กษิต ภิรมย์ เสนอแนะว่าควรสร้างคนสร้างสรรค์และงบประมาณสนับสนุน เพื่อสร้างความสำเร็จในด้านศิลปวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์ และอ้างตัวอย่างจากประเทศเกาหลีใต้ที่มีการพัฒนาบุคลากรและกองทุนที่สนับสนุนอย่างจริงจัง
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ก็ขอขอบคุณกรรมาธิการต่อผลงานที่ได้ไปรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มา แต่ว่า ขอยืนยันแล้วก็ขอสนับสนุนสิ่งที่ท่านประธานอลงกรณ์ได้พูดว่า เราได้ทํากันมาเยอะ แต่มัน ขาดตอน แล้วก็ดังที่คราวที่แล้ว ๒ ครั้ง ที่ทางกรรมาธิการมาที่นี่ แล้วมาเสนอเรื่องเศรษฐกิจ ชีวภาพ แล้วก็เศรษฐกิจด้านสังคม แล้วผมก็ได้ให้ข้อคิดว่า มักจะไม่ได้ประมวลสิ่งที่ได้เกิดขึ้น ในประเทศไทย แล้วก็สถานะของเรื่องนั้น ๆ ว่ามันอยู่ที่ไหน ก็ฉันใดฉันนั้นนะครับว่าในเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์บวกวัฒนธรรมนั้น อยากจะขอให้ประมวลมาเสียก่อน อีก ๑๐ หน้า ๑๕ หน้าว่าในประเทศไทยทั้งทางภาควิชาการ ศิลปินต่าง ๆ แล้วก็ผู้ประกอบการนั้น ได้ประสบความสําเร็จหรือมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง ผมก็อยากจะขอยกตัวอย่างเอาง่าย ๆ ก็แล้วกันครับว่า ผ้าไหมไทยของจิม ทอมป์สัน มันก็เป็นนวัตกรรม เป็นความคิดที่สร้างสรรค์ ผสมกับขนบธรรมเนียมประเพณี องค์ความรู้ภูมิปัญญาแต่ดั้งเดิมในเรื่องของการทําผ้าไหม แต่ระยะหลัง ๆ นั้นการออกแบบดีไซน์ (Design) เพื่อให้ใช้ได้มากประโยชน์เป็นที่เลื่องลือ ไปทั่วโลก หรือจะเป็นร้านอาหารที่เรียกว่าเป็นเชน (Chain) ของเอส แอนด์ พี (S&P) ก็ดี หรือว่าจะเป็นมะพร้าวใส่กระป๋องก็ดี พวกนี้มันเป็นครีเอทิวิตี (Creativity) สร้างสรรค์ แล้วก็ แม้กระทั่งอาหารเสริม อาหารสมุนไพร หรือว่าการนวดแผนโบราณ แล้วมันก็กลายมาเป็น สปา (Spa) มันก็เป็นที่เลื่องลือทั่วโลกนอกเหนือจากเรื่องของอาหารไทย วิจิตรศิลป์ต่าง ๆ เพชรนิลจินดาของบริษัทสําคัญ ๆ ของโลกยี่ห้อต่าง ๆ นั้นผู้ที่เจียตัวเรือนทั้งหมดก็มักจะไป จากประเทศไทยหรือด้วยคนไทย ผมเองก็ได้ทราบโดยตรงว่าที่ประเทศตุรกี แม้กระทั่ง ในประเทศเลบานอน ประเทศจอร์แดน เขาก็เลื่องลือในเรื่องเพชรนิลจินดา เครื่องทอง คอปเปอร์ (Copper) แต่ว่าเขาใช้คนไทยที่โรงงานของเขาจะเป็นที่อีสตันบูลหรือที่ไหนก็ตาม แสดงว่าคนไทยมีความสร้างสรรค์แต่ว่ามันขาดความต่อเนื่องของการส่งเสริมสนับสนุน ให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ผมขอย้ํานะครับ อยากจะให้กรรมาธิการช่วยทบทวนสถานะ ความเป็นมา จุดเด่น แล้วก็ผลสําเร็จที่ผ่านมา เพราะว่าระยะหลัง ๆ เราก็ภูมิใจ ๑๕ ปีที่ผ่านมาที่ว่าผู้กํากับหนังของเราได้รับรางวัลมากมาย แล้วก็ไปแสดงที่เมืองคานส์ ที่เวนิส ช่วงที่ผมเป็นทูตอยู่ทั้งที่เยอรมันและที่ญี่ปุ่นเรื่องเข้าใจว่า ทีมวอลเลย์บอลหญิงที่เป็นเพศที่สามเป็นหนังที่ดูกันแล้วดูกันอีกนะครับ ที่เยอรมัน ที่ญี่ปุ่น