ธีระภาพ เสนะวงษ์ เสนอแนวคิดการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ เพื่อควบคุมและกำกับดูแลระบบการบริการสุขภาพของประเทศ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการซ้อนการให้บริการและไม่สอดประสานกัน ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้เงินงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ น้อยลง และเสนอแนวทางปฏิรูปการให้บริการสาธารณสุข โดยมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและท้องถิ่น เพื่อให้บริการสุขภาพที่เป็นธรรมและมีคุณภาพ
กราบเรียนท่านประธาน ผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการด้านสาธารณสุขของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาต นําเสนอเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ รัฐธรรมนูญทุกฉบับของ ประเทศที่ผ่านมาได้กําหนดไว้ในหลักการที่คล้ายคลึงกันว่ารัฐจะต้องให้บริการด้านสุขภาพ แก่ประชาชนที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานได้อย่างทั่วถึง แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะนําเสนอ ในอีก ๒ วันนี้ก็คงจะมีข้อความและเนื้อหาที่ใกล้เคียงกัน ในประเด็นดังกล่าวนี้มีหน่วยงาน ที่ให้บริการในหลาย ๆ หน่วยงานที่ให้บริการในลักษณะเดียวกันนะครับ แต่ว่ายังขาด การร่วมมือกัน ยังขาดทิศทางที่ไปในทิศทางเดียวกัน และขาดกรรมการกลางที่จะมาระดม ความคิดเห็นแล้วก็นําไปสู่จุดหมายปลายทางอันเดียวกัน จึงเป็นที่มาของคณะกรรมาธิการ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่หยิบจับประเด็นนี้ขึ้นมาต่อเนื่องมาจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นําเสนอแล้วก็ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งนี้ไปแล้วนะครับ ประเด็นดังกล่าวนี้ได้รับ ความเห็นชอบโดยวาจานะครับ จากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการที่เรานํา เรื่องเข้าไปเจรจาท่าน เข้าหารือท่านเป็นคณะ คณะของกรรมาธิการสาธารณสุขสิ่งแวดล้อม กับคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ของปี ๒๕๕๘ และ นําเสนอท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเรือเอก ณรงค์ ในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าคณะ ขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศด้านสาธารณสุข ท่านก็ให้ความเห็นชอบในหลักการนะครับ เราจึงนําการขับเคลื่อนประเด็นนี้ต่อ แล้วก็เมื่อเช้านี้เราก็ได้รับทราบการตอบจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๗ แล้วว่าจะเห็นได้ว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เห็นชอบด้วย มีประเด็นที่ทักท้วงหรือมีประเด็นที่เห็นสมควรปรับปรุง เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองนะครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตนําเสนอภาพรวมของระบบบริการ สุขภาพ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยครับที่เคยนําเสนอในที่ประชุมแห่งนี้มาแล้ว เพื่อให้เห็นว่าคณะกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้ให้ความสนใจในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่ ๑. ระบบบริการสุขภาพซึ่งประกอบด้วยการสร้างเสริมและป้องกันโรค การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพ นอกจากนั้นแล้วยังให้ความสนใจกับเรื่องการแพทย์ ฉุกเฉิน ปัญหากําลังพลและทรัพยากรด้านสุขภาพ ยาและเวชภัณฑ์ การเงินและการคลัง ด้านสุขภาพ ตลอดจนการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ประเด็นต่าง ๆ ในด้านสาธารณสุข ควบรวมมาเป็นคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติที่จะได้นําเสนอในวันนี้นะครับ ขอภาพถัดไปครับ ขออนุญาตนําเสนอประเด็นปัญหาของระบบสุขภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ให้กับที่ประชุมได้รับทราบ แบ่งเป็น๔ ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกันนะครับ คือเรื่องของ การเปลี่ยนของปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการให้บริการสุขภาพ หน่วยบริการสุขภาพ ระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพและผู้รับบริการ ในประเด็นแรกจะเห็นว่าบริบทของ การให้บริการสุขภาพปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย
