สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หารือเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัย การลงทุน และการปกป้องลิขสิทธิ์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ขออนุญาตขอบพระคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขออนุญาต คุยเรื่องที่กําลังคุยคือการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม ผมกราบ ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการมากที่เห็นความสําคัญของเรื่องนี้ก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา มานําเสนอ สปท. กระผมอยากกราบเรียนว่าอ่านแล้วก็กว้างขวางเป็นแม่น้ําพอสมควร หน่วยราชการต่าง ๆ ที่จะต้องให้ความร่วมมือในเรื่องนี้ ๒๐ กรม ผมคิดว่าถ้าไม่บูรณาการ กันดี ๆ ก็ยุ่งยากพอสมควร เพราะว่าแต่ละกรมก็เป็นนิติบุคคล อย่างไรก็ตามผมอยากจะ ตีกรอบว่าปัจจัยของความสําเร็จในเรื่องนี้มีอยู่ ๔ ด้าน คือ ๑. ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ๒. ต้องมีคนที่มีคุณภาพและมากพอ เน้นเลยนะครับ มีคุณภาพและมากพอ ๓. ต้องมีเงินทุน ที่จะลงทุน แต่ทีนี้เงินที่ลงทุนเราจะให้ภาคเอกชนทําอย่างเดียวคงไม่ไหว รัฐจะต้องเริ่มต้น นําเรื่องนี้ที่ฝรั่งเมืองนอกเขาเรียกว่าสตาร์ตมันนี (Start Money) เงินเริ่มต้น ๔. ตลาด หลายท่านพูดไปแล้ว แอนิเมชัน (Animation) ร้อยแปดจิปาถะและหลายอย่าง ผมก็กราบ ขอบพระคุณท่านประธาน สมัยที่ท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมติดตาม งานท่าน ท่านก็ทําอะไรเยอะแยะมากนะครับ แต่ถ้าเราทําเยอะ ๆ มาก ๆ พลังเราไม่มาก หรอกครับ ผมอยากกราบเรียนว่าเมื่อวานนี้ผมพบด็อกเตอร์คนหนึ่งที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย รามคําแหง คณะวิทยาศาสตร์ จบดอกเตอร์ เพียวแมท (Pure Math) ผมก็ถามว่าอาจารย์ ในแวดวงนี้มีจบเพียวแมท (Pure Math) กี่คนที่ยังอยู่ในราชการงานเมืองอย่างนี้ ๗ คน ถามว่าผมพูดเรื่องนี้ทําไม เพราะว่าอะไร เพราะว่าการที่จะทําเรื่องนี้ให้ประสบผลสําเร็จนี้ มันจะต้องมีนโยบายในเรื่องของการทําวิจัย ทุกเรื่องที่ท่านเพื่อนสมาชิกพูดไปนี่ต้องบวกด้วย การวิจัย แอนิเมชัน (Animation) ก็ต้องวิจัย วิจัยตลาดเสียก่อนว่าเราจะเอาแอนิเมชัน (Animation) นี้ไปขายที่ไหน เขามีความต้องการอย่างไร รวมทั้งตลาดไทยด้วย ทีนี้นโยบาย ของรัฐนี้ผมกลับมาพูดถึงเรื่องต้องสนับสนุนทุกทาง ทุกทางเลยครับ ต้องลงทุนเป็นนโยบาย และสําคัญที่สุดต้องปกป้อง คําถามว่าในอดีตนี้เราอาจจะเผอเรอไป แล้วไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ซึ่งท่านประธานที่อยู่บนบัลลังก์พูดเมื่อสักครู่นี้ว่ามันต้องไปปลุกในเรื่องของการจดทะเบียน