หรือว่าอีกอันหนึ่งเรื่องทรานซิสเตอร์ผมก็จําชื่อเต็มไม่ได้หมด แต่ว่ามันเป็นสติปัญญาของ คนไทยที่มันมีความเป็นสากลแล้วมันขายได้ทั่วโลกเป็นที่ฮือฮา เพราะฉะนั้นมันก็อยู่ในวิสัย ที่จะดําเนินการต่อไป คราวนี้จะทําอย่างไร ผมคิดว่ามันมี ๒-๓ ประเด็นที่มันสําคัญ คือ อันแรกมันต้องสร้างคน แล้วก็อันที่ ๒ มันต้องงบนะครับ เราก็ทราบเรื่องสตาร์ตอัปคัมพานี (Startup Company) ของอิสราเอลที่มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรมากมายจากการคิดค้นคว้า ของเยาวชนของอิสราเอล แล้วก็ตอนนี้เกาหลีใต้ ครองโลกในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) คราวนี้ผมก็อยากจะขอพูดเรื่องเกาหลีใต้ เสียนิดหนึ่งนะครับ ซึ่งมันก็อยู่ใน เว็บไซต์ (Web site) วิกิพีเดีย (Wikipedia) หรือจะกูเกิล (Google) เปิดเข้าไปดูได้อยากจะ ให้ดูตรงนี้สักนิดหนึ่งว่าประธานาธิบดีปาร์ค จุงฮี ของเกาหลีก็เมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว มีคนไปบอกเขาว่าหนังเรื่องจูราสสิก พาร์ค ๑ (Jurassic Park 1) เรื่องทํารายได้ให้กับรถยนต์ ฮุนได ๑.๕ ล้านคัน ๑.๕ ล้านคันนะครับกับหนังเรื่องเดียว หลังจากนั้นท่านประธานาธิบดี ปาร์ค จุงฮี ก็เลยให้ทุกคณะ ให้ทุกมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยตั้งคณะที่เรียกว่าคัลเชอรัล (Cultural) หรือว่าคัลเชอร์อินดัสทรี (Culture Industry) คณะภาคอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ทั่วประเทศประมาณ ๕๐๐ แห่ง ในขณะเดียวกันเขาก็ได้ส่งเสริมการวิจัยค้นคว้าทั้งใน และนอกมหาวิทยาลัย มีสถาบันวิจัยค้นคว้าประมาณ ๔๐-๕๐ แห่ง ๒๐ ปีให้หลัง เกาหลีใต้ ครองโลกนะครับ ไม่ใช่ครองแค่เอเชียแปซิฟิก แต่ว่าทั่วแอฟริกา ยุโรป แล้วก็บุกเข้าไปที่ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ได้แล้ว ทุกอย่างนะครับที่เกี่ยวกับชีวิตประจําวัน การแต่งเนื้อ แต่งตัว หน้าตา ร้องรําทําเพลง ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ทั้งหมดนะครับ ทั้งชายและหญิง ของคนจีนและของญี่ปุ่นซึ่งเคยนําเรื่องวัฒนธรรมอยากจะแต่งงานกับดาราเกาหลี นี่เป็นความสําเร็จอันยิ่งใหญ่เพราะว่าผู้นําของเขามีวิสัยทัศน์แล้วก็พูดจริงทําจริงคือ ในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรดังที่ผมได้กล่าวไว้ กับอันที่ ๒ ต้องมีกองทุนที่จะสนับสนุน อย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วเขาก็ทําอันนี้ที่สํานักประธานาธิบดีนะครับ อาจจะผ่านกระทรวง ศึกษาธิการหรือว่าวัฒนธรรมไม่จําเป็นที่จะต้องหน่วยงานใหม่มันมีอะไรอยู่แล้วก็ใช้ที่มันมี ก็แล้วกัน ผมเองก็สะดุ้งทุกครั้งว่าเสนออะไรกันเข้ามาแล้วเรามีการตั้งหน่วยงานทุกที ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนะครับ ใช้หน่วยงานที่มีอยู่ประสานแล้วก็ให้เสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้มันมากที่สุด แล้วทั้งหมดในเอกสารที่แจกและที่ได้กล่าวบนเวทีนั้นก็ไม่ได้พูดสักคําว่า