ประการแรกก็คือ เรื่องโครงสร้างประชากรอย่างที่เราทราบว่าขณะนี้ ประเทศเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยทําให้การรักษาพยาบาล ที่จะต้องให้การรักษากับประชาชนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายตามมานะครับ
ประการที่ ๒ พฤติกรรมการใช้ชีวิตในสังคมเมืองนี้แตกต่างไปจากสังคม ในอดีตทําให้โรคไม่ติดต่อทั้งหลายนี้ทวีบทบาทและมีความสําคัญมากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน และโรคหลอดเลือดในสมองเป็นต้นนะครับ นอกจากนั้นแล้วปัญหาสุขภาพจิต และปัญหาสังคมก็เป็นปัญหาที่ตามมาแล้วก็เกี่ยวเนื่องกับปัญหาสุขภาพทั้งกายและจิต แล้วก็ เป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐด้วย ปัจจัยคุกคามสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลงไป มีโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ําเกิดขึ้น โรคที่เคยหายไปแล้วก็กลับมาระบาดใหม่ เช่น วัณโรคปอด โรคไข้เลือดออก อีโบล่า (Ebola) ซิกา (Zika) หรือแม้แต่โรคซาร์ส (SARS) เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะไม่เคยปรากฏมาเลยก็ปรากฏใหม่หรือสิ่งที่เคยปรากฏมาแล้วหายไป แล้วก็กลับมามีบทบาททางด้านปัญหาสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เรารู้จัก กันดี เช่น ไข้หวัดนกเป็นต้น แล้วโรคจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะหรือโรคจาก การประกอบอาชีพต่าง ๆ ก็มีทวีบทบาทความสําคัญมากขึ้นในปัญหาบริบทของการบริการ สุขภาพ ที่สําคัญแล้วก็มีการกล่าวถึงกันมากก็คือเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ แน่นอนครับ ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์มีความเจริญรุดหน้าก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่เรา ทราบกันดี แต่ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายด้านให้การบริการสุขภาพก็สูงตามขึ้นไปด้วย และ นอกจากนั้นแล้วกฎหมายบางอย่างยังก้าวไปครอบคลุมไม่ถึง เช่น การอุ้มบุญนะครับ ปัญหาสเต็มเซลล์ (Stem cell) หรือแม้แต่ปัญหาการแปลงเพศ เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือบริบทด้านการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่มีผลกระทบด้านการบริการสุขภาพ ซึ่งจําเป็น จะต้องได้รับการแก้ไขในโอกาสต่อไป
ประการที่ ๓ นะครับ หน่วยบริการสุขภาพ ในประเทศเรามีภาครัฐดูแล ประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ อีกประมาณเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นภาคเอกชน ใน ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ และส่วนที่เหลือเป็นของกระทรวงศึกษาธิการ คือโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เรารู้จักกันดี เช่น ศิริราช รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ หรือขอนแก่น เป็นต้นนะครับ แล้วก็ยังมีหน่วย ให้บริการที่อยู่ในกระทรวงกลาโหม หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ใน กทม. เป็นต้น หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งขึ้นมาตามกฎหมายต่าง ๆ กัน มีภารกิจต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมาย เดียวกันคือมีประชาชนเป็นศูนย์กลางเพื่อจะให้การรักษาพยาบาลกับประชาชน อันนั้นเป็น สิ่งที่พึงตระหนักได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต่างคนต่างทําครับ ต่างคนต่างทําไปสู่จุดหมายเดียวกัน และบางอย่างก็ไม่สอดประสานกัน บางอย่างก็รวมกันเฉพาะกิจ คล้าย ๆ ผ้าป่าสามัคคีครับ มีเรื่องอะไรทีหนึ่งก็มารวมกันทีหนึ่งแล้วก็สลายไป มีพายุมา มีสึนามิ (Tsunami) มา มีแผ่นดินไหว มีโรคระบาดก็มารวมกันครั้งหนึ่ง แล้วก็สลายไปนะครับ เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์ในทิศทางสุขภาพของชาติไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและไม่มีการรวมศูนย์ การให้บริการต่าง ๆ จึงมีการซ้ําซ้อน ในบางจังหวัดมีศูนย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคเดียว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ซ้ําซ้อนกัน แทนที่จะกระจายไปในจังหวัดอื่นที่มี ความจําเป็นนะครับ การให้บริการไม่สอดประสานกับภาระงานทําให้ประสิทธิภาพในการใช้ งบประมาณ ใช้คน ใช้อุปกรณ์การแพทย์ และใช้สถานที่มีความซับซ้อนนะครับ แน่นอนครับ ผลที่ตามมาก็คือทําให้งบประมาณของประเทศที่มีอยู่อย่างจํากัดอยู่แล้วต้องเป็นภาระมากขึ้น แล้วก็มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายน้อยลงนะครับ
ประการที่ ๔ ของปัญหาบริการสุขภาพของประเทศชาติก็คือระบบการเงิน การคลังด้านสาธารณสุข อย่างที่ผมนําเรียนมาแล้วก็คือว่าเมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ มีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นภาระ เนื่องจากว่าการเติบโต ของค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพที่ผ่านมาใน ๑๕ ปีที่ผ่านมานี้มีการเจริญเติบโตสูงมากกว่า การเจริญเติบโตของค่าจีดีพี (GDP) ของประเทศ ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ ก็จะต้องประสบปัญหาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ อย่างเช่นในประเทศต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาและ ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง และปฏิรูปในเรื่องนี้กันมาแล้วนะครับ ระบบประกันสุขภาพในภาครัฐ มีอยู่หลายระบบด้วยกัน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือว่า ๓๐ บาทที่เรารู้จักกันดี กรมบัญชีกลางก็ดูแลข้าราชการประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน และระบบครอบครัวด้วยก็ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน กองทุนประกันสังคมประมาณ ๑๐ ล้านคน แล้วก็กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประมาณ ๔๘ ล้านคน กองทุนต่าง ๆ เหล่านี้กระจัดกระจาย แล้วก็แยกกันบริหารนะครับ ทําให้ประสิทธิภาพการบริหาร งบประมาณก็ไม่เป็นไปตามที่ควรนะครับ มีความซ้ําซ้อน และความคุ้มค่าก็อาจจะมี ไม่เท่าที่ควร ที่สําคัญนะครับฐานข้อมูลของแต่ละกองทุนก็แตกต่างกันออกไป แต่ละฐาน ก็แยกกันไปทําให้การรายงานเป็นภาระกับผู้ต้องทํารายงานเพื่อจะเบิกจ่าย และต้องมีการ ตรวจสอบเพื่อดูความซ้ําซ้อนและความคุ้มค่าของแต่ละกองทุนนะครับ
ปัญหาสุขภาพของระบบบริการสุขภาพประการสุดท้ายคือผู้รับบริการ ผลกระทบกับผู้รับบริการคือเกิดความเหลื่อมล้ําระหว่างกองทุน แน่นอนครับเกิดความ ไม่เป็นธรรมด้วยว่าผู้รับบริการจะเข้ารับบริการในแต่ละสถานพยาบาลได้แตกต่างกัน ตามแต่สถานะและข้อผูกพันของแต่ละกองทุน และเราจะมาพบภาพของความแออัดและ ความล่าช้าในโรงพยาบาลของรัฐเป็นประจํานะครับ และที่สําคัญอีกอันหนึ่งที่ขาดไปก็คือ ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อันนี้หมายถึงการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมของ ภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการกําหนดทิศทาง และเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่วมจ่ายเพื่อจะทําให้ระบบบริการสุขภาพมีคุณภาพที่ดีขึ้นครับ
