุกท่านเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงสาระสําคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติในวันพุธที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ณ ตึกรัฐสภา ซึ่งหนังสือเชิญและกําหนดการเจ้าหน้าที่ได้แจกให้ท่านสมาชิกหน้าห้องประชุม รัฐสภาแล้วนะครับ จึงแจ้งที่ประชุมทราบ
เรื่องที่ ๒ รับทราบกําหนดนัดประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นกรณีพิเศษ ในวันศุกร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ณ ตึกรัฐสภา เพื่อพิจารณา การเสนอประเด็นคําถามหรือความเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อสภา นิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อประกอบการพิจารณาในการเสนอคําถามที่สมควรให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติม ในการนี้จึงขอเรียนเชิญท่านสมาชิก เข้าร่วมประชุมตามกําหนดวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น โดยพร้อมเพรียงกันนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ
ครั้งที่ ๙/๒๕๕๘ วันอังคารที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘
ครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๘ วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘
ครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๘ วันอังคารที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘
ซึ่งสําเนารายงานการประชุมทั้ง ๓ ครั้งดังกล่าวได้วางไว้ให้ท่านสมาชิก ตรวจดูบริเวณห้องรับรองสมาชิกฯ ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และห้องสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอ ให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองดังนี้นะครับ สําหรับครั้งที่ ๑๐ ได้วางไว้ ให้ท่านสมาชิกตรวจดูเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙ เมื่อสักครู่ ครั้งที่ ๙ ด้วยนะครับ ครั้งที่ ๑๑ ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๙ จะมี ท่านสมาชิกท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีก็ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๓ ครั้งดังกล่าวนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม (Creative and Cultural Economy)
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้ ท่านอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจกระแสใหม่เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถามของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้วได้อนุญาตนะครับ
(นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจกระแสใหม่ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ขอเรียนว่าเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาเป็นเศรษฐกิจที่ไม่สามารถที่จะยืนอยู่บนโครงสร้าง เศรษฐกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป จะเห็นได้จากความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในระยะ ที่ผ่านมานั้นอยู่ในช่วงระหว่าง ๒-๔ เปอร์เซ็นต์ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แตกต่างจากเมื่อก่อนที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นอยู่ระหว่าง ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและโครงสร้าง เศรษฐกิจภายในไม่สามารถที่จะตอบสนองกับความเติบโตในระดับนั้นได้อีกต่อไป ในระดับโลกนั้นปรากฏว่าเศรษฐกิจนอกจากไม่เจริญเติบโตอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ยังถดถอย อีกด้วย ซึ่งส่งผลให้ความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของไทยได้ถดถอยลดน้อยลงไปด้วย เช่นเดียวกัน เนื่องจากว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นเป็นเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งกับเศรษฐกิจ ภายนอกอยู่ถึงร้อยละ ๗๐ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีแนวความคิดในการขยายตัวของเศรษฐกิจ ภายในให้มากขึ้น และแท้ที่จริงแล้วทุกประเทศในขณะนี้ได้พยายามที่จะหันมาสู่แนวทาง ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่เรียกว่าความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายนอกกับเศรษฐกิจ ภายในประเทศ ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ได้มีการพูดถึงเรื่องการสร้างเศรษฐกิจภายในเพื่อทดแทน เศรษฐกิจภายนอกที่ต้องพึ่งพาอย่างมากในระยะเวลา ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน ได้มีความพยายามที่จะพูดเช่นนั้น แต่ว่ายังไม่ได้มีเรื่องหรือประเด็นที่ชัดเจนและให้น้ําหนักว่า การพัฒนาเศรษฐกิจภายในที่จะเกิดขึ้นนั้นจะพัฒนาได้อย่างไร กระผมขอเรียนว่า เศรษฐกิจ สร้างสรรค์เป็นทางเลือกหนึ่งของการขยายตัวของเศรษฐกิจภายใน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นอีกแนวทางหนึ่ง อีกโครงสร้างหนึ่งของเศรษฐกิจที่ไม่ได้มองในเรื่องโครงสร้างเดิม ที่ประกอบด้วยการบริโภค การลงทุน การส่งออก หรือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ว่ามองในลักษณะ ของแนวทางใหม่ว่าทําอย่างไรที่จะให้นวัตกรรมมีผลต่อการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่า นวัตกรรมนั้นจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมในเรื่องของการเกษตรกรรม หรือการอุตสาหกรรม หรือการบริการ ไม่ว่านวัตกรรมนั้นจะเป็นเรื่องที่ไปสนับสนุนการส่งออก สนับสนุนการลงทุน แต่มองนวัตกรรมในฐานะของการที่จะเข้าไปบูรณาการกับเรื่องอื่น ๆ ทั้งเรื่องเกษตร ทั้งเรื่อง อุตสาหกรรม ทั้งเรื่องของวัฒนธรรม การใช้นวัตกรรมนําหน้านี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของ เศรษฐกิจที่เรียกว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประเทศไทยพยายามที่จะนําแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจ สร้างสรรค์มาระยะหนึ่งแล้ว หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐ เกาหลีใต้กับไทยอยู่ใน ฐานะทางเศรษฐกิจที่ย่ําแย่พอ ๆ กัน แต่ผ่านไป ๑๐ กว่าปีเกาหลีใต้พัฒนาไปมาก ส่วนหนึ่ง ของการพัฒนาของการเกาหลีใต้ก็คือส่งเสริมอย่างจริงจังในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประเทศไทยได้มีนโยบายเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาบ้างพอสมควร ได้มีการบรรจุอยู่ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่การให้น้ําหนักในเรื่องนี้ยังไม่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังไม่ได้มีหน่วยงานหลักในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างแท้จริงและ อย่างจริงจัง ในวันนี้ขออนุญาตท่านประธานอนุญาตให้ท่านปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และ ท่านอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ได้นําเสนอเรื่องนี้ต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เพื่อที่จะได้พิจารณา และกรุณาให้ความเห็นชอบในเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้เป็นการขับเคลื่อนที่สําคัญเรื่องหนึ่งของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปของประเทศ ณ วันนี้ ขอบพระคุณครับ
เมื่อกี้ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ได้เสนอมาแล้วนะครับ ต่อไปขอเรียนเชิญ ท่านปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กราบเรียนท่านประธาน ท่านรองประธาน เพื่อนสมาชิก สปท. ทุกท่าน ผม ปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๙๙ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจกระแสใหม่ จะขอใช้เวลาสัก ๒๐ นาที เพื่อจะนําเสนอข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับเรื่องเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งท่านประธาน คุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ได้กล่าวมาแล้วว่ามีความจําเป็นอย่างไร แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ผมอยากจะเรียนย้ําว่า เศรษฐกิจกระแสใหม่เป็นความหวังที่จะทําให้เราก้าวไปข้างหน้า เป็นความหวังที่จะทําให้เราหลุดพ้นจากการที่ประเทศที่จะต้องแข่งขันการผลิตไปเป็นประเทศ ที่ใช้นวัตกรรมในการผลิต ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ๆ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการ ได้นําเสนออยู่ในขณะนี้ ๔ องค์ประกอบด้วยกัน
องค์ประกอบแรก ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเรื่องนี้ได้นําเสนอที่ประชุม ไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุม เศรษฐกิจเพื่อสังคมซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ นําเสนอที่ประชุมไปแล้ว แล้วก็ได้รับการสนับสนุน ส่วนที่เหลืออีก ๒ เรื่องอยู่ในระหว่าง การเสนอที่ประชุมสภาแห่งนี้ ก็คือ เรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจเชิงดิจิทัล (Digital) ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ก็จะมีเรื่องที่เกี่ยวพันที่จะต้องนําเสนอ เพิ่มเติมอีก ๒ เรื่อง ก็คือเรื่องการแก้ปัญหา การสนับสนุนให้ธุรกิจเหล่านี้เกิดขึ้นให้ได้ แต่เรื่องของการปรับปรุงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สําหรับเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และ เชิงนวัตกรรมนั้น พูดง่าย ๆ ก็คือว่าพยายามที่จะนําความคิด
ขอสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไปนําความคิดเชิงสร้างสรรค์ ทุนทางสังคมทาง วัฒนธรรมและเทคโนโลยีของเราที่มีอยู่ในประเทศ หรือนําเข้าจากต่างประเทศมาใช้ในการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ได้ ถ้าเราใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นเรื่องในทางวัฒนธรรมแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่พยายามที่จะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นกลไก ขับเคลื่อนในทางเศรษฐกิจ ผลในทางเศรษฐกิจก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องพยายาม ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ คือความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมให้ไปช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในทาง เศรษฐกิจให้ได้ คําถามต่อไปก็คือว่าประเภทของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีอะไรบ้าง สภาพัฒนาเดิมได้กําหนดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยไว้ ๑๕ ประเภท แบ่งเป็นกรุป (Group) ใหญ่ ๆ ได้ ๔ กรุป (Group) ก็คือกรุป (Group) แรกหรือพวกแรกก็คือ พวกเรื่องสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม พวกที่ ๒ ก็คือศิลปะ พวกที่ ๓ ก็คือความคิดสร้างสรรค์ และประเภทที่ ๔ ก็คือ สื่อสมัยใหม่ทั้งหลาย ซึ่งทั้ง ๔ ประเภทนี้ถ้ามองมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั่วไปแล้วจะมีที่สําคัญ ๆ ในโลกนี้มี ๓ อย่างก็คือ เรื่องแฟชั่น (Fashion) เรื่องการออกแบบ แล้วก็เรื่องของการกระจายเสียงซึ่งเป็นศิลปะชนิดหนึ่ง สําหรับกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ เชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรมก็แบ่งออกเป็น ๒ รูปแบบ รูปแบบแรก ก็คือเป็นรูปแบบ ที่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์นี้สร้างมูลค่าโดยตัวของมันเอง ซึ่งได้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวพันกับเกม แอนิเมชัน (Game Animation) ซึ่งอาศัยฐานจากอินเทอร์เน็ต (Internet) ทัศนศิลป์ต่าง ๆ แฟชั่น (Fashion) แล้วก็การออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เกิดมูลค่าเพิ่มด้วยตัวของ มันเองด้วย นักออกแบบและนักบริหารจัดการ ส่วนอีกประเภทหนึ่ง สร้างมูลค่าเพิ่มในทางอ้อม ให้กับภาคเกษตรอุตสาหกรรมและภาคบริการ เช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้กับอาหาร เครื่องดื่มต่าง ๆ เครื่องเขียน เครื่องประดับต่าง ๆ แล้วก็สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้กับธุรกิจ เช่น เครื่องหอมต่าง ๆ ให้กับเรื่องของสปา (Spa) เป็นต้น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ฉบับที่ ๑๑ เราได้ตั้งเป้าหมายไว้หลายเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจ สร้างเมืองสร้างสรรค์ สร้างศักยภาพมนุษย์ พัฒนาระบบการเงิน และคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญา ที่ทํากันจริง ๆ จัง ๆ และพยายามอยู่ก็คือเรื่องที่ ๓ คือการสร้างศักยภาพของ มนุษย์ แต่เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ ๔ และเรื่องที่ ๕ ยังไม่มีผลเป็นที่ประจักษ์มากนัก แม้แต่เรื่องทรัพยากรมนุษย์เองก็ทําได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นนะครับ ตัวอย่างของสินค้าบริการ สร้างสรรค์ของไทยนี้มีอยู่มาก แต่ว่าเราไม่ค่อยจะจัดระบบกันให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากนัก เช่น เรื่องกรณี การพลิกภูมิปัญญาชาวบ้านมาเป็นงานออกแบบ ซึ่งนําความสามารถของภูมิปัญญา ของประชาชนที่มีอยู่เดิมมาปรับปรุงด้วยการออกแบบและสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งขยายไปในที่ ต่าง ๆ ได้ดี แต่ใช้ของไทยก็ขยายไปทั่วโลกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างไฟล์นาว (Flynow) หรือเกรย์ฮาวด์ (Greyhound) ซึ่งหมดนี้เขาก็พยายามสร้างตัวเองขึ้นมาด้วยระบบของตัวเขา เอง ระบบของภาคธุรกิจเอง ภาพเหล่านี้เป็นภาพธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ทั้งนั้น ขณะนี้ดารา ของไทยไม่ใช่มีแต่เฉพาะดาราเกาหลีมาเมืองไทย แต่ดาราของไทยที่ไปปรากฏในเมืองจีน ก็มีนะครับ เป็นแนวโน้มที่ดูจะดีแต่ว่าจะขยายต่อไปอย่างไรเราก็ต้องมาคิดกันนะครับ ภาพยนตร์ไทยซึ่งแสดงศิลปะไทยกลับกลายเป็นภาพยนตร์ซึ่งขายในเมืองนอกได้ครับ ได้มูลค่ามากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์บากหรือต้มยํากุ้งซึ่งที่ผ่านมานี้ก็ทําเงินให้กับ ผู้ผลิตเป็นอันมาก นอกจากนั้นก็ยังมีตัวอย่างสินค้าบริการอย่างอื่น เช่น ก็คงทราบแล้วว่า อัญมณีไทยก็ติดอันดับโลกในการที่จะสร้างรูปแบบ สร้างองค์ประกอบที่ดูดี สถาปัตยกรรมไทย หลายแห่งก็สร้างความสวยงามครับ สร้างความสะดวก สร้างความน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยว คุณภาพ เดี๋ยวนี้เราต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพมาก โครงสร้างของแหล่งถิ่นที่พักอาศัยต่าง ๆ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญในเชิงสถาปัตยกรรมมาก หรือแม้แต่เรื่องของศิลปะป้องกันตัว แม่ไม้มวยไทย ชาวต่างประเทศเอาไปดัดแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็กลายเป็นธุรกิจใหญ่ ในขณะเดียวกันคนไทยด้วยกันเองนี้อาจจะเข้าไปเกี่ยวพันธุรกิจในเรื่องของการจัดทํา ค่ายมวยครับ ไม่ว่าจะเป็นที่พัทยา ลอสแองเจลิส หรือที่อื่น ๆ ก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่ว่าการเก็บเกี่ยว รายได้เกือบจะทั้งหมดนี้เกิดจากการลงทุนในทีวี (TV) ในเกม ในกีฬาซึ่งเกิดขึ้นจากต้นแบบ ของมวยไทยซึ่งท่านทั้งหลายก็คงมองเห็นอยู่แล้ว ถามว่าทําไมธุรกิจสร้างสรรค์จึงมี ความสําคัญ อันที่ ๑ ก็คือผู้บริโภคเวลาบริโภคสื่อต่าง ๆ มีความต้องการยิ่งขึ้น อย่างอาหารนี่ ไม่ใช่บริโภคเพื่ออิ่มอย่างเดียว ในภาคของการขยายบริการทางอาหารนี้ต้องการที่มองเห็นรูป รส กลิ่น เสียง เรื่องราว เพราะฉะนั้นการปรับปรุงในด้านนี้จึงต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ อย่างมาก สินค้าเฉพาะตัวก็เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคในต่างประเทศและผู้บริโภคที่มีรายได้สูง ของประเทศเราเองต้องการเป็นอย่างยิ่ง โลกดิจิทัล (Digital) ที่เปลี่ยนแปลงไปทําให้วิธีการ ออกแบบเทรนด์ (Trend) หรือแนวโน้มในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร เครื่องใช้สอย เครื่องประดับ เปลี่ยนแปลงไปมากซึ่งเราจะต้องตามให้ทัน มิฉะนั้นแล้วการส่งออกของเรา ก็จะเป็นปัญหาในระยะต่อไป อาเซียน (ASEAN) เพิ่งเปิดในส่วนที่เป็นเออีซี (AEC) เราคิดจะ เป็นหน่วยหนึ่งที่มีความแข็งแกร่งในพวกอาเซียน (ASEAN) หรือไม่ ผมคิดว่าเราต้องคิด นะครับ เพราะว่าทุนทางวัฒนธรรมของเราค่อนข้างจะสูง เราจะปล่อยให้ใครฉกชิงเรื่อง พวกนี้ไปไม่ได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องทีมีความสําคัญ เพราะว่าแนวโน้มของความต้องการ สินค้าบริการในไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ใหม่ ๆ หรือเทรนด์ (Trend) นี้เปลี่ยนไปเยอะ ถ้าเรา ไม่มีกลไก ไม่มีการดูแลในเรื่องนี้เราจะตกเทรนด์ (Trend) ได้อย่างรวดเร็ว การรุกล้ํา ทางวัฒนธรรมอย่างที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมเกาหลีซึ่งท่านประธาน กรรมาธิการได้พูดถึงว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากเรื่อง ไอที (IT) แล้ว ก็เป็นเรื่องงานทางวัฒนธรรมทั้งสิ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเพลง การเต้นรํา หน้าตาแบบเกาหลี การใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเกาหลี เป็นต้น ซึ่งเชื่อมโยงและหลอมกัน เป็นเรื่องเดียวกัน แล้วก็มาบุกประเทศเรา บุกไปถึงเกือบจะทุกคอนทิเนนต์ (Continent) ในโลกนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราควรจะต้องดู แล้วก็เสร็จแล้วเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของ การสอดคล้องกับการพัฒนาสีเขียวหรือว่าที่เรียกว่า กรีนอินดัสทรี (Green Industry) ซึ่งเรา จะต้องมาดูแลในเรื่องนี้ให้ทันกับโลกเขาให้ได้นะครับ
ศักยภาพของไทย เมื่อกี้ผมได้กล่าวไปแล้วว่าหลัก ๆ เราคงจะมีอยู่ ๓ เรื่อง เรื่องแรกคงไม่ต้องย้ํา เพราะว่าทุนทางวัฒนธรรมของเรา เรามีอยู่แน่นอนอยู่แล้วนะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือความหลากหลายทางชีวภาพหรือพืชพันธุ์ของเมืองร้อน ซึ่งเราสามารถที่จะ แปรเป็นอื่น ๆ ได้เยอะแยะไปหมดในสาขาเกษตรแล้วก็อาหาร และอันสุดท้ายที่มี ความสําคัญมากก็คือว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดนะครับ แล้วก็มีทัศนคติ ยอมรับ ความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา เพราะฉะนั้นการที่เราจะเบลนด์ (Blend) หรือว่ารวม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพลังในเรื่องของครีเอทิวิตี (Creativity) หรือการสร้างสรรค์ของเรา เป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าคนไทยทําได้นะครับถ้ามีการจัดการบริหารอย่างชัดเจน
อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยที่มีศักยภาพที่เราประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อปีที่แล้วมีอยู่ ๓ สาขาหลัก ๆ ด้วยกัน สาขาแรกคือสาขาแฟชั่น (Fashion) ซึ่งมีสัดส่วนทางเศรษฐกิจตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี มีการส่งออกประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีสาขาหลัก ๆ ที่มีความสําคัญมากที่สุดก็คือ สาขาอัญมณี รองลงมาก็คือเรื่องสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม แล้วก็รองเท้า และก็เครื่องหนัง ซึ่งเป็น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ซึ่งมีความสําคัญมาก สาขาที่ ๒ ต่อไปคือสาขาเรื่องการออกแบบ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นแสนล้านบาทเหมือนกัน แต่ว่ามูลค่าส่งออกก็เป็นจํานวนมาก แล้วก็มีสถาบัน มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผลิตนิสิต นักศึกษา และบุคลากรทางด้านนี้ออกมา แต่ว่าเมื่อผลิตออกมาแล้วเรากําลังสํารวจต่อไปว่าคนเหล่านี้ไปทําอะไร เราเข้าใจว่าคนที่ มาทําเรื่องครีเอทิวิตี (Creativity) หรือการสร้างสรรค์อาจจะมีจํานวนไม่มากเท่ากับจํานวน ของนิสิต นักศึกษาซึ่งจบสาขานี้มาในขณะนี้ เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานของเรา ระบบนิเวศ ของเราอาจจะไม่เหมาะสมครับ
ในประเทศอื่น ๆ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ ก็มีอยู่เป็นจํานวนมาก ถ้าเราจะดูต่อไปในสไลด์ (Slide) ต่อไป จะเห็นได้ว่าในประเทศอังกฤษ ก็มีสิ่งที่เรียกว่าครีเอท ยูเค สแทรทีจี (Create UK Strategy) ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ครีเอทีฟ อินดัสทรี ท็อป เซกเตอร์ ทีม (Creative Industries Top Sector Team) ในประเทศ เกาหลีใต้ชัดเจนอยู่แล้ว ครีเอทีฟ อีโคโนมี แอกชัน แพลน (Creative Economy Action Plan) ในประเทศญี่ปุ่นเขียนได้ดีมาก เรียกว่าคูล เจแปน อินนิทิเอทีฟ (Cool Japan Initiative) ครับ มาเลเซียเน้นเรื่องของมัลติมีเดีย (Multimedia) สิงคโปร์ ชัดเจนว่าดีไซน์ สิงคโปร์ แพลน (Design Singapore Plan) ออสเตรเลีย มีครีเอทีฟออสเตรเลีย (Creative Australia) อินโดนีเซีย เพิ่งเริ่มที่จะจัดตั้งเรื่องนี้ในมินิสทรี ออฟ ทัวร์ริสซึม แอนด์ ครีเอทีฟ อีโคโนมี (Ministry of Tourism and Creative Economy) แล้วก็อันสุดท้ายก็คือฮ่องกง ก็มีเรื่องครีเอทีฟ ฮ่องกง อินนิทิเอทีฟ (Creative Hong Kong Initiative) ครับ ซึ่งก็เห็นว่าในประเทศไม่ว่าอยู่แถว อาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน ในเอเชีย (Asia) หรือในต่างประเทศเขามีแพลน (Plan) หรือว่า ความตั้งใจที่จะสร้างประเทศเขาให้เป็นประเทศที่ส่งสินค้าครีเอทิวิตี (Creativity) ออกไป ให้ได้นะครับ แต่ว่าในแง่ของโครงสร้างจะเห็นได้ว่าในสไลด์ (Slide) ต่อไป ในแต่ละประเทศ เขาจะแบ่งโครงสร้างออกเป็น ๒ ด้าน ด้านหนึ่งคือด้านของส่วนใหญ่จะเป็นมินิสทรี (Ministry) หรือดีพาร์ตเมนต์ (Department) คือเป็นกระทรวงหรือเป็นกรม ส่วนใหญ่ก็จะ ทําหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องของด้านนโยบายและการพัฒนาธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่า ทางด้านของการสร้างสรรค์หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์ประเภทนี้ จะเรียกว่าเหมือนกับคนอื่นหรือไม่ก็เดี๋ยวค่อยว่ากันนะครับ คือเป็นคนที่มีความคิดที่ใหม่ แล้วก็ความคิดที่สร้างสรรค์ ซึ่งบางคนก็อาจจะตกใจก็ได้นะครับ ดังนั้นองค์กรที่จะดูแลเรื่องพวกนี้จึงแยกออกไปจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ โดยเช่นที่สหราชอาณาจักรก็มีดีไซน์เคาน์ซิล (Design Council) เป็นคนที่ดูแลเรื่องพวกนี้ ในเนเธอร์แลนด์ ก็มีดัตช์ ครีเอทีฟ อินดัสทรี เคาน์ซิล (Dutch Creative Industries Council (D-CIC)) ในญี่ปุ่นก็มินิสทรี(Ministry) ที่ดูแลโดยเฉพาะ ในฮ่องกงก็มีดีไซน์เซ็นเตอร์ (Design Centre) มีอินสทิทิวต์ ออฟ ดีไซน์ โนเลดจ์ (Institute of Design Knowledge) ในเกาหลีใต้มีโคเรีย ครีเอทีฟ คอนเทนต์ เอเจนซี (Korea Creative Content Agency) ซึ่งอันนี้ผมได้มีโอกาสได้ไปเยือนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วร่วมกับคณะของประเทศไทย ซึ่งเขาทํางาน ไปได้ก้าวหน้ามากนะครับ สิงคโปร์ก็มีดีไซน์ สิงคโปร์ เคาน์ซิล (Design Singapore Council) แล้วก็เนชันนัล อาร์ตส เคาน์ซิล สิงคโปร์ (National Arts Council Singapore) มาเลเซียก็มีเรื่องแอนิเมชัน (Animation) เพราะว่ามาเลเซียเน้นเรื่องนี้ ส่วนอินโดนีเซีย อย่างที่เรียนมาแล้วเพิ่งเริ่มดําเนินการ แล้วก็อันสุดท้ายคือออสเตรเลีย ซึ่งมีเรื่องที่ดําเนินการ เกี่ยวพันธ์กันระหว่าง ๒ หน่วยงาน ดูต่อไปนิดหนึ่งว่าการรุกล้ําในทางวัฒนธรรมของเขา มีอย่างไร เกาหลีชัดเจนนะครับ เกาหลีมีความชัดเจน เขารวมพลังตั้งแต่เรื่องเพลง เรื่องการ เต้นรํา เรื่องหน้าตา เรื่องของการใช้สารประกอบต่าง ๆ ที่ทําให้หน้าตาดีขึ้น ไลฟ์สไตล์ (Life style) แม้แต่การแพทย์ก็คือการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นจมูก ตา คาง และอื่น ๆ เดี๋ยวนี้แถวเอเชีย อยากมีหน้าเป็นคนเกาหลีหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าเขาทําอย่างนี้ได้อย่างไร ทุกคนคงจะ คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ ผมขอเล่าให้ฟังสักนาทีเดียวเท่านั้นเองคือว่าที่ผมไปถามเขาว่าทําไมสิ่งที่ เรียกว่า เคป็อป (K-pop) ท่านทั้งหลายอาจจะรู้จักหรือไม่ก็รู้จักก็คือป็อบ (Pop) เป็นป็อป (Pop) ของเกาหลีมันดังได้ เขาบอกว่าเขาคิดตอนแรกว่าทําอย่างไรให้เพลงของเกาหลี มันจะดัง เพราะว่าเขาพูดภาษาฝรั่งไม่ได้เหมือนกับเรา เขาก็คิดว่าวิธีการที่จะสื่อออกไป ที่ง่ายที่สุดก็คือว่าเอาคนเกาหลีเต้นรําให้เก่งไม่ต้องร้อง เต้นให้มาก ๆ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า เคป็อป (K-pop) จะเต้นรําทุกอัน ย็อก ๆ แย็ก ๆ ผมแหลม ๆ ซึ่งเป็นแบบอย่างซึ่งเป็น แนวคิดซึ่งเขาสร้างขึ้นจากครีเอทิวิตี (Creativity) ของเขาเอง ซึ่งก็น่าสนใจมาก เราอาจจะ มองมาดูว่าเราจะทําอย่างไร เราโดนรุกล้ําในทางวัฒนธรรมหลายอย่างนะครับ ไม่ว่าจะเป็น หลุยส์ วิตตอง ครั้งหนึ่งเมื่อสมัยผมอายุไม่มากขนาดนี้ ก็มีการ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งมาครองตลาด ของเราอยู่นานพอสมควรเหล่านี้เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราควรจะดูเป็นตัวอย่างว่ามันเอามาใช้ ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ของเราได้อย่างไรนะครับ ข้อจํากัดของเรามี ๒ ประการ เท่าที่เราดูข้อจํากัดเรื่องแรกก็คือข้อจํากัดในเรื่องของการพัฒนา ซึ่งได้แก่การพัฒนามนุษย์ ซึ่งอันนี้เราก็พยายามทําอยู่แต่มันไม่ค่อยจะเพียงพอ อันที่ ๒ ก็คือการสร้างระบบนิเวศ คือสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อจะให้มีการบ่มเพาะให้ดี และให้ขยายตัวได้มากยิ่งขึ้น อันที่ ๓ ก็คือเรื่องการบ่มเพาะในรูปของธุรกิจ ตั้งแต่ความคิดการออกแบบ การสร้างผลิตภัณฑ์ เบื้องต้นการสร้างการตลาด แล้วก็การลงทุนในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งขณะนี้ความช่วยเหลือในเรื่อง เหล่านี้ค่อนข้างจะมีอยู่จํากัด อันที่ ๔ ซึ่งมีความสําคัญมาก เพราะไปเกี่ยวพันกับเรื่องก๊อปปี้ไรต์ (Copyright) หรือว่าเรื่องที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ในเรื่องของ ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหากับเรามาก เพราะว่าบ้านเราไม่มีการลงทุนทางด้าน ความคิดสร้างสรรค์มากนัก เพราะว่าระบบทรัพย์สินทางปัญญาของเรายังต้องแก้ไขอีกมาก จะเห็นว่าบริษัทใหญ่ ๆ ที่ทําเรื่องสร้างสรรค์ไปอยู่ที่เวียดนามกับที่สิงคโปร์มาก เพราะฉะนั้นการระดมทุนเพื่อจะมาลงทุนก็ดี การที่เราจะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเราก็ดี ตรงนี้เป็นประเด็นที่ทําให้มีความสําคัญมาก เพราะว่าผู้บริโภคของเราเองต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ดาวน์โหลด (Download) เพลงมาภายใน ๑๕ วินาทีก็ขยายไปทั่วประเทศไทยแล้ว อย่างนี้การดําเนินการในเรื่องของการสร้างสรรค์จะลําบากมาก เพราะการควบคุมไม่ค่อยมี เรื่องความเชื่อมโยงขององค์กรซึ่งมีความสําคัญมาก จะเห็นว่าองค์กรอย่างที่ผมเรียนแล้วมี ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งก็คือองค์กรที่ทําเรื่องการส่งเสริมธุรกิจ แต่อีกประเภทหนึ่งก็คือองค์กร ที่สร้างคน สร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ซึ่งอันนี้คงจะต้องมีความชัดเจน การสร้างแบรนด์ (Brand) ไทยนี้ก็ต้องมีความชัดเจนเช่นเดียวกัน เมื่อสักครู่ยกตัวอย่างเรื่องของมวยไทย ไปแล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็อาหาร อาหารนี่รู้สึกว่าต่างประเทศคนไทยที่เป็นเจ้าของเองในร้าน ต่าง ๆ นี่มีน้อยมากนะครับ มาตรฐานในการดูแล ในการที่จะสร้างครีเอทิวิตี (Creativity) ให้สิ่งเหล่านี้เรายังคงต่ําแล้วคงจะต้องทํางานกันมากนะครับ ทั้งเรื่องของต่างประเทศและ ในประเทศ ข้อจํากัดอันที่ ๒ ก็คือข้อจํากัดในเชิงนโยบาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ นี้ เรามีแนวความคิดเกี่ยวกับครีเอทิวิตี (Creativity) อยู่แล้ว ในปี ๒๕๕๓ เราก็สามารถผลักดัน ให้บรรจุในแผนได้ พอปี ๒๕๕๔ นี้กระทรวงพาณิชย์ก็มาช่วยออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ตั้งกองทุนแล้วก็ตั้งสํานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ปี ๒๕๕๖ เปลี่ยนรัฐบาลก็โอน กิจกรรมจากสํานักงานจากพาณิชย์นี้กลับมาอยู่สํานักนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๗ ก็มีการเลิก กองทุน พอปี ๒๕๕๘ เมื่อเร็ว ๆ นี้เองก็มีการมอบหมายทางด้านธุรกิจให้กับ สสว. เป็นคนดูแล เดิมนี้ไม่มีเจ้าภาพในเชิงธุรกิจเลย รัฐบาลนี้ก็ให้ สสว. นี้เป็นผู้แลในเรื่องของ การพัฒนาธุรกิจ แต่ในส่วนข้างล่างนี้ซึ่งผมเรียนแล้วว่ามี ๒ พวกคือพวกที่ทําธุรกิจกับพวกที่ สร้างความคิดสร้างสรรค์ และด้วยความคิดสร้างสรรค์นี้ก็มีศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ซึ่งอยู่ภายใต้ สบร. หรือภายใต้สํานักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้นี้ ซึ่งก็มีชีวิตแบบ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ทราบจะโดนเลิกเมื่อไร ดําเนินการอยู่ตลอดเวลา มีปัญหาครับ แต่ว่าก็มี การทํางานอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ทราบว่ากลไกข้างล่างจะมีวิธีการ ดําเนินการต่อไปอย่างไร ส่วนกลไกข้างบนนี้เป็นเรื่องของธุรกิจได้มอบหมายให้กับ สสว. ไปแล้ว ซึ่ง สสว. ก็เอามาอยู่ในฝ่ายแผนงานเล็ก ๆ อันหนึ่งเพื่อที่จะดําเนินการเกี่ยวกับแผน ครีเอทิวิตี (Creativity) ของประเทศชาติทั้งหมด ซึ่งอันนี้ก็คงจะต้องดูว่าเราจะปรับปรุงแก้ไข ส่วนนี้อย่างไรบ้าง ผมมองว่าในขณะนี้คณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการก็มองเห็นว่าข้อต่อ ที่หายไปนี้เราจะมีเรื่องธุรกิจที่อยู่ที่ สสว. มีเรื่องการพัฒนาองค์ความรู้ซึ่งอยู่ที่ทีซีดีซี (TCDC) หรือว่าศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ แต่ว่างานภารกิจอย่างอื่นนี้ไม่ว่าจะเรื่องการบริหาร พัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสม เรื่องการบ่มเพาะการสร้างสรรค์ แล้วก็การจัดทําตัวชี้วัด วิชาชีพต่าง ๆ นี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนทํา ซึ่งเป็นกลไกที่มีความสําคัญ ผมขอเรียน ท่านสมาชิกนิดหนึ่งว่าการบ่มเพาะบุคลากรสร้างสรรค์นี้ มันไปเรียนเยอะ ๆ ไม่ได้นะครับ แบบการสอนในมหาวิทยาลัยมันทําไม่ได้ การบ่มเพาะคนที่ทําประเภทนี้มันคล้าย ๆ กับ การศึกษาสมัยโบราณของเรานี้คือคล้าย ๆ กับฤาษีกับลิงนะครับ เช่นตัวต่อตัวระหว่างคน เป็นการสร้างสรรค์โดยการมารวมตัว ณ ที่เดียวกัน มีเวิร์กกิงสเปซ (Working Space) หรือพื้นที่ที่จะทํางานร่วมกัน มีการนําความคิดใหม่ ๆ มานําเสนออยู่ตลอดเวลา ซึ่งมัน ไม่เหมือนกับการดําเนินการในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยทําไม่ได้นะครับ ถ้ามีการ มอบหมายให้มหาวิทยาลัยหรือว่าใครคนหนึ่งนี้เป็นคนที่บริหารจัดการร่วมกันนี้ผมคิดว่า ทําได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นส่วนที่มันขาดหายไปนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ ประเด็นปฏิรูปเราเสนอ ๔ ด้าน ด้านที่ ๑ ก็คือทรัพยากรมนุษย์ ด้านที่ ๒ คือสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม ด้านที่ ๓ ก็คือสนับสนุนผู้ประกอบการ และด้านสุดท้ายก็คือการปรับปรุงกลไกในการขับเคลื่อน
ด้านที่ ๑ ทรัพยากรมนุษย์ ขณะนี้เรามีศูนย์ จะเรียกว่าศูนย์บ่มเพาะ หรือว่า ขยายแหล่งเรียนรู้ได้หลัก ๆ เพียง ๒ แห่ง คือในกรุงเทพฯ ที่ทีซีดีซี (TCDC) แล้วก็ที่เชียงใหม่ และขณะเดียวกันทีซีดีซี (TCDC) หรือว่าหน่วยงานที่บ่มเพาะก็กําลังจะย้ายไปอยู่ที่ ไปรษณีย์กลางเดิมเป็นตึกซึ่งดีมาก เราก็ลดค่าใช้จ่ายไป แต่ว่าการขยายในลักษณะนี้ คงจะต้องมีเพิ่มขึ้น
ด้านที่ ๒ หลักสูตรในการพัฒนาของเรา หลังมหาวิทยาลัย จะเน้นเรื่อง แรงงานฝีมือเป็นหลัก ทักษะทางฝีมือ ช่างเชื่อม ช่องหล่อ ช่างไม้ แต่ว่าการที่จะพัฒนาคน ให้มีความคิดหรือว่าครีเอทิวิตี (Creativity) ยังทําไม่เพียงพอ
ด้านที่ ๓ การที่จะให้คนของเราได้เข้าใจความหมายของไอพี (IP) ทรัพย์สิน ทางปัญญา เข้าใจว่าผู้ที่เขาออกแบบ ผู้ที่เขียนเพลง ผู้ที่ทํางานด้านศิลปะมีความขมขื่น แค่ไหนถ้าเราไปก๊อปปี้ (Copy) เขา อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ไม่ใช่เฉพาะครีเอทิวิตี (Creativity) ภายในประเทศ แต่ว่าต่างประเทศก็มองดูอย่างใกล้ชิดในเรื่องนี้
อันสุดท้าย ก็คือการทํามาตรฐานและดัชนีชี้วัดความสามารถ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ ผมเรียนไปแล้วว่าดัชนีชี้วัดส่วนใหญ่จะเป็นดัชนีชี้วัดซึ่งเกี่ยวกับความชํานาญในเรื่องของ การใช้มือ แต่ว่าการชี้วัด ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับความชํานาญในเรื่องของการใช้สมอง การสร้าง ครีเอทิวิตี (Creativity) ยังไม่มี ถ้ามีก็น้อยมากนะครับ
ประเด็นปฏิรูปที่ ๒ ก็คือการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม ซึ่งอันแรกก็คือ เรื่องของการสร้างพื้นที่ที่จะให้ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้นําผลงานไปแสดงให้มากกว่า เท่าที่มีอยู่ ทั้งในส่วนที่เป็นจริง และส่วนที่เสมือนจริง หรือที่เรียกว่าเวอร์ชวล (Virtual) ให้มันเกิดขึ้นให้ได้ อันที่ ๒ นี่ทางเราก็ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลไปเบื้องต้นว่าให้มี การย้ายหน่วยงานทีซีดีซี (TCDC) มาอยู่ที่ไปรษณีย์กลางเก่า ซึ่งเป็นตึกที่สวยงามมาก เราก็อยากจะพัฒนาย่านเหล่านั้นให้เป็นย่านสร้างสรรค์ ซึ่งหลายประเทศทําเพื่อให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือว่าย่านนั้นจะต้องมีไฮสปีด อินเทอร์เน็ต (Hi-Speed Internet) มีแลนด์มาร์ค (Landmark) มีโลจิสติกส์ (Logistic) มีแหล่งเรียนรู้ มีพื้นที่ ที่เขาเรียกว่า โคเวิร์กกิง สเปช (Co-Working Space) ให้กับผู้คน เพื่อสร้างคนที่มี ความสร้างสรรค์มารวมกัน แล้วก็พัฒนาปรับปรุงระบบบ่มเพาะต่าง ๆ ซึ่งมีความจําเป็น ที่จะช่วยคนเหล่านี้ให้เริ่มสตาร์ทอัป (Startup) ในทางธุรกิจให้ได้
ส่วนประเด็นอีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของการพัฒนามาตรฐาน มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ ซึ่งเรื่องนี้ใจความสําคัญมันอยู่ที่เรื่องของแผน เรื่องรูปแบบของการลงทุน เรื่องการโฆษณาแบรนด์ (Brand) ไทย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญมาก เพราะว่าแบรนด์ (Brand) ของเราถูกใช้ไปโดยคนอื่นเยอะแล้ว เรื่องส่งเสริม การแสดงผลิตภัณฑ์ในและต่างประเทศ และการทําดัชนีชี้วัด
ประเด็นสุดท้าย คือประเด็นเรื่องกลไกนะครับ ซึ่งกลไกได้เรียนแล้วว่า เรื่องของกลไกการทําธุรกิจก็ส่วนหนึ่ง เรื่องของกลไกในการที่จะปลุกความคิดสร้างสรรค์ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่พูดนี่จะพูดเรื่องของการปรับปรุงกลไกในเรื่องของการขับเคลื่อนทาง เรื่องความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะต้อง ๑. ก็คือว่า อุดช่องว่างในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เรื่องนิเวศ แล้วก็มาตรการสนับสนุนให้ได้ อันที่ ๒ ก็คือต้องเชื่อมโยงงานทางด้านสนับสนุน ธุรกิจกับงานทางด้านสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ให้ได้ อันที่ ๓ ก็คือศูนย์ทีซีดีซี (TCDC) ทํางานอยู่แล้ว ก็ควรจะมอบหน้าที่นี้ให้เขาทําไป แล้วก็อนาคตควรจะให้มีความชัดเจนว่า จะแยกศูนย์นี้เพื่อเป็นองค์กรในลักษณะที่สามารถดําเนินการได้อย่างอิสระ เช่น เป็นองค์กร มหาชน ณ ขณะนี้ผมเข้าใจว่ากฎหมายองค์กรมหาชนออกมาแล้ว แล้วก็กําลังจะสร้างซูเปอร์บอร์ด (Super Board) เพื่อจะดูว่าการบริหารจัดการองค์การมหาชนทั้งหมดจะทําอย่างไร ถ้าเผื่อ เรามีความคิดว่าอันนี้เป็นความจําเป็นอันหนึ่งซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ก็คงไปรีวิว (Review) และดูว่ามันเหมาะสมแค่ไหน อย่างไร อีกครั้งหนึ่ง ใน ๖ เดือนนี้สิ่งที่เราจะทํามี ๓ อัน ก็คือเรื่องสํานักงานนี้ เรื่องการจัดทําโครงการย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง และอันสุดท้าย เราเพิ่งได้รับมอบหมายให้มีการจัดทําแผนพัฒนาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ วัฒนธรรม โดยคณะทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้มอบให้ดําเนินการต่อไป ส่วนเรื่อง วิสัยทัศน์ ๒๐ ปีนี้เราก็คัดลอกเป้าหมายมาจากสภาพัฒน์นะครับที่มีความประสงค์จะให้ เป้าหมายทางด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในแต่ละ ๕ ปีนี้เพิ่มขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ และทางด้าน ของอินเดกซ์ (Index) หรือว่าการจัดลําดับความสําคัญใน ๒๐ ปีก็ให้เป็น ๑ ใน ๓ ของ ความสําคัญของประเทศที่อันดับแรก ๆ ของประเทศที่ใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมได้พยายามพูดคุยกับผู้คน ได้รับการสนับสนุนจากท่านประธาน แล้วก็คิดว่าจะขอ ความกรุณาทุกท่านได้พิจารณาสนับสนุนเรื่องเหล่านี้ ส่วนรายละเอียดในการดําเนินการ คงจะต้องนําเสนอต่อไปเมื่อคณะรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องทั้ง ๔ สาย ๕ สายได้รับเรื่องเหล่านี้ เข้าไปพิจารณาแล้ว ขอขอบคุณท่านประธาน
ยังมีผู้ชี้แจงอีกไหมครับ พอดีเรื่องนี้ต้องเรียนทางกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนะครับ ผมเป็นคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ สร้างสรรค์มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เสียดายไม่ได้มีโอกาสได้รับเชิญไปให้ข้อมูล จะได้ทราบถึง สถานะที่แท้จริงว่าเราขับเคลื่อนไปอย่างไร แล้วก็ความสําคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น ในรูปแบบที่นําเสนอมันอาจจะไม่ใช่ระดับที่เราคิดว่าจะทําให้การขับเคลื่อนนโยบายนี้ เป็นผลสําเร็จ ซึ่งก็คงใช้เวลาช่วง ๗ วันถ้าหากว่าสภาเห็นชอบในการปรับปรุง เพราะว่า เมื่อท่านอ้างถึงเรื่องอินโดนีเซีย ท่านก็ควรจะต้องทราบว่าท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ตัวผมในฐานะที่เป็นประธานนโยบายฯ และเป็นรัฐมนตรีได้พบ กับประธานาธิบดีของประเทศอินโดนีเซียและท่านรัฐมนตรีมารี เอลกา ปันเกสตู ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของประเทศอินโดนีเซีย ท่านกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้นคงจะยืนยันได้ว่าการประชุมทวิภาคีนี้ ท่านประธานาธิบดีอินโดนีเซียขอเอกสารเล่มหนึ่งจากประเทศไทยก็คือยุทธศาสตร์ แนวทางของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทย ซึ่งเราเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ คณะรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีรัฐมนตรีร่วม ๑๑ กระทรวงเป็นกรรมการ ผมเป็นกรรมการและเลขานุการ แล้วคณะกรรมการนโยบายก็ตั้งให้ผมเป็นประธานบริหารนโยบาย เราได้สร้างโครงสร้าง ในระดับบนสุด เพราะว่าเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์มันคือการสร้างโมเดล (Model) ที่เรา เรียกว่า เศรษฐกิจกระแสใหม่ เพื่อเปลี่ยนประเทศจากประเทศโออีเอ็ม (OEM) เป็นโอดีเอ็ม (ODM) และโอบีเอ็ม (OBM) ในที่สุด มันจะอัปเกรด (Upgrade) ประเทศได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้สถานภาพของเรา โดยแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม และ ๑๕ คลัสเตอร์ (Cluster) ของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราได้ตั้งครีเอทีฟอะแคเดมี (Creative Academy) ไปแล้วโดยร่วมกับ ร้อยกว่ามหาวิทยาลัย แต่ละมหาวิทยาลัยนั้นได้รับเลือกนั้นก็จะรับผิดชอบ ๑ คลัสเตอร์ (Cluster) ของ ๑๕ สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราได้คัดเลือก จาก ๗๐ กว่าจังหวัดนั้นให้เหลือ ๑๐ จังหวัดต้นแบบของการเป็นครีเอทีฟซิตี้ (Creative City) เราได้มีการตั้งรางวัลพีเอ็ม ครีเอทีฟ อะวอร์ด (PM Creative Award) โดยที่มี การคัดเลือก ๑๕ กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีกรรมการคัดเลือก แล้วก็มีการมอบไป ๒ ปีแล้ว ระหว่างปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ เราได้จัดการประชุมคู่ขนานกับการประชุมดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ที่เมืองดาวอส เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในการจัดรวบรวม เราเรียกว่า การประชุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์นานาชาติ หรือว่าไทเซฟ (TICEF) มีจากทั่วโลกมาครับ แม้แต่ประเทศอังกฤษที่ถือว่าเป็นผู้ริเริ่มต้น ๆ แล้วก็อีกหลายประเทศ รวมไปถึงภาคเอกชน อย่างค่ายฮอลลีวูด (Hollywood) ก็มานะครับ เราทําได้ถึง ๓ ปีติดต่อกันแล้ว เรียกว่า เป็นการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่ม และจัดประชุม นี่กระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงการต่างประเทศที่ ท่านกษิต ภิรมย์ อยู่ เราได้ทําการออกแบบหลักสูตรเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวิธีการสอนนักเรียน โดยร่วมกับ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย ทดสอบกับ ๔๐ โรงเรียนเรียบร้อยเพื่อให้เป็นคู่มือการสอน ของครูรุ่นใหม่ สอนให้เด็กรู้จักคิด รู้จักใช้ครีเอทิวิตี (Creativity) เอามาสู่การเป็น กระบวนการของการพัฒนาความรู้ของเด็ก และความคิดของเด็ก มอบให้กับ ๕ กระทรวง ที่มีสถาบันการศึกษาในสังกัด สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทํามา แล้วก็รวมทั้งการให้สํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเอาไปบรรจุไว้ในแผนที่ ๑๑ นะครับ แล้วตอนนี้ก็จะต้องบรรจุในแผนที่ ๑๒ และในยุทธศาสตร์ชาติต่อไป สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อย จะปรากฏอยู่ในรายงานเลย ซึ่งผมก็ต้องขออนุญาตที่จะใช้ความเป็นสมาชิกในช่วง ๗ วัน ที่ท่านจะทบทวน เพิ่มเติม ปรับปรุง และรวมไปถึงข้อเสนอเรื่ององค์กรระดับองค์กรมหาชน ท่านก็ต้องย้อนกลับไปคิดว่าทําไมตอนนั้นในรัฐบาลยุคนั้นจึงให้อยู่เป็นวาระแห่งชาติ และตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการเลย เพราะว่ามันเป็นเรื่องบูรณาการ มันเป็นการพลิกโฉมหน้ารากฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ วิธีขับเคลื่อนแนวการพัฒนา ของประเทศใหม่หมด องค์ความรู้ผ่านการพัฒนาและสนับสนุนส่งเสริมด้วยความร่วมมือ ของ ๑๐๐ กว่ามหาวิทยาลัย ทีซีดีซี (TCDC) นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ตอนนั้นมาช่วยงานกัน ก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่อยู่ภายใต้สถาบันพัฒนาองค์ความรู้ หรือว่าโอเคเอ็มดี (OKMD) ขณะนั้น ส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศที่ท่านเพิ่งไปนี้ เราร่วมมือกันตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ คือ ค็อกคา (KOCCA) ของเกาหลีนะครับ แล้วก็ของอเมริกา คือไปทั่วหมด อยากให้ต่อยอดจาก ตรงนั้นมาว่ารากฐานสถานะองค์กร สถานะของระดับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกับ เศรษฐกิจของเราในระดับนี้มันควรอยู่ระดับไหน แต่ถ้าลงมาที่หน่วยเล็ก ๆ หน่วยย่อย ๆ นี้ มันขับไม่ออกหรอกครับ