ได้มีการปรึกษาหารือกับผู้กํากับหนัง เจ้าของกิจการสื่อต่าง ๆ แล้วก็ศิลปินของไทยที่ ณ วันนี้ ก็ได้มีการนําไปแสดงทั่วโลก แล้วถ้าเผื่อจะมีการเปิดประมูลเรื่องงานศิลป์ที่ฮ่องกง แล้วก็ สิงคโปร์ ก็ผลงานของศิลปินก็มักจะเป็นหลัก แต่ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้มีการพูดเลยว่าแล้วได้พูด กับศิลปินแห่งชาติหรือว่าศิลปินไทยที่ชื่อเสียงดังไปทั่วโลกได้มากน้อยแค่ไหน หรือว่าจะฟัง เอาง่าย ๆ ก็แล้วกันครับ ชื่อเดียวคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ผมอยากจะให้มีการปรึกษา หารือกับทางฝ่ายศิลป์ของเราโดยภาพรวม รวมทั้งผู้กํากับภาพยนตร์ คนหนึ่งที่ผมอยากจะ ให้เจอมากก็คือผู้กํากับที่ทําหนังเรื่องเชคสเปียร์ มัสต์ ได (Shakespeare Must Die) แล้วก็ ถูกเซนเซอร์ (Sensor) อย่างหาเหตุหาผลไม่ค่อยจะได้ อันนี้ก็อยากจะให้ทบทวนด้วย มันก็สู่ ประเด็นที่ ๒ ของผมคือนอกเหนือจากพัฒนาคนแล้วมีกองทุนมันต้องวิ่งคู่กันไปแล้วคือ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของเกาหลีใต้ นั้นเขาเซนเซอร์ (Sensor) เรื่องเดียวเท่านั้นเอง คือไม่ให้สื่อหรือคนเกาหลีใต้แม้แต่คนเดียวแสดงความชื่นชมชื่นชอบเกาหลีเหนือเท่านั้นเองครับ แต่ของเรามันเซนเซอร์ (Sensor) อะไรก็ได้ตามดุลพินิจของคณะกรรมการเซนเซอร์ (Sensor) ที่กระทรวงวัฒนธรรมและเราจะมีความสร้างสรรค์ เราจะมีครีเอทิวิตี (Creativity) ได้อย่างไร ถ้าเผื่อคนหนุ่มคนสาวของเราอยากจะทําแอนิเมชัน (Animation) อยากจะทําหนัง อยากจะ ทําการ์ตูนและอะไรที่มันดูว่ามันอาจจะเข้าไปละเมิดประเพณีวัฒนธรรมไทยหรือว่า เสาหลักนิด ๆ หน่อย ๆ มันก็ไม่ใช่ มีผู้กํากับหนังไทยหลายคนอยากจะทําหนังเรื่องรัชกาลที่ ๔ ให้เดอะ คิง แอนด์ ไอ (The King and I) แต่ก็ถูกเซนเซอร์ (Sensor) ไปแล้ว ประวัติศาสตร์ คือประวัติศาสตร์ แล้วก็พระมหากษัตริย์ที่เปิดประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า มีโมเดิร์นไนเซชัน (Modernization) เป็นที่เลื่องลือแล้วก็รักษาเอกราช แล้วมันผิดอะไร ที่จะจ้างสตรีฝรั่งมาสอนภาษาอังกฤษ ทําไมจะทําหนังภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ เพราะว่าเรา ไม่สามารถจะทําเรื่องอะไรเลยที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์หรือครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้อง ทบทวนเพราะมันเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์และเราก็มีประเพณีวัฒนธรรมที่จะบอกกับโลก มากมาย แต่เราต้องมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ จะจํากัดจําเขี่ย แบบที่เกาหลีใต้เขามีในเรื่องเกาหลีเหนือมันก็ต้องระบุออกมา ๑ ๒ ๓ อันนี้ห้ามแตะต้อง แต่นี่การใช้ดุลพินิจในการเซนเซอร์ (Sensor) แล้วก็ในการที่จะปิดบังความสร้างสรรค์ของ ศิลปินนักคิด นักเขียน เยาวชนของไทยมันก็จะสวนทางกับสิ่งที่เราเพียรพยายามที่จะทําอยู่ ณ วันนี้ ผมก็อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้ศึกษาด้วย