รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๕๒/๒๕๕๘
วันอังคารที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่เราจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระกา รประชุมวันนี้ ผมจะขอให้ท่านสมาชิก ได้ปรึกษาหารือก่อนท่านละ ๒ นาที ตามธรรมเนียมที่เราปฏิบัติมา นะครับ ทีนี้รายชื่อ ที่แจ้งไว้ ขณะนี้ ๗ ท่าน ท่านที่ ๕ ท่านฐิติ ขออนุญาตลําดับ ๑-๔ ว่าท่านขอหารือ เปึนลําดับที่ ๑ ๑. คือคุณชาลี เจริญสุข ๒. นายวิบูลย์ คูหิรัญ ๓. คุณบุญเลิศ คชายุทธเดช ๔. รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ๔ คนอนุญาตไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
เชิญคุณฐิติครับ
กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ทุกท่านครับ ผม ฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ สมาชิก ๐๗๑ ท่านประธานครับ พวกเราต่างคน ได้ทําหน้าที่มา ๙ เดือนเศษแล้วนะครับ แล้วผมยังไม่เห็นความวุ่นวายเกิดขึ้นในสภา แห่งนี้เลย แล้วก็ยังไม่แน่นะครับว่าจะมีสภาแบบนี้อีกต่อไป นะครับ เหตุเพราะว่า เรามีความสมานสามัคคีกัน ถึงแม้ว่าจะมีความคิดเห็นต่างกันก็ตามนะครับ แต่ผมว่า ในโลกนี้ไม่มีแล้วสภาที่ดีอย่างนี้นะครับ ท่านครับ ผมคิดว่าท่านประธานอยากจะเห็นพวกเรา ใน ๒๕๐ คน ถึงแม้ว่าจะขาดไปแล้ว ๑ คน เราจะทําอย่างไร ซึ่งเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี่นะครับ เราจะทําอย่างไรครับ เราเพียงแยกกันแต่ตัวแต่ใจเราคงจะไม่ได้จากกัน เราจะทําอย่างไรถึงจะหารือกันได้ แล้วมีการติดต่อสมานสามัคคีกันในระยะยาวนะครับ ในฐานะที่ท่านประธานเปึนประมุข ของสภาแห่งนี้ ผมคาดว่าท่านประธานคงจะมีวิถีทางอะไรก็ได้ที่ทําให้พวกเรามีโอกาส ได้ติดต่อและประสานงานกัน เพื่อที่ได้พบปะหารือหรือว่าจะได้รําลึกถึงกันอยู่เสมอ เพราะเราทํางานร่วมกันมาในนี้ได้ด้วยความยากลําบาก จะเหนื่อยจะยากอย่างไรก็แล้วแต่
แต่เราก็อยู่ในขอบเขตของเรา มาตลอด แล้วเราก็เปึนสภาที่น่ารักมากที่สุดในโลกนี้ ผมกล้าท้าได้ว่าไม่มีสภาใดในโลกนี้ดีเท่ากับประเทศไทย ณ เวลานี้นะครับ ผมว่าท่านประธานถ้ามีอะไรที่เราจะทํา สิ่งอะไรต่าง ๆ ที่มีทุนหรืออะไรนี้นะครับ ท่านประธานสามารถที่จะมีบัญชามานะครับ หรือจะปรึกษากันวิธีไหนก็ได้ เพื่อที่พวกเรา สมาชิกทุกคนก็น้อมรับที่จะรับฟังคําพูดของท่านนะครับ คาดว่าท่านประธานคงจะกรุณา ที่ให้พวกเราได้อยู่เปึนกลุ่มเปึนก้อน แล้วก็อยู่กันได้โดยไม่มีความแตกแยกกัน ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ประเด็นนี้เดี๋ยวเราจะได้พิจารณากันและดําเนินการ ขอบคุณที่ให้คําแนะนํา ถัดไปตามลําดับ คุณชาลี เจริญสุข ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม ชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดฉะเชิงเทรา วันนี้ขอหารือ เรื่องเร่งด่วนเรื่องที่สําคัญนะครับ เพราะว่าผมเองก็ได้รับการหารือแล้วก็ร้องเรียนมา อีกทีหนึ่งนะครับ
เรื่องแรกก็คือเรื่องแรงงานต่างชาติ ตอนนี้แรงงานต่างชาติก็เปึนส่วนหนึ่งในการที่จะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนะครับ โดยเฉพาะผู้รับเหมาที่ต้องการใช้แรงงานต่างชาติ วันนี้ประสบปัญหาอีกแล้วครับท่าน ก็คือว่ามีการป่ดการเป่ดเปึนระยะในการที่จะขึ้นทะเบียน ตรงนี้เราทราบถึงเจตนารมณ์ว่ารัฐบาลไม่อยากให้เสรีในเรื่องแรงงาน การขึ้นทะเบียน แรงงานต่างชาติ แต่เนื่องจากเปัาหมายใหญ่ที่เราต้องการก็คือเรื่องของการที่ให้ แรงงานต่างชาติใต้ดินขึ้นมาบนดินให้ได้ ฉะนั้นผมจึงได้รับการร้องเรียนมาว่า ถ้าหากเปึนอย่างนี้ทางผู้ประกอบการ ก็ต้องการแรงงาน ต้องการที่จะทํางานในโครงการ ของภาครัฐให้เสร็จเพื่อไม่ให้ถูกปรับ ถ้ามีการเข้ มงวดทางผมเองก็จะต้องยอมรับว่า เปึนเรื่องที่ดี แต่ถ้าจะสนองนโยบายของรัฐเพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ อยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตํารวจก็ดีนะครับ ถ้าเมื่อมีการดําเนินการจับกุมแล้วอยากให้นําไป ขึ้นทะเบียนหรือเป่ดขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องเพื่อนําแรงงานต่างชาติใต้ดินขึ้นมำบนดินให้ได้ แล้วก็ไม่เปึนอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย เพราะว่ามิฉะนั้นผู้รับเหมาเอง ก็จะต้องถูกปรับ อีกเรื่องนะครับ เรื่องนี้ผมขออนุญาตนิดเดียวเพราะว่าอนาคต จะเกิดปัญหาแน่ เพราะว่าเรื่องลอตเตอรี่มีการหารือในสภาแห่งนี้แล้วครับ ลอตเตอรี่ตอนนี้ ขณะนี้ผู้ขายกําไรน้อย อยากให้ทางรัฐบาลได้พิจารณาว่าช่องทางการที่จะส่งลอตเตอรี่ ไปยังคนที่จําหน่าย อยากให้ช่องทางของธนาคารของรัฐเปึนสื่อกลาง ก็คือธนาคารของรัฐ มีอยู่ทั่วประเทศแล้วให้เปึนคนกลางแทนที่จะเปึน ๕ เสือหรือ ๗ เสือแล้วเรากําหนดให้ผู้ขาย ได้มีรายได้อย่างแน่นอน ล้วก็ไม่มีการบิดเบือนราคา และสุดท้ายนี้ก็ขอให้พิจารณาว่า ถ้าให้ทางธนาคารของรัฐเปึนกลไก เปึนสื่อกลางในการที่จะจัดสู่ผู้จําหน่ายแล้วก็ให้ยกเลิก ทางจังหวัดไป เพราะว่าจังหวัดมีข้อครหาเยอะว่ามีการบิดเบือนราคาหรือว่าไม่ทั่วถึง ไม่ถึงผู้ที่จําหน่าย อันนี้ก็ฝากทาง ครม. คณะรัฐมนตรีได้พิจารณา ๒ เรื่องครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณวิบูลย์ คูหิรัญ ครับ
กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายวิบูลย์ คูหิรัญ สมาชิกสภาปฏิรูป ห่งชาติ ใคร่ขอหารือผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี เรื่องเร่งประกาศรับซื้อไฟฟัาจากโรงไฟฟัาขยะ เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและใช้ประโยชน์
จากขยะ ตามที่ผมได้เคยหารือไว้ที่จะให้รัฐบาลจัดงบประมาณสนับสนุนเทศบาล ในการก่อสร้างโรงไฟฟัาขยะ เพื่อเทศบาลนําไปสร้างโรงไฟฟัาใช้กําจัดขยะที่ล้นทั่วไปแล้ว ขณะนี้ได้ทราบว่ามีเอกชนที่มีความสําเร็จในการดําเนินการโรงไฟฟัาจากหญ้าเนเป้ยร์ หมักเปึนแก๊ส มีความสนใจที่จะสร้างโรงไฟฟัาจากขยะได้รับสัมปทานแล้ว จาก อบจ. แห่งหนึ่งในภาคกลาง ซึ่งได้ให้ผู้เชี่ยวชาญที่ทํางานอยู่ด้วยมาดูแล้ว มีความเหมาะสมที่จะดําเนินการได้ ประกอบกับคณะอนุกรรมาธิการได้รับข้อมูลว่า ในพื้นที่ภาคกลางนี้ระบบสายส่งของการไฟฟัาฝ์ายผลิตแห่งประเทศไทยสามารถรองรับ ในการที่จะรับซื้อไฟฟัานี้ได้ แต่ปรากฏว่ายังไม่มีการประกาศรับซื้อจึงเ ห็นว่า ควรจะเร่งประกาศรับซื้อไฟฟัาจากโรงไฟฟัาขยะโดยเร็ว และผมใคร่ขอเรียนข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในเรื่องนี้ทางโครงการหลวง โดยหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ได้รับสั่งกับผมไว้ว่าน่าจะรีบกําจัดขยะที่เปึนปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม โดยนําไปผลิตไฟฟัา จะได้ประโยชน์ทุกทาง ซึ่งต่างประเทศทํากันอย่างมากมาย และฝ์าพระบาทยินดี ที่จะสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณบุญเลิศ คชายุทธเดช ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม บุญเลิศ คชายุทธเดช หรือบุญเลิศ ช้างใหญ่ ๒ นาทีที่จะหารือกับท่านประธานก็ เปึนเรื่องที่ จะเรียนให้ทราบถึง การทํางานเพื่อการประชาสัมพันธ์สภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา ในฐานะที่คณะกรรมาธิการวิสามัญประชาสัมพันธ์เพื่อการปฏิรูปมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบ ในจุดนี้นะครับ เรื่องแรกก็คือเรื่องเอกสารแผ่นพับที่ใช้ชื่อว่า เสียงประชาชน เสียงปฏิรูป ในเอกสารแผ่นพับ ๔ พับนี้มีคุณค่าและมีความสําคัญอย่างยิ่งทั้งของประชาชน แล้วก็ท่านสมาชิก สปช. เนื่องจากว่าเราได้รวบรวมวาระปฏิรูป ๓๗ วาระ แล้วก็วาระการพัฒนา อีก ๖ วาระ ที่จะแจกให้กับท่านสมาชิกก็อยู่ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ห้องโถงด้านล่าง ติดกับสื่อมวลชน
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ตามที่ท่านประธานอาจารย์เทียนฉาย และท่านรองทัศนาได้กรุณามาเป่ดแถลงข่าวเสียงปฏิรูปออนไลน์ (Online) ซึ่งเปึนสื่อออนไลน์สําหรับเปึนช่องทางในการสื่อสารการทํางานของ สปช. ไปสู่พี่น้องประชาชน บัดนี้มีความคืบหน้าในการทํางานประชาสัมพันธ์ขึ้นมา อีกประการหนึ่ง ก็คือว่าเราได้มีการเป่ดสถานีวิทยุออนไลน์ขึ้ นเพื่อเปึนอีกช่องทางหนึ่งสําหรับการกระจาย ข่าวสาร ทั้งนี้ท่าน สปช. และพี่น้องประชาชนสามารถจะเข้าไปอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ เสียงปฏิรูปและฟังสถานีวิทยุออนไลน์ เสียงปฏิรูป ขอเพียงได้โหลด แอพพลิเคชัน (Load application) เสียงปฏิรูปนี่ รายละเอียดจะเปึนแผ่นพับที่ทํา ขึ้นมาอย่างง่าย ๆ ที่ได้แจกให้กับท่านสมาชิก หรือท่านใดยังไม่ได้รับก็กรุณาแจ้งเพื่อที่เราจะได้นําไปมอบ ให้กับท่านนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ
รองศาตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ : ท่านประธานที่เคารพ เรื่องที่ ๑ การส่งเสริมเอกลักษณ์ไทย คนไทยมีความเปึนไทยมายาวนานครับ อย่างน้อยผมว่า ก่อน พ.ศ. ๕๐๐ จนถึงปัจจุบันนี้นานมาก เพราะฉะนั้นความเปึนไทยจึงเปึนเรื่องหนึ่งที่สําคัญ ที่แสดงถึงความเปึนชาติพันธุ์ของเรา ซึ่งมีชื่ออยู่ประมาณ ๖๐-๗๐ ชื่อ ชื่อของความเปึนไทย เรื่องแรกคือเรื่องการแต่งกาย วันนี้ผมเองและพี่น้อง สปช. หลายคนสวมเสื้อไทย คอพระราชทาน ซึ่งเปึนสิ่งที่เปึน สิริมงคลและรูปงดงามมาก ผมมีเสื้อคอพระราชทาน
เปึนตัวแรกในการมาเปึน สปช. นี่เอง นี่คือสิ่งที่ดีงามที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม ท่านประธานเอง ท่านก็สวมเสื้อไทย ผ้าไทย แม้ว่าผ้าไหม ผ้ายก ผ้าทอหาดเสี้ยว หรือผ้าอื่นก็แล้วแต่ นี่คือความงดงามของความเปึนไทย เอกลักษณ์ไทย ผมก็อยากให้มีสิ่งนี้ให้มากขึ้น ๆ แล้วสะดวกในการสวมใส่ครับท่านประธาน รีดก็ไม่ยากทุกวันเพราะผ้าไหมมีหลายแบบ นอกจากผ้าไหมที่รีดยากต้องส่งซักแห้ง ยังมีผ้าไหมที่ไม่ส่งซักแห้ง ซักด้วยมือ แล้วฉีดน้ํายานิดหน่อยก็สวมได้ อย่างเสื้อที่ผมสวมนี้ไม่ต้องรีด ซื้อจากร้านแล้วก็ใส่เลยครับ ไม่ค่อยยับ ผ้าดีครับ ผ้ายกเมืองนครนี่ไม่ยับเลย ๒๐ ป้นี่สบายมากแต่ละตัว เรื่องที่ ๒ ก็คือ เรื่องของเอกสารและจดหมายเหตุซึ่งเปึนเรื่องสําคัญครับ ขณะนี้หลายจังหวัดยังไม่ได้ส่งมา ส่งมาแล้วประมาณ ๕๐ จังหวัด เพราะฉะนั้นที่ท่านจัดเวที ๑๑ เวที ๑๕ เวที เอกสารสําคัญ ส่งมาเถอะครับ แล้วกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการหลายชุดที่ประชุมกันแล้วเอกสารสําคัญ ส่งครับ บันทึกเสียงวิทยุ โทรทัศน์ ทุกอย่างส่งมาที่ฝ์ายอนุกรรมาธิการรวบรวมข้อมูล เอกสารและจดหมายเหตุสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทัศนา บุญทอง เปึนประธานอยู่ และห้องที่รับคือข้างล่างติดกับห้องที่พักของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ถ้าท่านไม่ส่ง ตอนนี้อีก ๕๐๐ ป้ข้างหน้าจะไม่มีชื่อและ นามสกุลท่าน อยู่ในเอกสาร ไม่มีเสียงและไม่มีภาพของท่าน เพราะฉะนั้นส่งเถอะครับ ลูกหลานท่าน จะได้รู้ได้เห็นว่าท่านได้ทําสิ่งสําคัญไว้ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณประสาร มฤคพิทักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. ๑๓๒ ท่านประธานครับ ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในกระบวนการแก้ไข ซึ่งก็จะเปึนร่างที่ ๒ ถือว่ายังไม่สิ้นกระแสความนะครับ จะสิ้นก็ต่อเมื่อส่งให้กับ สปช. นั่นเอง จุดหนึ่งซึ่งเปึนเรื่องเล็ก ๆ ซึ่งโฆษกของกรรมาธิการได้แถลงเปึนข่าวไปแล้วก็คือ การเลือก ส.ว. การเลือก ส.ว. เฉพาะกลุ่มอาชีพ องค์กรอาชีพ แล้วก็บอกว่าให้ กกต. จับสลากเลือกให้เหลือ ๑๕ คน ตรงนี้ผมอยากจะเรียนด้วยความเคารพ ส่วนอื่น ๆ นั้น ผมก็เห็นด้วยเยอะแยะหลายส่วนนะครับ ประมาณ ๗๕-๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่ผมเห็นด้วย แต่ตรงนี้ถือเปึนเรื่องสําคัญครับ ไม่มีวิธีอื่นจะนํามาใช้ เช่น ลงคะแนนกันแล้วเหลือ ๒ คน ๓ คน คะแนนเท่ากันก็เลยจับ สลาก แต่ผมเชื่อว่ามีวิธีอื่นที่สามารถจะทําได้ ถ้าเผื่ออยู่ ๆ มี ส.ว. ขึ้นมา แล้วก็บอกว่าเปึน ส.ว. จับสลาก ผมว่าเจ้าตัวเองก็คงจะไม่ดีใจ และเจ้าตัวเองก็คงจะละอายใจที่ถูกแนะนําว่าเปึน ส.ว. จับสลาก ดังนั้นผมอยากจะเรียน ผ่านไปถึงประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าตรงนี้ต้องแก้ไขครับ ถ้าไม่แก้ไข ก็จะกลายเปึนประเด็นที่ถูกนําไปขยายผลโต้แย้ง และทําให้ภาคส่วนอื่นจะมีปัญหาไปด้วย ส่วนประเด็นอื่น ๆ ผมคิดว่าเราคงจะให้โอกาส ให้เวลา และต้องถือว่ายังอยู่ในกระบวนการแก้ไข ที่สามารถจะปรับแก้กันได้อีก ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณคณิศร ขุริรัง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คณิศร ขุริรัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดหนองบัวลําภู ตามที่ กสทช. ได้ประกาศ เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๘ ให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแบบซิมเติมเงินและไม่ได้ลงทะเบียน กับผู้ให้บริการเครือข่ายไว้จะต้องไปลงทะเบียนภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ นั้น ต้องขอขอบคุณทาง กสทช. ที่เห็นความสําคัญว่าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือนั้นจะต้องแสดงตน เพื่อปัองกันการก่ ออาชญากรรมต่าง ๆ เพื่อปัองกันการประพฤติผิด คิดมิชอบต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรือนจํา ซึ่งปัจจุบันนี้ในเรือนจํานั้นถ้าใครสามารถนําโทรศัพท์มือถือพร้อมซิม เข้าไปได้นั้นราคาถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเครือข่าย การค้ายาเสพติดนั้นสามารถที่จะสั่งยาเสพติดโดยใช้ โทรศัพท์นี่แหละครับจากเรือนจํา เพราะฉะนั้นก็ถือว่า กสทช. เห็นความสําคัญ แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่นั้นก็คือการสร้างความเข้าใจ
กับพี่น้องประชาชนว่ามีเหตุผล มีวัตถุประสงค์อย่างไรที่ให้พี่น้องประชาชนไปลงทะเบียนซิมไว้นั้น ดังนั้นจึงอยากให้ กสทช. สร้างการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุก พูดถึงผลดีในการลงทะเบียนซิม กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกที่ลงชื่อไว้อภิปรายท่านละ ๒ นาทีนั้นหมดแล้ว ยังพอมีเวลา ไม่ทราบมีท่านใด อยากจะตั้งประเด็นเพิ่มเติมในขั้นนี้ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ไม่มีนะครับ
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๒๓๘ คน
ขณะนี้มีสมาชิก มาลงชื่อเข้าประชุมแล้ว ๑๗๙ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมจะขอดําเนินการประชุม สภาปฏิรูปแห่งชาติต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
- รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน
วาระปฏิรูปที่ ๔ : การปฏิรูประบบงบประมาณ (รอบ ๒)
วาระปฏิรูปที่ ๓ : การปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น (รอบ ๒)
วาระปฏิรูปที่ ๕ : การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงาน แห่งรัฐ (รอบ ๒)
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากคณะกรรมาธิการเสนอรายงานต่อสภาปฏิรูป แห่งชาติเพื่อให้พิจารณามีจํานวน ๓ วาระปฏิรูป ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา ผมจะขอให้ประธานกรรมาธิการแถลงรายงานผลการพิจารณาในแต่ละวาระปฏิรูป และให้สมาชิกอภิปรายตามที่ประธานกรรมาธิการได้แถลงรายงาน จากนั้นผมจะขอมติ จากที่ประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการทีละวาระปฏิรูป โดยจะเริ่มพิจารณาวาระปฏิรูปที่ ๔ การปฏิรูประบบงบประมาณ (รอบ ๒) นะครับ
ผมขอเรียนเชิญท่านกรรมาธิการปฏิรูปการบริ หารราชการแผ่นดิน ได้เข้าประจําที่ด้วยนะครับ เรียนเชิญท่านกรรมาธิการครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยในคราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๗/๒๕๕๘ เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบแนวทางการดําเนินการของ คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน วาระปฏิรูปที่ ๔ การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูป ระบบงบประมาณและการคลังท้องถิ่นแล้ว โดยให้คณะกรรมาธิการนําความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปเปึนแนวทางในการพัฒนารายงาน วิธีการและกระบวนการ ปฏิรูปพร้อมแผนดําเนินการเพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนั้น
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาและปรับปรุงรายงาน วาระปฏิรูปนี้เสร็จแล้ว จึงได้เสนอรายงานเพื่อให้ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณา ในวันนี้
ด้วย ประธานกรรมาธิการได้มีหนังสือขออนุญาตให้อนุกรรมาธิการ เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม เพื่อให้การแถลงรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินเปึนไปด้วยความถูกต้อง ครบถ้วนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๙๗ วรรคท้าย ขอเชิญท่านผู้มีรายนามต่อไปนี้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยนะครับ ๑. นายสุชาติ เวโรจน์ ๒. นางสาวทัศนีย์ ดุสิตสุทธิรัตน์ ถ้าท่านกรรมาธิการพร้อมแล้ว ท่านประธานพร้อมแล้ว เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้แถลงรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน ขออนุญาตเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน วาระปฏิรูปที่ ๔ เรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณ ซึ่งเปึนการเสนอ ในรอบ ๒ โดยในรอบแรกคณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องนี้ต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติไป เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ และที่ประชุมได้กรุณาให้ข้อสั งเกตและข้อเสนอแนะ
ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูป ระบบงบประมาณและการคลัง ในคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินได้รับไปปรับปรุง แก้ไข ให้มีความถูกต้อง เหมาะสม และสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรายละเอียดของรายงานกระผมจะขออนุญาตให้ ท่านอาจารย์ดอกเตอร์สีลาภรณ์ บัวสาย ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบงบประมาณ และการคลังเปึนผู้นําเสนอต่อท่านประธาน และที่ประชุมแห่งนี้เพื่อโปรดพิจารณา ให้ความเห็นชอบก่อนที่จะดําเนินการต่อไป ขออนุญาตครับ ขอบพระคุณครับ
เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมค่ะ ดิฉัน สีลาภรณ์ บัวสาย ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูป ระบบงบประมาณ และการคลัง เรื่องระบบงบประมาณเปึนเรื่องที่ทุกท่านก็คงทราบดีว่ากองทัพเดินได้ด้วยท้อง ถ้าเราพูดถึงการปฏิรูปอะไรทั้งหลายถึงที่สุดแล้วมันก็คือว่าวิธีการใช้เงิน แล้วก็เงิน ที่ถูกจัดสรรไปเพื่อทํางานมันไปหรือไม่ อย่างไร แล้วอีกประการหนึ่งก็คือว่าเวลาที่เราพูด เรื่องการจัดการตัวเองของภาคประชาชน
คําว่าจัดการตัวเองแท้ ๆ เลยนี่มันหมายถึงการจัดการงบประมาณ การจัดการทรัพยากร เพราะว่ามันเปึนสิ่งที่จะต้องตัดสินใจแล้วก็ต้องจัดลําดับความสําคัญว่าควรจะทําอะไร หรือไม่ อย่างไร ระบบงบประมาณที่ผ่านมาเรามีปัญหาอยู่หลายประการ ซึ่งเดี๋ยวจะได้นําเสนอต่อไป ในการนําเสนอคราวที่แล้วคณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องสภาพปัญหาพัฒนากา รของระบบ งบประมาณ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิรูประบบราชการและระบบงบประมาณ เรื่องกรอบแนวคิดในการปฏิรูประบบแล้วก็การออกแบบระบบงบประมาณใหม่ ซึ่งได้วางโครงคร่าว ๆ แล้วก็ได้รับข้อเสนอแนะที่เปึนประโยชน์ยิ่งจากท่านสมาชิก สําหรับการนําเสนอในครั้งนี้จะขอทบทวนเรื่ องสภาพปัญหานิดหนึ่ง พูดถึงกรอบแนวคิด ที่จะทําระบบงบประมาณตามพื้นที่คู่ขนานกับงบประมาณตามภารกิจ แล้วก็พูดถึง ตัวกระบวนการงบประมาณตามพื้นที่ว่าหน้าตาเปึนอย่างไร การปรับเปลี่ยนกลไก กระบวนการ ขั้นตอน กฎหมาย ระเบียบ แล้วก็แผนขั้นตอนของการปฏิรูปและตัวชี้วัด ความสําเร็จ ตัวสภาพปัญหาของระบบงบประมาณที่เปึนอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ในปัจจุบัน ประเด็นแรกเลยคือวิธีการงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันนั้นวิธีการงบประมาณ เปึนกระบวนการที่เรียกว่าประชาชนเลือกผู้แทนราษฎรหนเดียว ๔ ป้ครั้ง หรือความถี่ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้ง แล้วเมื่อเลือกไปแล้วคนเหล่านั้นคือคนที่มาตัดสินใจ พระราชบัญญัติงบประมาณที่รัฐสภา กระบวนการทํางบประมาณเปึนการที่ให้ส่วนราชการ เปึนคนจัดทําคําขอ แล้วส่วนใหญ่ก็คือส่วนราชการผ่านไปยังกระทรวง แล้วก็ไป สํานักงบประมาณ แล้วก็เข้าสู่รัฐสภาในฐานะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่าย ประจําป้งบประมาณ พูดง่าย ๆ ว่าหลังจากที่ประชาชนเลือกผู้แทน ของเขาไปแล้วนี้ ชาวบ้านไม่สามารถจะมีสิทธิมีเสียงอะไรมากกว่านั้นได้ในการตัดสินใจใช้ทรัพยากร เพื่อที่จะบริหารกิจการที่กระทบต่อตัวเขา มีอยู่นิดหนึ่งก็คือส่วนที่เปึนงบของท้องถิ่น อันนั้นที่จะใกล้ชิดมากขึ้ น แต่เงินก้อนใหญ่ ๆ คือประมาณกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เปึนงบประมาณที่ผ่านกระทรวงต่าง ๆ แล้วนั่นก็เปึนส่วนที่ไม่ว่ามันจะลงไปทํางานที่พื้นที่ หรือไม่ อย่างไร เช่นตอนนี้เราประสบปัญหาน้ําแล้ง คนในพื้นที่ต้องการระบบชลประทาน ต่อให้ทําแผนขึ้นมาก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่าจะได้ เงินมาในป้ไหน อย่างไร ผ่านกรมชลประทานหรือผ่านอะไร เพราะว่าต้องไปต่อคิว แล้วก็การดีเฟนด์ (Defend) งบประมาณซึ่งก็มีเรื่องของอํานาจต่อรองทางการเมืองค่อนข้างเยอะ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ
เมื่องบประมาณลงไปที่พื้นที่ก็จะเกิดสภาพเบี้ยหัวแตกค่อนข้างมาก ลงไปแล้วไม่เกิดผล เปึนชิ้นเปึนอัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทําได้ในระดับหนึ่ง แต่ว่าส่วนราชการ ซึ่งมีงบก้อนใหญ่กว่าจะทําก็ไม่สามารถทําได้ ผลก็คือว่าเมื่อเราเทเงินจํานวนมหาศาล ลงไปในการพัฒนาชนบทมันไม่เกิดผลงอกเงย ไม่เกิดความชุ่มชื้นของแผ่นดินขึ้นมาได้ เหมือนเทน้ําลงทะเลทรายมากกว่า กระบวนการจัดทําคําขอใช้เวลาค่อนข้างนาน ประมาณป้ครึ่งถึง ๒ ป้ครึ่ง ซึ่งทําให้มันไม่ทันกับปัญหาความต้องการ การจัดลําดับ ความสําคัญของแผนงาน โครงการก็มักจะถูกจัดโดยกระทรวง แล้วถ้าจะพูดโดยแท้ที่จริงแล้ว จัดมาโดยกรมต่าง ๆ สํานักงานปลัดกระทรวงก็ไม่ค่อยได้ทําหน้าที่ในการที่จะประเมินว่า ตกลงลําดับความสําคัญของกระทรวงหนึ่ง ๆ นั้นมันควรจะเปึนอะไรกันแน่ ไม่มีการติดตาม ว่าตกลงป้ที่ผ่านมาผลได้เปึนอย่างไร ผลสัมฤทธิ์เปึนอย่างไร เพื่อที่จะบอกว่าป้นี้ยังควรจะทํา ต่อไปหรือไม่ และในข้อเท็จจริงก็คือเมื่อมีการจัดสรรงบประมาณไปแล้วยังไปถูกปรับ แล้วก็เปลี่ยนในช่วงประมาณปลาย ๆ ป้งบประมาณ ช่วงเวลาประมาณเดือนที่ ๘ เดือนที่ ๙ ก็จะมีงบเหลือจ่าย แล้วก็เกิดการเปลี่ยนหมวด ทั้งหมดนี้ทําให้เกิดสภาพของ การใช้งบประมาณที่ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างที่ควรจะเปึน ตัวแนวคิดในการปฏิรูประบบ งบประมาณนั้นได้ออกแบบว่าเรามองจากภาพของยุทธศาสตร์ชาติเปึนตัวที่เปึนกรอบกํากับ การจัดสรรงบประมาณทั้งหมด
