บวรเวท ชี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ซ้ำซ้อน หนุนรวมพลังวัฒนธรรม-โอทอป

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙

บวรเวท รุ่งรุจี หารือปัญหาความซ้ำซ้อนในการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมระหว่างหน่วยงานรัฐ พร้อมเสนอให้ปรับบทบาทการประสานงานระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้เกิดรายได้มากขึ้น โดยยกตัวอย่างการดูแลเรือพระราชพิธีและการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีข้อจำกัด

นายบวรเวท รุ่งรุจี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายบวรเวท รุ่งรุจี สปท. ลําดับที่ ๘๒ ก่อนอื่นคงต้องขอขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการที่ได้ นําเสนอเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม ในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชิงวัฒนธรรมนั้นจริง ๆ แล้วมีหลายหน่วยงานที่ทํา แล้วก็ที่ทําซ้ํา ๆ กันก็มีอยู่เยอะ ถ้าจะ ยกตัวอย่างที่รูปธรรมก็จะเป็นทั้งในส่วนของทางกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงมหาดไทย ของกระทรวงมหาดไทยนั้นจะใช้ชื่อเป็นโอทอป (OTOP) แต่ถ้าเป็นของกระทรวงวัฒนธรรม จะใช้ชื่อว่าเป็นซีพอท (CPOT) คือ คัลเชอรัล โพรดักต์ ออฟ ไทยแลนด์ (Cultural Product of Thailand) แล้วก็ยังแยกย่อยลงไปในหน่วยงานที่ทําในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมมาเป็นตัวเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทต่าง ๆ เรื่องของผ้า เรื่องของใช้ลวดลายประยุกต์อะไรต่าง ๆ ที่จะออกมาเป็นงานที่เราใช้ขายเป็นของที่ระลึก ให้กับนักท่องเที่ยว เหมือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายกันไป อันนี้เราก็ยังทําอยู่ เพียงแต่ว่าในกรอบของเรานั้นเราคงทําไม่ได้เป็นในแง่ที่เป็นทางธุรกิจมากนัก เพราะว่า โดยภารกิจหน้าที่นั้นมันจะทําในเรื่องเกี่ยวกับการทําเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างเพื่อให้เกิด การกระตุ้น เพราะฉะนั้นในกรณีที่ทางท่านกรรมาธิการได้ศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมนั้นการที่จะให้มีหน่วยงานอย่างที่ท่านประธานได้นําเสนอไปแล้วนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญในการที่จะทําอย่างไรให้เรื่องราวทางด้านวัฒนธรรมนั้น เป็นในทิศทางและไปในทิศทางเดียวกันได้ เพราะว่าเรามีมรดกทางด้านวัฒนธรรมอยู่ใน ประเทศไทยเป็นจํานวนมาก มีอยู่ทุกจังหวัด เราใช้องค์กรของทางกระทรวงวัฒนธรรมที่เป็น วัฒนธรรมจังหวัดที่มีอยู่ทุกจังหวัดเป็นคนเดินเรื่องในเรื่องนี้ แต่ความสําเร็จนั้นก็ยังไม่ถึง ในจุดที่คิดว่ามันสามารถเอามาทําเป็นธุรกิจที่จะสร้างรายได้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกําในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีการรวมกันกับทางกระทรวงมหาดไทยอะไรต่าง ๆ นั้นมันน่าที่จะทําให้ เกิดผลดีมากกว่าในส่วนนั้น แล้วก็ขออนุญาตให้ข้อมูลนะครับ อย่างเมื่อกี้มีเพื่อนนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านสมพงษ์ได้พูดถึงการที่เรามีเรือพระราชพิธีอยู่ อันนี้คงต้อง เรียนว่าเรือพระราชพิธีนั้นกรมศิลปากรมีหน้าที่แค่ดูแลรักษา