วิทยา แก้วภราดัย หารือปัญหาความสับสนในระบบสาธารณสุข ระบุเงินงบประมาณรัฐจ่ายสูงแต่ประชาชนยังนิยมใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมการทบทวนการกระจายงบประมาณและยกระดับคุณภาพบริการของภาครัฐให้เทียบเท่าเอกชน
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาหมายเลข ๑๔๒ นะครับ ผมเห็นความตั้งใจของคณะกรรมาธิการ ที่จะแก้ปัญหาความสับสนที่เกิดขึ้นในกระบวนการสาธารณสุข ต้องยอมรับว่าประเทศไทย เรานี้ได้พัฒนาการสาธารณสุขมาในระดับที่น่าภาคภูมิใจครับ สิ่งที่สะท้อนได้ก็คือปัญหา ของเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เพราะว่าเราสามารถที่จะรักษาดูแลพยาบาลคน ให้อายุยืนขึ้นมากกว่าในอดีตพอสมควรครับ อายุเฉลี่ยคน ๖๕ ปีเป็นเรื่องเล็กสําหรับ การรักษาพยาบาลหรือกระบวนการสาธารณสุขไทย วันนี้เป้าหมายคนไทยอายุอาจจะ ๗๕ ปี ถึง ๘๐ ปีได้ในระยะเวลาไม่กี่ปีถ้ากระบวนการสาธารณสุขได้รับการพัฒนา แต่สิ่งหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแล้วก็ยังต้องสร้างความสับสนให้กับประชาชนครับ ประเทศไทยเราเป็นประเทศ ที่สร้างมาตรฐานในการดูแลประชาชนในเรื่องการสาธารณสุขดีมากครับ ดีกว่าเกือบ ทุกประเทศทั่วโลก ในประชากร ๗๐ ล้านคนเราดูแลเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่านว่า จริง ๆ ครับ ข้าราชการทั้งหมดกรมบัญชีกลางทํารายการรับไปทั้งหมด ภาษีอากรจ่ายครบหมด ทั้งครอบครัวพ่อแม่ลูกหลานหมด จบครับ ส่วนที่ ๒ ส่วนที่เขาเป็นแรงงานที่กระทรวง แรงงานดูอยู่ก็แบ่งกันครับ ๓ ฝ่าย ลูกจ้างหักเงินเดือนตัวเองไปสมทบ นายจ้างหักรายได้ ตัวเองไปสมทบ และกระทรวงแรงงานรัฐหักไปสมทบ ส่วนที่เหลือทั้งหมดเราตั้งสํานักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้นมา ประกาศรับผิดชอบหมดทุกหัวที่เหลือจาก ๒ ประเภทแรก แล้วก็ตีเหมาจ่ายไปผมเข้าใจว่าตอนนี้หัวหนึ่งตกประมาณสักเกือบ ๓,๐๐๐ บาทต่อปี ปัญหาที่ สังคมตั้งคําถามครับ เมื่อรัฐนี้จ่ายสตางค์ครบกับประชาชนที่เจ็บป่วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ ทําไมธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนถึงเติบโตขึ้นทุกวัน ๆ นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้องแสวงหาและต้องตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งมาแสวงหาว่ามันเกิดอะไรขึ้น รัฐเราเข้าไปจ่ายทุกหัวหมดครับ ทั้ง ๆ ที่ ๔๘ ล้านคนที่รัฐเข้าไปจ่ายนั้นหลายท่านก็ตัดสินใจ แล้วว่าเขาจะไม่ใช้บริการของรัฐ เขาเดินเข้าสู่เส้นทางรับบริการของเอกชน เพราะไม่สามารถ รอการแออัดได้ เพราะฉะนั้นเงินส่วนหนึ่งก็คือมีบริษัทประกันที่กินเปล่าไปจากรัฐอยู่มากครับ บริษัทกินเปล่าที่ว่านั้นก็เราตั้งขึ้นมาเองครับ คือสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเหมาไปทุกรายหัวหมด แต่มีคน ผมเข้าใจว่า ใน ๔๘ ล้านคน ร่วม ๑๐ ล้านคน ไม่เข้าใช้บริการบัตรทองที่ว่ากันเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้อง นํามาทบทวนครับว่าเงินทั้งหมดที่รัฐจ่ายลงไปเพื่อกระบวนการสาธารณสุขจ่ายไปหลาย ช่องทาง เยอะมาก ผมก็เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการควรจะตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งรวบยอด มาดูเสียที เราจ่ายไปเยอะ ขณะเดียวกันเราจ่ายไปเยอะ จ่ายไปหลายช่องทาง แต่เข้าไปใช้ บริการสาธารณสุขของรัฐก็ต้องยอมรับว่าเราได้ให้งบประมาณไปในการที่จะดูแลน้อยไปครับ ไม่รู้ไปอยู่ตรงไหน สตางค์เราจ่ายไปเยอะ แต่ว่าไปดูโรงพยาบาลหลัก ๆ ทั้งหมดครับ โรงพยาบาลจังหวัดทั่วประเทศแทบทุกโรงพยาบาลครับ เหมือนกับโรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถี หรือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในกรุงเทพฯ แออัดยัดเยียดเหมือนกัน หมดครับ ไปแออัดอยู่ที่นั้นหมด โรงพยาบาลขนาด ๑,๐๐๐ เตียง อย่างน้อยมีผู้ป่วยนอน ประจําอยู่ ๑,๒๐๐ คน มีผู้ป่วยใต้เตียงอยู่ด้วยชุดหนึ่ง ปัญหาว่ากระบวนการการกระจาย ความเป็นธรรมในกระทรวงสาธารณสุขอยู่ตรงไหน ซึ่งอาจจะต้องใช้คณะกรรมการไปช่วย ผลักดันส่งเสริมและทิศทางที่กระทรวงสาธารณสุขต้องปรับต้องเริ่มขึ้นครับ งบประมาณ เวลาไหลไปจากกระทรวงสาธารณสุขเดี๋ยวนี้มันเหลือน้อยครับ กระทรวงสาธารณสุขมีงบ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ สปสช. แล้ว แล้วก็ต้องดูแลบุคลากรเกือบทั่วประเทศ เพราะฉะนั้น ผมไม่มีความขัดข้องในการตั้งคณะกรรมการที่จะทําหน้าที่ในการกําหนดนโยบายสุขภาพ แห่งชาติ แล้วก็ช่วยไม่ขัดข้องระบบร่วมจ่ายที่ท่านนําเสนอ เพราะมีคนประเภทหนึ่งที่เขา ตัดสินใจไม่ให้รัฐบาลจ่ายให้อยู่แล้ว ส่วนนั้นเราถอดไปไว้ตรงไหนสักแห่งได้ แล้วก็ กระบวนการในการดูแลบุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการดูแลในระดับที่สมควรแก่ ฐานานุรูป ไม่สร้างความแตกต่างระหว่างการเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ พยาบาล ในโรงพยาบาลรัฐกับโรงพยาบาลเอกชนมากนัก เสริมสร้างคุณภาพสถานบริการของรัฐ ให้ใกล้เคียงกับสถานบริการของเอกชน ผมเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ คุณภาพของการแพทย์ ของบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลครับ เคยพูดเล่น ๆ กันในสภานี้เหมือนกันว่า โชคดีที่ กระทรวงสาธารณสุขผลิตพยาบาล แต่ท่านไม่ค่อยส่งเสริมให้เรียนภาษาอังกฤษ เป็นโชคดีครับ ถ้าท่านส่งเสริมเรียนภาษาอังกฤษพยาบาลไทยเก่งภาษาอังกฤษเมื่อไรท่านจะไม่เหลือ พยาบาลอยู่ในประเทศไทยแม้แต่คนเดียว ไปหมดครับ เขาขาดทั้งนั้น เพราะนี่ก็ถือว่าเป็น กุศโลบายของกระทรวงแล้วกัน เด็กไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษ ไม่ว่ากัน อันนี้ทําให้เหลือคน อยู่ที่นี่เยอะ แต่ขณะเดียวกันเราต้องไม่สร้างความแตกต่างทางวิชาชีพ แพทย์ที่เขาตัดสินใจ ไปอยู่โรงพยาบาลในอําเภอซึ่งเรียกว่าแพทย์ชนบท กับแพทย์ที่ตัดสินใจไปอยู่ในโรงพยาบาล จังหวัด ซึ่งอาจจะเรียกว่าแพทย์โรงพยาบาลจังหวัดหรือแพทย์หลวง แพทย์อะไรไม่ทราบ ทั้ง ๒ แพทย์ อย่าสร้างความแตกต่างมากนัก เพราะเท่าที่ดูเราก็มีข้อเท็จจริง เรามีโรงพยาบาล ชนบท โรงพยาบาลอําเภออยู่ ๘๐๐ กว่าโรงพยาบาลทั่วประเทศ และทุกโรงพยาบาลอําเภอ มีคุณภาพแตกต่างกันตามขนาด ปริมาณ คุณภาพ แต่สิ่งที่ได้เหมือนกันก็คือความเป็นแพทย์ ในชนบท แต่ผมยืนยันผมเป็นคนอยู่ต่างจังหวัด ท่านประธานก็อยู่ต่างจังหวัด เดี๋ยวนี้ หาชนบทยากแล้ว จังหวัดเพชรบุรีของท่านนี่หาชนบทไม่เจอเลย ท่านจะหาเมือง หมู่บ้าน ตําบล โรงพยาบาลที่ติดอยู่ถนนลูกรังนี่ท่านหาแทบไม่เจอแล้ว ขนาดอนามัยที่ยกเป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลของท่านประธาน ทุกโรงพยาบาลสุขภาพตําบลครับ ถึงถนนคอนกรีต ถนนลาดยางหมดแล้ว ความเป็นชนบทเริ่มหายไป เพราะฉะนั้นระบบที่ เข้ามาทดแทนแล้วก็สร้างปัญหาให้กับกระบวนการสาธารณสุขมากก็คือระบบการเคลื่อนย้าย