ซึ่งมีงบ ๒ ส่วน ก็คืองบที่เรียกว่างบตามภารกิจกับส่วนที่เสนอเพิ่มขึ้นมาคืองบตามพื้นที่ อันนี้เปึนการออกแบบเพื่อสร้างระบบตัวใหม่คู่ขนาน เราไม่สามารถจะอยากได้ผล แบบใหม่ได้ถ้าเราไม่จัดการแบบใหม่ เราไม่มีอะไรใหม่เติมเข้าไปนี่เราจะไม่เห็นอะไรใหม่ เกิดขึ้น สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในนี้ก็คือการวางระบบคู่ขนานกับระบบตามภารกิจ คือเรียกว่า เปึนระบบงบประมาณตามพื้นที่ซึ่งวางอยู่บนหลักการ ๖ ประการ หลักการที่กํากับ กระบวนการจัดทํางบประมาณคือเรื่องของการมีส่วนร่วม ความรับผิด ความโปร่งใส บูรณาการ การมุ่งผลลัพธ์ และความเปึนธรรม อันนี้เปึนตัวการออกแบบแนวคิด ที่สัมพันธ์กับเรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณ ในเรื่องของการมีส่วนร่วมนั้นได้วางหลักว่า ก ร ะ บ ว นกำ ร นี้ตา ม ห ลัก วิชำ กำ รเ รีย ก ว่า พำ ร์ทิซิเ พ ต อ รี บัด เ จ ต ติง (Participatory budgeting) คือกระบวนการทํางบประมาณแบบมีส่วนร่วม ซึ่งคราวที่แล้ว ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ ได้มานําเสนอให้ฟังแล้วว่า ได้มีการนําไปใช้ในหลายประเทศ ตั้งแต่ประมาณ ๓๐-๔๐ ป้ที่แล้ว เริ่มต้นจากที่ ประเทศบราซิลแล้วก็ไปในหลายที่ ไม่ใช่เรื่องที่ใหม่เสียที เดียว แต่เปึนเรื่องที่ประเทศไทย ไม่ได้เอามาใช้อย่างเต็มรูปแบบ กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดทํางบประมาณจะเปึนการเป่ดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีอํานาจในการตัดสินใจ งบประมาณในรายป้ได้ หมายความว่าไม่เพียงเลือกผู้แทนราษฎรไป ๔ ป้ครั้ง แล้วเขาไปตัดสินใจอะไรก็ไม่รู้ในรัฐสภานี่นะคะ ก็จะเปึนการที่เรียกว่าประชาชนสามารถ จะรู้ได้ว่างบประมาณที่จะลงมาสู่พื้นที่ของตัวเปึนจํานวนเท่าไร แผนงาน โครงการ ไม่ว่าจะจากงบประมาณของท้องถิ่น หรือของส่วนราชการตามภารกิจต่าง ๆ ที่จะลงมา ในพื้นที่เปึนอะไรบ้าง แล้วก็มีกระบวนการที่เป่ดกว้างให้ประชาชนเข้ามาเสนอแนะทิศทางว่า ควรจะทําอะไร อย่างไร รวมทั้งจัดลําดับความสําคัญ กระบวนการนี้เปึนกระบวนการ ที่จะทําให้การเมืองในระดับพื้นที่ดีขึ้น เนื่องจากว่าภาคประชาชนเมื่อได้เห็นข้อมูลภาพรวม ของงบประมาณที่จะลงมาสู่พื้นที่ ย้ํานะคะข้อมูลภาพรวม การเห็นข้อมูลเปึ นชิ้น ๆ มีผลน้อยมาก เพราะว่าเหมือนเห็น ๑ โครงการไม่รู้ว่ามันไปต่อกับอะไร แต่ถ้าเห็นทั้งภาพ ยกตัวอย่างจังหวัดอุดรธานีจะมีงบประมาณลงไปประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ ลงไปในโครงการอะไรบ้าง ประชาชนในจังหวัดจะตื่นตัวขึ้นกับการที่จะตรวจสอบว่า เงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทลงมาแล้วทําอะไร แล้วเกิดอะไรขึ้น อันนี้จะเปึนวิธีที่การมีส่วนร่วมนี้
จะไปสร้างความรับผิดของนักการเมือง ไม่ว่าจะที่ระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ที่จะต้องตอบคําถามประชาชนว่าถ้าหากว่าจังหวัดอุดรธานีมีปัญหาเรื่องน้ําท่วม น้ําแล้งอยู่ แล้วทําไมโครงการที่จัดการเรื่องน้ําท่วม น้ําแล้งจึงไม่ผ่าน ไม่ได้รับการบรรจุ ไม่ว่าจะที่งบประมาณของระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรืองบประมาณของส่วนราชการ ความรับผิดชอบก็จะสูงขึ้นต่อประชาชนในพื้นที่ ความโปร่งใสก็จะสูงขึ้น ทําให้เกิด การบูรณาการร่วมกันระหว่างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นกับส่วนราชการที่จะต้องมี เปัาหมายร่วมกัน เปัาหมายร่วมกันก็จะเน้นไปสู่การสร้างผลลัพธ์ ทําให้เราทํางบประมาณ ในระบบผลลัพธ์ได้ดียิ่งขึ้น ถ้าหากว่าเปรียบเทียบรูปแบบการมีส่วนร่วมจากแบบเดิมนั้นก็คือ นักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ งคุยกับข้าราชการแล้วก็บอกว่าจะทําอะไร โครงการอะไรบ้าง แล้วก็ค่อยบอกประชาชนว่ามีโครงการนี้เข้ามา ก็คือรูปทางด้านซ้ายมือ รูปแบบ ของงบประมาณแบบมีส่วนร่วมก็คือเมื่อมีการพูดคุยแล้วว่าทางเทคนิคเรื่องอะไร ที่ควรจะพิจารณาต้องมาเป่ดเวทีที่คุยกับภาคประชาชนและกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่จะหารือว่า เรื่องไหนควรจะได้รับลําดับความสําคัญแล้วก็เสนอขึ้นไป ในการออกแบบกระบวนการ งบประมาณครั้งนี้อย่างที่เรียนแล้วนะคะ เรากุมด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกํากับทั้งงบประมาณ เชิงภารกิจและงบประมาณเชิงพื้นที่
ในการปฏิรูประบบงบประมาณและข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการครั้งนี้ต้องขอเรียนว่า เราไม่ได้เสนอทุกเรื่องที่เปึนเรื่อง ระบบงบประมาณ แต่เสนอเรื่องที่คิดว่าเปึนเรื่องใหม่ ที่จะเปึนการริเริ่มแล้วก็ฝ์าปัญหาของตัวระบบเดิมออกไปให้ได้มากที่สุด หลายเรื่อง ที่ยังเปึ นอุปสรรคอยู่บ้างเช่นเรื่องรีซั ลต์ เบส บัดเจตติง (Result-base budgeting) ก็ยังต้องทําให้มันดีขึ้น แต่ตัวที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาจริง ๆ ก็คือ เป่ดระบบงบประมาณแบบมีส่วนร่วมโดยเน้นเชิงพื้นที่ซึ่งเปึนสิ่งที่จะนําเสนอต่อไป กระบวนการงบประมาณเชิงพื้นที่ เปึนผังนี้นะคะ ซึ่งถ้าดูไม่ชัดรบกวนว่าดูในเอกสาร หน้า ๑๓ กระบวนการจัดทํางบประมาณตามพื้นที่ จะเห็นว่าเรากุมด้วยยุทธศาสตร์ชาติ จากข้างบนผ่านลงมาที่ยุทธศาสตร์ของกลุ่ มจังหวัดแล้วก็ลงมาถึงยุทธศาสตร์จังหวัด ระดับภาค บทบาทของราชการส่วนบนและนโยบายจากข้างบนยังดํารงอยู่ การเป่ดงบประมาณตามพื้นที่ไม่ได้แปลว่าแยกพื้นที่เปึนอิสระจากกรอบของรัฐไทย แต่อยู่ภายใต้กรอบของยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ของระดับภาค และกลุ่มจังหวัด เมื่อลงมาถึงตรงตัวที่ระดับจังหวัด จังหวัดนี้เปึนจุดที่กระทบยอด ระหว่างทอป ดาวน์ (Top down) คือนโยบายข้างบนลงมากับส่วนที่เปึนบอ ตทอม อัพ (Bottom up) คือปัญหาความต้องการของประชาชน ความเดือดร้อนที่ดํารงอยู่และเปึนจริง ซ้ําแล้วซ้ําเล่าที่ประชาชนเห็นว่าควรจะ แก้ไขดันจากข้างล่างขึ้นไป จุดที่มันไปเจอกันคือ ไปเจอกันตรงแผนพัฒนาจังหวัด เพราะฉะนั้นกระบวนการทําแผนพัฒนาจังหวัด จะเปึนจุดที่สําคัญมาก ในกระบวนการจัดทํางบประมาณอันนี้นี่แผนพัฒนาจังหวัดจะระบุว่า มีงบที่ลงมาเปึนงบเชิงบูรณาการตามพื้นที่เท่าไร แล้วก็เปึนงบตามภารกิจของกระทรวง หรือตามนโยบายสําคัญเท่าไร ผ่านมาทางช่องทางไหน ส่วนที่เปึนงบประมาณตามพื้นที่นั้น ทั้งหมดคืองบประมาณพื้นที่ แต่ว่ามีงบทางซ้ายมือต้องเรียกว่าเหมือนงบท้องถิ่น กับอีกอันหนึ่งเปึนงบตามฟังก์ชัน (Function) คือตามกระทรวงต่าง ๆ ที่ลงมาจากข้างบน ส่วนที่ขึ้นมาจากข้างล่างก็จะเปึนสิ่งที่ต้องผ่านกระบวนการสมัชชา ซึ่งเปึนการวางพื้นที่ยืน ให้กับกระบวนการสมัชชาพลเมือง กลุ่มองค์กรภาคประชาชนตั้งแต่ระดับชุมชน ตําบลขึ้นมา จนถึงระดับจังหวัด ผ่านกระบวนการทําแผนชุมชน ทําแผนพัฒนาตําบลร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึนเทศบาล อบต. จนถึง อบจ. ผ่านสภาต่าง ๆ ของท้องถิ่นก็เปึนไปตามระบบอย่างที่งบท้องถิ่นเปึน แต่ว่าทั้งหมดต้องไปกระทบยอด
แล้วไปเจอกันที่แผนพัฒนาจังหวัด เพราะฉะนั้นตัวที่สําคัญมากคือกระบวนการ ทําแผนพัฒนาจังหวั ด จุดเสี่ยงที่สําคัญของกระบวนการจัดทํางบประมาณอันนี้ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะคะ จุดเสี่ยงที่สําคัญคือตัวกระบวนการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด คณะอนุกรรมาธิการได้ประชุมปรึกษาหารือแล้วก็ได้รับฟังข้อคิดเห็นจากหลายท่าน ที่มีประสบการณ์จริงในพื้นที่ว่ากระบวนการจัดทําแผนพัฒนำจังหวัดในปัจจุบัน ยังมีข้ออ่อนอยู่ แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ปรับปรุงแก้ไขได้ คณะอนุกรรมาธิการนั้นเองได้นําเรื่องนี้ ไปเรียนหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเมื่อคราวที่คณะรัฐมนตรี ได้มาสัมมนาร่วมกับ สปช. และ สนช. ในห้องนี้เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ก็ได้เรียนปรึกษา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่าน พลเอก อนุพงษ์ว่าทิศทางการทํางาน เรื่องแอเรีย เบส (Area based) จะเปึนเรื่องใหญ่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ตอบสนองอย่างดีว่าท่านเห็นด้วยทุกประการเกี่ยวกับเรื่องทิศทางเรื่องแอเรีย เบส และระบบงบประมาณก็น่าจะเปึนตัวที่ไปเชื่อมโยงกับแนวทางการทํางาน ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านสุธี มากบุญ เองก็ได้เริ่มประชุมหารือกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศไปแล้วว่ากระบวนการทําแผนพัฒนาจังหวัดต้องปรับ ถ้าหากว่าผู้ว่าราชการจังหวัดนั่งหัวโต๊ะแ ล้วก็ไม่ว่าใครพูดอะไร ก็ผู้ว่าราชการจังหวัด พูดอยู่คนเดียวแล้วก็สรุปตามผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วกระบวนการนี้ก็จะล้มนะคะ
แล้วจุดที่ล้มแล้วก็จะเปึนจุดเสี่ยงก็คืออย่างที่เคยได้เรียนในบางวาระ บางโอกาส เมื่อเราวางระบบงบประมาณลงไปที่พื้นที่หมายถึงที่จังหวัด นักการเมือง ก็จะวิ่งตามงบประมาณลงไปที่จุดนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องรับแรงเสียดทาน ของระบบการเมืองด้วย ถ้าหากว่าไม่มีสมัชชาพลเมืองเปึนพวก ไม่มีเสียงของประชาชนเปึนพวก เพราะฉะนั้นการวางระบบเช่นนี้ทําให้กระทรวงมหาดไทยกับสมัชชาพลเมืองนี่ จะต้องทํางานด้วยกัน เพื่อถ้าหากว่าคาดหวังว่าจะทําให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น ตอบสนองโจทย์ ปัญหาความต้องการของประชาชน เพราะว่านักการเมืองไม่กลัวข้าราชการ นักการเมือง กลัวประชาชน สมัชชาพลเมืองเปึนคําตอบของกระบวนการนี้ จุดที่สําคัญก็คือ เวทีสมัชชาพลเมืองจังหวัด ซึ่งหมายความว่าแนวคิดเรื่อง จังหวัด จัดการตนเองนั้น ในสาระสําคัญที่แท้จริงคือจังหวัดนั้นภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการตัดสินใจ งบประมาณเพื่อการพัฒนาจังหวัดของตน ก็จะทําให้เกิดระบบการจัดการตนเองได้มากขึ้น สมัชชาพลเมืองจังหวัดอาจจะมีได้ ๓ ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านทรัพยากร จริง ๆ แต่ละด้านมีตัวย่อยของมันซึ่งมีการรวมกลุ่มภาคประชาชนอยู่ในหลายลักษณะ เช่น ทางด้านสังคมมีสมัชชาสุขภาพอยู่แล้ว และกําลังก่อรูปการทําเรื่องสมัชชาการศึกษาอยู่ ในด้านทรัพยากรมีกลุ่มภาคประชาชน องค์กรภาคประชาสังคม ที่ทําเรื่องที่ดิน เรื่องน้ํา เรื่องป์า เรื่องทรัพยากรชายฝัืงและประมงอยู่ ไม่น้อย ตรงนี้คือพื้นที่ เป่ดที่จะทําให้ กระบวนการสมัชชาเข้ามาเจรจาโดยใช้ข้อมูลอย่างเปึนเรื่องเปึนราวและมีอํานาจ ในการตัดสินใจว่าแผนงาน โครงการอะไรที่ควรจะได้รับการลําดับความสําคัญ สําหรับการพัฒนาในพื้นที่ตามสภาพปัญหาของพื้นที่ ในส่วนถัดไปเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณ ซึ่งอันนี้จะเปึนรายละเอียดที่คณะอนุกรรมาธิการได้ทํางาน ร่วมกับทางสํานักงบประมาณ แล้วก็วางระบบขั้นตอนว่าจริง ๆ กระบวนการจัดทํา คําขอเบื้องต้นมาจากทั้งกระทรวงและจังหวัด ผ่านไปถึงสํานักงบประมาณ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบกรอบวงเงิ น เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ กรอบวงเงินแล้วตัวเลขนี้จะถูกแจ้งไปที่แต่ละจุดคือทั้งกระทรวงและจังหวัดเพื่อให้สามารถ จัดทําแผนได้ ตรงนี้คือส่วนที่เปลี่ยน หมายความว่าเราจะเริ่มเห็นข้อมูลเปึนภาพรวม ของจังหวัด ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเห็น เราไม่เคยมีข้อมูลตัวนี้ ถ้าหากว่าทํากรอบงบประมาณ รายจังหวัดแล้วผู้ว่าราชการจังหวัดต้องจัดกระบวนการของการทําแผนพัฒนาจังหวัด
อย่างที่เรียนแล้วว่าต้องเชื่อมโยงกับสมัชชาพลเมือง ได้แผนงานขึ้นมาแล้วจึงจะส่งผ่าน สํานักงบประมาณ ผ่านคณะรัฐมนตรี แล้วจึงจะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส.ส. ยังทําหน้าที่ เช่นเดิม มีการเจรจาอนุมัติงบประมาณ แต่คราวนี้ภาคประชาชนจะสามารถตรวจสอบ ได้มากขึ้นว่าถ้าจังหวัดของตนผ่านกระบวนการที่เป่ดกว้างที่จังหวัดมาแล้ว มีโครงการเช่นนั้น เช่นนี้มาแล้ว ถ้าหากมาถึงชั้นของการพิจารณางบประมำณโดยสภานิติบัญญัติแห่งชา ติ แล้วโครงการหายไป นักการเมืองก็จะต้องตอบคําถามกับประชาชน มันเปึนการสร้าง ความรับผิดของนักการเมืองต่อประชาชนโดยตรงมากยิ่งขึ้น และเป่ดพื้นที่ให้ประชาชน สามารถตรวจสอบการทํางานของนักการเมืองได้เปึนรายป้ผ่านกระบวนการอนุมัติ งบประมาณประจําป้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดผลต่อการพัฒนากระบวน การประชาธิปไตย ได้อีกลักษณะหนึ่ง กระบวนการถัดไป กระบวนการงบประมาณ อันนี้จะมีการกํากับ โดยยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าเทียบแล้วก็คือว่าเราต้องเห็นว่าเปัาหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ เปึนลําดับความสําคัญ อันแรกเลยคือพื้นที่สีแดง กระทรวงต่าง ๆ อาจจะมีเปัาหมาย ตามภารกิจของกระทรวง จังหวัดก็มีเปัาหมายตามภารกิจของพื้นที่ เราอาจจะไม่สามารถ จัดสรรงบประมาณทั้งหมดได้ตามที่ขอ แต่ส่วนที่ได้รับลําดับความสําคัญสูงสุดก็คือ ส่วนที่มันตรงกันระหว่างเปัาหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ เปัาหมายตามภารกิจกระทรวง
และเปัาหมายตามความต้องการของพื้นที่ ตรงนั้นคือตรงที่ได้ ไพรออริตี (Priority) เพราะถ้าหากว่างบประมาณมันจํากัด เราไม่ได้มีงบประมาณเหลือเฟ๋อ งบประมาณ เมื่อมีจํากัดก็ต้องถูกจัดสรรโดยมี ไพรออริตี ถ้าซ้อนกัน ๒-๓ กระทรวงกับซ้อนกับพื้นที่ ซ้อนกับยุทธศาสตร์ด้วย อันนั้นก็จะยิ่งได้รับความสําคัญมาก การปรับเปลี่ยนกลไก และกระบวนการในการจัดทํางบประมาณตามพื้นที่ก็จะต้องเห็นบทบาทของหน่วยงาน ที่ปรับเปลี่ยนไป การปรับเปลี่ยนบทบาทของหน่วยงานท้องถิ่น หน่วยงานภูมิ ภาค และหน่วยงานส่วนกลาง โดยหน่วยงานท้องถิ่นเองนั้นจะต้องทําเรื่องหนักที่สุด ก็คือ กระบวนการทําแผนแบบบอตทอม อัพที่จะต้องขึ้นมาจากข้างล่าง โดยเฉพาะกระบวนการ ทําแผนชุมชนมาต่อกับแผนพัฒนาตําบล ในส่วนของภูมิภาคก็คือกํากับดูแลกระบวนการ จัดทําแผนจังหวัด บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหน่วยงานภูมิภาคซึ่งได้หารือกัน ในกรอบแนวคิดเมื่อตอนเสนอรอบแรกนั้นไว้ว่าภูมิภาคจะถอยไปเปึนผู้กํากับดูแลนั้น การกํากับดูแลหมายความว่าต้องมีเครื่องมือในการกํากับดูแล เครื่องมือนั้นคือแผน แผนที่มีแผนงาน โครงการ มีตัวชี้วัดความสําเร็จ นั่นคือเครื่องมือที่ราชการส่วนภูมิภาค จะใช้ในการกํากับดูแล เพราะฉะนั้นกระบวนการกํากับอันนี้คือบทบาทที่ผู้ว่าราชการจังหวัด จะต้องมาจัดการให้เกิดกระบวนทําแผนที่มีคุณภาพ ตัวที่สําคัญมากอีกตัวหนึ่งคือ การเสริมสร้างกระบวนการสมัชชาพลเมือง ซึ่งหมายความว่าประเด็นความแหลมคม ของประเด็นที่สมัชชาพลเมืองผลักดันอยู่จะต้องมีความคมแล้วก็มีข้อมูลงานสนับสนุน ที่เราเรียกว่าเอ ฟวิเดนซ์ เบส โพลิซี (Evidence based policy) เปึนการทํานโยบาย หรือแผนงาน โครงการโดยที่มีข้อมูลสนับสนุนว่าทําไมเหตุผลความจําเปึนเอาชนะกัน ด้วยข้อมูล อันนี้เปึนสิ่งที่ต้องเร่งทําอย่างยิ่งเพราะมันเปึนจุดเสี่ยงของงาน จะไปสนับสนุน ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมและชุมชนที่จะต้องผลักดันเรื่องของ สมัชชาพลเมือง สิ่งที่เพิ่มเติมเข้าไปก็คือ ว่าทําให้สมัชชาพลเมืองมีบทบาทสําคัญ ในกระบวนการตัดสินใจเรื่องของงบประมาณประจําป้ที่ลงมาสู่พื้นที่ การปรับเปลี่ยนกลไก และกระบวนการตัวที่ ๓ ก็คือเรื่องของปฏิทินการจัดทํางบประมาณใหม่ ซึ่งอันนี้ได้รับ ความอนุเคราะห์จากทางสํานักงบประมาณในการช่วยลําดับให้ว่าในช่วงเดือนต่าง ๆ ขั้นตอนเปึนอะไร อย่างไร ซึ่งอยู่ในหน้า ๑๙ หน้า ๒๐ หน้า ๒๑ ดิฉันไม่ขอลงรายละเอียด รวมทั้งการแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขอยกไว้สักนิดหนึ่งว่า
มันไปกระทบพระราชบัญญัติงบประมาณ ๒๕๐๒ อันนี้จะต้องมีการแก้ไข พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ๒๕๓๔ พระราชกฤษฎีกาการบริหารงานจัง หวัด และกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ๒๕๕๑ พระราชกฤษฎีกาหลักเกณฑ์และวิธีการ บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติแผนขั้นตอนการกระจายอํานาจ ๒๕๔๒ และกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท อันนี้คือที่ได้วิเคราะห์ไว้แล้ว และระบุว่าตรงไหนให้แก้อะไร อย่างไร ซึ่งได้ทีมกฎหมายจากทางสํานักงบประมาณ เปึนคนที่ช่วยวิเคราะห์ให้ ในส่วนแผนขั้นตอนการปฏิรูปและตัวชี้วัดความสําเร็จ ได้กําหนดไทม์เฟรม (Timeframe) เอาไว้ว่าน่าจะใช้เวลาประมาณภายใน ๕ ป้ ๔ ป้ครึ่ง โดยวางช่วงไว้ว่าใน ๖ เดือนแรกน่าจะเห็นอะไร ๑ ป้ต่อไปเราน่าจะเห็นอะไร ๓ ป้ต่อไป น่าจะเห็นอะไร ขออนุญาตเรียนเปึนภาพรวม ๆ ว่าการปรับเปลี่ยนอันนี้เปึนการปรับเปลี่ยน ความเคยชินและไมนด์เซต (Mindset) ของคนมากพอสมควร เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่เรา แก้กฎหมายแล้วจะเกิดขึ้นได้ทัน ที เช่น กระบวนการจัดทําแผนจังหวัด ความเข้มแข็ง ของภาคพลเมืองในการมีส่วนร่วม ในการจัดทํางบประมาณ เพราะฉะนั้นมันเปึนสิ่งที่ ต้องใช้เวลา และเชื่อว่าจะต้องมีกระบวนการที่มีกลไกในการติ ดตาม กํากับกระบวนการ เปลี่ยนผ่านของระบบอันนี้ไปประมาณ ๔-๕ ป้กว่ามันจะเข้ารูป
แต่ไม่ได้แปลว่านั่งรอเฉย ๆ ระหว่างนั้นเองตั้งแต่แรกเลยคือแผนของการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของสมัชชาพลเมือง ซึ่งอันนี้ก็ต้องไปโยงกับงานของกรรมาธิการด้านสังคม เรื่องการที่กระทรวงมหาดไทยต้องปรับเปลี่ยนกลไกในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งหลังจากที่ดิฉันได้คุยกับท่านรัฐมนตรีช่วย ว่าการเมื่อสัก ๒-๓ เดือนมาแล้ว ท่านรัฐมนตรี ก็เรียกประชุมท่านผู้ว่า ราชการจังหวัดไปบ้างแล้ว แต่อันนี้ก็เปึนอีกอันที่จะต้องเข้าไป ขับเคลื่อนร่วมกัน เพราะว่าเวลาพูดเปึนคําอย่างนี้ งบประมาณตามพื้นที่แต่ละคน ตีความไม่เหมือนกัน ความเข้าใจไม่เหมือนกัน เครื่องมือยังไม่เข้าที่ เพราะฉะนั้นก็จะต้องมี กระบวนการที่ทํางานเรียกว่าประกบคู่ไป เพื่อสร้างทรานซิชั น (Transition) ของ การเปลี่ยนผ่านอันนี้ รวมไปถึงเรื่องของการแก้กฎหมาย ระเบียบ ซึ่งคาดว่ากว่าจะเสร็จ ก็น่าใช้เวลาประมาณป้ครึ่ง ต้องทําระบบข้อมูลต่าง ๆ ที่เปึนเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับ การคลังท้องถิ่นและการใช้งบประมาณในจังหวัดเพื่อวางระบบของการติดตาม ตรวจสอบ รวมถึงการสร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ในการดีแคลร์ (Declare) ตัวเลข งบประมาณอะไรต่าง ๆ พวกนี้เปึนระบบที่ต้องตามเขาไปทั้งหมด สรุปสุดท้ายคือผลลัพธ์ว่า น่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศและประชาชน ที่แน่ ๆ ก็คือระบบนี้จะเปึนการสร้าง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการตนเอง แล้วผลลัพธ์ที่จะส่งสะเทือนไปถึงก็คือ ความสามารถที่ประชาชนจะเห็นรูปธรรมและใช้ข้อมูลในการตรวจสอบการตัดสินใจ แทนตัวเองของนักการเมืองที่ตัวเองเลือกเข้าไป อันหมายถึงการทําให้นักการเมือง ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น เปึนการเสริมสร้างประชาธิปไตย การที่เห็นงบประมาณ ส่วนของหน่วยฟังก์ชั นกับหน่วยท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกันด้ วยแผนและเปัาหมายร่วม ก็จะทําให้เกิดการบูรณำการการใช้งบประมาณที่จะเพิ่มประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงสร้างธรรมาภิบาลในการใช้งบประมาณอันเกิดจากการเป่ดเผยข้อมูลว่า จังหวัดได้รับงบประมาณเท่าไร แล้วจัดสรรไปเพื่ออะไรบ้าง ต้องขอเรียนว่าดิฉันเอง ได้ไปทํางานร่วมกั บทางพื้นที่ที่เข้มข้นประมาณสัก ๒๐ จังหวัดที่ทําเรื่องระบบ บูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาการจัดการทรัพยากร ปัญหาการศึกษา อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ในหลายที่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าการใช้งบประมาณโดยที่ต่างคนต่างทํา ทีละท่อนมันทําให้สิ้นเปลืองมหาศาล ถ้าหากสามารถปรับเปลี่ยนอันนี้ได้ ดิฉันคิดว่า
ทําให้เกิดระบบบูรณาการอันนี้ขึ้นมาได้จะเปึนตัวที่เพิ่มประสิทธิภาพ จริง ๆ มีเงินน้อยกว่านี้ ก็จะทําให้เกิดผลมากยิ่งขึ้นได้ด้วยซ้ําไป ท่านลองนึกภาพดูว่าจังหวัดได้เงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อ ป้ไม่ต่ํากว่า นะคะ จังหวัดขนาดกลาง ๆ ๑๐ ป้มันคือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับประชากรประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน แปลว่าใน ๑๐ ป้นี่ ระบบชลประทานน่าจะสมบูรณ์ ปัญหาน้ําท่วม น้ําแล้งน่าจะหมดไปอะไรแบบนี้ แต่ว่าเราไม่เคยสามารถทําแผนอะไรแบบนี้ได้ เพราะว่าเราไม่เคยเห็นตัวเลขภาพรวม ตัวเลขภาพรวมมีอยู่และเปึนตัวเลขที่นักการเมืองใช้ในการที่จะดึงงบประมาณ เข้าจังหวัดของตนโดยไม่ยอมบอกว่าจังหวัดของตัวเองได้มากกว่าจังหวัดอื่นเท่าไร เพราะมันเปึนอะไรที่ถูก โพลิติไซซ์ (Politicize) ได้ง่ายมาก การปฏิรูปงบประมาณครั้งนี้ จึงเปึนการที่จะดึงข้อมูลทั้ งหมดขึ้นมาวางบนที่โปร่งใสที่ทําให้คนทั้งหมดสามารถเห็นได้ แล้วก็คาดว่าจะทําให้เกิดประสิทธิภาพ ธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้สูงขึ้น ทั้งหมดนี้เปึนข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลัง ภายใต้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิ น ก็ขอน้อมรับฟังข้อคิดเห็น จากท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ จากนี้ผมขอเรียนเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ ประมาณท่านละ ๕ นาที ในกรอบที่เราได้ตกลงกันไว้นะครับ เรียนเชิญคุณโกวิท ศรีไพโรจน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ครับ ผม โกวิท ศรีไพโรจน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี หมายเลข ๐๑๙ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณทางท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่กรุณาทํารายงานเกี่ยวกับการปฏิรูประบบงบประมาณ (รอบ ๒) จากที่ท่านกรรมาธิการ ได้แถลงมาเกี่ยวกับเรื่ องของการงบประมาณนี้จะเห็นได้ชัดว่าปัญหาเท่าที่ผ่านมาคือ นักการเมืองมักจะเข้ามาแทรกแซงในระบบการงบประมาณนะครับ แล้วอีกอย่าง สภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานั้นถ้าจะทําการปฏิรูปก็ต้องทําลักษณะในการปฏิรูประบบ ตรงนี้ผมขออนุญาตใช้คําพูดของท่านผู้อาวุโสนะครับ คือท่านธรรมรัก ษ์ การพิศิษฎ์ ซึ่งได้ให้ความรู้ตรงนี้กับผมมาตั้งแต่วันแรกที่ผมมาที่สภานี้ ทีนี้เกี่ยวกับที่ทางฝ์ายกรรมาธิการ ได้ทํารายงานเกี่ยวกับเรื่องของปฏิรูประบบงบประมาณมานั้นเห็นว่ายังขาดสาระอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอีก ๒-๓ องค์กร ในลักษณะของการทํา งบประมาณประจําป้นั้นเราก็ทราบดีว่าถ้าตามหลักสากลแล้วทางฝ์ายบริหารก็ดี ที่จะของบประมาณก็จะต้องยื่น ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจําป้มายังสภา เพื่อให้ผู้แทนซึ่งมาจากประชาชนเปึนผู้อนุมัติงบให้กับฝ์ายบริหารในการนําเงินของประชาชน เงินภาษี เงินรายได้แผ่นดินเอาไปใช้ ซึ่งตรงนี้ก็เปึนหลักสากล แต่ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมานั้น การเมืองไทยทางฝ์ายพรรคการเมืองมักจะใช้วิธีการงบประมาณเข้าไปแทรกแซงองค์กร ที่สําคัญของประเทศหลายองค์กร ประเทศไทยไม่เหมือนกับสากลอย่างหนึ่งคือของเรา เปึนประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนพระประมุ ข แล้วก็เปึนที่รู้ดีอยู่ว่า ประมุขของประเทศทุกประเทศนั้นจะต้องมีกองทัพอยู่ข้างประมุขของประเทศ ไม่ว่าในระบบไหนทั้งสิ้น ถ้าหากว่ากองทัพตีตัวออกห่างประมุข นี่ประมุขจะอยู่ไม่ได้ อันนี้ก็ประการที่ ๑ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือสิ่งหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็คือกระบวนการยุติธรรม ในลักษณะของประเทศที่ศิวิไลซ์ทั้งหลาย ประเทศสากลนักการเมืองเขาไม่มาแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม แต่ของไทยไม่ใช่ เข้ามาแทรกแซงทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น ในห้วงเวลาที่ผ่านมานักกา รเมืองไทยจึงใช้วิธีการงบประมาณเข้ามาแทรกแซง
หรือเข้ามาบีบบังคับองค์กรที่สําคัญ ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าทางกองทัพก็ดี หรือกระบวนการยุติธรรม ศาล องค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปอีกเรื่องหนึ่ง ที่อยากจะขอเรียนผ่ำนท่านประธานไปยังกรรมาธิการก็คือว่าในลักษณะนี้เพื่อมิให้ ทางฝ์ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือเข้ามามีอิทธิพลเหนือองค์กรในบางองค์กร มีประชาชนบางท่านจึง ได้เสนอมาว่าในส่วนเงินประจําป้ของพระมหากษัตริย์ก็ดี เงินขององคมนตรีก็ดี ของกองทัพก็ดี ของศาล ขององค์กรอัยการ และองค์กรตรวจสอบ อํานาจรัฐทุกองค์กร เพื่อให้ปลอดจากการเมืองเข้ามาแทรกแซง พอจะเปึนไปได้ไหมครับ ที่เราจะนําเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการ ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ว่าเปึนไปได้ไหมครับว่าเงินส่วนนี้ขอเปึนอัตราร้อยละ ของรายได้แผ่นดิน เพื่อไม่ให้ทางฝ์ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงเสียด้วย จะเปึนการปฏิรูป การงบประมาณของประเทศไปอีกระบบหนึ่ง จริง ๆ ก็อาจจะเพี้ยนไปนั่นแหละ ครับ ไม่เหมือนกับระบบสากล แต่มันจําเปึนเนื่องจากปัญหาของประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างนี้จริง ๆ แล้วก็เปึนการตัดปัญหาไปเสียไม่ให้การเมือ งเข้ามาแทรกแซง