๒. ก็คือเรื่องของไอพี (IP) สําคัญที่สุด ความสําเร็จของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถ้าไม่มีระบบทรัพย์สินทางปัญญา ไม่มีทางครับ เพราะฉะนั้นเราจึงร่วมมือกับอังค์ถัด (UNCTAD) ผมได้ไปบรรยายที่อังค์ถัด (UNCTAD) ที่เจนีวานี้ สําหรับประเทศกําลังพัฒนาที่ต้องการ เปลี่ยนโมเดล (Model) เศรษฐกิจ จนเรียกว่าเป็นไทยแลนด์โมเดล (Thailand Model) แล้ว ก็คือการทําเรื่องของครีเอทีฟอะแคเดมี (Creative Academy) ต้องประกบคู่ขนานไปกับ เรื่องของไอพี (IP) คือ อินเทลแลคชวล พรอพเพอร์ตี ริทึม (Intellectual Property Rhythm) นะครับ การเอนฟอร์ซ (Enforce) กฎหมายต่าง ๆ เป็นเรื่องสําคัญ เรื่องเหล่านี้ มันเป็นเรื่องระดับชาติแล้ว มันไม่ใช่เรื่องวาระปฏิรูปในระดับของหน่วยงานที่จะให้หน่วยงาน เล็ก ๆ มาขับเคลื่อน ไม่มีทางทําได้ ในมุมของผมนะครับ จากการเป็นประธานบริหารมา ๓ ปี ตอนนั้นเราให้สํานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตั้งเรียบร้อยอยู่ในสํานักนายกรัฐมนตรี ให้มีกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทีแรกก็ให้ไปอยู่กับสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ แห่งชาติ ฝากไว้ก่อน ต่อมาก็ให้มาอยู่กับสํานักนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ในระดับเชิงนโยบาย ได้ดูเรื่องนี้ แล้วก็เป็นการบูรณาการกับทุกกระทรวงไปฝาก ไปแฝงไว้กับหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งระดับกระทรวง ก็ไม่ใช่ เหมือนอย่างประเทศอินโดนีเซียที่เขาไปตั้ง หลังจาก ท่านประธานาธิบดี แล้วก็ท่านรัฐมนตรี มารี ปังเกสตู ได้รับหนังสือนั้น เราคุยกันยาวมาก เราก็มอบหนังสือข้อสรุปของไทเซฟ (TICEF) การประชุมนานาชาติที่เราเป็นเจ้าภาพนี้ แล้วก็แนวนโยบายทั้งหมด โครงสร้างทั้งหมดที่เรามีส่งไปให้ หลังจากนั้น ๖ เดือนเขาตั้ง กระทรวงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่านรัฐมนตรีมารี เอลกา ปังเกสตู ขอย้าย จากกระทรวงพาณิชย์ไปอยู่กระทรวงนี้เป็นคนแรก ผมนี่ ปี ๒๕๕๒ ผมเสนอในครีเอทีฟ อาเซียน (Creative ASEAN) ในที่ประชุมเออีเอ็ม (AEM) ของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งตอนนั้นผมเป็นอยู่ จนรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน รับครีเอทีฟอาเซียน (Creative ASEAN) เป็นโครงการในส่วนของอาเซียน(ASEAN) คือเราขยับตั้งแต่ระดับโกลบอล (Global) มา รีจินัล (Regional) แล้วก็มาระดับ ประเทศของเราโดยฐานตรงนี้ ด้วยเห็นว่า เมื่อเราก้าวสู่ ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) เศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) จะต้องเปลี่ยน รูปแบบสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราถึงจะมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืนได้ ก็ฝากท่านประธาน แล้วก็ ฝากข้อพิจารณาผู้ที่อภิปรายต่อไปด้วยได้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ ความจริงมียาวกว่านี้เยอะ โครงสร้างทั้งหลายนี่เราทําไปถึงเรื่องตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นตลาดทุน แล้วก็ตลาดเงินคือสมาคมธนาคารผมเชิญมาพบหมดเลย รวมไปถึงธนาคาร แห่งประเทศไทย ว่าทําอย่างไรจะให้ตลาดทุน ตลาดเงินมันรองรับต่อนวัตกรรมใหม่ ๆ รองรับต่อการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ซึ่งมันยังขาดช่วงตรงนี้อยู่ ก็ฝากอีกประเด็นหนึ่ง เพราะฉะนั้น ก็เลยเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ขอใช้สิทธิในฐานะสมาชิกที่ไม่เคยอภิปรายนะครับ แต่ว่าเรื่องนี้ เผอิญผมรับผิดชอบโดยตรงมาในการสร้างจุดเปลี่ยนครั้งหนึ่ง เพียงแต่จุดอ่อนคือพอเปลี่ยน รัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนรัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนไป ตรงนี้มันถึงต้องมีการปฏิรูป ระยะยาวอย่างไร วางรากฐานไป แต่การดีไซน์ (Design) ออกแบบในเรื่องของโครงสร้างรัฐ กระบวนการขับเคลื่อนที่เป็นโพรเซส (Process) สําคัญมันจะสําคัญมากกับเรื่องนี้ ผมก็ยัง ขอบคุณที่กรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจเราได้หยิบเรื่องนี้มาเป็นหนึ่งในสี่ของสาขาเศรษฐกิจ กระแสใหม่และเร่งดําเนินการในเรื่องการจัดทํารายงานเพื่อนําเสนอสภาเพื่อส่งต่อไป แล้วก็ถูกตัวบุคคลก็คืออาจารย์พิสิฐซึ่งก็มาพบกับผมได้คุยกันตั้งแต่เบื้องต้นว่าเรื่องนี้จะต้อง เข้าไปช่วย เพียงแต่ว่าดีไซน์ (Design) ออกมาแล้วก็ลองทบทวนดูหน่อยแล้วกันว่าในระดับ เอารถพิกอัป (Pickup) ไปขนคอนเทนเนอร์ (Container) มันจะขนได้หรือเปล่า ก็ลอง พิจารณาดู ก็ช่วยกันคิดเพื่อให้ดีที่สุดก่อนส่งไปที่รัฐบาล ก็มีผู้อภิปรายที่แสดงความจํานง ผมเผอิญพาดพิงท่าน ท่านก็ต่อเนื่องจากผมได้เลย ก็คือท่านกษิต ภิรมย์ ท่านอดีต เอกอัครราชทูตหลายประเทศ แล้วก็เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ก็ขอขอบคุณกรรมาธิการต่อผลงานที่ได้ไปรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มา แต่ว่า ขอยืนยันแล้วก็ขอสนับสนุนสิ่งที่ท่านประธานอลงกรณ์ได้พูดว่า เราได้ทํากันมาเยอะ แต่มัน ขาดตอน แล้วก็ดังที่คราวที่แล้ว ๒ ครั้ง ที่ทางกรรมาธิการมาที่นี่ แล้วมาเสนอเรื่องเศรษฐกิจ ชีวภาพ แล้วก็เศรษฐกิจด้านสังคม แล้วผมก็ได้ให้ข้อคิดว่า มักจะไม่ได้ประมวลสิ่งที่ได้เกิดขึ้น ในประเทศไทย แล้วก็สถานะของเรื่องนั้น ๆ ว่ามันอยู่ที่ไหน ก็ฉันใดฉันนั้นนะครับว่าในเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์บวกวัฒนธรรมนั้น อยากจะขอให้ประมวลมาเสียก่อน อีก ๑๐ หน้า ๑๕ หน้าว่าในประเทศไทยทั้งทางภาควิชาการ ศิลปินต่าง ๆ แล้วก็ผู้ประกอบการนั้น ได้ประสบความสําเร็จหรือมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง ผมก็อยากจะขอยกตัวอย่างเอาง่าย ๆ ก็แล้วกันครับว่า ผ้าไหมไทยของจิม ทอมป์สัน มันก็เป็นนวัตกรรม เป็นความคิดที่สร้างสรรค์ ผสมกับขนบธรรมเนียมประเพณี องค์ความรู้ภูมิปัญญาแต่ดั้งเดิมในเรื่องของการทําผ้าไหม แต่ระยะหลัง ๆ นั้นการออกแบบดีไซน์ (Design) เพื่อให้ใช้ได้มากประโยชน์เป็นที่เลื่องลือ ไปทั่วโลก หรือจะเป็นร้านอาหารที่เรียกว่าเป็นเชน (Chain) ของเอส แอนด์ พี (S&P) ก็ดี หรือว่าจะเป็นมะพร้าวใส่กระป๋องก็ดี พวกนี้มันเป็นครีเอทิวิตี (Creativity) สร้างสรรค์ แล้วก็ แม้กระทั่งอาหารเสริม อาหารสมุนไพร หรือว่าการนวดแผนโบราณ แล้วมันก็กลายมาเป็น สปา (Spa) มันก็เป็นที่เลื่องลือทั่วโลกนอกเหนือจากเรื่องของอาหารไทย วิจิตรศิลป์ต่าง ๆ เพชรนิลจินดาของบริษัทสําคัญ ๆ ของโลกยี่ห้อต่าง ๆ นั้นผู้ที่เจียตัวเรือนทั้งหมดก็มักจะไป จากประเทศไทยหรือด้วยคนไทย ผมเองก็ได้ทราบโดยตรงว่าที่ประเทศตุรกี แม้กระทั่ง ในประเทศเลบานอน ประเทศจอร์แดน เขาก็เลื่องลือในเรื่องเพชรนิลจินดา เครื่องทอง คอปเปอร์ (Copper) แต่ว่าเขาใช้คนไทยที่โรงงานของเขาจะเป็นที่อีสตันบูลหรือที่ไหนก็ตาม แสดงว่าคนไทยมีความสร้างสรรค์แต่ว่ามันขาดความต่อเนื่องของการส่งเสริมสนับสนุน ให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ผมขอย้ํานะครับ อยากจะให้กรรมาธิการช่วยทบทวนสถานะ ความเป็นมา จุดเด่น แล้วก็ผลสําเร็จที่ผ่านมา เพราะว่าระยะหลัง ๆ เราก็ภูมิใจ ๑๕ ปีที่ผ่านมาที่ว่าผู้กํากับหนังของเราได้รับรางวัลมากมาย แล้วก็ไปแสดงที่เมืองคานส์ ที่เวนิส ช่วงที่ผมเป็นทูตอยู่ทั้งที่เยอรมันและที่ญี่ปุ่นเรื่องเข้าใจว่า ทีมวอลเลย์บอลหญิงที่เป็นเพศที่สามเป็นหนังที่ดูกันแล้วดูกันอีกนะครับ ที่เยอรมัน ที่ญี่ปุ่น หรือว่าอีกอันหนึ่งเรื่องทรานซิสเตอร์ผมก็จําชื่อเต็มไม่ได้หมด แต่ว่ามันเป็นสติปัญญาของ คนไทยที่มันมีความเป็นสากลแล้วมันขายได้ทั่วโลกเป็นที่ฮือฮา เพราะฉะนั้นมันก็อยู่ในวิสัย ที่จะดําเนินการต่อไป คราวนี้จะทําอย่างไร ผมคิดว่ามันมี ๒-๓ ประเด็นที่มันสําคัญ คือ อันแรกมันต้องสร้างคน แล้วก็อันที่ ๒ มันต้องงบนะครับ เราก็ทราบเรื่องสตาร์ตอัปคัมพานี (Startup Company) ของอิสราเอลที่มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรมากมายจากการคิดค้นคว้า ของเยาวชนของอิสราเอล แล้วก็ตอนนี้เกาหลีใต้ ครองโลกในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) คราวนี้ผมก็อยากจะขอพูดเรื่องเกาหลีใต้ เสียนิดหนึ่งนะครับ ซึ่งมันก็อยู่ใน เว็บไซต์ (Web site) วิกิพีเดีย (Wikipedia) หรือจะกูเกิล (Google) เปิดเข้าไปดูได้อยากจะ ให้ดูตรงนี้สักนิดหนึ่งว่าประธานาธิบดีปาร์ค จุงฮี ของเกาหลีก็เมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว มีคนไปบอกเขาว่าหนังเรื่องจูราสสิก พาร์ค ๑ (Jurassic Park 1) เรื่องทํารายได้ให้กับรถยนต์ ฮุนได ๑.๕ ล้านคัน ๑.๕ ล้านคันนะครับกับหนังเรื่องเดียว หลังจากนั้นท่านประธานาธิบดี ปาร์ค จุงฮี ก็เลยให้ทุกคณะ ให้ทุกมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยตั้งคณะที่เรียกว่าคัลเชอรัล (Cultural) หรือว่าคัลเชอร์อินดัสทรี (Culture Industry) คณะภาคอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ทั่วประเทศประมาณ ๕๐๐ แห่ง ในขณะเดียวกันเขาก็ได้ส่งเสริมการวิจัยค้นคว้าทั้งใน และนอกมหาวิทยาลัย มีสถาบันวิจัยค้นคว้าประมาณ ๔๐-๕๐ แห่ง ๒๐ ปีให้หลัง เกาหลีใต้ ครองโลกนะครับ ไม่ใช่ครองแค่เอเชียแปซิฟิก แต่ว่าทั่วแอฟริกา ยุโรป แล้วก็บุกเข้าไปที่ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ได้แล้ว ทุกอย่างนะครับที่เกี่ยวกับชีวิตประจําวัน การแต่งเนื้อ แต่งตัว หน้าตา ร้องรําทําเพลง ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ทั้งหมดนะครับ ทั้งชายและหญิง ของคนจีนและของญี่ปุ่นซึ่งเคยนําเรื่องวัฒนธรรมอยากจะแต่งงานกับดาราเกาหลี นี่เป็นความสําเร็จอันยิ่งใหญ่เพราะว่าผู้นําของเขามีวิสัยทัศน์แล้วก็พูดจริงทําจริงคือ ในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรดังที่ผมได้กล่าวไว้ กับอันที่ ๒ ต้องมีกองทุนที่จะสนับสนุน อย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วเขาก็ทําอันนี้ที่สํานักประธานาธิบดีนะครับ อาจจะผ่านกระทรวง ศึกษาธิการหรือว่าวัฒนธรรมไม่จําเป็นที่จะต้องหน่วยงานใหม่มันมีอะไรอยู่แล้วก็ใช้ที่มันมี ก็แล้วกัน ผมเองก็สะดุ้งทุกครั้งว่าเสนออะไรกันเข้ามาแล้วเรามีการตั้งหน่วยงานทุกที ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนะครับ ใช้หน่วยงานที่มีอยู่ประสานแล้วก็ให้เสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้มันมากที่สุด แล้วทั้งหมดในเอกสารที่แจกและที่ได้กล่าวบนเวทีนั้นก็ไม่ได้พูดสักคําว่า ได้มีการปรึกษาหารือกับผู้กํากับหนัง เจ้าของกิจการสื่อต่าง ๆ แล้วก็ศิลปินของไทยที่ ณ วันนี้ ก็ได้มีการนําไปแสดงทั่วโลก แล้วถ้าเผื่อจะมีการเปิดประมูลเรื่องงานศิลป์ที่ฮ่องกง แล้วก็ สิงคโปร์ ก็ผลงานของศิลปินก็มักจะเป็นหลัก แต่ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้มีการพูดเลยว่าแล้วได้พูด กับศิลปินแห่งชาติหรือว่าศิลปินไทยที่ชื่อเสียงดังไปทั่วโลกได้มากน้อยแค่ไหน หรือว่าจะฟัง เอาง่าย ๆ ก็แล้วกันครับ ชื่อเดียวคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ผมอยากจะให้มีการปรึกษา หารือกับทางฝ่ายศิลป์ของเราโดยภาพรวม รวมทั้งผู้กํากับภาพยนตร์ คนหนึ่งที่ผมอยากจะ ให้เจอมากก็คือผู้กํากับที่ทําหนังเรื่องเชคสเปียร์ มัสต์ ได (Shakespeare Must Die) แล้วก็ ถูกเซนเซอร์ (Sensor) อย่างหาเหตุหาผลไม่ค่อยจะได้ อันนี้ก็อยากจะให้ทบทวนด้วย มันก็สู่ ประเด็นที่ ๒ ของผมคือนอกเหนือจากพัฒนาคนแล้วมีกองทุนมันต้องวิ่งคู่กันไปแล้วคือ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของเกาหลีใต้ นั้นเขาเซนเซอร์ (Sensor) เรื่องเดียวเท่านั้นเอง คือไม่ให้สื่อหรือคนเกาหลีใต้แม้แต่คนเดียวแสดงความชื่นชมชื่นชอบเกาหลีเหนือเท่านั้นเองครับ แต่ของเรามันเซนเซอร์ (Sensor) อะไรก็ได้ตามดุลพินิจของคณะกรรมการเซนเซอร์ (Sensor) ที่กระทรวงวัฒนธรรมและเราจะมีความสร้างสรรค์ เราจะมีครีเอทิวิตี (Creativity) ได้อย่างไร ถ้าเผื่อคนหนุ่มคนสาวของเราอยากจะทําแอนิเมชัน (Animation) อยากจะทําหนัง อยากจะ ทําการ์ตูนและอะไรที่มันดูว่ามันอาจจะเข้าไปละเมิดประเพณีวัฒนธรรมไทยหรือว่า เสาหลักนิด ๆ หน่อย ๆ มันก็ไม่ใช่ มีผู้กํากับหนังไทยหลายคนอยากจะทําหนังเรื่องรัชกาลที่ ๔ ให้เดอะ คิง แอนด์ ไอ (The King and I) แต่ก็ถูกเซนเซอร์ (Sensor) ไปแล้ว ประวัติศาสตร์ คือประวัติศาสตร์ แล้วก็พระมหากษัตริย์ที่เปิดประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า มีโมเดิร์นไนเซชัน (Modernization) เป็นที่เลื่องลือแล้วก็รักษาเอกราช แล้วมันผิดอะไร ที่จะจ้างสตรีฝรั่งมาสอนภาษาอังกฤษ ทําไมจะทําหนังภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ เพราะว่าเรา ไม่สามารถจะทําเรื่องอะไรเลยที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์หรือครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้อง ทบทวนเพราะมันเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์และเราก็มีประเพณีวัฒนธรรมที่จะบอกกับโลก มากมาย แต่เราต้องมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ จะจํากัดจําเขี่ย แบบที่เกาหลีใต้เขามีในเรื่องเกาหลีเหนือมันก็ต้องระบุออกมา ๑ ๒ ๓ อันนี้ห้ามแตะต้อง แต่นี่การใช้ดุลพินิจในการเซนเซอร์ (Sensor) แล้วก็ในการที่จะปิดบังความสร้างสรรค์ของ ศิลปินนักคิด นักเขียน เยาวชนของไทยมันก็จะสวนทางกับสิ่งที่เราเพียรพยายามที่จะทําอยู่ ณ วันนี้ ผมก็อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้ศึกษาด้วย ท่านได้ระบุมาตั้งหลายประเทศ ว่าเขาส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ในเชิงสร้างสรรค์อย่างไร ผมอยากจะรู้ว่าวิธีการเมทอโดโลจี (Methodology) ของเขา เขาทําอย่างไรนะครับ ไม่ใช่เพียงแค่ตั้งองค์กรมาผมก็ไม่แน่ใจว่า องค์กรที่จะตั้งมาจะเอาบุคลากรเข้าไปทําในองค์กรได้อย่างไร เพราะคงจะไม่มีความสามารถ แล้วก็ไม่มีครีเอทิวิตี (Creativity) ก็คงจะเป็นข้าราชการ ๆ อันนี้ผมเป็นห่วงนะครับ ก็ขอพูด ในเรื่องนี้แค่นี้ แต่ว่าขอเพิ่มอีกประเด็นครับ ขอประทานโทษท่านประธาน คือทางกรรมาธิการ กําลังจะนําเอาเรื่องเศรษฐกิจใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อจะทดแทนหรือว่าหนีไปจากเศรษฐกิจ การผลิตเพื่อการส่งออกที่เรียกว่าเป็นแมนูแฟกเจอริงอินดัสทรี (Manufacturing Industry) รถยนต์อะไรต่าง ๆ เครื่องไฟฟ้า และเรากําลังไป ๔ เรื่องใช่ไหมครับ ชีวภาพดิจิทัล (Digital) โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) แล้วก็ครีเอทีฟ (Creative) คัลเชอรัลอีโคโนมี (Cultural Economy) ๔ อันนี้ แต่คราวนี้ทางคณะกรรมาธิการจะแสดงเข้ามาทีละเรื่องเป็น ๔ เรื่องด้วยกัน เพื่อจะเอาประเทศไทยหลุดพ้นไปจากมิดเดิลอินคัม (Middle Income) ครับ ผมขอเสนอท่านประธานได้ไหมว่าเอา ๔ เรื่องนี้มายําใหญ่ในที่ประชุม สปท. กันสักครั้งหนึ่ง เพื่อจะดูว่าเราจะหลุดพ้นจากเอกซ์พอร์ต (Exports) และอีโคโนมี (Economy) ที่เราเพิ่งมา ๕๐ ปีไปอย่างไรใน ๔ ทิศทางนี้ใช่หรือไม่ และเราจะเตรียมประเทศไทย เตรียมมหาวิทยาลัย เตรียมโรงเรียน บุคลากรของเราเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นมันเข้ามาทีละเรื่องมันไม่ประติดประต่อ แล้วมันจะมองไม่เห็นภาพชัดว่าเราจะไปทางนี้จริง แล้วมันถูกต้อง มันเหมาะสม และเรา พร้อมมากน้อยแค่ไหนนะครับ และเราก็จะให้ครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) ทั้ง ๔ ด้านเป็นสัดส่วนเท่าใดของจีดีพี (GDP) ในเมื่ออยากจะมีแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีว่าเรา จะลดภาคอุตสาหกรรมทั่ว ๆ ไป ภาคเกษตรทั่ว ๆ ไป แล้วก็ภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว เราจะให้ครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) ทั้ง ๔ ด้านเป็นสัดส่วนเท่าไรของจีดีพี (GDP) มันต้องมีเป้าให้แน่ชัดครับ แล้วจะได้วางงบประมาณประจําปี เงินกู้ที่เราจะไปกู้มา แล้วก็การสร้างบุคลากร แล้วก็กลไก รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายและการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนเป็นสําคัญด้วยครับ ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องไปกันอย่างนี้ เราไม่สามารถจะมี ครีเอทิวิตี (Creativity) ท่ามกลางความมืดของการใช้อํานาจ อันนี้ต้องระมัดระวังด้วย ไม่อย่างนั้นมันสวนทางกัน ไม่มีสิทธิเสรีภาพ ไม่มีครีเอทิวิตี (Creativity) ครับ ขอกราบ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ก็ฝากทางท่านประธานไปดูข้อเสนอและอาจจะมาจัดสัมมนาใหญ่ ในเรื่องของ ๔ กลุ่มเศรษฐกิจกระแสใหม่ว่ามันจะขับเคลื่อนอย่างไร มันจะมีช่วงเปลี่ยนผ่าน ไปได้อย่างไร อันนี้น่าสนใจก็ฝากท่านประธาน ต่อไปเชิญท่านอดีตปลัดกระทรวงไอซีที (ICT) ครับ ท่านเมธินี เทพมณี ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางเมธินี เทพมณี สปท. หมายเลข ๑๑๗ ดิฉันขออนุญาตนําเรียนว่า โดยหลักการดิฉันเห็นด้วยที่จะมีการ ดําเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังนะคะ ในโอกาสที่ดิฉันเองได้ติดตามเรื่องนี้ มาโดยตลอดพบว่าตัวเลขในเรื่องของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) เติบโต อย่างรวดเร็วมากในแต่ละประเทศ วันนี้ดิฉันมีข้อมูลเป็นข้อสังเกตที่ได้มาจากทางการศึกษา ของแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียนเล่มใหม่ล่าสุดค่ะ เล่มนี้รัฐมนตรี ไอซีที (ICT) ๑๐ ประเทศได้มีการประชุม แล้วก็ให้ความเห็นชอบในโรดแมป ๒๐๒๐ (Road map 2020) ในเรื่องเกี่ยวกับดิจิทัลอาเซียน (Digital ASAEN) แล้วในสิ่งหนึ่งที่อยู่ในโรดแมป (Road map) หรือในแผนที่จะพัฒนาในช่วงเวลาอีก ๕ ปีข้างหน้านั้นก็คือการสร้าง แพลตฟอร์ม (Platform) สําหรับเรื่องของดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ในอาเซียน ที่จะกลายเป็นสื่อหลอมรวมให้กลไกการก้าวสู่ดิจิทัล (Digital) ของคนในอาเซียนซึ่งมี ความแตกต่างหลากหลายในแต่ละประเทศในการพัฒนา แต่อย่างไรก็ตามเราก็ได้เห็นจาก การศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งดิฉันของขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้ทําตาราง สรุปเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจสร้างสรรค์นวัตกรรมของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉันก็เจาะจงมองในเรื่องของประเทศในอาเซียน ซึ่งเราก็ได้มีกลไกของการทํางานร่วม ในเรื่องการปฏิรูปร่วมกันอยู่แล้ว และในส่วนของประเทศที่น่าจับตามองอย่างยิ่งก็คือ นอกเหนือจากประเทศสิงคโปร์ก็มีประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศ ที่อยู่ในการทํางานร่วมกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เช่นที่เมื่อสักครู่ท่านประธานได้กรุณา กล่าวถึงอินโดนีเซีย และท่านกรรมาธิการได้กรุณากล่าวถึงหลาย ๆ ประเทศในอาเซียน (ASEAN) ที่มีการทํางานเรื่องนี้ได้มีการปฏิรูปแม้กระทั่งมีการควบรวมโครงสร้างของกระทรวง ที่เกี่ยวข้อง ดิฉันขออนุญาตเอ่ยชื่อกระทรวงไอซีที (ICT) ของบางประเทศนะคะ อย่างเช่น ในส่วนของประเทศอินโดนีเซีย เป็นกระทรวงที่ขับเคลื่อนโดยมินิสทรี ออฟ ทัวร์ริซึม แอนด์ ครีเอทีฟ อีโคโนมี (Ministry of Tourism and Creative Economy) ของประเทศสิงคโปร์นั้น ได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ระหว่างกระทรวงไอซีที (ICT) กับกระทรวงคัลเชอร์ แอนด์ คอมมูนิตี แอนด์ ยูธ (Culture and Community and Youth) ส่วนประเทศเกาหลีใต้นั้นใช้กระทรวง ไซเอนซ์ ไอซีที แอนด์ ฟิวเจอร์ แพลนนิง (Science ICT and Future Planning) ในการทํางาน ร่วมกันกับโคเรีย ครีเอทีฟ คอนเทนต์ เอเจนซี (Korea Creative Content Agency) ยกตัวอย่าง ประเทศมาเลเซียอีกประเทศหนึ่งนะคะ ประเทศมาเลเซียทํางานร่วมกันกับกระทรวงไอซีที (ICT) โดยมาเลเซีย แอนิเมชัน แอนด์ ครีเอทีฟ คอนเทนต์ เซ็นเตอร์ (Malaysia Animation and Creative Content Center) อย่างนี้เป็นต้น กลไกของประเทศเรานั้นดิฉันมีความมั่นใจว่า เราได้ทํางานเรื่องนี้กันอย่างต่อเนื่องมาในระดับหนึ่งแล้ว อย่างเช่นในกรณีเรื่องเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ในหมวดของการท่องเที่ยว ก็ได้มีความร่วมมือที่จะพัฒนาคอนเทนต์ (Content) ในเรื่องนี้ร่วมกัน อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องประสบในการพัฒนาในโอกาสอันใกล้นี้ ก็คือเรื่องการขาดแคลนทักษะ เนื่องจากเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล (Digital) นั้นเป็นเศรษฐกิจ ระบบฐานความรู้ ซึ่งต้องการทักษะเฉพาะตั้งแต่ระดับผู้ที่มีกลไกของการทํางานในอุตสาหกรรม ลงไปจนถึงกลไกของภาคประชาชนในรายมิติหมู่บ้านซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่เป็นสมาชิกของ การปรับเปลี่ยนแล้วก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ร่วมกัน ดังนั้นการพัฒนา มนุษย์และการสร้างตลาดเดียว ดิฉันอยากจะขอใช้คํานี้ เนื่องจากอาเซียน (ASEAN) ในเล่ม ที่เป็นผลการศึกษาเรื่องมาสเตอร์ แพลน ไอซีที อาเซียน ๒๐๒๐ (Master Plan ICT ASEAN 2002) ก็ใช้คําว่า ตลาดเดียว เนื่องจากว่าในตลาดของดิจิทัล (Digital) นั้นเป็นตลาดโกลบอล (Global) หรือตลาดโลกนั่นเอง ซึ่งจะไม่ได้แยกว่าเป็นตลาดอาเซียนโดยเฉพาะ ดังนั้นในส่วนที่ เราจะขับเคลื่อนนั้นในส่วนที่อยากจะได้มีข้อสังเกตก็คือเรื่องของการตั้งเป้าหมายในการ พัฒนาบุคลากรซึ่งอยู่ในตลาดนี้อย่างจริงจังและชัดเจนว่าเมื่อมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้แล้วจะได้ มีเจ้าภาพทั้งหลักและรองลงไปถึงกลไกการพัฒนาชาวบ้านในชุมชนด้วย เนื่องจากการ ส่งเสริมในเล่มมาตรฐานต่าง ๆ ได้มีการพูดถึงเรื่องการส่งเสริมตลาดสื่อหรือดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) เรื่องรูปแบบใหม่ที่สร้างสรรค์ เรื่องเนื้อหาที่มาจากชุมชนและมาจากท้องถิ่น และใช้ระบบการแปลภาษามาส่งเสริม เรื่องเนื้อหานี้ให้ก้าวสู่ตลาดโลก ยกตัวอย่างเช่นในอาเซียน (ASEAN) ของเรา ครึ่งหนึ่ง ใช้ภาษามาลายู และกลไกของการแปลภาษาก็ได้มีการลงทุนร่วมระหว่างนักวิจัยในประเทศ ของเรากับนักวิจัยในประเทศต่าง ๆ ซึ่งท่านทั้งหลายก็อาจจะได้มีประสบการณ์ในการ ใช้เครื่องมือเหล่านี้แล้วเวลาเดินทางไปประเทศต่าง ๆ แล้วก็อยากจะรู้ว่าภาษาของแต่ละ ประเทศนั้นใช้ภาษาอะไร ก็ได้มีการใช้ดิกชันนารี (Dictionary) ในการแปลภาษา รวมทั้ง การแอนเนาซ์ (Announce) เสียงต่าง ๆ ให้มันเป็นภาษาท้องถิ่นด้วย เพื่อที่จะทําให้ชีวิต การเดินทาง การพบปะหารือ การเจรจาธุรกิจราบรื่นยิ่งขึ้น ดังนั้นธุรกิจนี้ก็จะเป็นธุรกิจใหม่ ที่จะก้าวสู่ตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) แล้วก็เป็นธุรกิจแชมป์เปียน (Champion) ที่จะทําให้เราได้มูลค่าเพิ่มสําหรับการลงทุนเหล่านี้ ดิฉันก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งนะคะ ที่จะมีการ ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แล้วก็เห็นด้วยกับท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ที่บอกว่าประเทศนี้มีเยอะแล้ว รวมทั้งกลไกของการปรับเปลี่ยนในอนาคตอันใกล้นี้ก็ยังมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของการขับเคลื่อนเรื่องนี้อีกมากมายที่อาจจะต้องมีการ ทํางานร่วมกันอย่างจริงจัง แล้วก็มีความหวังว่าหน่วยงานนี้ซึ่งจะตั้งขึ้นจะเป็นผู้ที่เป็น หน่วยงานหลักในการที่จะไปเชื่อมโยงบูรณาการกับหน่วยงานอื่นที่มีอยู่แล้วให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมทั้งเรื่องของเงินหรือการลงทุนด้วย เพราะในโอกาสที่จะมีกองทุนต่าง ๆ เกิดขึ้นนั้นแต่ละ กองทุนในอดีตก็ยังคงมิได้มีการมาเชื่อมโยงบูรณาการอย่างชัดแจ้งในการทํางาน กองทุน ใหม่เอี่ยมล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วคือกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ของ กระทรวงวัฒนธรรม ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อปีที่แล้ว กองทุนนี้ก็จะเป็นกองทุนหนึ่งที่มี บทบาทสูงในอนาคต กองทุนที่กําลังจะเกิด ถ้าเกิด ก็คือกองทุนพัฒนาดิจิทัล (Digital) เพื่อ เศรษฐกิจและสังคมของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ได้เสนอภายใต้ชื่อ กระทรวงดิจิทัล (Digital) เพื่อเศรษฐกิจและสังคม อันนี้ก็จะเป็นอีกกองทุนหนึ่งที่อาจจะได้มี โอกาสมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ร่วมกันในอนาคต และรวมทั้งกองทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ซึ่งจะเป็นการลงทุนที่จะต้องมีการจับตามองถึงเป้าหมายที่ชัดเจนในการก้าวเข้าสู่นวัตกรรมใหม่ และเศรษฐกิจใหม่ ดิฉันขออนุญาตให้ตัวเลขอีกตัวเลขหนึ่งก่อนจบข้อมูลที่จะสนับสนุนในการ ขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็คือตัวเลขของคนที่อยู่ในอาชีพนี้ที่เป็นอีกเล่มหนึ่งของการสํารวจนะคะ ไอซีที มาสเตอร์ แพลน (ICT Master Plan) ของอาเซียน (ASEAN) กรอบรอบ ๕ ปีที่แล้ว ซึ่งสิ้นสุดเมื่อปี ๒๐๑๕ สํารวจตัวเลขที่สําคัญก็คือไอซีทีโพรเฟสชันนัล (ICT Professional) ซึ่งรวมคนทางด้านแอนิเมชัน (Animation) เหล่านี้ไว้บางส่วนด้วยนะคะ ตัวเลขของประเทศ ในเล่มนี้ที่น่าจับตามองก็จะมีใส่มา๕ ประเทศ ตัวเลขของประเทศไทยเราก่อนนะคะ ในปี ๒๐๑๓ ซึ่งเป็นรอบปีที่สํารวจเพิ่งเสร็จก็คือ พ.ศ. ๒๕๕๖ ยอดตัวเลขที่ปิดตัวเลข ๑๙๙,๒๐๐ คน ประเทศไทยเรามีประชากรเกือบ ๗๐ ล้านคน มีคนที่อยู่ในอาชีพนี้ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน และขณะนี้ก็ยังมีคํากล่าวว่าคนที่อยู่ในสถาบันในอาชีพต่าง ๆ ออกมาก็ ไม่ตรงกับกลไกตลาด นั่นแปลว่าเราคงมีช่องว่างในการพัฒนาคนอีกมาก แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่น ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกับเรามากนักประเทศสิงคโปร์มีจํานวนคนของเขาอยู่ในตลาด ในเรื่องนี้อยู่ ๑๔๖,๗๐๐ คน ประเทศมาเลเซีย ๑๙๑,๓๐๐ คน ประเทศเวียดนาม ๑๔๔,๒๐๐ คน ดังนั้นตัวเลขคนที่อยู่ในกลไกเหล่านี้ก็ไม่ได้มาก ถ้าเทียบโดยเฉลี่ยก็ใกล้เคียง กันมากกับประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างไรก็ตามการทํางานนั้นในข้อสังเกตของผู้สํารวจ ก็คือว่ามาตรฐานคนที่ผลิตออกมาในแต่ละประเทศนั้นไม่ใกล้เคียงกัน ไม่เท่าเทียมกัน ก็จะต้องมีการมานั่งคุยกันในรายละเอียด เพราะว่าในช่วงต่อไปจะต้องมีการใช้คนเหล่านี้ ในการหลอมรวมในการทํางานผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ร่วมกันในภูมิภาคนี้ และมีการเดินทางเคลื่อนย้ายแรงงานที่เป็นสกิลเวิร์กเกอร์ (Skill worker) เหล่านี้ข้ามประเทศ และมีการเข้าสู่กลไก ยกตัวอย่างเช่น สมาร์ทซิตี้ (Smart City) ของรัฐบาลที่จะลงไปในเรื่อง ดิจิทัลคลัสเตอร์ (Digital cluster) ของบีโอไอ (BOI) ที่จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดแรก และ จังหวัดเชียงใหม่เป็นลําดับที่ ๒ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารของทางบีโอไอ (BOI) ซึ่งเรื่องนี้ก็จะสนับสนุนนักประกอบการ ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์โปรแกรมเมอร์ (Software Programmer) เกมแอนิเมเตอร์ (Game Animator) ผู้ประกอบหนัง เพลงต่าง ๆ ซึ่งจะ วิ่งอยู่บนสื่อหลอมรวมในระบบของดิจิจัล (Digital) ไม่ว่าจะบรอดคาสต์ (Broadcast) ทางสื่อมีเดีย (Media) ชนิดไหนก็ตามในอนาคต คนเหล่านี้ก็จะถูกนักลงทุนต่าง ๆ ดึงมา ลงทุนร่วมกันในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศนอกอาเซียน (ASEAN) ด้วยนะคะที่จะมี กลไกดึงคนเหล่านี้ไปทํางาน และผลิตดิจิจัลคอนเทนต์ (Digital Content) ที่สําคัญก้าวเข้าสู่ ตลาดโลก ดิฉันมีตัวเลขสุดท้ายที่ท่านทั้งหลายอาจจะกรุณาเสิร์ช (Search) ค้นอยู่ใน อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นตัวเลขของซิปา (SIPA) สํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ของกระทรวงไอซีที (ICT) ร่วมกันกับทีดีอาร์ไอ (TDRI) เก็บตัวเลขของตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ไทย ในปี ๒๕๕๗ สามารถเสิร์ช (Search) ค้นได้ในอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้พูดว่า ขออนุญาตท่านประธานอีกสักครึ่งนาที ขณะนี้อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ไทย มีมูลค่าตลาดรวมในแต่ละ สาขาดังนี้ แอนิเมชัน (Animation) ๓,๕๐๓ ล้านบาท อัตราเติบโตติดลบร้อยละ ๘.๑ สาขาเกมมีมูลค่า ๗,๘๓๕ ล้านบาท เติบโต ๑๔.๗ เปอร์เซ็นต์ แอนิเมชันเกม (Animation Game) เป็นสาขาที่มีการบริโภคคอนเทนต์ (Content) จากต่างประเทศ คือเราผลิตในเมืองไทย ต่างประเทศมาบริโภคเกินกว่าครึ่งของมูลค่าการบริโภคโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วน ของเกมและตลาดแอนิเมชัน (Animation) นี้คาดว่าจะเติบโตอีก ๒๐.๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ อุตสาหกรรมเกมเติบโตขึ้นร้อยละ ๑๕ ส่วนในปี ๒๕๕๙ คือปีนี้นะคะ คาดว่าอุตสาหกรรม แอนิเมชัน (Animation)จะเติบโต ร้อยละ ๑๐ ในขณะที่อุตสาหกรรมเกมจะเติบโต ร้อยละ ๒๖ ค่ะ ในด้านการส่งออกนั้นประเทศไทยมีการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) เพื่อการส่งออกรวมทั้งสิ้น ๑,๖๘๗ ล้านบาท ซึ่งถือว่ายังน้อยและมีโอกาสเติบโต ประกอบด้วยสาขาแอนิเมชัน (Animation) เพื่อการส่งออก ๖๒๗ ล้านบาท โดยเกือบ ทั้งหมดเป็นงานรับจ้างผลิตและเป็นงานแอนิเมชัน (Animation) ที่มีเรื่องราวต่อเนื่อง ผลิตเทคนิคพิเศษ หรือวิชวล อาร์ต เอฟเฟกต์ (Visual art effect) ส่วนงานแอนิเมชัน (Animation) นั้น ที่มีทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง ยังคงมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ ๖ เท่านั้น สําหรับสาขาเกมนั้น มีการส่งออก ๑,๐๖๐ ล้านบาท โดยจําแนกเป็นงาน ที่มีทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองร้อยละ ๔๓ งานรับจ้างผลิตเกมมีสัดส่วนร้อยละ ๖ ที่เหลือ ๕๑ คือการนําเข้าเกมให้บริการต่อเนื่องในต่างประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภค ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ในเมืองไทย ร้อยละ ๓๙ ของคนไทย อายุ ๑-๖๐ ปี ในเขตเมือง ดูหนังการ์ตูนมากกว่า ๑ ชั่วโมงต่อวัน ร้อยละ ๖๔ เล่นเกมมากกว่า ๑ ชั่วโมง ต่อวัน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ก็หมายถึงตลาดในประเทศก็มี ตลาดต่างประเทศก็มี และแนวโน้ม การส่งออกต่างประเทศก็สูง จึงเป็นสิ่งที่จะขออนุญาตสนับสนุนให้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ต่อเนื่องอย่างจริงจังต่อไป ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ขอสําเนาตัวเอกสารให้กับทางท่านประธานด้วย ที่ล่าสุดของ อาเซียน (ASEAN) นะครับ ผมเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เรื่องการ์ตูนแอนิเมชัน (Cartoon Animation) ของเรา เรียกว่าแทบจะเป็นระดับเดียวกับดรีมเวิร์กส (DreamWorks) นะครับ บริษัทตระกูลหอยการ์ตูน ตระกูลหอยที่ผมได้สนับสนุนในช่วงนั้น วันนี้เป็นการ์ตูน ที่ฉายอยู่เกือบ ๒๐๐ ประเทศทั่วโลกครับ และโปรแกรม (Program) ของเครือข่ายทีวี (TV) ระดับชาติของสหรัฐอเมริกาฉายมาหลายปีแล้ว ในช่วงเสาร์ อาทิตย์ ท่านก็ทราบนะครับ การ์ตูนที่เป็นโปรแกรม (Program) ในทีวี (TV) ของพวก บรอดคาสติง (Broadcasting) ระดับชาติของสหรัฐอเมริกา ถ้าไม่ดีที่สุดจริง ๆ ไม่มีวันที่จะได้ฉายในช่วงเสาร์ อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดของเด็กนักเรียน เพราะฉะนั้นเชลล์ดอน (Shelldon) ก็คือความภาคภูมิใจ และเป็นซับเซตสตอรี (Subset Story) ความจริงเหนือกว่าเกาหลีด้วย เกาหลีในด้านนี้ การ์ตูนแอนิเมชัน (Cartoon Animation) ยังเอาไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ ตอนนี้กําลังร่วมสร้าง การ์ตูนร่วมกับค่ายฮอลลีวูด (Hollywood) ในระดับที่เป็นหนังใหญ่ เหมือนอย่างพวกนีโม (Nemo) เหมือนอย่างพวกมู่หลาน (Mulan) เหมือนอย่างอะไรพวกนั้น เพราะฉะนั้นก็ฝากไว้ว่า ข้อมูลเหล่านี้จําเป็น คือเราไม่ได้ดูว่าเราตามหลังเขานะ ที่เราก้าวหน้ากว่าเขาและวางรากฐานมาตั้งแต่สมัยปี ๒๕๕๒ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ จนมีโครงสร้างระดับชาติ มียุทธศาสตร์ระดับชาติ มีแผนระดับชาติ จัดตั้งครีเอทีฟซิตี้ (Creative City) มีบิซิเนส (Business) มีบิซคลับ (Biz Club) ในระดับ จังหวัด คือที่เราตั้งเรื่องของการว่าต้องทําจังหวัดภูเก็ตแล้วถึงไปจังหวัดเชียงใหม่ โมเดล (Model) เรื่องนําร่องผมคิดว่าเราควรจะเลิกสักทีหนึ่ง มันทําได้ทีหนึ่ง ๗๗ จังหวัด แต่ละ จังหวัดเขามีศักยภาพอยู่แล้ว เอารูปแบบพีพีพี (PPP) เข้าไป ไม่อย่างนั้นอีก ๗๗ ปี ถึงจะ ครบ ๗๗ จังหวัด เพราะวันนี้โลกมันไปเร็วแล้วโมเดล (Model) ใหม่ต้องใช้รูปแบบเชื่อมั่น ในภาคพลเมือง เชื่อมั่นในภาคชุมชน เชื่อมั่นในภาคเอกชน แนวประชารัฐนี่ครับ แล้วก็ทําตัวนี้ พร้อมกันได้เลย เพียงแต่ประกาศแนวทางให้ชัดเจน มาตรการส่งเสริมให้ชัดเจนครับ ถ้าเป็น เช่นนี้มันก็เกิดได้พร้อมกัน จังหวัดไหนเขาพร้อมเขาทําได้เลย ไม่ต้องรอว่าอ้าวรัฐบาลไป ส่งเสริมจังหวัดภูเก็ต แล้วถึงเสร็จไปจังหวัดเชียงใหม่อย่างนี้ ผมว่าอีกเกือบร้อยปีกว่าจะได้ ครอบคลุมทั้งประเทศ ก็ฝากไว้ด้วยก็แล้วกันเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ต่อไปคุณสมพงษ์ สระกวี ท่านอดีตสมาชิกวุฒิสภา เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สมพงษ์ สระกวี ที่จริงก็ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ได้พยายาม ที่จะเสนอในเรื่องของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายของประเทศเรา ในการที่หาทางออกจากระบบเศรษฐกิจแบบเก่า ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่าเป็นการศึกษาที่เท่าทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลก และการแข่งขันของโลกใบนี้ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ในการคิดเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ นั้นเรายังมีจุดอ่อนอยู่ในเรื่องของการ ขับเคลื่อนเสียจริง ๆ เพราะว่าเรามักจะวางเรื่องโครงสร้างของเรื่องไว้ในลักษณะที่กว้าง ๆ นะครับ เมื่อผมดูเรื่องการปฏิรูประบอบเศรษฐกิจใหม่ในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเชิง วัฒนธรรมในครั้งนี้นั้น ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เราทําได้ และเป็นเรื่องที่เป็นหัวใจนะครับ แต่พอเวลาเราจะต้องสโคป (Scope) หรือโฟกัส (Focus) เข้ามาว่าในปีครึ่งเราจะทําอะไร หรือในแผน ๕ ปีเราจะทําอะไร เราก็กลับตีกรรเชียงกว้างออกไปอีก อย่างเช่น ต้องพัฒนาคน ต้องพัฒนาศักยภาพ ต้องพัฒนาแนวคิด ต้องพัฒนาโน่นนี่นั่นเสร็จแล้วสโคป (Scope) เข้ามา ไม่ได้ แล้วก็จะน่าเสียดายเมื่อวันเวลาผ่านไประบอบเศรษฐกิจใหม่ทางด้านเศรษฐกิจ เชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรมก็ต้องรอให้ท่านรองอลงกรณ์ได้เล่าประวัติศาสตร์เมื่อครั้ง ข้าพเจ้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สมัยยุคคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เคยคิดและเคยทําสิ่งนี้มาเมื่อปี ๒๕๕๒ นี่มันปี ๒๕๕๙ นะครับ ๗ ปีผ่านไปแล้วนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้า ๗ ปีข้างหน้ามีสมาชิกสภาแห่งนี้มาพูดถึงเรื่องการปฏิรูประบอบ เศรษฐกิจใหม่ของท่านประธานพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ สปท. อีกใน ๗ ปีข้างหน้า ด้วยการไม่ก้าวไปทางไหน อันนี้จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามเมื่อพูดเรื่องเศรษฐกิจก็ต้องมีการแข่งขัน อันนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วทาง กรรมาธิการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ สปท. เราก็ได้บอก ไว้ว่าเราต้องระมัดระวังเรื่องการ รุกล้ํา การแข่งขันและการรุกล้ําซึ่งเกาหลีเขาทําได้ดีนะครับทีนี้ผมก็พยายามดูตาม เดินตามทาง กรรมาธิการไป ก็ได้พบว่าที่จริงแล้วนี้ท่านก็ได้ค้นพบและได้ศึกษาไว้แล้วว่า ในอุตสาหกรรม สร้างสรรค์ของประเทศ ๑๕ ประเภทที่ได้ศึกษาไว้นี้ก็มีประเภทหนึ่งละที่เราเป็นจุดแข็ง และยากที่ใครจะรุกล้ําเราได้ นั่นก็คือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม หรือการทําอุตสาหกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเชิงเอกลักษณ์และวัฒนธรรม ซึ่งเรื่องนี้ผมจึงเรียนท่านประธานว่า อยากให้สโคป (Scope) ไว้ที่จุดนี้เป็นสําคัญ เพราะ ๑. เป็นจุดแข็ง ๒. เรามีฐานอยู่แล้ว ๓. เราต่อยอดได้ ๔. เราสามารถกําหนดระยะเวลาของแผนงานและความสําเร็จได้ ท่านประธานครับ เราจะไปแข่งขันในเรื่องของภาพยนตร์แอนิเมชัน (Animation) เราจะไป แข่งขันเรื่องการออกแบบเรื่องโฆษณา เรื่องทัศนศิลป์ อันนี้แข่งขันได้ครับ เดินต่อไปครับ แต่ผมไม่เห็นในชัยชนะผมไม่เห็นในชัยชนะจริง ๆ เราจะแข่งขันในเกมแอนิเมชัน (Game Animation) อะไรนี่นะครับที่ท่านสมาชิก สปท. เมธินีได้พูด เดินต่อครับ แต่ผมไม่เห็นจริง ๆ ในชัยชนะและไม่เห็นว่าเราจะแข่งขันได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันได้อย่างไร แต่ถ้ามาแข่งขันกันใน สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์แล้ว ผมไม่คิดว่าใครจะเหนือไปกว่าเรา ท่านประธานครับ ภูมิปัญญาทางเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้ทรงวางไว้ ในโครงการศิลปาชีพ ต่อยอดครับ ไม่มีใครจะมาแข่งขันกับเราได้แน่ครับ งานทางศิลปะทางฝีมือ ทางหัตถกรรม ทางภูมิปัญญาที่สั่งสมมาแต่โบร่ําโบราณนะครับของโครงการศิลปาชีพนั้น ลงแรงเถอะครับ แข็งขันเถอะครับ เราก็จะไปไกลเกินกว่าที่ใครจะคิด อย่างที่ท่านกษิตได้พูด เรื่องการพัฒนาผ้าไหมจิม ทอมป์สัน ซึ่งผู้สร้างตํานานผ้าไหมไทยไว้ ผมไม่เห็นการเลี้ยงหม่อน ของกรมหม่อนไหมโดยวิธีใหม่ทําเป็นคอนโดมิเนียม ๑๐ ชั้นเลี้ยงหม่อน ภาคใต้บ้านผม หลังจากปลูกยางและล้มเหลว ที่จริงก็มาปลูกหม่อนได้นะครับ เพราะว่าเราปลูกหม่อนได้ดี เราเลี้ยงไหมได้ แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยให้ได้อย่างจิม ทอมป์สัน ที่ ๒ ที่ ๓ จิม ทอมป์สัน ที่ ๔ ที่ ๕ เป็นภารกิจของการปฏิรูปผ้าไหมของไทยอีกเช่นเดียวกัน นั่นละครับ คือน่าจะเป็นจุดแข็งของเรา นอกจากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้ตั้งโรงเรียน ช่างสิบหมู่ขึ้นมา ท่านประธานครับ ผมอยากถามว่าเกาหลีตัวไหนมันจะมาแข่งขันช่างเขิน ช่างทอง ช่างแกะสลักมุก ให้ได้เหนือไปกว่าช่างไทย เพราะฉะนั้นโครงการช่างสิบหมู่ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตั้งโรงเรียนในวังขึ้นมา อย่างนี้ครับเดินหน้าต่อไป ไปให้ไกล เกินกว่าที่ชาติไหนจะมาตามเราได้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นท่านก็พูดถึงเรื่องว่าทุน พอพูดถึงเรื่องทุนเป็นเรื่องจําเป็นนะครับ ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางเอกลักษณ์ ผมอยากเห็นรูปธรรมจริง ๆ ครับ ขอพูดเป็นหนที่ ๒ ว่าในขณะที่เราอยากให้นักท่องเที่ยว มาเมืองไทยและได้ซื้อสินค้าสัญลักษณ์ประเทศ ของชําร่วย ท่านประธานครับ ผมเห็น ฝรั่งมังค่าซื้อหัวโขนจําลอง หัวทศกัณฐ์ หัวพระลักษณ์ หัวพระราม หรือหัวหนุมานไปนะครับ ท่านประธานครับ ลองนึกภาพดูสิครับว่าถ้าประเทศเราได้รื้อฟื้นโรงละครแห่งชาติให้เขาซื้อ หัวโขนจําลองไปเพราะเขาชื่นชมในการดูโขนที่โรงละครแห่งชาติ คุณค่ามันจะขนาดไหน และหัวโขนจําลองเราจะขายได้เท่าไร รับรองครับเกาหลีมาแข่งเรื่องหัวโขนกับเราไม่ได้ เพราะเราเป็นชาติแห่งโขน ประเทศอื่นเขาลืมไปหมดแล้ว แต่เราปล่อยให้โรงละครแห่งชาติร้าง ท่านประธานครับ ฝรั่งมังค่าซื้อเรือสุพรรณหงส์จําลอง ท่านประธานครับ เมื่อฝรั่งซื้อ เรือสุพรรณหงส์จําลองนั้นเขาดูแต่เรือมันสวยเท่านั้นละ แต่ไฉนเราจึงไม่รื้อฟื้นพิพิธภัณฑ์ เรือพระที่นั่งซึ่งไปอยู่ในกองทัพเรือจมหมกอยู่ เข้าไปดูก็แสนเข็ญ ร้อนก็ร้อน เรือก็อยู่ไม่ครบ ทําไมคิดไม่เป็นทําไมทําไม่เป็น เราจะมีบริษัทมหาชนสักบริษัทหนึ่งซึ่งบริหารโรงละคร แห่งชาติที่เล่นโขน บริหารกองเรือ พิพิธภัณฑ์กองเรือพระที่นั่ง ซึ่งปีละหนถึงจะได้ออกสู่ ท้องแม่น้ําหรือบางทีหลายปีหนกว่าจะออกสู่ท้องแม่น้ํา ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เขาจะควบคู่กับสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราโดดเด่น สิ่งที่ใครก็ กินเราไม่ลง เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรมากหรอกครับ บางทีคิดเอาง่าย ๆ คิดเอาของเดิม ๆ ที่บรรพบุรุษเคยทําไว้ให้นี่ละ ก็เป็นภูมิปัญญาทางเอกลักษณ์และทาง วัฒนธรรม ก็จะเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งง่าย ๆ หญ้าปากคอก ก็ท่านประธานก็เห็นอยู่ ว่าโกดังข้าว โกดังเลื่อยไม้ของบริษัทอีสต์เอเชียติก มาทําเป็นศูนย์การค้าริมฝั่งเจ้าพระยา รื้อฟื้นขึ้นมาหน่อยเดียว ผมถามสิครับว่าโกดังเลื่อยไม้กับโกดังข้าวของบริษัทอีสต์เอเชียติก จะมาเทียบกับกองเรือพระที่นั่ง เรือสุพรรณหงส์ เรืออนันตนาคราชอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ แห่งเดียวในโลกได้อย่างไร อย่างนี้ต้องสร้างสรรค์อะไรมากมายครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมยังคิดว่าท่านคิดไว้แล้ว แต่ไม่สโคป (Scope) ลงที่ทํา พระที่นั่งอนันตสมาคมติดกับเราตรงนี้ ท่านประธานคงเห็น ทําเงินมาหาศาลในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวมหาศาล บรรพบุรุษสร้างไว้ ให้เราเป็นเอกลักษณ์เกินกว่าที่ใครจะมาก้าวล้ําเราได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังอยาก ให้สโคป (Scope) ลงมาว่าในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้เราสโคป (Scope) มาไว้ที่ เศรษฐกิจทางเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของเราให้จงหนัก และนําไปสู่การปฏิบัติที่เป็น รูปธรรมในช่วงระยะเวลาที่ชัดเจน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้เป็นแบบอย่างได้ ส่วนอะไรที่เป็น หลักการเบลอ ๆ กันอยู่จะไปแข่งแอนิเมชัน (Animation) หรือจะไปแข่งสร้างหนังหรือจะไป แข่งเกม อะไรก็ว่ากันไปนะครับผมไม่ว่า เพราะล้วนแต่เป็นชื่อว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่อย่างไรก็ตามให้กลับมาแข่งขันที่ผ้าไหม ที่หัวโขน ที่เรือสุพรรณหงส์กันเถอะ ผมเชื่อว่า ชาติใด ๆ ก็มาก้าวล้ํา มันเหนือกว่าเราไม่ได้ก็แล้วกัน ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ขออนุญาตขอบพระคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขออนุญาต คุยเรื่องที่กําลังคุยคือการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม ผมกราบ ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการมากที่เห็นความสําคัญของเรื่องนี้ก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา มานําเสนอ สปท. กระผมอยากกราบเรียนว่าอ่านแล้วก็กว้างขวางเป็นแม่น้ําพอสมควร หน่วยราชการต่าง ๆ ที่จะต้องให้ความร่วมมือในเรื่องนี้ ๒๐ กรม ผมคิดว่าถ้าไม่บูรณาการ กันดี ๆ ก็ยุ่งยากพอสมควร เพราะว่าแต่ละกรมก็เป็นนิติบุคคล อย่างไรก็ตามผมอยากจะ ตีกรอบว่าปัจจัยของความสําเร็จในเรื่องนี้มีอยู่ ๔ ด้าน คือ ๑. ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ๒. ต้องมีคนที่มีคุณภาพและมากพอ เน้นเลยนะครับ มีคุณภาพและมากพอ ๓. ต้องมีเงินทุน ที่จะลงทุน แต่ทีนี้เงินที่ลงทุนเราจะให้ภาคเอกชนทําอย่างเดียวคงไม่ไหว รัฐจะต้องเริ่มต้น นําเรื่องนี้ที่ฝรั่งเมืองนอกเขาเรียกว่าสตาร์ตมันนี (Start Money) เงินเริ่มต้น ๔. ตลาด หลายท่านพูดไปแล้ว แอนิเมชัน (Animation) ร้อยแปดจิปาถะและหลายอย่าง ผมก็กราบ ขอบพระคุณท่านประธาน สมัยที่ท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมติดตาม งานท่าน ท่านก็ทําอะไรเยอะแยะมากนะครับ แต่ถ้าเราทําเยอะ ๆ มาก ๆ พลังเราไม่มาก หรอกครับ ผมอยากกราบเรียนว่าเมื่อวานนี้ผมพบด็อกเตอร์คนหนึ่งที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย รามคําแหง คณะวิทยาศาสตร์ จบดอกเตอร์ เพียวแมท (Pure Math) ผมก็ถามว่าอาจารย์ ในแวดวงนี้มีจบเพียวแมท (Pure Math) กี่คนที่ยังอยู่ในราชการงานเมืองอย่างนี้ ๗ คน ถามว่าผมพูดเรื่องนี้ทําไม เพราะว่าอะไร เพราะว่าการที่จะทําเรื่องนี้ให้ประสบผลสําเร็จนี้ มันจะต้องมีนโยบายในเรื่องของการทําวิจัย ทุกเรื่องที่ท่านเพื่อนสมาชิกพูดไปนี่ต้องบวกด้วย การวิจัย แอนิเมชัน (Animation) ก็ต้องวิจัย วิจัยตลาดเสียก่อนว่าเราจะเอาแอนิเมชัน (Animation) นี้ไปขายที่ไหน เขามีความต้องการอย่างไร รวมทั้งตลาดไทยด้วย ทีนี้นโยบาย ของรัฐนี้ผมกลับมาพูดถึงเรื่องต้องสนับสนุนทุกทาง ทุกทางเลยครับ ต้องลงทุนเป็นนโยบาย และสําคัญที่สุดต้องปกป้อง คําถามว่าในอดีตนี้เราอาจจะเผอเรอไป แล้วไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ซึ่งท่านประธานที่อยู่บนบัลลังก์พูดเมื่อสักครู่นี้ว่ามันต้องไปปลุกในเรื่องของการจดทะเบียน ลิขสิทธิ์ ท่านครับ ตั้งแต่ผมเป็นเด็กเกิดมาอยู่บ้านนอกนี้เราก็ไม่ได้มีเงินมาก แต่ว่าน้ําพริก ที่เรากินแล้วก็ถูกปาก แล้วก็ถูก คือน้ําพริกศรีราชา ขายไปทั่วโลก วันดีคืนดีปรากฏว่าไปเป็น ของเวียดนาม เวียดนามเอาไปจดลิขสิทธิ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่เราไม่รู้ บัดนี้เราใช้ชื่อ น้ําพริกศรีราชาอีกต่อไปไม่ได้ ยกตัวอย่างนะครับ ผมกราบเรียนว่าที่ผ่านมานี้มีคลัสเตอร์ (Cluster) ทั้งหมด ๑๕ สาขา ถ้าเราจะทํา ๑๕ สาขาไปพร้อมกันนี้ผมคิดว่าเราไม่ได้ทํา สักสาขาที่เป็นเรื่องเป็นราว เพราะมันกระจายไปมาก เราน่าจะต้องมาจัดลําดับความสําคัญ เร่งด่วนและดูว่าเรามีนโยบาย มีเงิน มีคน มีตลาดพร้อม แล้วก็จัดลําดับว่าเรื่องไหนทําก่อน เรื่องไหนทําอันดับ ๒ อันดับ ๓ แต่ไม่จําเป็นต้องทําพร้อมกันทุกสาขา เพราะพลังเราไม่มี มากพอ เช่นเดียวกับที่ท่านประธานกล่าวเมื่อสักครู่นี้ว่า ผมไปดูสมาร์ตซิตี้ (Smart City) มาเมื่อ ๕ ปีที่แล้วที่ภูเก็ต เพราะไปช่วยเขาทํา เรื่องเมืองวิทยาศาสตร์ภาคเอกชน เขาทําได้ดี เมื่อวานนี้ผมฟังข่าว ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านสมคิดไปเยี่ยม พานักธุรกิจไทยไปเยี่ยมเยือน เกาหลี ก็ชวนเกาหลีมาลงทุนสมาร์ตซิตี้ (Smart City) ที่จังหวัดภูเก็ต ถ้าเรามีเฉพาะที่จังหวัด ภูเก็ต มีเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ อันอื่นก็ไม่ต้องทํา ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งก็คือว่า ไม่มีใคร ในโลกนี้เลยที่เก่งเท่ากับประเทศไทย เรื่องของการหุงพลอย เมื่อในอดีตสัก ๒๐ ปีที่แล้วนี้ คนหลั่งไหลไปภาคตะวันออก ไปทําไมไปขุดพลอยที่เมืองจันท์ พลอยเมืองจันท์ทะลุไปจนถึง เขมรหมด คนไทยนี่ละครับ ไปซื้อพลอยถูก ๆ ที่ศรีลังกามา แล้วก็มาหุง ผมกราบเรียนว่า ภูมิปัญญานี้ทั้งโลกเท่าที่ผมศึกษา ไม่มีใครทําได้ นอกจากคนไทยเท่านั้น ถามว่าวันนี้เรา ปกป้องการหุงพลอยหรือยัง เราส่งเสริมการหุงพลอยหรือยัง เพราะพลอยเมื่อหุงแล้วนี่ มูลค่ามหาศาล และยิ่งคนไทยนี่นะครับ เก่งในเรื่องของการประดิดประดอยทําจี้ ทําสร้อย ทําร้อยแปดจิปาถะ พอขึ้นรูปมาปุ๊บนี่ขายได้เป็นเทน้ําเทท่า ราคาแพงมหาศาล แต่ที่ผมพูด เรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงว่าวัฒนธรรมอื่น ๆ นี้เราไม่ได้สนใจนะ ทํา เพื่อรักษาภูมิปัญญาไทย วัฒนธรรมไทยก็ทําไป แต่อะไรที่จะทําแล้วได้เงินได้ทองเข้าประเทศเราก็ต้องขวนขวายทํา แล้วไม่มีใครในโลกนี้ที่แข่งขันกับเราได้ ณ วันนี้ถ้าดูหน้า ๑ แล้วใน ๓ วัน ๕ วันมานี้ผมเชื่อว่า ไม่มีใครไม่เห็นแม่ประนอม แม่ประนอมขึ้นหน้า ๑ เลย แต่ผมกินน้ําพริกแม่ประนอมมานาน และเมื่อสมัยผมเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผมก็เคยไปเยี่ยมมา แล้วก็เคยเอาน้ําพริก แม่ประนอมติดตัวไปให้เด็กไทยไปแข่งขันฝีมือแรงงานชาติ นานาชาติในต่างประเทศมาแล้ว เพราะกินแล้วมีแรง เด็กมันว่าอย่างนั้น แล้วเราก็ได้เหรียญทองมาหลายครั้งแล้ว และเมื่อ เร็ว ๆ นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไปแข่งขันฝีมือที่ประเทศฝรั่งเศสก็ได้เหรียญทอง มานะครับ ถามว่าจริง ๆ น้ําพริกเผานี่ต่างชาติอาจจะกินไม่มาก รับประทานไม่มาก นอกจาก คนไทยหรือคนเอเชีย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ของแม่ประนอมก็คือน้ําจิ้มไก่แม่ประนอม กินได้ ทุกชาติทุกภาษา เราติดแต่ว่านําพริกเผา แต่จริง ๆ ภายใต้น้ําพริกเผานี้ขายเป็นล่ําเป็นสัน คือน้ําจิ้มไก่แม่ประนอม ผมถามตัวเองว่า เอ๊ะ พอมีข่าวอย่างนี้ปุ๊บ ไม่รู้เขาไปจดทะเบียนหรือยัง ผมไม่ได้ตาม ถ้าไม่จดทะเบียนวันหนึ่งน้ําจิ้มไก่อันลือชื่อของประเทศไทยก็จะไปเป็นของ ชาติไหนไม่ทราบ อันนี้ก็เป็นเรื่องของกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่จะต้องดูแลเรื่องนี้อย่างเร็ว จดทะเบียนให้เร็ว อย่าล่าช้า มาแล้วจะต้องไปดูว่าว่าใครทําไม่ทํา ร้อยแปดจิปาถะ เพราะผม เคยไปจดให้ราชการมาแล้ว ผมก็เลยกราบเรียนท่านว่าเราน่าจะหันกลับมาดูเรื่องเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามใน ๔ เรื่องที่ท่านเสนอมานี่นะครับผมไม่ขัดข้องเลย สนับสนุนใน ๔ เรื่องของท่าน รวมมีทั้งอาหารไทย อาหารไทยในต่างประเทศ ในเมืองใหญ่ ๆ มีเป็นร้อย ๆ ร้านในยุโรป ท่านไปดูได้เลยในเมืองใหญ่ ๆ มีมากมาย แล้วผมก็สนับสนุน ผมคิดว่าต้องเอาจริงเอาจังว่า อาหารไทยไปอยู่ต่างประเทศแล้วเราจะต้องตามไปปกป้องว่าอาหารไทยไปไหนแล้วต้องไม่ถูก รังแก ท่านไปดูที่โซโหสิครับ ในอดีตขายพวกเครื่องของชําเป็นของคนจีน บัดนี้ไม่ใช่ของ คนจีนแล้วท่านไปดูได้เลย เป็นของคนเวียดนามไปเกือบทั้งหมดแล้ว เพราะไม่ได้มีการ ปกป้อง เพราะฉะนั้นร้านอาหารไทยก็ดี รวมทั้งเครื่องปรุงทั้งหลายที่เป็นอาหารไทยเราก็ต้อง ปกป้อง และอํานวยความสะดวก ผมเคยเสนอให้การบินไทยเมื่อสมัยยังรับราชการอยู่ว่า เครื่องบินที่ไปลงแฟรงก์เฟิร์ตท้องเครื่องบินว่าง ถ้าเราบรรทุกผัก เครื่องแกง ร้อยแปดจิปาถะ ไปทุกเที่ยว แล้วใช้แฟรงก์เฟิร์ตเป็นฮับ (Hub) ของการกระจายสินค้า เพราะสินค้าทุกตัว ไม่ว่าที่ท่านจะทําครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) ก็ตามใจ ต้องมีฮับ (Hub) เราเรียกภาษาไทยว่าศูนย์กระจายสินค้า เราก็ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าไรนัก กลายเป็นว่า เราก็ส่งเสริมไป แล้วก็ต่างคนต่างทํา แฟชั่น (Fashion) ก็เช่นเดียวกัน ถุงสายรุ้งถุงละ ๒๐ บาท ๓๐ บาท ไปดูเลยที่โบ๊เบ๊ แต่พอไปเดินแฟชั่น (Fashion) ในต่างประเทศหน่อยเดียว อัป (Up) ถุงสายรุ้งดังขึ้นมา ดังไป ๓-๔ วันแล้วจบ ณ วันนี้ผมไม่เห็นใครพูดเรื่องถุงสายรุ้ง ต่อไปแล้ว อันนี้ก็เป็นภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งเหมือนกันที่เราทํา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานว่า ทุกอย่างต้องมีมาตรฐาน ผมขออนุญาตอีกนิดเดียวจะจบแล้วครับ มาตรฐานก็คือว่าเมื่อเราไปพัฒนาส่งเสริมเขาแล้ว เมื่อมีการออเดอร์ (Order) เยอะ ๆ ยกตัวอย่างเลย ผมเคยไปส่งเสริมเรื่องผ้าฝ้ายที่ปลอดสารพิษ ผ้าฝ้ายที่ทํามาเป็นนิกเกิล (Nickel) เป็นอะไรร้อยแปดจิปาถะนี่เป็นผ้าฝ้ายขาวแท้ ๆ ที่จังหวัดน่าน ฝรั่งมังค่าเขาไม่ได้ซื้อ เอาไปดูเล่นชิ้นสองชิ้น เขาก็สั่งเลย สั่งทีเป็นพันเป็นหมื่นชิ้น ท่านครับ เราทําไม่ได้ ๑. ทําไม่ได้เพราะว่า ประการที่ ๑ ก็คือว่าวัตถุดิบมีไม่พอ ๒. พอทําเข้าไป ๆ ชิ้นที่ ๑๐๐ ๒๐๐ มาตรฐานมันต่ํา เพราะคิวซี (QC) เราไม่มี เพราะฉะนั้นท่านจะทําเรื่องครีเอทีฟ แอนด์ คัลเชอรัล อีโคโนมี (Creative and Cultural Economy) ขอให้คํานึงถึงสิ่งที่ผมกราบเรียน ท่านไปด้วยความเคารพ ด้วยความห่วงใย แล้วก็อยากจะเห็นโครงการแห่งนี้สนับสนุน สนับสนุนให้มันเกิดขึ้นมา แล้วผมยังกราบเรียนว่าย้ําอีกทีว่าไม่จําเป็นว่าต้องทําทุกสาขา ทําสาขาที่สมควรที่เห็นเป็นรูปธรรมเสียก่อน เพื่อเป็นการดึงดูดให้คนไทยสนใจว่า ทําอย่างนี้ก็รวยได้ และเมื่อวานผมก็ฟังอีกวิทยุเอฟเอ็ม ๑๐๑ (FM 101) เขาสัมภาษณ์ เด็กหนุ่มคนหนึ่ง แต่ผมไม่เอ่ยชื่ออยู่จังหวัดภูเก็ต เขาทําอะไรรู้ไหมครับ ทําทุเรียนผง เอาไปชงน้ํากิน ทําแยมทุเรียนจากหมอนทองไปขายดิบขายดีที่จีนและหลายประเทศที่ชอบ ทุเรียนแต่เอาขึ้นเครื่องบินไปไม่ได้ อย่างนี้ก็ต้องสนับสนุน แล้วก็ผมกําลังจะไปหารับประทาน ดูเหมือนกันว่าเขาทําดีไหม แต่ว่าวิทยุมาออกอากาศ แล้วผมฟังดูแล้ว เอ๊ะ เข้าท่า เข้าท่า อย่างยิ่ง ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ผมพูดไป ท่านอาจจะรู้แล้วถ้าท่านรู้แล้วท่านก็เก็บไว้ที่นี่ แต่ท่านคิดว่าอะไรที่จะเป็นประโยชน์ ก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าท่านก็ลองไปคิดเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยจะเป็นการทําให้ กิจการโครงการของท่านประสบความสําเร็จอย่างยิ่งครับ กราบขอบคุณครับ
มีสมาชิกท่านสุดท้ายที่จะอภิปรายนะครับ จากนั้นท่านประธานกรรมาธิการ และผู้ชี้แจงก็จะตอบข้อซักถาม ผมจะเริ่มกดสัญญาณแจ้งให้กับสมาชิกที่ประชุมอยู่ใน ห้องประชุมทั้ง ๓ ตึกในรัฐสภา ท่านคํานูณจะมีอภิปรายเพิ่มใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นก็เพิ่ม เหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ขอเชิญท่านบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายบวรเวท รุ่งรุจี สปท. ลําดับที่ ๘๒ ก่อนอื่นคงต้องขอขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการที่ได้ นําเสนอเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม ในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชิงวัฒนธรรมนั้นจริง ๆ แล้วมีหลายหน่วยงานที่ทํา แล้วก็ที่ทําซ้ํา ๆ กันก็มีอยู่เยอะ ถ้าจะ ยกตัวอย่างที่รูปธรรมก็จะเป็นทั้งในส่วนของทางกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงมหาดไทย ของกระทรวงมหาดไทยนั้นจะใช้ชื่อเป็นโอทอป (OTOP) แต่ถ้าเป็นของกระทรวงวัฒนธรรม จะใช้ชื่อว่าเป็นซีพอท (CPOT) คือ คัลเชอรัล โพรดักต์ ออฟ ไทยแลนด์ (Cultural Product of Thailand) แล้วก็ยังแยกย่อยลงไปในหน่วยงานที่ทําในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมมาเป็นตัวเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทต่าง ๆ เรื่องของผ้า เรื่องของใช้ลวดลายประยุกต์อะไรต่าง ๆ ที่จะออกมาเป็นงานที่เราใช้ขายเป็นของที่ระลึก ให้กับนักท่องเที่ยว เหมือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายกันไป อันนี้เราก็ยังทําอยู่ เพียงแต่ว่าในกรอบของเรานั้นเราคงทําไม่ได้เป็นในแง่ที่เป็นทางธุรกิจมากนัก เพราะว่า โดยภารกิจหน้าที่นั้นมันจะทําในเรื่องเกี่ยวกับการทําเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างเพื่อให้เกิด การกระตุ้น เพราะฉะนั้นในกรณีที่ทางท่านกรรมาธิการได้ศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมนั้นการที่จะให้มีหน่วยงานอย่างที่ท่านประธานได้นําเสนอไปแล้วนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญในการที่จะทําอย่างไรให้เรื่องราวทางด้านวัฒนธรรมนั้น เป็นในทิศทางและไปในทิศทางเดียวกันได้ เพราะว่าเรามีมรดกทางด้านวัฒนธรรมอยู่ใน ประเทศไทยเป็นจํานวนมาก มีอยู่ทุกจังหวัด เราใช้องค์กรของทางกระทรวงวัฒนธรรมที่เป็น วัฒนธรรมจังหวัดที่มีอยู่ทุกจังหวัดเป็นคนเดินเรื่องในเรื่องนี้ แต่ความสําเร็จนั้นก็ยังไม่ถึง ในจุดที่คิดว่ามันสามารถเอามาทําเป็นธุรกิจที่จะสร้างรายได้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกําในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีการรวมกันกับทางกระทรวงมหาดไทยอะไรต่าง ๆ นั้นมันน่าที่จะทําให้ เกิดผลดีมากกว่าในส่วนนั้น แล้วก็ขออนุญาตให้ข้อมูลนะครับ อย่างเมื่อกี้มีเพื่อนนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านสมพงษ์ได้พูดถึงการที่เรามีเรือพระราชพิธีอยู่ อันนี้คงต้อง เรียนว่าเรือพระราชพิธีนั้นกรมศิลปากรมีหน้าที่แค่ดูแลรักษา เรือพระราชพิธีนั้นเป็นของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การที่จะนําออกมาในแต่ละครั้งต้องกราบบังคมทูล ขอพระราชทานอนุญาตก่อน เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ เราจะเอาเรือออกมาในงานพระราชพิธี อะไรต่าง ๆ ได้ ต้องมีการกราบบังคมทูลก่อน ปัจจุบันนี้ในส่วนของกรมศิลปากรเราก็จะดูแล เฉพาะเรือที่เป็นเรือสําคัญ ก็คือเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ส่วนของกองทัพเรือจะดูแลเรือที่เป็นองค์ประกอบอื่น ๆ อีกหลายร้อยลําในส่วนนั้นที่อยู่ใน ขบวนของเรือพระราชพิธี ก็จะแบ่งกันในการดูแล เพียงแต่ว่าก็จะมีปัญหาอย่างที่เพื่อน สมาชิกได้พูดว่าการเข้าดู การอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น เนื่องจากสถานที่อะไรต่าง ๆ ไม่เหมาะสม ซึ่งเราก็คงพยายามที่จะต้องทําการดําเนินการกันต่อไป ซึ่งในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราจะ สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมจริง ๆ ผมว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกับในเรื่องด้านการท่องเที่ยวด้วย เพราะว่านักท่องเที่ยวที่มาดูพระบรมมหาราชวังวันหนึ่งหลายหมื่นคน แล้วถัดมาก็จะเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเราเองเราก็มีการแสดงนําเสนอในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ไม่มี นักท่องเที่ยวเข้าไปมากเท่าที่ควร จะมีเฉพาะผู้ที่สนใจจริง ๆ ที่เข้าไปดูในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หรือแม้แต่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งก็ไม่ได้ปิดนะครับ ก็เปิดมีแสดงเป็นวาระ ๆ อะไรต่าง ๆ ไป ทั้งในส่วนของที่กรมศิลปากรเขาทําเอง แล้วก็มีเอกชนหรือหน่วยงานที่จะมาขอใช้ แล้วก็ มีการนําเสนอในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไป เพียงแต่ว่าการที่จะทําอย่างไรให้กับนักท่องเที่ยวที่มา เที่ยวในประเทศไทย หรือมาเที่ยวแถวพระบรมหาราชวังแล้วเข้าไปในพิพิธภัณฑ์นั้นคงต้องใช้ การทํางานในเชิงธุรกิจนะครับ เพราะว่าเราเคยติดต่อกับทางบริษัทท่องเที่ยวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว คือเขาจะมีโปรแกรม เขาค่อนข้างฟิกซ์ (Fix) ว่าจากพระบรมมหาราชวัง แล้วเขาจะต้องไปที่ไหน ๆ บ้าง ถ้าจะพูดกันตรง ๆ ก็คือไปที่ที่เขาจะได้รับผลประโยชน์ ในส่วนหนึ่งที่เข้ามาใช้ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือส่วนต่างอย่างหนึ่ง อย่างถ้าเราไปเที่ยว เมืองจีน ถ้าเราไปทัวร์ (Tour) มันจะมีจุดบังคับที่ว่าเมื่อไปถึงแล้วเราต้องไปดูที่ไหน ดูโรงทําชา ดูโรงหยก ดูอะไรต่าง ๆ ของเขา ซึ่งอันนี้มันเป็นสิ่งที่เขาบังคับกันได้ แต่พอมาถึง ประเทศไทยเรานี้ เราไม่สามารถบังคับอย่างนั้นได้ บริษัทท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจอะไรต่าง ๆ เขาก็จะดําเนินการตามธุรกิจของเขา เพราะฉะนั้นอันนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าอาจจะ ต้องใช้องค์กรที่เราจะใช้ตั้งขึ้นมาใหม่ หรือจะใช้องค์กรเดิมที่มีอยู่แล้วในการที่จะ สร้างสรรค์ให้เรื่องราวทางด้านวัฒนธรรมนั้นมันเกิดการสร้างสรรค์ในเชิงเศรษฐกิจของ ประเทศไทยเราต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ การต่อยอดนี้ผมกําลังเขียนหนังสืออยู่นะครับ เพื่อให้ท่าน ได้ทราบว่าจะไปต่อยอดตรงไหน มันต้องต่อยอดจากฐานที่เราดีที่สุด ถูกต้องไหมครับ วันนี้ประเทศไทยเป็นท็อปเท็น (Top Ten) ของโลกอยู่ไม่ต่ํากว่า ๒๐ รายการ ไม่มี ประเทศไหนในโลกที่จะมีความหลากหลายของการเป็นแชมป์ (Champ) โลก เสมอ เท่ากับประเทศไทย และหลากหลายบนฐานเกษตร เกษตรอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม ภาคบริการ และอื่น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนั้นก็ฝาก ผมจะให้ข้อมูลทางกรรมาธิการครับว่า เวลาจะต่อยอด อย่างที่ท่านสมพงษ์ตั้งข้อสังเกต มันจะต่อยอดอะไร มันก็ต้องต่อยอด ที่เราเก่งที่สุด เป็นการจัดไพรออริตี (Priority) อันนี้อีกด้านหนึ่งของประเทศไทยที่เรา ควรจะต้องรู้ ที่เราบ่น ๆ กันมากว่าประเภทอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เรานี้เป็นท็อปเท็น (Top Ten) ของโลก ตั้งแต่อันดับ ๑ จนอยู่ในอันดับ ๑๐ นี้ ทั้งหมดนี้ไม่น้อยกว่า ๒๐ - ๒๕ รายการ เท่าที่ค้นได้ขณะนี้ อย่างสั้น ๆ นี้ เพราะฉะนั้นก็เรียนเป็นข้อมูล แล้วผมจะมอบให้กับ ทางท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจไปด้วย ต่อไป ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ต้องกราบขออภัยที่ไม่ได้แจ้งชื่อ ที่จะอภิปรายล่วงหน้านะครับ เพราะว่าผมค่อนข้างสงสัยเรื่องนี้มาตั้งแต่ในชั้นประชุม กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่ก็ได้รับคําชี้แจงจากทาง ทีซีดีซี (TCDC) หรือศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบมาก็มีความเข้าใจ แล้วก็หมดข้อสงสัย ไปตามสมควรนะครับ แต่ว่าเห็นว่าในการอภิปรายที่ผ่านมานี้ยังไม่ได้แตะในประเด็นสําคัญ อยู่ ๒-๓ เรื่องซึ่งผมจะขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานถามไปยังกรรมาธิการนะครับว่า ไม่มีใครปฏิเสธแน่นอนครับถึงเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ท่านกําลังเสนอนี้ แต่ประเด็นที่ผม อยากจะพูดก็คือเรื่ององค์กรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อันนี้นะครับ ว่าทาง คณะกรรมาธิการได้มีการหารือจนตกผลึกกับทางคณะรัฐมนตรีหรือทางหน่วยงานต่าง ๆ บ้าง ในระดับไหนแล้วหรือยัง เพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ที่ท่านเสนอมาถึงประโยชน์ของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ แล้วที่สําคัญก็คือว่า องค์กรในการขับเคลื่อนนั้น ท่านจะยกระดับ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือทีซีดีซี (TCDC) เดิม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ สบร. โอเคเอ็มดี (OKMD) ซึ่งเป็นองค์การมหาชน นะครับ ก็คือจะแยกออกมาจากโอเคเอ็มดี (OKMD) แล้วก็ สร้างเป็นองค์การมหาชนแห่งใหม่นะครับ ทีนี้มันจะมีมติคณะรัฐมนตรี หรือว่าความเห็นของ คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ เรื่อง ๒ กลุ่มด้วยกัน ซึ่งเราก็ต้องคาดคํานวณว่า ถ้าเผื่อเรา มีมติผ่านไป เราก็ต้องไปคุยกันในที่ประชุมวิป (Whip) รวม ๓ ฝ่ายนะครับ ก็คงจะมีประเด็น ที่จะต้องไปอภิปรายกัน
ในเรื่องแรกก็คือเรื่องมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๘ ที่ให้ ยุบเลิกกองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี และกําหนดให้ ภารกิจการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสํานักนายกรัฐมนตรีไปเป็นภารกิจของสํานักงาน ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คือ สสว. เอาละครับเรามีความเห็นว่า สสว. ไม่เพียงพอที่จะทํางานเป็นองค์กรขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ผมเห็นด้วย แต่คราวนี้ในเรื่องนี้ เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี่ท่านรองประธานก็ได้กรุณาอภิปรายในฐานะสมาชิกมาแล้วว่า มันก็เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ในกระทรวงพาณิชย์ในยุค ๒๕๕๒ ถึง ๒๕๕๔ จนตั้งเป็นรูปเป็นร่าง ขึ้นมา จากนั้นในปี ๒๕๕๖ ก็มีการโอนย้ายจากกระทรวงพาณิชย์มาอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรี แล้วล่าสุดนี้ ๒๕๕๘ เดือนตุลาคมนี้เองก็โอนภารกิจจากสํานักนายกรัฐมนตรีไปอยู่ที่ สสว. ทีนี้สิ่งที่เราจะเสนอในเรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรก็คือว่า เราจะเสนอให้มีการสร้าง องค์กรขึ้นมาเป็นองค์กรมหาชนขึ้นมาใหม่ โดยไม่ใช่ตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาใหม่เสียทีเดียว นะครับ แต่ว่าไปแยกที่เขาเป็นส่วนหนึ่งในองค์การมหาชนที่มีปัญหาอยู่ตามสมควรออกมา เป็นองค์การมหาชนแห่งใหญ่ ซึ่งก็คือศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบหรือทีซีดีซี (TCDC) นี่คือ กลุ่มที่ ๑ เรื่ององค์กรขับเคลื่อน ซึ่งควรจะเป็นระดับชาติอย่างไร การตั้งองค์การมหาชน ขึ้นมาใหม่นั้นมีความเหมาะสมแค่ไหน อย่างไร นี่เป็นเรื่องหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับตัวทีซีดีซี (TCDC) เอง ทีซีดีซี (TCDC) หรือ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ก็เป็น ๑ ใน ๗ แท่งของ สบร. หรือโอเคเอ็มดี (OKMD) ซึ่งเป็น องค์การมหาชนที่จัดตั้งในปี ๒๕๔๗ แล้วก็มีปัญหาถูกวิพากษ์วิจารณ์มากตามสมควร ในช่วงหลังการรัฐประหารปี ๒๕๔๙ จนกระทั่งมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ แล้วก็ได้มีการ ยุบบ้าง แยกออกบ้างจาก สบร. คือโอเคเอ็มดี (OKMD) ในความดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนดูแลแท่งต่าง ๆ ส่วนต่าง ๆ ไป จนในที่สุด หน่วยงานของ สบร. หรือโอเคเอ็มดี (OKMD) ก็จะเหลือเพียง ๓ ส่วนคือ สํานักงานอุทยาน การเรียนรู้ อันนี้คือทีเคพาร์ค (TK Park) นะครับ แล้วก็สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ สพร. แล้วอันที่ ๓ ก็คือศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบหรือทีซีดีซี (TCDC) นี่ละครับ คราวนี้เมื่อเราไปเสนอแยกเอาทีซีดีซี (TCDC) ออกมาจาก สบร. มาสร้างเป็นองค์การมหาชน อันใหม่นี้นะครับ มันจะไปกระทบตัว สบร. อย่างไร เพราะตัว สบร. เองก็เป็น ๑ ใน ๖ องค์การมหาชนที่ ก.พ.ร. เสนอแนะว่าควรจะยุบเลิก แต่จากนั้นก็ได้มีการแยกย่อยลงไปว่า ยุบบ้าง ไม่ยุบบ้าง แล้วก็เกือบจะมีการเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีครั้งหนึ่ง ผมเข้าใจว่า เดือนมิถุนายน ๒๕๕๘ จากนั้นก็มีการชะลอไว้โดยให้กลับไปทบทวนให้รอบคอบอีกทีหนึ่ง แล้วล่าสุดที่ทางทีซีดีซี (TCDC) ทําหนังสือมาแจ้งข้อมูลมาถึงผม ก็มีหนังสือจากคณะรัฐมนตรี จากรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองรักษาราชการแทนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี วันที่ ๓๐ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ แจ้งไปยังเลขาธิการ ก.พ.ร. ว่ารองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับ มอบหมายและมอบอํานาจจากนายกรัฐมนตรีให้กํากับดูแล สบร. หรือโอเคเอ็มดี (OKMD) คือ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เห็นควรให้คงความเป็น องค์การมหาชนของสํานักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้หรือ สบร. ต่อไป ผมไม่แน่ใจว่า ความเห็นของท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ทางสํานักงานเลขาธิการ ครม. แจ้งไปยังเลขาธิการ ก.พ.ร. แล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ มันเป็นสรุปท้ายที่สุดของ สบร. แล้วหรือยังว่าจะยังคงอยู่ต่อไปนะครับ เอาละ ไม่เป็นไร แต่สมมุติว่าเป็นท้ายที่สุดแล้วว่าให้คงอยู่ต่อไป การให้คงอยู่ต่อไปเขามีอยู่ ๓ ส่วน ภายใต้ ร่มเงาของ สบร. อยู่แล้ว เราก็ดึงเอาหนึ่งในส่วนสําคัญของเขาออกมาเพื่อเอามาทําเป็น องค์กรขับเคลื่อนระดับชาติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี่นะครับ เราได้มีการหารือพูดคุย ตกผลึกกันตามสมควรแล้วหรือยัง เพราะว่าผมเข้าใจว่าการทํางานขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศของเรามันก็น่าจะต้องมีการหารือกับส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนะครับ กล่าวโดยสรุป ก็คือว่าผมไม่ติดใจในเรื่องความสําคัญและยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ว่าขอทราบ ความชัดเจนเรื่ององค์กรที่จะมาขับเคลื่อนซึ่งมันค่อนข้างจะระหกระเหินมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ มันเกี่ยวพันอยู่ ๒ เรื่อง คือ ๑. ลักษณะขององค์กรขับเคลื่อนควรจะพัฒนาขึ้นมาจากทีซีดีซี (TCDC) หรือศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบขึ้นมาเป็นองค์กรระดับชาติซึ่งเป็นงานใหญ่มาก หรือไม่อย่างไรนะครับ ๒. การเสนอให้แยกทีซีดีซี (TCDC) ออกมาจากโอเคเอ็มดี (OKMD) แล้วก็สร้างเป็นองค์การมหาชนแห่งใหม่นั้นมันมีความไปกระทบกับแผนของเรื่ององค์การ มหาชนอยู่แล้วหรือไม่ อย่างไร ทั้ง ๒ ประการก็ประกอบกันเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าจะต้องได้มี การพูดคุยกัน ซึ่งผมว่าความเห็นของท่านประธานที่ได้อภิปรายในฐานะสมาชิกก็ทําให้ผม มีความกระจ่างขึ้นแล้วก็เห็นว่าควรจะต้องมีการนําไปพิจารณาประกอบ อันนี้เป็น ๒ เรื่อง ๒ กลุ่มใหญ่ สั้น ๆ อีกนิดเดียวครับ อีกกลุ่มเดียวครับ ในขณะนี้รัฐบาลชุดนี้ก็มีแผน ปฏิรูปใหญ่ซึ่งผมเห็นว่าสําคัญมากก็คือการพัฒนาดิจิทัล (Digital) เพื่อเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะเกี่ยวพันถึงร่างพระราชบัญญัติรวมทั้งสิ้น ๘ ฉบับ แล้วก็ต่อไปนี้ ภายในปี ๒ ปีนี้ภายในปีนี้นอกจากยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นของใหม่แล้วยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีแล้ว เราก็จะมีนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัล (Digital) เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เศรษฐกิจสร้างสรรค์มันมีส่วนเกี่ยวพันกับแผนนี้อยู่ในระดับสําคัญ ทีเดียว ก็อยากทราบว่าเราได้มีการหารือ ได้มีการทํางานกันเป็นการภายในในขนาดไหนครับ รวมทั้งสิ้นก็เป็น ๓ ประเด็นใหญ่ โดย ๒ ประเด็นแรกจะมีความเกี่ยวพันกันอย่างยิ่งกับ องค์กรนําที่จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เมื่อท่านสมาชิกได้อภิปรายพอสมควรนะครับ และไม่มีผู้แสดง ความจํานงเพิ่มเติมก็ปิดอภิปราย ต่อไปก็เชิญท่านประธานกรรมาธิการ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ แล้วก็คณะได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกนะครับ หลังจากนั้นผมก็จะขอมติครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอขอบพระคุณท่านผู้อภิปราย ทุกท่านที่ในหลักการได้สนับสนุนแนวทางในการปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมด้วย ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่ง
ท่านประธานได้กรุณาให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นมาของการ พัฒนาเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสมัยที่ท่านได้มีบทบาทอยู่ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็จะได้ขอ ข้อมูลจากท่านเพื่อประกอบเป็นข้อมูลพื้นฐานสําหรับแนวทางในการปฏิรูปเศรษฐกิจ สร้างสรรค์
ท่านกษิตก็เช่นเดียวกันท่านอยากจะให้มีการประมวลข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ให้มากขึ้น ท่านยังเห็นไกลไปถึงขนาดที่จะให้มีการบูรณาการในเรื่องของเศรษฐกิจ กระแสใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญมาก เพราะว่าท่านเองได้อภิปรายมาตลอดว่า เศรษฐกิจแนวทางเดิมนั้นไม่ใช่อนาคตของประเทศไทยอีกต่อไป โดยรวมเศรษฐกิจของ กระแสใหม่จึงเป็นความหวังและเป็นอนาคต แต่ผมอยากเรียนว่าคงจะต้องทําควบคู่กันไป ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจกระแสเดิมที่มีอยู่ แต่ว่าต้องให้น้ําหนักกับเศรษฐกิจกระแสใหม่มากขึ้น เพื่อให้มีความสมดุลกันระหว่างเศรษฐกิจเก่ากับเศรษฐกิจใหม่ สมดุลกันระหว่างเศรษฐกิจ ภายนอกกับเศรษฐกิจภายใน
ขอขอบคุณท่านเมธินีที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกตในเรื่องของโครงสร้าง พร้อมกับ ยกตัวอย่างโครงสร้างองค์กรของประเทศต่าง ๆ โดยได้กรุณาเน้นย้ําว่าโครงสร้างของ องค์กรนั้นจะมีความสําคัญในการที่จะทําให้แนวทางการปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประสบความสําเร็จไปได้ ท่านได้กรุณาเน้นย้ําในเรื่องของการพัฒนาบุคลากร เรื่องของดิจิทัล คอนเทนต์ (Digital Content) ซึ่งทางประธานคณะอนุกรรมาธิการก็ได้กล่าวไปบ้างแล้ว แต่ว่าการเน้นย้ําของท่านนั้นก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสําคัญของแนวทางการปฏิรูป ที่ประธานอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจกระแสใหม่ได้นําเรียนต่อที่ประชุม
ท่านสมพงษ์ สระกวี ได้กรุณาแนะนํากรรมาธิการให้เห็นความสําคัญกับเชิง วัฒนธรรมที่มีการสร้างสรรค์และได้ยกตัวอย่างที่สําคัญหลายเรื่อง เช่นเดียวกับท่านบวรเวท ที่เห็นสมควรที่จะให้มีการต่อยอดจากเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรม ที่ดีงามอยู่แล้ว
ท่านสุรินทร์ได้กรุณาเน้นย้ําในเรื่องความสําคัญของนโยบายทรัพยากรบุคคล ของเงินทุนและของตลาด ซึ่งผมอยากเรียนว่าในแผนการปฏิรูประยะสั้นของคณะกรรมาธิการ ที่ได้เสนอในเอกสารหน้า ๑๕ นั้น นอกเหนือจากเรื่องของการพัฒนาเรื่องขององค์กรแล้ว ได้มีการกล่าวถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศที่เหมาะสม ในการสนับสนุนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ พัฒนามาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ ส่งเสริม และสนับสนุนโครงการนวัตกรรม อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงนวัตกรรมแบบจําลองธุรกิจ สนับสนุนทุนให้เปล่าพื้นที่บ่มเพาะและกระตุ้นผู้ประกอบการเป็นต้น สิ่งที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้กังวลก็คือเรื่องขององค์กร กระผมอยากจะกราบเรียนว่าที่ได้นําเสนอในครั้งนี้ มิใช่เป็นองค์กรใหม่เสียทีเดียว แต่เป็นการยกระดับองค์กรเดิมให้มาเป็นสํานักงานส่งเสริม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเรื่องของการพัฒนาหลาย ๆ เรื่อง แม้กระทั่ง เป็นการพัฒนาระยะสั้นดังที่ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยองค์กรต่าง ๆ จํานวนมากจากหลายกระทรวง จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีองค์กรหลักสักองค์กรหนึ่งในการ ที่จะบูรณาการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ให้ดําเนินไปในแนวเดียวกัน แล้วก็ ได้เห็นว่าการยกระดับองค์กรของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบมาเป็นสํานักงานส่งเสริม เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะทําให้การบูรณาการงานในเรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะเป็นไปได้อย่างชัดเจนและมีน้ําหนักในการที่จะทําให้ไปสู่ในทิศทางเดียวกันมากขึ้น อยากจะขอเรียนว่าองค์กรที่ขอปรับปรุง ปรับสถานะขึ้นมาเป็นสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ สร้างสรรค์นั้นจะเป็นองค์กรที่สําคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แล้วก็ อยากจะขออนุญาตเรียนว่าภารกิจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น หลักสําคัญก็คือ การเสนอแนะเรื่องที่จะปฏิรูป หลังจากนั้นเป็นเรื่องของการขับเคลื่อนให้ข้อเสนอแนะนั้น บังเกิดผล เพราะฉะนั้นในหลายกรณีอาจจะไม่สามารถประสานงานหรือรอข้อตกลงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดเสียก่อนจึงจะเสนอแนะอะไรได้ เพราะว่าระยะเวลาในการปฏิรูปของสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้นมีระยะเวลาอันสั้น เพราะฉะนั้นบางเรื่องอาจจะจําเป็นจะต้อง นําเสนอไปเพื่อเข้าไปสู่การพิจารณาของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่ององค์กรของสํานักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จะขอปรับสถานะเป็นองค์การมหาชนนั้น ก็อาจจะเป็น ข้อเสนอแนะที่นําเข้าไปสู่การพิจารณาของผู้ที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูปองค์การมหาชน แต่ว่า ในฐานะของสมาชิกขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในสถานะของสภาแห่งนี้ คณะกรรมาธิการ เศรษฐกิจก็มีความเห็นว่าควรจะเสนอเรื่องนี้เข้าไปเพื่อจะได้เห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญแล้วก็จะ เป็นองค์กรหลักในการที่จะบูรณาการกับองค์กรอื่น ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กระผมจึงขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ แล้วก็ขออนุญาต ขยายความและอธิบายความกระจ่างเพิ่มเติมดังที่ได้กราบเรียนไปแล้ว กราบขอบพระคุณครับ
เมื่อทางคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงเสร็จสิ้นนะครับและไม่มีสมาชิกติดใจซักถาม ก็เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และ เชิงวัฒนธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมจะขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนโปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๕ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูป เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรมหรือไม่ ซึ่งถ้าหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้ นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงภายใน ๗ วัน ก่อนที่จะส่งรายงาน ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอให้สมาชิกได้ลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดมีข้อขัดข้องในการใช้สิทธิไหมครับ ถ้าได้ใช้สิทธิกันแล้วผมขอ ปิดการลงคะแนนครับ แสดงผลครับเจ้าหน้าที่ มีผู้เห็นด้วย ๑๕๒ ไม่เห็นด้วย ๑ งดออกเสียง ๔ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม นะครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นข้อเสนอแนะไปปรับปรุงภายใน ๗ วัน ก่อนที่จะส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ จบการพิจารณา รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจแล้วนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา แล้วก็ท่านอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้ชี้แจง ขอบคุณมากครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จํานวน ๒ เรื่องด้วยกัน คือ
๑. การจัดตั้งคณะกรรมการกําหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติ
๒. การจัดตั้งสํานักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริหาร สุขภาพแห่งชาติ (สมสส.)