ท่านได้ระบุมาตั้งหลายประเทศ ว่าเขาส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ในเชิงสร้างสรรค์อย่างไร ผมอยากจะรู้ว่าวิธีการเมทอโดโลจี (Methodology) ของเขา เขาทําอย่างไรนะครับ ไม่ใช่เพียงแค่ตั้งองค์กรมาผมก็ไม่แน่ใจว่า องค์กรที่จะตั้งมาจะเอาบุคลากรเข้าไปทําในองค์กรได้อย่างไร เพราะคงจะไม่มีความสามารถ แล้วก็ไม่มีครีเอทิวิตี (Creativity) ก็คงจะเป็นข้าราชการ ๆ อันนี้ผมเป็นห่วงนะครับ ก็ขอพูด ในเรื่องนี้แค่นี้ แต่ว่าขอเพิ่มอีกประเด็นครับ ขอประทานโทษท่านประธาน คือทางกรรมาธิการ กําลังจะนําเอาเรื่องเศรษฐกิจใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อจะทดแทนหรือว่าหนีไปจากเศรษฐกิจ การผลิตเพื่อการส่งออกที่เรียกว่าเป็นแมนูแฟกเจอริงอินดัสทรี (Manufacturing Industry) รถยนต์อะไรต่าง ๆ เครื่องไฟฟ้า และเรากําลังไป ๔ เรื่องใช่ไหมครับ ชีวภาพดิจิทัล (Digital) โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) แล้วก็ครีเอทีฟ (Creative) คัลเชอรัลอีโคโนมี (Cultural Economy) ๔ อันนี้ แต่คราวนี้ทางคณะกรรมาธิการจะแสดงเข้ามาทีละเรื่องเป็น ๔ เรื่องด้วยกัน เพื่อจะเอาประเทศไทยหลุดพ้นไปจากมิดเดิลอินคัม (Middle Income) ครับ ผมขอเสนอท่านประธานได้ไหมว่าเอา ๔ เรื่องนี้มายําใหญ่ในที่ประชุม สปท. กันสักครั้งหนึ่ง เพื่อจะดูว่าเราจะหลุดพ้นจากเอกซ์พอร์ต (Exports) และอีโคโนมี (Economy) ที่เราเพิ่งมา ๕๐ ปีไปอย่างไรใน ๔ ทิศทางนี้ใช่หรือไม่ และเราจะเตรียมประเทศไทย เตรียมมหาวิทยาลัย เตรียมโรงเรียน บุคลากรของเราเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นมันเข้ามาทีละเรื่องมันไม่ประติดประต่อ แล้วมันจะมองไม่เห็นภาพชัดว่าเราจะไปทางนี้จริง แล้วมันถูกต้อง มันเหมาะสม และเรา พร้อมมากน้อยแค่ไหนนะครับ และเราก็จะให้ครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) ทั้ง ๔ ด้านเป็นสัดส่วนเท่าใดของจีดีพี (GDP) ในเมื่ออยากจะมีแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีว่าเรา จะลดภาคอุตสาหกรรมทั่ว ๆ ไป ภาคเกษตรทั่ว ๆ ไป แล้วก็ภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว เราจะให้ครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) ทั้ง ๔ ด้านเป็นสัดส่วนเท่าไรของจีดีพี (GDP) มันต้องมีเป้าให้แน่ชัดครับ แล้วจะได้วางงบประมาณประจําปี เงินกู้ที่เราจะไปกู้มา แล้วก็การสร้างบุคลากร แล้วก็กลไก รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายและการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนเป็นสําคัญด้วยครับ ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องไปกันอย่างนี้ เราไม่สามารถจะมี ครีเอทิวิตี (Creativity) ท่ามกลางความมืดของการใช้อํานาจ อันนี้ต้องระมัดระวังด้วย ไม่อย่างนั้นมันสวนทางกัน ไม่มีสิทธิเสรีภาพ ไม่มีครีเอทิวิตี (Creativity) ครับ ขอกราบ ขอบพระคุณครับท่านประธาน