ส่วนการตรวจสอบหรือว่าจะได้ในอัตราร้อยละเท่าไรนั้นก็ให้ไปบรรจุไว้ในพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเงินและการคลังว่าองค์กรเหล่านี้ไม่ว่าเงินตามที่ผมบอกมานี่ได้ในอัตราร้อยละ เท่าไร โดยเอางบประมาณย้อนหลังสัก ๕ ป้มาคํานวณเปึนสัดส่วนของรายได้แผ่นดิน แล้วก็เขียนไปในพระราชบัญญัติฉบับนี้เสียเลย ส่วนการตรวจสอบการใช้เงินเพื่อให้ยึดโยง กับประชาชนก็อาจจะให้ สตง. ตรวจสอบ แล้วก็ผ่านไปยังวุฒิสภาเพื่อให้มีการยึดโยง กับประชาชนก็น่าจะเปึนไปได้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ เพื่อเปึนการแก้ไขปัญหาเปึนไปตามระบอบประชาธิปไตยแบบที่ประเทศไทยควรจะเปึน เพราะว่าเราก็คงจะไม่เหมือนกับประเทศอื่นในโลก ก็ฝากกราบเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการในประเด็นเรื่องนี้ด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณสยุมพร ลิ่มไทย
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สยุมพร ลิ่มไทย จากเอกสารแล้วก็การรายงำนของอนุกรรมาธิการ นี่นะครับ ผมคิดว่าส่วนใหญ่ ค่อนข้างจะครอบคลุมแล้วก็สมบูรณ์ เพียงแต่ว่าขอให้ความเห็นเพิ่มเติมในบางเรื่อง ซึ่งผมคิดว่าจะทําให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เรื่องแรกก็คงเปึนเรื่องขั้นตอนในการบูรณำการ แผนพัฒนาจังหวัด เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องการเสนอของบป ระมาณของจังหวัด ผมจะเสนอความเห็น ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก การบูรณาการเพื่อให้ได้แผนในระดับพื้นที่หรือที่เรียกว่า แผนพัฒนาจังหวัด ผมคิดว่าน่าจะทําให้เห็นความชัดเจนในเรื่องของขั้นตอน โดยผมคิดว่า อย่างน้อยมันมี ๔ ขั้นตอน แล้วก็จะแสดงให้เห็นถึงบทบาทในแต่ละขั้นตอนว่า ควรจะเปึนบทบาทของหน่วยใด ในระดับพื้นที่ ระดับที่ ๑ ซึ่งเปึนระดับที่อยู่ใกล้ชิด กับประชาชนมากที่สุดก็คือระดับหมู่บ้าน ผมคิดว่าระดับหมู่บ้านควรจะมีบทบาท ในเรื่องของการสะท้อนปัญหาและความต้องการ โดยอาจจะจัดให้มีเวทีประชำคม ระดับหมู่บ้านขึ้น โดยเปึนหน่วยที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ระดับหมู่บ้านนั้น ๆ มีปัญหาและความต้องการอะไรบ้าง ก็หมายความว่าในขั้นตอนแรกหมู่บ้าน เปึนหน่วยสะท้อนปัญหาและความต้องการโดยผ่านเวทีประชาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขั้นตอนนี้องค์กรที่น่าจะต้องเอามำใช้ให้มากที่สุดซึ่งมีอยู่แล้วตามกฎหมาย ก็คือ
คณะกรรมการหมู่บ้านตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้านเปึนประธาน แล้วก็มีกรรมการฝ์ายต่าง ๆ ๖-๘ ด้าน เพียงแต่ว่ากลไกนี้เราไม่ค่อยเอามาใช้ให้เปึนประโยชน์ ส่วนขั้นตอน ที่ ๒ ก็คือระดับตําบล ระดับตําบลนั้นควรจะเปึนระดับที่บูรณำการ ก็เริ่มบูรณำการระหว่างปัญหาความต้องการของหมู่บ้าน เพื่อมาบูรณำการกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะว่าระดับตําบลจะเปึนหน่วยแรกของการทํางาน ในระดับองค์กรท้องถิ่น ก็คือองค์การบริหารส่วนตําบลและเทศบาลตําบลขึ้นมา เพราะฉะนั้น ระดับที่ ๒ ก็จะทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าแผนชุมชนขึ้น ก็จะเกิดความชัดเจนว่าในระดับตําบล จะเริ่มเปึนการบูรณำการ แล้วก็ตัวชี้วัดก็คือแผนชุมชน ส่วนระดับที่ ๓ ผมคิดว่า ในตัวรายงานไม่มี ก็คือการบูรณำการในระดับอําเภอซึ่งเปึนหน่วยราชการบริหาร ส่วนภูมิภาค เพราะว่าในข้อเสนอนั้นกระโดดข้ามไปที่ระดับจังหวัดเลย ในระดับอําเภอ ผมคิดว่าต้องใช้แผนพัฒนาอําเภอ ซึ่งเดิมก็มีอยู่แล้วละครับแผนพัฒนาอําเภอ มีหน่วยงาน ที่ได้รับมอบหมายให้ทําก็คือสํานักงานอําเภอ เพียงแต่ว่าไม่มีการดําเนินการอย่างจริงจัง ในขั้นตอนนี้ เพราะฉะนั้นในระดับแผนอําเภอ แผนพัฒนาอําเภอก็จะทําให้เกิดการบูรณาการ ระหว่างหน่วยราชการส่วนภูมิภาคในระดับต้น แล้วก็จะไปเชื่อมโยงกับอํานาจหน้าที่ ของนายอําเภอ ซึ่งมีอยู่แล้วในการเข้าไปกํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนระดับสุดท้ายก็คือแผนจังหวัด อันนี้ละครับ ถึงจะเกิดขั้นตอนหรือกระบวนการ การบูรณาการที่ชัดเจนขึ้น แล้วก็ได้เห็นความสําคัญและบทบาทที่ชัดเจนของฝ์ายต่าง ๆ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องคําของบประมาณของจังหวัดนะครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ในการที่จะให้จังหวัดเปึนส่วนราชการตามกฎหมายงบประมาณ เพราะว่ามันจะทําให้ การของบประมาณในระดับจังหวัดมีความชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่อยากจะเสนอก็คือว่า ขอให้มีการเขียนแบ่งกรอบเงินไว้ให้ชัดนะครับ ในกฎหมายงบประมาณหรือในอะไรก็แล้วแต่ ว่างบประมาณอย่างน้อยต้องแบ่งเปึน ๒ แท่ง ก็คือ งบตามภารกิจจากกระทรวง ทบวง กรม และงบพื้นที่ซึ่งจังหวัดจะเสนอขึ้นไป ต้องเขียนไว้ให้ชัดนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เวลาจังหวัดส่งคําของบประมาณขึ้นไปมันก็จะถูกไปละลายอีกเหมือนเดิมนะครับ ก็คือไปละลายอยู่ในคําของบประมาณของกระทรวง ทบวง กรม โดยคําขอของจังหวัด อาจไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นถ้าตรงนี้เขียนให้ชัดในเรื่องกรอบวงเงิน งบประมาณในแต่ละป้อย่างน้อยต้องเปึน ๒ แท่ง ก็คือ กรอบวงเงินตามฟังก์ชันของกระทรวง ทบวง กรม และกรอบวงเงินตามแอเรีย (Area) หรือตามคําของบประมาณของจังหวัด ก็ขอเสนอ ๒ ประเด็นหลัก ๆ ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชา ติ ก็คิดว่าสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้เสนอมานั้นก็เปึนส่วนหนึ่งที่ทําให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จริง ๆ แล้วกระผมคิดว่า ครึ่งชั่วโมงก็ยังพูดไม่จบเรื่องงบประมาณนะครับ แต่ว่าจะเสนอในส่วนนี้ เพราะเรื่องการทํา ตั้งแต่เริ่มคําขอตรงนั้นสิ่งที่ทางกรรมาธิการคิดว่ายังไม่ ได้ดําเนินการให้สอดคล้องกับ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในอนาคตนี่นะครับ นั่นก็คือว่าการทํางบประมาณ ไม่ใช่งบประมาณรายจ่ายเหมือนอย่างทุกป้ที่ทํามาว่าเปึนพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําป้เท่านั้น ๆ แต่ต่อไปนี้จะทําเปึนงบประมาณรายจ่ายและรายรับด้วย ลักษณะที่ทําเปึน ๒ ขา เพื่อที่อะไร เพื่อที่จะได้ดูว่ารายรับนั้นมีที่มาอย่างไร แล้ววิเคราะห์ ความเปึนไปได้ว่างบประมาณที่จะได้มาจากรายรับนั้นมีประเภทใดบ้าง จะได้ไม่เกิดปัญหา เหมือนในขณะนี้ เหมือนอย่างงบประมาณป้ที่ผ่านมาว่างบประมาณไม่พอใช้ การใช้จ่ายงบประมาณนั้นจะต้องเปึนไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีการต่าง ๆ จะเปึน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ๒๕๐๒ หรืออย่างไร อันนั้นมีเขียนไว้ นอกจากนั้นยังมีกําหนดอยู่ในแผน
แผนจะต้องเข้มข้นในการที่จะตรวจ ไม่ว่าจะเปึนแผนการใช้จ่ายงบประมาณ แล้วก็แผน การปฏิบัติงานซึ่งจะต้องมีความสอดคล้องกัน แล้วการตรวจสอบในระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) จริง ๆ ระบบดีนะครับ สามารถตรวจสอบย้อนเพื่อความถูกต้องในระบบ ได้รวดเร็วด้วย แต่ตัวบุคคลที่เปึนคนปัอนข้อมูลเ หล่า นั้นจะต้องผ่านการอบรม แล้วก็ผ่านการฝ๊ก แล้วก็ผ่านการตรวจสอบด้วยว่าเขาเหล่านั้นตรวจสอบปัอนข้อมูล ตรงหรือไม่ หลายแห่งนะครับ การใช้เงินโดยเฉพาะงบกลางมีปัญหามากมาย กว่าจะตรวจสอบก็มีการทุจริตกันไปมากมาย ซึ่งตรงนี้ สตง. เองก็ไปไม่ถึง เพราะว่าอัตรากําลังของ สตง. เท่าที่ทางคณะอนุกรรมาธิการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม ในองค์กรอิสระได้สอบถามแล้วนะครับ บุคลากรมีจํานวนจํากัด อย่าว่าแต่ระดับจังหวัด หรือว่าท้องถิ่นเลยครับ ในส่วนกลางก็ยังตรวจจะไม่เพียงพอเฉพาะส่วนราชการด้วยกัน ดังนั้นกระผมถึงมองว่าในเรื่องของการใช้เม็ดเงินก็ดี คําขอก็ดี จะปรับระบบได้อย่างไร เพราะว่าเงินที่ตกมากว่าจะได้มามีการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะงบลงทุนกว่าจะได้มา บางทีต้องมาปรับกันใหม่ ปรับค่าเค (K) ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ มีปริมาณเพิ่มขึ้น ไม่เปึนไปตามความเปึนจริง มีระบบควบคุมมากมายโดยเฉพาะนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา จะมีทุกรัฐบาลกําหนดว่าการใช้จ่ายงบปร ะมาณแล้วจะต้องกําหนดเมื่อสิ้นไตรมาสแรก จะต้องได้เท่านั้น ร้อยละเท่าไร ร้อยละเท่าไร หรือเปอร์เซ็นต์เท่าไร แต่ไม่เคยเปึนไปตามนั้น แล้วก็รัฐบาลไม่ได้มีความจริงจังในการที่จะไปเอาผิดกับผู้ที่ใช้จ่ายงบประมาณ หรือส่วนราชการเหล่านั้นว่าดําเนินการอย่างไร
เพราะเรามีการตรวจสอบตรงเลขที่เมก (Make) ขึ้นมานะครับ เรื่องระดับความสําเร็จ ในการใช้จ่ายงบประมาณเปึนตัวเลขที่ไม่จริงทั้งนั้น ก็ตั้งขึ้นมาให้ดูว่าใกล้เคียง โดยเฉพาะ เมื่อสิ้นป้งบประมาณก็จะบอกว่าอยู่ที่ประมาณไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๙๓ เหมือนกันทุกแห่ง แต่โดยความเปึนจริงไม่ใช่ ตรงนี้ที่จะต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้มีความชัดเจน เพราะถ้าระบบนี้เงินรั่วไหลแล้วก็ไม่สามารถเปึนไปตามภารกิจได้ ตรงนั้นจะเกิดปัญหา ในระยะยาว โดยเฉพาะองค์กรต่าง ๆ ที่มีความเปึนอิสระในการบริหารงบประมาณ ตรงนั้นจะต้องเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในการที่จะตรวจสอบเพราะมีการแปลงเงิน เมื่อได้เงิน เปึนงบประมาณมาอยู่ในส่วนตัวของตัวเองแล้วมีการแปลงไปใช้จ่ายในวัตถุประสงค์ ที่ไม่ตรงกับแผนที่ได้ทําไว้ จริงอยู่แผนสามารถปรับได้ แต่ไม่ควรจะปรับโดยที่ไม่ตรง ตามภารกิจหรือพันธกิจขององค์กรนั้น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ควรจะต้องมีการตรวจ สอบ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแล้ วก็เม็ดเงินซึ่งเปึนเม็ดเงินภาษีที่ได้มาจากการจัดเก็บ ของทางฝ์ายบริหารและนํามาบริหารประเทศเปึนไปด้วยความรัดกุมแล้วก็มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นในการที่จะปรับในการที่จะดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ ฉะนั้นผมเห็นด้วยว่าควรจะดําเนินการ แล้วสิ่งที่ดีก็คือ ปรับในส่วนนี้เพื่อให้สอดคล้อง กับนโยบายที่ทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ พูดหลายครั้ง แล้วว่าตรงนี้ ต่อไปจะทํางบประมาณในลักษณะ ๒ ขา ไม่ใช่ขาเดียวแล้ว ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ อีกท่านหนึ่ง พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ
พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ : กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดมุกดาหาร การปฏิรูประบบงบประมาณ ตามที่ท่านคณะกรรมาธิการได้เสนอ ผมก็เห็นด้วยที่จะมีการปรับเปลี่ยน แผนงบประมาณต่าง ๆ สู่ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น สาเหตุในอดีตที่ผ่านมาเท่าที่ทราบนะครับ การเสนอคําของบประมาณส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดก็จะทําขึ้นมาจากศาลากลางจังหวัด ก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดเปึนผู้กําหนด เปึนผู้ทํา แล้วก็จะได้ทําหนังสือแจ้งเวียนให้กับ ส่วนท้องถิ่น ส่วนอําเภอต่าง ๆ เสนอคําขอเข้ามา แต่จากความเปึนจริงแล้วการเสนอ คําของบประมาณตามความเปึนจริงผมเห็นด้วยกับท่านสยุมพรที่เสนอบอกว่า
การจัดทํางบประมาณควรจะได้ดําเนินการจัดทําคําขอหรือทําแผนงาน โครงการเริ่มต้นจาก คณะกรรมการหมู่บ้าน การพัฒนาท้องถิ่นหรือพัฒนาจังหวัดจะต้องเริ่มต้นจากหมู่บ้าน เปึนหลักนะครับ คือประชาชนในแต่ละหมู่บ้านเขาจะมีความต้องการในการพัฒนาหมู่บ้าน และพัฒนาตําบลแตกต่างกัน เช่นหมู่บ้านนี้เขาต้องการที่จะได้ถนนคอนกรีตในหมู่บ้าน เพื่อเปึนหมู่บ้านปลอดฝุ์น หมู่บ้านหนึ่งอาจจะต้องการแหล่งน้ํา หมู่บ้านหนึ่งอาจจะต้องการ ไฟฟัาในหมู่บ้าน ยกตัวอย่าง ๓ โครงการนี้แหละครับ หมู่บ้านหนึ่งต้องการถนนคอนกรีต ในปัจจุบันนายก อบต. หรือนายกเทศบาลส่วนใหญ่ถ้าได้รับงบประมาณจากส่วนกลางไปแล้ว ก็จะทําโครงการหรือแผนงานสร้างถนนลูกรังหรือว่าซ่อมถนนลูกรัง อันนี้จากงบประมาณ แต่ละป้เสียหายมาก ทําไมถึงพูดเช่นนั้นครับ งบประมาณเสียหายมาก ทําถนนลูกรังทุกสมัย ของนายกท้องถิ่นคนนี้เข้ามาก็ทําถนนเส้นเดิมนั่นละ ป้ต่อไปก็ทําอีก อันที่จริง ประชาชนเขาต้องการถนนคอนกรีตหรือถนนลาดยางเพื่อเชื่อมในซอยต่าง ๆ ในหมู่บ้าน สิ่งที่เกิด ขึ้นในปัจจุบันนี้ทําโครงการแผนงานผ่านจังหวัด จังหวัดเสนอมาที่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็เสนอกระทรวงมหาดไทย และเสนอรัฐบาล สิ่งที่จะต้องดําเนินการต่อไปก็คือเขาจะฝากให้ ส.ส. เปึนผู้ประสานงาน โครงการ เมื่อประสานงานโครงการไปก็ของบประมาณไป สุดท้ายก็จะมีการบรรจุ งบประมาณในส่วนนี้
จังหวัดละ ๒๕ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท ให้กับ ส.ส. ประจําตัวแต่ละคน ถ้าจังหวัดไหน มีความสามารถ ส.ส. จังหวัดไหนมีความสามารถก็จะได้รับงบประมาณลงไปเปึนจํานวนมาก อันนี้ก็เปึนเหตุให้มีการวิ่งเต้นเพื่อของบประมาณ นอกจากนั้นก็จะมีผู้รับเหมาในพื้นที่ ประสานงานกับนักการเมืองในท้องถิ่น ประสานงานกับข้าราชการส่วนกลาง เพื่อจะจัดงบประมาณลงไป ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นในอนาคต คือถ้าทําได้ให้คณะกรรมการหมู่บ้านจัดทําคําของบประมาณผ่านส่วนท้องถิ่น ผ่านอําเภอ ผ่านจังหวัด แล้วก็ให้จัดงบประมาณลงไปตามนั้นมันก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ควรจะเปึน การจัดงบประมาณแบบเดิมคือให้ ส.ส. เปึนคนวิ่งเต้น ส.ส. อยากได้ทําอะไรก็จะทําแผนงาน โครงการขึ้นมา แล้วก็มาวิ่งเต้นเอางบประมาณลงไป ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ให้กับประชาชนในท้องถิ่น และการจัดงบประมาณในปัจจุบันนี้ก็ปรากฏว่าทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือกระทรวงมหาดไทย หรือว่าการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นจัดงบประมาณ ยกตัวอย่างในแต่ละตําบลเท่าที่ถามดูจะได้งบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่น ตําบลละ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท บางตําบลมี ๖ หมู่บ้าน ๗ หมู่บ้าน บางตําบล ๑๐ หมู่บ้าน บางตําบล ๑๗ หมู่บ้าน ๑๘ หมู่บ้าน ได้งบประมาณเท่ากันหมด อบต. เทศบาล งบพัฒนา ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ใน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทในแต่ละหมู่บ้านก็มาหารกันว่าจะทําอะไรบ้าง ตําบลนี้ ๑๗ หมู่บ้าน ยกตัวอย่างตําบลคําป์าหลาย อําเภอเมืองมุกดาหาร ๑๗ หมู่บ้าน ตําบลนาโสก อําเภอเมือง มุกดาหาร ๑๗ หมู่บ้าน ๑๘ หมู่บ้าน ได้งบประมาณไป ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทในการพัฒนาท้องถิ่น ไม่รู้ทําอะไรได้บ้าง สมาชิก อบต. แต่ละหมู่บ้าน ก็มาประชุมกันว่างบประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาททําอย่างไรบ้าง ก็หารเฉลี่ย หมู่บ้านละ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาท หมู่บ้านละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทําอะไรได้บ้าง ทําถนนคอนกรีตก็ได้ ๕๐ เมตร ๖๐ เมตร เปึนอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นงบประมาณ มันไม่ลงไปในพื้นที่จริง ๆ มันกระจุกที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเปึนหลักนะครับ กราบขอบคุณครับ
ท่านสมาชิก ที่แสดงความจํานงจะอภิปรายให้ความเห็น ๔ ท่านได้ให้ความเห็นครบถ้วนแล้ว ผมขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการกล่าวสรุปและชี้แจงเพิ่มเติม เรียนเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ถึงแม้ว่าจะมีท่านสมาชิกได้กรุณาให้ข้อสังเกต จํานวนไม่มากนักแต่ว่าก็เปึนข้อสั งเกตที่มีคุณค่าแล้วก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง ผมเชื่อว่า ทางกรรมาธิการจะรับไปปรับปรุงได้ แต่ว่าถ้าเผื่อท่านประธานอนุกรรมาธิการจะมีอะไรชี้แจง หรือตอบคําถามเพิ่มเติมก็เรียนเชิญท่านนะครับ เพื่อที่จะได้ทําให้การรายงานฉบับนี้ มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน และที่ประชุม ดิฉัน สีลาภรณ์ บัวสาย ต้องขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้ให้ความเห็น ทุกท่านนะคะ แล้วก็ส่วนที่สามารถจะรับไปปรับได้ดิฉันจะเอาเข้าไป เช่นว่าเรื่องพวกขั้นตอน การจัดทําแผนต่า ง ๆ พวกนี้ บางอันก็เปึนเรื่องที่อาจจะยังต้องไปถกเถียงกันหน่อย อย่างไรก็ตามต้องขอเรียนอย่างนี้ว่าในการปฏิรูประบบงบประมาณความที่เรื่องมันใหญ่มาก แล้วมันก็เปึนหลายเรื่องที่พาดพัน เช่น การชี้แจงงบประมาณใช้เวลาเยอะ เรื่องงบประมาณ ขององค์กรอิสระซึ่งถ้ามันไปอยู่ใ ต้การตรวจสอบของนักการเมืองก็จะไม่เปึนอิสระ อย่างนี้เปึนต้น หรือเรื่องวิ นัยทางการคลังในการทํางบประมาณรายรับ รายจ่าย อันไหนที่เปึนเรื่องกําหนดทีเดียวแล้วไปได้เลยไม่ต้องทําเปึนโพรเซส (Process) ของการปฏิรูป ดิฉันคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญได้เก็บเกี่ยวส่วนนั้นไป อย่างเช่นที่รัฐธรรมนูญ ได้ทําเรื่องวินัยทางการคลังที่บรรจุเรื่องนี้ไปแล้วก็ไม่ได้มีความจําเปึนที่จะต้องมาอยู่ ในรายงานของการปฏิรูประบบงบประมาณ
คือทําให้ตัวการทําเรื่องปฏิรูปอันนี้มีจุดเน้น มีโฟกัส (Focus) ที่ชัดเจน เพราะฉะนั้น บางเรื่องเราอาจจะเห็นว่ามันอยู่ในหลายที่ อย่างเช่นเรื่องการคลังท้องถิ่นเมื่อวันก่อน ที่ท่านอาจารย์พรายพลเสนอก็จะมีส่วนที่พาดพันแล้วก็เกี่ยวข้องกับเรื่องระบบภาษี อันนี้อยู่ด้วย ซึ่งก็เปึนส่วนหนึ่งของการคลังนะคะ ก็ต้องเรียนว่าเราประสานงานกันอยู่ แล้วก็แบ่งงานกันว่าส่วนไหนจะเปึนโฟกัสของงานของแต่ละส่วน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอขอบพระคุณความเห็นทุกท่านนะคะ
ขอบคุณนะครับ อันที่จริงมีข้อสังเกตว่าเหมือนกับสภาปฏิรูปแห่งชาติรีบพิจารณาโดยที่สมาชิก ไม่ได้ให้ความเห็นกว้างขวางเหมือนแต่ก่อน ก็เรียนว่าถูกต้องแล้วเพราะนี่เปึนรอบ ๒ เรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นไปมากพอสมควร เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเอง ได้นําไปปรับปรุง แก้ไขแล้ว ถึงรอบนี้รอบสุดท้ายก่อนส่งคณะรัฐมนตรีก็ไม่ควรต้องอภิปราย เยิ่นเย้อ เอาเปึนเข้าประเด็น ผมเรียนว่าขณะนี้ที่ประชุมได้พิจารณารายงานการพิจารณา วาระปฏิรูปที่ ๔ การปฏิรูประบบงบประมาณ (รอบ ๒) เรียบร้อยแล้ว นะครับ ก่อนจะขอมติจากที่ประชุม ผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
มีสมาชิกประชุม อยู่ที่ห้องอื่นอีกไหมครับ มีท่านใดพอทราบไหมครับ ขออนุญาตเรียกอีกทีนะครับ
(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เราคอย เพื่อนสมาชิกอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ต่อจากนี้เราจะฝ๊กซ้อมการเสียบบัตรมากขึ้น พร้อมไหมครับ เอานะครับถ้าพร้อมแล้วขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน กรุณาเสียบบัตร และกดปุ์มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
มีท่านใด ยังไม่ได้แสดงตนหรือแสดงตนไม่ได้ครับ คุณกิติพงศ์ได้แล้วนะครับ ยังทันครับคุณโกวิทย์ เสียบเลยครับ อาจารย์สมชัยได้ไหมครับ
มันเปึนการลงมติไปแล้วครับ ผมยังไม่ได้แสดงตน
เสียบบัตร และแสดงตนก่อนนะครับ
ผมเสียบแล้วครับ มันออกมาเปึนเห็นด้วย ครับ นี่มันโปรแกรมไว้ว่าเห็นด้วย เสียบแล้วก็เห็นด้วยเลยครับ
ไม่เปึนไร ถือว่าอาจารย์เห็นด้วยไว้ก่อนเลย
โดยไม่ได้แสดงตนนะครับ
ผมว่าอย่างนี้ ขอความกรุณาอาจารย์ลองเปลี่ยนที่ไปข้างหลังแล้วเสียบใหม่
ผมเปลี่ยนมา ๔ ที่แล้วครับ
เอาละครับ ขอป่ดแสดงตนนะครับ ขอทราบผลครับ ๑๙๑ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าเห็นชอบในหลักการรายงานการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบด้วยจะได้ส่งรายงานพร้อมความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไปนะครับ
(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน นะครับ ท่านที่เห็นด้วยโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ท่านที่ไม่เห็นด้วยโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ท่านที่เห็ นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง นะครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
มีท่านใด ยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกยกมือ)
ผมป่ดนะครับ ขอทราบผลด้วยครับ ผู้เข้าประชุม ๑๘๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๘๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๐ ท่านนะครับ
เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการของรายงานการพิจารณา วาระปฏิรูปที่ ๔ การปฏิรูประบบงบประมาณ (รอบ ๒) ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นํารายงาน ไปปรับปรุงก่อนได้ส่งรายงานพร้อมความเห็น และข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อดําเนินการต่อไป ขอความกรุณาท่านกรรมาธิการ ๗ วันนะครับ ขอบคุณท่านสมาชิก เพราะว่านาน ๆ จะมีการลงมติก่อนเที่ยงนะครับ
ต่อไปเปึนการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน วาระปฏิรูปที่ ๓ การปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น (รอบ ๒)
ด้วยในคราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๓/๒๕๕๘ เมื่อวันพุธที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบแนวทางการดําเนินการ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน วาระปฏิรูปที่ ๓ การปรับโครงสร้าง อํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นแล้ว โดยให้คณะกรรมาธิการนําความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปเปึนแนวทางในการพัฒนารายงาน วิธีการ และกระบวนการปฏิรูปพร้อมแผนดําเนินการเพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ พิจารณาอีกครั้งหนึ่งนั้น
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาและปรับปรุงรายงาน วาระปฏิรูปนี้เสร็จแล้ว จึงได้เสนอรายงานเพื่อที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาในวันนี้ ท่านสมาชิกครับ เรายังไม่ได้เลิกประชุมนะครับ ขอเชิญประธานกรรมาธิการ ได้แถลงรายงานด้วยครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรู ปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ลําดับต่อไป จะขออนุญาตเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน วาระปฏิรูปที่ ๓ เรื่อง การปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น (รอบ ๒) ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้ดําเนินการปรับปรุง แก้ไข ตามข้อเสนอแนะของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งได้พิจารณาครั้งแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยรวมประเด็นปฏิรูปที่สําคัญ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ การปรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะบทบาท อํานาจหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น กับเรื่องการปรับ ระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ สําหรับรายละเอียดของรายงานกระผมจะขออนุญาต ให้ท่านผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างองค์กร และบุคลากรภาครัฐ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเปึนผู้นําเสนอ ต่อท่านประธานและท่านสมาชิก เพื่อโปรดพิจารณาและให้ความเห็นชอบ ก่อนที่จะดําเนินการต่อไป ขอขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉัน ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชกำรแผ่นดิน ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงสร้างขององค์กร และบุคลากรภาครัฐ ครั้งนี้เปึนรอบ ๒ ได้ผ่านการพิจารณาไปแล้ว แล้วก็ได้ปรับปรุงมาจาก ข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ครั้งที่แล้ว ๒๘ ท่าน แล้วก็เราได้รับ ความกรุณาอย่างยิ่งจากรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คือคุณพงษ์อาจ ตรีกิจวัฒนากุล และรองเลขาธิการ ก.พ. หม่อมหลวงพัชรภากร เทวกุล กับผู้อํานวยการ ศูนย์นักบริหารระดับสูง สํานักงาน ก.พ. คือคุณสุลักขณา ธรรมานุสติ มาเปึนที่ปรึกษา ให้คณะอนุกรรมาธิการด้วย ซึ่งเราจะเดินคู่ขนานกันไปแล้วก็ร่วมกันในการทํางานด้วยกัน ประเด็นที่เสนอในการปฏิรูปครั้งนี้ก็เปึนประเด็นเดียวกับที่ได้นําเสนอรอบแรก มีอยู่ ๒ ประเด็นหลัก ก็คือ การปรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน เน้นบทบาท อํานาจหน้าที่ของราชการบริหา รส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ละเลย การบริหารราชการแผ่นดินในภาคส่วนอื่น ประเด็นที่ ๒ คือการปรับระบบบริหารงานบุคคล ภาครัฐ ในส่วนของสถานการณ์ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันได้สรุปไปแล้ว ในครั้งที่แล้ว จะอยู่ในหน้า ๓ เอกสารจะอยู่ในรายงานหน้า ๕ ถึงหน้า ๑๐ ประเด็นที่สําคัญ ทั้งหมด ๙ ประเด็น ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบราชการยังมีขนาด บทบาทที่ไม่เหมาะสม มีการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) จากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมุ่งหาประโยชน์ส่วนตน มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ในเรื่องของระบบราชการมีโครงสร้างที่ขนาดใหญ่ และสลับซับซ้อนเกินความจําเปึน โดยเฉพาะราชการบริหารส่วนกลาง บทบาทอํานาจหน้าที่ ของกระทรวง ทบวง กรม ที่เหลื่อมล้ําซ้ําซ้อน มีความรับผิดชอบไม่ชัดเจน แล้วก็มี ศูนย์รวมอํานาจการปกครองจะอยู่ที่ส่วนกลาง โดยไม่ได้มีการมอบอํานาจ หรือกระจายอํานาจอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันจะทํา ให้การจัดบริการสาธารณะ หลายเรื่องผูกติดอยู่กับส่วนกลาง เกิดความล่าช้า ในเรื่องของระบบการทํางาน ก็ขาดการเชื่อมโยงกันเปึนเครือข่ายแบบบูรณาการที่ยึดพื้นที่ หน้าที่ และการมีส่วนร่วม โดยยึดประชาชนเปึนศูนย์กลาง มีการจัดตั้งราชการส่วนกลางในพื้นที่ภูมิภาคจํานวนมาก ทําให้ไม่สามารถบริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีปัญหาทับซ้อน
ในการทํางานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการถ่ายโอนไม่สอดคล้องกับกฎหมาย เรื่องของการกระจายอํานาจตามแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจนั้น ปัญหาในส่วนที่ เกี่ยวกับบุคลากร การเลื่อน การย้าย การโอน การแต่งตั้ง พร้อมกับการพิจารณา บําเหน็จความชอบของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่เปึนไปตามระบบคุณธรรม อย่างแท้จริง มีการอุปถัมภ์และเล่นพรรคเล่นพวก สรุปอีกครั้งหนึ่งในเรื่องของจํานวน หน่วยงานจากการปฏิรูปครั้งใหญ่สุดในป้ ๒๕๔๕ จะเห็นได้ว่าเรามีกระทรวงเท่าเดิม แต่มีกรมเพิ่มขึ้น ๗ กรม มีกองหรือเทียบเท่ากอง เพิ่มขึ้นถึง ๒๒๐ หน่วยงาน มีราชการส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้นถึง ๖๒๓ หน่วยงาน มีส่วนราชการ ประจําจังหวัดเพิ่มขึ้น ๕๒๗ หน่วยงาน และมีส่วนรำชการประจําอําเภอเพิ่มขึ้น ๑,๐๘๓ หน่วยงาน ในขณะที่องค์การมหาชนก็เพิ่มขึ้นจาก ๑๖ หน่วยงาน เพิ่มอีก ๓๗ หน่วยงาน เปึน ๕๓ หน่วยงาน สําหรับรัฐวิสาหกิจนี่คงที่ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของสถานการณ์ปัจจุบันและสถานการณ์ที่มุ่งหวังนี่ เราจะเห็นว่ามันเกิดจาก ปัญหาโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ระบบงาน และอัตรากําลังที่มีขนาดใหญ่เกินไป แล้วก็มี การบริหารจัดการที่ไม่ได้คํานึงถึงผู้รับบริการหรือประชาชนเท่าที่ควร ในขณะเดียวกัน กระแสโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ที่มีการแข่งขันกันเพิ่มมากขึ้น เราจําเปึนที่จะต้องรองรับ การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น
เพราะฉะนั้นในสถานการณ์ที่มุ่งหวังเราเลยต้องการให้มีทิศทางการจัดโครงสร้างองค์กร และระบบงานแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการบริหารเชิงกลยุทธ์มีขนาดเล็ก แต่มีประสิทธิภาพ แล้วก็จัดโครงสร้างตามแนวราบที่กะทัดรัด โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน แล้วก็จะทําให้ มีการปัองกันการทุจริตเกิดขึ้นได้ แล้วก็อีกหลาย ๆ ประการ สิ่งที่เราเปึนเปัา ประสงค์ ที่ต้องการก็คือคุณภาพและการบริการสาธารณะที่ดี เอกสารจะอยู่ในหน้า ๖ ค่ะ ในเรื่องของกรอบความคิดรวบยอดที่เราต้องการเปัาประสงค์สุดท้ายที่สําคัญคือ ระบบราชการที่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว คุ้มค่า ถูกต้อง และเปึนธรรม ซึ่งในการที่จะมุ่งไปสู่เปัาประสงค์สุดท้ายนี้เราจะต้องปรับทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของภาครัฐให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะเดียวกัน จะต้องปรับทบทวนรูปแบบองค์กรและความสัมพันธ์กับภาคส่วนอื่น ๆ ให้ชัดเจน นอกจากนั้นแล้วที่สําคัญอย่างยิ่งคือกําหนดรูปแบบการบริหารงานแบบ บูรณาการ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ในเรื่องของงบประมาณก็เปึนส่วนหนึ่งที่เราจะต้องปรับระบบ ให้เน้นในเรื่องของพื้นที่ทั้งไม่ว่าจะเปึนกลุ่มจังหวัดหรือจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งในเชิงภารกิจ และกลุ่มเปัาหมายด้วย ในขณะเดียวกันในด้านของการบริหารกําลังคนนี่นะคะ จะต้องปรับปรุง ระบบบริหารที่จะให้มีการแต่งตั้ง โยกย้ายด้วยระบบคุณธรรม แล้วก็จะต้องให้มีความเปึนเอกภาพ ไม่มีความเหลื่อมล้ํามากนักในเรื่องของค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ขนาดกําลังคนภาครัฐก็จะต้องเหมาะสมในหน่วยงาน แต่ละประเภท แล้วก็จะต้องมีการเกลี่ยกําลังคนให้นํามาใช้ประโ ยชน์ได้ อันนี้ก็จะอยู่ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หน้า ๗ ค่ะ ในส่วนของบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ เราจะมีเพาเวอร์พอยต์ ๒ หน้าคือหน้า ๘ และหน้า ๙ หน้า ๘ จะเน้นในเรื่องของราชการ บริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่นว่าควรจะมีภารกิจอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชการบริหารส่วนกลางจะต้องทําหน้าที่ในการกํากับนโยบาย ในเรื่องของการที่ว่าเปัาหมายการพัฒนาให้เปึนไปตามยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ในเรื่องของ การที่จะต้องกํากับดูแลหน่วยงานทุกแห่งให้เปึนไปตามกฎหมาย แล้วก็ไม่ควรจะต้องเปึน ผู้ปฏิบัติเอง ยกเว้นงานด้านวิชาการและสนับสนุนความรู้ ซึ่งยังมีความจําเปึนที่จะต้องอยู่ใน ราชการบริหารส่วนกลางอยู่นะคะ ส่วนราชการบริหารส่วนภูมิภาคจะเปึนการแบ่งอํานาจ
ในเรื่องของการกํากับดูแลให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และในขณะเดียวกันการปฏิบัติงาน ในเรื่องของการบริการสาธารณะต่าง ๆ ก็ควรจะให้ท้องถิ่นดําเนินการ แต่ว่าเราไม่ได้ละเลย ในเรื่องของภาคส่วนอื่น เพราะฉะนั้นในเพาเวอร์พอยต์หน้าต่อไปเราจะพูดถึงความสัมพันธ์ ระหว่างราชการทั้ง ๓ ส่วน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งภาคส่วนอื่น ๆ ก็จะมีเรื่องของรัฐวิสาหกิจ เรื่องขององค์การมหาชน บริษัทมหาชน รวมตลอดถึงสถาบันภายใต้มูลนิธิ ในขณะเดียวกันเราจะมองไปถึงในเรื่องของการให้เอกชน ทํางานแทนภาครัฐ อาจจะเปึนเรื่องของการจ้างเหมา เรื่องของการให้สัมปทาน หรือการมีส่วนร่วมในการดําเนินการแทนรัฐ และสิ่งที่ต้ องการมากที่สุดคือ ในเรื่องของบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบของภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมตลอดถึง ที่ขณะนี้เรากําลังให้ความสําคัญในเรื่องของสมัชชาพลเมือง รวมถึงองค์กรชุมชนต่าง ๆ ในการที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารงานที่เปึนเรื่องของราชการแผ่นดิน แต่ไม่ใช่เปึนหน้าที่ โดยตรง โดยแท้ของหน่วยงานภาครัฐ เพราะฉะนั้นข้อเสนอในการปฏิรูปและแนวทาง ในการดําเนินการจะมีด้วยกัน ๙ เรื่อง
เรื่องแรก คือการกําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน และต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ
เราจะให้ความสําคัญมาก ๆ ในเรื่องของเพาเวอร์พอย ต์ หน้า ๘ และหน้า ๙ ที่เมื่อกี้ได้กล่าวถึงแล้วคือในเรื่องของบทบาท อํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบของราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยง ในเรื่องของบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบของภาคส่วนอื่นของภาครัฐ รวมทั้ง ในเรื่องของภาคเอกชนที่มามีส่วนร่วมในการดําเนินการแทนรัฐ แล้วก็ตลอดจนหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของฐานราก ไม่ว่าจะเปึนชุมชนหรือภาคประชาสั งคมต่าง ๆ นะคะ เพราะฉะนั้นในหัวข้อย่อยทั้ง ๕ หัวข้อ เราเห็นว่าเปึนมาตรการที่สามารถดําเนินการได้ทันที โดยให้คณะรัฐมนตรีกําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่ทุกภาคทุกส่วนตามที่ได้เสนอแนะนั้น ควรจะต้องปรับลดราชการส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการที่ว่าสร้างความเข้มแข็งในส่วนของราชการส่วนภูมิภาคให้ชัดเจน อะไรที่ต้อง ถ่ายโอนไปสู่ภาคส่วนท้องถิ่นก็ควรจะต้องรีบดําเนินการทันทีเลยนะคะ ในขณะเดียวกัน เราควรจะต้องประเมินผลความคุ้มค่าแห่งผลสัมฤทธิ์ หรือความสําเร็จของการดําเนินงาน ของหน่วยงานส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคเปึนประจําทุกป้ โดยเฉพาะในเรื่องของศูนย์ ในเรื่องของภาค หรืองานวิชาการที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคนั้นควรจะต้องมีการประเมิน ผลสัมฤทธิ์ด้วย ส่วนมาตรการที่เราได้ดําเนินการทันทีนั้นเราเห็นว่าหน่วยงาน ที่ต้องรับผิดชอบคือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สํานักงาน ก.พ. และองค์กรกลาง ในการบริหารงานบุคคล และคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการได้ทันที แต่ในขณะเดียวกันมีหลายส่วนที่ต้องแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งปัจจุบันนี้พูดถึงแต่เฉพาะ ราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แต่ยังไม่ได้กล่าวถึง ในเรื่องของภาคส่วนอื่น ซึ่งเรื่องนี้เราควรจะไม่เพียงแต่ว่ากําหนดบทบาทหน้าที่ของราชการ แต่ละภาคส่วน แต่ควรจะต้องพูดถึงเรื่องของความสัมพันธ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกั บ แต่ละภาคส่วนด้วย ซึ่ง ก.พ.ร. หรือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการควรจะต้องเปึน หน่วยงานที่รับผิดชอบ และเราให้เวลา ๓ ป้ค่ะ
ประเด็นที่ ๒ คือการทบทวนและจําแนกบทบาทภารกิจภาครัฐ ลักษณะคล้าย ๆ กับเรื่องแรกนะคะ เราจะต้องทบทวนบทบาทภารกิจภาครัฐให้ชัดเจน โดยมุ่งดําเนินการเฉพาะภารกิจที่สําคัญตามยุทธศาสตร์ชาติ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
และตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ให้ความสําคัญกับการให้บริการสาธารณะ เปึนลําดับแรก ภารกิจที่ยังอยู่ในการดําเนินการของภาครัฐเอง และภารกิจที่ดําเนินการ ให้ภาคส่วนอื่นไปแล้ว สิ่งที่จะต้องควบคุมให้สําคัญมาก ๆ ก็คือเรื่องของคุณภาพ และมาตรฐานของบริการที่ส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เปึนภูมิภาค หน่วยงานท้องถิ่น และภาคส่วนอื่น ในเรื่องขององค์การมหาชนมีความจําเปึนในการจัดตั้งเพื่อรองรับงาน ที่จําเปึนเร่งด่วน งานที่ต้องการผู้มีความรู้ความสามารถเปึนการเฉพาะ แต่เมื่อหมดสิ้น ภารกิจแล้วต้องยุบเลิกทันที ในขณะเดียวกันการถ่ายโอนงานส่วนกลางไปให้ท้องถิ่น ชุมชน ภาคประชาชน แล้วก็องค์การมหาชน รวมทั้งองค์กรอื่นของรัฐ หรือแม้แต่ว่าการให้เอกชน มามีส่วนร่วมดําเนินการแทนนั้น ควรจะต้องรีบดําเนินการด่วนและยุติบทบาทที่ไม่จําเปึน เรื่องนี้ก็เห็นว่าควรจะดําเนินการได้ทันทีโดยมติคณะรัฐมนตรี แล้วก็หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เอกสารจะอยู่ในหน้า ๑๖ และหน้า ๑๗ นะคะ
ประเด็นที่ ๓ เปึนการออกแบบโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสมกับภารกิจต่าง ๆ ของภาครัฐให้มีลักษณะที่คล่องตัว พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงและยุบเลิกได้ ในกรณีที่หมดความจําเปึน ทั้งระบบงบประมาณ และการบริหารกําลังคน รวมทั้งการจัด ส่วนราชการประจําจังหวัดที่เปึนตัวแทนของกระทรวงอย่างแท้จริงในราชการส่วนภูมิภาค
เราเห็นว่าควรจะต้องจัดกลุ่มประเภทของภารกิจและหน่วยงานที่ต้องดําเนินการทันที กลุ่มที่ต้องดําเนินการที่ต้องแล้วเสร็จในระยะกลางคือ ๒ ป้ หรือ ๓ ป้ โดยมุ่งเน้น ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ และการไม่สามารถตอบสนองต่อประ ชาชนเปึนสําคัญ แล้วก็ในเรื่องของความคุ้มค่า คุ้มงบประมาณที่ต้องใช้จ่าย จะต้องมีการประเมินความคุ้มค่า แห่งผลสัมฤทธิ์ของงานเปึนประจําทุกป้เช่นกัน ในขณะเดียวกันต้องทบทวนบทบาทภารกิจ ของทุกกระทรวง ทบวง กรม เปึนสาระสําคัญในการแก้ไขพระราชบัญญัติและกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อ ง ซึ่งเรื่องนี้เราก็เห็นว่าควรจะให้เปึนมติคณะรัฐมนตรีดําเนินการได้ทันที โดย ก.พ.ร. ก.พ. สํานักงบประมาณ และอาจจะเปึนหน่วยงานกลางบริหารงานบุคคล บางส่วน สําหรับมาตรการระยะกลางสิ่งที่ต้องแก้ไขก็คือพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วก็ต้องดําเนินการภายใน ๓ ป้
ประเด็นที่ ๔ ก็คือการพัฒนากลไกหรือเครื่องมือในการสนับสนุน ให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างราชการทั้ง ๓ ส่วน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เราควรจะกําหนดรูปแบบและวิธีการทํางานทั้ง ๓ ภาคส่วน เน้นความร่วมมือการประสานสัมพันธ์ให้เกิดกา รบูรณาการในการปฏิบัติงานร่วมกัน ต้องการใช้แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่ผ่านกระบวนการร่วมคิด ร่วมทํา แล้วก็เมื่อกี้นี้มีท่านผู้อภิปรายได้กล่าวถึงในเรื่องของตั้งแต่ภาคชุมชน ภาคท้องถิ่นต่าง ๆ เราก็จะได้นําเสนอไว้ในที่นี้ด้วยว่าต้องมีการกําหนด ความรับผิดชอบ ที่ชัดเจน มีการใช้ทรัพยากรให้เปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และไม่ซ้ําซ้อน ในขณะเดียวกัน จะต้องมีข้อตกลงในเรื่องของความร่วมมือในการทํางาน แล้วก็มีการลงนามร่วมกัน อาจจะต้องมีสัญญาเกิดขึ้น แล้วก็ต้องมีตัวชี้วัดในการดําเนิน งานในลักษณะตัวชี้วัดร่วม เพื่อมีการตรวจสอบประเมินผลการดําเนินการด้วย ซึ่งมาตรการระยะสั้นนี่อยากจะให้มี การปรับปรุงพระราชกฤษฎีกา หรืออาจจะต้องยกร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบูรณาการ ความร่วมมือระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจนยิ่งกว่า ที่เปึนอยู่ที่มีพระราชกฤษฎีกาเรื่ องของการบูรณาการอยู่แล้ว เรื่องนี้ก็เสนอแนะ ให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัด
แบบบูรณาการ ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับปัจจุบันให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีระยะเวลาในการดําเนินการไม่เกิน ๑ ป้
ประเด็นที่ ๕ คือเรื่องของการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค เรื่องนี้เมื่อเรามอบอํานาจ แบ่งอํานาจจากส่วนกลาง ให้กํากับดูแลท้องถิ่น แล้วก็ในเรื่องของการบริหารทั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นความเข้มแข็ง ของจังหวัดจะต้องมีความสําคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตัดสินใจแก้ปัญหา และการสั่งการ เพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชน และความรวดเร็วในการ บริหารราชการของผู้ว่าราชการจังหวัด เราจะต้องออกแบบโครงสร้างการจัดส่วนราชการ ประจําจังหวัดให้เปึนตัวแทนของกระทรวงที่แท้จริงในราชการบริหารส่วนภูมิภาค ไม่ใช่ว่า ราชการบริหารส่วนภูมิภาคของ ๑ กระทรวง ยังมีหลาย ๆ หน่วยงานอยู่ในจังหวัดเดียวกัน ในเรื่องของการมอบอํานาจให้กับตําแหน่งรองลงไปของผู้ว่าราชการจังหวัดก็เปึน เรื่องที่มี ความสําคัญมาก เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถทํางานได้ทั้งหมดด้วยตัวท่านเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็จะต้องเร่งดําเนินการ รวมทั้งปรับบทบาทอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการจังหวัดให้เหมาะสมด้วย ในส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของการส่งเสริม ความเข้มแข็ง ไม่เพียงแต่แค่ผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้น แต่อําเภอ ในเรื่องของราชการ ส่วนภูมิภาคและท้องที่คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้านนี่เปึนเรื่องที่มีความสําคัญที่จะทําให้ทั้ง ๒ กลุ่มนี้ สามารถช่วยงานของอําเภอและตําบลได้ดียิ่งขึ้น
ประเด็นที่ ๖ คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งและเร่งรัดการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราจะเห็นได้ว่าเรื่องของการถ่ายโอนภารกิจที่เปึนของ ส่วนท้องถิ่น ณ ปัจจุบันนี้ยังมีปัญหา เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องปรับโครงสร้าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการกําหนดตําแหน่งและการบริหารงานให้เหมาะสมกว่านี้
จะต้องกําหนดภารกิจให้ชัดเจนว่าภารกิจใดควรเปึนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่เรามีหลาย ๆ ระดับอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้ทางด้านของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นก็เปึนส่วนหนึ่ง ในการที่จะแก้ไขปรับปรุงด้วย และที่สําคัญที่สุดคือการให้อํานาจในการตัดสินใจในกิจการ ของท้องถิ่นได้เองภายใต้เงื่อนไขของการเป่ดให้สมัชชาพลเมือง องค์กรชุมชน หรือภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาพื้นที่ให้มากขึ้น แล้วก็ต้องมีการปรับปรุง การบริหารงานบุคคลให้มีเอกภาพ เหมาะสม และมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น เรื่องนี้ก็เปึนมาตรการระยะยาวนิดหนึ่งควรจะต้องดําเนินการมากกว่า ๓ ป้ เพราะว่า เราจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วในเรื่องนี้ควรจะต้องมีการทํางานร่วมกัน ระหว่างคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น สํานักงบประมาณ และกระทรวงการคลังด้วย
ประเด็นที่ ๗ การจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์และเปัาหมายร่วมกัน เรื่องนี้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังได้กล่าวไปแล้ว ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ และเรื่องของการให้ความสําคัญ ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ตามแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ในขณะเดียวกันทุกส่วนราชการจะต้องกําหนดวงเงินงบประมาณที่จะดําเนินการในจังหวัด ตามภารกิจหลักและตามแผนพัฒนาจังหวัดเปึนรายจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เปึนมาตรการระยะกลางควรจะดําเนินการไม่เกิน ๓ ป้ โดยสํานักงบประมาณ และทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ ๘ เราเสนอให้มีรัฐบาลระบบเป่ดซึ่งเปึนรัฐบาลที่เป่ดโอกาส ให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการภารกิจของรัฐเพื่อเปึนเครือข่าย หรือเปึนพันธมิตรในการทํางานร่วมกั น เราจะต้องเสนอให้มีกระบวนการและช่องทาง ที่จะสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้รับทราบและเข้าใจถึงสิ่งที่รัฐ กําลังดําเนินการหรือที่ดําเนินการไปแล้ว พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นตอบกลับตลอดเวลา มีการส่งเสริมความร่วมมือในรูปภาคีหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภำคเอกชนทุกด้าน
ในขณะเดียวกันเป่ดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคส่วนอื่นเข้ามาแข่งขันในการจัด บริการสาธารณะแทนรัฐในสิ่งที่รัฐควรจะต้องลดบทบาทลง และให้ภาคประชาสังคม หรือองค์กรชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณะที่จําเปึนและเพียง พอกับ ความต้องการของประชาชน เรื่องนี้สามารถดําเนินการได้ทันทีเพราะเหตุที่ว่า เรามีทั้งสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ สํานักงานพัฒนาธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์และทุกส่วนราชการที่ควรจะต้องมาบูรณาการร่วมกัน โดยเปึนมติคณะรัฐมนตรีค่ะ
ส่วนเรื่องสุดท้ายเปึนเรื่องของการปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ ให้มีมาตรฐานสามารถขจัดความเหลื่อมล้ํา มีเอกภาพในด้านค่าตอบแทนและมี ความเปึนกลางทางการเมือง เรื่องนี้เรามีข้อเสนอว่าที่สําคัญที่สุดคือเรื่องของเกณฑ์ หลักเกณฑ์ในการประเมินบุคคลในการบริหารงานบุคคลทุกอย่างจะต้อ งมีตัวชี้วัด อย่างเปึนรูปธรรม และต้องมองถึงเรื่องของผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของหน่วยงาน รวมทั้ง จะต้องแสดงเหตุผลถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนชั้น เลื่อนตําแหน่งของ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละตําแหน่งด้วย แล้วต้องใช้ระบบคุณธรรม ในการกลั่นกรองเสนอรายชื่อผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งในเรื่องของการปรับระบบข้อมูล หรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะอยู่ในข่ายได้รับการแต่งตั้ง รวมตลอดถึงข้าราชการ ทุกคนซึ่งควรจะมีสิทธิและมีโอกาสไม่ใช่เพียงแค่ว่าเสนอแต่ชื่อ แต่จะต้องมีเรื่องของประวัติ ของเขาและมีข้อมูลอย่างเพียงพอ ในเรื่องของการกําหนดมาตรฐานที่เปึนเอกภาพ ในด้านค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เงินเดือนของ องค์กรอิสระจะออกโดยพระราชกฤษฎีกากําหนดเงินเดือนที่จะออก ขึ้นเงินเดือนตัวเองไม่ได้
เพราะฉะนั้นในข้าราชการแต่ละประเภทนี่ก็ไม่ควรจะอยู่ในพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลของข้าราชการแต่ละประเภท แต่ควรจะมีองค์กรกลาง ในการที่จะมาดูแลในเรื่องของความเปึนเอกภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ําในส่วนเหล่านี้ด้วย แล้วก็สิ่งสําคัญประการสุดท้ายคือห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทุกระดับแทรกแซง การปฏิบัติราชการและการบริหารงานบุคคล แล้วจะต้องมีบทกําหนดลงโทษกรณีที่ ฝ์าฝ๋นด้วย ซึ่งเรื่องนี้เปึนมาตรการระยะกลาง ซึ่งเราอยากให้เสร็จภายใน ๓ ป้ โดยการแก้ไข ไม่เพียงแต่กฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนเท่านั้น แต่ควรจะแก้ไข พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการประเภท ต่าง ๆ รวมทั้งจะต้องมีร่างกฎหมายขึ้นมา ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรฐานค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เปึนกลาง อันนี้ก็เปึนหน้าที่ของ ก.พ. และองค์กรกลาง บริหารงานบุคคลของข้าราชการแต่ละประเภทที่จะต้องช่วยกันมาทํางานด้วยกัน
ผลลัพธ์ที่เราคาดว่าจะได้รับจากการปฏิรูปนี่จะมีทั้งหมด ๖ ประการ จะสอดรับกับปัญหาที่เรามีอยู่คือขนาดและความสัมพันธ์ระหว่างราชการทั้ง ๓ ส่วน จะเปึนไปในลักษณะที่มีการบูรณำการกันมากขึ้น มีการซ้ําซ้อนน้อยลง แล้วก็จะมี ความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้น ราชการบริหารส่วนกลางจะลดขนาดลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทําหน้าที่หลักคือการกําหนดและกํากับนโยบายให้เปึนไปตาม ยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะเดียวกันราชการบริหารส่วนภูมิภาค รวมทั้งการปกครองท้องที่ จะมีความเข้มแข็งขึ้น ตัวราชการส่วนภูมิภาคจะเปึนผู้กํากับและอํานวยความสะดวก ในระดับพื้นที่และดําเนินงานเฉพาะในส่วนที่ท้องถิ่นยังไม่พร้อมที่จะดําเนินการหรือท้องถิ่น อาจจะยังรับไม่ได้ ส่วนท้องถิ่นจะรับผิดชอบงานในระดับปฏิบัติการทั้งหมดที่มีความพร้อม ในการดําเนินการและให้บริการประชาชนที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันเราจะให้ความสําคัญ ในเรื่องของการจ้างเหมาบริการ รวมตลอดถึงการให้สัมปทานหรือการมีส่วนร่วมของ ภาคเอกชนซึ่งทําให้ราชการทุกระดับจะลดภารกิจในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้อํานาจรัฐบางส่วน ที่เอกชนสามารถดําเนินการแทนได้ ผลลัพธ์ข้อที่ ๕ ก็คือเรื่องของหน่วยงานที่มีภารกิจ ต้องอาศัยผู้มีความรู้ความสามารถเปึนพิเศษซึ่งต้องดําเนินการเร่งด่วนหรือดําเนินการ เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สําเร็จภายในเวลาอันจํากัด สามารถจัดตั้ง ได้รวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยุบเร็วด้วยเมื่อหมดภารกิจในการทํางาน ประการสุดท้ายก็คือ
