ปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา หารือแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยเน้นการขับเคลื่อนผ่านวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเสนอให้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปรับปรุงระบบสนับสนุนนวัตกรรม และจัดตั้งองค์กรเฉพาะเพื่อดูแลเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการสร้างย่านสร้างสรรค์ ยกระดับมาตรฐานทักษะ และส่งเสริมอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
กราบเรียนท่านประธาน ท่านรองประธาน เพื่อนสมาชิก สปท. ทุกท่าน ผม ปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๙๙ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจกระแสใหม่ จะขอใช้เวลาสัก ๒๐ นาที เพื่อจะนําเสนอข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับเรื่องเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งท่านประธาน คุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ได้กล่าวมาแล้วว่ามีความจําเป็นอย่างไร แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ผมอยากจะเรียนย้ําว่า เศรษฐกิจกระแสใหม่เป็นความหวังที่จะทําให้เราก้าวไปข้างหน้า เป็นความหวังที่จะทําให้เราหลุดพ้นจากการที่ประเทศที่จะต้องแข่งขันการผลิตไปเป็นประเทศ ที่ใช้นวัตกรรมในการผลิต ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ๆ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการ ได้นําเสนออยู่ในขณะนี้ ๔ องค์ประกอบด้วยกัน
องค์ประกอบแรก ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเรื่องนี้ได้นําเสนอที่ประชุม ไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุม เศรษฐกิจเพื่อสังคมซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ นําเสนอที่ประชุมไปแล้ว แล้วก็ได้รับการสนับสนุน ส่วนที่เหลืออีก ๒ เรื่องอยู่ในระหว่าง การเสนอที่ประชุมสภาแห่งนี้ ก็คือ เรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจเชิงดิจิทัล (Digital) ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ก็จะมีเรื่องที่เกี่ยวพันที่จะต้องนําเสนอ เพิ่มเติมอีก ๒ เรื่อง ก็คือเรื่องการแก้ปัญหา การสนับสนุนให้ธุรกิจเหล่านี้เกิดขึ้นให้ได้ แต่เรื่องของการปรับปรุงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สําหรับเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และ เชิงนวัตกรรมนั้น พูดง่าย ๆ ก็คือว่าพยายามที่จะนําความคิด
ขอสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไปนําความคิดเชิงสร้างสรรค์ ทุนทางสังคมทาง วัฒนธรรมและเทคโนโลยีของเราที่มีอยู่ในประเทศ หรือนําเข้าจากต่างประเทศมาใช้ในการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ได้ ถ้าเราใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นเรื่องในทางวัฒนธรรมแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่พยายามที่จะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นกลไก ขับเคลื่อนในทางเศรษฐกิจ ผลในทางเศรษฐกิจก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องพยายาม ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ คือความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมให้ไปช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในทาง เศรษฐกิจให้ได้ คําถามต่อไปก็คือว่าประเภทของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีอะไรบ้าง สภาพัฒนาเดิมได้กําหนดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยไว้ ๑๕ ประเภท แบ่งเป็นกรุป (Group) ใหญ่ ๆ ได้ ๔ กรุป (Group) ก็คือกรุป (Group) แรกหรือพวกแรกก็คือ พวกเรื่องสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม พวกที่ ๒ ก็คือศิลปะ พวกที่ ๓ ก็คือความคิดสร้างสรรค์ และประเภทที่ ๔ ก็คือ สื่อสมัยใหม่ทั้งหลาย ซึ่งทั้ง ๔ ประเภทนี้ถ้ามองมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั่วไปแล้วจะมีที่สําคัญ ๆ ในโลกนี้มี ๓ อย่างก็คือ เรื่องแฟชั่น (Fashion) เรื่องการออกแบบ แล้วก็เรื่องของการกระจายเสียงซึ่งเป็นศิลปะชนิดหนึ่ง สําหรับกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ เชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรมก็แบ่งออกเป็น ๒ รูปแบบ รูปแบบแรก ก็คือเป็นรูปแบบ ที่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์นี้สร้างมูลค่าโดยตัวของมันเอง ซึ่งได้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวพันกับเกม แอนิเมชัน (Game Animation) ซึ่งอาศัยฐานจากอินเทอร์เน็ต (Internet) ทัศนศิลป์ต่าง ๆ แฟชั่น (Fashion) แล้วก็การออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เกิดมูลค่าเพิ่มด้วยตัวของ มันเองด้วย นักออกแบบและนักบริหารจัดการ ส่วนอีกประเภทหนึ่ง สร้างมูลค่าเพิ่มในทางอ้อม ให้กับภาคเกษตรอุตสาหกรรมและภาคบริการ เช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้กับอาหาร เครื่องดื่มต่าง ๆ เครื่องเขียน เครื่องประดับต่าง ๆ แล้วก็สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้กับธุรกิจ เช่น เครื่องหอมต่าง ๆ ให้กับเรื่องของสปา (Spa) เป็นต้น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ฉบับที่ ๑๑ เราได้ตั้งเป้าหมายไว้หลายเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจ สร้างเมืองสร้างสรรค์ สร้างศักยภาพมนุษย์ พัฒนาระบบการเงิน และคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญา ที่ทํากันจริง ๆ จัง ๆ และพยายามอยู่ก็คือเรื่องที่ ๓ คือการสร้างศักยภาพของ มนุษย์ แต่เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ ๔ และเรื่องที่ ๕ ยังไม่มีผลเป็นที่ประจักษ์มากนัก แม้แต่เรื่องทรัพยากรมนุษย์เองก็ทําได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นนะครับ ตัวอย่างของสินค้าบริการ สร้างสรรค์ของไทยนี้มีอยู่มาก แต่ว่าเราไม่ค่อยจะจัดระบบกันให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากนัก เช่น เรื่องกรณี การพลิกภูมิปัญญาชาวบ้านมาเป็นงานออกแบบ ซึ่งนําความสามารถของภูมิปัญญา ของประชาชนที่มีอยู่เดิมมาปรับปรุงด้วยการออกแบบและสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งขยายไปในที่ ต่าง ๆ ได้ดี แต่ใช้ของไทยก็ขยายไปทั่วโลกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างไฟล์นาว (Flynow) หรือเกรย์ฮาวด์ (Greyhound) ซึ่งหมดนี้เขาก็พยายามสร้างตัวเองขึ้นมาด้วยระบบของตัวเขา เอง ระบบของภาคธุรกิจเอง ภาพเหล่านี้เป็นภาพธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ทั้งนั้น ขณะนี้ดารา ของไทยไม่ใช่มีแต่เฉพาะดาราเกาหลีมาเมืองไทย แต่ดาราของไทยที่ไปปรากฏในเมืองจีน ก็มีนะครับ เป็นแนวโน้มที่ดูจะดีแต่ว่าจะขยายต่อไปอย่างไรเราก็ต้องมาคิดกันนะครับ ภาพยนตร์ไทยซึ่งแสดงศิลปะไทยกลับกลายเป็นภาพยนตร์ซึ่งขายในเมืองนอกได้ครับ ได้มูลค่ามากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์บากหรือต้มยํากุ้งซึ่งที่ผ่านมานี้ก็ทําเงินให้กับ ผู้ผลิตเป็นอันมาก นอกจากนั้นก็ยังมีตัวอย่างสินค้าบริการอย่างอื่น เช่น ก็คงทราบแล้วว่า อัญมณีไทยก็ติดอันดับโลกในการที่จะสร้างรูปแบบ สร้างองค์ประกอบที่ดูดี สถาปัตยกรรมไทย หลายแห่งก็สร้างความสวยงามครับ สร้างความสะดวก สร้างความน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยว คุณภาพ เดี๋ยวนี้เราต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพมาก โครงสร้างของแหล่งถิ่นที่พักอาศัยต่าง ๆ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญในเชิงสถาปัตยกรรมมาก หรือแม้แต่เรื่องของศิลปะป้องกันตัว แม่ไม้มวยไทย ชาวต่างประเทศเอาไปดัดแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็กลายเป็นธุรกิจใหญ่ ในขณะเดียวกันคนไทยด้วยกันเองนี้อาจจะเข้าไปเกี่ยวพันธุรกิจในเรื่องของการจัดทํา ค่ายมวยครับ ไม่ว่าจะเป็นที่พัทยา ลอสแองเจลิส หรือที่อื่น ๆ ก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่ว่าการเก็บเกี่ยว รายได้เกือบจะทั้งหมดนี้เกิดจากการลงทุนในทีวี (TV) ในเกม ในกีฬาซึ่งเกิดขึ้นจากต้นแบบ ของมวยไทยซึ่งท่านทั้งหลายก็คงมองเห็นอยู่แล้ว ถามว่าทําไมธุรกิจสร้างสรรค์จึงมี ความสําคัญ อันที่ ๑ ก็คือผู้บริโภคเวลาบริโภคสื่อต่าง ๆ มีความต้องการยิ่งขึ้น อย่างอาหารนี่ ไม่ใช่บริโภคเพื่ออิ่มอย่างเดียว ในภาคของการขยายบริการทางอาหารนี้ต้องการที่มองเห็นรูป รส กลิ่น เสียง เรื่องราว เพราะฉะนั้นการปรับปรุงในด้านนี้จึงต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ อย่างมาก สินค้าเฉพาะตัวก็เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคในต่างประเทศและผู้บริโภคที่มีรายได้สูง ของประเทศเราเองต้องการเป็นอย่างยิ่ง โลกดิจิทัล (Digital) ที่เปลี่ยนแปลงไปทําให้วิธีการ ออกแบบเทรนด์ (Trend) หรือแนวโน้มในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร เครื่องใช้สอย เครื่องประดับ เปลี่ยนแปลงไปมากซึ่งเราจะต้องตามให้ทัน มิฉะนั้นแล้วการส่งออกของเรา ก็จะเป็นปัญหาในระยะต่อไป อาเซียน (ASEAN) เพิ่งเปิดในส่วนที่เป็นเออีซี (AEC) เราคิดจะ เป็นหน่วยหนึ่งที่มีความแข็งแกร่งในพวกอาเซียน (ASEAN) หรือไม่ ผมคิดว่าเราต้องคิด นะครับ เพราะว่าทุนทางวัฒนธรรมของเราค่อนข้างจะสูง เราจะปล่อยให้ใครฉกชิงเรื่อง พวกนี้ไปไม่ได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องทีมีความสําคัญ เพราะว่าแนวโน้มของความต้องการ สินค้าบริการในไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ใหม่ ๆ หรือเทรนด์ (Trend) นี้เปลี่ยนไปเยอะ ถ้าเรา ไม่มีกลไก ไม่มีการดูแลในเรื่องนี้เราจะตกเทรนด์ (Trend) ได้อย่างรวดเร็ว การรุกล้ํา ทางวัฒนธรรมอย่างที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมเกาหลีซึ่งท่านประธาน กรรมาธิการได้พูดถึงว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากเรื่อง ไอที (IT) แล้ว ก็เป็นเรื่องงานทางวัฒนธรรมทั้งสิ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเพลง การเต้นรํา หน้าตาแบบเกาหลี การใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเกาหลี เป็นต้น ซึ่งเชื่อมโยงและหลอมกัน เป็นเรื่องเดียวกัน แล้วก็มาบุกประเทศเรา บุกไปถึงเกือบจะทุกคอนทิเนนต์ (Continent) ในโลกนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราควรจะต้องดู แล้วก็เสร็จแล้วเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของ การสอดคล้องกับการพัฒนาสีเขียวหรือว่าที่เรียกว่า กรีนอินดัสทรี (Green Industry) ซึ่งเรา จะต้องมาดูแลในเรื่องนี้ให้ทันกับโลกเขาให้ได้นะครับ
ศักยภาพของไทย เมื่อกี้ผมได้กล่าวไปแล้วว่าหลัก ๆ เราคงจะมีอยู่ ๓ เรื่อง เรื่องแรกคงไม่ต้องย้ํา เพราะว่าทุนทางวัฒนธรรมของเรา เรามีอยู่แน่นอนอยู่แล้วนะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือความหลากหลายทางชีวภาพหรือพืชพันธุ์ของเมืองร้อน ซึ่งเราสามารถที่จะ แปรเป็นอื่น ๆ ได้เยอะแยะไปหมดในสาขาเกษตรแล้วก็อาหาร และอันสุดท้ายที่มี ความสําคัญมากก็คือว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดนะครับ แล้วก็มีทัศนคติ ยอมรับ ความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา เพราะฉะนั้นการที่เราจะเบลนด์ (Blend) หรือว่ารวม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพลังในเรื่องของครีเอทิวิตี (Creativity) หรือการสร้างสรรค์ของเรา เป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าคนไทยทําได้นะครับถ้ามีการจัดการบริหารอย่างชัดเจน
อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยที่มีศักยภาพที่เราประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อปีที่แล้วมีอยู่ ๓ สาขาหลัก ๆ ด้วยกัน สาขาแรกคือสาขาแฟชั่น (Fashion) ซึ่งมีสัดส่วนทางเศรษฐกิจตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี มีการส่งออกประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีสาขาหลัก ๆ ที่มีความสําคัญมากที่สุดก็คือ สาขาอัญมณี รองลงมาก็คือเรื่องสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม แล้วก็รองเท้า และก็เครื่องหนัง ซึ่งเป็น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ซึ่งมีความสําคัญมาก สาขาที่ ๒ ต่อไปคือสาขาเรื่องการออกแบบ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นแสนล้านบาทเหมือนกัน แต่ว่ามูลค่าส่งออกก็เป็นจํานวนมาก แล้วก็มีสถาบัน มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผลิตนิสิต นักศึกษา และบุคลากรทางด้านนี้ออกมา แต่ว่าเมื่อผลิตออกมาแล้วเรากําลังสํารวจต่อไปว่าคนเหล่านี้ไปทําอะไร เราเข้าใจว่าคนที่ มาทําเรื่องครีเอทิวิตี (Creativity) หรือการสร้างสรรค์อาจจะมีจํานวนไม่มากเท่ากับจํานวน ของนิสิต นักศึกษาซึ่งจบสาขานี้มาในขณะนี้ เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานของเรา ระบบนิเวศ ของเราอาจจะไม่เหมาะสมครับ
ในประเทศอื่น ๆ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ ก็มีอยู่เป็นจํานวนมาก ถ้าเราจะดูต่อไปในสไลด์ (Slide) ต่อไป จะเห็นได้ว่าในประเทศอังกฤษ ก็มีสิ่งที่เรียกว่าครีเอท ยูเค สแทรทีจี (Create UK Strategy) ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ครีเอทีฟ อินดัสทรี ท็อป เซกเตอร์ ทีม (Creative Industries Top Sector Team) ในประเทศ เกาหลีใต้ชัดเจนอยู่แล้ว ครีเอทีฟ อีโคโนมี แอกชัน แพลน (Creative Economy Action Plan) ในประเทศญี่ปุ่นเขียนได้ดีมาก เรียกว่าคูล เจแปน อินนิทิเอทีฟ (Cool Japan Initiative) ครับ มาเลเซียเน้นเรื่องของมัลติมีเดีย (Multimedia) สิงคโปร์ ชัดเจนว่าดีไซน์ สิงคโปร์ แพลน (Design Singapore Plan) ออสเตรเลีย มีครีเอทีฟออสเตรเลีย (Creative Australia) อินโดนีเซีย เพิ่งเริ่มที่จะจัดตั้งเรื่องนี้ในมินิสทรี ออฟ ทัวร์ริสซึม แอนด์ ครีเอทีฟ อีโคโนมี (Ministry of Tourism and Creative Economy) แล้วก็อันสุดท้ายก็คือฮ่องกง ก็มีเรื่องครีเอทีฟ ฮ่องกง อินนิทิเอทีฟ (Creative Hong Kong Initiative) ครับ ซึ่งก็เห็นว่าในประเทศไม่ว่าอยู่แถว อาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน ในเอเชีย (Asia) หรือในต่างประเทศเขามีแพลน (Plan) หรือว่า ความตั้งใจที่จะสร้างประเทศเขาให้เป็นประเทศที่ส่งสินค้าครีเอทิวิตี (Creativity) ออกไป ให้ได้นะครับ แต่ว่าในแง่ของโครงสร้างจะเห็นได้ว่าในสไลด์ (Slide) ต่อไป ในแต่ละประเทศ เขาจะแบ่งโครงสร้างออกเป็น ๒ ด้าน ด้านหนึ่งคือด้านของส่วนใหญ่จะเป็นมินิสทรี (Ministry) หรือดีพาร์ตเมนต์ (Department) คือเป็นกระทรวงหรือเป็นกรม ส่วนใหญ่ก็จะ ทําหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องของด้านนโยบายและการพัฒนาธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่า ทางด้านของการสร้างสรรค์หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์ประเภทนี้ จะเรียกว่าเหมือนกับคนอื่นหรือไม่ก็เดี๋ยวค่อยว่ากันนะครับ คือเป็นคนที่มีความคิดที่ใหม่ แล้วก็ความคิดที่สร้างสรรค์ ซึ่งบางคนก็อาจจะตกใจก็ได้นะครับ ดังนั้นองค์กรที่จะดูแลเรื่องพวกนี้จึงแยกออกไปจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ โดยเช่นที่สหราชอาณาจักรก็มีดีไซน์เคาน์ซิล (Design Council) เป็นคนที่ดูแลเรื่องพวกนี้ ในเนเธอร์แลนด์ ก็มีดัตช์ ครีเอทีฟ อินดัสทรี เคาน์ซิล (Dutch Creative Industries Council (D-CIC)) ในญี่ปุ่นก็มินิสทรี(Ministry) ที่ดูแลโดยเฉพาะ ในฮ่องกงก็มีดีไซน์เซ็นเตอร์ (Design Centre) มีอินสทิทิวต์ ออฟ ดีไซน์ โนเลดจ์ (Institute of Design Knowledge) ในเกาหลีใต้มีโคเรีย ครีเอทีฟ คอนเทนต์ เอเจนซี (Korea Creative Content Agency) ซึ่งอันนี้ผมได้มีโอกาสได้ไปเยือนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วร่วมกับคณะของประเทศไทย ซึ่งเขาทํางาน ไปได้ก้าวหน้ามากนะครับ สิงคโปร์ก็มีดีไซน์ สิงคโปร์ เคาน์ซิล (Design Singapore Council) แล้วก็เนชันนัล อาร์ตส เคาน์ซิล สิงคโปร์ (National Arts Council Singapore) มาเลเซียก็มีเรื่องแอนิเมชัน (Animation) เพราะว่ามาเลเซียเน้นเรื่องนี้ ส่วนอินโดนีเซีย อย่างที่เรียนมาแล้วเพิ่งเริ่มดําเนินการ แล้วก็อันสุดท้ายคือออสเตรเลีย ซึ่งมีเรื่องที่ดําเนินการ เกี่ยวพันธ์กันระหว่าง ๒ หน่วยงาน ดูต่อไปนิดหนึ่งว่าการรุกล้ําในทางวัฒนธรรมของเขา มีอย่างไร เกาหลีชัดเจนนะครับ เกาหลีมีความชัดเจน เขารวมพลังตั้งแต่เรื่องเพลง เรื่องการ เต้นรํา เรื่องหน้าตา เรื่องของการใช้สารประกอบต่าง ๆ ที่ทําให้หน้าตาดีขึ้น ไลฟ์สไตล์ (Life style) แม้แต่การแพทย์ก็คือการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นจมูก ตา คาง และอื่น ๆ เดี๋ยวนี้แถวเอเชีย อยากมีหน้าเป็นคนเกาหลีหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าเขาทําอย่างนี้ได้อย่างไร ทุกคนคงจะ คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ ผมขอเล่าให้ฟังสักนาทีเดียวเท่านั้นเองคือว่าที่ผมไปถามเขาว่าทําไมสิ่งที่ เรียกว่า เคป็อป (K-pop) ท่านทั้งหลายอาจจะรู้จักหรือไม่ก็รู้จักก็คือป็อบ (Pop) เป็นป็อป (Pop) ของเกาหลีมันดังได้ เขาบอกว่าเขาคิดตอนแรกว่าทําอย่างไรให้เพลงของเกาหลี มันจะดัง เพราะว่าเขาพูดภาษาฝรั่งไม่ได้เหมือนกับเรา เขาก็คิดว่าวิธีการที่จะสื่อออกไป ที่ง่ายที่สุดก็คือว่าเอาคนเกาหลีเต้นรําให้เก่งไม่ต้องร้อง เต้นให้มาก ๆ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า เคป็อป (K-pop) จะเต้นรําทุกอัน ย็อก ๆ แย็ก ๆ ผมแหลม ๆ ซึ่งเป็นแบบอย่างซึ่งเป็น แนวคิดซึ่งเขาสร้างขึ้นจากครีเอทิวิตี (Creativity) ของเขาเอง ซึ่งก็น่าสนใจมาก เราอาจจะ มองมาดูว่าเราจะทําอย่างไร เราโดนรุกล้ําในทางวัฒนธรรมหลายอย่างนะครับ ไม่ว่าจะเป็น หลุยส์ วิตตอง ครั้งหนึ่งเมื่อสมัยผมอายุไม่มากขนาดนี้ ก็มีการ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งมาครองตลาด ของเราอยู่นานพอสมควรเหล่านี้เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราควรจะดูเป็นตัวอย่างว่ามันเอามาใช้ ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ของเราได้อย่างไรนะครับ ข้อจํากัดของเรามี ๒ ประการ เท่าที่เราดูข้อจํากัดเรื่องแรกก็คือข้อจํากัดในเรื่องของการพัฒนา ซึ่งได้แก่การพัฒนามนุษย์ ซึ่งอันนี้เราก็พยายามทําอยู่แต่มันไม่ค่อยจะเพียงพอ อันที่ ๒ ก็คือการสร้างระบบนิเวศ คือสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อจะให้มีการบ่มเพาะให้ดี และให้ขยายตัวได้มากยิ่งขึ้น อันที่ ๓ ก็คือเรื่องการบ่มเพาะในรูปของธุรกิจ ตั้งแต่ความคิดการออกแบบ การสร้างผลิตภัณฑ์ เบื้องต้นการสร้างการตลาด แล้วก็การลงทุนในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งขณะนี้ความช่วยเหลือในเรื่อง เหล่านี้ค่อนข้างจะมีอยู่จํากัด อันที่ ๔ ซึ่งมีความสําคัญมาก เพราะไปเกี่ยวพันกับเรื่องก๊อปปี้ไรต์ (Copyright) หรือว่าเรื่องที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ในเรื่องของ ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหากับเรามาก เพราะว่าบ้านเราไม่มีการลงทุนทางด้าน ความคิดสร้างสรรค์มากนัก เพราะว่าระบบทรัพย์สินทางปัญญาของเรายังต้องแก้ไขอีกมาก จะเห็นว่าบริษัทใหญ่ ๆ ที่ทําเรื่องสร้างสรรค์ไปอยู่ที่เวียดนามกับที่สิงคโปร์มาก เพราะฉะนั้นการระดมทุนเพื่อจะมาลงทุนก็ดี การที่เราจะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเราก็ดี ตรงนี้เป็นประเด็นที่ทําให้มีความสําคัญมาก เพราะว่าผู้บริโภคของเราเองต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ดาวน์โหลด (Download) เพลงมาภายใน ๑๕ วินาทีก็ขยายไปทั่วประเทศไทยแล้ว อย่างนี้การดําเนินการในเรื่องของการสร้างสรรค์จะลําบากมาก เพราะการควบคุมไม่ค่อยมี เรื่องความเชื่อมโยงขององค์กรซึ่งมีความสําคัญมาก จะเห็นว่าองค์กรอย่างที่ผมเรียนแล้วมี ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งก็คือองค์กรที่ทําเรื่องการส่งเสริมธุรกิจ แต่อีกประเภทหนึ่งก็คือองค์กร ที่สร้างคน สร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ซึ่งอันนี้คงจะต้องมีความชัดเจน การสร้างแบรนด์ (Brand) ไทยนี้ก็ต้องมีความชัดเจนเช่นเดียวกัน เมื่อสักครู่ยกตัวอย่างเรื่องของมวยไทย ไปแล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็อาหาร อาหารนี่รู้สึกว่าต่างประเทศคนไทยที่เป็นเจ้าของเองในร้าน ต่าง ๆ นี่มีน้อยมากนะครับ มาตรฐานในการดูแล ในการที่จะสร้างครีเอทิวิตี (Creativity) ให้สิ่งเหล่านี้เรายังคงต่ําแล้วคงจะต้องทํางานกันมากนะครับ ทั้งเรื่องของต่างประเทศและ ในประเทศ ข้อจํากัดอันที่ ๒ ก็คือข้อจํากัดในเชิงนโยบาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ นี้ เรามีแนวความคิดเกี่ยวกับครีเอทิวิตี (Creativity) อยู่แล้ว ในปี ๒๕๕๓ เราก็สามารถผลักดัน ให้บรรจุในแผนได้ พอปี ๒๕๕๔ นี้กระทรวงพาณิชย์ก็มาช่วยออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ตั้งกองทุนแล้วก็ตั้งสํานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ปี ๒๕๕๖ เปลี่ยนรัฐบาลก็โอน กิจกรรมจากสํานักงานจากพาณิชย์นี้กลับมาอยู่สํานักนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๗ ก็มีการเลิก กองทุน พอปี ๒๕๕๘ เมื่อเร็ว ๆ นี้เองก็มีการมอบหมายทางด้านธุรกิจให้กับ สสว. เป็นคนดูแล เดิมนี้ไม่มีเจ้าภาพในเชิงธุรกิจเลย รัฐบาลนี้ก็ให้ สสว. นี้เป็นผู้แลในเรื่องของ การพัฒนาธุรกิจ แต่ในส่วนข้างล่างนี้ซึ่งผมเรียนแล้วว่ามี ๒ พวกคือพวกที่ทําธุรกิจกับพวกที่ สร้างความคิดสร้างสรรค์ และด้วยความคิดสร้างสรรค์นี้ก็มีศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ซึ่งอยู่ภายใต้ สบร. หรือภายใต้สํานักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้นี้ ซึ่งก็มีชีวิตแบบ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ทราบจะโดนเลิกเมื่อไร ดําเนินการอยู่ตลอดเวลา มีปัญหาครับ แต่ว่าก็มี การทํางานอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ทราบว่ากลไกข้างล่างจะมีวิธีการ ดําเนินการต่อไปอย่างไร ส่วนกลไกข้างบนนี้เป็นเรื่องของธุรกิจได้มอบหมายให้กับ สสว. ไปแล้ว ซึ่ง สสว. ก็เอามาอยู่ในฝ่ายแผนงานเล็ก ๆ อันหนึ่งเพื่อที่จะดําเนินการเกี่ยวกับแผน ครีเอทิวิตี (Creativity) ของประเทศชาติทั้งหมด ซึ่งอันนี้ก็คงจะต้องดูว่าเราจะปรับปรุงแก้ไข ส่วนนี้อย่างไรบ้าง ผมมองว่าในขณะนี้คณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการก็มองเห็นว่าข้อต่อ ที่หายไปนี้เราจะมีเรื่องธุรกิจที่อยู่ที่ สสว. มีเรื่องการพัฒนาองค์ความรู้ซึ่งอยู่ที่ทีซีดีซี (TCDC) หรือว่าศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ แต่ว่างานภารกิจอย่างอื่นนี้ไม่ว่าจะเรื่องการบริหาร พัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสม เรื่องการบ่มเพาะการสร้างสรรค์ แล้วก็การจัดทําตัวชี้วัด วิชาชีพต่าง ๆ นี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนทํา ซึ่งเป็นกลไกที่มีความสําคัญ ผมขอเรียน ท่านสมาชิกนิดหนึ่งว่าการบ่มเพาะบุคลากรสร้างสรรค์นี้ มันไปเรียนเยอะ ๆ ไม่ได้นะครับ แบบการสอนในมหาวิทยาลัยมันทําไม่ได้ การบ่มเพาะคนที่ทําประเภทนี้มันคล้าย ๆ กับ การศึกษาสมัยโบราณของเรานี้คือคล้าย ๆ กับฤาษีกับลิงนะครับ เช่นตัวต่อตัวระหว่างคน เป็นการสร้างสรรค์โดยการมารวมตัว ณ ที่เดียวกัน มีเวิร์กกิงสเปซ (Working Space) หรือพื้นที่ที่จะทํางานร่วมกัน มีการนําความคิดใหม่ ๆ มานําเสนออยู่ตลอดเวลา ซึ่งมัน ไม่เหมือนกับการดําเนินการในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยทําไม่ได้นะครับ ถ้ามีการ มอบหมายให้มหาวิทยาลัยหรือว่าใครคนหนึ่งนี้เป็นคนที่บริหารจัดการร่วมกันนี้ผมคิดว่า ทําได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นส่วนที่มันขาดหายไปนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ ประเด็นปฏิรูปเราเสนอ ๔ ด้าน ด้านที่ ๑ ก็คือทรัพยากรมนุษย์ ด้านที่ ๒ คือสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม ด้านที่ ๓ ก็คือสนับสนุนผู้ประกอบการ และด้านสุดท้ายก็คือการปรับปรุงกลไกในการขับเคลื่อน
ด้านที่ ๑ ทรัพยากรมนุษย์ ขณะนี้เรามีศูนย์ จะเรียกว่าศูนย์บ่มเพาะ หรือว่า ขยายแหล่งเรียนรู้ได้หลัก ๆ เพียง ๒ แห่ง คือในกรุงเทพฯ ที่ทีซีดีซี (TCDC) แล้วก็ที่เชียงใหม่ และขณะเดียวกันทีซีดีซี (TCDC) หรือว่าหน่วยงานที่บ่มเพาะก็กําลังจะย้ายไปอยู่ที่ ไปรษณีย์กลางเดิมเป็นตึกซึ่งดีมาก เราก็ลดค่าใช้จ่ายไป แต่ว่าการขยายในลักษณะนี้ คงจะต้องมีเพิ่มขึ้น
ด้านที่ ๒ หลักสูตรในการพัฒนาของเรา หลังมหาวิทยาลัย จะเน้นเรื่อง แรงงานฝีมือเป็นหลัก ทักษะทางฝีมือ ช่างเชื่อม ช่องหล่อ ช่างไม้ แต่ว่าการที่จะพัฒนาคน ให้มีความคิดหรือว่าครีเอทิวิตี (Creativity) ยังทําไม่เพียงพอ
ด้านที่ ๓ การที่จะให้คนของเราได้เข้าใจความหมายของไอพี (IP) ทรัพย์สิน ทางปัญญา เข้าใจว่าผู้ที่เขาออกแบบ ผู้ที่เขียนเพลง ผู้ที่ทํางานด้านศิลปะมีความขมขื่น แค่ไหนถ้าเราไปก๊อปปี้ (Copy) เขา อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ไม่ใช่เฉพาะครีเอทิวิตี (Creativity) ภายในประเทศ แต่ว่าต่างประเทศก็มองดูอย่างใกล้ชิดในเรื่องนี้
อันสุดท้าย ก็คือการทํามาตรฐานและดัชนีชี้วัดความสามารถ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ ผมเรียนไปแล้วว่าดัชนีชี้วัดส่วนใหญ่จะเป็นดัชนีชี้วัดซึ่งเกี่ยวกับความชํานาญในเรื่องของ การใช้มือ แต่ว่าการชี้วัด ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับความชํานาญในเรื่องของการใช้สมอง การสร้าง ครีเอทิวิตี (Creativity) ยังไม่มี ถ้ามีก็น้อยมากนะครับ
ประเด็นปฏิรูปที่ ๒ ก็คือการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม ซึ่งอันแรกก็คือ เรื่องของการสร้างพื้นที่ที่จะให้ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้นําผลงานไปแสดงให้มากกว่า เท่าที่มีอยู่ ทั้งในส่วนที่เป็นจริง และส่วนที่เสมือนจริง หรือที่เรียกว่าเวอร์ชวล (Virtual) ให้มันเกิดขึ้นให้ได้ อันที่ ๒ นี่ทางเราก็ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลไปเบื้องต้นว่าให้มี การย้ายหน่วยงานทีซีดีซี (TCDC) มาอยู่ที่ไปรษณีย์กลางเก่า ซึ่งเป็นตึกที่สวยงามมาก เราก็อยากจะพัฒนาย่านเหล่านั้นให้เป็นย่านสร้างสรรค์ ซึ่งหลายประเทศทําเพื่อให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือว่าย่านนั้นจะต้องมีไฮสปีด อินเทอร์เน็ต (Hi-Speed Internet) มีแลนด์มาร์ค (Landmark) มีโลจิสติกส์ (Logistic) มีแหล่งเรียนรู้ มีพื้นที่ ที่เขาเรียกว่า โคเวิร์กกิง สเปช (Co-Working Space) ให้กับผู้คน เพื่อสร้างคนที่มี ความสร้างสรรค์มารวมกัน แล้วก็พัฒนาปรับปรุงระบบบ่มเพาะต่าง ๆ ซึ่งมีความจําเป็น ที่จะช่วยคนเหล่านี้ให้เริ่มสตาร์ทอัป (Startup) ในทางธุรกิจให้ได้
ส่วนประเด็นอีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของการพัฒนามาตรฐาน มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ ซึ่งเรื่องนี้ใจความสําคัญมันอยู่ที่เรื่องของแผน เรื่องรูปแบบของการลงทุน เรื่องการโฆษณาแบรนด์ (Brand) ไทย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญมาก เพราะว่าแบรนด์ (Brand) ของเราถูกใช้ไปโดยคนอื่นเยอะแล้ว เรื่องส่งเสริม การแสดงผลิตภัณฑ์ในและต่างประเทศ และการทําดัชนีชี้วัด
ประเด็นสุดท้าย คือประเด็นเรื่องกลไกนะครับ ซึ่งกลไกได้เรียนแล้วว่า เรื่องของกลไกการทําธุรกิจก็ส่วนหนึ่ง เรื่องของกลไกในการที่จะปลุกความคิดสร้างสรรค์ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่พูดนี่จะพูดเรื่องของการปรับปรุงกลไกในเรื่องของการขับเคลื่อนทาง เรื่องความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะต้อง ๑. ก็คือว่า อุดช่องว่างในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เรื่องนิเวศ แล้วก็มาตรการสนับสนุนให้ได้ อันที่ ๒ ก็คือต้องเชื่อมโยงงานทางด้านสนับสนุน ธุรกิจกับงานทางด้านสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ให้ได้ อันที่ ๓ ก็คือศูนย์ทีซีดีซี (TCDC) ทํางานอยู่แล้ว ก็ควรจะมอบหน้าที่นี้ให้เขาทําไป แล้วก็อนาคตควรจะให้มีความชัดเจนว่า จะแยกศูนย์นี้เพื่อเป็นองค์กรในลักษณะที่สามารถดําเนินการได้อย่างอิสระ เช่น เป็นองค์กร มหาชน ณ ขณะนี้ผมเข้าใจว่ากฎหมายองค์กรมหาชนออกมาแล้ว แล้วก็กําลังจะสร้างซูเปอร์บอร์ด (Super Board) เพื่อจะดูว่าการบริหารจัดการองค์การมหาชนทั้งหมดจะทําอย่างไร ถ้าเผื่อ เรามีความคิดว่าอันนี้เป็นความจําเป็นอันหนึ่งซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ก็คงไปรีวิว (Review) และดูว่ามันเหมาะสมแค่ไหน อย่างไร อีกครั้งหนึ่ง ใน ๖ เดือนนี้สิ่งที่เราจะทํามี ๓ อัน ก็คือเรื่องสํานักงานนี้ เรื่องการจัดทําโครงการย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง และอันสุดท้าย เราเพิ่งได้รับมอบหมายให้มีการจัดทําแผนพัฒนาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ วัฒนธรรม โดยคณะทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้มอบให้ดําเนินการต่อไป ส่วนเรื่อง วิสัยทัศน์ ๒๐ ปีนี้เราก็คัดลอกเป้าหมายมาจากสภาพัฒน์นะครับที่มีความประสงค์จะให้ เป้าหมายทางด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในแต่ละ ๕ ปีนี้เพิ่มขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ และทางด้าน ของอินเดกซ์ (Index) หรือว่าการจัดลําดับความสําคัญใน ๒๐ ปีก็ให้เป็น ๑ ใน ๓ ของ ความสําคัญของประเทศที่อันดับแรก ๆ ของประเทศที่ใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมได้พยายามพูดคุยกับผู้คน ได้รับการสนับสนุนจากท่านประธาน แล้วก็คิดว่าจะขอ ความกรุณาทุกท่านได้พิจารณาสนับสนุนเรื่องเหล่านี้ ส่วนรายละเอียดในการดําเนินการ คงจะต้องนําเสนอต่อไปเมื่อคณะรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องทั้ง ๔ สาย ๕ สายได้รับเรื่องเหล่านี้ เข้าไปพิจารณาแล้ว ขอขอบคุณท่านประธาน