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลและ ตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๕๘ จํานวน ๒ ท่าน คือ ๑. นายไพโรจน์ สุรัตนวนิช อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการสาธารณสุข ๒. นายบุญชัย กิจสนาโยธิน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการสาธารณสุข ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ
(นายไพโรจน์ สุรัตนวนิช อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการสาธารณสุข และนายบุญชัย กิจสนาโยธิน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการสาธารณสุข เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
นอกจากนั้นท่านประธานคณะกรรมาธิการยังได้ขออนุญาตในการที่จะแจก เอกสารและฉายสไลด์ (Slide) ถูกต้องตามข้อบังคับ ซึ่งประธานได้อนุญาตนะครับ
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงานจํานวน ๒ เรื่อง ผมจะให้ประธาน กรรมาธิการแถลงรายงานแต่ละเรื่อง และให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้วจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการ หรือไม่ตามลําดับนะครับ โดยเริ่มจากเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการกําหนดนโยบายสุขภาพ แห่งชาติเป็นลําดับแรกก่อนนะครับ แล้วก็เมื่อเสร็จการลงมติในการพิจารณารายงานดังกล่าว แล้วก็จะนําเรื่องที่ ๒ เข้าสู่การพิจารณาตามลําดับต่อไปนะครับ
สําหรับผู้ที่ชี้แจงได้แก่ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ท่านที่ ๒ พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ รองประธาน คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ ๓. รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ เลขานุการกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ท่านยังเป็นนายกสภาเภสัชกรรมและที่ปรึกษาด้านอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ๔. นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ท่านที่ ๕ คือ ท่านไพโรจน์ และท่านบุญชัย ลําดับที่ ๖ ซึ่งได้ขออนุญาตท่านประธาน และประธานอนุญาต แล้วก็ได้แจ้งชื่อไปแล้วนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ได้แถลงรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ค่ะ ท่านประธานคะ ตามที่ นโยบายหลักของระบบสาธารณสุขของประเทศไทยที่ได้ดําเนินมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว ก็คือประชาชนไทยทุกคนมีหลักประกันด้านสุขภาพถ้วนหน้า ที่จะทําให้ประชาชนที่เจ็บป่วย ไม่นําไปสู่การล้มละลายทางด้านเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว โดยรัฐเป็นผู้ประกัน สุขภาพให้กับประชาชนจากเงินภาษีที่เก็บได้ อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทย ประชาชนเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้รับการคุ้มครองทางด้านสุขภาพ แต่ระบบสุขภาพซึ่งประกอบด้วย การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การคัดกรองโรค การรักษาโรค และการฟื้นฟู สมรรถภาพ ยังต้องการการปฏิรูป เนื่องจากยังขาดเอกภาพและประสิทธิภาพในการ ดําเนินงานในอีกหลายเรื่อง เช่น ในเรื่องการให้บริการยังมีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพและ การเข้าถึงบริการให้ทันเวลากับสถานการณ์ ทางด้านสุขภาพของประชาชน อันนี้ก็มี การศึกษาวิจัยที่สนับสนุนในเรื่องนี้นะคะ เรื่องการเงินการคลังที่ผู้ซื้อบริการ ซึ่งประกอบด้วย ๓ กองทุนใหญ่ ยังมีการบริหารจัดการที่ไม่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน หรือประสานความร่วมมือ ระหว่างกัน รวมทั้งด้านข้อมูลทางด้านการเจ็บป่วยและการซื้อบริการที่ต่างฝ่ายต่างก็เป็นผู้ทํา ไม่ได้มีการ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรด้านผู้ให้บริการที่มีทั้งภาครัฐและเอกชน ผ่านโรงพยาบาลหลายระดับ แม้แต่ภาครัฐด้วยกันก็มีหลายองค์กรซึ่งยังขาดการประสาน และบรูณาการทางด้านเทคโนโลยีและบุคลาการที่มีอยู่ให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าของเงินที่ได้จ่ายไป นอกจากนี้ที่สําคัญก็คือยังขาดข้อมูลที่ มีคุณภาพได้มาตรฐานและครอบคลุมทุกหน่วยบริการที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการวางนโยบาย ติดตามผลงานและประเมินผล กล่าวโดยสรุประบบบริการสุขภาพของประเทศไทยซึ่งเป็น ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ใช้งบประมาณจากภาษีซื้อบริการด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน ซึ่งรวมจากภาครัฐด้วยกันและเอกชน แต่มากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นภาครัฐยังมีปัญหา การขาดการประสานงานกันระหว่างองค์กรที่ทําหน้าที่ซื้อบริการ หน่วยงานที่ให้บริการ และรวมทั้งการใช้เงินที่ลงทุนไปในระบบอย่างมีประสิทธิภาพที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืน ในระบบหลักประกันสุขภาพ รวมทั้งข้อมูลที่ใช้ในการวางนโยบายร่วมกันอย่างมีเอกภาพ เท่าที่ควร ดังนั้นในการปฏิรูประบบสาธารณสุขเพื่อให้ผลสุดท้ายนั้นประชาชนมีสุขภาพดี มีอายุยืนยาว ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้ จําเป็นจะต้องได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ และเข้าถึงได้ทันความจําเป็นด้านสุขภาพ ต้องมีการประสานความร่วมมือจากหลากหลาย องค์กร และเพื่อกําหนดนโยบายและใช้ทรัพยากรจากทุกประเภทของประเทศให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพและสุขภาพของประชาชน คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นําเสนอการแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยการตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และการจัดตั้งสํานักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สมสส. ได้เสนอแผนการปฏิรูปเหล่านี้ไปยังคณะรัฐมนตรี และในขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้นําทั้ง ๒ เรื่องนี้มาขับเคลื่อนในการปฏิรูปต่อไปเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ ในการนําเสนอในเรื่องการปฏิรูปทั้ง ๒ เรื่องนั้นในเรื่องแรกดิฉัน ขออนุญาตท่านประธานให้ท่าน พลอากาศเอก นายแพทย์ ธีระภาพ เสนะวงษ์ เป็นผู้นําเสนอ เกี่ยวกับคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ความกรุณาของท่านประธาน ว่าจะให้นําเสนอทั้ง ๒ เรื่องในเวลาเดียวกัน เนื่องจากมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน หรือจะ ให้นําเสนอแยกทีละเรื่องแล้วก็ให้ความคิดเห็นก็แล้วแต่ท่านประธานค่ะ ขอบคุณค่ะ
คําถามที่ท่านประธานได้ถามนี้ในวิป (Whip) ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าถึงแม้จะ เป็นรายงานกลุ่มคณะกรรมาธิการชุดเดียวกันแต่ว่าเป็นเรื่องที่ยังมีความแตกต่างที่จะต้อง แยกพิจารณา เพราะฉะนั้นก็เสนอทีละเรื่องตามลําดับ ขอเชิญท่านธีระภาพครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการด้านสาธารณสุขของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาต นําเสนอเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ รัฐธรรมนูญทุกฉบับของ ประเทศที่ผ่านมาได้กําหนดไว้ในหลักการที่คล้ายคลึงกันว่ารัฐจะต้องให้บริการด้านสุขภาพ แก่ประชาชนที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานได้อย่างทั่วถึง แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะนําเสนอ ในอีก ๒ วันนี้ก็คงจะมีข้อความและเนื้อหาที่ใกล้เคียงกัน ในประเด็นดังกล่าวนี้มีหน่วยงาน ที่ให้บริการในหลาย ๆ หน่วยงานที่ให้บริการในลักษณะเดียวกันนะครับ แต่ว่ายังขาด การร่วมมือกัน ยังขาดทิศทางที่ไปในทิศทางเดียวกัน และขาดกรรมการกลางที่จะมาระดม ความคิดเห็นแล้วก็นําไปสู่จุดหมายปลายทางอันเดียวกัน จึงเป็นที่มาของคณะกรรมาธิการ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่หยิบจับประเด็นนี้ขึ้นมาต่อเนื่องมาจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นําเสนอแล้วก็ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งนี้ไปแล้วนะครับ ประเด็นดังกล่าวนี้ได้รับ ความเห็นชอบโดยวาจานะครับ จากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการที่เรานํา เรื่องเข้าไปเจรจาท่าน เข้าหารือท่านเป็นคณะ คณะของกรรมาธิการสาธารณสุขสิ่งแวดล้อม กับคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ของปี ๒๕๕๘ และ นําเสนอท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเรือเอก ณรงค์ ในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าคณะ ขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศด้านสาธารณสุข ท่านก็ให้ความเห็นชอบในหลักการนะครับ เราจึงนําการขับเคลื่อนประเด็นนี้ต่อ แล้วก็เมื่อเช้านี้เราก็ได้รับทราบการตอบจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๗ แล้วว่าจะเห็นได้ว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เห็นชอบด้วย มีประเด็นที่ทักท้วงหรือมีประเด็นที่เห็นสมควรปรับปรุง เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองนะครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตนําเสนอภาพรวมของระบบบริการ สุขภาพ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยครับที่เคยนําเสนอในที่ประชุมแห่งนี้มาแล้ว เพื่อให้เห็นว่าคณะกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้ให้ความสนใจในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่ ๑. ระบบบริการสุขภาพซึ่งประกอบด้วยการสร้างเสริมและป้องกันโรค การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพ นอกจากนั้นแล้วยังให้ความสนใจกับเรื่องการแพทย์ ฉุกเฉิน ปัญหากําลังพลและทรัพยากรด้านสุขภาพ ยาและเวชภัณฑ์ การเงินและการคลัง ด้านสุขภาพ ตลอดจนการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ประเด็นต่าง ๆ ในด้านสาธารณสุข ควบรวมมาเป็นคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติที่จะได้นําเสนอในวันนี้นะครับ ขอภาพถัดไปครับ ขออนุญาตนําเสนอประเด็นปัญหาของระบบสุขภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ให้กับที่ประชุมได้รับทราบ แบ่งเป็น๔ ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกันนะครับ คือเรื่องของ การเปลี่ยนของปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการให้บริการสุขภาพ หน่วยบริการสุขภาพ ระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพและผู้รับบริการ ในประเด็นแรกจะเห็นว่าบริบทของ การให้บริการสุขภาพปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย
ประการแรกก็คือ เรื่องโครงสร้างประชากรอย่างที่เราทราบว่าขณะนี้ ประเทศเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยทําให้การรักษาพยาบาล ที่จะต้องให้การรักษากับประชาชนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายตามมานะครับ
ประการที่ ๒ พฤติกรรมการใช้ชีวิตในสังคมเมืองนี้แตกต่างไปจากสังคม ในอดีตทําให้โรคไม่ติดต่อทั้งหลายนี้ทวีบทบาทและมีความสําคัญมากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน และโรคหลอดเลือดในสมองเป็นต้นนะครับ นอกจากนั้นแล้วปัญหาสุขภาพจิต และปัญหาสังคมก็เป็นปัญหาที่ตามมาแล้วก็เกี่ยวเนื่องกับปัญหาสุขภาพทั้งกายและจิต แล้วก็ เป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐด้วย ปัจจัยคุกคามสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลงไป มีโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ําเกิดขึ้น โรคที่เคยหายไปแล้วก็กลับมาระบาดใหม่ เช่น วัณโรคปอด โรคไข้เลือดออก อีโบล่า (Ebola) ซิกา (Zika) หรือแม้แต่โรคซาร์ส (SARS) เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะไม่เคยปรากฏมาเลยก็ปรากฏใหม่หรือสิ่งที่เคยปรากฏมาแล้วหายไป แล้วก็กลับมามีบทบาททางด้านปัญหาสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เรารู้จัก กันดี เช่น ไข้หวัดนกเป็นต้น แล้วโรคจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะหรือโรคจาก การประกอบอาชีพต่าง ๆ ก็มีทวีบทบาทความสําคัญมากขึ้นในปัญหาบริบทของการบริการ สุขภาพ ที่สําคัญแล้วก็มีการกล่าวถึงกันมากก็คือเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ แน่นอนครับ ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์มีความเจริญรุดหน้าก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่เรา ทราบกันดี แต่ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายด้านให้การบริการสุขภาพก็สูงตามขึ้นไปด้วย และ นอกจากนั้นแล้วกฎหมายบางอย่างยังก้าวไปครอบคลุมไม่ถึง เช่น การอุ้มบุญนะครับ ปัญหาสเต็มเซลล์ (Stem cell) หรือแม้แต่ปัญหาการแปลงเพศ เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือบริบทด้านการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่มีผลกระทบด้านการบริการสุขภาพ ซึ่งจําเป็น จะต้องได้รับการแก้ไขในโอกาสต่อไป
ประการที่ ๓ นะครับ หน่วยบริการสุขภาพ ในประเทศเรามีภาครัฐดูแล ประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ อีกประมาณเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นภาคเอกชน ใน ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ และส่วนที่เหลือเป็นของกระทรวงศึกษาธิการ คือโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เรารู้จักกันดี เช่น ศิริราช รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ หรือขอนแก่น เป็นต้นนะครับ แล้วก็ยังมีหน่วย ให้บริการที่อยู่ในกระทรวงกลาโหม หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ใน กทม. เป็นต้น หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งขึ้นมาตามกฎหมายต่าง ๆ กัน มีภารกิจต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมาย เดียวกันคือมีประชาชนเป็นศูนย์กลางเพื่อจะให้การรักษาพยาบาลกับประชาชน อันนั้นเป็น สิ่งที่พึงตระหนักได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต่างคนต่างทําครับ ต่างคนต่างทําไปสู่จุดหมายเดียวกัน และบางอย่างก็ไม่สอดประสานกัน บางอย่างก็รวมกันเฉพาะกิจ คล้าย ๆ ผ้าป่าสามัคคีครับ มีเรื่องอะไรทีหนึ่งก็มารวมกันทีหนึ่งแล้วก็สลายไป มีพายุมา มีสึนามิ (Tsunami) มา มีแผ่นดินไหว มีโรคระบาดก็มารวมกันครั้งหนึ่ง แล้วก็สลายไปนะครับ เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์ในทิศทางสุขภาพของชาติไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและไม่มีการรวมศูนย์ การให้บริการต่าง ๆ จึงมีการซ้ําซ้อน ในบางจังหวัดมีศูนย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคเดียว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ซ้ําซ้อนกัน แทนที่จะกระจายไปในจังหวัดอื่นที่มี ความจําเป็นนะครับ การให้บริการไม่สอดประสานกับภาระงานทําให้ประสิทธิภาพในการใช้ งบประมาณ ใช้คน ใช้อุปกรณ์การแพทย์ และใช้สถานที่มีความซับซ้อนนะครับ แน่นอนครับ ผลที่ตามมาก็คือทําให้งบประมาณของประเทศที่มีอยู่อย่างจํากัดอยู่แล้วต้องเป็นภาระมากขึ้น แล้วก็มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายน้อยลงนะครับ
ประการที่ ๔ ของปัญหาบริการสุขภาพของประเทศชาติก็คือระบบการเงิน การคลังด้านสาธารณสุข อย่างที่ผมนําเรียนมาแล้วก็คือว่าเมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ มีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นภาระ เนื่องจากว่าการเติบโต ของค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพที่ผ่านมาใน ๑๕ ปีที่ผ่านมานี้มีการเจริญเติบโตสูงมากกว่า การเจริญเติบโตของค่าจีดีพี (GDP) ของประเทศ ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ ก็จะต้องประสบปัญหาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ อย่างเช่นในประเทศต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาและ ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง และปฏิรูปในเรื่องนี้กันมาแล้วนะครับ ระบบประกันสุขภาพในภาครัฐ มีอยู่หลายระบบด้วยกัน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือว่า ๓๐ บาทที่เรารู้จักกันดี กรมบัญชีกลางก็ดูแลข้าราชการประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน และระบบครอบครัวด้วยก็ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน กองทุนประกันสังคมประมาณ ๑๐ ล้านคน แล้วก็กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประมาณ ๔๘ ล้านคน กองทุนต่าง ๆ เหล่านี้กระจัดกระจาย แล้วก็แยกกันบริหารนะครับ ทําให้ประสิทธิภาพการบริหาร งบประมาณก็ไม่เป็นไปตามที่ควรนะครับ มีความซ้ําซ้อน และความคุ้มค่าก็อาจจะมี ไม่เท่าที่ควร ที่สําคัญนะครับฐานข้อมูลของแต่ละกองทุนก็แตกต่างกันออกไป แต่ละฐาน ก็แยกกันไปทําให้การรายงานเป็นภาระกับผู้ต้องทํารายงานเพื่อจะเบิกจ่าย และต้องมีการ ตรวจสอบเพื่อดูความซ้ําซ้อนและความคุ้มค่าของแต่ละกองทุนนะครับ
ปัญหาสุขภาพของระบบบริการสุขภาพประการสุดท้ายคือผู้รับบริการ ผลกระทบกับผู้รับบริการคือเกิดความเหลื่อมล้ําระหว่างกองทุน แน่นอนครับเกิดความ ไม่เป็นธรรมด้วยว่าผู้รับบริการจะเข้ารับบริการในแต่ละสถานพยาบาลได้แตกต่างกัน ตามแต่สถานะและข้อผูกพันของแต่ละกองทุน และเราจะมาพบภาพของความแออัดและ ความล่าช้าในโรงพยาบาลของรัฐเป็นประจํานะครับ และที่สําคัญอีกอันหนึ่งที่ขาดไปก็คือ ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อันนี้หมายถึงการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมของ ภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการกําหนดทิศทาง และเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่วมจ่ายเพื่อจะทําให้ระบบบริการสุขภาพมีคุณภาพที่ดีขึ้นครับ
ข้อต่อไปจึงเป็นข้อเสนอการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสาธารณสุขของ คณะกรรมาธิการนะครับ เราเสนออยู่ ๔ ข้อด้วยกันนะครับ ข้อแรกคือข้อที่เรานํามาเสนอ ในวันนี้คือการจัดตั้งคณะกรรมการกําหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติ วัตถุประสงค์ก็คือ ๑. จะกําหนดเป้าหมาย นโยบาย หรือทิศทางการให้บริการสุขภาพของระดับประเทศนะครับ ข้อที่ ๒ คือควบคุมคุณภาพมาตรฐานการให้บริการสุขภาพ นั่นหมายถึงการตรวจสอบ และให้การดําเนินการเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของทุกกองทุนและทุกการให้บริการ ด้านสุขภาพครับ จะมีการบูรณาการบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบสุขภาพ เพื่อให้ประกันด้านคุณภาพที่ดีขึ้น กํากับหลักการและวิธีการเกี่ยวกับระบบการใช้จ่ายการเงิน การคลังด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพให้มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น และยังมีหน้าที่กําหนด ยุทธศาสตร์เรื่องยา เวชภัณฑ์ ตลอดการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร เพื่อให้ประชาชน มีทางเลือกมากขึ้นและเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศชาติ และยังเป็นการลดภาระ งบประมาณของระดับประเทศด้วย และวัตถุประสงค์ข้อสุดท้ายครับ คือทบทวนแก้ไข เสนอแนะข้อกฎหมายในระบบสุขภาพ อันนี้คือสิ่งที่เรานําเสนอไปวันนี้ ส่วนอีก ๓ ข้อเป็นสิ่งที่เราจะนําเสนอในโอกาสต่อไปก็คือ กําหนดแนวคิดเรื่องเขตสุขภาพ เพื่อให้มีการบูรณาการจัดสรรทรัพยากรในเขตเพื่อให้เพิ่ม คุณภาพการให้บริการสุขภาพและลดความเหลื่อมล้ําของประชาชน แน่นอนครับในระยะยาว อาจจะต้องมีปรับบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขให้กลายเป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) กํากับดูแลมากขึ้น และหน่วยบริการสุขภาพต่าง ๆ ในเขตภูมิภาค ก็จะกลายเป็นเซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Service Provider) มากยิ่งขึ้น คงจะต้องจัดเป็นเฟส (Phase) ไป ข้อเสนอ ประการที่ ๓ ก็คือการปรับบทบาทหน่วยบริการสุขภาพให้มีความชัดเจนขึ้นเป็นไพรมารี แคร์ คลัสเตอร์ (Primary Care Cluster) เซกกันดารี เมดิคัล แคร์ คลัสเตอร์ (Secondary Medical Care Cluster) เทอเทียรี เมดิคัล แคร์ คลัสเตอร์ (Tertiary Madical Care Culster) และเอกซ์เซลเลนซ์ เมดิคัล แคร์ คลัสเตอร์ (Excellence Medical Care Cluster) ถามว่าปัจจุบันเป็นอยู่ไหม เป็นอยู่ครับ แต่ยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทั้งนี้ท่านน่าจะ ทําให้ระบบบริการสุขภาพมีการส่งต่อได้ดีขึ้นแล้วก็เป็นด่านสกัดกั้นไม่ให้มีความแออัด ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ครับ
ข้อสุดท้ายข้อเสนอแนะ ก็คือมาตรการการเงินการคลังซึ่งจะได้เสนอ ในโอกาสต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคง หรือการสร้างความยั่งยืนของ ระบบการเงินการคลังของประเทศ ข้อภาพถัดไปครับอีกภาพครับ ภาพดังกล่าวเป็นภาพ ของการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ เพื่ออภิบาลระบบการบริการสุขภาพ ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ บล็อก (Block) บนสุดเป็นคณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาติ ขอภาพถัดไปครับ ซึ่งจะกําหนดให้มีโครงสร้างใน ๒ ส่วนด้วยกัน
ส่วนแรกเป็นส่วนที่หน่วยงานที่อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงาน เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรม กอง ต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องการดูแลสุขภาพ เช่น สปสช. ที่ดูแลเรื่องเงิน ๓๐ บาทนะครับ สสส. ที่ได้รับซินแท็กซ์ (Sin Tax) ภาษีบาปมานะครับ สช. สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สพฉ. คณะกรรมการ การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สรพ. คณะกรรมการดูแลเรื่องมาตรฐานการแพทย์ รวมทั้ง หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ส่วนที่ ๒ บล็อก (Block) ซ้ายสุด สีเหลือง จะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทาง ด้านสุขภาพที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม หรืออย่างเช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน เป็นต้น แล้วก็ กระทรวงการคลัง ที่ดูแลในเรื่องของกองทุนต่าง ๆ ก็จะมีส่วนร่วมตรงนี้เพื่อจะประกอบ การเข้าเป็นบอร์ด (Board) ระดับชาติที่เรียกว่า คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ กําหนดนโยบายและกํากับดูแลในวัตถุประสงค์ตามที่ผมนําเรียนให้ทราบไปแล้วนะครับ ส่วนสํานักงานเราคิดว่าจะไม่มีการตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ คิดว่าน่าจะเป็นสํานักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข สามารถที่จะปรับสภาพเป็นสํานักงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้น่าจะมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนะครับ
ขอภาพถัดไปครับ ในลําดับที่ต่ําลงมา ไล่เรียงมาก็เป็นคณะกรรมการสุขภาพ ระดับเขต ซึ่งในขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขดําเนินการอยู่แล้ว คือใน ๓ หรือ ๔ จังหวัด หรือประชากรประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนก็จะรวมเป็น ๑ เขตสุขภาพ ที่กระทรวงสาธารณสุขดําเนินการอยู่ แต่ว่ายังไม่เป็นรูปธรรมที่เป็นด้านกฎหมายอย่างชัดเจน ถ้าเรามีการรวมหน่วยงานบริการสุขภาพและกระทรวง ทบวง กรม อันอื่นขึ้นมารวมกันด้วย แล้วก็มีผลสภาพในการบังคับใช้ที่จะทําให้ปณิธานในการก่อตั้งคณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาติสัมฤทธิ์ผล ภาพถัดไปครับ ผลลัพธ์ที่คิดว่าจะได้จากข้อเสนอการปฏิรูป การตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ กล่าวคือ ข้อแรก ระบบสุขภาพของประเทศ จะมีการขับเคลื่อนที่มีเอกภาพและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินการคลัง เรื่องประสิทธิภาพในการให้การรักษาพยาบาล การพัฒนาคุณภาพของกิจการบริการสุขภาพ เป็นต้น
ประการที่ ๒ เขตสุขภาพที่จะมีตามมาจะเป็นการบูรณาการทั้งทรัพยากร ทั้งแหล่งเงิน คน และอุปกรณ์ ทําให้มีการบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพมาก ยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ ภาคประชาชนและท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมในการกําหนดแนว ทางการให้บริการสาธารณสุขให้สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของแต่ละพื้นที่ และประการ สุดท้าย ประชาชนจะได้รับ การบริการสุขภาพที่เป็นธรรมมีมาตรฐานหรือมีคุณภาพ ผลที่เกิด ขึ้นกับประชาชน ก็คือประชาชนจะมีสุขอนามัยดีขึ้น มีการดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างโรงพยาบาลต่อโรงพยาบาล และในภาวะฉุกเฉินก็จะมีการให้บริการอย่างทันท่วงที ระยะเวลาในการปฏิรูปกําหนดไว้ ๓ ระยะด้วยกัน ระยะแรกคาดว่าใช้เวลาประมาณ ๓ เดือน ขณะนี้ทาง สนช. และ สปท. ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมได้คุยกันอย่างไม่เป็นทางการ ๑ ครั้ง และอย่างเป็นทางการ ๒ ครั้ง ตั้งใจว่าจะทําคณะกรรมการร่วมที่จะร่างเป็นพระราชบัญญัติ ขึ้นมาและนําเสนอต่อไปครับ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะกําหนดความสัมพันธ์และ โครงสร้างอํานาจนะครับ แล้วก็กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ ๒ ก็เมื่อมีการนําเสนอ ประเด็นการปฏิรูปผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วก็จะมีการติดตามและประสานงานต่อไปเพื่อให้ ร่างพระราชบัญญัติได้รับการอนุมัติเป็นพระราชบัญญัติต่อไป และระยะที่ ๓ เมื่อมีการ ผ่านร่างพระราชบัญญัติแล้วนี้คณะกรรมการต่าง ๆ ก็จะมีการจัดตั้งขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ที่คิดว่ายังมีเวลาอยู่คือก่อนการเลือกตั้งกลางปีหน้า แหล่งที่มาของงบประมาณก็ใช้ งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขและงบประมาณของกองทุนสุขภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ได้แก่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกระทรวงสาธารณสุข ผมขอยุติการรายงานเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ทางคณะกรรมาธิการจะมีผู้เสนอรายงานอีกไหมครับ หรือว่ารอชี้แจงภายหลัง
อันนี้ท่านประธาน เห็นชอบตั้งแต่เมื่อสักครู่ใช่ไหมคะว่าให้มีการอภิปรายในเรื่องนี้ก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ค่อย ดําเนินไปสู่เรื่องที่ ๒ ต่อไปค่ะ
ลําดับเป็นอย่างนั้นครับ ต่อไปขอเชิญสมาชิกที่ได้แสดงความจํานง ในการอภิปราย ท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาหมายเลข ๑๔๒ นะครับ ผมเห็นความตั้งใจของคณะกรรมาธิการ ที่จะแก้ปัญหาความสับสนที่เกิดขึ้นในกระบวนการสาธารณสุข ต้องยอมรับว่าประเทศไทย เรานี้ได้พัฒนาการสาธารณสุขมาในระดับที่น่าภาคภูมิใจครับ สิ่งที่สะท้อนได้ก็คือปัญหา ของเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เพราะว่าเราสามารถที่จะรักษาดูแลพยาบาลคน ให้อายุยืนขึ้นมากกว่าในอดีตพอสมควรครับ อายุเฉลี่ยคน ๖๕ ปีเป็นเรื่องเล็กสําหรับ การรักษาพยาบาลหรือกระบวนการสาธารณสุขไทย วันนี้เป้าหมายคนไทยอายุอาจจะ ๗๕ ปี ถึง ๘๐ ปีได้ในระยะเวลาไม่กี่ปีถ้ากระบวนการสาธารณสุขได้รับการพัฒนา แต่สิ่งหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแล้วก็ยังต้องสร้างความสับสนให้กับประชาชนครับ ประเทศไทยเราเป็นประเทศ ที่สร้างมาตรฐานในการดูแลประชาชนในเรื่องการสาธารณสุขดีมากครับ ดีกว่าเกือบ ทุกประเทศทั่วโลก ในประชากร ๗๐ ล้านคนเราดูแลเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่านว่า จริง ๆ ครับ ข้าราชการทั้งหมดกรมบัญชีกลางทํารายการรับไปทั้งหมด ภาษีอากรจ่ายครบหมด ทั้งครอบครัวพ่อแม่ลูกหลานหมด จบครับ ส่วนที่ ๒ ส่วนที่เขาเป็นแรงงานที่กระทรวง แรงงานดูอยู่ก็แบ่งกันครับ ๓ ฝ่าย ลูกจ้างหักเงินเดือนตัวเองไปสมทบ นายจ้างหักรายได้ ตัวเองไปสมทบ และกระทรวงแรงงานรัฐหักไปสมทบ ส่วนที่เหลือทั้งหมดเราตั้งสํานักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้นมา ประกาศรับผิดชอบหมดทุกหัวที่เหลือจาก ๒ ประเภทแรก แล้วก็ตีเหมาจ่ายไปผมเข้าใจว่าตอนนี้หัวหนึ่งตกประมาณสักเกือบ ๓,๐๐๐ บาทต่อปี ปัญหาที่ สังคมตั้งคําถามครับ เมื่อรัฐนี้จ่ายสตางค์ครบกับประชาชนที่เจ็บป่วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ ทําไมธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนถึงเติบโตขึ้นทุกวัน ๆ นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้องแสวงหาและต้องตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งมาแสวงหาว่ามันเกิดอะไรขึ้น รัฐเราเข้าไปจ่ายทุกหัวหมดครับ ทั้ง ๆ ที่ ๔๘ ล้านคนที่รัฐเข้าไปจ่ายนั้นหลายท่านก็ตัดสินใจ แล้วว่าเขาจะไม่ใช้บริการของรัฐ เขาเดินเข้าสู่เส้นทางรับบริการของเอกชน เพราะไม่สามารถ รอการแออัดได้ เพราะฉะนั้นเงินส่วนหนึ่งก็คือมีบริษัทประกันที่กินเปล่าไปจากรัฐอยู่มากครับ บริษัทกินเปล่าที่ว่านั้นก็เราตั้งขึ้นมาเองครับ คือสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเหมาไปทุกรายหัวหมด แต่มีคน ผมเข้าใจว่า ใน ๔๘ ล้านคน ร่วม ๑๐ ล้านคน ไม่เข้าใช้บริการบัตรทองที่ว่ากันเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้อง นํามาทบทวนครับว่าเงินทั้งหมดที่รัฐจ่ายลงไปเพื่อกระบวนการสาธารณสุขจ่ายไปหลาย ช่องทาง เยอะมาก ผมก็เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการควรจะตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งรวบยอด มาดูเสียที เราจ่ายไปเยอะ ขณะเดียวกันเราจ่ายไปเยอะ จ่ายไปหลายช่องทาง แต่เข้าไปใช้ บริการสาธารณสุขของรัฐก็ต้องยอมรับว่าเราได้ให้งบประมาณไปในการที่จะดูแลน้อยไปครับ ไม่รู้ไปอยู่ตรงไหน สตางค์เราจ่ายไปเยอะ แต่ว่าไปดูโรงพยาบาลหลัก ๆ ทั้งหมดครับ โรงพยาบาลจังหวัดทั่วประเทศแทบทุกโรงพยาบาลครับ เหมือนกับโรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถี หรือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในกรุงเทพฯ แออัดยัดเยียดเหมือนกัน หมดครับ ไปแออัดอยู่ที่นั้นหมด โรงพยาบาลขนาด ๑,๐๐๐ เตียง อย่างน้อยมีผู้ป่วยนอน ประจําอยู่ ๑,๒๐๐ คน มีผู้ป่วยใต้เตียงอยู่ด้วยชุดหนึ่ง ปัญหาว่ากระบวนการการกระจาย ความเป็นธรรมในกระทรวงสาธารณสุขอยู่ตรงไหน ซึ่งอาจจะต้องใช้คณะกรรมการไปช่วย ผลักดันส่งเสริมและทิศทางที่กระทรวงสาธารณสุขต้องปรับต้องเริ่มขึ้นครับ งบประมาณ เวลาไหลไปจากกระทรวงสาธารณสุขเดี๋ยวนี้มันเหลือน้อยครับ กระทรวงสาธารณสุขมีงบ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ สปสช. แล้ว แล้วก็ต้องดูแลบุคลากรเกือบทั่วประเทศ เพราะฉะนั้น ผมไม่มีความขัดข้องในการตั้งคณะกรรมการที่จะทําหน้าที่ในการกําหนดนโยบายสุขภาพ แห่งชาติ แล้วก็ช่วยไม่ขัดข้องระบบร่วมจ่ายที่ท่านนําเสนอ เพราะมีคนประเภทหนึ่งที่เขา ตัดสินใจไม่ให้รัฐบาลจ่ายให้อยู่แล้ว ส่วนนั้นเราถอดไปไว้ตรงไหนสักแห่งได้ แล้วก็ กระบวนการในการดูแลบุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการดูแลในระดับที่สมควรแก่ ฐานานุรูป ไม่สร้างความแตกต่างระหว่างการเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ พยาบาล ในโรงพยาบาลรัฐกับโรงพยาบาลเอกชนมากนัก เสริมสร้างคุณภาพสถานบริการของรัฐ ให้ใกล้เคียงกับสถานบริการของเอกชน ผมเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ คุณภาพของการแพทย์ ของบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลครับ เคยพูดเล่น ๆ กันในสภานี้เหมือนกันว่า โชคดีที่ กระทรวงสาธารณสุขผลิตพยาบาล แต่ท่านไม่ค่อยส่งเสริมให้เรียนภาษาอังกฤษ เป็นโชคดีครับ ถ้าท่านส่งเสริมเรียนภาษาอังกฤษพยาบาลไทยเก่งภาษาอังกฤษเมื่อไรท่านจะไม่เหลือ พยาบาลอยู่ในประเทศไทยแม้แต่คนเดียว ไปหมดครับ เขาขาดทั้งนั้น เพราะนี่ก็ถือว่าเป็น กุศโลบายของกระทรวงแล้วกัน เด็กไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษ ไม่ว่ากัน อันนี้ทําให้เหลือคน อยู่ที่นี่เยอะ แต่ขณะเดียวกันเราต้องไม่สร้างความแตกต่างทางวิชาชีพ แพทย์ที่เขาตัดสินใจ ไปอยู่โรงพยาบาลในอําเภอซึ่งเรียกว่าแพทย์ชนบท กับแพทย์ที่ตัดสินใจไปอยู่ในโรงพยาบาล จังหวัด ซึ่งอาจจะเรียกว่าแพทย์โรงพยาบาลจังหวัดหรือแพทย์หลวง แพทย์อะไรไม่ทราบ ทั้ง ๒ แพทย์ อย่าสร้างความแตกต่างมากนัก เพราะเท่าที่ดูเราก็มีข้อเท็จจริง เรามีโรงพยาบาล ชนบท โรงพยาบาลอําเภออยู่ ๘๐๐ กว่าโรงพยาบาลทั่วประเทศ และทุกโรงพยาบาลอําเภอ มีคุณภาพแตกต่างกันตามขนาด ปริมาณ คุณภาพ แต่สิ่งที่ได้เหมือนกันก็คือความเป็นแพทย์ ในชนบท แต่ผมยืนยันผมเป็นคนอยู่ต่างจังหวัด ท่านประธานก็อยู่ต่างจังหวัด เดี๋ยวนี้ หาชนบทยากแล้ว จังหวัดเพชรบุรีของท่านนี่หาชนบทไม่เจอเลย ท่านจะหาเมือง หมู่บ้าน ตําบล โรงพยาบาลที่ติดอยู่ถนนลูกรังนี่ท่านหาแทบไม่เจอแล้ว ขนาดอนามัยที่ยกเป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลของท่านประธาน ทุกโรงพยาบาลสุขภาพตําบลครับ ถึงถนนคอนกรีต ถนนลาดยางหมดแล้ว ความเป็นชนบทเริ่มหายไป เพราะฉะนั้นระบบที่ เข้ามาทดแทนแล้วก็สร้างปัญหาให้กับกระบวนการสาธารณสุขมากก็คือระบบการเคลื่อนย้าย ผู้ป่วยหรือที่เราเรียกว่า ระบบส่งต่อ วันนี้เราเริ่มส่งต่อจากสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตําบล แล้วก็เราส่งต่อจากโรงพยาบาลอําเภอ แล้วก็เราส่งต่อมาโรงพยาบาล จังหวัด เข้าโรงพยาบาลศูนย์ เพราะฉะนั้นสภาพแออัดยัดเยียดปลายทางแออัดยัดเยียด มากที่สุดครับ กระจายอย่างไรครับ ท่านเสนอวิธีการของเขต ผมก็คิดว่าลงไปกระจายดูนะครับ เพราะว่า ระหว่างอําเภอกับตําบลเดี๋ยวนี้ไม่ได้ไกลกันมากมาย ผมไปมาเกือบทั่วทุกประเทศช่วงเป็น รัฐมนตรี ผมคิดว่ามีอยู่ ๒-๓ จังหวัดครับที่เป็นโรงพยาบาลชนบทจริง ๆ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดตาก นอกนั้นสลายความเป็นชนบทเกือบหมดแล้ว เรามีความ ใกล้ชิดระหว่างเมืองกับอําเภอมากขึ้นทุกวัน ๆ ขณะเดียวกันส่งต่อจากโรงพยาบาลระดับ จังหวัดเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง เช่น ทางภาคใต้มีอะไรก็ต้อง ส่ง มอ. ครับ หลุดจาก มอ. ก็มีความพยายามก็ต้องพาเข้ากรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นผมฝากแค่นี้ ครับว่าคณะกรรมการที่จะวางขึ้นมานี้ช่วยลงไปดูตรงนี้ด้วย สร้างฐานานุรูปของแพทย์ที่เขา ทํางานอยู่อย่างหนักครับ พยาบาลที่ทํางานอยู่อย่างหนักในโรงพยาบาลที่แออัดยัดเยียด ให้ได้รับค่าตอบแทนที่สมควรแก่ฐานานุรูป ผมเป็นคนที่อยู่ในกระบวนการสาธารณสุขมาครับ ถึงไม่ใช่เป็นหมอครอบครัวผมก็อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ผมคิดว่าวันนี้คนที่เป็นพยาบาล ที่ค้างอัตราการบรรจุต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง แพทย์ที่จบแล้วที่ยังรอการบรรจุนี่ ควรจะต้องไม่มีอีกต่อไป อัตราอื่นที่ค้างท่ออยู่ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เยอะมากครับ ท่านไปค้นดูในแต่ละกระทรวงที่นั่งกองอยู่ในกระทรวงแล้วไม่มีอะไรทําเยอะมาก แต่มี เงินเดือน ตําแหน่งกันทั้งนั้น นี่โชคดีครับกระทรวงศึกษาธิการยุบสํานักงานเขตการศึกษาไป ที่นั่นนั่งกองอยู่เยอะครับ บรรจุอาจารย์หมด แต่คนที่เป็นพยาบาล ๗-๘ ปีแล้วยังไม่ได้รับ การบรรจุผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราเอามาตรฐานทั้งหมดไปครอบอยู่ในความแตกต่างทาง วิชาชีพ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะให้ท่านฝากไปดูแลก็คือคนที่ทํางานหนักต้องได้รับการดูแล มากกว่าคนที่ทํางานเบา คนที่มีภารกิจงานมากควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษมากกว่า พวกนั่งไขว่ห้างทํางาน แต่ในกระทรวงสาธารณสุขจะรู้ดีครับว่าพวกไหนที่รับมือทํางานหนัก ขณะเดียวกันค่าตอบแทนก็ต่ํากว่าที่อื่น อาชีพพยาบาลเดี๋ยวนี้พูดตรง ๆ ครับ ภรรยาผมเป็น พยาบาลกว่าจะได้ซี ๘ ต้องลาออกครับ อายุจะ ๖๐ ปีแล้ว แต่ส่งเด็กที่บ้านเรียน ส่งไปเรียน ออกมาเป็นครูครับ ภรรยาผมยัง ซี ๗ เลย เด็กที่ผมส่งเรียนได้ ซี ๘ แล้ว เราปล่อยให้สภาพ อย่างนี้เป็นอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นต้องสร้างเสริมกําลังใจของบุคลากรด้วย แล้วก็กระจาย ความเป็นธรรมในกระบวนการสาธารณสุขทั้งหมด อีกเรื่องหนึ่งที่จะตามมาผมอาจจะ ไม่เห็นด้วยอย่างนี้นะครับ เรียนไว้ก่อน แต่เรื่องการตั้งคณะกรรมการพวกนี้มาเพื่อรวม กระบวนการเงินทั้งหมดที่ดูแลเรื่องสุขภาพคนมาอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์อันเดียวกันนี้ เห็นด้วย และขอสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการเดินต่อครับ ขอขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีต ส.ว. นะครับ ไม่ทราบว่า ยังมีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายไหมครับ คือเราจะแจ้งเรื่องส่งสัญญาณลงมติไปยังห้องต่าง ๆ เพราะฉะนั้นขอทราบล่วงหน้า มีคุณหมออําพลท่านหนึ่ง เชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ เดิมทีก็ไม่ได้คิดที่จะอภิปราย เพราะว่า ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้คุยไว้กับกรรมาธิการว่าจะขอเป็นกองเชียร์ข้างล่าง แล้วก็ถ้าหากว่ามีผู้อภิปรายมากผมก็จะ ไม่อภิปราย คราวนี้เมื่อปรากฏว่ามีผู้อภิปรายแค่เพียง ๑ หรือ ๒ ท่านแค่นั้นเอง ก็ขออนุญาต อภิปรายเพื่อที่จะสนับสนุน ผมเน้นคําว่า สนับสนุน เพราะเหตุว่าผมได้ร่วมในการพิจารณา ในการดูในเรื่องของประเด็นที่ทางกรรมาธิการได้นําเสนอต่อ สปท. ที่ประชุมแห่งนี้มาด้วย ระยะเวลาพอสมควร แล้วก็ใจจดใจจ่อเฝ้ารอคอยว่าเมื่อไรเรื่องที่เราศึกษาจะเข้าสู่ที่ประชุม สักที วันนี้ก็สมใจครับท่านประธานต้องขอขอบคุณท่านวิทยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ท่านได้อภิปรายสนับสนุนในประเด็นที่ทางกรรมาธิการได้นําเสนอที่ประชุม เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธว่าระบบสาธารณสุขของประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายของ ผู้เล่นมากเหลือเกิน ส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ดูแลให้บริการผู้ป่วยนั้นมีเป็นจํานวนมาก ใช้งบประมาณเป็นจํานวนมากกระจัดกระจายอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง สาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการก็คือสังกัดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ กระทรวงกลาโหม บก เรือ อากาศ แล้วก็ยังมีสํานักงานตํารวจแห่งชาติ คือโรงพยาบาลตํารวจ แล้วก็มีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น มีกระทรวงยุติธรรมคือ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีอยู่มากเหลือเกิน งบประมาณ ที่จัดสรรแต่ละปีนั้นเป็นแสน ๆ ล้านบาท ผมไม่อยากจะเรียกว่าเบี้ยหัวแตก แต่ต้องเรียกว่า มีการกระจัดกระจายของงบประมาณที่จัดไปตามสถานพยาบาลต่าง ๆ ในส่วนราชการต่าง ๆ นั้น เป็นจํานวนปีหนึ่งหลายแสนล้านบาท เฉพาะ สปสช. หรือสํานักงานประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น ก็เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี สังกัดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพราะฉะนั้นผู้เล่นที่มีอยู่เป็นจํานวนมากนั้นย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าในเวลาปฏิบัตินั้นย่อมจะ มีปัญหาอยู่พอสมควร เพราะความแตกต่างของต้นสังกัด ความแตกต่างของวิธีคิด ความแตกต่างของการบริหารงบประมาณ ความแตกต่างของการให้บริการ ต่าง ๆ เหล่านี้ สะสมปัญหามาโดยต่อเนื่องมาโดยตลอด เมื่อเวลาที่มีปัญหาเราก็จะโทษองค์กรโน้นองค์กรนี้ เวลามีปัญหาของระบบประกันสุขภาพ เรื่องของบัตรทองก็จะโทษไปที่ สปสช. เวลามีปัญหา ในเรื่องของระบบสวัสดิการข้าราชการก็จะโทษไปที่กรมบัญชีกลาง เวลามีปัญหาในเรื่องของ ประกันสังคมก็จะโทษไปที่สํานักงานประกันสังคม เพราะฉะนั้นความแตกต่างและวิธีการ แก้ปัญหานั้นถ้าหากว่ามีลักษณะที่กระจัดกระจายอยู่อย่างนี้ปัญหาก็มีแต่จะทับถมทวีคูณ มากขึ้นเรื่อย ๆ ทางกรรมาธิการคิดหนทางของการแก้ปัญหาคือทําอย่างไรที่จะให้มีการ บูรณาการ หรือการแก้ปัญหาที่เป็นเอกภาพ มันน่าจะมีหน่วยงานหรือองค์กรใดคล้าย ๆ กับ สํานักงานคณะกรรมการต่าง ๆ ที่ประเทศไทยมีอยู่และกําลังจะมี เช่น สํานักงานคณะกรรมการ พลังงานแห่งชาติ สํานักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เขามีหน้าที่บูรณาการ และแก้ปัญหาในเรื่องของพลังงานทั้งหมดของประเทศไทย แล้วก็ยังมีสํานักงานคณะกรรมการ การท่องเที่ยวแห่งชาติ สํานักงานคณะกรรมการที่กําลังจะมีการกีฬาแห่งชาติ และเข้าใจว่า การศึกษาก็คงจะมีในอนาคต เพราะฉะนั้นจิกซอว์ (Jigsaw) ที่เรามองว่ามีอยู่กระจัดกระจาย อยู่มากมายในจิกซอว์ (Jigsaw) ต่าง ๆ นั้นถ้าใส่ในเฟรม (Frame) เดียวกันแล้วให้ใครหรือองค์กรใด มีหน้าที่ที่จะพิจารณาภาพนี้ทั้งภาพเป็นภาพรวมของการบูรณาการการบริหารจัดการไม่ว่า จะเป็น งาน เงิน คน ต่าง ๆ เหล่านี้ หน่วยงานนั้นก็คือคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ เรื่องเงินนั้นเวลาพิจารณา ใช่ครับ คณะกรรมการมีหน้าที่ที่จะดูในภาพรวมไม่มีหน้าที่ที่จะไป จัดสรรว่างบประมาณควรจะให้หน่วยงานไหนเท่าไร ๆ แต่เขาสามารถที่จะพิจารณากรอบ หรือภาพรวมของการบริหารจัดการได้ไม่ให้เกิดความซ้ําซ้อน ไม่ให้เหตุการณ์ใช้งบประมาณ ที่โอเวอร์แลป (Overlap) หรือว่าซ้ําซ้อนกัน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าท่านพิจารณาดู เดินใกล้ ๆ แยกอนุสาวรีย์ชัยฯ ถนนเส้นนั้นระยะทางประมาณ ๒๐๐ หรือ ๓๐๐ เมตร งบประมาณเชื่อไหมครับว่าที่ลงไปในสถานบริการสุขภาพบริเวณแถวนั้นปีหนึ่งเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีโรงพยาบาลราชวิถี มีโรงพยาบาลเด็ก มีโรงพยาบาลสถาบันโรคผิวหนังมีคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล มีโรงพยาบาล รามาธิบดี มีโรงพยาบาลสถาบันประสาทวิทยา กองอยู่ในบริเวณระยะทางเพียงแค่ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ เมตร ผมไม่แน่ใจว่าระยะทาง ๒๐๐-๓๐๐ เมตรนั้น ถ้ารวมมูลค่าของเครื่องมือ ทางการแพทย์จะเป็นเท่าไร เครื่องเอ็มอาร์ไอ (MRI) หรือเครื่องซีทีสแกน (CT Scan) ที่ใช้ ตรวจคอมพิวเตอร์สมองหรือตรวจร่างกายนั้นจะมีอยู่ถึง ๑๐ เครื่องไหม ในระยะทางเพียงแค่ ประมาณ ๒๐๐หรือ ๓๐๐ เมตรนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีอยู่ให้เห็นในต่างจังหวัดในส่วนภูมิภาค ได้ทราบว่าโรงพยาบาลจังหวัดบางจังหวัดมีหน่วยงานของส่วนราชการต่าง ๆ ยกตัวอย่าง จังหวัดนครราชสีมาหรือจังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมาจะเป็นรูปธรรมนี่เห็น มีบก เรือ อากาศ กระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยต่าง ๆ กองอยู่ในบริเวณนั้น เพราะฉะนั้น การบูรณาการการบริหารจัดการจึงเป็นสิ่งจําเป็น
ประการถัดมาท่านประธานครับ พูดกันมากเรื่องของบุคลากร เวลามีปัญหา เรื่องของบุคลากรไม่พอเราก็จะโทษหน่วยงานที่มีหน้าที่ผลิต คือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ แต่แท้ที่จริงแล้วการผลิตบุคลากรนั้นจะตอบสนองความต้องการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาครัฐที่มีปัญหาอยู่เป็นอันมาก เวลานี้มีการจํากัดจํานวนของการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ การผลิตไม่สอดคล้องกับการใช้ เวลาใช้เขาทํางานสภาพที่เป็นอยู่ในเวลานี้คือเป็นลูกจ้าง รายปี ทําสัญญาจ้างปีต่อปีหรือ ๒ ปีหรือ ๓ ปี พยาบาลนับหมื่นที่ผลิตออกมาแล้วไปเป็น ลูกจ้างรายปี ต้องทําสัญญารายปี ประเมินผลการทํางานรายปีกับสถานพยาบาลต่าง ๆ เขาเกิดความน้อยเนื้อต่ําใจทยอยลาออกกันเป็นจํานวนมาก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่ จะให้โรงพยาบาลหรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งไปแก้ปัญหา ไม่ใช่ว่าให้พยาบาลสังกัด กระทรวงกลาโหม มีปัญหาแล้วกระทรวงกลาโหมไปแก้ปัญหา สังกัดกระทรวงสาธารณสุข แล้วกระทรวงสาธารณสุขไปแก้ปัญหา หรือสังกัดหน่วยงานใดหน่วยงานนั้นไปแก้ปัญหา ควรจะต้องมีองค์กรที่สามารถบูรณาการอยู่ในยอดภูเขานี้ สามารถที่จะแก้ปัญหาในระดับ นโยบายของประเทศได้ ผมเชื่อว่าความแออัดที่เกิดขึ้นในสถานพยาบาลต่าง ๆ ตี ๔ ตี ๕ ต้องเอารองเท้าไปเรียงคิวเพื่อจะจองคิวเข้าตรวจ ทําบัตรเวชระเบียนนั้นควรจะต้องหาย ไปจากระบบบริการสาธารณสุขของประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ จะเป็นตัวต่อจิกซอว์ (Jigsaw) ที่เติมเต็มปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับการบูรณาการ ระบบประกันสังคม ประกันสุขภาพแห่งชาติและสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งใช้งบประมาณของ ประเทศอยู่รวมกันแล้วกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตามด้วยความเคารพทางผู้บริหาร ทางกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างสูง ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่า ณ ขณะนี้ทางกระทรวง สาธารณสุขคงจะได้ฟัง ได้ดูการอภิปรายหรือการนําเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม สปท. อยู่บ้าง เพราะทราบว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มีดําริว่าเมื่อมีวาระเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงใด เข้าสู่ที่ประชุม สปท. นั้นขอความกรุณาท่านรองนายกรัฐมนตรีที่กํากับดูแลกระทรวงนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องช่วยกรุณาดู แต่ผมก็เสียดายที่มีผู้อภิปราย ในประเด็นนี้น้อยเกินคาดนะครับ ทั้ง ๆ ที่ทางกรรมาธิการได้เตรียมเรื่องนี้ เตรียมทางหนีทีไล่ ในการตอบคําถามไว้มากพอสมควร อย่างไรก็ตามผมฝากไปถึงทางกระทรวงสาธารณสุข ว่าทั้งนี้ไม่ต้องตกใจว่าทาง สปท. จะทําอะไรที่จะเป็นการก้าวล่วงเข้าไปกํากับดูแลการบริหารของ กระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขโดยสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข น่าจะยังเป็นสํานักงานเลขาธิการของสํานักงานคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาตินี้อยู่ ท่านยังมีบทบาทเป็นตัวเอกหรือเป็นพระเอกในการที่จะดูแลเรื่องของระบบสุขภาพของ ประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงไม่สามารถเอาบทบาทนี้ไปมอบให้กับกระทรวงกลาโหม หรือว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หน่วยงานที่เป็นหลักในการที่จะดูแลในเรื่องของระบบ บูรณาการทั้งหมดนี้น่าจะยังเป็นกระทรวงสาธารณสุขอยู่ ท่านยังเล่นบทเป็นพระเอกได้อยู่ เพราะฉะนั้นแม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะยังไม่ได้ร่าง อยู่ในขั้นตอนของการดําเนินการอยู่ ผมก็มี ความหวังเป็นอย่างสูงด้วยความเคารพว่าจะเกิดความร่วมมือบูรณาการกันระหว่าง สปท. และทางกระทรวงสาธารณสุข ผมฝากความหวังไว้ ณ ที่ประชุมแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านเฉลิมชัยนะคะ ดิฉันอยากเรียนถามว่านอกจากคุณหมออําพลแล้ว มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายอีกไหมคะ ท่านสุรินทร์นะคะ แล้วมีอีกไหมคะ เพราะว่าเราจะได้ ส่งสัญญาณไฟลงมติไปยังที่ต่าง ๆ เชิญคุณหมออําพลค่ะ ท่านเป็นเลขาธิการคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม และชุมชน เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมขออนุญาตร่วมแสดงความคิดเห็นรวมทั้งให้ข้อสังเกตต่อข้อเสนอที่ทางคณะกรรมาธิการ นําโดยท่านอาจารย์พรพันธุ์และคณะได้จัดทําไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการที่จะได้มีการพิจารณา ในขั้นตอนต่อ ๆ ไปครับ อาจจะเลยเวลา ๑๐ นาทีไปบ้างเล็กน้อย ต้องขออนุญาตท่านประธาน ไว้ ณ โอกาสนี้ เพราะว่าวันนี้มีคนอภิปรายไม่มาก แล้วก็บังเอิญกระผมนั้นประสบการณ์ ในการทํางานนั้นทํางานอยู่กระทรวงสาธารณสุขเกือบ ๔๐ ปี และดูแลเรื่องการปฏิรูประบบ สุขภาพแห่งชาติมาเป็นเวลาทั้งสิ้น ๑๗ ปีครับ เพราะฉะนั้นอยากจะขออนุญาตนําบางสิ่งบางอย่างที่มาให้ความเห็นตรงนี้เพื่อจะเป็น ประโยชน์ในการที่จะสร้างสรรค์เรื่องการปฏิรูประบบอภิบาลต่อไปครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมคิดว่าต้องขอชื่นชมเจตนาของคณะกรรมาธิการที่จับเรื่องนี้มา ซึ่งโดยเฉพาะท่านอาจารย์พรพันธุ์ท่านก็จับตั้งแต่ตอนที่เป็น สปช. แล้วก็ตอนนี้เป็น สปท. ก็ยังมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อ กระผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีครับที่เรามีความมุ่งมั่นร่วมกันในการ ที่จะมีการปฏิรูประบบการอภิบาลระบบสุขภาพของประเทศไทยนะครับ กระผมคิดว่า ในภาวะแบบนี้เหมือนการออกแบบบ้านที่บังเอิญบ้านนี่เรามีอยู่แล้วแล้วก็มีห้องมีหับ อะไรต่าง ๆ มากมายนะครับ เรากําลังจะออกแบบบ้านเพื่อจะจัดบ้านใหม่ เราไม่ได้ออกแบบบ้าน เพื่อสร้างใหม่บ้านมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการออกแบบบ้านที่จะปรับปรุงบ้านที่มีอยู่เดิม ให้สมบูรณ์เหมาะสมที่สุดนั้น สิ่งสําคัญก็คือต้องมีการวิเคราะห์ห้องหับและแปลนเดิม อย่างรอบด้าน ในขณะเดียวกันเมื่อมีการออกแปลนใหม่ในการปรับปรุงนั้นคนที่อยู่ ในบ้านไม่ว่าจะอยู่ตรงห้องไหนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรคงจะต้องมีโอกาสได้มีส่วนร่วม ในการออกแบบนั้นอย่างสําคัญนะครับ อันนี้ผมคิดว่าน่าจะอยู่ในความคิดของคณะกรรมาธิการ ท่านคิดอยู่แล้วครับ กระผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนคือฟังดูทุกท่านและทั้ง กรรมาธิการและทุกท่านในสังคมและในห้องนี้กระผมคิดว่าเราเห็นตรงกันหมดครับว่าระบบ สุขภาพของประเทศไทยต้องการการบูรณาการ ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้เลยครับการบูรณาการ ทุกคนอยากเห็นทุกคนไม่ปฏิเสธและอยากให้มันเกิดครับ เพียงแต่ว่าการเกิดเรื่องนี้ควรจะ เกิดในรูปแบบอย่างไร และอะไรที่เหมาะสมที่สุดครับ กระผมคิดว่าเมื่อพูดถึงการอภิบาล จริง ๆ แล้วขออนุญาตนิดหนึ่งว่าถ้าในภาษาอังกฤษจะมี ๒ คํา คือคําว่า เฮลท์กัฟเวิร์นแนนซ์ (Health Governance) คือการอภิบาลระบบสุขภาพ อีกอันหนึ่งคือกัฟเวิร์นแนนซ์ ฟอร์ เฮลท์ (Governance for Health) คือการอภิบาลเพื่อสุขภาพครับ ถ้าการอภิบาลเพื่อสุขภาพ อันหลังจะไปเกี่ยวข้องกับกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ มากมาย ยกตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุ บนท้องถนนจะต้องมีการจัดระบบอภิบาลที่จะต้องไปลดอุบัติเหตุการตาย การพิการ บนท้องถนน อันนี้อยู่นอกระบบสาธารณสุขครับ อยู่นอกระบบสุขภาพ แต่มันเกี่ยวกับ สุขภาพ แต่สิ่งที่ส่วนใหญ่เราจะคุยกันนั้นคือการอภิบาลระบบสุขภาพหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระบบสาธารณสุข ประเทศเราเรียกระบบสุขภาพมานานว่าเป็นระบบสาธารณสุขครับ มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนสําคัญ ถ้าใครเห็นการตั้งคณะรัฐมนตรีในพม่าตอนนี้เขาใช้ กระทรวงสุขภาพ มินิสทรี ออฟ เฮลท์ (Ministry of Health) ของเราเป็นมินิสทรี ออฟ พับบลิก เฮลท์ (Ministry of Public Health) เราแปลว่าสาธารณสุข เพราะฉะนั้น ๒ คํานี้ เวลาไล่ ๆ ไปแล้วเดี๋ยวอาจจะต้องดูกันว่าเรากําลังจะปฏิรูประบบอภิบาลตรงไหนกันนะครับ อันนี้ก็คงเป็นส่วนที่ลึกที่จะต้องดูกันในเชิงรายละเอียดต่อไป กระผมกราบเรียนว่าผมได้อ่าน สิ่งที่เสนอของคณะกรรมาธิการอย่างละเอียดครับ เป็นเรื่องที่ดี ท่านพยายามจะทํางานชิ้นนี้ เพราะมีส่วนสําคัญอย่างมากนะครับ
ในหน้า ๑ ของเอกสารนี้ แผนปฏิรูป หลักการและเหตุผลที่ขึ้นต้น ท่านขึ้นไว้ ดีมากเลยครับว่า เมื่อก่อนนี้เราพูดถึงระบบบริการสุขภาพเน้นสุขภาพด้านชีวการแพทย์ การเจ็บป่วยบุคคล การรักษา วันนี้มันไปไกลกว่านั้น มันเป็นเรื่องของการเสียสุขภาพในเรื่อง ที่ไม่ใช่เรื่องเชื้อโรค เรื่องการแพทย์แบบเดิม เมื่อสักครู่ผมแตะเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนครับ คนไทยตายบนท้องถนนปีละถ้าตามสถิติเก็บไว้คือ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ข้อเท็จจริงนั้น ท่านรัฐมนตรีสาธารณสุขบอกว่าเมื่อเช็กข้อมูลหมดแล้วตายประมาณปีละ ๓๐,๐๐๐ บาดเจ็บ พิการอีกจํานวนเป็นแสนนะครับ อันนี้อยู่นอกระบบสาธารณสุขครับ นอกระบบบริการ สาธารณสุข ระบบบริการสาธารณสุขเพียงแค่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือตาย บาดเจ็บ พิการ มาแล้วครับ ตรงนี้มีการปรับเรื่องสุขภาพจากเดิมไปจริงที่ท่านเขียนไว้ทุกประการครับ ท่านขึ้นต้นด้วยบริการสุขภาพนะครับ แล้วในย่อหน้าที่ ๓ ท่านบอก การอภิบาลระบบสุขภาพ มีความซับซ้อน ตรงนี้ผมอยากจะกราบเรียนฝากท่านกรรมาธิการท่านเน้นย้ําเรื่องระบบ บริการสาธารณสุขบริการสุขภาพ ซึ่งผมก็เคยเข้าใจว่าคือระบบบริการสาธารณสุข แต่ระบบ บริการสาธารณสุขไม่ใช่ระบบสุขภาพ ระบบสุขภาพใหญ่กว่านั้นเยอะ มียุ่งเกี่ยวกับเรื่อง สรรพสิ่ง ใน พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติได้ขยายความว่าระบบสุขภาพหมายถึง ระบบความสัมพันธ์ ทั้งมวลที่เกี่ยวกับสุขภาพ คําถามข้อที่ ๑ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านก็คือว่า ดังนั้นสิ่งที่ท่านกําลังจะปฏิรูปอภิบาลนี่ ท่านจะปฏิรูปการอภิบาลระบบบริการสุขภาพหรือ ที่เรียกว่าระบบบริการสาธารณสุขก็ได้นะครับ หรือท่านจะปฏิรูประบบอภิบาล ระบบสุขภาพ ที่ใหญ่กว่านั้น เดี๋ยวผมจะชี้ต่อไป ตรงนี้มันจะมีใช้ทั้ง ๒ คํานะครับ คราวนี้ผมกราบเรียน ตรงนี้เพิ่มเติมนิดครับท่านประธานด้วยความเคารพ เมื่อสักครู่ที่ผมเรียนแล้วถ้าพูดถึงสุขภาพ มันมี ๓ ส่วนครับ ระบบที่มันเกี่ยวกับชีวิตผู้คน ประชาชนทั้งหลายมีระบบย่อยมากมาย แล้วก็ มีระบบต่าง ๆ ในสังคม เมื่อสักครู่ที่เราพูดถึงอุบัติเหตุจราจร ระบบคมนาคม ขนส่ง การบังคับใช้ กฎหมาย ระบบนโยบาย ระบบต่าง ๆ นี่เกี่ยวกับสุขภาพทั้งนั้นเลยครับ และระบบที่ ๓ คือ ระบบบริการสุขภาพ ซึ่งท่านใช้คําว่า บริการสุขภาพ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าหมายถึงบริการสาธารณสุข เพราะในอันนี้ท่านจะพูดถึงปัญหาตรงนั้นไว้เยอะครับ ๓ ส่วนนี้ผมกราบเรียนว่าท่านกําลังจะ จัดกลไกอภิบาลตรงไหนครับ ตรงระบบบริการสุขภาพหรือบริการสาธารณสุขหรือทั้งหมด แน่ครับ ตรงนี้เป็นคําถามใหญ่ที่ฝากกราบเรียนท่าน
ในหน้าที่ ๒ ถัดไปท่านขึ้นว่า สรุปประเด็นต่าง ๆ ในการอภิบาลระบบบริการ สุขภาพครับ ชัดเจนว่าท่านกําลังจะดูเรื่องระบบบริการนะครับ แต่เดี๋ยวตอนท้ายผมจะชี้ให้ ท่านเห็น ท่านไปออกโครงสร้างออกมาท่านกําลังจะไปถึงทุกเรื่องของสุขภาพมันอะไรกันแน่ กราบเรียนท่านประธานครับในทางวิชาการนั้นในโลกปัจจุบันการอภิบาลหรือกัฟเวิร์นแนนซ์ (Governance) มี ๓ แบบ ผมเคยพูดในสภานี้แล้วไปทั้งหมด ๒ ครั้ง การอภิบาลหมายถึง ปฏิสัมพันธ์ของภาครัฐ เอกชน องค์กรสาธารณะ ประชาสังคมทุกภาคส่วนเพื่อจะแก้ปัญหา ความท้าทายในสังคม ซึ่งท่านขึ้นต้นชัดเจนว่ามันมีปัญหาเยอะและช่วยกันสร้างโอกาสใหม่ ๆ ที่ดีในสังคม มันมีอภิบาล ๓ แบบครับ อภิบาลโดยรัฐ ที่เรียกว่ากัฟเวิร์นแนนซ์ บาย สเตท (Governance by Stage) อภิบาลโดยตลาด คือกัฟเวิร์นแนนซ์ บาย มาร์เก็ต (Governance by Market) และอภิบาลโดยหุ้นส่วน กัฟเวิร์นแนนซ์ บาย พาร์ตเนอร์ชิป (Governance by Partnership) ตรงนี้ผมคิดว่าผมอาจจะตั้งคําถามฝากท่านไว้ เดี๋ยวคิดในขั้นถัดไปจะได้ชัดว่า ท่านกําลังต้องการให้เกิดอภิบาลแบบหุ้นส่วนใช่ไหม หรือกําลังจะทําอภิบาลแบบรัฐให้มัน เข้มแข็งมันอันไหนกันแน่ครับ หรือทั้ง ๒ อย่าง ทั้ง ๓ อย่าง อย่างไรก็ตามนะครับในหน้า ๒ ท่านได้ขึ้นสรุปประเด็นอภิบาลระบบสุขภาพนะครับ ในนี้ผมอ่านแล้วทั้งหมดเลย แยกผู้ซื้อ เรื่องเงินนะครับ เรื่องพันธกิจตามกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุขเหมือนเป็นผู้ให้บริการ รายใหญ่ มีการบริการโดยรัฐ เอกชน ระบบบริการสุขภาพที่พึงประสงค์ของประเทศ ท่านเขียน หลักการและเหตุผลเป็นระบบบริการสุขภาพทั้งหมดเลยครับ และพอแนวการปฏิรูปในหน้า ๓ ท่านจะจัดทํากลไกอภิบาลระบบสุขภาพครับ ไม่ใช่อภิบาลระบบบริการสุขภาพในบรรทัดแรก ท่านไม่ได้เขียนอภิบาลระบบสุขภาพนะครับ ท่านต้องการจัดทํากลไกอภิบาลระบบบริการ สุขภาพ ซึ่งในนี้ก็พูดการเงิน การคลัง การบริการที่ครอบคลุมส่งเสริมป้องกัน รักษา ฟื้นฟู แล้วก็มีความร่วมมือระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน หน่วยงานเอกชน เพื่อให้มีทิศทางเอกภาพในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ ผมกราบเรียนท่าน ตอนนี้ท่านมาเป็นระบบสุขภาพแล้ว ท่านขึ้นต้นเป็นระบบบริการนะครับ ลดความเหลื่อมล้ํา ในระบบบริการสุขภาพ บูรณาการให้เกิดแหล่งเงินแหล่งทองอะไรก็ว่ากันไป ข้อที่ ๔ กระจาย อํานาจการจัดการให้เกิดการพัฒนาระบบสุขภาพให้สอดคล้องกับปัญหา คําถามที่ผมกราบ เรียนฝากไว้เพื่อจะได้สมบูรณ์ในต่อไปนะครับ ระบบอะไรกันแน่ครับ ระบบบริการหรือระบบ สุขภาพ ผมกราบเรียนตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่าต่างกันนะครับ เพราะเดี๋ยวตอนไปออกแบบ สุดท้ายมันจะต้องชัดเจนว่าท่านกําลังจะปฏิรูปอภิบาลอะไรนะครับ
ในตอนท้ายวิธีการปฏิรูปครับในตอนท้ายหน้า ๓ ท่านบอกว่าเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปบริการสุขภาพข้างต้น จึงกําหนดให้มีคณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาติเพื่ออภิบาลระบบบริการสุขภาพครับ ดูไปดูมาเหมือนท่านเน้นบริการ สุขภาพ ระบบบริการซึ่งเป็นระบบซับเซต (Subset) คือระบบย่อยของระบบสุขภาพ แต่กรรมการท่านชื่อใหญ่คือนโยบายสุขภาพ อันนี้ก็ฝากไว้นะครับ เพื่อความชัดเจนต่อไปครับ
กระผมอยากเรียนว่าสิ่งที่ท่านเสนอนี้ในข้อ ๑ ท่านจะตั้งกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาติเป็นกลไกอภิบาลระบบบริการสุขภาพ แล้วท่านมีเรื่องเขตนะครับท่านใช้ คําว่า คณะกรรมการสุขภาพเขต แต่ถ้าดูเนื้อคือบริการสุขภาพเขตครับ แล้วมีคณะกรรมการ ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคจังหวัด ตรงนี้ก็ฝากเป็นคําถามไว้กับท่านกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับว่า ในระดับชาติกลไกที่ท่านกําลังจะเสนอตั้งนี้ อภิบาลระบบสุขภาพ ทั้งประเทศหรืออภิบาลระบบบริการสุขภาพและมีที่เขต ท่านใช้คําว่า คณะกรรมการสุขภาพ แต่ดูเนื้อคือบริการสุขภาพแล้วท่านมีคณะกรรมการส่งเสริมป้องกันที่จังหวัด แล้วทําไมที่เขต ไม่มีครับส่งเสริมป้องกัน แล้วทําไมมันมีเขตแล้วไปที่จังหวัดเลย แล้วในเนื้อของท่านมีอําเภอ อีกด้วย อันนี้ก็ฝากกราบเรียนให้ชัด ท่านประธานที่เคารพ ที่ผมได้ขออนุญาตท่านไว้ว่าขอเวลาอีกนิดเดียวนะครับอาจจะเกิน ๑๐ นาที ระบบสุขภาพของประเทศไทยดูเหมือนสลับสับสนซับซ้อนก็จริงครับ มันเป็นพหุลักษณะ ได้รับการชื่นชมจากนานาชาติว่ามีความก้าวหน้าเหมาะสมกับสังคมพหุลักษณ์ แต่ไม่ใช่ดีที่สุด นะครับจําเป็นต้องมีการปฏิรูปครับ สิ่งที่ผมอยากขออนุญาตกราบเรียนฝากท่านประธาน ถึงกรรมาธิการ คือผมพยายามจะอ่านว่าท่านได้วิเคราะห์สถานการณ์กลไกและระบบอภิบาล ที่มีอยู่ในปัจจุบันในระบบสุขภาพรวมทั้งระบบบริการสุขภาพด้วยนะครับ ในปัจจุบันนี้ หน้าตาเป็นอย่างไรครับ มีกลไกอะไรอยู่บ้าง จุดอ่อน จุดแข็งอยู่ตรงไหน แล้วสิ่งที่ท่านจะเติม ห้องตรงนี้อยู่ตรงไหนของบ้านที่มีอยู่แล้ว แล้วบ้านที่มีอยู่แล้วต้องไปปรับห้องไหนอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับตรงนี้ผมขออนุญาตฝากกราบเรียนไว้นะครับว่า ตรงนี้ผมพยายามจะ อ่านการศึกษาวิเคราะห์ผมไม่เห็น มันเป็นการเสนอโมเดล (Model) ขึ้นมาอันหนึ่งเลยว่า ให้มีอันนี้ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามีอันนี้แล้วมันจะไปทําให้กลไกอื่น ๆ ที่มีอยู่มันไปด้วยกัน ได้อย่างไรอันนี้ก็ฝากกราบเรียน
ในหน้าที่ ๔ นะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมกราบเรียนไปแล้วท่านมีคณะกรรมการ นโยบายสุขภาพแห่งชาติ นโยบายบริการสุขภาพแห่งชาติหรือเปล่า ถามย้ําไปย้ํามานะครับ แล้วท่านมีกรรมการเขตสุขภาพ บริการสุขภาพเขตนี่บริการหรือเปล่า หรือสุขภาพทั้งหมดครับ แล้วก็ลองไปที่อําเภอนะครับ ในกลไกตรงนี้ท่านก็ไปลงเรื่องในนี้ควรจะมีใครบ้าง ผมยังไม่ค่อย เข้าใจเรื่องสภากลาโหมเขามาอยู่อย่างไร ผมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องสํานักงานการอุดมศึกษา ว่าอยู่อย่างไร อันนี้ก็เป็นคําถามที่ผมอาจจะไม่มีโอกาส เนื่องจากไม่ได้มีโอกาสที่ได้ไปทํางาน ร่วมกับคณะกรรมาธิการนะครับอันนี้ท่านก็เสนอมาซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านเขียน เราอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ เอกชนมีไหมครับ มีสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ร้านขายยา อุตสาหกรรมยา แพทย์แผนไทยมีโอกาสไหม แล้วมีทางประชาคมสุขภาพเขาฝากว่า ภาคประชาสังคม ประชาคมสุขภาพมีส่วนไหมครับ ถ้ากลไกอภิบาลนี้เป็นกลไกอภิบาลแบบ หุ้นส่วนเขาต้องมีส่วนร่วมครับ แต่ถ้าไม่มีแสดงว่าเรากําลังจะทํากลไกอภิบาลโดยรัฐเฉพาะรัฐ เท่านั้นเองแล้วประชาชน ประชาสังคมที่เขาทําเรื่องสุขภาพเขาอยู่ตรงไหน เอกชนทําไมถึง เข้ามาได้ ๑ หน่วยแล้วหน่วยอื่นจะเข้ามาได้หรือไม่นะครับ อันนี้เดี๋ยวท่านคงจะทําได้ความ ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
คราวนี้มาถึงตรงโครงสร้างในหน้าถัดไปหน้า ๕ นะครับ นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านลดรูปเหลือเป็นแค่ กรรมการเท่านั้นเองทั้ง ๆ ที่จริง ๆ การอภิบาลระบบสุขภาพหรืออภิบาลระบบบริการ สุขภาพของรัฐ กระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนหลักอภิบาลอยู่แล้วโดยตรงโดยอํานาจและ หน้าที่ โดยอํานาจและหน้าที่เขาสามารถที่จะทํานโยบายผ่าน ครม. เขาสามารถที่จะชวน ทุกฝ่ายมาทํานโยบายได้อยู่แล้ว อย่างเราเห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบัน ท่านไปลงนามเอ็มโอยู (MOU) กับกระทรวงกลาโหม ท่านลงนามเอ็มโอยู (MOU) กับ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านกําลังจะไดร์ฟ (Drive) นโยบายในเรื่องการผลิต การพัฒนา การจัดระบบบริการ มันมีความจําเป็นมากน้อยแค่ไหนที่จะต้องมีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง ที่เหนือตรงนี้แล้วเขาสามารถไปผลักดันนโยบายผ่านคณะรัฐมนตรีได้ทุกวันอังคารถ้าเป็น นโยบายที่มีส่วนร่วมครับ อันนี้ผมก็ตั้งคําถามไว้เป็นข้อสังเกตนะครับ ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่เห็นด้วย เมื่อสักครู่นี้ที่เรียนตอนต้นแล้วว่าเราเห็นด้วยกับเรื่องของการคิดเรื่องนี้ แต่อยากจะให้มีความชัดเจน
ผมขอลงอีกนิดหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพ หน้า ๕ เรื่องบทบาทหน้าที่ บทบาทหน้าที่ข้อ ๑ กําหนดทิศทางและนโยบายหลักด้านสุขภาพของประเทศตลอดจน กลั่นกรองนโยบายก่อนเข้า ครม. ตรงนี้ละครับที่ผมตั้งต้นตั้งแต่ตอนต้น พอผมมาอ่านอันนี้ ผมไม่เข้าใจเพราะท่านเริ่มต้นจากปัญหาเรื่องระบบบริการสุขภาพหรือบริการสาธารณสุข แต่พอมาออกแบบคณะนี้กําหนดทิศทางและนโยบายด้านสุขภาพของประเทศเลยครับ แล้ว ครม. ไปอยู่ไหนละครับ ครม. เขาเป็นคนกําหนด กระทรวงสาธารณสุขเป็นแขนขา ที่จะกําหนดนโยบาย กลไกนี้จะมาเป็นกลไกที่ผมไม่แน่ใจว่าแล้วกระทรวงสาธารณสุข เขาจะอยู่ตรงไหน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเวลาเขาเข้ามาบริหารประเทศแล้ว เขาจะอยู่ตรงไหน ในการที่กําหนดนโยบายอันนี้นะครับ ถ้าเป็นกลั่นกรองนโยบายก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี อันนี้ เข้าใจได้ แต่วรรคแรกที่ท่านใช้คือ กําหนดทิศทางและนโยบาย อันนี้คือหน้าที่ของ ครม. ครับ ไม่ใช่หน้าที่ของกลไกอะไรขึ้นมา ข้ออื่นผมผ่านไปข้อ ๔ ประเมินประสิทธิภาพประสิทธิผล การดําเนินงานตามนโยบายหลักสําคัญด้านสุขภาพของหน่วยงานต่าง ๆ ท่านไปไกลเลย กว่าระบบบริการสุขภาพแล้ว นโยบายหลักสําคัญด้านสุขภาพมันคืออะไร อยู่ตรงไหนบ้าง หลายหน่วย ท่านทําหน้าที่ประเมินประสิทธิภาพประสิทธิผล แต่ข้อ ๑ ท่านบอกท่านเป็นคน กําหนดนโยบายและทิศทาง ประเมินของตัวเองได้อย่างไรครับถ้าอย่างนั้น ข้อ ๖ ให้ความเห็น ต่อรัฐบาลในพันธสัญญากรณีระหว่างประเทศ แผนงานโครงการ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพ ไม่เกี่ยวกับสาธารณสุข ไม่เกี่ยวกับบริการแล้วนะครับ ตอนต้นท่านขึ้นบริการ แต่ตอนนี้ ในหน้าที่ที่ท่านออกแบบไว้เอาทุกอย่างใส่ไว้ในกรรมการชุดนี้หมดเลย อันนี้ก็ด้วยความ เป็นห่วงและฝากท่าน ข้อที่ ๗ มีอํานาจตรวจสอบ สั่งการ แก้ไข ปรับปรุงการดําเนินงานของ ทุกส่วนราชการตามนโยบายยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพแห่งชาติ อ่านข้อนี้ชัดเจนว่าจริง ๆ ที่ท่านคิดไม่ใช่เรื่องบริการ ท่านคิดเรื่องทุกอย่างเรื่องสุขภาพ แล้วท่านเอาคํานําหน้าถึงขนาด ตรวจสอบ สั่งการ แก้ไข ปรับปรุง ทุกส่วนราชการที่ดําเนินการตามนโยบายยุทธศาสตร์ ด้านสุขภาพแห่งชาติ ก็คือหน้าที่ ครม. ครับ ผมก็สับสนตรงนี้นิดหนึ่ง ตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ ครม. ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องระบบบริการแล้วที่ท่านขึ้นต้นตั้งแต่ตอนต้นครับ อีกนิดเดียวครับ ท่านประธาน ขออภัยจริง ๆ ที่ได้ให้ข้อสังเกตที่มากสักนิดหนึ่ง แต่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งครับ เพราะว่าผมชื่นชมในความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทําเรื่องนี้ คณะกรรมการสุขภาพเขต เมื่อกี้ได้พูดไว้แล้วในหน้า ๖ บริการหรือสุขภาพทั้งหมด เมื่อสักครู่ท่านขึ้นบริการ พอระดับชาติ ท่านไปสุขภาพทั้งหมด ตอนนี้พอเขตท่านใช้ชื่อว่าสุขภาพ แต่ผมอ่านเนื้อส่วนใหญ่เป็นบริการ เป็นการกําหนดนโยบายให้ความเห็นชอบบริหารจัดการด้านสุขภาพ ดูแลกํากับสถานพยาบาล ให้ความเห็นชอบแผน บริหารกองทุนสุขภาพระดับเขต อันนี้ก็น่าสนใจ กลไกนี้กลายเป็น กลไกบริหารไปแล้ว หรือจะเป็นกลไกนโยบาย อันนี้จะเป็นการบริหารกองทุนสุขภาพ ระดับเขตนะครับ แล้วกํากับติดตามด้วย ถ้าบริหารแล้วกํากับติดตามประสานกันเอง ได้อย่างไร อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนฝากไว้ด้วยเวลาจํากัดนะครับ มาถึงที่จังหวัดครับ จังหวัดท่านมีข้อเสนอเรื่องของกรรมการระดับจังหวัดเรื่องส่งเสริม ป้องกัน อันนี้ผมอ่าน ในหน้าที่แล้วหน้า ๘ ก็เป็นแค่ประสาน บูรณาการระดับจังหวัดตรงนี้กลับไม่มีเรื่องของอํานาจ เหมือนที่จะไปใส่ไว้ในระดับชาติ ระดับเขตเลยนะครับ แล้วระดับเขตนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด บริหารส่วนภูมิภาคอยู่ตรงไหนผมก็ไม่เห็นแสดงว่าระดับเขตดูเหมือนจะเป็นอาร์ม (Arm) ของบริหารราชการส่วนกลาง แต่ที่จังหวัดท่านยังอยู่ไปสัมพันธ์กับผู้ว่าราชการจังหวัด สัมพันธ์กับท้องถิ่นอยู่นะครับ
สุดท้ายผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ เรื่องนี้ สําคัญ แล้วก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรที่ผมเปรียบเทียบบ้านที่มีห้องอยู่แล้ว มีผู้คนอาศัย อยู่แล้ว ร่วมกันทํางานมาอยู่แล้ว มันไม่เรียบร้อย เราจะต้องปรับปรุงบ้าน ผมคิดว่ามีฝาก ๔ ข้อที่สําคัญครับ ข้อที่ ๑ คงต้องคิดให้ชัดว่าท่านจะจับเรื่องปฏิรูปอภิบาลตรงไหนกันแน่ บริการหรือสุขภาพทุกอย่าง แล้วเป็นแบบอภิบาลโดยรัฐหรืออภิบาลแบบหุ้นส่วน ถ้าโดยรัฐ ท่านใส่อํานาจให้เต็มที่ไปเลย แต่ท่านระวังจะไปเป็นอํานาจก้าวล่วงอํานาจของคณะรัฐมนตรี ไปก้าวล่วงอํานาจตามกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ แล้วแต่นะครับ อันนี้คิดให้ชัด ข้อที่ ๒ คิดร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขได้ไหม เพราะบังเอิญผมตอนนี้ไม่ได้ อยู่กระทรวงสาธารณสุข แต่เดี๋ยวผมจะกราบเรียนว่ามันมีกลไกตรงไหนของรัฐบาล ผมรู้สึกว่า อาจจะยังไม่ได้คิดร่วมกันอย่างใกล้ชิดก่อน ข้อที่ ๓ คิดบนฐานความรู้ที่ได้วิเคราะห์รอบด้าน หรือยัง หรือคิดบนสมมุติฐานอะไรบางอย่างโดยที่ยังไม่ได้วิเคราะห์ทั้งหมดรอบด้าน พอหรือไม่นะครับ อันนี้ทุกคนก็มีสิทธิที่จะตั้งคําถามแบบที่ผมว่าแล้วเราค่อยช่วยกันดูนะครับ ข้อที่ ๔ ครับ คิดแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพียงพอหรือยัง ซึ่งท่านอาจจะ มีในใจแล้วว่าท่านกําลังจะสร้างกระบวนการคิดครับ
สุดท้ายจริง ๆ ผมกราบเรียนว่าในส่วนของรัฐบาลครับ รัฐบาลได้ตั้ง คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป ๖ ชุด ซึ่งทุกท่านทราบดีนะครับที่มีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในชุดที่ ๔ ที่มีท่านรองนายกรัฐมนตรี พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็นประธานในชุดนี้ ในส่วนในหน้าที่ในการงานของผมนั้นได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในกรรมการด้วย ประชุม ไปแล้ว ๒ ครั้งนะครับ และมีการตั้งอนุกรรมการหลายชุด หนึ่งในนั้นคืออนุกรรมการปฏิรูป การอภิบาลระบบสุขภาพของที่ท่าน สปท. กําลังทําอยู่พอดี และมีรัฐมนตรีสาธารณสุข เป็นประธานครับ มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นเลขานุการ ประชุมครั้งสุดท้ายผมได้รับ เชิญเข้าด้วยคือวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานี้เอง มีการเสนอกลไกการอภิบาลระบบสุขภาพ เป็นระบบสุขภาพ ไม่ใช่ระบบบริการ ๓ แบบครับ แบบที่ ๑ คือแบบประสานครับ แบบที่ ๒ แบบสร้างความร่วมมือ ทั้งหมดนี้เพื่อจะให้บูรณาการทั้งหมดเลยนะครับ และแบบที่ ๓ คือแบบที่เป็นการใช้อํานาจในแนวตั้ง ขณะนี้เขามีการวิเคราะห์หลายด้านนะครับว่า แต่ละแบบนั้นดีไม่ดีอย่างไร สถานการณ์เดิมเป็นอย่างไร ปัจจุบันเป็นอย่างไร แล้วก็ จะพิจารณาทางเลือกกันต่อไป ผมกราบเรียนเพื่อเป็นข้อมูลว่าในส่วนของภาครัฐ เขาได้ทํา อันนี้ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปที่ท่านนายกแต่งตั้ง แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการ ท่านเสนอนี้เป็นวิธีรูปแบบเดียว ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิดนะครับ แต่จะมีโอกาส ได้ประสานทํางานร่วมกันอย่างไร แล้วก็ให้ได้คําตอบที่ดีที่สุดทุกฝ่ายยอมรับและเกิดประโยชน์ สูงสุดต่อประเทศชาติด้วยกันนะครับ แล้วก็ให้ชัดเจนครับว่า จะเน้นเรื่องอภิบาลระบบ บริการสุขภาพ หรืออภิบาลสุขภาพแห่งชาติทั้งหมด และสถานการณ์ปกติเป็นอยู่อย่างไร ด้านอ่อน ด้านแก่ ด้านดี ด้านเสีย อย่างไร แล้วสุดท้ายเราจะมีทางออกในเรื่องการอภิบาล เรื่องนี้กันอย่างไรต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ขออภัยที่ผมใช้เวลาเกิน และขอบพระคุณที่ท่านกรุณาครับ