เรื่องของการแต่งตั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้รับ ความเปึนธรรมและได้รับ การปกปัองคุ้มครองจากการแทรกแซงจากฝ์ายการเมือง แล้วก็จะได้รับความเปึนธรรม ในเรื่องของเงินเดือนและค่าตอบแทน เพราะฉะนั้นเราจะสามารถดึงดูดคนดีและคนเก่ง อยู่ในระบบราชการต่อไปได้
ตัวชี้วัดขอ งค วามสําเร็จ เรื่องของกล ไกและ กระบวนกำร ในเรื่องของประสิทธิภาพประสิทธิผล ท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านอุดมจะได้กล่าวถึง ต่อไปในเรื่องของรายละเอียด แต่ในสิ่งที่ตัวชี้วัดความสําเร็จของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ ที่เสนอก็คือเรื่องคะแนนความสามารถของระบบราชการที่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว คุ้มค่า ถูกต้อง และเปึนธรรม ซึ่งจะอยู่ในเปัาประสงค์สุดท้ายที่ได้นําเสนอ ไว้แล้วในหน้า ๘ แต่ว่าตัวชี้วัดต่าง ๆ จะมีข้อเสนอเพิ่มเติมในวาระถัดไป ฉะนั้น สิ่งที่เราต้อง การคือความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยสรุปสิ่งที่ต้องดําเนินการต่อไปก็คือ เรื่องของการนําเสนอมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับขอบเขตอํานาจหน้าที่ของทุกภาคส่วน เรื่องของการจําแนกบทบาทภารกิจหน่วยงานภาครัฐทุกประเภท แล้วก็เรื่องของรัฐบาล ระบบเป่ดที่ให้ประชาชนและภาคส่วนอื่น ๆ มีส่วนร่วมสามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย แล้วก็ การแก้ไขกฎหมายหรือยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยก็ควรจะมีไม่น้อยกว่า ๘ ฉบับ ที่ได้นําเสนอในที่นี้
ขออนุญาตสรุปให้ทราบถึงว่าภารกิจของคณะกรรมาธิการในส่วนที่เกี่ยวกับ การปรับโครงสร้างอํานาจราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึง เรื่องของการบริหารงานบุคคลภาครัฐด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ จากนี้ก็เปึนเวลาอภิปรายของสมาชิกนะครับ ได้แสดงความเห็นท่านละไม่เกิน ๕ นาที ตามกติกาที่เราตกลงไว้ จะมีท่านต่อไปนี้ก่อนนะครับ พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ คุณอลงกรณ์ พลบุตร คุณทิวา การกระสัง คุณธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ และคุณสยุมพร ลิ่มไทย เชิญ พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ
พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ : กราบเรียนประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติจากจังหวัดมุกดา หารนะครับ จากวาระปฏิรูปที่ ๓ การปรับโครงสร้างอํานาจ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น จากที่ผมดูแล้วผมก็เห็นด้วยในหลายประเด็น เกือบทุกประเด็น แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอเพิ่มเติมก็คือการกระจายอํานาจสู่ราชการ บริหารส่วนท้องถิ่น ก็คือหมายความว่าการคมนาคมของประเทศมันเปึนอํานาจและหน้าที่ ของราชการบริหารส่วนกลาง ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบก็คือกระทรวงคมนาคม ทําถนน ทางหลวงแผ่นดิน แล้วก็ทางหลวงชนบท เพราะฉะนั้นทางหลวงระหว่างอําเภอ ระหว่างจังหวัดก็ควรจะเปึนอํานาจและหน้าที่รับผิดชอบของราชการบริหารส่วนกลาง ถูกต้องแล้ว ในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน ยกตัวอย่าง ถนนในหมู่บ้าน ถนนระหว่างตําบล ก็ควรจะเปึนอํานาจและหน้าที่ และควรจะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลาง ให้หน้าที่ส่วนท้องถิ่นดําเนินการ ก็คือโครงสร้างพื้นฐานถนนเหล่านี้เปึนการถูกต้อง และงบประมาณลงไปก็ควรจะมีมากพอสมควร ไม่ควรจะไปกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือการจัดระเบียบชุมชน การรักษาความสงบเรียบร้อย การปัองกันอาชญากรรม ในปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยได้จัดให้มีฝ์ายรักษาความสงบ หมู่บ้าน เรียกว่าตํารวจบ้าน และนอกจากนั้นส่วนท้องถิ่นก็จะมีฝ์ายปัองกันภัยฝ์ายพลเรือน เรียกว่าอาสาสมัครปัองกันภัยฝ์ายพลเรือน ก็จะมีอยู่ ๒ ส่วนนี้แหละที่ทําหน้าที่ช่วย ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการปัองกันอาชญากรรมในหมู่บ้านและตําบล แต่จากที่ ได้ทราบมาบุคคลที่ทําหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยประจําหมู่บ้านหรือการปัองกัน
อาชญากรรมในระดับท้องถิ่นไม่มีค่าตอบแทน เพราะฉะนั้นการรักษาความสงบเรียบร้อยก็ดี การปัองกันอาชญากรรมระดับหมู่บ้าน ตําบลก็ดี ทางกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล ก็ควรจะกระจายอํานาจ กระจายเม็ดเงิน ในเมื่อกระจายอํานาจในด้านคน กระจายเม็ดเงินด้วย อย่างน้อยผู้ปฏิบัติหน้าที่ก็ควรจะมีค่าตอบแทนเปึนรายเดือน หรือว่า เปึนรายวันที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่ ยกตัวอย่าง นาย ก นาย ข นาย ค นาย ง ๔ คน นั่งรถออกไปตรวจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยประจําหมู่บ้าน หรือท้องที่ตําบลก็ควรจะมี เขาเรียกว่า เงินเบี้ยเลี้ยงประจําผลัด ประจําวัน อันนี้เพื่อจะเปึนการให้ขวัญและกําลังใจ ให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้เสียสละทั้ง ๒ ส่วน ก็คือฝ์ายรักษาความสงบเรียบร้อยจาก กระทรวงมหาดไทยที่เปึนฝ์ายปกครองท้องที่และฝ์ายท้องถิ่นด้วย ในส่วนที่ ๓ ก็คือการกีฬา การกีฬานี่ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นก็ควรจะรั บผิดชอบ คือในแต่ละจังหวัด ก็ควรจะมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดในการจัดตั้งโรงเรียนกีฬาประจําจังหวัด จากการที่ผมได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดมุกดาหาร ประชาชนส่วนใหญ่ เขาต้องการให้มีโรงเรียนกีฬาประจําจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละ ๑ แห่ง เพื่อจะเปึน การฝ๊กฝนนักเรียนให้มีประสบการณ์ มีเทคนิค มีความสามารถทางด้านกีฬาเพื่อสู่กีฬาโลก
และอันที่ ๔ ก็คือการสงเคราะห์คนชรา คนชราในปัจจุบันนี้เปึนผู้สูงอายุที่เพิ่มภาระให้กับ ลูกหลานในท้องถิ่นเ ปึนจํานวนมาก ดังนั้นก็ควรจะมีการสร้างสถานสงเคราะห์คนชรา ในระดับท้องถิ่นก็คือทุกตําบลหรือว่าอย่างน้อยอําเภอละแห่งหรือว่าตําบลละแห่งก็เปึนการดี ในส่วนเรื่องรัฐวิสาหกิจที่ว่าการกําหนดความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นและภาคส่วนต่าง ๆ ในหน้า ๙ ก็คือไฟฟัา การไฟฟัาส่วนภูมิภาค ประชาชน ไปร้องขอเพื่อขอใช้ไฟฟัาในบ้านเรือน ถ้าเปึนระดับหมู่บ้านที่ไฟฟัาได้เดินสายไฟหรือเสาไฟ ไปถึงอันนี้ก็ไม่มีปัญหา แต่ว่าส่วนที่อยู่ไกลออกไปประมาณระยะทางสัก ๕๐๐ เมตร หรือ ๑ กิโลเมตรหรือ ๒ กิโลเมตรนี่จะมีบ้านเรือนของประชาชน ๔-๕ หลังคาเรือนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเวลาไปขอใช้ไฟฟัาทางการไฟฟัาส่วนภูมิภาคบอกว่าให้ผู้ที่จะขอใช้ไฟ ฟัา ได้รวมกันจัดเงินงบประมาณส่วนตัว ส่วนบุคคลนี่ แล้วก็ให้การไฟฟัาไปดําเนินการ แล้วหลังจากที่จ่ายเงินเสร็จก็จะต้องโอนกิจการก็คือเสาไฟ แล้วก็สายไฟอะไรต่าง ๆ ให้เปึนของการไฟฟัาส่วนภูมิภาคอันนี้ผมคิดว่าไม่เปึนธรรม ในเมื่องานบริการสาธารณะ ที่รัฐลงทุนสามารถหารายได้บางส่วนมันก็จําเปึน ก็คือเก็บค่าไฟฟัาจากประชาชนที่ใช้ไฟฟัา ผมก็ไม่อยากจะให้ทางการไฟฟัาส่วนภูมิภาคจะต้องเอาเงินของประชาชนทั้งหมด มาเปึน ในการก่อสร้าง แล้วก็รับโอนเปึนของตัวเองเปึนการไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง แล้วอันสุดท้าย ขออีกประเด็นเดียว การลดความเหลื่อมล้ําของข้าราชการทุกส่วน อันนี้ก็อยากจะให้มี มาตรฐานเดียวกัน เช่น ข้าราชการทั่วไปเกษียณอายุราชการ ๖๐ ป้ ส่วนฝ์ายตุลาการ เกษียณอายุราชการ ๖๕-๗๐ ป้ ผมคิดว่ามันเปึนความเหลื่อมล้ําที่ประชาชนหรือว่าราชการ ส่วนใหญ่รับไม่ได้นะครับ แม้ว่าฝ์ายตุลาการจะมีส่วนน้อยก็จริง แต่ว่าข้าราชการส่วนใหญ่ ก็มีความน้อยใจอยู่เหมือนกันว่าการเกษียณราชการก็ควรจะมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ก็กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณอลงกรณ์ครับ
ท่านประ ธานที่เคำรพ ก ระ ผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ถือว่าเปึนเสาหลักประการหนึ่งของการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ ความจริงได้จัดทํารายงาน ในวาระปฏิรูปมาหลายวาระด้วยกัน วันนี้ก็เปึนเรื่องของงบประมาณ เรื่องของ
โครงสร้างอํานาจแล้วก็เรื่องของประสิทธิ ภาพและคุณภาพการบริหารงานของภาครัฐ ผมติดตามมาแล้วก็มีส่วนในการแสดงความคิดเห็นตั้งแต่รอบแรก วันนี้มารอบ ๒ ความจริง อยากให้มีรอบ ๓ คือเมื่ออ่านแล้วเห็นเลยว่าใกล้จะถึงการชี้เปัาหมายที่ชัดเจนแล้ว ใกล้จะเห็นแผนที่เปึนรูปธรรมจับต้องได้แล้ว ในรอบ ๒ ยังมีลักษณะการเปึนฮาว ทู (How-to) คือกระบวนการที่จะไปสู่การบรรลุซึ่งกรอบความคิดรวบยอด ผมกล่าวเช่นนี้ เพราะว่าเราปฏิรูปกันมาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะหลังจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เราก็มาสู่ การปฏิรูปป้ ๒๕๔๕ แต่ก่อนหน้านั้น ๓ ป้ เรามี พ.ร.บ. ที่เปึนตัวชี้วัดอันหนึ่งว่า เราก้าวมาถึงไหนก็คือพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมเปึนกรรมาธิการชุดนั้นด้วย ผมเสนอเข้าไปให้กําหนด ให้มีการจัดสรรแบ่งปันในเรื่องของรายได้ของแผ่นดินให้ท้องถิ่นกับรัฐบาลกลาง ๘๐ : ๒๐ ๖๕ : ๓๕ เปึนต้น และกําหนด พ.ศ. .... ไว้ด้วย นั่นเปึนครั้งแรกของการปฏิรูป การนิติบัญญัติให้มีการกําหนดในเรื่องของสัดส่วนเปอร์เซ็นต์และกรอบเวลาลงไปอยากเห็น ต้นแบบเช่นนั้นเหมือนกัน แต่แม้ว่าจะมีกฎหมายดังกล่าวเมื่อ ๑๓ ป้ที่ผ่านมาแล้ว แล้วมีการปฏิรูปราชการในอีก ๓ ป้ต่อมา
ดูเหมือนกับว่ามันเปึนไปอย่างยากลําบากและไม่เปึนไปตามเปัา ครั้งนี้ไม่อยากให้ความตั้งใจ ซึ่งทํามาดีมากอยู่แล้วนั้นจะไม่บรรลุถึงความตั้งใจและเปัาหมายของเรา จึงเรียนท่านประธาน ว่าอยากเห็นรอบ ๓ จริง ๆ ใครจะเข้าไปสู่ในสภาขับเคลื่อนก็คงจะไปทํารอบ ๓ ก็ยังดีนะครับ แต่ถ้ามีเวลาจากนี้อีกร่วมเดือนถ้าสามารถทํารอบ ๓ รอบ ๓ คืออะไร คือความชัดเจน ไม่ใช่ฝากงานให้กับหน่วยงานที่ได้กําหนดอยู่ในแผนว่าหน่วยนั้น เช่น ก.พ.ร. เช่นสํานักงบประมาณ เช่นส่วนนั้นส่วนนี้ไปดําเนินการ เราตั้งเปัาว่าโครงสร้างของอํานาจ ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น มันต้องมาพร้อมกับ เรื่องของการออกแบบตัวองค์กรด้วย และกระบวนการ และอํานาจหน้าที่ภารกิจ รวมทั้ง เรื่องของเงิน เรื่องของคลัง อะไรต่าง ๆ เราต้องการเห็นโอเพน กัฟเวิร์นเมน ต์ (Open government) เราต้องการเห็นสมอล กัฟเวิร์นเมน ต์ (Small government) ดาวน์ ไซซิง (Down sizing) ลงไป แล้วโจทย์ชัดเจนมากเลยครับ โจทย์ชัดเจนมากตรงที่ว่า ในปัจจุบันเรามีตั้ง ๒๐ กระทรวง จากก่อนหน้าปฏิรูป พ.ศ. ๒๕๔๕ เรามีอยู่ ๑๔ กระทรวง ๑ ทบวง ปรากฏว่าใช้หลักการเดียวกันอยากจะมีสมอล กัฟเวิร์นเมนต์ อยากจะมีการ ดาวน์ ไซซิงเพื่อลดภาระราชการส่วนกลาง แล้วก็ไปลดส่วนภูมิภาค เพื่อที่จะไปให้ ส่วนท้องถิ่นเติบโต ปรากฏว่าเรากลายเปึนยักษ์ ๓ หัว งบประมาณแผ่นดินจึงจมอยู่กับ งบประจํา เหลืองบลงทุนน้อยมากจนต้องกู้เงินมาเพื่อลงทุน อย่างป้นี้ ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราไม่รี บเขียนความชัดเจนลงไปว่าปัจจุบันที่มีอยู่ด้วยกัน ๒๐ กระทรวง จะยุบกระทรวงไหนบ้าง ควบรวมกระทรวงไหนบ้าง ๒. ก็คือกรมซึ่งเดิมเรามีอยู่ ๑๕๔ เมื่อป้ ๒๕๔๕ วันนี้มาแล้ว ๑๖๑ รัฐวิสาหกิจยังคงเดิมครับ มีเท่าไร ๕๘ ๑๐ กว่าป้ เหมือนเดิม รัฐวิสาหกิจหลายรัฐวิสาหกิจควรยุบ ก็ไม่มีเขียนไว้เลยให้ชัดเจน ประหนึ่งว่า เกรงอะไรบางอย่าง องค์การมหาชนมีอยู่ ๕๓ ถ้าตัวนี้เปึนตัวชี้วัดประการหนึ่งว่ารูปแบบ องค์กรที่ทันสมัยจากส่วนราชการมาเปึนรัฐวิสาหกิจแล้วมาเปึนองค์การมหาชนมันไม่ได้บ่งชี้ อย่างมีนัยสําคัญ แต่สุดท้ายก็คือว่าส่วนท้องถิ่นโต ส่วนภูมิภาคโต ส่วนกลางโต ผมอยากเห็น แผนปฏิรูปรอบ ๓ นี่ครับ เขียนไปเลยว่า ๒๐ กระทรวงลงมาเหลือสัก ๑๕ กระทรวง ๑๒ กระทรวงได้ไหม กรมที่มีอยู่กําลังจะบานจาก ๑๕๔ วันนี้ ๑๖๑ แล้วก่อนหน้าแค่ ๑๒๔ ยิ่งปฏิรูปยิ่งเพิ่ม ๆ ลงมาเหลือสัก ๑๒๐ กรม เหมือนเดิมได้ไหม รัฐวิสาหกิจปรับลงมาเหลือ สัก ๔๐ ได้ไหม ไปเปึนองค์การมหาชนสัก ๗๐, ๘๐ ให้มันชัดเจนอย่างนี้ และโครงสร้าง
อํานาจมันจะบอกมาเองครับ เราไม่ต้องบรรยายหรอกว่าราชการส่วนกลางทําอะไร ส่วนภูมิภาคทําอะไร ส่วนท้องถิ่นทําอะไร รู้อยู่แล้ว วันนี้มันอยู่ที่ว่าจะถ่ายตรงนี้จากอํานาจ โครงสร้างจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคลงไปส่วนท้องถิ่น ประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนแล้วแต่ เจริญได้ด้วยโลคอล กัฟเวิร์นเมนต์ (Local government) ครับ บริการสาธารณะ ไม่ใช่ อย่างที่บอกว่าราชการส่วนกลางให้คํานึงถึงบริการสาธารณะ ไม่ใช่ บริการสาธารณะ ส่วนใหญ่อยู่ที่ส่วนท้องถิ่นครับ ผมก็เลยเรียนท่านประธาน ขออนุญาตเกินไป ๑ นาที ๕ วินาที ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณทิวา การกระสัง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน กรรมาธิการ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม ทิวา การกระสัง สมาชิก เลขที่ ๐๙๒ ผมจะขอความกรุณาเพิ่มเติมในประเด็น ก็คือเห็นด้วยในกรรมาธิการทุกอย่าง แล้วก็เหมือนที่ท่านสมาชิกท่านอลงกรณ์ ขอความกรุณาเอ่ยชื่อนะครับ ท่านพูดไปแล้วว่า อยากจะเห็นรอบ ๓ ผมก็เช่นเดียวกันครับ ในรายงานของท่านโดยเฉพาะที่อยู่ในตาราง ท่านบอกว่า ๑. กําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่ราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน และจัดความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ นะครับ ท่านบอกว่า ๑. เสนอคณะรัฐมนตรี ๒. แก้ไขกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน อยากจะขอ ความกรุณาฝากงานท่านร่างเปึนกฎหมายมาเลยได้ไหมครับ
ขอความกรุณาให้ชัดเจนไปเลย เนื่องจากอะไรครับ เนื่องจากกรอบการปฏิรูปเมื่อเสนอ ผ่านสภาไปแล้วจะมีผลถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ขอถ้านิดหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้น เนื่องจากว่าถ้ารัฐธรรมนูญผ่านแล้วก็จะมีกฎหมายประกอบรั ฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูป ซึ่งร่างที่ส่งมาให้สภาปฏิรูป แห่งชาติ ผมขออนุญาตอ่านร่างนะครับ ในมาตรา ๕ บอกว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่ คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีการปฏิรูปตามแนวทางและระยะเวลาที่กฎหมาย กําหนด ซึ่งจะไปผูกพันกับมาตรา ๗ ภายในระยะเวลา ๕ ป้ เปึนไปตามรายงานของ กรรมาธิการที่บอกว่าบางสิ่งบางอย่างจะต้องทําให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ป้ ผมมาดูในส่วนที่ ๓ การปฏิรูปด้านบริหารราชการแผ่นดิน ผมสนใจในข้อ ๒ ที่ท่านบอกว่ากําหนดภารกิจ อํานาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการบริหารราชการแผ่นดิน ในลักษณะกลุ่มภารกิจ ภูมิภาค หรือว่าโดยรวมแล้วท่านก็จะบอกว่ากําหนดภารกิจอย่าง ชัดเจน ปัญหาทุกวันนี้ ก็ทราบดีอย่างกฎหมายเกี่ยวกับท้องถิ่นมาใช้คําว่า ท้องถิ่นอาจสนับสนุนด้านประเพณี วัฒนธรรมหรือด้านการกีฬาก็ก่อให้เกิดปัญหา สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินบอกว่าใช้คําว่า อาจ ไม่ได้เปึนภาระหน้าที่ที่ชัดเจน เมื่อมีหน่ วยงานรัฐที่ทําอยู่แล้วก็คือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค มีอํานาจหน้าที่อยู่แล้ว ท้องถิ่นทําไม่ได้ก็ก่อให้เกิดการเรียกเงิ นคืน นี่คือการเขียนภาระหน้าที่ ที่ไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นท่านที่ทําได้ท่านแก้ตัวนี้เลยนะครับ กว่าที่ท่านจะปฏิรูป ๓ ป้นี้ขอให้ แก้กฎหมายลักษณะนี้ให้ชัดเจน นะครับ ในข้อ ๓ ที่ท่านบอกว่าสร้างระบบกลไกการบริหารราชการแผ่นดินโดยเน้นการให้ การบริการ ผ่านระบบสารสนเทศหรืออีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูป วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ก็กําลังทําอ ยู่ เมื่อมีการบริหารราชการแผ่นดินโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ราชการส่วนภูมิภาค กระทรวง ทบวง กรม บางกระทรวง บางสิ่งบางอย่างก็ต้องถูกลดจํานวนลง ที่ท่านบอกว่า ให้เอกชนสามารถดําเนินการแทนรัฐได้ ผมอยากขอความกรุณาให้กรรมาธิการของท่าน ศึกษา ท่านอาจจะศึกษาแล้วก็ได้นะครับ แต่ฝากนิดหนึ่งนะครับ กฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ ของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศเกาหลี ซึ่งถือว่าเปึนประเทศที่มีการบริการประชาชน ดีที่สุดในโลกเปึนอันดับ ๑ ของโลกนะครับ ส่วนประเทศไทยนี้อยู่ที่อันดับ ๑๐๒ ท่านดูก็แล้วกันว่าเราอยู่ไม่ไกลกันเท่าไร แต่โดยตัวเลขแล้วเราไกลกันมาก
ท่านไปดูนะครับ ฝากท่านนิดหนึ่ง กรอบวิสัยทัศน์ในการบริการประชาชนของข้าราชการ ของประเทศไทยกับของประเทศเกาหลี ประเทศเกาหลีเขากําหนด ไว้ในมาตรา ๕ เขาก็บอกว่าหน้าที่ของบุคลากรภาครั ฐ เขาบอกว่าเจ้าหน้าที่รัฐพึงปรับปรุงการทํางาน อย่างเต็มควา มสามารถเพื่อให้สอดคล้องกับระบบอีกั ฟเวิร์นเมน ต์ ข้อ ๒ บอกว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ท่านต้องเอาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนหรือ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนไปฝ๊กการใช้คอมพิวเตอร์ครับง่าย ๆ ข้อ ๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องคํานึงถึงความสะดวกของประชาชน ซึ่งถือว่าสําคัญกว่า ความสะดวกในการดําเนินการของหน่วยงานของรัฐเอง ด้วยกรอบแนวคิดง่าย ๆ นะครับ ของเรานี่กฎหมายบางฉบับเขียนออกมา ระเบียบของทางราชการคํานึงถึงการทํางาน ของข้าราชการเปึนหลักมากกว่าความสะดวกของประชาชน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่นะครับ ให้ถือว่าความสะดวกของประชาชนสําคัญกว่าความสะดวกของส่วนราชการ ท่านต้องไป แก้กฎหมายตรงนี้ด้วยนะครับ เพราะมีกฎหมายที่ก่อให้เกิดควา มยุ่งยากแก่ประชาชน เยอะมากโดยเฉพาะเรื่องเดียวกันท่านไปติดต่อบางทีอยู่ ๕ กระทรวง อันนี้ท่านต้องไป รวมบูรณาการส่วนหลักแนวคิด หลักการให้ความสําคัญของประชาชนตามกฎหมาย ประเทศเกาหลีเขากําหนดไว้ในมาตรา ๖ เขาบอกว่าหลักการว่าด้วยการให้ความสําคัญแก่ ความสะดวกของประชาชน เขาเขียนกรอบวิสัยทัศน์หรือความคิดง่าย ๆ เขียนในกฎหมาย เลยนะครับ เขาบอกว่ากระบวนการทํางานของหน่วยงานต้องได้รับการออกแบบ เพื่อความสะดวกและลดเวลาในการขอรับการบริการของประชาชน คิดง่าย ๆ เลยว่า ออกแบบวิธีการทํางานหรือระบบโครงสร้างของข้าราชการต้องลดเวลาการติดต่อราชการ ของประชาชน ไม่ใช่ว่าเรื่องเดียวไปตั้งแต่ เจ็ดโมงเช้าเสร็จห้าโมงเย็น อันนี้ไม่ได้นะครับ ขอความกรุณาท่านทํางานในภาคที่ ๓ ขอให้กําลังใจและสนับสนุนทุกอย่างท่านเขียนดีหมด ถ้าเปึนไปตามที่ท่านเขียนประเทศนี้เจริญไปนานแล้ว จากอันดับ ๑๐๒ อาจจะอยู่อันดับที่ ๒ หรืออันดับที่ ๔ ก็ยังดี ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะนําเรียน ผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการอยู่ประมาณ ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ เรื่องหนึ่งซึ่งผม อยากจะนําเรียนเปึนความเชื่อมโยงในโครงสร้างอํานาจและหน้าที่ของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ซึ่งสาระสําคัญนั้นเมื่อสักครู่ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ได้นําเรียน แล้วว่าประเทศชาติจะเจริญได้นั้นการยกระดับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่จัดบริการประชาชนในขั้นพื้นฐานเปึนสาระสําคัญ ผมอยากนําเรียนข้อเท็จจริง อย่างนี้ว่าจะชี้ให้เห็นสภาพปัญหาว่าวันนี้การปกครองท้องถิ่นไม่สามารถเ คลื่อนตัวได้ มันเกิดขึ้นจากปัจจัยที่สําคัญอยู่ ๑ ปัจจัยนั่นก็คือ ๑. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ประการที่ ๒ ทิศทางการกระจายอํานาจ โดยคณะกรรมการการกระจายอํานาจนั้นสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีครับ ถามว่าองคาพยพ ที่เปึนโครงสร้างในลักษณะเช่นนี้ไม่สามารถที่ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เคลื่อนตัวอย่างมีประสิทธิภาพได้ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอ ในประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าทําอย่างไร ถ้าการปฏิรูปในครั้งนี้มีกลไกกลางให้เกิดขึ้นมาแทนคณะกรรมการการกระจายอํานาจที่มีอยู่ ปัจจุบันให้มีหน้า ที่มาทําหน้าที่ ๒ นัยด้วยกัน คือ ๑. กํากับดูแล ออกแนวทางปฏิบัติ กําหนดมาตรฐาน รวมไปถึงการกําหนดทิศทางการกระจายอํานาจให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นไปสู่การปฏิบัติ ผมคิดว่าประเด็นนี้จะทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นในการจัดบริการให้กับปร ะชาชน ประการที่ ๒ ที่อยากนําเรียน ต่อท่านประธานก็คือว่าการกระจายอํานาจที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ ราชการส่วนกลางซึ่งเปึนคนกําหนดนโยบาย สิ่งที่ไม่ได้มีการกําหนดไว้บนพื้นฐาน ความชัดเจนก็คือว่าการถ่ายโอนภารกิจที่มีสภาพบังคับเรื่องเงื่อนเวลาและการ ถ่ายโอน บุคลากรและงบประมาณ เรามีแผนขั้นตอนการกระจายอํานาจจริงครับ แต่สิ่งเหล่านั้น ไม่สามารถเคลื่อนตัวได้เพราะไม่มีสภาพบังคับในตัวของมัน ดังนั้นจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้อง มีการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจและหน้าที่ของระบบราชการ ๓ ส่วนในการเชื่อมโยงกับกลไก การกระจายอํานาจที่จะทําให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพเพิ่มขึ้น ในประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าเปึนเรื่องสําคัญที่เราไม่ได้พูดถึงกันมากนัก การปฏิรูปสิ่งใดก็ดี การกําหนดสิ่งใดก็ดี ให้เกิดขึ้นในประเทศชาติในวันนี้สิ่งสําคัญที่สุดก็คือว่าเราไม่เคยยกระดับความสามารถ