ผู้ป่วยหรือที่เราเรียกว่า ระบบส่งต่อ วันนี้เราเริ่มส่งต่อจากสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตําบล แล้วก็เราส่งต่อจากโรงพยาบาลอําเภอ แล้วก็เราส่งต่อมาโรงพยาบาล จังหวัด เข้าโรงพยาบาลศูนย์ เพราะฉะนั้นสภาพแออัดยัดเยียดปลายทางแออัดยัดเยียด มากที่สุดครับ กระจายอย่างไรครับ ท่านเสนอวิธีการของเขต ผมก็คิดว่าลงไปกระจายดูนะครับ เพราะว่า ระหว่างอําเภอกับตําบลเดี๋ยวนี้ไม่ได้ไกลกันมากมาย ผมไปมาเกือบทั่วทุกประเทศช่วงเป็น รัฐมนตรี ผมคิดว่ามีอยู่ ๒-๓ จังหวัดครับที่เป็นโรงพยาบาลชนบทจริง ๆ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดตาก นอกนั้นสลายความเป็นชนบทเกือบหมดแล้ว เรามีความ ใกล้ชิดระหว่างเมืองกับอําเภอมากขึ้นทุกวัน ๆ ขณะเดียวกันส่งต่อจากโรงพยาบาลระดับ จังหวัดเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง เช่น ทางภาคใต้มีอะไรก็ต้อง ส่ง มอ. ครับ หลุดจาก มอ. ก็มีความพยายามก็ต้องพาเข้ากรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นผมฝากแค่นี้ ครับว่าคณะกรรมการที่จะวางขึ้นมานี้ช่วยลงไปดูตรงนี้ด้วย สร้างฐานานุรูปของแพทย์ที่เขา ทํางานอยู่อย่างหนักครับ พยาบาลที่ทํางานอยู่อย่างหนักในโรงพยาบาลที่แออัดยัดเยียด ให้ได้รับค่าตอบแทนที่สมควรแก่ฐานานุรูป ผมเป็นคนที่อยู่ในกระบวนการสาธารณสุขมาครับ ถึงไม่ใช่เป็นหมอครอบครัวผมก็อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ผมคิดว่าวันนี้คนที่เป็นพยาบาล ที่ค้างอัตราการบรรจุต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง แพทย์ที่จบแล้วที่ยังรอการบรรจุนี่ ควรจะต้องไม่มีอีกต่อไป อัตราอื่นที่ค้างท่ออยู่ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เยอะมากครับ ท่านไปค้นดูในแต่ละกระทรวงที่นั่งกองอยู่ในกระทรวงแล้วไม่มีอะไรทําเยอะมาก แต่มี เงินเดือน ตําแหน่งกันทั้งนั้น นี่โชคดีครับกระทรวงศึกษาธิการยุบสํานักงานเขตการศึกษาไป ที่นั่นนั่งกองอยู่เยอะครับ บรรจุอาจารย์หมด แต่คนที่เป็นพยาบาล ๗-๘ ปีแล้วยังไม่ได้รับ การบรรจุผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราเอามาตรฐานทั้งหมดไปครอบอยู่ในความแตกต่างทาง วิชาชีพ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะให้ท่านฝากไปดูแลก็คือคนที่ทํางานหนักต้องได้รับการดูแล มากกว่าคนที่ทํางานเบา คนที่มีภารกิจงานมากควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษมากกว่า พวกนั่งไขว่ห้างทํางาน แต่ในกระทรวงสาธารณสุขจะรู้ดีครับว่าพวกไหนที่รับมือทํางานหนัก ขณะเดียวกันค่าตอบแทนก็ต่ํากว่าที่อื่น อาชีพพยาบาลเดี๋ยวนี้พูดตรง ๆ ครับ ภรรยาผมเป็น พยาบาลกว่าจะได้ซี ๘ ต้องลาออกครับ อายุจะ ๖๐ ปีแล้ว แต่ส่งเด็กที่บ้านเรียน ส่งไปเรียน ออกมาเป็นครูครับ ภรรยาผมยัง ซี ๗ เลย เด็กที่ผมส่งเรียนได้ ซี ๘ แล้ว เราปล่อยให้สภาพ อย่างนี้เป็นอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นต้องสร้างเสริมกําลังใจของบุคลากรด้วย แล้วก็กระจาย ความเป็นธรรมในกระบวนการสาธารณสุขทั้งหมด อีกเรื่องหนึ่งที่จะตามมาผมอาจจะ ไม่เห็นด้วยอย่างนี้นะครับ เรียนไว้ก่อน แต่เรื่องการตั้งคณะกรรมการพวกนี้มาเพื่อรวม กระบวนการเงินทั้งหมดที่ดูแลเรื่องสุขภาพคนมาอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์อันเดียวกันนี้ เห็นด้วย และขอสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการเดินต่อครับ ขอขอบพระคุณครับ