วันนี้มีสมาชิกอภิปรายไม่มากนะคะ ก็ให้คุณหมออําพลใช้เวลาให้เต็มที่ และเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ดิฉันมีชื่อท่านสุรินทร์ มีสมาชิกท่านไหนจะขออภิปรายไหมคะ เพราะมิฉะนั้นหลังจากท่านสุรินทร์พูดแล้วดิฉันจะส่งสัญญาณไฟลงมติ ไม่มีนะคะ อย่างนั้น เชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวง แรงงาน เชิญนะคะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ครับ ก็เป็นบ่ายที่ผมมีความสุขอีกบ่ายหนึ่งนะครับ เพราะว่า พุทธภาษิตเขาบอกว่า อโรคยา ปรมาลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ท่านกําลัง จะทําให้พวกเราไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของประชากรไทย ๖๕ ล้านคน ผมกราบเรียนว่าต้องขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านประธานที่กรุณา ทําเรื่องนี้และห่วงใยประชาชนคนไทย แต่อย่างไรก็ดี การคิดดี คิดชอบ ต้องคิดให้เป็น รูปธรรม เป็นเรื่องสําคัญที่สุดนะครับ หลายเรื่องที่เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย คิดดี คิดชอบ แต่ทํา ไปแล้วไม่เป็นรูปธรรมก็เยอะ รัฐเสียเงินไปมากก็เยอะนะครับ การดูแลสุขภาพของประชาชน เป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่งของทุกชาติทุกภาษา โดยประเทศที่เจริญแล้ว เพราะอะไรครับ เพราะเมื่อดูแลสุขภาพของประชาชนโดยรวมให้แข็งแรงแล้วนะครับ จะส่งผลอะไร ส่งผล ให้เขามีความสุข เมื่อมีความสุขแล้วเขาก็จะมีการทํางานทําการอย่างมีความสุข และสร้าง ผลผลิตให้กับประเทศชาติโดยรวมให้ดียิ่งขึ้น เมื่อกี้ท่าน สปท. ท่านหนึ่งก็กล่าวไปแล้วว่า เรามีบ้านอยู่แล้ว ผมก็เห็นด้วยกับท่าน แต่เราก็เดินมาในทิศทางที่ว่าท่านไปดูได้บ้านช่อง ของประเทศไทย บางบ้านนะครับก็สร้างไม่เหมาะกับดินฟ้าอากาศในประเทศไทย เมื่อสร้าง ไม่เหมาะแล้วจะไปทุบห้องนั้นทําลายห้องนี้ จะไปต่อนั่นต่อนี่ก็ลําบาก แล้วในที่สุดก็ต้องติดแอร์ (Air condition) แล้วก็ไม่อยู่กับธรรมชาติ เพราะไม่ปลูกบ้านให้มันสอดคล้องกับธรรมชาติ ผมกราบเรียนว่า เรื่องนี้ผมเห็นด้วยโดยหลักการนะครับ แต่ในรายละเอียดหลายประการ ผมอยากจะกราบเรียนท่านว่า เรื่องที่ ๑ ท่านตั้งกรรมการมาให้ท่านนายกเป็นประธาน แล้วยังให้รองนายกเป็นประธานอีก ท่านไปดูสิครับในระดับประเทศ คําถามว่า ท่านเอาทั้ง นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีมาพร้อมกันเลย ถามว่ากิจการอื่นของประเทศไม่ต้อง ทําอะไรเลยหรือครับ เป็นผมนะครับ ผมก็จะให้ท่านนายกฯเป็นประธานนะครับ รองประธานถ้าจะมี ก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถ้าไม่มีก็ไม่จําเป็นต้องมีได้นะครับ เพราะท่านนายก ไม่มาท่านก็มอบให้ท่านรองนายกมาได้ ผมขอกราบเรียนว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นถ้าเป็นผมนะ เป็นคนเสนอ แต่ว่าแล้วแต่ท่านจะคิดนะครับ ทีนี้ท่านก็ต้องเอา เขาเรียกว่าอะไร ๖ องค์กร มหาชน ซึ่งขึ้นต้นด้วย ส ทั้งหมดนี้นะครับมาเป็นนี่นะครับ ผมถามว่า ส ทั้งหลายนี้ก็ขณะนี้ เดี๋ยวจะมีวาระต่อไปจากอันนี้ ตั้ง สมสส. อะไรของท่านอีกอันหนึ่ง ซึ่งก็จะต้องคุยกัน ให้สะเด็ดน้ําว่าจะมีหรือไม่นะครับ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าในระดับประเทศนี้ผมคิดว่า น่าจะใช้นายกอย่างเดียว ท่านลองไปเช็กดูสิครับ ที่ ครม. หรือกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ผมคิดว่าท่านนายกนี่นะครับเป็นกรรมการนี่ผมว่าหลายร้อยคณะ จนบัดนี้ผมคิดว่า ท่านนายกท่านจําไม่ได้ว่าเป็นคณะไหนบ้าง ก็ต้องระมัดระวังอย่างหนึ่งก็คือว่าเมื่อใช้คนดี คนมีความสามารถมุ่งมั่นอย่างท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้ ท่านประยุทธ์มาก ๆ นี้ถึงจะ รถยี่ห้อดัง ๆ ของโลกนี้มันก็แย่นะครับ ผมคิดว่าท่านก็ลองคิดดูว่าจําเป็นไหมนะครับ แต่ว่า ถ้าไม่มีท่านนายกนั่งหัวโต๊ะ ส่วนราชการต่าง ๆ ก็ไม่ค่อยจะขยับ อันนี้ผมก็เห็นใจ พอใน ระดับเขตในหน้า ๖ คณะกรรมการเขตสุขภาพ ท่านก็บอกเอาผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน แล้วก็เอาผู้ทรงคุณวุฒิอีกท่านหนึ่งเป็นรองประธาน คําถามก็คือว่าผู้ทรงคุณที่ท่านว่านี้คือใคร สมมุติท่านได้คนที่ไม่เข้าใจมานั่ง พอหลังจากที่รัฐบาลนี้พ้นไปก็จะมีการเลือกตั้ง ผมว่าก็จะ ลําบาก ถ้าเป็นผมก็อยากจะดีไซน์ (Design) แบบนี้ครับ อันนี้เป็นข้อเสนอของผมนะครับว่า ประธานน่าจะเป็นข้าราชการ แต่วันนี้ผมยังคิดไม่ออกว่าเป็นข้าราชการอะไร เช่น ถ้าท่าน บอกว่าท่านจะเอา เขาเรียกผู้บริการคือเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขมา มันก็อาจจะดีเฟนด์ (Defend) ตัวเอง ท่านก็อาจจะเอาคณบดีคณะแพทยศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ หรืออะไรทํานองนั้น หรืออดีตมาเป็น แต่ว่าการเอาผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๒ ท่าน คือทั้งประธาน และรองประธานนี้ผมคิดว่ามันเกินความจําเป็น เพราะเงินทั้งหลายจากการดูแลประชาชนนี้ เกิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเงินของรัฐบาล พอในระดับโครงสร้างอนุกรรมการบริหารเงินคลัง เพื่อสุขภาพ ท่านก็ออกแบบเหมือนกันว่าผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน รองประธานก็ผู้ทรงคุณวุฒิอีก ถามว่าเงินนี้มาจากไหนที่ท่านว่าคลังนี้ ก็เงินจากภาษีรายได้ของแผ่นดิน ก็น่าจะเอาราชการ สักคนหนึ่งที่รู้เรื่องการเงินการคลัง รู้เรื่องของการบริการสาธารณสุขร้อยแปดจิปาถะ นี่นะครับเป็นประธาน นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับส่วนในหน้า ๗ นะครับ โครงสร้างคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคระดับจังหวัดก็อีกเช่นเดียวกัน ท่านก็ใช้ คนเปลืองไปนิดหนึ่ง ท่านก็เอาผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน รองประธานท่านเอารองผู้ว่า ราชการจังหวัดเป็นรองประธาน ผมว่าท่านไปดูจังหวัดใหญ่ ๆ สิครับ วัน ๆ หนึ่งผู้ว่าราชการ จังหวัดกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดนี่แทบจะไม่พอใช้ เพราะงานมันเยอะจริง ๆ ท่านก็เอา สักท่านเดียวได้ไหมก็คือจะเอาผู้ว่าถ้าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ว่างนะครับ ท่านก็มอบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูแลเรื่องสาธารณสุขมาดูแล ทีนี้ผมเลยไปถึงหน้า ๘ นี้ผู้แทน องค์กรอิสระ ผู้ซื้อบริการ ผู้จัดบริการ ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ พอภาคปฏิบัติจริง ๆ ท่านได้มา อย่างไร ผมนี่เคยตั้งข้อสังเกตมาใน ๒ ส มาแล้วเมื่อปี ๒๕๔๙-๒๕๕๑ ผมไปเป็นกรรมการ สปสช. อยู่ ๒ ปี กับ สสส. นี่ ๒ ปี ผมก็ตั้งข้อสังเกตแล้วก็เคยกราบเรียนเขาเรียกว่าอะไร คุณหมอผู้ใหญ่นะครับ ว่ามันก็ทะแม่งนะ ผู้แทนที่มานี้ผมไม่เคยเห็นเลยนะว่าเขาอยู่ในแวดวง แรงงาน แต่ก็บอกว่าเป็นองค์กรภาคแรงงาน ยกตัวอย่างนะครับ แต่ผมไม่เอ่ยชื่อว่าหน่วยนั้นคืออะไร เพราะว่ามันผ่านมาแล้ว แต่ผมมองว่า ในที่สุดของที่สุดเมื่อมีการเลือกตั้งก็จะมีการลากตั้งเข้ามา แล้วก็เป็นผู้แทน งานที่ท่านกําลังคิดนี่ มันจะกลายเป็นว่าตั้งเป้าไว้ให้มันประสบความสําเร็จ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันอาจจะได้สัก ๖๐- ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตามผมอยากกราบเรียนว่าระบบสาธารณสุขของประเทศ ไทยเรามักจะเน้นเรื่องการรักษาเฉพาะทางมากเกินไป หรือว่าเรียก สเปเชียลลิสต์ (Specialist) เราไม่ค่อยได้เน้นเรื่องพรีเวนทีฟ (Preventive) ในต่างประเทศทั้งหลายเขาเน้น เรื่องพรีเวนทีฟ (Preventive) คือการป้องกันโรค โรคที่เกิดจากเชื้อโรค โรคที่ไม่เกิดจาก เชื้อโรคก็เยอะแยะ ที่ตายกันอย่างที่ท่านสมาชิกกล่าวสักครู่นี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะให้เน้น เน้นเรื่องอะไร โฮลิสติก เฮลท์ แคร์ (Holistic Health Care) มากกว่า คือการดูแลสุขภาพโดยองค์รวม ไม่ใช่ดูแยกส่วนนะครับ ขณะนี้ส่วนหนึ่งของที่ท่านนําเสนอ มานี้ผมคิดว่าก็ดู ดูเป็น ๒ ส่วนก็คือ ๑. ผู้บริการ คือกระทรวงสาธารณสุขกับโรงพยาบาล ที่สังกัดเหล่าทัพเป็นหลัก กับผู้ซื้อ การมี สปสช. มันก็คือว่า แยกผู้ซื้อหรือผู้แทนของผู้ซื้อ ก็คือผู้แทนของประชาชนขึ้นมาว่าท่านต้องรักษาอย่างนี้ ๓๐ บาทรักษาฟรี ถ้าไม่มี ๓๐ บาท ก็ไม่รักษาฟรี ก็แล้วแต่ท่านนะครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมเห็นด้วยในหลักการ แต่ในรายละเอียดผมคิดว่าน่าจะได้มีการปรับแต่งให้เหมาะกับสถานการณ์และเหมาะกับ ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นนะครับ อย่างที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ตอนต้นว่าท่านคิดดีแล้ว คิดชอบแล้ว แต่ผมอยากเพิ่มอีกนิดหนึ่งว่าขอความกรุณาท่านกลับไปคิดให้เป็นรูปธรรม อีกนิดเดียวครับ แล้วก็โครงการของท่านจะประสบความสําเร็จแล้วก็สมบูรณ์ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะกราบเรียนเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการค่ะ เชิญชี้แจงและตอบข้อซักถามนะคะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. นะคะ ดิฉันต้องขอขอบคุณ ทุกท่านที่ได้ให้ข้อเสนอแนะแล้วก็ข้อคิดเห็น ซึ่งเป็นประโยชน์มากนะคะ เริ่มต้นตั้งแต่ ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านวิทยา แก้วภราดัย ซึ่งท่านก็ได้สนับสนุน ในหลักการนะคะ ท่านทําให้เราได้อะแวร์ (Aware) ในเรื่องปัญหาใหญ่ของประเทศขณะนี้ ก็คือปัญหาของผู้สูงอายุนะคะ แล้วก็ท่านก็สนับสนุนให้ดูแลการบริการให้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันการแออัดยัดเยียด แล้วก็ให้ใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ถูกต้องแล้วก็โปร่งใสนะคะ โดยเฉพาะการดูแลบุคลากรทางด้านการแพทย์และทางด้าน สาธารณสุข เช่น แพทย์และพยาบาล ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วก็มีสวัสดิภาพหรือมีความ มั่นคงในการประกอบอาชีพนะคะ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราก็ได้คิดอยู่ในการปฏิรูปด้วย เช่นเดียวกันนะคะ รายละเอียดทั้งหลายก็คงจะตามมาในการปฏิรูปเรื่องอื่น ๆ ต่อไปนะคะ
ส่วนท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ก็ต้องขอขอบคุณที่ช่วยอภิปราย ให้เห็นความจําเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการกําหนดนโยบายสุขภาพในระดับชาตินะคะ ท่านก็ได้ชี้แจงที่ชัดเจน
สําหรับท่านคุณหมออําพล จินดาวัฒนะ นะคะ ท่านก็กรุณาทําให้เราได้ กลับมาต้องทําความกระจ่างให้ท่านว่าเราจะกัฟเวิร์นแนนซ์ ฟอร์ เฮลท์ (Governance for Health) หรือว่าเราจะกัฟเวิร์นแนนซ์ (Governance) ในระบบสุขภาพนะคะ ระบบบริการ สุขภาพ ก็ต้องเรียนตอบท่านว่าทั้ง ๒ นะคะ ทําทั้ง ๒ เรื่องเลยนะคะในเรื่องของกรรมการนี้ เพราะว่านโยบายหลัก หรือว่าวัตถุประสงค์ที่สําคัญที่สุดของการปฏิรูประบบสาธารณสุข เขายังใช้ชื่อระบบสาธารณสุขอยู่นะคะ เราปฏิรูปเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี ซึ่งเราคิดว่า อันนี้ทุกท่านก็คงจะไม่เถียงในข้อนี้ ประชาชนจะต้องมีสุขภาพดีจากการปฏิรูป ทีนี้สุขภาพดีก็มีการวัดต่าง ๆ ไม่ว่าท่านจะวัดด้วยอินดิเคเตอร์ (Indicator) ตัวไหน เช่นความยืนยาวของชีวิตหรือความมีถึงพร้อมในการที่ไม่ใช่แต่เฉพาะปราศจากโรคเท่านั้น ก็หมายความถึงเป็นคนที่มีคุณภาพของประเทศด้วย ทั้งหมดนี้ก็คือนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ไม่ว่าจะออกมาจากใครก็ควรจะนํามาซึ่งประชาชนที่มีสุขภาพดี เพราะฉะนั้นก่อนที่จะ กําหนดได้ว่าจะทําให้ประชาชนที่มีสุขภาพดีได้อย่างไรก็คงจะต้องทราบว่าอะไรบ้าง ที่เป็นปัจจัยที่ทําให้ประชาชนมีสุขภาพดี ซึ่งในขณะนี้ท่านก็คงทราบทุกท่านก็ทราบว่า มันไม่ใช่อยู่ที่ตัวเชื้อโรคอย่างเดียว แต่สิ่งที่ทําให้คนที่มีสุขภาพดีนั้นมันอยู่นอกบริบท ของทางด้านสาธารณสุขไปอีกก็เยอะ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้านสังคม ปัจจัย ทางด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เอื้ออํานวยต่อการให้คนมีสุขภาพดี เช่นในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีพอลลูชัน (Pollution) ต่าง ๆ ก็ทําให้คนมีสุขภาพดี แต่การที่จะไปจัดการกับปัจจัยที่จะเอื้ออํานวยให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีนั้นก็คงไม่ใช่หน้าที่ ของกระทรวงสาธารณสุขฝ่ายเดียว แต่คงจะเป็นหน้าที่ของอีกหลาย ๆ กระทรวง เพราะฉะนั้นมันก็นํามาซึ่งการที่จําเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการกําหนดนโยบายสุขภาพ นอกไปจากกระทรวงสาธารณสุข ก็คือกระทรวงซึ่งเกี่ยวข้องกับดีเทอมิแนนต์ ออฟ เฮลท์ (Determinant of health) ต่าง ๆ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะไม่ได้ทํา ในรูปของการให้บริการแต่อย่างเดียว แต่แม้กระทั่งการกําหนดนโยบายแล้วนําไปสู่ การปฏิบัตินั้นก็นํามาสู่สุขภาพที่ดีหรือสุขภาวะที่ดีของประชาชนได้เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องมากอันหนึ่งที่ทุกคนจะต้องยอมรับก็คือบริการทางด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นปัจจัย สําคัญเช่นเดียวกันที่ทําให้คนมีสุขภาพดี ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีมากแค่ไหน แต่ถ้าหากว่าทางด้านของชีวะก็คือทางด้านของสภาวะของร่างกายได้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นมา ก็ต้องการบริการสุขภาพที่ดีแล้วบริการสุขภาพที่เราระบุถึงนั้นมันไม่ใช่แค่การรักษาพยาบาล แต่มันเป็นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การคัดกรองโรค การรักษาโรค และการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังจากที่ได้เจ็บป่วยไปแล้วเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งที่จําเป็นที่จะต้องปฏิรูป เพราะว่าท่านก็คงจะเห็นความรวมทั้งหน่วยนโยบายต่าง ๆ ซึ่งก็ได้เรียนแล้วว่ามีทางด้านสาธารณสุขหรือด้านสุขภาพนั้น ก็มีหน่วยงานที่ซ้ําซ้อนกัน มากมายที่จะทํางานในเรื่องนี้ ท่านจะเห็นออแกไนเซชัน (Organization) ที่เกี่ยวข้อง กับทางด้านสุขภาพนอกจากกระทรวงสาธารณสุขเอง ซึ่งประกอบไปด้วยกรมต่าง ๆ กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมสนับสนุนสุขภาพต่าง ๆ พวกนี้นะคะ แล้วนอกจากนั้น ก็ยังมีองค์การมหาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หรือทํากิจการ เรียกว่าทํากิจการซึ่งคล้ายคลึงกับ กรมต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขซ้อนกันอยู่ งบประมาณต่าง ๆ ที่ใช้กับองค์กรเหล่านี้ ท่านก็ไปคํานวณดูก็แล้วกัน ซึ่งมันทําให้งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้น ตลอดเวลา แล้วก็ไม่หยุดยั้ง แม้กระทั่งการบริการสุขภาพก็แยกกันระหว่างผู้ซื้อแล้วก็ผู้ให้ บริการอะไรทํานองนี้ แต่ไม่มีการเชื่อมโยงกันในประสานในข้อมูลในนโยบายในการทํา กิจกรรมต่าง ๆ เลย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่ามันเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับประเทศในขณะนี้ ที่จะต้องมีการเชื่อมโยงในทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับทางด้านสาธารณสุข และสุขภาพ ของประชาชนเพื่อที่จะเริ่มตั้งแต่ระดับชาติ ทุกองค์กรจะต้องทราบว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ก็มานั่งอยู่ในบอร์ด (Board) ด้วยกัน ทั้งฝ่ายที่กําหนดนโยบาย ฝ่ายที่เป็นผู้ให้บริการ ฝ่ายที่เป็นผู้รับบริการก็มีตัวแทนเช่นกัน แล้วก็ผู้ซื้อบริการทั้งหลายก็จะต้องมานั่งคุยกันว่าเงินที่จะเพิ่มขึ้นตลอดเวลานั้นจากเงินภาษี ของประชาชนนั้นมีทางอะไรที่มันจะใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าของเงินบ้างไหม แล้วก็ บริการที่ประชาชนเขาได้รับ ไม่ได้สักแต่ว่าได้เงินเข้าไปแล้วก็มีงบบริหารที่สูง แต่ว่า ประชาชนก็ยังเดือดร้อนแออัดยัดเยียดในการรับบริการ และบางทีก็เสียชีวิตไปโดยไม่สมควร ก่อนที่จะได้รับบริการ สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการแก้ไข การแก้ไขนั้นจะต้องมีอํานาจ เพียงพอที่จะได้เชื่อมโยงประสานและเรียกข้อมูลทั้งหลายที่ถูกต้องและได้มาตรฐานมาใช้ ในการดําเนินการเหล่านี้ อันนี้ก็เป็นที่มาของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้เรียนรายละเอียดไว้แล้วก็ขอเรียนตอบท่าน คือเราเอาทั้ง ๒ อย่างค่ะ ขอบคุณ ท่านสุรินทร์ที่ท่านได้เสนอแนะว่าเป็นข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์ บางเรื่องก็อาจจะดูแล้วยังไม่ ค่อยเป็นรูปธรรมเท่าไร ท่านก็ได้ให้ข้อคิดในเรื่องนี้ก็ต้องขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งนะคะ แล้วก็ทุกคําเสนอแนะเราจะรับไปพิจารณาแล้วก็นํามาปรับปรุงให้ข้อเสนอในเรื่องนี้ มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการมากค่ะ ท่านอื่นจะมีท่านผู้ใดชี้แจง ไหมคะ เรียนเชิญค่ะ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ข้อเสนอแนะ แล้วก็ความคิดเห็น ทําให้เราคณะกรรมาธิการมีกําลังใจในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้นครับ ขอเรียนท่านผู้อภิปราย ทุกท่านนะครับว่าเอกสารชิ้นนี้ที่แจกนี้เป็นร่างของร่างอีกทีหนึ่ง อันนี้ยังไม่ใช่ร่างกฎหมาย เป็นร่างกรอบแนวคิดที่เราจะนําไปร่างเป็นพระราชบัญญัติอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ยินดีน้อมรับทุก ข้อเสนอแนะเพื่อจะไปปรับปรุงแล้วก็แก้ไขเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันที่ท่านสนใจ ผมคิดว่า ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับหลักการแนวคิดอันนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ คุณหมอณรงค์ไม่พูดนะคะ ก็ถือว่าขณะนี้เราได้พิจารณา รายงาน
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ
เชิญท่านเฉลิมชัยค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สืบเนื่องจากที่ผมได้อภิปรายในตอนท้ายผมได้จบด้วยประโยคว่าในประเด็นนี้ผม ฝากความหวังแล้วก็ขอความกรุณาผ่านที่ประชุมแห่งนี้ไปทางกระทรวงสาธารณสุขที่จะช่วย กรุณาใช้คําว่าอย่างนี้ก็แล้วกันครับ เป็นแม่น้ํา ๑ ในแม่น้ํา ๕ สาย ในขณะนี้แม่น้ํา ๒ สายคือ ในส่วนของ สปท. และ สนช. นี้เราได้ตกผลึกร่วมกันที่จะให้มีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพ แห่งชาติ คือสืบเนื่องจากทางกระทรวงสาธารณสุขนั้นท่านยังไม่ตกผลึกผมใช้คํานี้ได้เลย ในที่ประชุมแห่งนี้ ท่านมีคณะกรรมการที่ท่านพิจารณาอยู่ ๓ คณะกรรมการ แต่ว่าใน ๓ คณะกรรมการนั้น ๑ ใน ๓ นั้นคือคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ หรือเนชันนัล เฮลท์ โพลิซี บอร์ด (National Health Policy Board) เอ็นเอชพีบี (NHPB) สืบเนื่องจากที่ผม อภิปราย ผมได้จบด้วยประโยคนั้นจริง ๆ แล้วก็ผมได้ขอให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้บันทึกเอาไว้และ ฝากว่าแม่น้ํา ๒ สาย คือส่วนของ สปท. สนช. นั้นเราตกผลึกแล้วที่จะให้มีคณะกรรมการ นโยบายสุขภาพแห่งชาติเป็น ๑ ใน ๓ ของคณะกรรมการที่ทางกระทรวงสาธารณสุข ท่านกําลังพิจารณาอยู่ เพราะฉะนั้นแม่น้ํา ๒ สายนี้เราตกผลึกแล้วจะให้เป็นประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นถ้าทางแม่น้ําสายที่ ๓ คือในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขท่านจะมาร่วมอีก ๒ สายเรานี่ เราจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง แล้วเราจะก็ช่วยกันขับเคลื่อนในเรื่องนี้ไปด้วยกัน ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ขอให้ฝากคณะกรรมาธิการช่วยประสานงานต่อด้วยนะคะ เพื่อให้เกิดความเป็นจริงขึ้นมาได้ มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ไม่มีนะคะ เราก็ได้อภิปรายรายงานเรื่อง เชิญท่านกษิตค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมจะพูดประโยคเดียว เท่านั้นเองครับ กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ คือประเด็นที่ผมเป็นห่วงในคณะกรรมการนโยบาย ก็คือว่า ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องของการบริการการแพทย์เพื่อประชาชนโดยไม่ค้ากําไร แต่ถ้าเผื่อจะ มีเจ้าของโรงพยาบาลเข้ามา เขาต้องหากําไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
กับประเด็นที่ ๒ หลายกิจการหรือบริษัทโรงพยาบาลนั้นมีหุ้นอยู่ในตลาดหุ้น เพราะว่า ๒ อย่างมันแต่งงานกันไม่ได้ครับ แล้วผมทราบว่าหลายประเทศเขาไม่ให้กิจการ โรงพยาบาลมีหุ้นอยู่ในตลาดหุ้น เพราะมันเป็นเรื่องเพื่อสาธารณประโยชน์ ก็อยากจะฝากไว้ ว่าช่วยคิดให้ดีในเรื่องนี้ที่จะมีทางภาคเอกชนที่เขาต้องค้ากําไร ฟอร์ เพอร์เฟก เมกกิง (For perfect making) อันนี้เข้ามาด้วย ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันปิดการอภิปรายได้แล้วนะคะ ดิฉันขอปิดการอภิปรายค่ะ ต่อไปนี้ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยแล้วนะคะ สมาชิกทุกท่านแสดงตนแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ขอผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๖ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการจัดตั้ง คณะกรรมการกําหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติหรือไม่ หากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้ นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอให้สมาชิกใช้สิทธิแสดงเสียงลงคะแนนนะคะ
ท่านประธานขออนุญาตนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ทางนี้ครับ คือสืบเนื่องจากคํา ท่านประธานขออนุญาตนะครับอันนี้ สําคัญครับ ผม เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ท่านได้กล่าวที่จะให้ทางสมาชิกลงมติ มติที่จะลงนี้คือ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ไม่มีคําว่า กําหนด เพื่อเป็นหลักฐาน ไว้ทางสภา คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ไม่ใช่ คณะกรรมการกําหนดนโยบาย สุขภาพแห่งชาติ ครับ
ท่านคณะกรรมาธิการตกลงว่าอย่างไรคะ จะมีคําว่า กําหนด หรือไม่มีคําว่า กําหนด คะ ไม่มีนะคะ เป็น คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการ ยืนยัน ขอบคุณท่านเฉลิมชัยค่ะ
ต่อไปขอสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะคะ ท่านผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง นะคะ เชิญค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมคะ ทุกท่านใช้สิทธิลงคะแนน แล้วนะคะ ขอผลคะแนนค่ะ ผลการลงคะแนน จํานวนผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ๑๖๗ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาติ แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณา รายงานเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ
ต่อไปเป็นการพิจารณารายงานเรื่องที่ ๒ ก็คงจะเป็นท่านคณะกรรมาธิการ ชุดเดิมนะคะ หรือจะมีการเปลี่ยนตัวไหมคะ ไม่นะคะ
๒. การจัดตั้งสํานักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริการ สุขภาพแห่งชาติ (สมสส.)
เชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานด้วยค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในการ นําเสนอเกี่ยวกับกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งในการดําเนินงานของคณะกรรมการ ชุดนั้นซึ่งจําเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับทั้งการกําหนดนโยบายสุขภาพ การติดตามผล การดําเนินการของระบบบริการสุขภาพในทุกระดับของประเทศ เพื่อให้การดําเนินงาน เหล่านี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่โปร่งใส แล้วก็สามารถที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับ ประชาชนได้ จําเป็นที่จะต้องมีข้อมูลโดยเฉพาะในเรื่องของการเจ็บป่วยของประชาชน และค่าใช้จ่ายในการเจ็บป่วยเหล่านั้น เพราะ ๒ เรื่องนี้มีความสําคัญมากในการที่จะพิจารณา ในด้านของงบประมาณและการกําหนดนโยบายในการให้บริการหรือนโยบายอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้อาจจะเป็นการเริ่มต้นสําหรับฐานข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งจะรวบรวมประชาชน ได้เกือบทั้งประเทศ เพราะว่าประชาชนที่มารับบริการทางด้านของฝ่ายภาครัฐก็มีเป็น จํานวนมากอยู่แล้วเกินกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนที่เจ็บป่วยทั้งหมด เพราะฉะนั้น การจัดตั้งสํานักงานที่มีความเป็นกลาง ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการหรือผู้รับบริการจึงมีความ จําเป็นมาก แล้วก็ต้องเป็นสํานักงานที่มีประสิทธิภาพในการที่จะจัดสร้างข้อมูล หน่วยรับ ข้อมูลที่ได้มาตรฐานและทันต่อเวลา เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนนําเสนอเรื่องของการปฏิรูป ทั้งในด้านของการอภิบาลระบบและในด้านของการเงิน การคลัง อันนี้ก็เป็นประโยชน์ด้วย เช่นเดียวกัน คือเรื่องการจัดตั้งสํานักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริการ สุขภาพแห่งชาติ หรือชื่อย่อก็คือ สมสส. ในการนี้ดิฉันขออนุญาตท่านประธานให้คุณหมอ บุญชัย กิจสนาโยธิน และท่านกิตติเป็นผู้นําเสนอ โดยเรียนเชิญคุณหมอบุญชัยก่อนค่ะ
เชิญคุณหมอบุญชัยค่ะ
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านสมาชิก ผม นายแพทย์บุญชัย กิจสนาโยธิน เป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการสาธารณสุข สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ขอสไลด์ (Slide) อันที่ ๑ ครับ ปัจจุบันนี้เราจะพบว่าในระบบบริหารจัดการระบบข้อมูล สารสนเทศในการเบิกจ่ายและบริการสุขภาพไม่มีประสิทธิภาพนะครับ ข้อมูลไม่สามารถ บูรณาการกันได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลบริการสุขภาพกันได้ ข้อมูลไม่มีคุณภาพ ดังจะเห็นในภาพ จะเห็นได้ว่าเรามีกองทุนใหญ่อยู่ ๓ กองทุนนะครับ ก็คือกองทุน สปสช. แล้วก็ประกันสังคม แล้วก็ของกรมบัญชีกลาง สําหรับสวัสดิการ ข้าราชการ การที่ข้อมูลไม่สามารถบูรณาการกันได้นี้ก็จะทําให้ประชาชนไม่ได้รับการรักษา ที่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น ปัจจุบันพยาบาลและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล และสถานีอนามัยต้องใช้เวลากว่า ๑ ใน ๓ ของเวลาทํางานมาจัดการกับรายงานข้อมูล ที่จะต้องส่งให้กับทั้ง ๓ กองทุนแล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับ การเบิกจ่ายที่จะต้องส่งให้กองทุนประกันสุขภาพทั้ง ๓ ระบบซึ่งแตกต่างกัน แทนที่จะ ใช้เวลาเหล่านั้นไปใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วย การบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศที่มีความ หลากหลายไม่มีมาตรฐานข้อมูลเดียวกันเป็นภาระให้สถานพยาบาลเป็นภาระอย่างมาก สไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ สภาพปัญหาในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าเรามี ๓ กองทุนหลัก แล้วก็ครอบคลุมประชากรไทยกว่า ๗๐ ล้านคน ทั้ง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ ธุรกรรม ในระบบการเบิกจ่ายในการรักษาพยาบาลแล้วก็มีการเบิกจ่ายกันระหว่างกองทุน กับโรงพยาบาล หรือสถานบริการจะเห็นได้ว่าเฉพาะผู้ป่วยในมีธุรกรรมเกิดขึ้นประมาณ ๗.๑๘ ล้านครั้งต่อปีนะครับ คิดเป็นปริมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของงานบริการทั้งหมดที่เกิด ในประเทศนะครับ ส่วนผู้ป่วยนอกมีธุรกรรมที่เกิดจากการที่ต้องส่งข้อมูลไปมาระหว่าง ผู้ให้บริการแล้วก็กองทุนต่าง ๆ ถึง ๒๑๙.๓ ล้านครั้งนะครับ เกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของงาน บริการผู้ป่วยนอกทั้งประเทศนะครับ ธุรกรรมเหล่านี้มีการบริหารจัดการแยกส่วนกันของ แต่ละกองทุนจะกําหนด มีรูปแบบของข้อมูลที่ต่างกัน ไม่ใช้มาตรฐานเดียวกันนะครับ ไม่สามารถบูรณาการข้อมูลเพื่อให้ผู้บริหารมีข้อมูลที่ครบถ้วนเพื่อใช้ในการวางแผนบริหาร จัดการทรัพยากร และวางนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ําของระบบประกันสุขภาพที่แตกต่างกัน นะครับ ที่สําคัญก็คือว่า เป็นภาระให้กับสถานพยาบาลทุกระดับต้องทํางานซ้ําซ้อน ในการส่งข้อมูลเพื่อการเบิกจ่ายค่าบริการสุขภาพ จริง ๆ แล้วเนื่องจากว่าเรามีหน่วย บริการสุขภาพ แล้วก็มีกองทุนที่เราแยกระหว่างผู้ซื้อบริการกับผู้ให้บริการมาประมาณ ๑๐ กว่าปีนะครับ แล้วก็มีหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งดําเนินการโพรเซส (Process) ข้อมูลเหล่านั้น อยู่เป็นเวลานาน แต่เนื่องจากว่าหน่วยงานต่าง ๆ นั้นแยกอยู่ในหลายที่ แล้วก็ไม่มี การบูรณาการกัน ปัจจุบันนี้มีหน่วยงานที่ทํางานเกี่ยวข้องกับเรื่องมาตรฐานข้อมูล แล้วก็การบริหารจัดการข้อมูลบริการสุขภาพนี้อยู่ ๔ หน่วยงาน ก็คือ อันแรกเป็นสํานักงาน กลางสารสนเทศบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นเครือสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข อันที่ ๒ ก็คือศูนย์พัฒนากลุ่มโรคร่วมไทย เครือสถาบันวิจัยสาธารณสุข ทําหน้าที่เกี่ยวกับการคิดค้น เครื่องมือช่วยในการทําให้เกิดการเบิกจ่ายนะครับ เช่น เครื่องมือการเบิกจ่ายผู้ป่วยใน ที่เราเรียกว่า ดีอาร์จี (DRG) นะครับ อันที่ ๓ ก็คือศูนย์พัฒนามาตรฐานระบบข้อมูล สุขภาพไทย ซึ่งเป็นเครือสถาบันระบบวิจัยสาธารณสุข ซึ่งทําหน้าที่ในการพัฒนามาตรฐาน ที่จะทําให้ข้อมูลนี้เชื่อมโยงกันได้นะครับ สุดท้ายก็มีสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะเห็นได้ว่ามีหน่วยงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานซึ่งหน่วยงานซึ่งเป็นผู้ซื้อบริการอยู่ทําหน้าที่ ในการบริหารจัดการพวกนี้ ข้อมูลเหล่านี้นะครับ เหล่านี้ทําให้เกิดความแยกส่วนกัน ยุทธศาสตร์ที่สําคัญ ซึ่ง สปช. ได้ศึกษา แล้วก็ได้เสนอเป็นวาระปฏิรูปที่ ๒๔ ในการปฏิรูป ระบบบริหารจัดการการบริการสุขภาพ และระบบการเงิน การคลัง เสนอไปในคราวที่แล้วก็คือ เสนอว่า ควรจะมีหน่วยงานกลาง ซึ่งทําการบูรณาการงานเหล่านี้ให้ข้อมูลมีมาตรฐาน เดียวกัน แล้วก็ลดการทํางานที่ซ้ําซ้อนกันของหน่วยงาน ของกองทุนทั้ง ๓ แล้วก็โรงพยาบาล ก็จะได้ลดงานในการที่จะส่งไปทําหน้าที่เหมือนกับตัวกลางหรือบางทีเรียกว่าเคลียร์ริง (Clearing) ข้อมูลเพื่อจะทําให้ข้อมูลมีเอกภาพ แล้วก็สามารถที่จะนํามาใช้ได้ในหลาย ๆ เรื่องนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือภาพที่ควรจะเป็นในการบูรณาการหน่วยงานที่ทํางาน ที่แตกต่างกันให้มาทํางานให้มีมาตรฐานเดียวกัน แล้วก็ทํางานเพื่อทําให้เกิดการเชื่อมโยง ข้อมูลนะครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ จะเห็นได้ว่าหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงาน ที่ให้บริการสาธารณะนะครับ ไม่ได้ทํางานเกี่ยวกับเรื่องกําหนดนโยบายต่าง ๆ ที่จะไป เกี่ยวข้องกับอํานาจการเบิกจ่ายนะครับ สํานักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สมสส. จะทําหน้าที่ในการเคลียร์ทรานแซกชัน (Clear transaction) หรือธุรกรรมนะครับ กําหนด พัฒนามาตรฐานข้อมูล บูรณาการในการให้บริการจัดการกระบวนการรับส่ง แล้วก็สนับสนุน การแลกเปลี่ยนข้อมูล ช่วยให้เกิดการพัฒนาการข้อมูลเพื่อการส่งต่อผู้ป่วย สุดท้ายจากการที่ ข้อมูลมีมาตรฐานเดียวกัน มีบูรณาการ ก็จะทําให้ประเทศเกิดคลังข้อมูลและมีข้อมูลบริการ สุขภาพ สามารถที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข กองทุน โรงพยาบาล แล้วก็ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากคลังข้อมูลเหล่านี้นะครับ
ถัดไปนะครับ ข้อเสนอเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่จะเสนอก็คือว่า เสนอให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเสนอให้ รัฐบาลเร่งดําเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสํานักงานมาตรฐานและการจัดการ สารสนเทศระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติหรือ สมสส. เป็นองค์การมหาชน ทําไมถึงต้องเป็น องค์การมหาชน เพราะว่าเป็นองค์กรที่จะให้บริการสาธารณะมีขนาดเล็ก แล้วก็มีฟีสิบิลิตี (Feasibility) แล้วก็สามารถจะซัสเทน (Sustain) ได้โดยการให้บริการขององค์กรเองนะครับ แล้วก็คณะอนุกรรมาธิการก็ได้มีร่างพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้ง สมสส. เสนอไปพร้อมกันนี้ ด้วยนะครับ
อํานาจหน้าที่ของสํานักงาน สมสส. ก็คือ
๑. ให้บริการเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายสารสนเทศ เพื่อรับส่งสารสนเทศ ระบบบริการสุขภาพ
๒. ให้บริการเป็นตัวแทนและเป็นตัวกลางบริหารจัดการให้สารสนเทศระบบ บริการสุขภาพที่ส่งผ่าน รวมถึงบํารุงรักษาฐานข้อมูลและสารสนเทศระบบบริการสุขภาพ
๓. กําหนดมาตรฐานสารสนเทศระบบบริการ โดยกระบวนการที่มีส่วนร่วม ของทั้งกองทุน สถานพยาบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงจัดให้มีและส่งเสริมให้มี การศึกษาวิจัยและพัฒนามาตรฐานข้อมูล
๔. จัดทําคลังข้อมูลของสารสนเทศบริการสุขภาพ ให้บริการแก่กองทุน สถานพยาบาล นักวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ใช้ประโยชน์ และสนับสนุนข้อมูลเพื่อกําหนดนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
๕. ให้บริการการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของการรับส่งข้อมูลสารสนเทศ ระบบบริการสุขภาพเพื่อการศึกษาวิจัย และ
๖. ให้บริการการวิเคราะห์ข้อมูลจากคลังข้อมูลสารสนเทศบริการสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการบริการสุขภาพ การบริหารจัดการของระบบบริการสุขภาพและการเงิน การคลัง
ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูป หรือการมี สมสส. ก็คือว่า
๑. ก็จะเกิดระบบข้อมูลสารสนเทศบริการสุขภาพที่มีมาตรฐาน เป็น หน่วยงานที่สามารถช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลบริการสุขภาพต่าง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้
๒. เกิดการบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง ซึ่งจะทําให้ระบบบริการสุขภาพ มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส
๓. จะช่วยลดภาระงานของสถานพยาบาลในการจัดการข้อมูลการเบิกจ่าย ค่าบริการสุขภาพ
๔. ทําให้เกิดและรักษาดุลยภาพการบริหารจัดการและบริบาลระบบการ เบิกจ่ายและบริการสุขภาพของประเทศ ปัจจุบันนี้ท่านก็จะเห็นได้ว่าก็ยังมีการถกเถียงกัน ระหว่างกองทุนแล้วก็โรงพยาบาลว่าข้อมูลของข้างไหนถูก เทิร์ดปาร์ตี้ (Third Party) ที่จะ เกิดขึ้นก็จะช่วยทําให้ข้อมูลนี้มีความโปร่งใส แล้วก็ทุกหน่วยสามารถตรวจสอบข้อมูล ที่เกิดขึ้นจากธุรกรรมต่าง ๆ ได้
๕. การเริ่มต้นจากสถานการณ์ทางด้านการเงิน การคลัง ด้านบริการสุขภาพ จะเป็นจุดตั้งต้นและการวางรากฐานของการพัฒนาระบบสารสนเทศบริการสุขภาพ ของประเทศในภาพใหญ่ ที่จะช่วยสนับสนุนการปฏิรูประบบสุขภาพของชาติให้ประชาชน ได้รับการบริการสุขภาพที่ปลอดภัยเท่าเทียมและมีคุณภาพ
ตัวชี้วัดความสําเร็จของการปฏิรูปนี้นะครับ ก็คือ
ข้อที่ ๑ จะดูว่าสําเร็จหรือไม่ก็เมื่อข้อมูลบริการสุขภาพของประเทศมี มาตรฐานหรือเปล่า มีมาตรฐานครอบคลุมทุกมิติของมาตรฐานข้อมูลทางด้านสุขภาพไม่ เฉพาะเรื่องการเงิน การคลัง แต่ทั้งรวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยและเป็นข้อมูล ซึ่งสามารถจะสอดคล้องกับมาตรฐานสากลแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศได้ด้วยนะครับ
ตัวชี้วัดอันที่ ๒ ก็คือว่าต้องลดการทํางานที่ซ้ําซ้อนของข้อมูลและได้ข้อมูล ที่มีบูรณาการ
ตัวชี้วัดที่ ๓ ก็คือเวลาและภาระในการจัดการข้อมูลของการเบิกจ่าย ค่าบริการสุขภาพของผู้ให้บริการควรจะต้องลดลงให้เอาเวลาเหล่านั้นไปใช้ให้บริการสุขภาพ อันสุดท้ายมีคลังข้อมูลบริการสุขภาพระดับประเทศที่สามารถนําไปใช้สนับสนุนการบริหาร จัดการ การบริการ งานวิจัยทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ขอบพระคุณครับ
ต่อไปนะคะ เชิญท่านรองศาสตราจารย์ (พิเศษ) เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ อธิบายในรายละเอียดต่อคะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และคณะสมาชิกสภาขับเคลื่อนทุกท่านนะครับ คงขอเพิ่มรายละเอียดเพียงเล็กน้อยนะครับในพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการจัดตั้งสํานัก มาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาตินะครับ คือในองค์กรใหม่ ที่เสนอนี้นะครับ ก็คงจะเป็นองค์กรที่จะทําหน้าที่บูรณาการจากองค์กรเดิมหรือหน่วยงาน เดิมที่ทางท่านบุญชัยได้มีการนําเสนอนะครับ จะกําหนดอยู่ในบทเฉพาะกาลชัดเจนว่า เมื่อพระราชกฤษฎีกาอันนี้ใช้บังคับให้บรรดาอํานาจหน้าที่หรือกิจการหรือสิทธิหนี้และ งบประมาณของสํานักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ ศูนย์พัฒนากลุ่มโรคร่วมไทยและ ศูนย์พัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและงานที่ เกี่ยวข้องดังกล่าวของสํานักงานหลักประกันสุขภาพที่มีอยู่มารวมอยู่ในสํานักงานนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นการที่จะกรุปปิง (Grouping) และบูรณาการของเดิมที่มีการดําเนินการนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ก็จะมีการเขียนไว้ชัดเจนในเรื่องเกี่ยวกับการกํากับ ดูแลสํานักงาน ซึ่งสํานักงานนี้เสนอตั้งขึ้นเป็นองค์การมหาชนแต่ก็มีการกําหนดไว้ในหมวดที่ ๖ การกํากับดูแล มาตรา ๓๙ เขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีการประเมินความคุ้มค่าในการจัดตั้ง สํานักงาน เมื่อสํานักงานมีการดําเนินการครบ ๕ ปี ก็ให้มีการรายงานประเมินความคุ้มค่า ของสํานักงานต่อรัฐมนตรีและคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ถ้าหากกรรมการเห็นว่า หน่วยงานนี้ไม่มีความคุ้มค่าในการจัดตั้งนะครับ ก็ให้เสนอรัฐมนตรีเพื่อยุบเลิกหรือว่า อาจจะโอนหน่วยงานไปสังกัดหน่วยงานอื่นในกระทรวงต่อไปนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ในการกํากับดูแลเพื่อให้หน่วยงานมีประสิทธิภาพสูงสุดนะครับ แล้วก็ในหลักการ ของการดําเนินการก็จะมีคณะกรรมการบริหารของสํานักงานขึ้นมานะครับ ประกอบด้วย ผู้แทนจากกองทุนที่เกี่ยวข้องทุกกองทุน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือหน่วยงาน ในกระทรวงสาธารณสุขหรือว่าประกันสังคมและรวมถึงกรมบัญชีกลางอะไรต่าง ๆ แล้วก็ มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับเรื่องระบบสารสนเทศอะไรต่าง ๆ นะครับ ซึ่งในนี้ก็กําหนด ชัดเจนว่ากรรมการจะอยู่ในวาระ ๔ ปี รวมถึงผู้อํานวยการสํานักงานด้วย แล้วก็อยู่ในวาระ ไม่เกิน ๒ วาระนะครับ อันนี้ก็คงเป็นรายละเอียดทั้งหมดของตัวสํานักงานที่จะกําหนดขึ้นมา เพื่อทําอํานาจหน้าที่ในการบูรณาการข้อมูลทั้งหมดให้เกิดประสิทธิภาพต่อไปนะครับ ผมขอกราบเรียนเพิ่มเติมเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ไม่ได้ตั้งหน่วยงานใหม่นะคะ เป็นการโอนงานของหน่วยงาน ที่ทําไว้แล้วเดิมเข้ารวมกันเป็นหน่วยงานนี้ ขณะนี้มีชื่อผู้ขออภิปรายเพียง ๒ รายชื่อนะคะ คือท่านวิทยากับสุรินทร์ สมาชิกที่ต้องการอภิปรายท่านกรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่นะคะ เราจะได้จัดรายชื่อให้เพิ่มเติม กราบเรียนเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย นะคะ อดีตสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียนเชิญค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ผมสับสนนิดหนึ่งว่าเราไม่ได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่นะครับ แต่ดูในร่างพระราชบัญญัติ คร่าว ๆ ผมเข้าใจว่าเราจะตั้งเป็นองค์การมหาชนขึ้นมาใหม่นะครับ อย่างไรก็แนวความคิด เรื่องนี้เป็นเรื่องของการจัดตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาใหม่เพื่อบริหารระบบสารสนเทศเป็น การเฉพาะถ้าพูดนะครับ ก็คือเรามีโรงพยาบาลอยู่หลายโรงพยาบาล หลายประเภท โรงพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลของกระทรวงศึกษาธิการ โรงพยาบาลของหน่วย ราชการอื่น เรามีโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมมาในโครงการของ สปสช. คราวนี้เรามีลูกค้า โรงพยาบาลหลายประเภท ๑. ลูกค้าโรงพยาบาลที่เป็นข้าราชการ ๒. ลูกค้าโรงพยาบาล ที่เป็นสวัสดิการแรงงาน ๓. ลูกค้าโรงพยาบาลที่เป็นประชาชนที่ใช้สิทธิฟรี ๔. ลูกค้า โรงพยาบาลประเภทประกันกับบริษัทประกัน ผมผ่านมาหมดแล้วครับทั้ง ๔ บริการครับ ก่อนเป็น ส.ส. ผมก็ใช้สิทธิครอบครัวของข้าราชการ ก่อนเป็นครอบครัวของข้าราชการก็ใช้ สิทธิประชาชน หลังจากมาเป็น ส.ส. ใหม่ ๆ ครับ ส.ส. จะไม่มีสวัสดิการอะไรเลย คนที่ เจ็บป่วยก็ต้องไปรักษาพยาบาลเองหมด สิทธิในการรักษาพยาบาลของ ส.ส. อะไรไม่เคยมีมา ก่อนเลยครับ ผมก็ต้องใช้สิทธิครอบครัวข้าราชการมาตลอด จนมาถึงวันหนึ่งก็มีการพูดว่า ปล่อยให้ ส.ส. ประเทศนี้ไปรักษาพยาบาลเองอยู่ได้อย่างไร ข้าราชการซี ๒ ซี ๓ ก็ยังรักษา หมด มันก็เลยกลายเป็นที่มาของการตั้งระบบในการประกันสุขภาพให้กับ ส.ส. ตั้งงบประมาณของสภานี้ละครับ แล้วก็สภาไปซื้อประกันให้กับ ส.ส. ตั้ง ๔๐๐-๕๐๐ คน ปีละเท่าไร แล้วก็ใช้สิทธิในฐานะผู้ใช้บริษัทของบริษัทประกัน หลังจากตั้งบริษัทประกัน เหล่านี้ พอเลิกเป็น ส.ส. ผมก็ต้องกลับไปใช้สิทธิของระบบราชการ บังเอิญว่าเลิกเป็น ส.