หน่วยดําเนินการเลย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเปึนองค์กรหนึ่งที่ไม่เคยได้รับการยกระดับ ขีดความสามารถ แล้วเราก็ไปกล่าวกันมาโดยตลอดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือราชการส่วนท้องถิ่นนั้นไม่พร้อมที่จะรับภารกิจการกระจายอํานาจ องคาพยพที่ ๒ นั่นก็คือว่ากำรยกระดับกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นจะต้องทําอย่างไร ให้พี่น้องประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในการมีส่วนร่วม เมื่อสักครู่ได้รับฟังข้อเสนอ ในเรื่องของการที่จะพัฒนาให้รูปแบบองค์กรในอนาคตเปึนแนวระนาบ ผมคิดว่าเรื่องนี้ เปึนการสําคัญอย่างยิ่งจําเปึนที่จะต้อง ยกระดับให้ภาคประชาชนนั้นมีองคาพยพและมี องค์ความรู้ในการมีส่วนร่วมในการร่วมบริหารจัดการบ้านเมือง ส่วนในประเด็นสุดท้าย ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่สําคัญไม่ต่างจากเรื่องที่ได้กล่าวมาใน ๓ ประเด็น นั่นก็คือ การถ่ายมอบอํานาจให้กับราชการส่วนภูมิภาค ในรอบแรกผมก็ได้มีการอภิปรายไปแล้วว่า การมอบอํานาจราชการส่วนกลางให้ส่วนภูมิภาคเปึนเรื่องสําคัญ เปึนองคาพยพ ในลักษณะเดียวกับการกระจายอํานาจ วันนี้ในวาระต้นเราได้พูดถึงการบริหารงบประมาณ แบบใหม่ที่จะให้จังหวัดเปึนกลไกในการขับเคลื่อนในการจัดตั้งงบประมาณในระดับพื้นที่ จําเปึนอย่างยิ่งวันนี้ต้องให้อํานาจตัดสินใจ อํานาจในการบริหารงานจากราชการส่วนกลาง ไปให้ราชการส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้น ถ้า ๓-๔ องคาพยพนี้ได้มีการปฏิรูป ได้มีการพัฒนา ผมคิดว่าประเทศชาติก็จะมีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ในอนาคตเพิ่มขึ้น ผมจึงขออนุญาตนําเรียนเพื่อเปึนสาระสําคัญเพื่อให้คณะกรรมาธิการได้นําไปสู่การพิจารณา เปึนลําดับต่อไป ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณสยุมพร ลิ่มไทย ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สยุมพร ลิ่มไทย ผมขอเสนอ ๓ ประเด็นครับ ประเด็นแรก เรื่องการมอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด อยากจะให้เขียนเรื่องนี้ให้ชัดมากขึ้น จากที่เขียนไว้แล้วในหน้า ๑๘ เพราะว่าเรื่องของ การปรับปรุงการมอบอํานาจนี่นะครับ จริง ๆ แล้วการมอบอํานาจนั้นเขียนไว้ในกฎหมาย ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเท่าที่มีอยู่ ในปัจจุบันนะครับ เพียงแต่ว่าการเขียน มันทําให้เกิดปัญหา เพราะว่าเขียนในลักษณะที่ว่าหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี อาจมอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด คือไปเขียนให้เปึนดุลยพินิจ หมายความว่ามอบก็ได้ ไม่มอบก็ได้นะครับ ประการที่ ๒ ก็คือว่าในส่วนราชการ ที่มอบอํานาจไปแล้วมอบไม่เท่ากัน มอบไม่เหมือนกัน นั่นก็คือว่าไม่มีมาตรฐาน การมอบอํานาจขั้นต่ําที่ควรจะเปึน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อยาก จะเขียนให้ชัดเลยว่า ควรจะต้องจัดทํากฎหมายมอบอํานาจนะครับ เพราะว่าในส่วนที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ระเบียบ บริหารราชการแผ่นดินนั้นอาจ จะไม่สามารถเขียนได้ละเอียด คงเขียนได้กว้าง ๆ ว่า ให้มีการมอบอํานาจ ส่วนรายละเอียดในเรื่องการมอบอํานาจนั้นคงจะต้องไปเขียนไว้ ในกฎหมายเฉพาะนะครับ ซึ่งในกฎหมายเฉพาะนี้อาจจะต้องเอาเรื่องของการมอบอํานาจ ในการบริหารงานบุคคล การมอบอํานาจในการบริหารการเงินและงบประมาณ และ การมอบอํานาจที่เกี่ยวข้องกับแผนงาน โครงการไปใส่ไว้ในกฎ หมายฉบับเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมอยากให้เขียนลึกลงไปอีกให้มันมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะครับ อันนี้เปึนประเด็นแรกนะครับ ประเด็นที่ ๒ ก็คือกลไกในระดับภูมิภาคนะครับ ผมเห็นด้วย ที่ว่าหน่วยงานในส่วนกลางที่ไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดนั้นควรจะให้มีน้อย แล้วก็มีอํานาจหน้าที่ ที่ชัดเจนนะครับ แต่ในขณะเดียวกันอยากจะเสนอว่ามีหน่วยงานในระดับภูมิภาคบางหน่วย ที่ควรจะลงไปอยู่ในระดับอําเภอ เพราะว่าปัจจุบันนี้งานบางอย่างถูกถอนตัวขึ้นมา มาอยู่ใน ระดับส่วนกลาง แล้วก็ไปทําหน้า ที่รับผิดชอบหลาย ๆ จังหวัด ทําให้ในระดับอําเภอ ขาดบุคลากรที่จําเปึนที่ไปปฏิบัติงานประจํา เขาเรียกว่าขณะนี้ในระดับอําเภอบางหน่วยงาน ขาลอย ขาลอยก็คือขึ้นมาอยู่ข้างบนหมด แต่ข้างล่างในระดับอําเภอหน่วยที่ควรจะต้องอยู่ กลับไม่มี ผมยกตัวอย่างเช่นงานที่เกี่ยวกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติหรือป์าไม้ เดิมเรามี
หน่วยงานในระดับอําเภอที่เรียกว่าป์าไม้อําเภอ คอยดูแลทํางานใกล้ชิด ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็ฝ์ายปกครอง กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ปัจจุบันนี้หน่วยงานนี้ ขาลอยขึ้นไปอยู่ในระดับส่วนกลางเปึนสํานักบริหารจัดการป์าไม้ ไปตั้งอยู่ในจังหวัดใด จังหวัดหนึ่งแล้วก็รับผิดชอบ ๖-๗ จังหวัด พอมีเรื่องเกิดขึ้นในพื้นที่ในอําเภอใดอําเภอหนึ่ง ต้องวิ่งไป ไม่สามารถที่จะทํางานแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ เพราะฉะนั้น ผมเสนอว่าควรจะหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพิจำรณาด้วย ก็คือในระดับอําเภอ หน่วยงานไหน ที่ควรจะต้องอยู่ ควรจะต้องมี ควรจะต้องเพิ่ มอัตรากําลังให้ก็ต้องทํานะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยหลักซึ่งชาวบ้านเ ขาต้องพึ่งพาอาศัยอยู่ อย่างเช่น ป์าไม้ ที่ดิน เกษตร สาธารณสุข พัฒนากร เหล่านี้เปึนต้น ควรจะพิจารณาให้ชัดว่าอะ ไรที่ต้องอยู่ ก็ควรจะต้องอยู่ แล้วก็ต้องเพิ่มอัตรากําลัง เพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถทํางานได้ให้ดีขึ้น อันนี้เปึนประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๓ ก็อยากให้เขียนให้ชัดไปกว่านี้นะครับ ก็คือเรื่องการเพิ่ม ความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้าน เพราะว่าเขียนไว้ค่อนข้างกว้าง ผมอยากให้เอา กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ มาดูให้ชัดในเรื่องที่เกี่ยวกับคณะกรรมการ หมู่บ้าน
๑๐๑ ป้แล้วนะครับกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับคณะกรรมการหมู่บ้าน คงจะล้าหลังมาก ไม่ว่าจะเปึนเรื่องโครงสร้างอํานาจหน้าที่ ระบบบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทําอย่างไรถึงจะให้คณะกรรมการหมู่บ้าน หรือ กม. สามารถทําหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีการประชุมนะ ครับ เพราะว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าเวลาจะประชุม กม. ต้องควักกระเปิาส่วนตัวจ่ายค่าน้ํามันรถ จ่ายเรื่องน้ํา เรื่องอาหารการกิน เพราะฉะนั้นมีการประชุมน้อยมาก กม. แทบจะไม่ได้ประชุม อย่างน้อยต้องจัดงบบริหารลงไปให้ กม. จะมากจะน้อยเพื่อสามารถทํางานได้อย่าง มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ถัดไปอีก ๕ ท่าน คุณกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะ มนูญทวี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ คุณเชื้อ ฮั่นจินดา และดอกเตอร์ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ เชิญคุณกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ดิฉัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะ มนูญทวี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ รหัส ๐๑๓ ดิฉันขอสนับสนุนในคณะกรรมาธิการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดิน เห็นด้วยในประเด็นการปรับอํานาจระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น ดิฉันจะเน้นในพื้นที่เพราะดิฉันมาจากชนบท มาจากจังหวัดยะลา แล้วก็เคยเปึนอดีตกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็นายก อบต. การที่จะมีการปฏิรูปจะต้องเริ่มจาก ท้องถิ่น การปรับอํานาจพื้นที่ส่วนท้องถิ่นมีความจําเปึนต้องเน้นแผนแม่บทชุมชน เน้นกระบวนการแทนผลลัพธ์ เน้นกระบวนการแผนแม่บทชุมชน คือต้องให้ประชาชน ในพื้นที่เข้ามีส่วนร่วมขับเคลื่อนโดยตนเอง เริ่มตั้งแต่การเตรียมคน การเตรียมคนในท้องที่ ในตําบล ต้องใช้งบประมาณ ดิฉันคิดว่าจะต้องมีงบประมาณจาก อบต. หรือจากส่วนกลาง ไปให้ท้องที่ในการที่จะเตรียมทํากระบวนการ แผนแม่บทเพื่อจะให้เกิด แล้วก็จะต้องมี อาสาสมัครต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชนนั้น โดยเน้นคนที่มีจิตสาธารณะ และคนที่รักท้องถิ่น ในชุมชนของเขา คณะกรรมการหมู่บ้านต้องฝ๊กทักษะ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เปึนวิทยากร จะได้ลดค่าใช้จ่ายของวิทยากรจากนอกพื้นที่ ผู้นําและผู้ตามก็จะต้องสร้างกระบวนการ เรียนรู้ร่วมกันทําแผนแม่บทชุมชน กระบวนการนี้เปึนกระบวนการสําคัญจะทําให้ประชาชน
ในท้องถิ่นรู้สึกเปึนเจ้าของ แล้วก็มีจิตอาสา แล้วก็รักบ้านตัวเอง ท้องถิ่นจะต้องเข้าร่วม ทุกขั้นตอนทั้งทุนที่จะเข้าประชุมสัมมนา หรืออาหาร หรือให้กําลังใจของท้องถิ่น จะต้องผลักดันให้มีแผนแม่บทที่พัฒนาในหมู่บ้าน ตําบล จังหวัด สู่ภูมิภาค แล้วก็สู่ส่วนกลาง เปึนการปรับโครงสร้างอํานาจใหม่ในการปฏิรูปครั้งนี้ ต้องมีแผนพัฒนาระดับอําเภอ ได้มีการจัดสรรกระบวนการบูรณาการแผนระดับตําบลในท้องถิ่นมาเปึนแผนพัฒนาอําเภอ โดยมีกํานัน นายก อบต. แต่ละหมู่บ้าน ตําบล หัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ
ที่สําคัญต้องมีภาคประชาชนในระดับอําเภอ ระดับจังหวัด หรือในระดับท้องถิ่น ร่วมทําแผนพัฒนาระดับตําบล ระดับอําเภอ สู่ระดับจังหวัด ที่เข้าใจ เข้าถึงอัตลักษณ์ แต่ละพื้นที่ แต่ละตําบล ให้เข้าถึงถึงจะพัฒนาได้ แผนพัฒนาจังหวัดหรือยุทธศาสตร์จังหวัด ก็ได้มาจากระดับหมู่บ้าน ระดับตําบล อําเภอ จังหวัด เพื่อสู่ภูมิภาค และสู่ภาคระดับ อํานาจกลางนะคะ คือจะต้องปรับโครงสร้างอํานาจร่วมกันอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ โครงสร้างที่ต้องปรับปรุง เช่น อํานาจในการพัฒนา อํานาจในการติดตาม ประเมินผล อํานาจในการลงโทษทางสังคมนะคะ ดิฉันจะฝากทางด้านเศรษฐกิจในด้านพัฒนานะคะ จะฝากคําถามถึงคณะกรรมาธิการ ถึงรัฐบาลด้วยนะคะ จะฝากคําถามว่าจะทําอย่างไร ประชาชนจะมีรายได้จาก ๑๐๐ บาทในกระเปิาทุกวันให้เปึน ๒๐๐ บาท ตอนนี้ ไม่ถึง ๒๐๐ บาทหรอกนะคะ เพราะว่าเศรษฐกิจย่ําแย่ ทําอย่างไรให้ประชาชนมีปากท้อง แล้วก็จะไม่มีการลักขโมยหรืออะไรนะคะ ฝากด้วยนะคะ ขอขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ด้านการศึกษาครับ เวลาผมขึ้นมาพูดผมสังเกตว่าผมโชคดีที่ได้พูดกับ ท่านรองประธานทัศนาทุกครั้ง ทําให้คําพูดแรง ๆ บางเรื่องต้องปรับให้นุ่มนวลลงนะครับ ขอบพระคุณท่านเทียนฉายนะครับที่เปลี่ยนให้ ท่านที่เคารพครับ อยากจะบอกว่า ถ้าจะพูดแรง ๆ ก็บอกว่ายังไม่เห็นสาระของการปฏิรูปที่พูดถึงเลย โดยเฉพาะเรื่องของ การพัฒนาคน แต่ถ้าจะพูดกันให้นุ่มนวลก็คือมีหลายเรื่องครับที่ดี แต่บางเรื่องปล่อยให้ผ่าน ไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของปฏิรูประบบบริหารบุคคลภาครัฐ การปฏิรูปเรื่องนี้ พูดเกือบทุกเรื่อง แต่กระบวนการในการบริหารบุคคลกลับมีสาระไม่มาก แล้วก็เปึนเรื่องเดิม แล้วก็ไม่ใช่การปฏิรูป ผมอยากจะพิจารณาให้ดูนะครับว่าท่านเขียนไว้ว่ารัฐต้องปฏิรูประบบ บริหารงานบุคคลภาครัฐให้มีความสามารถ ขจัดความเหลื่อมล้ํา มีเอกภาพในด้านตอบแทน มีความเปึนกลางทางการเมือง ตั้งโจทย์นี้ก็ผิดแล้วครับ ถ้าเราจะปฏิรูป ระบบ
บริหารงานบุคคลภาครัฐนั้นมันต้องตอบโจทย์ ๓ ข้อเท่านั้น ๑. ให้ได้คนดี ๒. ให้ได้คนเก่ง ๓. ให้ได้คนกระตือรือร้น เมื่อเราตั้งโจทย์แบบนี้จึงไม่แปลกครับที่สาระของท่าน มันก็กลายเปึนเรื่องของงานประจําและไม่ใช่การปฏิรูป ท่านบอกว่าอย่างแรกต้องปรับปรุง กฎหมาย ไม่ได้บอกเลยว่าปรับปรุงอย่างไร พูดไปก็ถูก และพูดไปก็ไม่ใช่สาระของการปฏิรูป อยู่ดีนั่นเอง อย่างที่ ๒ ท่านบอกว่ากระบวนการแต่งตั้งคนต้องมีคณะกรรมการ อย่างที่ ๓ บอกว่าต้องมีประวัติของบุคคลชัดเจน อย่างที่ ๔ บอกว่าต้องมีมาตรฐานค่าตอบแทนที่ดี อย่างที่ ๕ บอกว่าการเมืองไม่แทรกแซง ตรงไหนล่ะครับกระบวนการของการปฏิรูป นี่มันงานประจําทั้งสิ้น แล้วถ้ามองในแง่ปฏิรูปผมมีข้อเสนออย่างนี้ครับ อย่างแรก การปฏิรูปครั้งนี้ต้องบอกได้ว่าสามารถคัดคน เข้ามาเหมาะกับความสามารถ นั่นแปลว่า เราสามารถเลือกคนเข้ามาในระบบราชการโดยไม่จําเปึนต้องมาที่ซี ๑ ซี ๒ หรือขั้นต่ํา ขั้นสูง ความสามารถอยู่ขั้นไหนเขาก็อยู่ขั้นนั้นได้ แล้วถ้าเปึนแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราจะเอา คนจากเอกชนเข้ามาแล้วขึ้นมาเปึนปลัดกระทรวงได้ถ้าเขามีความสามารถ ตรงนี้กระมังครับ ถ้าจะปฏิรูปกัน อย่างที่ ๒ ครับ ท่านไม่ได้พูดถึงกระบวนการในการพัฒนาคนเลย ทั้ง ๆ ที่ การพัฒนาคนนั้นคือหัวใจของงาน ถ้าปล่อยแบบที่ท่านเขียนมานั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนราชการก็จะกลายเปึนสิ่งชํารุดทางประวัติศาสตร์
เพราะไม่มีกระบวนการของการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเปึนระบบและมีเงื่อนไข บอกได้ไหมครับว่าต่อไปนี้คนที่จะพัฒนานั้นจะเปึนในรูปแบบใดก็ตามเขาต้องได้รับ การโปรโมชัน (Promotion) แต่ท่านทราบไหมครับว่าคนไปเรียนต่อ ณ วันนี้ ก็ต้องเงินเดือนติด ทั้ง ๆ ที่กระบวนการเรียนต่อ ศึกษาต่อนั้นคือกระบวนการพัฒนา ท่านไม่ได้บอกในเรื่องเหล่านี้เลย อีกเรื่องหนึ่งก็คือกระบวนการในการเลื่อนขั้นบุคคลนั้น ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ นั่นแปลว่าต้องมีเกณฑ์ที่ชัดเจน มีเงื่อนไขที่ชัดเจนในการที่เขาจะ เข้าสู่ตําแหน่งตรงนั้น ผมเข้าใจว่าถ้าจะปฏิรูปกันจริง ๆ นั้นต้องมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล ในทุกหน่วยงานเพื่อที่จะตรวจสอบในเรื่องเหล่านี้ สร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น ผมเชื่อในระบบบุคคลครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีคณะกรรมการธรรมาภิบาลในแต่ละหน่วยงาน ผมเชื่อว่ากระบวนการในการปฏิรูปคนจะมีรูปธรรมชัดเจนและมีธรรมาภิบาล สิ่งสุดท้ายที่ผม อยากจะเห็นว่ากระบวนการในการที่จะตอบโต้กับการกระทําไม่ถูกต้องของผู้บังคับบัญชา ต้องเปึนเรื่องปกติวิสัย ต้องเปึนช่องทางที่ทําให้เขาสามารถที่ จะตรวจสอบ อุทธรณ์ หรือโต้แย้งได้ โดยมีกลไกรับการโต้แย้งนั้นอย่างเปึนปกติ ไม่ใช่เปึนการแสดงถึง ความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ผมอยากจะสรุปอย่างนี้ครับท่านประธานว่าที่เขียน มาทั้งหมดนั้นเปึนกระบวนการทํางานประจําทั้งสิ้น และโครงสร้างในการปฏิรูป ระบบราชการที่ว่านั้นอาจจะดีแล้ว แต่ถ้าคนมันไม่ตอบรับ ไม่สอดรับกัน โครงสร้างเหล่านั้น ก็เปึนแค่โครงสร้างเท่านั้นเอง อยากจะให้ปรับปรุงแก้ไขนะครับ ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ค่ะ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผมเองก็สบายตา สบายใจนะครับ เห็นชุดไทยจากพี่น้อง สปช. หลายท่านวันนี้สีสดสวย น่ารักนะครับ ก็เหมือนกับท่านอดีตอธิการบดีท่านพูด ท่านเห็นท่านประธานท่านก็พูดเบาลง แต่ผมคงไม่แรงนะครับ ในเรื่องของการปกครองใหญ่ ส่วนกลางนะครับ อันนี้เปึนเรื่องหนึ่ง ที่เปึนปัญหามานานแล้วครับ เรื่องการกระจายอํานาจเปึนเรื่องหนึ่งที่พูดกันมาหลายยุคสมัย แต่เอาเข้าจริงแล้วไม่ค่อยได้กระจายหรอกครับ จะมากองอยู่ที่ส่วนกลางเปึนหลัก ทุกกระทรวงอยู่ที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด แล้วทุกฝ์าย ทุกคนต้องมาที่ต้นน้ํา พอมาที่ต้นน้ํา
ก็แออัดยัดเยียดอยู่ในกรุงเทพมหานครทั้งหมดนะครับ นี่คือส่วนหนึ่ง เราจะปฏิรูปอย่างไร ไม่ให้การปกครองส่วนกลางต้องมายัดเยียดอยู่ที่กรุงเทพมหานครที่เดียวนะครับ ตรงนี้คือ สิ่งหนึ่งคือการกระจายอํานาจให้มากขึ้น เพราะฉะนั้นกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ต้องติดกัน ผู้ที่เข้ามานั่งเครื่องบินเสียค่าโดยสาร เสียงบประมาณไม่น้อยเลยครับ และทุกครั้งทุกอย่าง ก็ต้องมาที่นี่ทั้งหมด นี่คือส่วนหนึ่งที่เราจะทําอย่างไรให้เกิดการปฏิรูปที่กระจายอํานาจจริง ๆ เพราะฉะนั้นต้องมาในส่วนที่ ๒ ก็คือส่วนภูมิภาค ซึ่งส่งตัวแทนไปแล้วนะครับ การให้อํานาจ แก่ส่วนภูมิภาคให้มากขึ้นนั่นคือสิ่งหนึ่งที่ผมว่าต้องกระทําเลยละครับ มันถึงเวลานะครับ อํานาจหลายอย่างให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านตัดสินใจเถอะ หรือเรื่องของการศึกษา หรือกระทรวงอื่นก็แล้วแต่ อันนี้คือสิ่งหนึ่งที่ผมว่าทําได้นะครับ ผมก็ได้ดูในส่วนที่ทาง คณะกรรมาธิการได้ทําเอาไว้ ท่านธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ท่านผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ และคณะ ซึ่งท่านทํามาเท่าที่ผมอ่านนะครับ ข้างหลังดําเนินการเพื่อการปฏิรูปนั้นหลายอย่าง ที่ผมเห็นว่าทําได้ แต่อาจจะต้องลงลึกอีกสักหน่อยในส่วนนั้น ในส่วนของท้องถิ่นก็เช่นกัน ยังเปึนปัญหาอยู่ มีพี่น้องผมที่เปึนกํานัน ผู้ใหญ่บ้านถึงกับบอกกับผมว่าอาจารย์อย่าเลิ ก พวกผมนะครับ ถ้าอาจารย์เลิกพบกันที่รัฐสภา มีคํานี้เลยครับ ผมว่าจะเลิกได้อย่างไร ก็กํานัน ผู้ใหญ่บ้านมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้วถือว่านั่นคือจิตวิญญาณของชุมชน และสังคม
เพราะผู้ใหญ่บ้าน กํานันเมื่อก่อนเขาถึงประชาชนนะครับ กลางค่ํากลางคืนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ยังเดินอยู่เพื่อที่จะดูแลลูกบ้าน นี่คือเรื่องจริง พ่อผมเปึนครูชนบท เปึนเลขานุการกํานัน ผมเองเดินตามหลังคุณพ่อ และท่ามกลางความมืดที่มีแต่แสงตะเกียงก็เดินท่อม ๆ อย่างนั้น นั่นคือกํานัน ผู้ใหญ่บ้านสมัยก่อน และบางทีผมเองก็ต้องพกคอนตาควายข้างขาผมนี่ครับ มันจําเปึนครับเพราะอยู่ในชนบท นั่นคือเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ในอนาคต ผมขอฝากทางปฏิรูปไว้นิดหนึ่งเพื่อทําต่อนะครับ เพราะโดยหลักการผมก็เห็นด้วย ที่ท่านทํามาว่ากําหนดวาระ อย่าอยู่จนกระทั่ง ๖๐ ป้ เพราะถ้าถึง ๖๐ ป้แล้วอย่างผู้ใหญ่บ้าน อายุ ๒๘ ป้ต้องอยู่อีกนานครับ นี่คือเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไว้อย่างหนักแน่นในที่นี้ว่า ช่วยดูแลเรื่องวาระ ผมว่าให้เหมาะให้งามประมาณสัก ๖ ป้ ผมขอเสนอไว้ตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในชุดที่จะทําต่อไปไ ม่ว่าจะเปึนสภาขับเคลื่อนหรือใครก็แล้วแต่ที่มาทํา ช่วยดูแลเรื่องนี้นะครับ แต่อย่าไปยกเลิกผู้ใหญ่บ้านและกํานันเด็ดขาดนะครับตรงนี้ ซึ่งเปึนสิ่งที่เราได้เห็น ผมว่าน่าจะสอดคล้องกันละครับในส่วนนั้น ทีนี้ในเรื่องของเอกสาร ในส่วนของเอกสารผมอยากจะฝากเอาไว้ เช่น ในหน้า ๓ ข้อ ๗ ตรงนี้ใช้คําว่า บุคคลภาครัฐ ในเรื่องระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ แต่พอมาข้อ ๓ วิธีพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ กรรมการ ท่านใช้ว่าบุคลากรภาครัฐ ผมว่าถ้าใช้คําให้สอดคล้องกันในหน้าเดียวกันหรือต่างหน้ากัน ก็คงจะดีครับตรงนี้ ทีนี้หน้า ๕ ข้อ ๔ ในการเขียนเอกสารมีอ ยู่ ๒ อย่างที่ใช้กันคือ พุทธศตวรรษกับคริสต์ศตวรรษ แต่ส่วนมากที่เราใช้กันเราจะไม่บอกข้างหน้า แต่เราจะใช้เฉย ๆ เช่นเมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ อันนี้ก็คือ ค.ศ. ก็เปึนที่รู้กัน แต่มีบางทีเราก็ใช้พุทธศตวรรษ ผมว่าถ้าเราใส่ข้างหน้านิดหนึ่งว่าคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ มันจะชัดยิ่งขึ้น เพราะบางเอกสาร บางแห่ง บางหน้า เราก็ใช้ว่าศตวรรษที่ ๒๖ คือพุทธศตวรรษ อันนี้ผมว่าถ้าใช้เปึน แนวทางอย่างนี้จะได้เปึนแนวทางให้แก่ลูกหลานของเราในอนาคตในการใช้เกี่ยวกับ พุทธศตวรรษ เรื่องกระจายอํานาจเรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ เรื่องของความยุติธรรม หรือธรรมาภิบาลที่ว่านี้นะครับ การเลื่อนขั้นเงินเดือนต่าง ๆ ที่ผมอ่านแล้วผมชอบใจ เพราะบางทีให้เพราะความสัมพันธ์ ส่วนตัว ให้เพราะมีอะไรตอบแทนกัน อันนี้ผมฝาก คณะกรรมาธิการช่วยลงลึกว่าทําอย่างไรเพื่อให้ได้รับความเปึนธรรมโดยทั่วถึง แล้วข้าราชการจะได้มีกําลังใจในการทํางานต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเชื้อ ฮั่นจินดา ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เชื้อ ฮั่นจินดา สปช. หมายเลข ๐๗๐ หน้าที่หลักจริง ๆ ที่ทําหน้าที่อยู่ปัจจุบันก็คือเปึนปลัด อบต. เขาพระ อําเภอเมือง จังหวัดนครนายก ต้องกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินที่ได้มานําเสนอการปรับโครงสร้างอํานาจระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น ซึ่งผมก็ได้เคยอภิปรายไปแล้วว่าเรื่องสําคัญที่สุดในวันนี้ที่ผม อยากจะนําเสนอเพิ่มเติมจากคณะกรรมาธิการก็คือการป รับโครงสร้างของอํานาจนั้น ต้องมีความชัดเจน ไม่เปึนรูปแบบเดิม ความชัดเจนที่อยากจะนําเสนอในวันนี้ก็คือ เรื่องของการเขียนภารกิจที่ชัดเจนของราชการส่วนกลางเสีย อย่าไปเขียนครอบคลุม ร้อยแปดพันเก้าประการครับ เขียนความชัดเจนของราชการส่วนกลางว่าราชการส่วนกลาง ควรจะทําหน้าที่อะไรบ้างเปึนหน้าที่หลัก เปึนหน้าที่ที่ครอบคลุมทั้งประเทศ แล้วก็หน้าที่ รองลงไปก็มอบไปให้กับส่วนภูมิภาค ส่วนตัวปฏิบัติจริง ๆ ก็ต้องให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น มันปฏิเสธไม่ได้ครับว่าวันนี้เรามีอ งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นมาแล้ว เปึนตัวขับเคลื่อน เปึนมือเปึนเท้าของรัฐบาลกลาง แต่ปัญหาที่ผมกําลังจะนําเสนอต่อไปนี้ ก็คือว่าสังเกตดูจากกรรมาธิการทุกกรรมาธิการเวลาอภิปรายนําเสนอเรื่องปฏิรูป อะไรก็แล้วแต่ก็จะมอบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเปึนตัวดําเนินการ
ปัญหาที่ผมกําลังนําเรียนก็คือว่าเราต้องกลับย้อนไปดูว่าวันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบอํานาจหน้าที่มันมีความเหมาะสมในการที่จะไปรองรับภารกิจเหล่านั้น ที่กําลังจะปฏิรูปหรือไม่ ถามก่อนว่าวันนี้หน้าที่ที่มอบให้แก่ท้องถิ่นเท่าที่มีอยู่ปัจจุบัน มันเกิดความศรัทธาจากภาคประชาชน จากชุมชนด้วยความบริสุทธิ์ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วหรือยังว่าถ้าให้อํานาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วประชาชนมีความรู้สึกปลื้ม ประชาชนมีความรู้สึกดีใจว่าทํางานออกมาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ไม่มีการทุจริต ไม่มีการคอร์รัปชัน ไม่มีการทําสัญญากับตัวเอง นี่คือเรื่องสําคัญ ฉะนั้นการปรับโครงสร้าง อํานาจระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นวันนี้ต้องดูให้ดีว่าองค์กรที่มันจะไปรองรับ โครงสร้างของอํานาจทั้งหลายแหล่นี่มันมีความพร้อม มันมีความถูกต้องอยู่ในตัวมันแล้ว มีการยอมรับอยู่ในตัวมันแล้ว หรือว่าต้องไปดูให้มันควบรวมทั้ง ๓ ส่วนนี้เสียก่อนว่า ทั้ง ๓ ส่วนนี้พร้อมที่จะปรับโครงสร้างอํานาจ พร้อมที่จะรองรับของการปรับ วันนี้เรา กําลังมองเห็นว่ารัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาล คสช. นี่มีการใช้มาตรา ๔๔ เห็นไหมเขาบอกว่า ไม้อ่อนนี่ใช้ค่านิยม ๑๒ ประการ ถ้าไม้แก่นี่ใช้มาตรา ๔๔ เปึนตัวเคาะ สิ่งที่เราเห็นเรื่องนี้คือ ผลจากการที่มันเปึนโครงสร้างรูปแบบเดิม ฉะนั้นเมื่อจัดโครงสร้างใหม่ ฝากคณะกรรมาธิการ ว่าช่วยไปดู โดยเฉพาะเสน่ห์ที่สําคัญที่ สุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องค่าใช้จ่าย ด้านบุคลากร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่ผมถือว่ามันเปึนเสน่ห์ของการบริหารราชการ ถึงจะเปึนราชการส่วนท้องถิ่นก็เถอะ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาเขียนไว้ชัดเจนว่า ในการบริหารราชการนี่มีรายได้มา ๑๐๐ บาท เอางบสําหรับไปใช้ในทางด้านบริหารบุคลากร ไม่เกิน ๔๐ บาท นี่ผมอยากให้เขียนไว้ในส่วนกลางด้วย ไม่ใช่ได้งบประมาณรัฐบาล เก็บเงินมาได้ ๑๐๐ บาท เอาไปใช้กับด้านบุคลากรเท่าไรก็ไม่รู้ วันนี้ส่วนกลางนี่ทะลุไป ๕๐ บาทหรือยัง หรือว่าจะไป ๖๐ บาทก็ไม่ทราบ เพราะฉะนั้นต้องปรับ และวันข้างหน้า สิ่งที่เรากําลังนําเสนอก็คือว่าถ้าราชการส่วนกลางเขียนภาระบทบาทหน้าที่ชัดเจนว่า ต้องทําอะไรบ้าง ๑, ๒, ๓, ๔ ให้ราชการส่วนภูมิภาคเปึนหน่วยกํากับดูแล ตรวจสอบ ตรวจรับ ทําไปเลย ราชการส่วนภูมิภาคมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ มีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเปึนตัวพัฒนา เปึนตัวกระทํา แต่คนตรวจสอบ คนกํากับดูแล คนตรวจรับให้เปึนราชการส่วนภูมิภาคดีไหมครับ ให้ไปสร้างระบบการคานอํานาจอยู่ในพื้นที่ อยู่ในท้องถิ่น ระหว่างราชการส่วนภูมิภาคกับราชการส่วนท้องถิ่น ที่สําคัญการกํากับดูแล
ตรวจสอบ ส่งเสริม สนับสนุนต้องทําในรูปแบบที่กฎหมายกําหนดเท่านั้น ไม่ใช่ไปทํา ในลักษณะที่แสวงหาผลประโยชน์ วันนี้เวลาไปกํากับดูแล ตรวจสอบนี่มันยืนอยู่ภายใต้ การแสวงหาผลประโยชน์ด้วย ฝากท่านคณะกรรมาธิการช่วยไปดูตรงจุดนี้ด้วย ด้วยความเคารพท่านประธานครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านดอกเตอร์ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็กราบเรียน ท่านคณะกรรมาธิการที่ช่วยกรุณาทําการปฏิรูปที่น่าสนใจ สําหรับส่วนตัวผมนี่อย่างแรกสุด ผมขออนุญาตเอ่ยนามคุณเชื้อว่าผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าในเรื่องของการตรวจสอบ ติดตาม แล้วก็ในการคานอํานาจนี่มีความสําคัญเปึนอย่างยิ่ง คุณเชื้อก็พูดหลายเรื่องที่ผมอยากพูด ไปแล้ว แต่จริง ๆ แล้วอีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ําก็คือในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือในอดีตบทบาทที่ผ่านมาเรามีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แล้วก็ทางท้องถิ่นในรูปแบบต่าง ๆ ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเปึนราชการ ส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในอดีตก็มีหลายต่อหลายเรื่องที่สร้างปัญหา ให้เกิดขึ้น
