วิทยา แก้วภราดัย ตั้งข้อสังเกตถึงความซับซ้อนของระบบสุขภาพที่แยกสิทธิตามประเภทผู้ใช้บริการ และเสนอให้ใช้บัตรประชาชนแบบสมาร์ตการ์ดเป็นเครื่องมือกลางในการบูรณาการข้อมูลสุขภาพทุกประเภท พร้อมเรียกร้องให้รัฐพิจารณาการบริหารระบบสารสนเทศผ่านการร่วมมือกับภาคเอกชนแทนการตั้งองค์การมหาชนใหม่
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ผมสับสนนิดหนึ่งว่าเราไม่ได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่นะครับ แต่ดูในร่างพระราชบัญญัติ คร่าว ๆ ผมเข้าใจว่าเราจะตั้งเป็นองค์การมหาชนขึ้นมาใหม่นะครับ อย่างไรก็แนวความคิด เรื่องนี้เป็นเรื่องของการจัดตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาใหม่เพื่อบริหารระบบสารสนเทศเป็น การเฉพาะถ้าพูดนะครับ ก็คือเรามีโรงพยาบาลอยู่หลายโรงพยาบาล หลายประเภท โรงพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลของกระทรวงศึกษาธิการ โรงพยาบาลของหน่วย ราชการอื่น เรามีโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมมาในโครงการของ สปสช. คราวนี้เรามีลูกค้า โรงพยาบาลหลายประเภท ๑. ลูกค้าโรงพยาบาลที่เป็นข้าราชการ ๒. ลูกค้าโรงพยาบาล ที่เป็นสวัสดิการแรงงาน ๓. ลูกค้าโรงพยาบาลที่เป็นประชาชนที่ใช้สิทธิฟรี ๔. ลูกค้า โรงพยาบาลประเภทประกันกับบริษัทประกัน ผมผ่านมาหมดแล้วครับทั้ง ๔ บริการครับ ก่อนเป็น ส.ส. ผมก็ใช้สิทธิครอบครัวของข้าราชการ ก่อนเป็นครอบครัวของข้าราชการก็ใช้ สิทธิประชาชน หลังจากมาเป็น ส.ส. ใหม่ ๆ ครับ ส.ส. จะไม่มีสวัสดิการอะไรเลย คนที่ เจ็บป่วยก็ต้องไปรักษาพยาบาลเองหมด สิทธิในการรักษาพยาบาลของ ส.ส. อะไรไม่เคยมีมา ก่อนเลยครับ ผมก็ต้องใช้สิทธิครอบครัวข้าราชการมาตลอด จนมาถึงวันหนึ่งก็มีการพูดว่า ปล่อยให้ ส.ส. ประเทศนี้ไปรักษาพยาบาลเองอยู่ได้อย่างไร ข้าราชการซี ๒ ซี ๓ ก็ยังรักษา หมด มันก็เลยกลายเป็นที่มาของการตั้งระบบในการประกันสุขภาพให้กับ ส.ส. ตั้งงบประมาณของสภานี้ละครับ แล้วก็สภาไปซื้อประกันให้กับ ส.ส. ตั้ง ๔๐๐-๕๐๐ คน ปีละเท่าไร แล้วก็ใช้สิทธิในฐานะผู้ใช้บริษัทของบริษัทประกัน หลังจากตั้งบริษัทประกัน เหล่านี้ พอเลิกเป็น ส.ส. ผมก็ต้องกลับไปใช้สิทธิของระบบราชการ บังเอิญว่าเลิกเป็น ส.ส. ผมไปเป็นที่ปรึกษาบริษัท ก็ไปถูกจับขึ้นทะเบียนแรงงาน ก็ไป คราวนี้ก็เป็นปัญหาเลยครับว่า ผมรักษาอยู่ดี ๆ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาวันหนึ่งเขาบอกว่าสิทธิข้าราชการโดนตัดไป แล้ว เพราะเขาแจ้งว่าคุณไปกินแรงงานแล้ว พอกินแรงงานแล้วสิทธิราชการก็ไม่มา แรงงาน ก็ยังทําไม่เสร็จสุดท้ายก็ต้องจ่ายสตางค์ พอเลิกระบบโน้นก็สับสนไปหมดครับ ผมก็เข้าใจว่า มันต้องมีการบูรณาการจัดการ แต่หลักการผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานครับ ในหลักการที่จะตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่สําหรับประเทศนี้ เราตั้งมาเยอะมากแล้วครับ แล้วผมคิด ว่าวันนี้ในเรื่องระบบสารสนเทศนี่ถ้าหารือกระทรวงไอซีที (ICT) ดู กระทรวงไอซีที (ICT) เราก็ตั้งประเภทองค์การมหาชนขึ้นมาสักองค์การหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องคอมพิวเตอร์นี่นะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมติดใจก็คือทําไมเราไม่ปล่อยให้ภาคเอกชนเขาพัฒนาครับ เมื่อสักครู่ผมเปิด บัตรประชาชนผมให้เพื่อนสมาชิกข้างหลังดู ในบัตรประชาชนผมเขาบอกมีสมาร์ตการ์ด (Smart Card) อยู่ตรงนั้นจนเดี๋ยวนี้ผมยังไม่รู้เลยครับว่าใช้ทําอะไร แต่จริง ๆ ตั้งแต่เขามา ชี้แจงกับพวกผมในสภาก่อนออกบัตรประชาชนรุ่นนี้ เขาบอกตรงสมาร์ตการ์ด (Smart Card) ตรงนี้จะเก็บข้อมูลได้ ผมเรียนกับท่านประธานตั้งแต่เบื้องต้นตอนหลักการที่ กรรมาธิการเสนอเรื่องแรกแล้วครับว่าบริการของประเทศนี้มี ๔ บริการ และบริการทั้งหมดนี้ รัฐบาลถือหุ้นในการจ่ายทั้งหมด คุณจะเป็นคนหัวนอนหมอนหมิ่นแต่ถ้ามีเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลักประเทศไทย คุณได้รับการรักษาพยาบาลในประเทศนี้ฟรีแน่ ไม่ฐานะประชาชน ก็ในฐานะข้าราชการ ไม่ฐานะข้าราชการก็ในฐานะลูกจ้าง ซึ่งคูณสมทบแล้ว คนในประเทศนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับมีสิทธิรักษาพยาบาลฟรี หมดอย่างเดียวก็คือว่าถ้าคุณถือบัตรประชาชน ใบเดียวไป ทําอย่างไรสตางค์ที่ออกจากรัฐบาลเกินครึ่งหนึ่งได้รับการบริหารที่ถูกต้อง เราสับสนกันแค่ตรงนี้ครับ ผมไปเริ่มต้นจากโรงพยาบาลตรงนี้ ผมไปป่วยฉุกเฉินที่โรงพยาบาลหนึ่งต้องออกประกาศของ สปสช. ว่าคนไข้ฉุกเฉินเบิกได้ ทุกโรงพยาบาล แต่จริง ๆ แล้วใบนี้ใบเดียวครับท่านประธาน เราบริหารได้ ผมอยากให้ กรรมาธิการกลับไปดูนิดหนึ่งครับ ใช้บัตรประชาชนใบนี้ใบเดียวละครับ แล้วจ้างเอาต์ซอร์ซ (Outsource) เอกชนเข้ามา คุณมาบริหารระบบทั้งหมดดูสิมาคิดเท่าไรปีหนึ่ง สตางค์ไม่ต้อง เอาจากไหนครับเก็บจาก สปสช. ก็ได้ เก็บจากกระทรวงแรงงานก็ได้ เก็บจากกรมบัญชีกลาง บ้างก็ได้ที่ปกติเขาใช้กระดาษกอง ๆ ผมว่าไม่รู้กี่ร้อยตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ต่อปี สําหรับเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลปีต่อปี เพราะฉะนั้นกลับไปทบทวนว่าใช้บัตรประชาชน ใบเดียวนี้นะครับ บ่งสถานะของคนในประเทศนี้ได้หมดทุกคน ผมเคยพูดเรื่องนี้เมื่อ ๗ ปี ที่แล้ววันที่ผมเป็นรัฐมนตรีครับ เกิดเป็นคนไทยมีบัตรใบเดียวใบนี้ก็พอ ก็เขาบอกผมในสภา เองครับว่าใบนี้มันมีสมาร์ตการ์ด (Smart Card) อยู่มันให้ข้อมูลได้ วันนี้บัตรประชาชน สมาร์ตการ์ด (Smart Card) ก็เห็นแถบเหลือง ๆ อยู่นิดหนึ่งนอกนั้นผมก็อ่านเอาทั้งนั้นครับ แล้วก็ไม่เคยรู้ด้วยว่าจุดนี้ทําอะไรแต่วันที่เขามาขอสภาครับ เขาบอกตรงนี้บรรจุข้อมูลได้ ถ้าบรรจุข้อมูลได้ วันนี้ก็ต้องบรรจุได้ครับว่าบัตรประชาชนคนนี้เป็นข้าราชการหรือเป็น แรงงานหรือเป็นประชาชนธรรมดา บัตรคนนี้ใช้สิทธิอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชและวันนี้มาที่ โรงพยาบาลราชวิถีจะตัดโอนเงินอย่างไรจากโรงพยาบาลศิริราชมาโรงพยาบาลราชวิถีไม่ต้อง ให้โรงพยาบาลศิริราชต้องพิมพ์เอกสารส่งตัวอีกปึกหนึ่งส่งมาราชวิถีแล้วคนป่วยก็ต้องให้ญาติ วิ่งไปโรงพยาบาลศิริราช พากลับมาโรงพยาบาลราชวิถี เอาวันนี้ได้ไหมครับ แล้วก็ไม่ต้องตั้ง หน่วยราชการเลย ผมคิดว่าธนาคารที่เขามีตู้เอทีเอ็ม (ATM) ทั่วประเทศก็ทําได้ครับ เพียงแต่ เรามีโรงพยาบาลรัฐอยู่ ๘๘๐ โรงพยาบาลทั่วประเทศ โรงพยาบาลจังหวัดอีกประมาณสัก ๘๐ โรงพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ เบ็ดเสร็จแล้วครับ น้อยกว่าตู้เอทีเอ็ม (ATM) ที่มีอยู่ทั้งหมดทําไมเราตัดกันอย่างนั้นไม่ได้ครับ ผมก็ไม่ใช่นักคอมพิวเตอร์ เมื่อสักครู่ ได้ยินท่านอดีตปลัดกระทรวงไอซีที (ICT) ท่านอภิปรายตรงนี้ ผมคิดว่าท่านน่าจะให้คําตอบ พวกเราได้ แล้วก็อย่าตกอยู่ในบ่วงครับว่าคิดอะไรออกตั้งหน่วยงานขึ้นมาอีก ผมดูรายชื่อแล้ว ผมเป็นรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานประชุม สปสช. ประชุมทีหนึ่ง ๓ ชั่วโมง ผมเซ็นเบิกเบี้ยเลี้ยง ประชุมครั้งละ ๑๖,๐๐๐ บาท นั่งกับผม ๕๐ กว่าคนเบิกคนละ ๑๐,๐๐๐ บาทหมด อย่าไป สิ้นเปลืองมากครับ เอาอันนี้ไปตั้งเอกชนแล้วก็เขาพร้อมที่จะขยายกิจการรองรับได้ ทุกระบบ คอมพิวเตอร์เขามีระบบแบ็กอัป (Backup) มีอะไรกันหมดแล้ว ข้อมูลล่มเขาก็มีที่เซฟ (Save) ข้อมูล อันดับ ๒ อันดับ ๓ เรียงตามลําดับแต่ถ้าเราตั้งหน่วยราชการขึ้นอย่างนี้ สุดท้ายเราก็ ห้อยท้ายครับว่าทําครบ ๔ ปีแล้วประเมินผล ถ้าประเมินผลไม่ได้ผลแล้วก็ย้ายหน่วยงาน ผมบอกไม่ต้องประเมินหรอกครับ ประเมินกี่ครั้ง ๆ ผ่านทุกทีครับระบบราชการ เราตั้งระบบ ราชการ ตั้งหน่วยงานเราไม่เคยยุบได้แม้แต่ครั้งเดียวครับท่าน เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยกับ การตั้งสํานักงานขึ้นมาใหม่แล้วก็เป็นหน่วยงานเช่นว่านี้ครับ เห็นว่าปรับทั้งหมดแล้วก็ปล่อย ให้อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข แล้วไปจ้างเอาต์ซอร์ซ (Outsource) ทําสัญญาคุมระบบทั้ง ระบบแล้วก็เบิกกรมบัญชีกลาง เบิกกระทรวงการคลังของท่านประธานคนเดียวพอ จบครับ จะได้ไม่ต้องตั้งหน่วยงานใหม่ ขอบพระคุณครับ