อลงกรณ์ ชูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันเป็นวาระชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร ชี้แจงถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2552 พร้อมผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติโดยเน้นการบูรณาการนโยบาย การศึกษา และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและองค์กรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเน้นบทบาทของระบบทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเสนอจัดตั้งโครงสร้างระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังมีผู้ชี้แจงอีกไหมครับ พอดีเรื่องนี้ต้องเรียนทางกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนะครับ ผมเป็นคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ สร้างสรรค์มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เสียดายไม่ได้มีโอกาสได้รับเชิญไปให้ข้อมูล จะได้ทราบถึง สถานะที่แท้จริงว่าเราขับเคลื่อนไปอย่างไร แล้วก็ความสําคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น ในรูปแบบที่นําเสนอมันอาจจะไม่ใช่ระดับที่เราคิดว่าจะทําให้การขับเคลื่อนนโยบายนี้ เป็นผลสําเร็จ ซึ่งก็คงใช้เวลาช่วง ๗ วันถ้าหากว่าสภาเห็นชอบในการปรับปรุง เพราะว่า เมื่อท่านอ้างถึงเรื่องอินโดนีเซีย ท่านก็ควรจะต้องทราบว่าท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ตัวผมในฐานะที่เป็นประธานนโยบายฯ และเป็นรัฐมนตรีได้พบ กับประธานาธิบดีของประเทศอินโดนีเซียและท่านรัฐมนตรีมารี เอลกา ปันเกสตู ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของประเทศอินโดนีเซีย ท่านกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้นคงจะยืนยันได้ว่าการประชุมทวิภาคีนี้ ท่านประธานาธิบดีอินโดนีเซียขอเอกสารเล่มหนึ่งจากประเทศไทยก็คือยุทธศาสตร์ แนวทางของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทย ซึ่งเราเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ คณะรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีรัฐมนตรีร่วม ๑๑ กระทรวงเป็นกรรมการ ผมเป็นกรรมการและเลขานุการ แล้วคณะกรรมการนโยบายก็ตั้งให้ผมเป็นประธานบริหารนโยบาย เราได้สร้างโครงสร้าง ในระดับบนสุด เพราะว่าเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์มันคือการสร้างโมเดล (Model) ที่เรา เรียกว่า เศรษฐกิจกระแสใหม่ เพื่อเปลี่ยนประเทศจากประเทศโออีเอ็ม (OEM) เป็นโอดีเอ็ม (ODM) และโอบีเอ็ม (OBM) ในที่สุด มันจะอัปเกรด (Upgrade) ประเทศได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้สถานภาพของเรา โดยแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม และ ๑๕ คลัสเตอร์ (Cluster) ของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราได้ตั้งครีเอทีฟอะแคเดมี (Creative Academy) ไปแล้วโดยร่วมกับ ร้อยกว่ามหาวิทยาลัย แต่ละมหาวิทยาลัยนั้นได้รับเลือกนั้นก็จะรับผิดชอบ ๑ คลัสเตอร์ (Cluster) ของ ๑๕ สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราได้คัดเลือก จาก ๗๐ กว่าจังหวัดนั้นให้เหลือ ๑๐ จังหวัดต้นแบบของการเป็นครีเอทีฟซิตี้ (Creative City) เราได้มีการตั้งรางวัลพีเอ็ม ครีเอทีฟ อะวอร์ด (PM Creative Award) โดยที่มี การคัดเลือก ๑๕ กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีกรรมการคัดเลือก แล้วก็มีการมอบไป ๒ ปีแล้ว ระหว่างปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ เราได้จัดการประชุมคู่ขนานกับการประชุมดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ที่เมืองดาวอส เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในการจัดรวบรวม เราเรียกว่า การประชุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์นานาชาติ หรือว่าไทเซฟ (TICEF) มีจากทั่วโลกมาครับ แม้แต่ประเทศอังกฤษที่ถือว่าเป็นผู้ริเริ่มต้น ๆ แล้วก็อีกหลายประเทศ รวมไปถึงภาคเอกชน อย่างค่ายฮอลลีวูด (Hollywood) ก็มานะครับ เราทําได้ถึง ๓ ปีติดต่อกันแล้ว เรียกว่า เป็นการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่ม และจัดประชุม นี่กระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงการต่างประเทศที่ ท่านกษิต ภิรมย์ อยู่ เราได้ทําการออกแบบหลักสูตรเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวิธีการสอนนักเรียน โดยร่วมกับ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย ทดสอบกับ ๔๐ โรงเรียนเรียบร้อยเพื่อให้เป็นคู่มือการสอน ของครูรุ่นใหม่ สอนให้เด็กรู้จักคิด รู้จักใช้ครีเอทิวิตี (Creativity) เอามาสู่การเป็น กระบวนการของการพัฒนาความรู้ของเด็ก และความคิดของเด็ก มอบให้กับ ๕ กระทรวง ที่มีสถาบันการศึกษาในสังกัด สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทํามา แล้วก็รวมทั้งการให้สํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเอาไปบรรจุไว้ในแผนที่ ๑๑ นะครับ แล้วตอนนี้ก็จะต้องบรรจุในแผนที่ ๑๒ และในยุทธศาสตร์ชาติต่อไป สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อย จะปรากฏอยู่ในรายงานเลย ซึ่งผมก็ต้องขออนุญาตที่จะใช้ความเป็นสมาชิกในช่วง ๗ วัน ที่ท่านจะทบทวน เพิ่มเติม ปรับปรุง และรวมไปถึงข้อเสนอเรื่ององค์กรระดับองค์กรมหาชน ท่านก็ต้องย้อนกลับไปคิดว่าทําไมตอนนั้นในรัฐบาลยุคนั้นจึงให้อยู่เป็นวาระแห่งชาติ และตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการเลย เพราะว่ามันเป็นเรื่องบูรณาการ มันเป็นการพลิกโฉมหน้ารากฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ วิธีขับเคลื่อนแนวการพัฒนา ของประเทศใหม่หมด องค์ความรู้ผ่านการพัฒนาและสนับสนุนส่งเสริมด้วยความร่วมมือ ของ ๑๐๐ กว่ามหาวิทยาลัย ทีซีดีซี (TCDC) นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ตอนนั้นมาช่วยงานกัน ก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่อยู่ภายใต้สถาบันพัฒนาองค์ความรู้ หรือว่าโอเคเอ็มดี (OKMD) ขณะนั้น ส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศที่ท่านเพิ่งไปนี้ เราร่วมมือกันตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ คือ ค็อกคา (KOCCA) ของเกาหลีนะครับ แล้วก็ของอเมริกา คือไปทั่วหมด อยากให้ต่อยอดจาก ตรงนั้นมาว่ารากฐานสถานะองค์กร สถานะของระดับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกับ เศรษฐกิจของเราในระดับนี้มันควรอยู่ระดับไหน แต่ถ้าลงมาที่หน่วยเล็ก ๆ หน่วยย่อย ๆ นี้ มันขับไม่ออกหรอกครับ

๒. ก็คือเรื่องของไอพี (IP) สําคัญที่สุด ความสําเร็จของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถ้าไม่มีระบบทรัพย์สินทางปัญญา ไม่มีทางครับ เพราะฉะนั้นเราจึงร่วมมือกับอังค์ถัด (UNCTAD) ผมได้ไปบรรยายที่อังค์ถัด (UNCTAD) ที่เจนีวานี้ สําหรับประเทศกําลังพัฒนาที่ต้องการ เปลี่ยนโมเดล (Model) เศรษฐกิจ จนเรียกว่าเป็นไทยแลนด์โมเดล (Thailand Model) แล้ว ก็คือการทําเรื่องของครีเอทีฟอะแคเดมี (Creative Academy) ต้องประกบคู่ขนานไปกับ เรื่องของไอพี (IP) คือ อินเทลแลคชวล พรอพเพอร์ตี ริทึม (Intellectual Property Rhythm) นะครับ การเอนฟอร์ซ (Enforce) กฎหมายต่าง ๆ เป็นเรื่องสําคัญ เรื่องเหล่านี้ มันเป็นเรื่องระดับชาติแล้ว มันไม่ใช่เรื่องวาระปฏิรูปในระดับของหน่วยงานที่จะให้หน่วยงาน เล็ก ๆ มาขับเคลื่อน ไม่มีทางทําได้ ในมุมของผมนะครับ จากการเป็นประธานบริหารมา ๓ ปี ตอนนั้นเราให้สํานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตั้งเรียบร้อยอยู่ในสํานักนายกรัฐมนตรี ให้มีกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทีแรกก็ให้ไปอยู่กับสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ แห่งชาติ ฝากไว้ก่อน ต่อมาก็ให้มาอยู่กับสํานักนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ในระดับเชิงนโยบาย ได้ดูเรื่องนี้ แล้วก็เป็นการบูรณาการกับทุกกระทรวงไปฝาก ไปแฝงไว้กับหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งระดับกระทรวง ก็ไม่ใช่ เหมือนอย่างประเทศอินโดนีเซียที่เขาไปตั้ง หลังจาก ท่านประธานาธิบดี แล้วก็ท่านรัฐมนตรี มารี ปังเกสตู ได้รับหนังสือนั้น เราคุยกันยาวมาก เราก็มอบหนังสือข้อสรุปของไทเซฟ (TICEF) การประชุมนานาชาติที่เราเป็นเจ้าภาพนี้ แล้วก็แนวนโยบายทั้งหมด โครงสร้างทั้งหมดที่เรามีส่งไปให้ หลังจากนั้น ๖ เดือนเขาตั้ง กระทรวงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่านรัฐมนตรีมารี เอลกา ปังเกสตู ขอย้าย จากกระทรวงพาณิชย์ไปอยู่กระทรวงนี้เป็นคนแรก ผมนี่ ปี ๒๕๕๒ ผมเสนอในครีเอทีฟ อาเซียน (Creative ASEAN) ในที่ประชุมเออีเอ็ม (AEM) ของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งตอนนั้นผมเป็นอยู่ จนรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน รับครีเอทีฟอาเซียน (Creative ASEAN) เป็นโครงการในส่วนของอาเซียน(ASEAN) คือเราขยับตั้งแต่ระดับโกลบอล (Global) มา รีจินัล (Regional) แล้วก็มาระดับ ประเทศของเราโดยฐานตรงนี้ ด้วยเห็นว่า เมื่อเราก้าวสู่ ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) เศรษฐกิจของอาเซียน (ASEAN) จะต้องเปลี่ยน รูปแบบสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราถึงจะมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืนได้ ก็ฝากท่านประธาน แล้วก็ ฝากข้อพิจารณาผู้ที่อภิปรายต่อไปด้วยได้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ ความจริงมียาวกว่านี้เยอะ โครงสร้างทั้งหลายนี่เราทําไปถึงเรื่องตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นตลาดทุน แล้วก็ตลาดเงินคือสมาคมธนาคารผมเชิญมาพบหมดเลย รวมไปถึงธนาคาร แห่งประเทศไทย ว่าทําอย่างไรจะให้ตลาดทุน ตลาดเงินมันรองรับต่อนวัตกรรมใหม่ ๆ รองรับต่อการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ซึ่งมันยังขาดช่วงตรงนี้อยู่ ก็ฝากอีกประเด็นหนึ่ง เพราะฉะนั้น ก็เลยเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ขอใช้สิทธิในฐานะสมาชิกที่ไม่เคยอภิปรายนะครับ แต่ว่าเรื่องนี้ เผอิญผมรับผิดชอบโดยตรงมาในการสร้างจุดเปลี่ยนครั้งหนึ่ง เพียงแต่จุดอ่อนคือพอเปลี่ยน รัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนรัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนไป ตรงนี้มันถึงต้องมีการปฏิรูป ระยะยาวอย่างไร วางรากฐานไป แต่การดีไซน์ (Design) ออกแบบในเรื่องของโครงสร้างรัฐ กระบวนการขับเคลื่อนที่เป็นโพรเซส (Process) สําคัญมันจะสําคัญมากกับเรื่องนี้ ผมก็ยัง ขอบคุณที่กรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจเราได้หยิบเรื่องนี้มาเป็นหนึ่งในสี่ของสาขาเศรษฐกิจ กระแสใหม่และเร่งดําเนินการในเรื่องการจัดทํารายงานเพื่อนําเสนอสภาเพื่อส่งต่อไป แล้วก็ถูกตัวบุคคลก็คืออาจารย์พิสิฐซึ่งก็มาพบกับผมได้คุยกันตั้งแต่เบื้องต้นว่าเรื่องนี้จะต้อง เข้าไปช่วย เพียงแต่ว่าดีไซน์ (Design) ออกมาแล้วก็ลองทบทวนดูหน่อยแล้วกันว่าในระดับ เอารถพิกอัป (Pickup) ไปขนคอนเทนเนอร์ (Container) มันจะขนได้หรือเปล่า ก็ลอง พิจารณาดู ก็ช่วยกันคิดเพื่อให้ดีที่สุดก่อนส่งไปที่รัฐบาล ก็มีผู้อภิปรายที่แสดงความจํานง ผมเผอิญพาดพิงท่าน ท่านก็ต่อเนื่องจากผมได้เลย ก็คือท่านกษิต ภิรมย์ ท่านอดีต เอกอัครราชทูตหลายประเทศ แล้วก็เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