เพราะว่าประสิทธิภาพของท้องถิ่นบางครั้งเราอาจจะดูเฉพาะในเรื่องของท้องถิ่น แต่เมื่อดู ในภาพรวมยังมีปัญหาแล้วก็เกิดความขัดแย้งแม้กระทั่งระหว่างท้องถิ่นกันเอง ประเด็นหนึ่ง ที่ผมคงจะต้องพูดชัดเจนและต้องฝากคณะกรรมาธิการด้วยว่าทรัพยากรธรรมชาติมีบางส่วน ที่ไม่รู้ว่ำเปึนของใคร ทรัพยากรธรรมชาติส่วนนั้น ก็คือทะเล ถ้าเกิดอย่างป์า อย่างเขา บนแผ่นดินเราทราบแน่ชัดว่าตรงไหนอยู่ตรงไหนมันมีผังชัดเจน แต่ในทะเลมันไม่มีเลย แม้กระทั่งทะเลาะกันว่าทะเลตรงนี้เปึนเขตจังหวัดไหน เขตของจังหวัดไหน ใครเปึนคนดูแล มีกรณีการทะเลาะเรื่องเกี่ย วกับทะเลมาหลายต่อหลายครั้ง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะมอบ อํานาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรที่เปึนส่วนรวม นี่มันต้องเอาให้ชัดว่าใคร ที่ไหนเปึนของที่ไหน บนแผ่นดิน ผมไม่ค่อยห่วงแต่ในทะเลนี่บอกได้เลยว่าตอนนี้มีปัญหาเปึนอย่างยิ่งว่าใครรับผิดชอบที่ไหน แล้วตอนสุดท้ายมันจะกลับมาเกิดปัญหาตรงส่วนนี้ นอกจากนี้ในการตรวจสอบ ในกรณีที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้งโดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว บางครั้ง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านอาจจะประสงค์ดีแต่อาจจะมองภาพรวมไม่ออก หรือต่าง ๆ อะไรไม่ออก บางครั้งงานที่เราส่งเสริมการท่องเที่ยวก็ส่งผลกระทบกับทรัพยากร แล้วก็ผิดกับแนวที่เราตั้งไว้เปึนกรอบรวมด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ในแต่ละแนว เราก็ต้องมีท่านผู้ว่า ราชการจังหวัด แล้วก็ยกศักยภาพของบุคลากร ระดับจังหวั ด หรือแม้กระทั่งระดับคลัสเตอร์ (Cluster) จังหวัดให้มีความสามารถใกล้เคียงและเท่าทันกับ ยุทธศาสตร์ของชาติ ผมกลัวว่ามันจะเกิดแกป (Gap) ขนาดใหญ่ก็คือยุทธศาสตร์แห่งชาติ เอาหัวกะทิมาช่วยกันทําดีมากยอดเยี่ยม แต่พอมาถึงท้องถิ่นหรือไม่ว่าจะเปึน ราชการ หรือองค์กรท้องถิ่นเกิดแกป ออฟ นอลเลจ (Gap of knowledge) แล้วมันจะไปกันไม่ได้แล้ว คราวนี้มันจะเกิดปัญหาตรงนั้น เพราะฉะนั้นตรงนั้นกระบวนการต้องชัดเจน สุดท้าย ที่อยากพูดถึงเอกสารหน้า ๙ ผมเข้าใจว่าคงจะเขียนผิด ในหน้า ๙ บอกว่าราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคให้สัมปทานต่อเอกชน มีข้อที่เขียนว่าการจัดทําบริการสาธารณะ ผมไม่มีปัญหา อะไรใด ๆ ขณะที่อีกอันหนึ่งก็คือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตรงนี้ต้องดูให้ดี เพราะตรงนี้คือผลประโยชน์ส่วนรวม และคําว่าทรัพยากรธรรมชาติยังตีความกันไม่ออก เลยว่าเปึนของท้องถิ่นหรือเปึนของประเทศ มันเปึนของคนรุ่นเรา หรือต้องเก็บไว้ให้ คนรุ่นต่อไปด้วย ซึ่งประเด็นนี้ก็พูดถึงกันในสังคมมาตลอดไม่ว่าจะเปึนรังนก เหมืองแร่
เหมืองแร่ตอนนี้พูดกันเยอะแยะมากเลยว่าจะเก็บไว้ให้คนยุคหน้าขุดหรืออะไรต่าง ๆ แต่ที่ชัดเจนอันหนึ่งที่ผมว่ามันไม่ควรจะอยู่ในนี้คือป์าชายเลน คําว่าป์าชายเลน แสวงประโยชน์โดยให้สัมปทานทางด้านทรัพยากรธรรมชาติแก่เอกชน ในด้านป์าชายเลนนี่ ผมคิดภาพไม่ออกว่ามันเปึนสัมปทานประเภทไหน ตรงนี้คงต้องฝากกรรมาธิการไปดูนิดหนึ่ง ว่าตกลงเปึนสัมปทานประเภทไหน แล้วในส่วนที่อยากจะเน้นย้ําคือทรัพยากรในลักษณะของ ระบบนิเวศ ซึ่งเปึนทรัพยากรที่ต้องมีการดูแลอย่างดี มีความอ่อนไหว ไม่ว่าจะเปึน ป์าชายเลน ไม่ว่าจะเปึนแนวปะการัง ไม่ว่าจะเปึนทรัพยากรอื่น ๆ ที่มันเปึนความอ่อนไหว ง่าย ๆ มันควรจะต้องมีระบบตรวจสอบ ติดตาม และคานอํานาจอย่างดี เพราะว่า หลายต่อหลายครั้งที่เราเคยมีอดีตที่ผ่านมาท้องถิ่ นเปึนคนดูแล จากนั้นตอนจบเราสูญเสีย แนวปะการังหลายต่อหลายแห่ง ป์าชายเลนหลายต่อหลายแห่งจนถึงปัจจุบันก็ยังทวงคืน ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในความอ่อนไหวของทรัพยากรพวกนี้ควรจะต้องมีอะไรที่มากํากับ คือแต่ละระดับของเราในการให้อํานาจไปนี่มันต้องมีการกํากับ มีการตรวจสอบและมีการให้ ความสําคัญที่แตกต่างกันนะครับ ผมขอฝากไว้แค่นี้ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ผมคิดว่าผมมีข้อเสนอ ๒-๓ เรื่องต่อแผนการปฏิรูปฉบับนี้ เรื่องหนึ่งที่ผมพบขอเอ่ยนามท่านณรงค์ว่าเวลาท่านขอแก้กฎหมายไม่ได้บอกว่าแก้ตรงไหน อะไร อย่างไร นั่นประการที่ ๑ ซึ่งผมอ่านแล้ว คือแก้ พ.ร.บ. บอกไม่รู้แก้ตรงไหนบ้าง ผมมีความเห็นเรื่องที่ ๘ ที่ส่งเสริมให้มีระบบเป่ดหรือโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ที่ให้เอกชน เข้ามาเปึนภาคีกับภาครัฐในการพัฒนาบริการสาธารณะ
ผมว่าอันนี้เปึนเรื่องที่สําคัญมาก แล้วผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ทางท่านกรรมาธิการอาจจะขาดตกไป ก็คือว่าการบริการสาธารณะนี่มันเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับมาก ปว. ๕๘ พ.ร.บ. ร่วมทุน ความจริงแล้วผมไม่แน่ใจว่าท่านอาจารย์นันทวัฒน์อยู่ในกรรมาธิการนี้ หรือเปล่า ท่านได้มีรายงานหนึ่งที่สําคัญมากคือการทําประมวลกฎหมายบริการสาธารณะ ซึ่งผมคิดว่าถ้าจะให้ท้องถิ่นทําบริการสาธารณะนั้น การแก้ไขกฎหมายนี้มีความสําคัญมาก เพราะวันนี้มันมีกฎหมายที่มันขัดกันเยอะแยะไปหมด มี พ.ร.บ. ร่วมทุน ปว. ๕๘ แล้วต่างจังหวัด แล้วอาจจะเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติด้วย ผมคิดว่ามีความจําเปึนอย่างยิ่ง ถ้าจะให้เอกชนเข้าไปทํางานเรื่องนี้ ซึ่งผมสนับสนุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าควรจะให้เอกชน เข้าไปทํา หรือจะเปึนชุมชนนั้น ๆ เข้าไปให้บริการสาธารณะจะเปึนไฟฟัา จะเปึนอะไรต่าง ๆ แล้วผมคิดว่าต้องให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น จะเปึนวิสาหกิจเพื่อสังคม วิสาหกิจชุมชน เขียนให้ชัดเจน ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญ เรื่องที่ ๒ คือเมื่อให้เอกชนไปบริการ สาธารณะ อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวนักกับกรรมาธิการชุดนี้ คือมันจะเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องของ การจัดซื้อจัดจ้าง การทุจริตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ควรจะมีกระบวนการอย่างไร หรือไม่ เมื่อส่งเสริมให้มีรัฐบาลระบบเป่ด โอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ หรือพีพีพี (PPP) ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า กรรมาธิการนี้จะต้องแอดเดรส อิสชู (Address issue) นี้ไปด้วยหรือไม่ ที่จะต้องบอกว่า คนที่จะมาทํางานพีพีพีนั้นจะต้องเปึนหน่วยงาน อย่างเช่น เปึนบริษัทที่โปร่งใส เสียภาษี เปึนบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะว่ากระบวนการพีพีพีในต่างจังหวัด ซึ่งท่านก็รู้ว่ามีการฉ้อฉลทุจริตมากที่สุด จัดซื้อจัดจ้าง เราต้องปัองกันประเด็นนี้ไว้ แล้วผมคิดว่าการปฏิรูปคือการเขียนสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า มีความสําคัญ คืออย่างที่ผมเรียนว่าเรื่องธรรมาภิบาลเปึนเรื่องใหญ่แล้วมันจะยึดโย งไปกับ กรรมาธิการเรื่องคอร์รัปชัน เพราะนี่คือปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ฉะนั้นผมจึงฝากกราบเรียน ให้ท่านกรรมาธิการช่วยกรุณานําเรื่องนี้ไปพิจารณาเพิ่มเติม เรื่องต่อมาคือเรื่องของ การบริหารราชการบุคคลซึ่งผมก็พยายามจะดูวาระ ๓ ด้วยว่าการที่ท่านจะจัดองค์กร บุคลากร เงื่อนไข คุณสมบัติ มีที่ไหนบ้างครับที่พูดถึงเรื่องคุณภาพหรือการฝ๊กอบรม ของเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น อย่างเมื่อวานเราพูดถึงภาษีทรัพย์สิน การกระจายการให้ความรู้ กับองค์กรท้องถิ่นในระยะต้น ในระยะต้นอาจจะทําไม่ได้ อาจจะต้องมีการให้ส่วนกลางทํา แต่ในที่สุดองค์กรท้องถิ่นเหล่านี้จะต้องเปึนผู้ทําเรียกเก็บ บริหารจัดการภาษีเอง
หรือการบริหารอื่น ๆ ของท้องถิ่น ผมพยายามจะหาว่ามีการบังคับไหมว่าเจ้าหน้าที่บุคลากร ท้องถิ่นหรืออี เวนต์ (Event) ของส่วนกลางต้องมีการเข้ารับการฝ๊กอบรมตลอดชีวิต อย่างต่อเนื่องเหมือนกับวิชาชีพบางอย่างที่ต้องไปเข้าอบรม ซึ่งปัจจุบันนี้การฝ๊กอบรม ผมเข้าใจว่า ก.พ. คงมี แต่ว่าทําอย่างไรที่จะให้การฝ๊กอบรมให้คนซึ่งเปึนบุคลากรภาครัฐ ที่จะต้องมีองค์ความรู้เพิ่มเติมขึ้น การศึกษาทําอย่างไรที่จะต้องเขียนไว้ที่ไหนไหมว่า ต้องผ่านอบรมต่อเนื่อง หรือมีการทดสอบเปึนบางครั้งบางคราวว่าคุณมีความรู้ทันสมัย เปึนนักอ่านหนังสือ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เปึนคุณภาพที่สําคัญมาก เรากําลังพูดถึงเพิ่มเงินเดือน เท่าที่ผ่านมาผมดูช่วง ๒๐ ป้ ๓๐ ป้ที่ผ่านมา ภาครัฐนี่ใหญ่ขึ้นมากเลย แถมเงินเดือน ไป ๆ มา ๆ วันนี้ดีกว่าเอกชนแล้วครับ แต่เอฟฟ่เชนซี (Efficiency) ผมคิดว่ายังสู้เอกชนไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเปึนโจทย์หนึ่งที่นอกจากเพิ่มคน ลดคน หรืออย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า บิลดิง คาพาซิตี (Building capacity) สําคัญมาก คือคุณภาพและความสามารถ วัดกันอย่างไร ผมเห็นในวาระ ๓ คงจะต้องพูดนิดหน่อย แต่ก็คิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่มาก ที่จะทําให้การบริหารจัดการเรื่องนี้ดีขึ้น ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมว่าในการปฏิรูปเรื่องนี้สําคัญแล้วต้องให้ชัดเจน ในการปฏิรูป ระบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะเรื่องบริการสาธารณะผมว่าต้องใช้วิธีคิด และระบบเดียวกันกับที่เรากําลังปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ
คือเราต้องมีเรกูเลเตอร์ (Regulator) เราต้องมีโอเปอเรเตอร์ (Operator) แล้วเราต้องมี โอนเนอร์ (Owner) แล้วก็แบ่งภารกิจกันเลยครับ เรกูเลเตอร์ก็คือออกกติกากํากับมาตรฐาน โอนเนอร์ก็ดูแลเรื่องความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง การคัดสรรคนที่จะเข้ามาเปึน กรรมการบริหารในกรณีที่หน่วยให้บริการนั้นเปึนของรัฐ ถ้าหน่วยบริการเปึนของเอกชน หรือเปึนวิสาหกิจเพื่อสังคมอันนั้นไม่เปึนไร ทีนี้จะให้เกิดความเปึนธรรมกับโอเปอเรเตอร์ ทุกโอเปอเรเตอร์ก็คือรัฐบาลต้องกําหนดการจัดสรรอุดหนุนรายหัวอย่างเท่าเทียม เช่น การศึกษาก็ต้องกําหนดเลยว่าจะให้เงินอุดหนุนไม่ว่าสถานศึกษาของรัฐหรือเ อกชน เมื่อรวมบุคลากรอะไรเรียบร้อยแล้วหัวละเท่าไรก็ให้ไปเลย โรงเรียนเอกชนก็รับรายหัวไป แล้วก็กํากับให้ได้มาตรฐาน ทดสอบไม่ได้มาตรฐาน ตักเตือน ลดเงินอุดหนุน ส่วนของรัฐ คราวนี้ต้องมีโอนเนอร์ที่เข้ามาดูการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส คัดเลือกคนที่จะเข้ามาเปึน กรรมการสถานศึกษาเพื่อที่จะมาทํางานดูแลโรงเรียนให้ได้มาตรฐาน ส่วนเงินที่ได้ก็ได้เท่ากัน มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยครับที่หน่วยบริการที่เปึนโอเปอเรเตอร์ต้องเปึนข้าราชการ เปึนพนักงานราชการก็ได้ เพราะว่าข้าราชการนั้นเปึนคนใช้อํานาจ เรกูเลเตอร์จําเปึนครับ เพราะมันใช้อํานาจ ส่วนเซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Service provider) มันไม่มีความจําเปึน กลับทําให้บริการแย่ เพราะทําไมครับ เพราะว่าเมื่อเปึนข้าราชการแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ อะไรเลย ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏก็ขึ้น ๑ ขั้นอยู่แล้ว ผลิตผลของการให้บริการ ไม่ได้มาตรฐานก็ไม่ได้เดือดร้อนก็ถูกย้ายไปที่อื่น เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าทําไมการศึกษา ของเราจึงมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่า หรือสถานสงเคราะห์ ผมถามว่าทําไมคนที่ดูแล สถานสงเคราะห์ต้องเปึนข้าราชการ สถานสงเคราะห์มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ต้องอยู่กับ เรกูเลเตอร์ เรกูเลเตอร์ก็กําหนดเลยว่าจะให้เงิ น เอกชนจะไปทําสถานสงเคราะห์ ควรจะอุดหนุนเท่าไร ราชการจะทําก็เหมือนกัน ท้องถิ่นจะทําก็เหมือนกัน แล้วต่อไป โอนเนอร์อยู่ในจังหวัดไหนก็ต้องให้เขา ท้องถิ่นนั้นเปึนโอนเนอร์ รัฐบาลกลางเปึนเรกูเลเตอร์ ส่วนหน่วยให้บริการก็เปึนนิติบุคคลหนึ่งจะเปึนโรงเรียน จะเปึนโรงพยาบาล จะเปึน สถานสงเคราะห์ หรือจะเปึนหน่วยบริการอะไร คุณก็ทําหน้าที่ให้บริการไปตามมาตรฐาน ที่กําหนด ส่วนคนที่เปึนเจ้าของ ท้องถิ่นเปึนเจ้าของก็เข้ามาดูแลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ดูแลเรื่องกรรมการบริหารในการคัดบุคลากร แล้วก็ต้องให้อํานาจเขาดูแลบุคลากร ในโอเปอเรเตอร์ของเขาได้อย่างเต็มที่มันจึงจะมีคุณภาพ แล้วถ้าหน่วยไหนทํางาน
ไม่มีคุณภาพเรกูเลเตอร์ก็ถอนใบอนุญาตได้ แล้วคนที่จะไปรับบริการมันก็เปึนดีมานด์ ไซด์ (Demand side) เพราะมันเปึนรายหัวก็สามารถที่จะเลือกไปใช้บริการเอกชนหรือรัฐ หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ให้บริการดีที่สุดได้ มันก็จะไปสัมพันธ์กับดีมานด์ ไซด์ แล้วท้องถิ่น มีสิทธิที่จะเก็บภาษีของตัวเองได้ก็สามารถที่จะเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวในกรณีที่ค่าครองชีพ เพราะท้องถิ่นที่เจริญค่าครองชีพก็มักสูง ท้องถิ่นก็อาจจะสมทบนอกเหนือจากส่วนกลาง ให้มาก็ได้ แล้วก็ต้องทําหน้าที่เปึนเรกูเลเตอร์ด้วยในส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า ในการที่อยากจะปฏิรูปจริง ๆ เราต้องคิดเรื่องนี้ให้ดี ในต่างประเทศที่เขาปฏิรูปสําเร็จ ได้ของที่มีคุณภาพ บริการที่คุ้มค่า ข้าราชการไม่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายและมีคุณภาพ เราต้องคิดระบบแล้วก็ให้เอกชนทําได้
ให้โซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Social enterprise) ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตเขาก็มา ขายบริการได้ รัฐก็ซื้อ เราก็จะได้ของมีคุณภาพ ราคาถูก แล้วก็ไม่ต้องมานั่งถกกันว่า กระจายอํานาจ ไม่กระจาย มันไปของมันเอง ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญคุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๑๒ จากจังหวัดมหาสารคาม วันนี้เราได้พูดถึงเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเปึนเรื่องสําคัญ เพราะว่าประเทศไทยของเรา ความสมดุลการที่จะทําให้ระบบราชการเกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชน คือการที่จะต้องทําให้ความสมดุลของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีมากขึ้น และในเรื่องที่เราพูดถึงก็คือเรื่องของการที่จะทํา อย่างไรให้การทํางาน ของส่วนท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น เพราะว่าเปึนที่ประจักษ์ในทั่วโลกว่าการที่จะทําให้ ประเทศเจริญก็คือการส่งเสริมให้บทบาทของท้องถิ่นมีมากขึ้น แล้วมีการทํางาน อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็สะดวก ซึ่งระบบราชการตอนนี้ยังรวมศูนย์ งบประมาณต่าง ๆ ก็ยังอยู่ส่วนกลาง อํานาจต่าง ๆ ก็ยังอยู่ส่วนกลาง ความซ้ําซ้อนของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น การจัดโครงสร้างในแนวดิ่ง ระเบียบขั้นตอนการควบคุม การกลั่นกรอง ที่มากเกินไป ขาดความยืดหยุ่น ก็คือว่าไม่สนองตอบต่อปัญหาในพื้นที่อย่างรวดเร็ว แล้วก็มีประสิทธิภาพทันกับปัญหำที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทีนี้ทําอย่างไรให้บทบาทของท้องถิ่น ได้มีบทบาทมากยิ่งขึ้นแล้วทํางานได้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะเปึนที่เข้าใจแล้วว่าการที่จะเอา อํานาจการตัดสินใจ เอางบประมาณมาใกล้ประชาชนที่สุด จะเกิดประสิทธิภาพที่สุด แล้วก็มีประโยชน์ที่สุด ซึ่งผมขออภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการกระจายอํานาจ สู่ท้องถิ่นใน ๒-๓ ประเด็น ประเด็นแรก คือองค์กรที่จะควบคุมกํากับดูแลหรือเรกูเลเตอร์ ซึ่งตอนนี้การปกครองส่วนท้องถิ่นมีองค์กรที่กํากับดูแลก็คือคณะกรรมการ การกระจายอํานาจ ซึ่งสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี อันที่ ๒ คือกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นที่อยู่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็เปึนที่ประจักษ์แล้วว่าการทํางานของ ๒ หน่วยงานนี้อาจจะยังไม่มีการฮาร์โมไนซ์ (Harmonize) ให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของ
การทํางานกับส่วนท้องถิ่น แล้วการมีส่วนร่วมของบุคคลอื่นไม่ว่าจ ะเปึนคนปฏิบัติงานเอง ของส่วนท้องถิ่น แล้วก็ภาคประชาชนและองค์กรอื่น ๆ อาจจะยังไม่ชัดเจน ก็อยากให้มี การรวม ซึ่งในตอนนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นก็ได้เสนอในการจัดตั้ง คณะกรรมการท้องถิ่นแห่งชาติ ซึ่งก็คือการรวมไม่ใช่ทําองค์กรใหม่ แต่เปึนการรวม เอากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและคณะกรรมการการกระจายอํานาจมาอยู่ใน หน่วยงานเดียวกัน มาอยู่ในกรอบเดียวกัน ซึ่งจะทําให้มีระบบมีการทํางานที่เปึนเอกภาพ มากยิ่งขึ้น แล้วก็ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเรื่องของการที่ทํางานไม่สะดวก ก็สามารถจะแก้ไขกฎ ระเบียบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น หรือถ้ามีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ก็ต้องมีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้รวดเร็ว ประเด็นที่ ๒ คือระบบ ผมเน้นคําว่าระบบก็คือว่า การมีระบบในการที่จะแก้ไขแล้วก็ปรับปรุงพัฒนากฎ ระเบียบต่าง ๆ ให้อยู่ในสิ่งที่ทํางาน ได้สะดวก แล้วก็ลดการทุจริต คือเราออกกฎหมายหรือระเบียบต่าง ๆ ต้องเข้าใจว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์นี่สามารถจะทํางานได้ดี
แต่อาจจะมีบางเรื่อง ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ยังมีทําให้คนทํางานในพื้นที่มีปัญหา ก็อยากให้มีระบบที่สามารถจะนําปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมาแก้ไข ระเบียบหรือคําสั่งต่าง ๆ ให้เกิดความรวดเร็วนะครับ ซึ่งตรงนี้ผมอยากเน้นว่าต้องมีระบบที่ทําให้การทํางาน ของท้องถิ่นหรือสิ่งต่าง ๆ ให้มีระบบที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ก็คือว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เราทํามานี่ บางทีมีปัญหาขึ้นมา แต่ก็ยังค้างอยู่ในผู้ที่ควบคุมดูแลหรือกํากับดูแล แล้วปัญหานั้น ก็ยังเปึนปัญหาเดิม ๆ ที่พูดกันมา ๕ ป้ ๑๐ ป้ ก็ยังเปึนปัญหาเดิม ๆ ก็อยากให้มีระบบ ในการที่จะแก้ไขปรับปรุงกฎ ระเบียบที่จะลดทุจริตคอร์รัปชัน ที่จะทําให้การทํางานง่ายขึ้น เปึนไปด้วยความรวดเร็วแล้วทันต่อการเปลี่ยนแปลงของปัญหาในพื้นที่ ก็นําเรียนว่า การปกครองท้องถิ่นก็เปึนหัวใจในการพัฒนาประเทศ ทําอย่างไรเราจะทําให้ การปกครองท้องถิ่นได้มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ ลดความซ้ําซ้อน แล้วก็มีประโยชน์ ต่อประชาชน แล้วก็การมีส่วนร่วมของประชาชน ก็ขอสนับสนุนให้การกระจายอํานาจ ให้มากยิ่งขึ้น แล้วก็ขอประเด็นที่อภิปรายทั้ง ๒ ประเด็นให้กับกรรมาธิการไปพิจารณา ต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๑๓ ท่านที่ได้แจ้งความประสงค์ จะอภิปรายให้ความเห็นในเรื่องแผนการปฏิบัติในการปฏิรูป วาระปฏิรูปที่ ๓ เรื่อง การปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น (รอบ ๒) นี้ ได้อภิปราย ครบแล้วนะคะ ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงข้อซักถาม ของสมาชิกค่ะ ขอเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ก่อนอื่นในนามของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ผมขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะ ในเรื่องของการที่จะมี การปฏิรูปโครงสร้างของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รวมทั้งเรื่องการปฏิรูประบบ การบริหารบุคคลภาครัฐนะครับ ซึ่งข้อแนะนําของท่านเปึนประโยชน์ อย่างยิ่งนะครับ ที่ทางคณะกรรมการจะนําไปปรับปรุงในรอบสุดท้ายก่อนที่จะเสนอให้ทางรัฐบาลพิจารณา
ประกอบการดําเนินการต่อไป มีประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อประกอบความเข้าใจ และเพื่อที่จะชี้แจงถึงแนวทางของการพิจารณาดําเนินการของเราอยู่ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน
ในประเด็นแรกที่สุด ผมขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ต้องขอขอบพระคุณ ท่านอลงกรณ์ที่ได้กรุณาพูดถึงในเรื่องของความชัดเจนว่าควรจะมีการปฏิรูป เรื่องของโครงสร้างของราชการที่สามารถที่จะเห็นได้ว่าเราจะมีความเปลี่ยน แปลง ในเรื่องของโครงสร้างอย่างไรบ้าง อย่างเช่น ในเรื่องของจํานวนกระทรวงที่เพิ่มขึ้นมาจาก ๑๔ กระทรวง เปึน ๒๐ กระทรวงก็ดี จํานวนกรมที่เพิ่มขึ้นก็ดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานในส่วนภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น ทั้งโดยภูมิภาคเองและส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ตรงนี้ขออนุญาตเรียนว่าเปึนควำมเห็นที่สอดคล้องกันนะครับ มันตรงใจนะครับว่า ในการศึกษาในการพิจารณานั้นทางกรรมาธิการถ้าสามารถทําได้นี่ฟันธงลงไปเลยว่า การปฏิรูปครั้งนี้ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องโครงสร้างมันควรจะเปึนอย่างไร ขนาดของราชการ ในเรื่องของโครงสร้าง จํานวนส่วนราชการต่าง ๆ จะมีมากน้อยแค่ไหน ควรจะยุบลงไปได้ สักกี่กระทวงหรือกี่กรม แต่ว่าในความเปึนจริงนั้นด้วยระยะเวลาที่ค่อนข้างจํากัด เรามีเวลา ตั้งแต่เริ่มทํางานมานั้นเพียงประมาณ ๑๐ เดือนไม่ถึงดี แล้วก็เรายังเหลือเวลาอีกเพียงสั้น ๆ การที่จะสามารถบอกลงไปเลยว่า
จํานวนหน่วยงานระดับกระทรวงควรจะเหลือกี่กระทรวง กรมควรจะเหลือกี่กรม เปึนเรื่องที่ มันจะต้องใช้ข้อมูล ใช้เวลาในการที่จะศึกษา ที่จะวิเคราะห์ แล้วที่จะกําหนดความชัดเจนลงไป เพราะว่าไม่อย่างนั้นมันจะเปึนอันตรายพอสมควรในการที่จะไปชี้ว่ากระทรวงไหนควรจะยุบ กรมไหนควรจะยุบ ทั้ง ๆ ที่ถ้าเผื่อเราพูดไปเขาก็จะว่าเปึนการเสนอตามความรู้สึก หรือว่ามโนเอา ซึ่งมันก็อาจจะไม่สอดคล้อง แต่ตรงนี้เห็นตรงกับท่านนะครับว่า หน่วยที่รับต่อไป ไม่ว่าจะเปึนสภาขับเคลื่อน หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเสนอไป ทางรัฐบาลแล้ว รัฐบาลจะโดยวิธีการใดก็ตามแต่จะต้องมีแนวทางของการที่จะปฏิรูป ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่มันมีนัยสําคัญ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องขนาดโครงสร้างของส่วนราชการ หรือจํานวนของข้าราชการที่มันมีอยู่เท่าไร บางท่านได้กรุณาพูดถึงในเรื่องของงบประมาณ ค่าใช้จ่ายในเรื่องของบุคลากร ตรงนี้เปึนสิ่งที่คณะกรรมาธิการเรามีความกังวลเปึนอย่างยิ่ง แล้วข้อเท็จจริงก็เปึนอย่างนั้นจริง ๆ ก็คือในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งนั้นค่าใช้จ่ายเกี่ ยวกับบุคลากร ของเรานั้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๓๕ ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด แต่ว่าปัจจุบัน เท่าที่ทราบขึ้นไปถึงกว่าร้อยละ ๔๐ ซึ่งค่อนข้างที่จะมีปัญหาทําให้งบที่จะมาใช้ ในเรื่องของการลงทุนนั้นมันลดลง ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้เท่าที่ควร ตรงนี้เปึนเรื่องที่ เราจะได้ฝากไว้ในเรื่องของการที่จะได้มีการแก้ไขต่อไปนะครับ
ในอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเปึนประเด็นสําคัญ ผมต้องขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง ท่านณรงค์ พุทธิชีวิน ที่ได้พูดถึงในเรื่องของความชัดเจนในเรื่องของการพัฒนาคนของแผน ในเรื่องการปฏิรูปในครั้งนี้ ผมกราบเรียนตรง ๆ ว่ามีควา มชื่นใจเปึนอย่างยิ่งครับ ที่ท่านเห็นความสําคัญของทรัพยากรมนุษย์ในระบบราชการ ซึ่งผมต้องเรียนว่า โดยประสบการณ์ส่วนตัวนั้น ผมเองเปึนผู้อํานวยการสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน คนแรกแล้วก็ใช้เวลาประมาณ ๑๐ ป้อยู่กับสถาบันนี้ เปึนนายกสมาคมนักฝ๊กอบรม แห่งประเทศไทยคนแรก ๒ สมัย แล้วก็เปึนผู้ที่เสนอในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ในแผนที่ ๖ หรือแผนที่ ๗ ผมจําไม่ได้ ชัดเจนนะครับว่าให้บรรจุลงไปในแผน แล้วได้รับการพิจารณาบรรจุไว้ในแผนว่าให้ถือว่างบประมาณในการพัฒนาข้าราชการ ที่กําหนดไว้ในแต่ละป้นั้นเปึนงบประมาณว่าด้วยการลงทุนภาครัฐ ไม่ใช่งบประมาณค่าใช้จ่าย เพราะถ้าเราเห็นว่าเปึนงบประมาณค่าใช้จ่ายมันจะใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง แต่ถ้าเราเห็นว่า เปึนงบประมาณด้านการลงทุนภาครัฐ เราจะคํานึงถึงผลตอบแทนที่ได้จากการพัฒนา
