สมพงษ์ สระกวี พูดถึงการปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางเอกลักษณ์ของไทย เช่น สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาทางเอกลักษณ์ และขอให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สมพงษ์ สระกวี ที่จริงก็ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ได้พยายาม ที่จะเสนอในเรื่องของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายของประเทศเรา ในการที่หาทางออกจากระบบเศรษฐกิจแบบเก่า ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่าเป็นการศึกษาที่เท่าทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลก และการแข่งขันของโลกใบนี้ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ในการคิดเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ นั้นเรายังมีจุดอ่อนอยู่ในเรื่องของการ ขับเคลื่อนเสียจริง ๆ เพราะว่าเรามักจะวางเรื่องโครงสร้างของเรื่องไว้ในลักษณะที่กว้าง ๆ นะครับ เมื่อผมดูเรื่องการปฏิรูประบอบเศรษฐกิจใหม่ในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเชิง วัฒนธรรมในครั้งนี้นั้น ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เราทําได้ และเป็นเรื่องที่เป็นหัวใจนะครับ แต่พอเวลาเราจะต้องสโคป (Scope) หรือโฟกัส (Focus) เข้ามาว่าในปีครึ่งเราจะทําอะไร หรือในแผน ๕ ปีเราจะทําอะไร เราก็กลับตีกรรเชียงกว้างออกไปอีก อย่างเช่น ต้องพัฒนาคน ต้องพัฒนาศักยภาพ ต้องพัฒนาแนวคิด ต้องพัฒนาโน่นนี่นั่นเสร็จแล้วสโคป (Scope) เข้ามา ไม่ได้ แล้วก็จะน่าเสียดายเมื่อวันเวลาผ่านไประบอบเศรษฐกิจใหม่ทางด้านเศรษฐกิจ เชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรมก็ต้องรอให้ท่านรองอลงกรณ์ได้เล่าประวัติศาสตร์เมื่อครั้ง ข้าพเจ้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สมัยยุคคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เคยคิดและเคยทําสิ่งนี้มาเมื่อปี ๒๕๕๒ นี่มันปี ๒๕๕๙ นะครับ ๗ ปีผ่านไปแล้วนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้า ๗ ปีข้างหน้ามีสมาชิกสภาแห่งนี้มาพูดถึงเรื่องการปฏิรูประบอบ เศรษฐกิจใหม่ของท่านประธานพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ สปท. อีกใน ๗ ปีข้างหน้า ด้วยการไม่ก้าวไปทางไหน อันนี้จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามเมื่อพูดเรื่องเศรษฐกิจก็ต้องมีการแข่งขัน อันนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วทาง กรรมาธิการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ สปท. เราก็ได้บอก ไว้ว่าเราต้องระมัดระวังเรื่องการ รุกล้ํา การแข่งขันและการรุกล้ําซึ่งเกาหลีเขาทําได้ดีนะครับทีนี้ผมก็พยายามดูตาม เดินตามทาง กรรมาธิการไป ก็ได้พบว่าที่จริงแล้วนี้ท่านก็ได้ค้นพบและได้ศึกษาไว้แล้วว่า ในอุตสาหกรรม สร้างสรรค์ของประเทศ ๑๕ ประเภทที่ได้ศึกษาไว้นี้ก็มีประเภทหนึ่งละที่เราเป็นจุดแข็ง และยากที่ใครจะรุกล้ําเราได้ นั่นก็คือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม หรือการทําอุตสาหกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเชิงเอกลักษณ์และวัฒนธรรม ซึ่งเรื่องนี้ผมจึงเรียนท่านประธานว่า อยากให้สโคป (Scope) ไว้ที่จุดนี้เป็นสําคัญ เพราะ ๑. เป็นจุดแข็ง ๒. เรามีฐานอยู่แล้ว ๓. เราต่อยอดได้ ๔. เราสามารถกําหนดระยะเวลาของแผนงานและความสําเร็จได้ ท่านประธานครับ เราจะไปแข่งขันในเรื่องของภาพยนตร์แอนิเมชัน (Animation) เราจะไป แข่งขันเรื่องการออกแบบเรื่องโฆษณา เรื่องทัศนศิลป์ อันนี้แข่งขันได้ครับ เดินต่อไปครับ แต่ผมไม่เห็นในชัยชนะผมไม่เห็นในชัยชนะจริง ๆ เราจะแข่งขันในเกมแอนิเมชัน (Game Animation) อะไรนี่นะครับที่ท่านสมาชิก สปท. เมธินีได้พูด เดินต่อครับ แต่ผมไม่เห็นจริง ๆ ในชัยชนะและไม่เห็นว่าเราจะแข่งขันได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันได้อย่างไร แต่ถ้ามาแข่งขันกันใน สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์แล้ว ผมไม่คิดว่าใครจะเหนือไปกว่าเรา ท่านประธานครับ ภูมิปัญญาทางเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้ทรงวางไว้ ในโครงการศิลปาชีพ ต่อยอดครับ ไม่มีใครจะมาแข่งขันกับเราได้แน่ครับ งานทางศิลปะทางฝีมือ ทางหัตถกรรม ทางภูมิปัญญาที่สั่งสมมาแต่โบร่ําโบราณนะครับของโครงการศิลปาชีพนั้น ลงแรงเถอะครับ แข็งขันเถอะครับ เราก็จะไปไกลเกินกว่าที่ใครจะคิด อย่างที่ท่านกษิตได้พูด เรื่องการพัฒนาผ้าไหมจิม ทอมป์สัน ซึ่งผู้สร้างตํานานผ้าไหมไทยไว้ ผมไม่เห็นการเลี้ยงหม่อน ของกรมหม่อนไหมโดยวิธีใหม่ทําเป็นคอนโดมิเนียม ๑๐ ชั้นเลี้ยงหม่อน ภาคใต้บ้านผม หลังจากปลูกยางและล้มเหลว ที่จริงก็มาปลูกหม่อนได้นะครับ เพราะว่าเราปลูกหม่อนได้ดี เราเลี้ยงไหมได้ แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยให้ได้อย่างจิม ทอมป์สัน ที่ ๒ ที่ ๓ จิม ทอมป์สัน ที่ ๔ ที่ ๕ เป็นภารกิจของการปฏิรูปผ้าไหมของไทยอีกเช่นเดียวกัน นั่นละครับ คือน่าจะเป็นจุดแข็งของเรา นอกจากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้ตั้งโรงเรียน ช่างสิบหมู่ขึ้นมา ท่านประธานครับ ผมอยากถามว่าเกาหลีตัวไหนมันจะมาแข่งขันช่างเขิน ช่างทอง ช่างแกะสลักมุก ให้ได้เหนือไปกว่าช่างไทย เพราะฉะนั้นโครงการช่างสิบหมู่ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตั้งโรงเรียนในวังขึ้นมา อย่างนี้ครับเดินหน้าต่อไป ไปให้ไกล เกินกว่าที่ชาติไหนจะมาตามเราได้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นท่านก็พูดถึงเรื่องว่าทุน พอพูดถึงเรื่องทุนเป็นเรื่องจําเป็นนะครับ ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางเอกลักษณ์ ผมอยากเห็นรูปธรรมจริง ๆ ครับ ขอพูดเป็นหนที่ ๒ ว่าในขณะที่เราอยากให้นักท่องเที่ยว มาเมืองไทยและได้ซื้อสินค้าสัญลักษณ์ประเทศ ของชําร่วย ท่านประธานครับ ผมเห็น ฝรั่งมังค่าซื้อหัวโขนจําลอง หัวทศกัณฐ์ หัวพระลักษณ์ หัวพระราม หรือหัวหนุมานไปนะครับ ท่านประธานครับ ลองนึกภาพดูสิครับว่าถ้าประเทศเราได้รื้อฟื้นโรงละครแห่งชาติให้เขาซื้อ หัวโขนจําลองไปเพราะเขาชื่นชมในการดูโขนที่โรงละครแห่งชาติ คุณค่ามันจะขนาดไหน และหัวโขนจําลองเราจะขายได้เท่าไร รับรองครับเกาหลีมาแข่งเรื่องหัวโขนกับเราไม่ได้ เพราะเราเป็นชาติแห่งโขน ประเทศอื่นเขาลืมไปหมดแล้ว แต่เราปล่อยให้โรงละครแห่งชาติร้าง ท่านประธานครับ ฝรั่งมังค่าซื้อเรือสุพรรณหงส์จําลอง ท่านประธานครับ เมื่อฝรั่งซื้อ เรือสุพรรณหงส์จําลองนั้นเขาดูแต่เรือมันสวยเท่านั้นละ แต่ไฉนเราจึงไม่รื้อฟื้นพิพิธภัณฑ์ เรือพระที่นั่งซึ่งไปอยู่ในกองทัพเรือจมหมกอยู่ เข้าไปดูก็แสนเข็ญ ร้อนก็ร้อน เรือก็อยู่ไม่ครบ ทําไมคิดไม่เป็นทําไมทําไม่เป็น เราจะมีบริษัทมหาชนสักบริษัทหนึ่งซึ่งบริหารโรงละคร แห่งชาติที่เล่นโขน บริหารกองเรือ พิพิธภัณฑ์กองเรือพระที่นั่ง ซึ่งปีละหนถึงจะได้ออกสู่ ท้องแม่น้ําหรือบางทีหลายปีหนกว่าจะออกสู่ท้องแม่น้ํา ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เขาจะควบคู่กับสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราโดดเด่น สิ่งที่ใครก็ กินเราไม่ลง เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรมากหรอกครับ บางทีคิดเอาง่าย ๆ คิดเอาของเดิม ๆ ที่บรรพบุรุษเคยทําไว้ให้นี่ละ ก็เป็นภูมิปัญญาทางเอกลักษณ์และทาง วัฒนธรรม ก็จะเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งง่าย ๆ หญ้าปากคอก ก็ท่านประธานก็เห็นอยู่ ว่าโกดังข้าว โกดังเลื่อยไม้ของบริษัทอีสต์เอเชียติก มาทําเป็นศูนย์การค้าริมฝั่งเจ้าพระยา รื้อฟื้นขึ้นมาหน่อยเดียว ผมถามสิครับว่าโกดังเลื่อยไม้กับโกดังข้าวของบริษัทอีสต์เอเชียติก จะมาเทียบกับกองเรือพระที่นั่ง เรือสุพรรณหงส์ เรืออนันตนาคราชอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ แห่งเดียวในโลกได้อย่างไร อย่างนี้ต้องสร้างสรรค์อะไรมากมายครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมยังคิดว่าท่านคิดไว้แล้ว แต่ไม่สโคป (Scope) ลงที่ทํา พระที่นั่งอนันตสมาคมติดกับเราตรงนี้ ท่านประธานคงเห็น ทําเงินมาหาศาลในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวมหาศาล บรรพบุรุษสร้างไว้ ให้เราเป็นเอกลักษณ์เกินกว่าที่ใครจะมาก้าวล้ําเราได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังอยาก ให้สโคป (Scope) ลงมาว่าในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้เราสโคป (Scope) มาไว้ที่ เศรษฐกิจทางเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของเราให้จงหนัก และนําไปสู่การปฏิบัติที่เป็น รูปธรรมในช่วงระยะเวลาที่ชัดเจน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้เป็นแบบอย่างได้ ส่วนอะไรที่เป็น หลักการเบลอ ๆ กันอยู่จะไปแข่งแอนิเมชัน (Animation) หรือจะไปแข่งสร้างหนังหรือจะไป แข่งเกม อะไรก็ว่ากันไปนะครับผมไม่ว่า เพราะล้วนแต่เป็นชื่อว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่อย่างไรก็ตามให้กลับมาแข่งขันที่ผ้าไหม ที่หัวโขน ที่เรือสุพรรณหงส์กันเถอะ ผมเชื่อว่า ชาติใด ๆ ก็มาก้าวล้ํา มันเหนือกว่าเราไม่ได้ก็แล้วกัน ขอขอบคุณครับท่านประธาน