ส. ผมไปเป็นที่ปรึกษาบริษัท ก็ไปถูกจับขึ้นทะเบียนแรงงาน ก็ไป คราวนี้ก็เป็นปัญหาเลยครับว่า ผมรักษาอยู่ดี ๆ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาวันหนึ่งเขาบอกว่าสิทธิข้าราชการโดนตัดไป แล้ว เพราะเขาแจ้งว่าคุณไปกินแรงงานแล้ว พอกินแรงงานแล้วสิทธิราชการก็ไม่มา แรงงาน ก็ยังทําไม่เสร็จสุดท้ายก็ต้องจ่ายสตางค์ พอเลิกระบบโน้นก็สับสนไปหมดครับ ผมก็เข้าใจว่า มันต้องมีการบูรณาการจัดการ แต่หลักการผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานครับ ในหลักการที่จะตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่สําหรับประเทศนี้ เราตั้งมาเยอะมากแล้วครับ แล้วผมคิด ว่าวันนี้ในเรื่องระบบสารสนเทศนี่ถ้าหารือกระทรวงไอซีที (ICT) ดู กระทรวงไอซีที (ICT) เราก็ตั้งประเภทองค์การมหาชนขึ้นมาสักองค์การหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องคอมพิวเตอร์นี่นะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมติดใจก็คือทําไมเราไม่ปล่อยให้ภาคเอกชนเขาพัฒนาครับ เมื่อสักครู่ผมเปิด บัตรประชาชนผมให้เพื่อนสมาชิกข้างหลังดู ในบัตรประชาชนผมเขาบอกมีสมาร์ตการ์ด (Smart Card) อยู่ตรงนั้นจนเดี๋ยวนี้ผมยังไม่รู้เลยครับว่าใช้ทําอะไร แต่จริง ๆ ตั้งแต่เขามา ชี้แจงกับพวกผมในสภาก่อนออกบัตรประชาชนรุ่นนี้ เขาบอกตรงสมาร์ตการ์ด (Smart Card) ตรงนี้จะเก็บข้อมูลได้ ผมเรียนกับท่านประธานตั้งแต่เบื้องต้นตอนหลักการที่ กรรมาธิการเสนอเรื่องแรกแล้วครับว่าบริการของประเทศนี้มี ๔ บริการ และบริการทั้งหมดนี้ รัฐบาลถือหุ้นในการจ่ายทั้งหมด คุณจะเป็นคนหัวนอนหมอนหมิ่นแต่ถ้ามีเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลักประเทศไทย คุณได้รับการรักษาพยาบาลในประเทศนี้ฟรีแน่ ไม่ฐานะประชาชน ก็ในฐานะข้าราชการ ไม่ฐานะข้าราชการก็ในฐานะลูกจ้าง ซึ่งคูณสมทบแล้ว คนในประเทศนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับมีสิทธิรักษาพยาบาลฟรี หมดอย่างเดียวก็คือว่าถ้าคุณถือบัตรประชาชน ใบเดียวไป ทําอย่างไรสตางค์ที่ออกจากรัฐบาลเกินครึ่งหนึ่งได้รับการบริหารที่ถูกต้อง เราสับสนกันแค่ตรงนี้ครับ ผมไปเริ่มต้นจากโรงพยาบาลตรงนี้ ผมไปป่วยฉุกเฉินที่โรงพยาบาลหนึ่งต้องออกประกาศของ สปสช. ว่าคนไข้ฉุกเฉินเบิกได้ ทุกโรงพยาบาล แต่จริง ๆ แล้วใบนี้ใบเดียวครับท่านประธาน เราบริหารได้ ผมอยากให้ กรรมาธิการกลับไปดูนิดหนึ่งครับ ใช้บัตรประชาชนใบนี้ใบเดียวละครับ แล้วจ้างเอาต์ซอร์ซ (Outsource) เอกชนเข้ามา คุณมาบริหารระบบทั้งหมดดูสิมาคิดเท่าไรปีหนึ่ง สตางค์ไม่ต้อง เอาจากไหนครับเก็บจาก สปสช. ก็ได้ เก็บจากกระทรวงแรงงานก็ได้ เก็บจากกรมบัญชีกลาง บ้างก็ได้ที่ปกติเขาใช้กระดาษกอง ๆ ผมว่าไม่รู้กี่ร้อยตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ต่อปี สําหรับเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลปีต่อปี เพราะฉะนั้นกลับไปทบทวนว่าใช้บัตรประชาชน ใบเดียวนี้นะครับ บ่งสถานะของคนในประเทศนี้ได้หมดทุกคน ผมเคยพูดเรื่องนี้เมื่อ ๗ ปี ที่แล้ววันที่ผมเป็นรัฐมนตรีครับ เกิดเป็นคนไทยมีบัตรใบเดียวใบนี้ก็พอ ก็เขาบอกผมในสภา เองครับว่าใบนี้มันมีสมาร์ตการ์ด (Smart Card) อยู่มันให้ข้อมูลได้ วันนี้บัตรประชาชน สมาร์ตการ์ด (Smart Card) ก็เห็นแถบเหลือง ๆ อยู่นิดหนึ่งนอกนั้นผมก็อ่านเอาทั้งนั้นครับ แล้วก็ไม่เคยรู้ด้วยว่าจุดนี้ทําอะไรแต่วันที่เขามาขอสภาครับ เขาบอกตรงนี้บรรจุข้อมูลได้ ถ้าบรรจุข้อมูลได้ วันนี้ก็ต้องบรรจุได้ครับว่าบัตรประชาชนคนนี้เป็นข้าราชการหรือเป็น แรงงานหรือเป็นประชาชนธรรมดา บัตรคนนี้ใช้สิทธิอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชและวันนี้มาที่ โรงพยาบาลราชวิถีจะตัดโอนเงินอย่างไรจากโรงพยาบาลศิริราชมาโรงพยาบาลราชวิถีไม่ต้อง ให้โรงพยาบาลศิริราชต้องพิมพ์เอกสารส่งตัวอีกปึกหนึ่งส่งมาราชวิถีแล้วคนป่วยก็ต้องให้ญาติ วิ่งไปโรงพยาบาลศิริราช พากลับมาโรงพยาบาลราชวิถี เอาวันนี้ได้ไหมครับ แล้วก็ไม่ต้องตั้ง หน่วยราชการเลย ผมคิดว่าธนาคารที่เขามีตู้เอทีเอ็ม (ATM) ทั่วประเทศก็ทําได้ครับ เพียงแต่ เรามีโรงพยาบาลรัฐอยู่ ๘๘๐ โรงพยาบาลทั่วประเทศ โรงพยาบาลจังหวัดอีกประมาณสัก ๘๐ โรงพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ เบ็ดเสร็จแล้วครับ น้อยกว่าตู้เอทีเอ็ม (ATM) ที่มีอยู่ทั้งหมดทําไมเราตัดกันอย่างนั้นไม่ได้ครับ ผมก็ไม่ใช่นักคอมพิวเตอร์ เมื่อสักครู่ ได้ยินท่านอดีตปลัดกระทรวงไอซีที (ICT) ท่านอภิปรายตรงนี้ ผมคิดว่าท่านน่าจะให้คําตอบ พวกเราได้ แล้วก็อย่าตกอยู่ในบ่วงครับว่าคิดอะไรออกตั้งหน่วยงานขึ้นมาอีก ผมดูรายชื่อแล้ว ผมเป็นรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานประชุม สปสช. ประชุมทีหนึ่ง ๓ ชั่วโมง ผมเซ็นเบิกเบี้ยเลี้ยง ประชุมครั้งละ ๑๖,๐๐๐ บาท นั่งกับผม ๕๐ กว่าคนเบิกคนละ ๑๐,๐๐๐ บาทหมด อย่าไป สิ้นเปลืองมากครับ เอาอันนี้ไปตั้งเอกชนแล้วก็เขาพร้อมที่จะขยายกิจการรองรับได้ ทุกระบบ คอมพิวเตอร์เขามีระบบแบ็กอัป (Backup) มีอะไรกันหมดแล้ว ข้อมูลล่มเขาก็มีที่เซฟ (Save) ข้อมูล อันดับ ๒ อันดับ ๓ เรียงตามลําดับแต่ถ้าเราตั้งหน่วยราชการขึ้นอย่างนี้ สุดท้ายเราก็ ห้อยท้ายครับว่าทําครบ ๔ ปีแล้วประเมินผล ถ้าประเมินผลไม่ได้ผลแล้วก็ย้ายหน่วยงาน ผมบอกไม่ต้องประเมินหรอกครับ ประเมินกี่ครั้ง ๆ ผ่านทุกทีครับระบบราชการ เราตั้งระบบ ราชการ ตั้งหน่วยงานเราไม่เคยยุบได้แม้แต่ครั้งเดียวครับท่าน เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยกับ การตั้งสํานักงานขึ้นมาใหม่แล้วก็เป็นหน่วยงานเช่นว่านี้ครับ เห็นว่าปรับทั้งหมดแล้วก็ปล่อย ให้อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข แล้วไปจ้างเอาต์ซอร์ซ (Outsource) ทําสัญญาคุมระบบทั้ง ระบบแล้วก็เบิกกรมบัญชีกลาง เบิกกระทรวงการคลังของท่านประธานคนเดียวพอ จบครับ จะได้ไม่ต้องตั้งหน่วยงานใหม่ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนให้ความเห็นเพิ่มเติม เกี่ยวกับการจัดตั้งสํานักงานมาตรฐานและองค์การจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพ แห่งชาติ ชื่อย่อ ๆ ว่า สมสส. พอขึ้น ส ปุ๊บนี่ผมก็มีความรู้สึกคันในหัวใจ เพราะเดิมนะครับ มันก็มี ๖ ส อยู่แล้ว เดี๋ยวผมจะกราบเรียนท่านว่าทําไมผมถึงคันในหัวใจ และผมคิดว่า ท่านกรรมาธิการอาจจะตอบคําถามให้ผมหายคันก็ได้เมื่อผมกลับไปจากที่นี่แล้ว เสาร์-อาทิตย์นี้นะครับผมไปค้นในลังผมที่ได้รับวันแรกไปจากสภา คือข้อมูลเป็นลัง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมหยิบให้ท่านดู นี่คือสภาปฏิรูปแห่งชาติวาระปฏิรูป พิเศษที่ ๗ การปฏิรูปองค์การมหาชน ผมก็ไปนั่งอ่านทั้งเสาร์-อาทิตย์ พออ่าน ทั้งเสาร์-อาทิตย์แล้วผมก็ตั้งคําถามว่า การจัดทําทะเบียนมาตรฐานอะไรนี่เราต้องตั้ง ส. ใหม่ขึ้นมาเป็น ส. ที่ ๗ หรือแล้วในนี้ จะเขียนไว้ละเอียดมากเลยว่าตั้งแต่หน้าที่ขององค์การมหาชนที่มีปัญหา คุณวุฒิ ของกรรมการ เงินค่าตอบแทน ร้อยแปดจิปาถะ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านได้อ่าน มาแล้ว นี่มอบให้กันมานานแล้ว ดูอย่างไร ๆ ผมก็มีความรู้สึกว่าผมเชื่อเล่มนี้เลย และจาก ที่ผมมีประสบการณ์ตรงเคยไปเป็นกรรมการอยู่ ๒ ส. ส. ละ ๒ ปี ผมกราบเรียนว่าการจัดทํา ทะเบียนหรือการจัดทํามาตรฐานเป็นเรื่องสําคัญ ผมย้อนกลับไปว่าคราวที่แล้วกรรมาธิการ ชุดบริหารราชการแผ่นดินก็นําเรื่ององค์การมหาชนเข้ามาพิจารณา ถามผมว่าแล้วผมพูด เรื่องนี้ทําไม ผมคิดว่าเราไม่เอาเรื่องนี้เข้ามาปัดฝุ่นว่าอันไหนมันควรจะอยู่ไม่อยู่ อย่างเรื่อง คุณธรรมอย่างนี้มันมีชุดหนึ่งเป็นเรื่องของคุณธรรม ผมไปเปิดดูในเน็ต (Net) นะก็ไม่ได้มี ผลงานอะไรเลย บางแห่งตั้งขึ้นมาแล้วมีกรรมการ ๔๐ คน นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผมยัง ไม่ได้ดูลึกไปว่าประชุมกันปีละกี่ครั้ง ผลงานเป็นอย่างไร ผมคิดว่าองค์การมหาชนที่มีอยู่ บางองค์การดี เช่น จิสดา (GISDA) โรงเรียนวิทยานุสรณ์ หลายแห่งดี บ้านแพ้ว ที่ไม่ดี เราควรจะต้องมานั่งดูว่าเราควรจะยุบเลิกไหมหรือจะทําอย่างไร เช่น คราวที่แล้วผมอภิปราย ว่าผมไม่รู้องค์การพิงคนครคือทําอะไร ก็ไปนั่งเปิดดู ตั้งเมื่อสมัยหนึ่งเราจะมีนิทรรศการ สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติ สวนสัตว์กลางคืน ไนต์ซาฟารีที่เชียงใหม่เขาตั้งขึ้นมา บัดนี้ โทรมสุดโทรม แต่องค์การนี้ก็ยังอยู่ อีกหลายแห่ง ผมไม่ได้ว่าอะไรละครับว่ามันควรจะมีหรือไม่มี แต่ผมมองว่าเราถึงเวลาที่จะปัดฝุ่นเล่มนี้กันก่อนไหม ก่อนที่จะมาคุยกันเรื่องนี้ เรื่องที่ ท่านกรรมาธิการเสนอนะครับ จะทําให้เราเห็นแล้วอะไรเป็นรูปธรรมมากกว่าการที่จะมา บอกว่า เอาล่ะ อย่างไรเสียก็เป็นพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติฉบับนี้เวลาคลอดแล้ว ถอยหลังไม่ได้แล้ว เพราะว่าใน ๓๙ องค์การมหาชนมีพระราชบัญญัติเฉพาะ ๑๕ องค์การ และผมอยากจะกราบเรียนว่า เช่น ยกตัวอย่างสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ย่อว่า สวรส. มีนายแพทย์พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ เป็นหัว สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. ที่รัฐบาลปัจจุบันของท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ได้ชําระสะสางไปแล้วนะครับ สํานักงาน หลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข สปสช. ซึ่งก็มีกรรมการเยอะมาก แล้วก็หมอวินัย สวัสดิวร ก็เป็นนะครับ ตามมาก็สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ย่อ ๆ ว่า สช. ก็มีเพื่อนเราเป็นเลขาฯ พูดง่าย ๆ ว่าเป็นผู้บริหาร มีกรรมการ ๓๘ คน สถาบันการแพทย์ ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือเวลาใกล้จะตายขึ้นมาต้องเรียก ๑๖๙๙ บาดเจ็บ ถ้าไม่อยากตาย ต้องเรียก ๑๖๙๙ อันนี้ก็ได้ผล เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ไหมท่านประธานที่เคารพครับ เรามานั่งดูเสียก่อนว่าอันไหนควรจะอยู่ อันไหนควรจะไป ก่อนที่จะมาพิจารณากันเรื่องนี้ แล้วผมอยากกราบเรียนว่าเรื่องทะเบียนหรือมาตรฐานมันน่าจะต้องมี ผมก็เปิดเข้าไปดูใน กูเกิล (Google) ท่านประธานจะเชื่อไหม เมื่อคืนนี้เวลาสองทุ่มประชากรไทยมี ๖๕,๒๖๖,๗๑๘ คน ณ เวลาที่ผมกราบเรียนท่านประธาน เวลา ๑๓.๕๙ นาฬิกา มันมากขึ้นอีกหลายพันเลยครับ เขาขึ้นเป็นวินาทีเลยใครคลอด พอคลอดอุแว้โรงพยาบาล ราชวิถีนะครับ พอผูกข้อมือ ใส่ข้อมือว่าใครเป็นมารดานะครับ คลอดเวลาไหน เมื่อไร เขาส่ง ข้อมูลนี้ไปที่สํานักงานเขตเลย ถึง สทร. เลย ข้อมูลนั้นถึงเลย คําถามว่าการจัดทําทะเบียนก็ดี การจัดทํามาตรฐานอะไรก็ดี เราต้องมีพระราชบัญญัติเลยเชียวหรือครับ ผมยังมองไม่เห็นว่า มันจําเป็นต้องถึงขนาดนั้น และผมจะกราบเรียนว่า เมื่อ ๒-๓ สัปดาห์ที่แล้วท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยนะครับ ท่านก็นําเรื่องข้อมูลทั้งหลายเข้า ครม. แล้วผมได้ยินท่านนายก ย้ําเลยว่า ต่อไปให้ทุกส่วนราชการใช้มาตรฐานข้อมูลของ สทร. หรือว่าทะเบียนราษฎร์ของ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ให้รายงานผลให้ทราบว่า ใครใช้หรือไม่ใช้แค่ไหน เมื่อไร ผมถึง กราบเรียนว่า ถ้าเป็นผมนะท่านประธาน ผมจะนําเรื่องนี้กลับไปนั่งดูแล้วปรึกษากับ กรรมาธิการอีกหลายชุด เราควรจะต้องจัดการสังคายนาองค์การมหาชนก่อนหรือไม่ แล้วค่อยนําเรื่องนี้เข้ามาใหม่ แต่ว่าถามว่าแล้วเรื่องการจัดทํามาตรฐานดีไหม สําคัญไหม ผมคิดว่าสําคัญ แต่ว่าผมก็ยังไม่เห็นด้วยว่าจะต้องให้มันเป็นองค์การมหาชน อันนี้ผม กราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นเรื่องธรรมดา ที่พุทธองค์ ทรงสั่งสอนไว้นาน เกิดแก่เจ็บตายก็เป็นเรื่องอนิจจังอีกเหมือนกันว่าเกิดกับทุกผู้ทุกนาม การที่จะทําให้เกิดมาตรฐานของการรักษาพยาบาล มาตรฐาน ร้อยแปดจิปาถะของประชาชน คนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ร้อยแปดจิปาถะ ให้รู้ว่าจังหวัดไหนป่วย เป็นอะไรมาก จังหวัดไหนมีโรคติดต่อ จังหวัดไหนตายเพราะโรคที่ไม่เป็นโรค ไม่มีเชื้อโรค สักเท่าไร มันสามารถทําได้ ถามว่าทําที่ไหน ทุกโรงพยาบาลไม่ว่าของรัฐ เอกชน เขาต้องมี รายงานครับท่านประธาน รายงานเหล่านั้นหาผู้รวบรวมไม่ต้องมาตั้งเป็นพระราชบัญญัติ ได้ไหมครับ ผมมองอย่างนั้นนะครับ ก็หาผู้รวบรวมมา จะให้กระทรวงสาธารณสุขทําหรือใคร ก็ตามก็ได้ หรือให้ ๖ ส ที่มีอยู่รับไปทํา อันนี้เป็นความคิดส่วนตนของผมนะครับ หลังจาก ที่ผมไปดูเสาร์ อาทิตย์ มา เพราะฉะนั้นเอกสารที่บนโต๊ะผมจะมีเยอะแยะมากเลย แล้วผมก็ ไปหาข้อมูลมา แต่เวลามันก็ล่วงเกิน ๑๐ นาทีไปแล้ว ผมกราบเรียนว่าอยากให้ท่าน กรรมาธิการยับยั้งชั่งความคิดสักนิดหนึ่งว่า ถ้าคิดดี คิดชอบและสามารถปฏิบัติเป็นรูปธรรม เลือกปฏิบัติชอบไหม ถ้าอะไรที่มัน ๓ ชอบ คิดดี คิดชอบ ปฏิบัติชอบ ไม่ทําให้บ้านเมือง มีปัญหา หรือตั้งแล้วยุบไม่ได้ ถอยไม่ได้ เพราะเดินไปข้างหน้าแล้ว เราก็จะเห็นแสงสว่างของ ประเทศชาติมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงจะเรียกว่า สปส. คือปฏิรูปประเทศอย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุรินทร์ มีสมาชิกจะขออภิปรายอีกไหมค่ะ เชิญท่านเมธินีค่ะ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน เมธินี เทพมณี หมายเลข ๑๑๗ ค่ะ ดิฉันขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมและเป็นข้อสังเกตที่อาจจะเป็นประโยชน์กับท่านกรรมาธิการ และท่านสมาชิกสภาด้วย ณ ที่นี้ค่ะ คือก็ต่อเนื่องจากเมื่อสักครู่นี้ เมื่อประมาณสัก ๒-๓ สัปดาห์ ได้มีการประชุมเรื่องเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) หลาย ๆ ท่านอาจจะ คุ้นเคยกับคํานี้นะคะของประเทศไทย ซึ่งกําลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และในโครงการนี้ มีความสําคัญอันหนึ่งก็คือ เชื่อมโยงทะเบียนของประชาชน ในมิติต่าง ๆ เพื่อดูการสวัสดิการ ของรัฐ ซึ่งสิ่งนี้มันจะทําให้เกี่ยวข้องกับงานที่เป็นประกันสุขภาพด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้น ข้อมูลประวัติของประชาชนซึ่งเริ่มต้นด้วยเลข ๑๓ หลัก ของทะเบียนราษฎร์ของพวกเรา ก็จะเป็นตัวหลักเริ่มต้นในการเชื่อมโยงไปสู่ข้อมูลในพื้นฐานต่าง ๆ เช่น เราเป็นเกษตรกรหรือเปล่า เรามีรายได้น้อยหรือไม่ เราเป็นคนพิการหรือเปล่า เราเข้าสู่การรับสวัสดิการผู้ชราหรือยัง แล้วก็รวมทั้งสุขภาพของเราว่าเบิกสวัสดิการอย่างไร มีหน่วยงานใดรับรองเรื่องสวัสดิการ สุขภาพของเราบ้าง สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ออน (On) อยู่ในโครงสร้างของเรานั้น แล้วมีสิทธิประโยชน์ออน (On) ทับขึ้นมาเป็นหลาย ๆ ชั้นนั้นก็จะถูกการประมวลผลขนาดใหญ่ ถ้าดิฉันมองในสถานะของไอซีที (ICT) นั้นก็คือทะเบียนเหล่านี้จะต้องมีการเชื่อมโยง บูรณาการในการทํางาน และท่านสมาชิกสภาท่านหนึ่งก็ได้มีการอภิปรายพูดถึงสํานักงานหนึ่ง ซึ่งทํางานของกระทรวงไอซีที (ICT) ก็คือ สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ซึ่งสํานักงานนี้เดิมนั้นก็ถูกออกมาเพื่อเชื่อมโยงโครงข่าย แล้วก็วิ่งโครงข่ายข้ามกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลาย แต่บนโครงข่ายนั้นก็จะมีฐานข้อมูลหลากหลายเพื่อสวัสดิการต่าง ๆ เหล่านี้ที่ได้นํากล่าวแล้ววิ่งอยู่ข้างบนโครงข่ายและรับผิดชอบโดยส่วนราชการทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้อง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในเรื่องการทํางานด้านมาตรฐานข้อมูล ณ ขณะนี้นั้น ก็มีหลายส่วนราชการ อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณาศึกษาในรายละเอียดแล้วก็มี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทํางานร่วมกันในระดับชาติที่จะทําหน้าที่ประมวลว่าข้อมูลเหล่านี้ จะเชื่อมโยงกันอย่างไร และเมื่อไรจะไปถึงระบบของการจ่ายประกันสุขภาพเหล่านี้ไปสู่ ตัวประชาชน รวมทั้งการจ่ายเรื่องเกี่ยวกับเงินสวัสดิการต่าง ๆ ไปสู่ตัวประชาชน ดังนั้นในสิ่งที่ ได้มีการอภิปรายในเรื่องนี้ในหลาย ๆ เวทีก็ได้พูดถึงสิ่งหนึ่งที่เราเรียกว่า เป็นการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายฉบับสําคัญฉบับนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา และหวังว่า จะได้มีการขับเคลื่อนออกมาโดยเร็ววัน ซึ่งจะรองรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ข้อมูลส่วนบุคคล ของเราทุกคนในฐานะประชาชนคนไทยนั้นจะต้องมีการถูกคุ้มครองในมิติต่าง ๆ ในระดับต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลสําคัญ อย่างเช่นข้อมูลสุขภาพ ซึ่งดิฉันก็มีข้อสังเกต ณ ที่นี้ว่าองค์การมหาชนนั้นอํานาจทางปกครองอาจจะมีไม่เพียงพอที่จะสามารถที่จะ ดําเนินการได้ อํานาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในลักษณะของการรับผิดชอบข้อมูลเหล่านี้ มีความสําคัญอย่างยิ่ง ในช่วงในระหว่างที่ได้มีการอภิปรายการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระดับชาติ ต่าง ๆ ที่ดิฉันได้นําสู่การพิจารณาของสภาวันนี้ก็คือได้มีส่วนราชการหลายส่วนราชการ ถือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนซึ่งตัวเองรับผิดชอบในมิติต่าง ๆ แล้ว เมื่อนําเข้าสู่การเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากกฎหมายหลาย ๆ ฉบับเข้ามาสู่ฐานข้อมูลกลาง ที่จะประมวลผลดึงข้อมูลสู่การตัดสินใจของนโยบายรัฐบาลระดับสูงก็จะมีประเด็น ข้อกฎหมายที่จะต้องเจรจา แล้วก็มีประเด็นในที่สุดอาจจะนําไปสู่การแก้กฎหมายฉบับ สําคัญ ๆ ของแต่ละส่วนราชการในภาพรวมเพื่อจะทําให้เกิดการเชื่อมโยงได้อย่างที่ ท่านกรรมาธิการมีความประสงค์ และอํานาจนั้นก็จะต้องถ่ายโอนไปสู่หน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งดิฉันก็อยากจะขอตั้งข้อสังเกตอันที่ย้ําไว้แล้วว่าองค์การมหาชนจากประสบการณ์ ของดิฉันนั้นมีอํานาจอันน้อยนิด แล้วก็มีภารกิจที่จะรับผิดชอบค่อนข้างเฉพาะ แล้วมี มิชชัน (Mission) ที่ค่อนข้างจํากัด รวมทั้งในอนาคตก็จะต้องคอมมิตเมนต์ (Commitment) อีกด้วยซ้ําว่าจะต้องยุบเลิกเมื่อไม่มีความจําเป็น ดังนั้นงานลักษณะนี้เป็นงานระดับชาติ ที่มีความสําคัญกับเราทุกคนในฐานะประชาชนคนไทยซึ่งก็ไม่ควรที่จะสะดุดหยุดชะงักไป ในวันใดวันหนึ่ง แล้วไม่ใช่มิชชัน (Mission) ที่จะต้องยุบเลิกอีกด้วย ดิฉันถึงตั้งข้อสังเกตว่า การตั้งเป็นองค์การมหาชนนั้นอาจจะทําให้ความตั้งใจหรือวิสัยทัศน์เหล่านั้นไม่ได้นําไปสู่ การปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แบบค่ะ ขออนุญาตให้ข้อสังเกตค่ะ
ขอบคุณท่านเมธินีมากค่ะ มีสมาชิกจะขออภิปรายอีกไหมคะ ถ้าไม่มี ก็กราบเรียนเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมกรุณาตอบข้อซักถามและให้ความเห็นค่ะ
ขอบคุณค่ะ ท่านประธานที่เคารพ ในนามของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอนุกรรมาธิการด้านสาธารณสุขต้องขอขอบพระคุณท่านประธาน และสมาชิกทุกท่าน โดยเฉพาะท่านที่ได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์นะคะ ดิฉันขอเรียน ตอบท่านเมธินีก่อนนะคะ ข้อคิดเห็นของท่านมีประโยชน์มากแล้วก็มีความสําคัญที่เรา คงจะต้องนําไปพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล เพราะอันนี้ก็เป็นเรื่องของข้อมูลด้านสุขภาพนี่ก็จัดว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ที่มีความสําคัญและจะต้องได้รับการคุ้มครอง แต่เรียนว่าในลักษณะของการบริหารจัดการ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่มีการนําเสนอเป็นแต่ละบุคคล แต่ว่าเป็นในภาพรวมของค่าใช้จ่าย หรือในภาพรวมของการเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ใช่ใครจะสามารถ มาเจาะข้อมูลในแต่ละบุคคลได้นะคะ แต่ก็คงจะต้องเริ่มต้นมาจากอินดิวิดวล (Individual) นั่นเองนะคะ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ท่านได้พูดถึงเรื่องขององค์การมหาชนนะคะ ดิฉันเอง ก็ชอบรายงานการปฏิรูปองค์การมหาชนฉบับนั้นเช่นเดียวกันนะคะ แล้วก็ชอบที่จะเห็น การที่จะประเมินองค์การมหาชนเกิดขึ้นด้วยในประเทศของเรานะคะ แต่สําหรับองค์การ มหาชนที่ทางกรรมาธิการเสนอให้มีขึ้นนั้นเราได้คํานึงถึงเรื่องนี้มาตลอดนะคะ แต่จะเรียน กับท่านว่า สมสส. นั้นเป็นองค์การมหาชนซึ่งถูกต้องตามเกณฑ์ขององค์กรมหาชนนะคะ ทั้งในรายงานการปฏิรูปองค์การมหาชน และในเรื่องของกฎหมายขององค์กรมหาชนที่ได้ เสนอไปก็คือเกณฑ์ที่สําคัญขององค์การมหาชนนั้นอันดับ ๑ เลยต้องเป็นองค์กรที่ให้บริการ ทางด้านสาธารณะ และใน สมสส. นี้ก็เป็นองค์กรที่ให้บริการทางด้านสาธารณะเช่นเดียวกัน นะคะ คือให้บริการด้านข้อมูลข่าวสาร เพราะฉะนั้นจะไม่ไวโอเลต (Violate) หลักเกณฑ์ของ การจัดตั้งองค์การมหาชนเลย ซึ่งถ้าเผื่อเป็นในเรื่องของนโยบาย เรื่องของข้อคิดเห็นอะไร ต่าง ๆ อันนี้เราก็คงไม่กล้าเสนอแนะขึ้นมานะคะ
ส่วนในเรื่องเทคนิคอื่น ๆ ที่ท่านได้เสนอมานะคะ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านได้เสนอในเรื่องของว่าควรจะจัดตั้งหน่วยงานใหม่หรือไม่ แล้วก็น่าจะให้เอกชน เข้ามาร่วมนะคะ แล้วก็รีเฟอร์ (Refer) ถึงบัตรประชาชนที่มีตัวเลข ๑๓ หลัก อันนี้เป็นเรื่อง ทางด้านเทคนิค ดิฉันอยากจะขออนุญาตท่านประธานให้คุณหมอบุญชัยและท่านกิตติ ได้ชี้แจงในเรื่องนี้ค่ะ แล้วอาจจะมีท่านเฉลิมชัยด้วยเช่นเดียวกัน ขออนุญาตท่านประธาน นะคะ
เรียนเชิญได้เลยค่ะ เรียนเชิญท่านเฉลิมชัยก่อนค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม กรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตชี้แจงนําไปก่อน แล้วสักพัก ก็เดี๋ยวให้ชี้แจงเพิ่มเติม ขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่อภิปราย มีทั้งข้อสนับสนุน มีทั้งที่เห็นต่าง ในประเด็นที่เห็นต่างนั้นบางประเด็นผมขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงดังนี้ครับท่านประธาน ขออนุญาตเรียกองค์กรนี้สั้น ๆ ว่า สมสส. ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในวันนี้นั้นเป็นการพิจารณา การจัดตั้งองค์การมหาชนใหม่ขึ้นมาซึ่งมีภารกิจที่ผมจะได้นําเรียนต่อไป
การจัดตั้งองค์การมหาชนอันนี้เป็นการจัดตั้งโดยรูปแบบที่ออกมาเป็น พระราชกฤษฎีกานะครับ ที่ท่านเห็นอยู่ในมือนี้เป็นพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชน สมสส. ไม่ใช่เป็นพระราชบัญญัติ คือการจัดตั้งองค์การมหาชนนั้นมีพระราชบัญญัติองค์การ มหาชน ปี ๒๕๔๒ รองรับอยู่ ในมาตรากล่าวไว้ว่า ถ้าจะมีการจัดตั้งองค์การมหาชนใดให้ตรา เป็นพระราชกฤษฎีกา เพราะฉะนั้นพระราชกฤษฎีกานี้ขั้นตอนต่อไปถ้าผ่านขั้นตอน ทั้งหมดแล้วไม่ต้องนําเข้าสู่ที่ประชุม สนช. ก็เพียงแต่นําเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้มีมติ เห็นชอบพระราชกฤษฎีกานี้ พระราชกฤษฎีกานี้ตั้งขึ้นมาเมื่อไรก็เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เสร็จภารกิจ หรือมีปัญหาเกิดขึ้นในภายหลังก็ยกเลิกได้ เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาต ตอบคําถามตรงนี้ต่อท่านสุรินทร์ว่าเรากําลังพิจารณาในประเด็นของการตั้งพระราชกฤษฎีกา ฉบับนี้ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรถ้ามีปัญหาในภายหน้า แต่ผมคิดว่าคงไม่มีปัญหาด้วย เหตุผลดังต่อไปนี้ครับ
ท่านประธานครับ สมสส. นี้ภารกิจไม่ใช่เพียงแต่เป็นการไอเดนทิไฟ (Identify) ว่าบุคคลใดมีสิทธิหรือสถานะอย่างไร ว่าจะเป็นประกันสังคม หรือว่าเป็นบัตรทอง หรือว่าเป็นสวัสดิการข้าราชการเท่านั้น ภารกิจยังมีอีก ต่าง ๆ อีกมากมายหลายประการ ศัพท์ที่ในแวดวงที่เกี่ยวข้องนี้เขาเรียกกันภาษาง่าย ๆ เขาเรียกใช้คําว่าเนชันนัล เคลียร์ริง เฮาส์ (National Clearing House) คือเหมือนกับเป็นตัวกลางหรือเป็นองค์กรกลางที่มี หน้าที่เคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายของทุกระบบของระบบสุขภาพที่เกิดขึ้นกับคนทุกคน ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบัตรทองไม่ว่าจะเป็นประกันสังคมหรือว่าไม่ว่าจะเป็นสิทธิ อย่างอื่นทั้งหมด ถามว่าปัญหาการเคลียร์ (Clear) อันนี้มีปัญหาอย่างไรครับ ต้องเรียนว่า มีปัญหามากทุกวันนี้ระบบสุขภาพของไทยมีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องของการใช้บริการ ใช้บริการ แล้วก็ยังมีปัญหาอีกครับ คนแต่ละคนเวลาจะใช้สิทธิอาจจะไม่ได้ไปใช้สิทธิตรงกับที่ท่าน มีสิทธิอยู่ เช่น กรณีของท่านมีประกันสังคมเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ท่านอาจจะไปใช้สถาน บริการต่างกับบัตรที่ท่านเลือก คนที่มีปัญหาค่าใช้จ่ายจากบัตรทองเวลาไปใช้บริการท่าน อาจจะไปเข้าโรงพยาบาลอื่น เพราะฉะนั้นปัญหาการเคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายระหว่าง โรงพยาบาลนั้นมีปัญหามาโดยตลอดแต่ละปีนับเป็นหมื่น ๆ ล้าน ปัญหาแล้วเกิดอย่างไรขึ้น ครับ เวลาเคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลสมมุติโรงพยาบาลชุมชนส่งต่อให้กับ โรงพยาบาลระดับสูงขึ้นไป เช่น ส่งต่อให้โรงพยาบาลจังหวัดหรือส่งมาศิริราช รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์ก็แล้วแต่ รักษาเสร็จก็ต้องมีการเคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายกัน โรงพยาบาลศิริราช หรือโรงพยาบาลจังหวัดต้องไปวางบิล (Bill) หรือไปเคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายกับโรงพยาบาล ชุมชน อาจจะเคลียร์ (Clear) ๓๐,๐๐๐ อาจจะเคลียร์ (Clear) ๓๐๐,๐๐๐ หรืออาจจะ เคลียร์ (Clear) ๓,๐๐๐,๐๐๐ แต่ไม่ใช่ว่าโรงพยาบาลชุมชนเขาจะจ่าย ๓๐,๐๐๐ ๓๐๐,๐๐๐ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตามบิลลิง (Billing) ที่เกิดขึ้นก็มีการเคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายอีกว่าจริง ๆ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ท่านวางบิล (Bill) ๓๐๐,๐๐๐ เวลาเคลียร์ (Clear) จริง ๆ แล้วอาจจะเหลือ ๓๐,๐๐๐ ก็ได้ หรืออาจจะเหลือ ๒๐,๐๐๐ ก็ได้ ตัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านั้นไปทั้งสิ้น ลักษณะคล้าย ๆ กับที่ท่านมีประกัน ประกันสุขภาพ แล้วเวลาเจ็บป่วยท่านก็ไปรักษาโรงพยาบาลรามาธิบดี ขออภัยที่เอ่ยนาม ถึงเวลาเกิดบิลลิง (Billing) ขึ้นมาไปวางบิล (Bill) กับบริษัทประกันอาจจะวางบิล (Bill) ที่ ๒๐๐,๐๐๐ แต่บริษัทประกันอาจจะจ่ายแค่ ๕๐,๐๐๐ ก็ได้ ตัดค่าโน้น ตัดค่านี้ออกไปเยอะแยะ การตัดหรือการเคลียร์ (Clear) ต่าง ๆ เหล่านี้ที่ทําให้เกิดปัญหาความขัดแย้งโดยตลอด ต่อระบบบิลลิง (Billing) ของประเทศไทย วิธีการแก้ปัญหาทําอย่างไรครับ ก็หาคนที่เป็น กลางหาคนที่เป็นอิสระไม่มีส่วนได้ส่วนเสียเดิมทีระบบบิลลิง (Billing) หรือระบบเคลียร์ริง (Clearing) อันนี้ฝากไว้ที่ สปสช. อย่าลืมว่า สปสช. เป็น ๑ ใน ๓ ของระบบสุขภาพของ ประเทศไทย คือ สปสช. ประกันสุขภาพแล้วก็ประกันสังคม แล้วก็สวัสดิการข้าราชการ เอาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาดูเป็นหน้าที่เคลียร์ริง (Clearing) ตรงนี้ ก็เกิดความหวาดระแวง เกิดความไม่ไว้ใจ และเกิดปัญหาเคลียร์ (Clear) ๒๐๐,๐๐๐ จ่ายจริง สปสช. พิจารณาแล้ว บอกว่าให้จ่ายได้แค่ ๕๐,๐๐๐ โรงพยาบาลก็ขาดทุน โรงพยาบาลชุมชนขาดทุน เจ๊ง ขาดทุน เยอะแยะมากมาย ต่าง ๆ เหล่านี้มันเกิดขึ้นสะสมปัญหามาโดยตลอดนับ ๑๐ ปี รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุขทราบมาโดยตลอดว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไร จึงพยายามคิดหาวิธีแก้ไข กรรมาธิการไม่ใช่จะไม่คิดวิธีอื่น เราก็พยายามคิด คิดวิธีนี้มันก็จะ ติดเรื่องนี้ คิดวิธีนี้มันก็จะติดเรื่องนี้ ติดเรื่องอะไรครับ ติดเรื่อง ๑. ไม่เป็นกลาง ๒. ไปยึดโยง กับระบบราชการ เป็นพนักงานหรือเป็นข้าราชการของส่วนราชการนี้ เช่น เป็นข้าราชการ ของ สปสช. แล้วให้มาบิลลิง (Billing) เรื่องนี้กับโรงพยาบาลชุมชน มาบิลลิง (Billing) เรื่องนี้ กับประกันสังคม มาบิลลิง (Billing) กับสวัสดิการข้าราชการก็ทะเลาะกันโดยตลอด เป็นเรื่อง ฟ้องร้องกันก็มีมากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการคิดขึ้นมา แล้วก็ทาง สปช. ก็คิดเรื่องนี้ จึงมาตกผลึกที่ว่าควรจะให้เป็นองค์การที่หน่วยงานที่เป็นอิสระสามารถที่จะตรวจสอบได้ แล้วก็ไม่ยึดโยงกับระบบราชการ อันไหนครับที่อิสระเป็นกลางไม่ยึดโยงกับระบบราชการ เราก็มาคิดว่าน่าจะเป็นองค์การมหาชน จึงเป็นคําตอบว่าคืออย่างนั้นขอให้หน่วยงานนี้เป็น องค์การมหาชน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ในอนาคตเรื่องนี้ถ้าหากว่าผ่านจากมติที่ประชุม สปท. ส่งไปแล้วใน ครม. กรรมาธิการก็คิดอีกเหมือนกันว่า ณ ขณะนี้ไทม์มิง (Timing) เวลานี้เข้าใจ ว่ารัฐบาลยังคุมกําเนิดเรื่ององค์การมหาชนใหม่ที่จะเกิดขึ้นอยู่คือรอปฏิรูปองค์การมหาชน ใหม่ทั้งระบบก่อนดังที่มีการแก้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน ครั้งที่ ๑ ไปแล้วเมื่อลงราช กิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ต่อไปนี้สิ่งที่ สปท. เพิ่งลงมติไม่กี่วันนี้ จะมีการแก้ไข พ.ร.บ. องค์การมหาชน ก็ไปข้างหน้าอีก เพราะฉะนั้นเราทราบดีครับว่าปัญหา และอุปสรรคนี้อาจจะยังมีอยู่ แต่เราได้ตกผลึกแล้วว่าหน่วยงานนี้ที่จะทํางานนี้ได้อย่าง ทะลุปรุโปร่งและสมประโยชน์กับทุกฝ่ายกับบ้านเมืองมากที่สุด คือเป็นองค์การมหาชน แต่เมื่อเราส่งร่างพระราชกฤษฎีกานี้ไปในชั้นของคณะรัฐมนตรีแล้วนี้คงจะไปมีการปรับแก้ ในชั้นกฤษฎีกาหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือถูกชะลอด้วยมติคณะรัฐมนตรีว่าขอดูภาพรวม หรือปฏิรูปองค์การมหาชนทั้งหมดเสียก่อน ทางกรรมาธิการก็พร้อมรับถ้าหากว่าจะมีมติ เช่นนั้น ขอกราบเรียน ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเรียนเชิญคุณหมอบุญชัยนะคะ
กราบขอบพระคุณท่านสมาชิก ผมจะขอตอบคําถาม แล้วก็ขอบคุณที่ท่านเมธินีเล่าให้ฟัง เรื่องอีเพย์เมนต์ (e-Payment) แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องการบูรณาการ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่อง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นปัญหาหลัก แล้วก็ข้อมูลสุขภาพนี้เป็นข้อมูล ส่วนบุคคลที่สําคัญ แล้วก็เป็นปัญหาของทุกประเทศในโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วยนะครับ ที่ต้องมาคุยกันอย่างซีเรียส (Serious) นะครับว่าเราควรจะจัดการกับข้อมูลสุขภาพของ แต่ละบุคคลนี้อย่างไรนะครับ อันนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ข้อมูลส่วนบุคคลที่สําคัญเหล่านี้ไม่ควร จะตกอยู่ในมือของเอกชน อันนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก ข้อมูลประเทศเรานี้ถือว่าโชคดีมากที่เรา มีเลขประจําตัวประชาชนสามารถไอเดนทิไฟ (Identify) เราได้ว่าเราเป็นใครอยู่ที่ไหนมีหลาย ประเทศในโลกนี้ยังไม่มีระบบแบบนี้ ต้องขอขอบพระคุณรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาที่ทําให้เกิด ระบบนี้มา ๒๐-๓๐ ปีแล้วก็ระบบนี้ทําให้เราสามารถเอาไปใช้ได้กับหลายเรื่อง รวมทั้ง การดูแลผู้ป่วย การใช้จ่ายเงินในระบบอีเพย์เมนต์ (e-Payment) แต่ข้อมูลที่เกี่ยวกับการ ดูแลผู้ป่วยไม่ใช่เฉพาะข้อมูลในการไอเดนทิไฟ (Identify) ว่าเราเป็นใคร ข้อมูลการวินิจฉัย ข้อมูลการตรวจรักษา ข้อมูลรีพอร์ต (Report) ข้อมูลแล็บ (Lab) เหล่านั้นเป็นข้อมูลซึ่งสําคัญ ซึ่งในประเทศเรานี้ยังไม่เคยมีมาตรฐานเรื่องนี้เลย นี่เป็นเหตุให้ว่าเวลาเราไปหาหมอ จากโรงพยาบาลหนึ่งไปหาอีกโรงพยาบาลหนึ่งเราต้องหิ้วแฟ้มประวัติของเราไปเป็นปึ๊ง ๆ ไป เพราะว่าข้อมูลเหล่านั้นมันไม่มีมาตรฐาน แม้ว่าเราจะเปลี่ยนไปเป็นอิเล็กทรอนิกส์มันก็ ไม่สามารถที่จะเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งผมเข้าใจว่าท่านเมธินีจะทราบดีเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐาน ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์มันไม่ใช่เรื่องเทคนิคไอที (Technic IT) มันเป็นเรื่องเนื้อหาของข้อมูล ซึ่งมันต้องใช้ภาษาเดียวกัน อันนี้ละครับ ที่สําคัญประเทศเราควรจะต้องมีหน่วยงานที่จะ ทําให้เกิดมาตรฐานเหล่านี้เกิดขึ้น เพื่อจะทําให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่เฉพาะเรื่อง การเบิกจ่ายเพื่อจะเคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายในการเบิกจ่ายเท่านั้นเอง แต่ก่อนนี้นะครับ เราไม่ทราบกรมบัญชีกลางไม่เคยทราบเลยด้วยซ้ําไปว่ายาของแต่ละบุคคลนี้ใช้ยาอะไรบ้าง ด้วยราคาเท่าไร ด้วยปริมาณเท่าไร เพราะว่าคิดเป็นแต่ยอดรวมเท่านั้นเอง เพิ่งภายในปี ถึงสองปีนี้เมื่อเราเริ่มมีการพัฒนามาตรฐานรหัสข้อมูลยาเป็นรายรายการ ตอนนี้ กรมบัญชีกลางทราบแล้วครับ ว่าตอนนี้ข้าราชการแต่ละคนที่ไปรักษานี้ได้รับยาอะไร ด้วยปริมาณเท่าไร แล้วก็โรงพยาบาลคิดราคากรมบัญชีกลางเท่าไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทําให้ กรมบัญชีกลางมีประสิทธิภาพขึ้นในการที่จะดูแลเรื่องความซ้ําซ้อนของการใช้ยา ดูแลเรื่อง การใช้ยาอย่างฟุ่มเฟือยนะครับว่าเราควรจะทําให้เอามาปรับปรุงในการบริหารจัดการ ค่าบริการนี้อย่างไร หน่วยงานอย่างที่ท่านเฉลิมชัยพูดนะครับ อันที่ ๑ นี้มันควรจะเป็น หน่วยงานซึ่งเป็นเทิร์ดปาร์ตี้ (Third Party) นะครับ ไม่ควรจะขึ้นอยู่กับผู้จ่ายสตางค์ ก็คือ กองทุนต่าง ๆ แล้วในขณะเดียวกันก็ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการด้วย ควรจะเป็นหน่วยงาน ซึ่งสามารถที่จะให้บริการข้อมูลที่เป็นกลางกับทั้งผู้ให้บริการแล้วก็กองทุนต่าง ๆ นะครับ โดยหลักการในหลายประเทศหน่วยงานเหล่านี้มีเกิดขึ้น คือเป็นอะไรก็ได้ เป็นกลไกกลาง ที่เป็นหน่วยงานกลางที่ไม่ใช่ราชการ ไม่ขึ้นกับทั้งผู้จ่ายสตางค์แล้วก็เป็นผู้ให้บริการ ที่สําคัญ ก็ไม่ควรจะเป็น หน่วยงานที่แสวงหากําไรนะครับ แล้วก็ควรจะมีความเป็นอิสระสามารถ คล้าย ๆ กับแบงก์ชาติ แบงก์ชาติทําหน้าที่เคลียร์ริง (Clearing) ในหลายเรื่อง เกี่ยวกับเรื่อง ค่าใช้จ่ายในระหว่างธนาคารต่าง ๆ นะครับ ในแง่เทคนิคก็คงตอบไปแล้วนะครับ
ส่วนเรื่องมาตรฐานที่ท่านเมธินีกรุณาเล่าให้ฟังการเป็นหน่วยงานกลางของ สรอ. อีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) ที่จะให้เกิดการเชื่อมโยงของข้อมูลต่าง ๆ สมสส. ถ้าเกิดขึ้นข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ข้อมูลที่เกิดการดูแลคนไข้ของผู้ป่วยก็สามารถ ที่จะไปเชื่อมโยงกับระบบ อีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) ของประเทศ ทําให้ประชาชน ได้รับข้อมูลการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะไปตรวจรักษาที่ไหน ผมเน้นอีกทีหนึ่งนะครับ ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับการรักษาผู้ป่วยไม่ใช่เฉพาะมีเรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องไอเดนทิไฟ (Identify) ว่าเป็นใครเท่านั้น คือข้อมูลรายละเอียดของการเจ็บป่วยว่าวินิจฉัยว่าเป็นอะไร เคยแพ้ยาอะไรไหม การตรวจรักษา ที่ได้มาเป็นอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้ในประเทศเรายังไม่มีมาตรฐานมันพูดกันคนละภาษา ข้อมูลถึงเชื่อมโยงกันไม่ได้ ขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการไม่มีผู้ชี้แจงแล้วนะคะ เชิญท่านวิทยาค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตนิดหนึ่งครับท่านประธาน คือผมฟังเขาสับสนครับ คือภารกิจขององค์การมหาชน ที่เราตั้งนี่ตกลงทําอะไรกันแน่ครับ ภารกิจทําหน้าที่เคลียร์บิล (Clear bill) ในค่ารักษา พยาบาล เพื่อจัดระบบทั้งหมด หรือว่าภารกิจขององค์การมหาชนจะเก็บข้อมูลสุขภาพบุคคล ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ผมอ่านรอบแรกฟังคําอธิบายรอบแรก ผมเข้าใจว่าองค์การมหาชน ที่เราตั้งขึ้นมาจัดระบบในการเก็บสตางค์ให้ครบ ไม่ต้องสับสนเข้าสู่ระบบไหน ๆ ก็คือ ตั้งองค์การเคลียร์บิล (Clear bill) ขึ้นมา แต่พอฟังอีกทีไปเกี่ยวข้องข้อมูลส่วนบุคคล ตกลง เราจะเก็บข้อมูลของคนป่วยทั้งหมดส่งระบบการรักษาพยาบาลผ่านองค์การนี้หรือครับ ถ้าผ่าน องค์การนี้ไปกันใหญ่เลยครับ ข้อมูลส่วนบุคคลไปรวมอยู่องค์การเดียว องค์การนี้จะเป็น องค์การที่ควบคุมระบบคนป่วยทั้งประเทศไทยไว้ในกํามือ ถ้าอย่างนั้นทบทวนกันใหม่ครับ ไม่ใช่เรื่ององค์การมหาชนแล้ว แต่ถ้าเคลียร์บิล (Clear bill) นี่ผมคิดว่าตั้งองค์การเคลียร์บิล (Clear bill) ขึ้นมามันก็คงไปตอบสังคมยาก แล้วเขาคิดปฏิรูปองค์การมหาชนขึ้นมา เรามาตั้ง องค์การเคลียร์บิล (Clear bill) ขึ้นมา ผมก็คิดว่าไม่เหมาะสม ก็เลยเสนอความคิดเรื่อง เก็บสตางค์ครับ ปัญหาว่าภารกิจองค์การนี้ให้ชัดเจนก่อนว่ามีภารกิจอะไร ถ้ามีภารกิจ ประกันสังคม ภารกิจระบบราชการ ประกันสุขภาพรักษาฟรี ทั้ง ๓ ระบบเก็บสตางค์ กันอย่างไรให้ประชาชนมีความคล่องตัว ตั้งองค์การขึ้นมันก็คือเคลียร์บิล (Clear bill) ค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมด ไปตรงไหนก็พกบัตรประชาชนที่ผมบอกว่าบัตรประชาชน ใบเดียวไปได้ทุกโรงพยาบาล และมีระบบเคลียร์บิล (Clear bill) มีตู้เอทีเอ็ม (ATM) ตาม เคลียร์บิล (Clear bill) ข้างหลัง ไม่ได้เก็บข้อมูลไปด้วยนะครับ เพียงแต่บอกวันนี้จ่ายยา ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีไปให้นายวิทยา ๒๐๐ บาท ไม่ต้องเขียนนายวิทยาป่วยด้วยโรค คันตรงกี่ปุ่มตรงไหนบ้าง ไม่ต้องบรรยายนะครับ เพราะไม่ได้ส่งต่อไปที่ไหน ส่งไปเก็บสตางค์ กับรัฐบาล ส่งไปเก็บสตางค์กับ สปสช. เก็บสตางค์กับกระทรวงแรงงานแค่นั้นครับ ทีนี้ผม อยู่ที่ว่ากรรมาธิการอธิบายให้พวกผมเข้าใจหน่อยสิครับว่าตกลงภารกิจขององค์การมหาชน คืออะไร เคลียร์บิล (Clear bill) หรือเก็บข้อมูลคนป่วย จะได้ตัดสินใจกันได้ครับ
เชิญท่านกรรมาธิการค่ะ สมสส. เชิญคุณหมอบุญชัยค่ะ ทําอะไรคะ สมสส.