ลิขสิทธิ์ ท่านครับ ตั้งแต่ผมเป็นเด็กเกิดมาอยู่บ้านนอกนี้เราก็ไม่ได้มีเงินมาก แต่ว่าน้ําพริก ที่เรากินแล้วก็ถูกปาก แล้วก็ถูก คือน้ําพริกศรีราชา ขายไปทั่วโลก วันดีคืนดีปรากฏว่าไปเป็น ของเวียดนาม เวียดนามเอาไปจดลิขสิทธิ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่เราไม่รู้ บัดนี้เราใช้ชื่อ น้ําพริกศรีราชาอีกต่อไปไม่ได้ ยกตัวอย่างนะครับ ผมกราบเรียนว่าที่ผ่านมานี้มีคลัสเตอร์ (Cluster) ทั้งหมด ๑๕ สาขา ถ้าเราจะทํา ๑๕ สาขาไปพร้อมกันนี้ผมคิดว่าเราไม่ได้ทํา สักสาขาที่เป็นเรื่องเป็นราว เพราะมันกระจายไปมาก เราน่าจะต้องมาจัดลําดับความสําคัญ เร่งด่วนและดูว่าเรามีนโยบาย มีเงิน มีคน มีตลาดพร้อม แล้วก็จัดลําดับว่าเรื่องไหนทําก่อน เรื่องไหนทําอันดับ ๒ อันดับ ๓ แต่ไม่จําเป็นต้องทําพร้อมกันทุกสาขา เพราะพลังเราไม่มี มากพอ เช่นเดียวกับที่ท่านประธานกล่าวเมื่อสักครู่นี้ว่า ผมไปดูสมาร์ตซิตี้ (Smart City) มาเมื่อ ๕ ปีที่แล้วที่ภูเก็ต เพราะไปช่วยเขาทํา เรื่องเมืองวิทยาศาสตร์ภาคเอกชน เขาทําได้ดี เมื่อวานนี้ผมฟังข่าว ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านสมคิดไปเยี่ยม พานักธุรกิจไทยไปเยี่ยมเยือน เกาหลี ก็ชวนเกาหลีมาลงทุนสมาร์ตซิตี้ (Smart City) ที่จังหวัดภูเก็ต ถ้าเรามีเฉพาะที่จังหวัด ภูเก็ต มีเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ อันอื่นก็ไม่ต้องทํา ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งก็คือว่า ไม่มีใคร ในโลกนี้เลยที่เก่งเท่ากับประเทศไทย เรื่องของการหุงพลอย เมื่อในอดีตสัก ๒๐ ปีที่แล้วนี้ คนหลั่งไหลไปภาคตะวันออก ไปทําไมไปขุดพลอยที่เมืองจันท์ พลอยเมืองจันท์ทะลุไปจนถึง เขมรหมด คนไทยนี่ละครับ ไปซื้อพลอยถูก ๆ ที่ศรีลังกามา แล้วก็มาหุง ผมกราบเรียนว่า ภูมิปัญญานี้ทั้งโลกเท่าที่ผมศึกษา ไม่มีใครทําได้ นอกจากคนไทยเท่านั้น ถามว่าวันนี้เรา ปกป้องการหุงพลอยหรือยัง เราส่งเสริมการหุงพลอยหรือยัง เพราะพลอยเมื่อหุงแล้วนี่ มูลค่ามหาศาล และยิ่งคนไทยนี่นะครับ เก่งในเรื่องของการประดิดประดอยทําจี้ ทําสร้อย ทําร้อยแปดจิปาถะ พอขึ้นรูปมาปุ๊บนี่ขายได้เป็นเทน้ําเทท่า ราคาแพงมหาศาล แต่ที่ผมพูด เรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงว่าวัฒนธรรมอื่น ๆ นี้เราไม่ได้สนใจนะ ทํา เพื่อรักษาภูมิปัญญาไทย วัฒนธรรมไทยก็ทําไป แต่อะไรที่จะทําแล้วได้เงินได้ทองเข้าประเทศเราก็ต้องขวนขวายทํา แล้วไม่มีใครในโลกนี้ที่แข่งขันกับเราได้ ณ วันนี้ถ้าดูหน้า ๑ แล้วใน ๓ วัน ๕ วันมานี้ผมเชื่อว่า ไม่มีใครไม่เห็นแม่ประนอม แม่ประนอมขึ้นหน้า ๑ เลย แต่ผมกินน้ําพริกแม่ประนอมมานาน และเมื่อสมัยผมเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผมก็เคยไปเยี่ยมมา แล้วก็เคยเอาน้ําพริก แม่ประนอมติดตัวไปให้เด็กไทยไปแข่งขันฝีมือแรงงานชาติ นานาชาติในต่างประเทศมาแล้ว เพราะกินแล้วมีแรง เด็กมันว่าอย่างนั้น แล้วเราก็ได้เหรียญทองมาหลายครั้งแล้ว และเมื่อ เร็ว ๆ นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไปแข่งขันฝีมือที่ประเทศฝรั่งเศสก็ได้เหรียญทอง มานะครับ ถามว่าจริง ๆ น้ําพริกเผานี่ต่างชาติอาจจะกินไม่มาก รับประทานไม่มาก นอกจาก คนไทยหรือคนเอเชีย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ของแม่ประนอมก็คือน้ําจิ้มไก่แม่ประนอม กินได้ ทุกชาติทุกภาษา เราติดแต่ว่านําพริกเผา แต่จริง ๆ ภายใต้น้ําพริกเผานี้ขายเป็นล่ําเป็นสัน คือน้ําจิ้มไก่แม่ประนอม ผมถามตัวเองว่า เอ๊ะ พอมีข่าวอย่างนี้ปุ๊บ ไม่รู้เขาไปจดทะเบียนหรือยัง ผมไม่ได้ตาม ถ้าไม่จดทะเบียนวันหนึ่งน้ําจิ้มไก่อันลือชื่อของประเทศไทยก็จะไปเป็นของ ชาติไหนไม่ทราบ อันนี้ก็เป็นเรื่องของกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่จะต้องดูแลเรื่องนี้อย่างเร็ว จดทะเบียนให้เร็ว อย่าล่าช้า มาแล้วจะต้องไปดูว่าว่าใครทําไม่ทํา ร้อยแปดจิปาถะ เพราะผม เคยไปจดให้ราชการมาแล้ว ผมก็เลยกราบเรียนท่านว่าเราน่าจะหันกลับมาดูเรื่องเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามใน ๔ เรื่องที่ท่านเสนอมานี่นะครับผมไม่ขัดข้องเลย สนับสนุนใน ๔ เรื่องของท่าน รวมมีทั้งอาหารไทย อาหารไทยในต่างประเทศ ในเมืองใหญ่ ๆ มีเป็นร้อย ๆ ร้านในยุโรป ท่านไปดูได้เลยในเมืองใหญ่ ๆ มีมากมาย แล้วผมก็สนับสนุน ผมคิดว่าต้องเอาจริงเอาจังว่า อาหารไทยไปอยู่ต่างประเทศแล้วเราจะต้องตามไปปกป้องว่าอาหารไทยไปไหนแล้วต้องไม่ถูก รังแก ท่านไปดูที่โซโหสิครับ ในอดีตขายพวกเครื่องของชําเป็นของคนจีน บัดนี้ไม่ใช่ของ คนจีนแล้วท่านไปดูได้เลย เป็นของคนเวียดนามไปเกือบทั้งหมดแล้ว เพราะไม่ได้มีการ ปกป้อง เพราะฉะนั้นร้านอาหารไทยก็ดี รวมทั้งเครื่องปรุงทั้งหลายที่เป็นอาหารไทยเราก็ต้อง ปกป้อง และอํานวยความสะดวก ผมเคยเสนอให้การบินไทยเมื่อสมัยยังรับราชการอยู่ว่า เครื่องบินที่ไปลงแฟรงก์เฟิร์ตท้องเครื่องบินว่าง ถ้าเราบรรทุกผัก เครื่องแกง ร้อยแปดจิปาถะ ไปทุกเที่ยว แล้วใช้แฟรงก์เฟิร์ตเป็นฮับ (Hub) ของการกระจายสินค้า เพราะสินค้าทุกตัว ไม่ว่าที่ท่านจะทําครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) ก็ตามใจ ต้องมีฮับ (Hub) เราเรียกภาษาไทยว่าศูนย์กระจายสินค้า เราก็ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าไรนัก กลายเป็นว่า เราก็ส่งเสริมไป แล้วก็ต่างคนต่างทํา แฟชั่น (Fashion) ก็เช่นเดียวกัน ถุงสายรุ้งถุงละ ๒๐ บาท ๓๐ บาท ไปดูเลยที่โบ๊เบ๊ แต่พอไปเดินแฟชั่น (Fashion) ในต่างประเทศหน่อยเดียว อัป (Up) ถุงสายรุ้งดังขึ้นมา ดังไป ๓-๔ วันแล้วจบ ณ วันนี้ผมไม่เห็นใครพูดเรื่องถุงสายรุ้ง ต่อไปแล้ว อันนี้ก็เป็นภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งเหมือนกันที่เราทํา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานว่า ทุกอย่างต้องมีมาตรฐาน ผมขออนุญาตอีกนิดเดียวจะจบแล้วครับ มาตรฐานก็คือว่าเมื่อเราไปพัฒนาส่งเสริมเขาแล้ว เมื่อมีการออเดอร์ (Order) เยอะ ๆ ยกตัวอย่างเลย ผมเคยไปส่งเสริมเรื่องผ้าฝ้ายที่ปลอดสารพิษ ผ้าฝ้ายที่ทํามาเป็นนิกเกิล (Nickel) เป็นอะไรร้อยแปดจิปาถะนี่เป็นผ้าฝ้ายขาวแท้ ๆ ที่จังหวัดน่าน ฝรั่งมังค่าเขาไม่ได้ซื้อ เอาไปดูเล่นชิ้นสองชิ้น เขาก็สั่งเลย สั่งทีเป็นพันเป็นหมื่นชิ้น ท่านครับ เราทําไม่ได้ ๑. ทําไม่ได้เพราะว่า ประการที่ ๑ ก็คือว่าวัตถุดิบมีไม่พอ ๒. พอทําเข้าไป ๆ ชิ้นที่ ๑๐๐ ๒๐๐ มาตรฐานมันต่ํา เพราะคิวซี (QC) เราไม่มี เพราะฉะนั้นท่านจะทําเรื่องครีเอทีฟ แอนด์ คัลเชอรัล อีโคโนมี (Creative and Cultural Economy) ขอให้คํานึงถึงสิ่งที่ผมกราบเรียน ท่านไปด้วยความเคารพ ด้วยความห่วงใย แล้วก็อยากจะเห็นโครงการแห่งนี้สนับสนุน สนับสนุนให้มันเกิดขึ้นมา แล้วผมยังกราบเรียนว่าย้ําอีกทีว่าไม่จําเป็นว่าต้องทําทุกสาขา ทําสาขาที่สมควรที่เห็นเป็นรูปธรรมเสียก่อน เพื่อเป็นการดึงดูดให้คนไทยสนใจว่า ทําอย่างนี้ก็รวยได้ และเมื่อวานผมก็ฟังอีกวิทยุเอฟเอ็ม ๑๐๑ (FM 101) เขาสัมภาษณ์ เด็กหนุ่มคนหนึ่ง แต่ผมไม่เอ่ยชื่ออยู่จังหวัดภูเก็ต เขาทําอะไรรู้ไหมครับ ทําทุเรียนผง เอาไปชงน้ํากิน ทําแยมทุเรียนจากหมอนทองไปขายดิบขายดีที่จีนและหลายประเทศที่ชอบ ทุเรียนแต่เอาขึ้นเครื่องบินไปไม่ได้ อย่างนี้ก็ต้องสนับสนุน แล้วก็ผมกําลังจะไปหารับประทาน ดูเหมือนกันว่าเขาทําดีไหม แต่ว่าวิทยุมาออกอากาศ แล้วผมฟังดูแล้ว เอ๊ะ เข้าท่า เข้าท่า อย่างยิ่ง ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ผมพูดไป ท่านอาจจะรู้แล้วถ้าท่านรู้แล้วท่านก็เก็บไว้ที่นี่ แต่ท่านคิดว่าอะไรที่จะเป็นประโยชน์ ก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าท่านก็ลองไปคิดเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยจะเป็นการทําให้ กิจการโครงการของท่านประสบความสําเร็จอย่างยิ่งครับ กราบขอบคุณครับ