ข้อต่อไปจึงเป็นข้อเสนอการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสาธารณสุขของ คณะกรรมาธิการนะครับ เราเสนออยู่ ๔ ข้อด้วยกันนะครับ ข้อแรกคือข้อที่เรานํามาเสนอ ในวันนี้คือการจัดตั้งคณะกรรมการกําหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติ วัตถุประสงค์ก็คือ ๑. จะกําหนดเป้าหมาย นโยบาย หรือทิศทางการให้บริการสุขภาพของระดับประเทศนะครับ ข้อที่ ๒ คือควบคุมคุณภาพมาตรฐานการให้บริการสุขภาพ นั่นหมายถึงการตรวจสอบ และให้การดําเนินการเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของทุกกองทุนและทุกการให้บริการ ด้านสุขภาพครับ จะมีการบูรณาการบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบสุขภาพ เพื่อให้ประกันด้านคุณภาพที่ดีขึ้น กํากับหลักการและวิธีการเกี่ยวกับระบบการใช้จ่ายการเงิน การคลังด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพให้มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น และยังมีหน้าที่กําหนด ยุทธศาสตร์เรื่องยา เวชภัณฑ์ ตลอดการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร เพื่อให้ประชาชน มีทางเลือกมากขึ้นและเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศชาติ และยังเป็นการลดภาระ งบประมาณของระดับประเทศด้วย และวัตถุประสงค์ข้อสุดท้ายครับ คือทบทวนแก้ไข เสนอแนะข้อกฎหมายในระบบสุขภาพ อันนี้คือสิ่งที่เรานําเสนอไปวันนี้ ส่วนอีก ๓ ข้อเป็นสิ่งที่เราจะนําเสนอในโอกาสต่อไปก็คือ กําหนดแนวคิดเรื่องเขตสุขภาพ เพื่อให้มีการบูรณาการจัดสรรทรัพยากรในเขตเพื่อให้เพิ่ม คุณภาพการให้บริการสุขภาพและลดความเหลื่อมล้ําของประชาชน แน่นอนครับในระยะยาว อาจจะต้องมีปรับบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขให้กลายเป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) กํากับดูแลมากขึ้น และหน่วยบริการสุขภาพต่าง ๆ ในเขตภูมิภาค ก็จะกลายเป็นเซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Service Provider) มากยิ่งขึ้น คงจะต้องจัดเป็นเฟส (Phase) ไป ข้อเสนอ ประการที่ ๓ ก็คือการปรับบทบาทหน่วยบริการสุขภาพให้มีความชัดเจนขึ้นเป็นไพรมารี แคร์ คลัสเตอร์ (Primary Care Cluster) เซกกันดารี เมดิคัล แคร์ คลัสเตอร์ (Secondary Medical Care Cluster) เทอเทียรี เมดิคัล แคร์ คลัสเตอร์ (Tertiary Madical Care Culster) และเอกซ์เซลเลนซ์ เมดิคัล แคร์ คลัสเตอร์ (Excellence Medical Care Cluster) ถามว่าปัจจุบันเป็นอยู่ไหม เป็นอยู่ครับ แต่ยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทั้งนี้ท่านน่าจะ ทําให้ระบบบริการสุขภาพมีการส่งต่อได้ดีขึ้นแล้วก็เป็นด่านสกัดกั้นไม่ให้มีความแออัด ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ครับ
ข้อสุดท้ายข้อเสนอแนะ ก็คือมาตรการการเงินการคลังซึ่งจะได้เสนอ ในโอกาสต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคง หรือการสร้างความยั่งยืนของ ระบบการเงินการคลังของประเทศ ข้อภาพถัดไปครับอีกภาพครับ ภาพดังกล่าวเป็นภาพ ของการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ เพื่ออภิบาลระบบการบริการสุขภาพ ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ บล็อก (Block) บนสุดเป็นคณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาติ ขอภาพถัดไปครับ ซึ่งจะกําหนดให้มีโครงสร้างใน ๒ ส่วนด้วยกัน
ส่วนแรกเป็นส่วนที่หน่วยงานที่อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงาน เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรม กอง ต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องการดูแลสุขภาพ เช่น สปสช. ที่ดูแลเรื่องเงิน ๓๐ บาทนะครับ สสส. ที่ได้รับซินแท็กซ์ (Sin Tax) ภาษีบาปมานะครับ สช. สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สพฉ. คณะกรรมการ การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สรพ. คณะกรรมการดูแลเรื่องมาตรฐานการแพทย์ รวมทั้ง หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ส่วนที่ ๒ บล็อก (Block) ซ้ายสุด สีเหลือง จะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทาง ด้านสุขภาพที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม หรืออย่างเช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน เป็นต้น แล้วก็ กระทรวงการคลัง ที่ดูแลในเรื่องของกองทุนต่าง ๆ ก็จะมีส่วนร่วมตรงนี้เพื่อจะประกอบ การเข้าเป็นบอร์ด (Board) ระดับชาติที่เรียกว่า คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ กําหนดนโยบายและกํากับดูแลในวัตถุประสงค์ตามที่ผมนําเรียนให้ทราบไปแล้วนะครับ ส่วนสํานักงานเราคิดว่าจะไม่มีการตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ คิดว่าน่าจะเป็นสํานักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข สามารถที่จะปรับสภาพเป็นสํานักงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้น่าจะมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนะครับ
ขอภาพถัดไปครับ ในลําดับที่ต่ําลงมา ไล่เรียงมาก็เป็นคณะกรรมการสุขภาพ ระดับเขต ซึ่งในขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขดําเนินการอยู่แล้ว คือใน ๓ หรือ ๔ จังหวัด หรือประชากรประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนก็จะรวมเป็น ๑ เขตสุขภาพ ที่กระทรวงสาธารณสุขดําเนินการอยู่ แต่ว่ายังไม่เป็นรูปธรรมที่เป็นด้านกฎหมายอย่างชัดเจน ถ้าเรามีการรวมหน่วยงานบริการสุขภาพและกระทรวง ทบวง กรม อันอื่นขึ้นมารวมกันด้วย แล้วก็มีผลสภาพในการบังคับใช้ที่จะทําให้ปณิธานในการก่อตั้งคณะกรรมการนโยบาย สุขภาพแห่งชาติสัมฤทธิ์ผล ภาพถัดไปครับ ผลลัพธ์ที่คิดว่าจะได้จากข้อเสนอการปฏิรูป การตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ กล่าวคือ ข้อแรก ระบบสุขภาพของประเทศ จะมีการขับเคลื่อนที่มีเอกภาพและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินการคลัง เรื่องประสิทธิภาพในการให้การรักษาพยาบาล การพัฒนาคุณภาพของกิจการบริการสุขภาพ เป็นต้น
ประการที่ ๒ เขตสุขภาพที่จะมีตามมาจะเป็นการบูรณาการทั้งทรัพยากร ทั้งแหล่งเงิน คน และอุปกรณ์ ทําให้มีการบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพมาก ยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ ภาคประชาชนและท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมในการกําหนดแนว ทางการให้บริการสาธารณสุขให้สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของแต่ละพื้นที่ และประการ สุดท้าย ประชาชนจะได้รับ การบริการสุขภาพที่เป็นธรรมมีมาตรฐานหรือมีคุณภาพ ผลที่เกิด ขึ้นกับประชาชน ก็คือประชาชนจะมีสุขอนามัยดีขึ้น มีการดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างโรงพยาบาลต่อโรงพยาบาล และในภาวะฉุกเฉินก็จะมีการให้บริการอย่างทันท่วงที ระยะเวลาในการปฏิรูปกําหนดไว้ ๓ ระยะด้วยกัน ระยะแรกคาดว่าใช้เวลาประมาณ ๓ เดือน ขณะนี้ทาง สนช. และ สปท. ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมได้คุยกันอย่างไม่เป็นทางการ ๑ ครั้ง และอย่างเป็นทางการ ๒ ครั้ง ตั้งใจว่าจะทําคณะกรรมการร่วมที่จะร่างเป็นพระราชบัญญัติ ขึ้นมาและนําเสนอต่อไปครับ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะกําหนดความสัมพันธ์และ โครงสร้างอํานาจนะครับ แล้วก็กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ ๒ ก็เมื่อมีการนําเสนอ ประเด็นการปฏิรูปผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วก็จะมีการติดตามและประสานงานต่อไปเพื่อให้ ร่างพระราชบัญญัติได้รับการอนุมัติเป็นพระราชบัญญัติต่อไป และระยะที่ ๓ เมื่อมีการ ผ่านร่างพระราชบัญญัติแล้วนี้คณะกรรมการต่าง ๆ ก็จะมีการจัดตั้งขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ที่คิดว่ายังมีเวลาอยู่คือก่อนการเลือกตั้งกลางปีหน้า แหล่งที่มาของงบประมาณก็ใช้ งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขและงบประมาณของกองทุนสุขภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ได้แก่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกระทรวงสาธารณสุข ผมขอยุติการรายงานเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