ขอบพระคุณครับ ในพระราชกฤษฎีกาก็เขียนหน้าที่ไว้ คือจริง ๆ การให้บริการสุขภาพมันจะ เกิดข้อมูลหลายอย่าง ข้อมูลอย่างแรกก็คือต้องรู้ว่าป่วยเป็นอะไร แล้วอันที่ ๒ ก็คือว่า ค่าใช้จ่ายในการที่เกิดจากการเจ็บป่วยนั้นคืออะไร การโพรเซสเคลม (Process Claim) เป็นโพรเซส (Process) ที่เกิดหลังจากการให้บริการ สมสส. มีหน้าที่ ๒ อย่างนะครับ ตามชื่อนะครับ อันแรกทําให้เกิดมาตรฐานของข้อมูล ที่จะสามารถใช้ในการให้บริการสุขภาพ แล้วก็สามารถ ใช้ในการเคลียร์ (Clear) หรือว่าโพรเซสเคลม (Process Claim) ได้ด้วยนะครับ หน้าที่ ๒ ก็คือ บริหารจัดการ หรือเคลมโพรเซสซิง (Claim Processing) สมสส. ทําหน้าที่ ๒ อย่างครับ ก็คือ ทําให้เกิดมาตรฐานของข้อมูลเพื่อจะทําให้มันแลกเปลี่ยนกันได้ เอทีเอ็ม (ATM) ที่เราเห็นนี้ นะครับเป็นเพราะว่าเขามีมาตรฐานข้อมูลครับ มาตรฐานของเรื่องเงินที่ทอนที่เข้านะครับ ถ้าใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันมันไม่สามารถจะแลกเปลี่ยนกันได้ ยกตัวอย่างนะครับ ที่คําว่า มาตรฐาน คือว่าถ้าระบบข้อมูลอันหนึ่งบอกว่าผู้หญิง ผู้ชาย ใช้แทนด้วย ๑ กับ ๒ แต่ว่า ระบบข้อมูลอีกอันหนึ่งบอกว่า ผู้หญิง ผู้ชาย ใช้เอฟ (F) กับ เอ็ม (M) ๒ ระบบนี้คุยกันไม่ได้ครับ จะต้องมีการสร้างมาตรฐานเหล่านั้น แล้วข้อมูลทางการเจ็บป่วยหรือการวินิจฉัยนี้ซึ่งจําเป็น ในการที่จะบอกว่าใช้ทรัพยากรอะไรบ้างในการดูแลรักษา ก็จําเป็นจะต้องพูดให้เป็น ภาษาเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้น สมสส. ทําหน้าที่เรื่องสารสนเทศข้อมูลซึ่งเป็นทั้งข้อมูล ที่เกี่ยวกับการให้บริการซึ่งจะนําไปสู่ค่าใช้จ่ายที่ทําให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องจํานวนเงิน อย่างเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นถามว่าจะเป็นที่ดูข้อมูลรวมของการเจ็บป่วยของคน ทั้งประเทศหรือเปล่า ส่วนหนึ่ง ใช่ ในการที่ว่าจะเป็นคลังข้อมูลในรายบุคคล แต่ว่าต้อง ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของรัฐนะครับ อันนั้นละครับ ที่สําคัญ มันถึงตกไปอยู่ในมือของเอกชนไม่ได้ ข้อมูลเหล่านั้นควรจะต้องมีการดูแลอย่างดี แต่ว่าเวลาเอาไปใช้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเอาไปใช้เพื่อการใด ถ้าไปใช้เรื่องในการเบิกจ่ายเราก็ ไม่จําเป็นต้องบอกนะครับว่าเขาชื่ออะไร เอาไปใช้ในการวิจัยก็ไม่จําเป็นต้องรู้ว่าเป็นใคร แต่ว่าเมื่อไรก็ตามไปใช้สําหรับตรวจสอบความถูกต้องว่าระหว่างกองทุนกับโรงพยาบาลว่า คนนี้ใช้ทรัพยากรไปแค่นี้ ใช้การรักษาแบบนี้ต้องไปทําซีทีสแกน (CT Scan) ทําเอ็มอาร์ไอ (MRI) ด้วยราคาเท่านี้ อันนี้ต้องรู้ ต้องตรวจสอบได้ ขอบคุณครับ
เชิญท่านวิทยาค่ะ
ต้องขอประทานโทษครับท่านประธาน คือใน หลักการผมเรียนกับท่านเบื้องต้นว่าผมไม่เห็นด้วยในการตั้งองค์การมหาชน คราวนี้พอฟัง คําอธิบายผมก็สับสน ก็เรียนถามท่านไปรอบแรกนะครับ แล้วพอฟังคําชี้แจงจากท่านนี่ องค์การมหาชนนี้ก็กลายจะเป็นองค์การที่กําหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลด้วย ตามเก็บสตางค์ด้วย คราวนี้ผมเคยเจอปัญหาครับ ให้หน่วยงานซึ่งจ่ายสตางค์อย่างเดียวไปคิดวิธีการรักษา กรมบัญชีกลางครับ ไปตัดยาของข้าราชการผู้สูงอายุที่ไปเบิกยาที่เข่าเสื่อมอะไร โรคไขข้อเข่า อะไรสักอย่าง ผมก็ไม่ใช่หมอ อดีตเคยเป็นรัฐมนตรีจริงแต่ไม่ใช่หมอ ท่านปลัดรู้ดี เขาไป ตัดยาอะไรไม่ทราบครับ ข้าราชการทั้งประเทศประท้วงหมดเลยครับ เพราะไปวินิจฉัยว่า เป็นยาบํารุง ไม่ใช่ยารักษา ทีนี้ทางการแพทย์เขาจ่ายคนสูงอายุที่เข่าเสื่อมต้องกินยานี้ เพื่อเพิ่มน้ํามันไขข้ออะไรสักอย่าง คราวนี้เรามาตั้งองค์การนี้ทีแรกผมก็นึกว่าภารกิจเก็บบิล (Bill) เก็บสตางค์ เพราะผมไปรักษาบ่อยและผมมีปัญหาครับ ผมเป็น ส.ส. ใช้บัตรประกัน ของสภา ออกจาก ส.ส. ผมไปใช้สิทธิของครอบครัวข้าราชการ บังเอิญไปเป็นลูกจ้างบริษัท เขาก็ทําบัตรประกันสังคมให้ผม พอไปโรงพยาบาลอีกรอบเขาบอกสิทธิข้าราชการเบิกไม่ได้ ประกันสังคมยังตั้งไม่เสร็จ ผมต้องควักสตางค์จ่ายเองไปก่อน กว่าผมจะไปยกเลิกระบบเก่า มาระบบใหม่ต้องใช้เวลาแจ้งอีก ๖ เดือน เราก็รู้ว่าระบบมันเป็นปัญหา ระบบเคลียร์บิล (Clear bill) เคลียร์ (Clear) สตางค์มีปัญหา ก็คิดว่าถ้าคิดว่าถ้าระบบเคลียร์บิล (Clear Bill) เคลียร์ (Clear) สตางค์มีปัญหา ผมก็สตาร์ต (Start) เริ่มต้นบอกถ้าอย่างนั้นบัตรประชาชน ผมละครับ ไปเติมเต็มในสมาร์ตการ์ด (Smart Card) ผมเสียได้ไหม ค่ารักษาพยาบาลเหมือนตู้เอทีเอ็ม (ATM) ปรากฏว่าท่านบอก ไม่ได้ เพราะว่ามันต้อง มีข้อมูลด้วยว่าเวลาผมไปโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เขารักษาอะไรผมบ้าง โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ตั้งเบิกมาที่กรมบัญชีกลาง หรือมาที่รัฐบาล บอก นายวิทยามา ๕,๐๐๐ บาท เขาไม่เชื่อว่าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จ่าย ๕,๐๐๐ บาทจริง ยาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาจจะแพงกว่าที่อื่น เพราะว่าตอนนั้นก็เอาข้อมูลการรักษามาด้วย พอเอาข้อมูลการรักษา ใส่ไปเป็นข้อมูลอันนี้ คราวนี้ยุ่งใหญ่ครับ เป็นข้อมูลส่วนบุคคล แตะไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหา วุ่นวายไปหมด ผมก็เลยกลับมาที่เริ่มต้นของผม ใจผมไม่อยากให้ตั้งองค์การนะครับ แล้วก็พอขึ้น สมสส. ผมนั่งเป็นประธาน ส มาแล้ว ๓ ส ครับ รู้ว่าเบี้ยเลี้ยงเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นก็ไม่อยากให้เกิดอย่างนี้ขึ้นมาอีก ถ้าเกิดขึ้นมาอีก ถ้าถึงเวลาข้างหน้าทบทวน แล้วมีปัญหาก็ต้องมาอ่านรายงานที่ท่านสุรินทร์ยกขึ้นมาอ้างเมื่อสักครู่ว่าเขากําลังจะ ปฏิรูปกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคงไม่เป็นการรบกวนนะครับ ไม่เป็นการที่ว่าจะไปว่า ท่านไม่ถูก แต่ผมคิดว่าทบทวนนิดเถอะครับ เพราะว่าถ้าส่งไปแล้วอย่างที่ท่านว่า ถ้าเกิดว่า รัฐบาลเขาบอกว่าอยากทบทวนเรื่ององค์การมหาชนทั้งหมด เราก็ต้องมาชะลออีก แต่ถ้าไปคิดต่อสักนิดครับว่า แค่ระบบจริง ๆ ภารกิจเราคืออะไร แล้วทําแค่ไปได้ ไม่เป็นภาระกับประเทศนี้ กับประชาชน กับเงินภาษีมันน่าจะดีกว่า ผมคิดถึงการทําแบบ ตู้เอทีเอ็ม (ATM) ที่เอกชนทําได้ คือถ้าตัดข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นความลับส่วนบุคคล แล้วนะครับ ผมว่าถ้าไหลเฉพาะสตางค์อย่างเดียวก็เป็นได้ ส่วนข้อมูลทางการแพทย์ แพทย์ค่อยว่ากัน ไม่ใส่ลงไปในนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านเฉลิมชัย
ขอบคุณท่านประธานครับ ขออนุญาต ชี้แจงเพราะว่ามิฉะนั้นจะเข้าใจสับสน ท่านประธานครับผมได้เกริ่นนําไปแล้วว่า องค์กรนี้ สถานะเป็นเสมือนเนชันนัล เคลียร์ริง เฮาส์ (National Clearing House) ชื่อบอกในตัวว่า เคลียร์ (Clear) คือเคลียร์ (Clear) อะไรบ้าง ๑. เคลียร์ (Clear) ข้อมูล เป็นข้อมูลที่เป็น เรียลลิตี้ (Reality) คือเป็นอินไทม์ (In time) ทันสมัย ทันเหตุการณ์ได้พอดี ยกตัวอย่างนะครับ ซึ่งเป็นคอมมอนเทสต์ (Common Test) ที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปเลยเวลานี้ สามีภรรยา สามีรับราชการ ภรรยาใช้สิทธิประกันสังคม สามีเป็นข้าราชการ พอเกษียณไปทํางานเอกชน เปลี่ยนจาก สวัสดิการข้าราชการเป็นประกันสังคม ภรรยาอยู่ประกันสังคมใช้สิทธิประกันสังคม ทํางานไป สักระยะหนึ่ง ตกงาน บริษัทยุบ สมมุตินะครับ ก็เปลี่ยนสถานะมาเป็นบัตรทอง เหตุการณ์ ต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้เป็นหมื่นเป็นแสนดาต้า (Data) เป็นหมื่นเป็นแสนข้อมูล เกิดขึ้นจริงอยู่ทุกเวลา เวลาแจ้ง แจ้งไปที่หน่วยงานไหน หน่วยงานนั้นจะใช้เวลาในการ เคลียร์ (Clear) ข้อมูล เป็นเดือนครับ ๓ เดือน ก็มี ๖ เดือนก็มีอย่างที่ท่านยกตัวอย่างกรณี ของท่านเองขึ้นมา บัตรมันจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา ถ้ามีเนชันนัล เคลียร์ริง เฮาส์ (National Clearing House) เคลียร์ (Clear) ข้อมูลแจ้งไปที่หน่วยงานนี้เท่านั้นเอง หน่วยงานนี้ก็จะมีหน้าที่ในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ณ วันนี้ เวลานี้ สิทธิประกันสังคมจบ เปลี่ยนสถานะจากประกันสังคมเป็นบัตรทอง เพราะว่าตกงาน คนนี้เคยเป็นข้าราชการ พอเกษียณเปลี่ยนจากข้าราชการเขาทํางานบริษัท เปลี่ยนจาก สวัสดิการข้าราชการเป็นประกันสังคม เคลียร์ (Clear) ข้อมูลให้เกิดขึ้นทันเวลา ข้อมูล จะเป็นจริง
ประการที่ ๒ เคลียร์ (Clear) อะไรครับ เคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่าย ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันอยู่เหมือนกัน โรงพยาบาลแต่ละโรงพยาบาลไม่ใช่ จะมีศักยภาพที่จะรักษาโรคได้ทุกโรค โรงพยาบาลชุมชนนี้รักษาโรคได้บางโรค บางโรคก็ต้อง ส่งไปที่โรงพยาบาลจังหวัด เวลาส่งไปโรงพยาบาลจังหวัดถ้าเป็นบุคคลที่ใช้สิทธิสวัสดิการ บัตรทอง เป็นเหมาจ่ายก่อนโรงพยาบาลชุมชน แต่ไปเกิดค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลจังหวัด ที่โรงพยาบาลชุมชน ก ไก่นี้นะครับ ไปที่โรงพยาบาลจังหวัดบุรีรัมย์สมมุติ พอรักษา ๓ เดือน คิดค่าใช้จ่ายไปที่โรงพยาบาลชุมชน ก ๕๐๐,๐๐๐ บาท ลําพังจะใช้วิธีการให้ไปเสียบบัตร เอทีเอ็ม (ATM) แล้วก็เคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายกันไป ๕๐๐,๐๐๐ บาทอย่างนั้นเลยหรือครับ ผมว่ามันคงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะต้องดูในรายละเอียดของข้อมูลว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาทนั้น เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง ในบางกรณีมันมีเอกซ์เซปชัน (Exception) หรือมีข้อยกเว้นระหว่าง การรักษาพยาบาลที่ใช้สิทธิต่างกันอยู่ อันนี้เป็นหน่วยงานที่จะต้องเข้าไปเคลียร์ (Clear) ตรงนั้น ยกตัวอย่างเช่น ท่านไปผ่าตัดถุงน้ําดี มันมีวิธีการผ่าตัดธรรมดา คือเปิดหน้าท้อง แผลยาว ๕ นิ้ว เข้าไปแล้วก็ผ่าตัดเอาถุงน้ําดีออก ค่าใช้จ่ายอาจจะเป็นแค่ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่บางโรงพยาบาลใช้วิธีที่เรียกว่า ส่องกล้อง ค่าใช้จ่ายเป็น ๑๕๐,๐๐๐ บาท ถูก แพง กว่ากัน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าโรงพยาบาล ก ส่งไปที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ดันใช้วิธีการส่องกล้อง เคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายมา ๑๕๐,๐๐๐ โรงพยาบาลชุมชน ก บอกไม่มีจ่าย จ่ายได้แค่ ๕๐,๐๐๐ ทําไมคุณไปใช้วิธีการส่องกล้อง ทําไมไม่ผ่าตัดแผล ๕ นิ้วธรรมดา ก็ทะเลาะกัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิทธิที่จะต้องมีหน่วยงาน หรือองค์กรกลางที่จะต้องมาเคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายพวกนี้ เขาต้องรู้ข้อมูลทางการแพทย์ ต้องรู้ข้อมูลทางการรักษาพยาบาลว่าเป็นอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีหน่วยงาน ที่เป็นกลาง เป็นอิสระที่จะตรวจสอบได้ ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานครับ ขอความกรุณาครับ ผมคิดว่าเกี่ยวกับ กระบวนการการอภิปราย ผมต้องขอโทษด้วย อาจจะไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร แต่ผมคิดว่า เรากําลังไปกันใหญ่แล้วครับ แล้วก็ที่มันเป็นประเด็นปัญหาสําคัญที่ผมได้กล่าวมาหลายครั้ง ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ก็คือว่าเรากําลังพยายามจะปฏิรูปนี่เป็นเรื่องเล็ก ๆ ในแต่ละ กระทรวง ทบวง กรม หรือว่าแต่ละแขนง พอเราพูดเรื่องสํานักงานตํารวจแห่งชาติเราก็มา คุยกันเรื่องของสถานีตํารวจ ภาพรวมมันไม่มี แล้วก็การปฏิรูปเรื่องสาธารณสุขก็คือว่า มันมี ๒ ประเด็นเท่านั้นเองครับ ว่าเราจะมีระบบหนึ่งเดียวอย่างที่ประเทศเดนมาร์ก ที่ประเทศอังกฤษอะไรเขามีหรือประเทศญี่ปุ่นเขามี แต่ถ้าเผื่อเรามี ๓-๔ ระบบเหล่านี้มันก็ สับสน เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่าในเรื่องของการปฏิรูปการแพทย์ การสาธารณสุขนี่เรามาดู กันในภาพกว้างว่าเราจะเอาทุก ๆ ระบบให้มันมีระบบเดียวสําหรับคน ๖๕ ล้านคนนั่นน่าจะ เป็นงานของเรา กับอันที่ ๒ คือมาตรฐาน มันก็ต้องให้มีมาตรฐานของโรงพยาบาลอย่างน้อย ๗๗ โรงทั่วประเทศให้มันมีมาตรฐานเดียวกันมันถึงจะมาพูดกันในเรื่องมาตรฐานได้ ส่วนอันที่ ๓ เรื่องการเงินการทอง ต่อให้ไปตั้งองค์กรอะไรขึ้นมาใหม่มันก็ต้องกลับไปที่ กรมบัญชีกลาง เขาคุมบัญชีอยู่ ถามกรมบัญชีกลางเสียก่อนว่าเขาสามารถที่จะรับผิดชอบ เรื่องนี้ได้ไหม แต่ประเด็นของผมต่อท่านประธานที่ผมได้พูดมาตลอดก็คือว่าถ้าเผื่อเราเริ่ม มาพิจารณาทีละเรื่อง ๆ เราไม่ได้มีภาพรวม แล้วเราก็จะมาทะเลาะกันในเรื่องรายละเอียด แล้วมันก็ผิดหนทางไปครับ เราไม่ได้ปฏิรูปเรื่องสาธารณสุข พยาบาลหรือศึกษานี่ในภาพรวม เพราะเราไม่ได้มาตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าเราจะปฏิรูปอะไรที่มันเป็นสําคัญ แล้วเราก็มาทํางาน ทีละเรื่อง ๆ แล้วบอกว่าค่อย ๆ สร้างไป เรามีเวลา ๑๒ เดือน ๑๖ เดือน ๑๘ เดือน ไม่เป็นการเพียงพอครับ หลาย ๆ อย่างเราสามารถจะทําให้มันเสร็จภายในปีนี้ได้ถ้าเผื่อเรา พูดกันในเรื่องสําคัญจริง ๆ ที่มันเป็นหัวใจของประเด็นปัญหาที่มันเกี่ยวกับปากท้องแล้วก็ ทุกข์สุขของประชาชน ผมก็กราบเรียนท่านประธานมาหลายครั้ง เพื่อน ๆ ทุกคนว่าเรามา ระดมสมองกันแล้วมาบอกสิว่าเรื่องสําคัญ ๆ จริง ๆ มาสัก ๕-๖ เรื่องเท่านั้นเอง เรามาร่วม ระดมความคิดกันในที่ประชุมนี้ ไม่ปล่อยไปที่กรรมาธิการ แล้วมาทําให้มันเสร็จมันจะเป็น ประโยชน์ต่อประชาชน ต่อศักดิ์ศรีของพวกเราที่นั่งอยู่ในนี้ กินเงินเดือนภาษีของประชาชน ด้วย เราจะได้มีการประชุมกันทุกวันจันทร์ วันอังคาร ผมก็เป็นห่วงว่าจันทร์ อังคาร บางวัน เราไม่มีการประชุม เพราะว่าเราหาประเด็นหรือว่าข้อเสนอจากกรรมาธิการไม่ได้ ผมคิดว่า เรามาช่วยกันเปิดใจให้กว้างนะครับ แล้วมาปรึกษาหารือกันแล้วร่วมกันทํางานให้เป็น กิจจะลักษณะดีกว่าครับ แล้วไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่เอนด์อัป (End up) ตั้งกองทุน ตั้งหน่วย ราชการ แล้วก็มาทําให้อํานาจกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง แล้วก็ศิลปินก็อยู่ข้างนอก ประชาชน เอ็นจีโอ (NGOs) ก็อยู่ข้างนอก ภาคพลเมืองไม่ได้เข้ามามีส่วนอยู่ในวิถีความคิดหรือ การพิจารณาเลย มีแต่ข้าราชการเท่านั้นเอง แล้วก็ฝากผีฝากไข้ไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีหรือ ตัวรัฐมนตรีที่จะมานั่งเป็นประธานกรรมาธิการหรือว่ากองทุนต่าง ๆ เหล่านี้ ผมขอร้อง ผมขอวิงวอนว่าเรามาทํางานกันใหม่ดีกว่าครับ แล้วผมต้องการที่จะมาคุยเรื่องการปฏิรูป ระบบสาธารณสุข งานบริการประชาชนให้มันทั่วถึงทุกคน ๖๕ ล้านคนอย่างทัดเทียมกัน แล้วก็มีระบบเดียวกันครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ อันนั้นเราก็กําลังพยายามทําอยู่นะคะ ที่เราไปสัมมนากัน กรรมาธิการ คณะกรรมาธิการคะ ตอบเฉพาะประเด็นที่ท่านสมาชิกยังสงสัยอยู่ ท่านมีอะไร จะตอบอีกไหมคะ เชิญท่านอํานวยคะ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิก ลําดับ ๑๙๗ พาดพิงพร้อมกับหารือครับ พาดพิงตรงที่ว่าปฏิรูปตํารวจทําเรื่องเล็ก ๆ ปฏิรูป ตํารวจเรามี ๙ ด้านครับ มันจิกซอว์ (Jigsaw) มาต่อแล้วจะเป็นภาพใหญ่เราไม่สามารถที่จะวาด ภาพพร้อม ๆ กันแล้วเสร็จ นิติวิทยาศาสตร์ก็ต้องผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน งบประมาณก็เฉพาะ ด้าน ไปศึกษากันมาแล้วมาต่อกรรมาธิการชุดนี้ก็เช่นกันครับ ถ้าอย่างนั้นฝากประธานเรียน ไปยังสมาชิกครับ แนวทางนี้ถูกต้องแล้วครับ ยืนยันครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ
สมาชิกท่านไหน
กระผม สุรินทร์ ครับ
ค่ะ ท่านสุรินทร์คะ ขอ ๕ นาทีนะคะ ไม่เกินค่ะ
ผม ๓ นาทีพอครับ ท่านประธานครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ครับ ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบผมว่า ท่านจะทําเรื่องใหญ่ก่อนหรือท่านจะทําเรื่องเล็กก่อน เพราะผมได้กล่าวอ้างมาว่าผมเอาเล่มนี้ ขึ้นมานี่นะครับว่าวาระปฏิรูปพิเศษ ลําดับ ๗ การปฏิรูปองค์การมหาชน แล้วเราก็ได้คุยกันไปแล้ว และท่านประธานทินพันธุ์ได้บอกแล้วตั้งแต่วันประชุมวันแรกว่าเราจะทํางานต่อเนื่องจาก สปช. ยกเว้นเป็นเรื่องใหม่ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องเก่า เพราะกําลังจะตั้งองค์การมหาชนนะครับ ท่านต้องตอบก่อนว่าวันนี้หัวเด็ดตีนขาดท่านกรรมาธิการไม่ยอมเอากลับไปพิจารณาทบทวน หรือเพิ่มเติมอะไร ฉันก็จะต้องลุยอย่างนี้นะครับ ผมก็จะต้องเสียใจกล่าวคําว่า เสียใจ ว่าท่านไม่เห็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องสําคัญไม่เห็นเป็นเรื่อง ท่านเอาเรื่องเล็ก ๆ แล้วก็เป็นเรื่อง ที่จะต้องมีปัญหา ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่ากฎหมายทั่วโลกเลยนะครับ ข้อมูลส่วนบุคคลห้ามเปิดเผย ถ้าเปิดเผยท่านจะถูกฟ้องทั้งแพ่งและอาญาแบบชนิด ที่กู่ไม่กลับ ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนบุคคลในเรื่องการเจ็บป่วยถ้าสมมุติว่าผมเป็นโรคเบาหวาน หมอคนไหนที่เปิดเผยว่าผมเป็นโรคเบาหวานนะครับ หมอนี่เดินเข้าคุกได้เลยนะครับ ไม่ได้ คือข้อมูลส่วนบุคคลเรื่องนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่นี่ไม่ได้ถามทําอะไร เมื่อสักครู่ท่านบอกแล้วว่า ท่านจะเคลียร์ (Clear) สิทธิ โอ้โห เรื่องเล็กมากเลยครับทั้งในกรมบัญชีกลางก็ดูอยู่แล้วว่า ใครพ้นอะไร เมื่อไร เพราะเมื่อผมเป็นเลขาประกันสังคม ท่านอธิบดีกรมบัญชีกลางได้เชิญคุย สปสช. ผม ๓๐ บาท แล้วก็กรมบัญชีกลางสิทธิของราชการมาแล้ว แต่มันไม่ต่อเนื่องครับ ถ้าต่อเนื่องมันจะจบไปนานแล้ว ๒. ท่านก็บอกว่าจะเคลียร์ (Clear) ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ กัน ผมถามว่าถ้าผมเป็นโรงพยาบาลเอกชนครับ รักษาโรคนี้ผมวินิจฉัยว่าผมต้องใช้อย่างนี้ คําถามว่าท่านจะมีหมอสักเท่าไรที่ท่านจะตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมานี่ที่จะไปดูเรื่องเหล่านี้ ท่านมี หมอครบ สูตินรีเวช ศัลยศาสตร์ แผนกเด็ก ในองค์กรใหม่นี้ ท่านก็ไม่มี พอไม่มีปุ๊บท่านจะไป วินิจฉัยได้อย่างไรว่าที่เขารักษามันเหมาะหรือไม่เหมาะ แค่ ๑ วันเปลี่ยนไปนี่นะครับ พยาธิวิทยาของคนที่ป่วยโรคเดียวกันนี่เปลี่ยนหรือไม่จริงคุณหมอ พยาธิวิทยาก็เปลี่ยน เพราะฉะนั้นการรักษามันก็เป็นเรื่องที่อินดิวีดวล (Individual) หรือว่าส่วนบุคคลแล้วแต่ โรงพยาบาล
ท่านสมาชิกครับ ขอทําความเข้าใจนะครับ การอภิปรายนี่ปิดแล้ว เป็นช่วง กรรมาธิการชี้แจง จะอนุญาตเฉพาะซักถามประเด็นที่กรรมาธิการยังไม่ได้ตอบที่ท่าน ตั้งประเด็นนะครับ แต่จะไม่มีการอภิปรายขยายความอีกแล้ว อันนี้เป็นกฎกติกาที่เรา ถือปฏิบัตินะครับ ท่านสุรินทร์จบเลยไหมครับหรือว่ามีอีก
ผมจบนะครับ แต่ว่าท่านกรรมาธิการท่านไม่ยอม จบนี่ครับ ท่านตอบสักคําสิว่าท่านไม่ยอม
เอาละครับ ขอบคุณมาก เชิญท่านประธานกรรมาธิการ เอาเฉพาะประเด็น นะครับ
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ค่ะ ก็อยากจะเรียนตอบท่านกษิตก่อนว่า ในภาพรวมของการปฏิรูประบบสาธารณสุขนั้น เราได้นําเสนอไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อตอน การประชุมในเซกชัน (Section) แรก ๆ ของ สปท. ก็คือดําเนินการตามที่ได้ทํามาแล้วของ สปช. เอามาวิเคราะห์ เอามารวบรวม แล้วก็มาพิจารณากันว่าเรื่องอะไรบ้างที่มีความสําคัญ จําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปฏิรูปให้เห็นผลภายในระยะเวลาต่าง ๆ อันนี้ก็ได้ผ่านความเห็นชอบ จากสภา สปท. แห่งนี้ไปแล้วว่า ในวาระการปฏิรูปทางด้านสาธารณสุขทั้งหมดนั้นจะมีวาระ อะไรบ้าง แต่เสร็จแล้วก็จะต้องมีการนําเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาระการปฏิรูปที่มีกฎหมาย ประกอบ บางเรื่องที่สําคัญนั้นยังไม่สามารถที่จะทํากฎหมายประกอบให้เสร็จสิ้นได้ในเวลา ที่ท่านต้องการ คือท่านกําหนดว่า ให้เสนอเดือนละ ๑ เรื่องจากกรรมาธิการทุกชุด เพราะฉะนั้นมันก็เลยต้องเป็นประเด็นเล็กประเด็นน้อยที่มันเสร็จเรียบร้อยนะคะ เช่น อย่างเรื่อง สมสส. แม้กระทั่งเรื่องบอร์ด (Board) นโยบายสุขภาพแห่งชาติก็ยังไม่สามารถ ที่จะเสร็จสิ้นใน พ.ร.บ. ได้เพราะว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ต้องมีการดําเนินการอย่างรอบคอบรอบ ด้านอะไรพวกนี้ ก็เสร็จจาก สมสส. ซึ่งเรายอมรับค่ะว่าเป็นองค์กรเล็ก ๆ แต่ว่าบทบาทหน้าที่ มันมีความสําคัญ แล้วก็คิดว่ามันจําเป็นสําหรับการกําหนดนโยบายทางด้านสุขภาพ มันช่วย ให้การเงินการคลังของประเทศในด้านสุขภาพมีการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
สําหรับในเรื่องของประเด็นข้อมูลที่จะนํามาสู่องค์กรนี้มันไม่ใช่การที่จะมา ระบุว่าคน ๆ นี้คนไข้คนนี้ที่เป็นโรคนี้ควรจะรักษาด้วยวิธีอะไร มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ มันเป็นการที่ข้อมูลรวมที่จะบอกว่า คนไข้ที่เป็นโรคไตทั้งหมดนี้ ที่คิดมีค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ในแต่ละกองทุนมีการให้การรักษาเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็สําหรับผู้ที่จะกําหนดนโยบาย ได้นําไปเป็นข้อพิจารณาว่ามันแตกต่างกันหรือมันเหมือนกันนะคะ เราไม่ได้เป็นการกําหนด มาตรฐานของการรักษาจากองค์กรนี้ แต่องค์กรนี้คือกําหนดมาตรฐานของข้อมูลเท่านั้น แล้วก็ข้อมูลนี้ก็นําเสนอผู้ที่เกี่ยวข้องในการกําหนดนโยบายว่าได้มีการใช้เงินไปมากน้อย เท่าไรในการรักษาพยาบาล แล้วก็ด้วยโรคที่ประชาชนเป็น เป็นส่วนใหญ่เป็นโรคอะไรบ้าง จะไม่มีการที่จะเชื่อมโยงไปถึงข้อมูลส่วนบุคคล เพราะว่าการที่โรงพยาบาลทั้งหลายส่งข้อมูล ไปที่กองทุนทั้งหลายก็เป็นข้อมูลส่วนบุคคลทั้งสิ้น ที่จะเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพราะว่า ต้องระบุโรคที่เป็น แล้วก็ค่าใช้จ่ายที่เบิกไปเช่นเดียวกัน อันนี้ก็เป็นการที่จะรวบรวมแล้วก็ ไม่ให้เขาต้องทํารายงานแตกต่างกันมาก แล้วก็สามารถที่จะได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเท่านั้นเอง นะคะ ก็ขอเรียนเท่านี้ค่ะ
ท่านสมาชิกครับ ทางกรรมาธิการได้ตอบประเด็นข้อซักถามที่ทางสมาชิกได้ตั้ง ประเด็นไว้นะครับ ก็เท่าที่ฟังดูก็ครบถ้วน ผมจะเข้าสู่การลงมตินะครับ ผมจะอนุญาต ท่านกษิตอีกครั้งเดียวนะครับ ขอเอาเฉพาะคําถามที่ยังไม่ได้ตอบท่านเท่านั้นจะไม่มีอนุญาต ให้อภิปรายเปิดประเด็นใหม่นะครับ
ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ท่านประธาน กรรมาธิการด้วยนะครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ มันมีประเด็นเดียวครับท่านประธาน เพื่อจะซักซ้อมความเข้าใจคือว่าผมอยากจะใช้สมองเล็ก ๆ ของผมไม่เล่นจิกซอว์ (Jigsaw) แต่ผมอยากจะให้การสาธารณสุขของเรามีระบบเดียว และนั่นคือเป้าหมายของการปฏิรูปครับ ผมขอเสนอไว้แค่นี้และผมจะไม่พูดอะไรอีกแล้วนะครับ ถ้าเผื่อไม่ได้มามีการปฏิรูประบบ การศึกษา สาธารณสุขที่อยู่อาศัยหรือพลังงานที่มันเป็นแก่นสาร ผมอยากจะร่วมทํางานแบบนี้ แล้วผมอยากจะขอเสนอว่า ถ้าเผื่อเราจะใช้เวลาสัก ๑ สัปดาห์ไหมครับ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ว่ากันในเรื่องสาธารณสุขในภาพรวม เราจะได้ทําประโยชน์ให้กับตัวเราเอง แล้วก็ให้กับ ประเทศทั้งประเทศด้วยครับ ไม่อย่างนั้นมันก็มีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้ามา และเราก็พูดกัน คนละอะไรครับ คนละช่องทางนะครับ ขอใช้ภาษาอังกฤษว่าเว็บลิงก์ (Web link) มันไม่เหมือนกันเพราะว่ามันไปกันคนละทาง แต่ผมอยากจะไปถึงแก่นสารของการปฏิรูป ประเทศไทยในแขนงต่าง ๆ ที่มันสําคัญ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน
ข้อเสนอท่านนะครับจะไปพิจารณาในวิป (Whip) ในวันพฤหัสบดี ขออนุญาต เผอิญท่านประธานอยู่ด้วยก็จะนําไปปรับปรุงนะครับ แล้วก็จะดูแนวทางที่ท่านอยากจะเห็น ท่านสมาชิกครับเป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการจัดตั้งสํานักงานมาตรฐาน และการจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (สมสส.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญสมาชิกได้แสดงตนรวมทั้งกรรมาธิการนะครับ เดี๋ยวรอสมาชิกได้ใช้สิทธิ แสดงตนนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนครับ ไม่มีแล้วนะครับขอเจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๒ ท่านเป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการจัดตั้ง สํานักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (สมสส.) หรือไม่ นะครับ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงภายใน ๗ วันก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการ ต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิก ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าใช้สิทธิแล้วผมขอปิดการ ลงคะแนนนะครับ ขอผลคะแนนครับ มีผู้เห็นด้วย ๑๒๖ ไม่เห็นด้วย ๑๙ งดออกเสียง ๒๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ๐ นะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การจัดตั้งสํานักงานมาตรฐาน และการจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นํา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมครบทั้ง ๒ เรื่องแล้วนะครับ ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงทุกท่านนะครับ
ระเบียบวาระถัดไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วขอขอบคุณสมาชิกและกรรมาธิการ ทุกท่านที่มาปฏิบัติหน้าที่ในวันนี้นะครับ ผมขอปิดการประชุมครับ