เรือพระราชพิธีนั้นเป็นของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การที่จะนําออกมาในแต่ละครั้งต้องกราบบังคมทูล ขอพระราชทานอนุญาตก่อน เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ เราจะเอาเรือออกมาในงานพระราชพิธี อะไรต่าง ๆ ได้ ต้องมีการกราบบังคมทูลก่อน ปัจจุบันนี้ในส่วนของกรมศิลปากรเราก็จะดูแล เฉพาะเรือที่เป็นเรือสําคัญ ก็คือเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ส่วนของกองทัพเรือจะดูแลเรือที่เป็นองค์ประกอบอื่น ๆ อีกหลายร้อยลําในส่วนนั้นที่อยู่ใน ขบวนของเรือพระราชพิธี ก็จะแบ่งกันในการดูแล เพียงแต่ว่าก็จะมีปัญหาอย่างที่เพื่อน สมาชิกได้พูดว่าการเข้าดู การอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น เนื่องจากสถานที่อะไรต่าง ๆ ไม่เหมาะสม ซึ่งเราก็คงพยายามที่จะต้องทําการดําเนินการกันต่อไป ซึ่งในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราจะ สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมจริง ๆ ผมว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกับในเรื่องด้านการท่องเที่ยวด้วย เพราะว่านักท่องเที่ยวที่มาดูพระบรมมหาราชวังวันหนึ่งหลายหมื่นคน แล้วถัดมาก็จะเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเราเองเราก็มีการแสดงนําเสนอในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ไม่มี นักท่องเที่ยวเข้าไปมากเท่าที่ควร จะมีเฉพาะผู้ที่สนใจจริง ๆ ที่เข้าไปดูในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หรือแม้แต่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งก็ไม่ได้ปิดนะครับ ก็เปิดมีแสดงเป็นวาระ ๆ อะไรต่าง ๆ ไป ทั้งในส่วนของที่กรมศิลปากรเขาทําเอง แล้วก็มีเอกชนหรือหน่วยงานที่จะมาขอใช้ แล้วก็ มีการนําเสนอในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไป เพียงแต่ว่าการที่จะทําอย่างไรให้กับนักท่องเที่ยวที่มา เที่ยวในประเทศไทย หรือมาเที่ยวแถวพระบรมหาราชวังแล้วเข้าไปในพิพิธภัณฑ์นั้นคงต้องใช้ การทํางานในเชิงธุรกิจนะครับ เพราะว่าเราเคยติดต่อกับทางบริษัทท่องเที่ยวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว คือเขาจะมีโปรแกรม เขาค่อนข้างฟิกซ์ (Fix) ว่าจากพระบรมมหาราชวัง แล้วเขาจะต้องไปที่ไหน ๆ บ้าง ถ้าจะพูดกันตรง ๆ ก็คือไปที่ที่เขาจะได้รับผลประโยชน์ ในส่วนหนึ่งที่เข้ามาใช้ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือส่วนต่างอย่างหนึ่ง อย่างถ้าเราไปเที่ยว เมืองจีน ถ้าเราไปทัวร์ (Tour) มันจะมีจุดบังคับที่ว่าเมื่อไปถึงแล้วเราต้องไปดูที่ไหน ดูโรงทําชา ดูโรงหยก ดูอะไรต่าง ๆ ของเขา ซึ่งอันนี้มันเป็นสิ่งที่เขาบังคับกันได้ แต่พอมาถึง ประเทศไทยเรานี้ เราไม่สามารถบังคับอย่างนั้นได้ บริษัทท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจอะไรต่าง ๆ เขาก็จะดําเนินการตามธุรกิจของเขา เพราะฉะนั้นอันนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าอาจจะ ต้องใช้องค์กรที่เราจะใช้ตั้งขึ้นมาใหม่ หรือจะใช้องค์กรเดิมที่มีอยู่แล้วในการที่จะ สร้างสรรค์ให้เรื่องราวทางด้านวัฒนธรรมนั้นมันเกิดการสร้างสรรค์ในเชิงเศรษฐกิจของ ประเทศไทยเราต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