แล้วก็ได้มีการจัดทํานโยบายว่าด้วยการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ นโยบายว่าด้วยการพัฒนาคน ในระบบราชการว่าอย่างน้อยป้หนึ่งข้าราชการแต่ละคนนั้นจะต้องได้รับการพัฒนา อย่างเปึนระบบต่อเนื่องและทั่วถึง อย่างเปึนระบบก็คืออย่างน้อยคนละไม่ต่ํากว่า ๓๐ ชั่วโมงต่อป้ ตรงนี้กําหนดไว้เปึนนโยบายแล้วก็เผยแพร่ให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ใช้ แต่กระผมก็ไม่แน่ใจว่าขณะนี้นั้นผมพ้นมาแล้วนับ สิปป้แล้ว กว่า ๒๐ ป้แล้ว ไม่ทราบว่า การดําเนินการในช่วงนี้เปึนไปมากน้อยแค่ไหน เพียงไร แต่อย่างไรก็ตามแต่ กระผมขออนุญาตน้อมรับในส่วนที่ท่านได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะนี้ ว่าจะได้นํามาประกอบ การพิจารณา เพียงแต่ว่ามุมมองในเรื่องของการปฏิรูปในเรื่องของบุคลากรในส่วนที่เปึน การปฏิรูปในภาครัฐนั้นเรามุ่งไปตรงปัญหาที่มันเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ความจริงก็ตรงกันกับ ที่ท่านพูดถึง ปัญหาว่าด้วยการคัดคนเข้าสู่ตําแหน่ง ปัญหาว่าด้วยการปัอง กันไม่ให้มี การแทรกแซงจากทางการเมือง แต่ว่าจะนําส่วนนี้ไปพิจารณา สําหรับท่านอื่น ๆ ก็เปึนข้อเสนอที่มีคุณค่าอย่างยิ่งนะครับ จะขออนุญาตรับไปนะครับ กระผมก็คิดว่า ท่านประธานอนุกรรมาธิการคงจะมีประเด็นที่จะชี้แจงเพิ่มเติม ผมขออนุญาตท่านประธาน ขอกราบขอบคุณครับ
ขอเชิญค่ะ
ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณ ทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ต่อ จากท่านประธาน ต้องขอกราบเรียนว่าในการพิจารณา เรื่องของโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินเปึนเรื่องที่ยากที่สุด แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราจะมีลักษณะการทํางานแบบแยกส่วน แยกส่วนค่อนข้างมาก มันก็เลยทําให้ยังมองเห็น ภาพใหญ่ทั้งภาพอาจจะยังไม่ชัดเจนนัก เพราะฉะนั้นการนําเสนอของคณะกรรมาธิการครั้งนี้ เปึนการนําเสนอในลักษณะของมหภาค ส่วนในรายละเอียดต่าง ๆ แม้แต่ในวาระวันนี้ เราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเปึนเรื่องของงบประมาณหรือที่จะพูดกันต่อไปในส่วนของการเพิ่ม ประสิทธิภาพในเรื่องของกลไกและกระบวนการ มันเปึนเรื่องที่จะต้องผสมผสานต้องอ่าน ทั้งภาพเลยแล้วก็จะเห็นว่าเราได้คํานึงถึงทั้งกลไก ทั้งกระบวนการต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของเพาเวอร์พอยต์ที่นําเสนอในหน้า ๘ และหน้า ๙ ก็คือหัวใจหลักของโครงสร้าง การบริหารราชการแผ่นดินและความสัมพันธ์ระหว่างทุกภาคทุกส่วน แต่ด้วยข้อจํากัดต่าง ๆ เราเห็นแล้วว่าเราทําไม่สําเร็จในเวลาอันสั้น เพราะฉะนั้นเราก็เลยได้เสนอกรอบแนวทาง ในการที่จะปฏิรูปต่อไป ซึ่งกรอบแนวทางในการปฏิรูปต่อไปเราจะต้องได้รับความร่วมมือจาก หน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับโครงสร้างด้วย แล้วการบริหารงานบุคคลด้วย ซึ่งท่านรองเลขาธิการทั้ง ๒ ท่านจาก ก.พ.ร. จาก ก.พ. ท่านได้ให้ข้อมูลต่าง ๆ รวมตลอดถึง ในเรื่องของปัญหาอุปสรรคที่ท่านพบ แล้วเราก็ได้ตกลงกันว่าเราจะปล่อยเวลาให้ต่างคน ต่างทําต่อไปไม่ได้ เราจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ ๑ เดือน แต่เราก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่ารอบ ๓ เราไม่สามารถทําไ ด้ แต่เราจะทํา อย่างน้อยที่สุดก็ทําในเรื่อ งของการบูรณาการ ระหว่างคณะกรรมาธิการในเวลาที่เหลืออยู่จะทําร่วมกับ ก.พ.ร. และ ก.พ. ไม่ว่าจะเปึน เรื่องของโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินในรายละเอียดและในเรื่องของ การบริหารงานบุคคลเท่าที่จะทําได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีท่านสมาชิกท่านได้ให้ความกรุณา แนะนําในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายหลาย ๆ ฉบับ ซึ่งได้อยู่ในแนวทางที่เราคิดอยากจะทํา แล้วเรารู้ว่าเราควรจะแก้ไขอะไรบ้าง อย่างไร แต่ด้วยข้อจํากัดในการนําเสนอเราก็เลย ไม่มีรายละเอียด อันนี้ต้องขออภัยจริง ๆ ด้วยเหตุที่ว่าด้วยข้อจํากัดหลาย ๆ ประการ เพราะฉะนั้นในลักษณะการนําเสนอวันนี้จะเปึนลักษณะของมหภาคในเรื่องของกรอบแนวคิด
ในการที่จะต้องเดิน ต่อไปว่าเราจะปฏิรูป ไม่ว่าจะเปึนโครงสร้างและความสัมพันธ์ ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ของการบริหารราชการแผ่นดิน หรือแม้แต่ว่ากรอบแนวทาง ในการที่จะพิจารณาในเรื่องของการบริหารงานบุคคล รวมทั้งค่าตอบแทนต่าง ๆ เราถึงได้ให้ ความสําคัญในเรื่องของเกณฑ์ ทั้งเกณฑ์หลักและเกณฑ์ย่อย รวมตลอดถึงในเรื่องของตัวชี้วัด แล้วก็สัมฤทธิผลหรือภารกิจหลักของหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะต้องประกอบการหาตัวบุคคล แล้วก็ความเป่ดเผย โปร่งใส ความเปึนธรรมในการสรรหาบุคคลต่าง ๆ รวมทั้งการเลื่อนขั้น เลื่อนตําแหน่ง ขณะนี้ยังเปึนมหภาคอยู่ แต่ในรายละเอียดต่าง ๆ เราก็จะต้องเดินหน้าต่อไป ต้องขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ข้อคิดเห็นที่เปึนประโยชน์มาก ๆ แล้วก็เวลาที่เหลืออยู่ ๑ เดือน ๒ เดือนนี้เรายังคงต้องทําหน้าที่ต่อไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ มีชี้แจงเพิ่มเติมอีกหรือเปล่าคะท่านประธาน
ไม่มีครับ
ไม่มีนะคะ ก็เปึนอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานการพิจารณาแผนการดําเนินการ วาระปฏิรูปที่ ๓ การปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น (รอบ ๒) เรียบร้อยแล้ว ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่า ท่านจะเห็นด้วยกับแผนการดําเนินงาน ในวาระปฏิรูปที่ ๓ การปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น (รอบ ๒) หรือไม่ ก่อนที่จะขอมติดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะคะ
(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านอยู่พร้อมเพรียงดีมากเลยค่ะ ขอความกรุณาท่านใช้สิทธิแสดงตนนะคะ ท่านเสียบบัตร และกดที่ช่องแสดงตนเลยค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
ท่านแสดงแล้วนะคะ ท่านเพิ่งเข้ามาใหม่ค่ะ ถ้าเผื่อว่าทุกท่านแสดงแล้วดิฉันป่ดนะคะ ขอเชิญส่งผลเลยค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๙๗ ท่าน ครบเปึนองค์ประชุมนะคะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นชอบในแผนดําเนินงานปฏิรูป ในวาระปฏิรูปที่ ๓ การปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น (รอบ ๒) หรือไม่ ซึ่งหากท่านเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความเห็น ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะจากสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อส่งต่อไปให้กับ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป
(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะคะ หากท่านผู้ใดเห็นชอบท่านกรุณากดปุ์ม เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยท่านกรุณากดปุ์ม ไม่เห็นด้วย หากท่านเห็นควรว่างดออกเสียง ท่านกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง ขอเชิญค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
ทุกท่านลงคะแนนแล้วนะคะ ดิฉันป่ดนะคะ ขอเชิญส่งผลค่ะ ท่านผู้เข้าประชุม ๑๙๗ ท่าน ท่านเห็นด้วย ๑๙๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เปึนอันว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับรายงานการพิจารณาศึกษา ในวาระปฏิรูปที่ ๓ การปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น (รอบ ๒) ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นํารายงานไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานพร้อมความเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อสังเกต ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติจะได้ส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการ ต่อไปค่ะ เปึนอันจบการพิจารณาในวาระปฏิรูปที่ ๓ การปรับโครงสร้างอํานาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น (รอบ ๒) ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านค่ะ
ต่อไปเปึนการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดิน ในวาระปฏิรูปที่ ๕ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานแห่งรัฐ (รอบ ๒)
ด้วยในคราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๓ ประจําป้พุทธศักราช ๒๕๕๘ วันพุธที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบแนวทาง การดําเนินการของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน วาระปฏิรูปที่ ๕ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐแล้ว โดยให้คณะกรรมาธิการ นําความเห็น ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปเปึนแนวทางในการพัฒนา รายงานถึงวิธีการดําเนินงานในกระบวนการปฏิรูป พร้อมแผนการดําเนินการเพื่อเสนอต่อ สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนั้น ขณะนี้คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการ พิจารณาศึกษาและปรับปรุงรายงานวาระปฏิรูปนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้นําเสนอรายงาน เพื่อให้ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาอีกครั้งห นึ่งในวันนี้ค่ะ ท่านประธานพร้อมแล้ว ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานเลยค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ขออนุญาต ท่านประธานเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน วาระปฏิรูปที่ ๕ เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐ (รอบ ๒) ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบและกระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคงแห่งรัฐ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ศึกษาและพิจารณาปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ โดยผมจะขออนุญาตให้ ท่านศาสตราจารย์อุดม ทุมโฆษิต ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบและกระบวนการ การบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคงแห่งรัฐ เปึนผู้นําเสนอในรายละเอียดต่อไป ขอกราบขออนุญาตครับ
ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา แล้วก็ท่านสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่านนะครับ สําหรับวาระปฏิรูปที่ ๕ เรื่อง การเพิ่ม ประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงาน ภาครัฐ คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณา โดยร่วมประชุมหารือกันหลาย ๆ ครั้ง ในการพิจารณาดังกล่าวได้ออกไปสัมภาษณ์ข้อมูล กับส่วนราชการและนํามาระดมสมอง พร้อมกับได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารซึ่งเกิดจาก กระบวนการปฏิรูปราชการในต่างประเทศมาประกอบในการพิจารณาด้วย ผลการพิจารณา ดังกล่าวเรานําเสนอเปึนในรูปของรายงานซึ่งมี ความหนาประมาณ ๔๐ หน้า ดังที่ปรากฏ ที่ท่านทั้งหลายได้รับทราบอยู่แล้ว แต่เนื่องจากว่าเอกสารรายงานดังกล่าวมีความยาว พอสมควร เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าจะขออนุญาตนําเสนอในสาระสําคัญโดยสั้น ๆ ย่อ ๆ ไม่ทําให้ท่านเสียเวลามากนักดังต่อไปนี้ครับ ที่จริงเมื่อเราพูดถึงเรื่องประ สิทธิภาพ เรามักจะสะท้อนความหมายกว้าง ๆ ว่าคือความคุ้มค่า และเมื่อเราพูดถึงความคุ้มค่า เรามักจะทําให้การตัดสินใจเราเอียงไปเชิงปริมาณมากเกินไป เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึงคําว่า คุณภาพควบคู่ไปด้วย ซึ่งคําว่าคุณภาพเราหมายถึงคุณค่า จะทําให้ผลงานที่เราพิจารณานั้น มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราเอ่ยถึงคําว่าประสิทธิภาพ
และคุณภาพเรามักจะมุ่งไปที่ผลลัพธ์เปึนสําคัญ เพราะฉะนั้นแนวความคิดหลักของ คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้จะมุ่งไปที่การก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์หรือผลลัพธ์ในกำรบริหาร ราชการแผ่นดินเปึนสําคัญ ทีนี้เพื่อให้เห็นภาพดังกล่าวในการนําเสนอเราจะนําเสนอไล่หัวข้อ เปึน ๖ หัวข้อโดยย่นย่อ บางหัวข้อผมก็จะสรุปสั้น ๆ เพราะว่าผมมีความเห็นว่าหลาย ๆ ท่าน ตั้งแต่การปฏิรูปวาระที่ ๓ และวาระที่ ๔ ที่ผ่านมานั้นได้พูดไปบ้างพอสมควรแล้ว สําหรับหัวข้อที่ ๑ ที่คิดว่าควรจะนําเสนอก็คือประเด็นปัญหาของระบบราชการไทย อันที่ ๒ สาเหตุแห่งความไร้ประสิทธิภาพในระบบราชการไทย อันที่ ๓ หลักการปฏิรูป ซึ่งเราจะนํามาใช้ในครั้งนี้ว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไรบ้าง อันที่ ๔ วิธีการหลักในการปฏิรูป เราจะยึดหลักการและวิธีการอย่างไร อันที่ ๕ องค์การและกระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูป ที่นําเสนอในนี้เราจะขับเคลื่อนอย่างไร มีองค์การอะไรรองรับบ้าง และอันที่ ๖ เราควรจะมี กฎหมายอะไรเพื่อประกอบการทํางานบ้าง เราจะเสนอใน ๕-๖ เรื่องดังกล่าวมาข้างต้น
ทีนี้สําหรับประเด็นเรื่องปัญหาของระบบราชการไท ย ผมคิดว่าเราพูดมา พอสมควร แต่ว่าในคณะอนุกรรมาธิการของเราเรามองปัญหา
เราคิดถึงปัญหาโดยเน้นที่ผล การมองปัญหาโดยเน้นที่ผลข้อสรุปก็คือว่าความสามารถ ในการแข่งขันก็ดี ความสามารถในการให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึงแล้วมีคุณภาพก็ดี หรือธรรมาภิบาลของรัฐก็ดี มันยังมีความอ่อนแอ มีความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น เราสรุปโดยภาพรวมว่าผลสัมฤทธิ์ขอ งรัฐไทยนี้ยังค่อนข้างที่จะต่ํา ไม่เปึนที่พอใจ จําเปึนจะต้องปรับปรุงเพิ่ มเติมและแก้ไขต่อไป ซึ่งในประเด็นรายละเอียดดังกล่าวนี้ เราได้เสนอไปแล้วเมื่อคราวก่อน ฉะนั้นผมขออนุญาตไม่พูดถึงรายละเอียดนะครับ
สําหรับสาเหตุแห่งปัญหาความไร้ประสิทธิภาพเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ผมใคร่กราบเรียนอย่างนี้นะครับ ที่จริงระบบราชการไทยที่ถูกสร้างไว้ ในปัจจุบันนี้ เราสร้างขึ้นมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงจัดตั้งขึ้นมา ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกันในโครงสร้างหลัก ๆ ที่เปึนอยู่ปัจจุบันนี้ การพยายามที่จะปฏิรูปต่อมานี้เปึนเพียงเข้าไปแตะ ๆ ในลักษณะ การปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม การปฏิรูปครั้งสําคัญไม่เคยเกิดขึ้นมาเลย ฉะนั้น ๑๕๐ ป้ที่ผ่านมา โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปมากก็เปึนเรื่องธรรมดาที่ระบบราชการ แบบดั้งเดิม ในภาษาทางวิชาการเราเรียกว่าเปึนรูปแบบเชิงอุดมคติของแมกซ์ เวเบอร์ นี่เปึนรูปแบบที่ไม่ทันสมัยแล้วนะครับ ทีนี้สาเหตุที่ไม่ทันสมัยมันมาจากอะไร เช่นเปึนรูปแบบ ที่เน้นระเบียบ กฎเกณฑ์ และเน้นการใช้อํานาจในการที่จะดําเนินธุรกิจเปึนกิจวัตรประจําวัน แต่รูปแบบสมัยใหม่นี้เปึนรูปแบบที่เน้นเรื่องผลลัพธ์ ให้ความสําคัญเรื่องผลลัพธ์ เปึนรูปแบบ ที่เน้นเรื่องการกระจายอํานาจ รูปแบบที่เน้นเรื่องแนวความคิดในการจูงใจโดยบิล ด์ อิน (Build-in) ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์มากกว่าที่จะใช้การจูงใจแบบควบคุมบังคับโดยใช้อํานาจ ในแนวคิดดังกล่าวนี้เปึนแนวคิดที่หลายประเทศเขาใช้ปรับปรุงระบบราชการเขา แล้วเขาประสบความสําเร็จ ซึ่งผมยกตัวอย่างเช่นในป้ ๑๙๙๓ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในสมัยประธานาธิบดีคลินตันได้มีการทบทวนรีวิว (Review) ระบบราชการของประเทศ ครั้งใหญ่ทั้งหมดนะครับ แล้วตกลงใจว่าจะนํารูปแบบนี้ที่กล่าวถึง ที่จะนําเสนอต่อไป มาใช้ปรับปรุงประเทศ แล้วประสบความสําเร็จมากครับ เมื่อประสบความสําเร็จมาก ในป้ ๑๙๙๕ ประเทศสิงคโปร์เอาวิธีการเดียวกันนี้มาใช้ปฏิรูปประเทศของตัวเองนะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่าทํานองเดียวกัน ประเทศสิงคโปร์ประสบความสําเร็จนะครับ ประเทศ ที่เปึนตัวอย่างอีกประเทศหนึ่งคือประเทศเกาหลี ในป้ ๒๐๐๕ ประเทศเกาหลีปฏิรูป
ระบบราชการโดยใช้วิธีเดียวกันคือเอาตัวผลลัพธ์เปึนตัวตั้ง กระบวนการอื่น ๆ เปึนตัวรอง เปึนตัวตามหมดเลย ก็ประสบความสําเร็จเช่นกันนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่า ถ้าเรานํารูปแบบนี้มาใช้กับประเทศไทยจะประสบความสําเร็จหรือไม่ นี่คือโจทย์ใ หญ่ ที่คณะอนุกรรมาธิการในชุดที่กระผมดําเนินการอยู่นั้นได้พยายามศึกษาแล้วก็ทบทวนมาก เพราะเราคิดว่านี่คือคําตอบ ถ้าหากว่าเราสามารถปฏิรูประบบราชการให้เกิดประสิทธิภาพ และมีคุณภาพได้นี่ ประชาชนจะได้รับอานิสงส์จากบริการที่ดีขึ้น ประเทศจะได้รับอานิสงส์ จากความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น รวมทั้งจะได้รับอานิสงส์ในการแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ของประเทศในด้านต่าง ๆ ให้มีผลสัมฤทธิ์มากขึ้น
เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ํา ปัญหาความยากจน ประเด็นปัญหาเหล่านี้มีความเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงกับการบริหารกิจการของรัฐทั้งสิ้น
ทีนี้ในหลักการปฏิรูปตามแนวคิดดังกล่าว เราได้ศึกษาทบทวนแล้วก็พยายาม ที่จะสรุปให้เข้าใจง่าย เพราะว่าการปฏิรูปเรื่องประสิทธิภาพและเรื่องคุณภาพ นี่ เข้าใจยากมาก ๆ มันเปึนประเด็นที่พัวพันกับเรื่องทั้งหลายทั้งปวงมากมาย จึงพยายาม จะสรุปให้เข้าใจง่าย แล้วก็คิดว่าถ้าหากว่าเข้าใจง่ายการปฏิรูปก็จะตรงจุด ตรงเปัามากยิ่งขึ้น ข้อสรุปจากการศึกษาเรากราบเรียนอย่างนี้ครับ ๑. ธงของการปฏิรูปนี่เราเน้นเพื่อการเพิ่ม ประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งรัฐ คํานิยามง่าย ๆ ที่พอจะกล่าวให้เข้าใจถึงเรื่องประสิทธิภาพ และคุณภาพ ก็คือว่าประสิทธิภาพเราหมายถึงความคุ้มค่า คุณภาพเราหมายถึงคุณค่า ซึ่งจะขยายความ มันมีเอกสารที่จะขยายความไปสู่ตัวชี้วัดได้มากมาย อันนี้คือธง ทีนี้วิธีการ ที่จะไปให้ถึงเปัาหมายหรือถึงธงดังกล่าวนี่เราต้องผ่านวิธีการหรือหลักการ ๔ อย่าง เปึนอย่างน้อย ประเด็นที่ ๑ ต้องมองเปัาที่เปึนหน่วยในการวิเคราะห์หรือหน่วยที่จะต้อง กระทําการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและคุณภาพ นั่นคือองค์กรของรัฐ ซึ่งขณะนี้ เรามีอยู่ประมาณ ๕๗,๐๐๐ หน่วยครอบคลุมทั้งหมด ครอบคลุมกรม กอง ครอบคลุม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครอบคลุมตํารวจ ครอบคลุมองค์กรศาลและกระบวนการ ยุติธรรม ครอบคลุมทั้งหมด ๕๗,๐๐๐ กว่าหน่วย ๕๗,๐๐๐ กว่าหน่วยนี้สามารถได้รับ การยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพให้สูงขึ้นโดยเอาผลลัพธ์เปึนสําคัญ ก็เชื่อว่า ประสิทธิภาพและคุณภาพของรัฐจะดีขึ้น นี่คือประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ในการที่จะ ยกประสิทธิภาพและคุณภาพหน่วยงานของรัฐดังกล่าว มันต้องอาศัยกระบวนการ อันมากมายต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการอันมากมายต่อเนื่องดังกล่าวนั้นจะต้องมีระบบ ดําเนินการที่ดีรองรับเปึนความจําเปึนอย่างยิ่ง ระบบดําเนินการที่ดีรองรับดังกล่าวนั้น จะต้องถูกควบคุมโดยมาตรการที่เราเรียกว่ามาตรฐานแห่งรัฐ ซึ่งพอดีในรัฐธรรมนูญของเรา ได้เขียนไว้ในรายมาตรา ที่บอกว่าประเทศไทย จะต้องบริหารอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งในมาตรฐานแห่งรัฐที่เราจะพูดถึงนี่จะต้องมีความชัดเจนเพียงพอที่จะใช้ดําเนินการได้ ในระดับใหญ่ ในระดับรัฐเรากําหนดไว้ว่าควรจะมี ๓ มาตรฐานด้วยกันกว้าง ๆ มาตรฐาน ที่เราถือว่าเปึนจุด สําคัญที่สุดเราเรียกว่าฟันดาเมนทอ ล สแตนดาร์ด (Fundamental standard) หรือมาตรฐานมูลฐาน ซึ่งขณะนี้ ก.พ.ร. ก็พยายามทํามาตรฐานนี้ แต่ว่าทํา
ยังไม่เข้มแข็งชัดเจนพอ ฟันดาเมนทอล สแตนดาร์ด ถือว่าเปึนมาตรฐานมูลฐานที่องค์กร ของรัฐทุกหน่วยต้องบรรลุให้ได้ นั่นหมายความว่าความคุ้มค่าและคุณค่าในผลสัมฤทธิ์ของเขา รัฐยอมรับได้ นี่คือส่วนที่ ๑ มาตรฐานอันที่ ๒ ที่จําเปึนที่จะต้องมีก็คือมาตรฐาน เพื่อการปรับปรุง เราเรียกว่าบีโลว์ ฟันดาเมนทอล สแตนดาร์ด (Below fundamental standard) มาตรฐานเพื่อการปรับปรุงเปึนมาตรฐานที่ได้พิจารณาเห็นว่า ๑. ไม่มีความคุ้มค่า ๒. ขาดคุณค่า เช่น บริการไม่ทั่วถึง บริการไม่ครอบคลุม บริการแบบเลือกที่รักมักที่ชัง อย่างนี้เปึนต้น ซึ่งในรายละเอียดของแต่ละองค์กรต้องกําหนดจะต้องดูกันต่อไป มาตรฐานเหล่านี้ต้องได้รับการปรับปรุง ถ้าปรับปรุงไม่ได้ก็ต้องมีเงื่อนไข เช่น การไพรเวไทซ์ (Privatize) หรือการแปรรูปไป
หรือการต้องทําที่เราเรียกว่ารีเอ นจิเนียริง (Reengineering) หรือยกเครื่อง หรือปรับปรุง แบบถอนรากถอนโคน รวมทั้งเลิกไปเลย ไม่จําเปึนต้องมีอีกต่อไปเพราะว่าไม่มีภารกิจ ที่จะต้องทํา ที่จริงในเรื่องนี้เราได้วิเคราะห์ลึกไปพอสมควร กรม แล้วก็หน่วยงานที่มีอยู่ จํานวนไม่น้อยที่ภารกิจมันหมดไปตั้งนานแล้วแต่ว่ายังอยู่ มีจํานวนไม่น้อย เลยครับ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขตัวนี้จะเปึนเงื่อนไขที่จะต้องพิจารณารายละเอียดแล้วก็กําหนดขึ้นมา มาตรฐานที่ ๓ คือมาตรฐานเพื่อความเปึนเลิศ ภายใต้แนวคิดของเราที่มองว่าประเทศ ในโลกสมัยใหม่มีความจําเปึนต้องแข่งขัน หลาย ๆ ท่านบอกว่าต้องแบ่งปัน แบ่งปันก็ต้องแบ่งปันในส่ วนแบ่งปัน แต่ส่วนแข่งขันก็ต้องส่วนแข่งขัน ผมยกตัวอย่าง เช่น อย่างกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้ามีความเปึนเลิศมันจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนหรือองค์กรที่เขาจะไปแข่งขันทํางานได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นองค์กรของรัฐบางประเภทจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขความเปึนเลิศถ้าเปึนไปได้ จากมาตรฐาน ๓ อย่างนี้ถ้าเราทําให้ชัดเจนแล้วก็ทําให้สอดคล้องกับความเปึนจริง ในการปฏิบัติเราก้าวมาสู่หลักการที่ ๓ หลักการที่ ๓ คือต้องทบทวนการดําเนินงาน ขององค์กรภาครัฐใหม่ทั้งหมดเลย ด้วยเหตุผล ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ ก็คือทบทวนเพื่อจะนํา องค์กรนั้นเข้าไปสู่มาตรฐานทั้ง ๓ มาตรฐานดังกล่าวเพื่อจะดําเนินการต่อไปหรือการทบทวน ดังกล่าวถ้าหากว่าองค์กรใดไม่มีภาระที่จะดําเนินการต่อไปแล้วหรือไม่จําเปึนแล้ว อันนี้อาจจะยกเลิกได้เลย ซึ่งวิธีการยกเลิกอาจจะใช้เออร์ลี (Early) หรือใช้อะไรก็สุดแท้แต่ มีทั้งมาตรการนุ่มนวลและมาตรการเข้มแข็งประกอบกันไป นี่คือกระบวนการที่ ๓ แล้วก็ถ้าผ่านกระบวนการที่ ๓ ก็เข้าสู่กระบวนการที่ ๔ กระบวนการที่ ๔ คือ กระบวนการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและคุณภาพ อันนี้ต้องมียุทธศาสตร์รองรับ กระบวนการนี้เปึนกระบวนการของชาติ เพราะฉะนั้นต้องมียุทธศาสตร์ชาติรองรับในเรื่องนี้ แล้วก็เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งรัฐก็ควรจะเปึนส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ เพราะฉะนั้นโดยหลักการปฏิรูป ๔ หลักนี้เราขาดอันหนึ่งอันใดไม่ได้จะต้องดําเนินการ ต่อเนื่องนะครับ
ทีนี้วิธีการซึ่งเราเขียนรายละเอียดไว้เยอะในเอกสารรายงาน แต่ผม อยากจะสรุปเปึนหลักไว้ ๔ วิธีการหลักแค่นั้นนะครับ วิธีการอันที่ ๑ คือกระบวนการ ขับเคลื่อนเพื่อยกระดับมาตรฐานองค์กรให้สูงขึ้นต้องทําเปึนแผนสัญญา คือแผนสัญญา
ดังกล่าวนี้กระทําขึ้นโดยรัฐบาลกับหน่วยปฏิบัติ โดยให้ระดับกระทรวงเปึนคู่สัญญา ในนามรัฐบาลแล้วก็หน่วยงานระดับกรม ตลอดจนหน่วยปฏิบัติอื่น ๆ เปึนหน่วยผู้รับสัญญา กราบเรียนว่าการนําเทคนิคหรือนําวิธีการแบบคอนแทรกชวล แพลน (Contractual plan) มาใช้เพื่อจะทดแทนการบริหารงานแบบกิจวัตรที่เคยมีอยู่ รูปแบบนี้ขณะนี้ประเทศมาเลเซีย ก็ใช้อยู่ ประเทศสิงคโปร์ใช้ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ ประเทศเกาหลีใช้ ประเทศญี่ปุ์นก็ใช้ ส่วนประเทศอื่น ๆ เราได้ศึกษาไปไม่ถึง ลักษณะของรูปแบบดังกล่าวก็คือว่าองค์การ ผู้รับสัญญาและรัฐผู้จะต้องการสัญญานี้ต้องการให้องค์การนั้นไปทิศทางไหน แล้วองค์การนั้น จะรับได้หรือไม่ อย่างไร จะต้องทําเปึนแผนคู่กันไปแบบสัญญา แล้วต้องทําให้บรรลุผล ตามสัญญา ปัญหาใดที่เปึนอุปสรรคอันเกิดขึ้นจากระเบียบราชการหรือระเบียบ บริหารราชการแผ่นดินที่สามารถจะระงับยกเว้นได้ อันเนื่องจากว่าเปึน อุปสรรคสําคัญ ที่จะทําให้องค์การนั้นด้อยประสิทธิภาพ
องค์การนั้นสามารถจะหยิบยกขึ้นมาเจรจาเพื่อขอระงับชั่วคราว หรืองดเว้นชั่วคราว สามารถทําได้ อันที่ ๒ เป่ดโอกาสให้แต่ละหน่วยงานเสนอวิธีการแก้ปัญหาของตนเอง โดยมีตัวชี้วัดระบบการวัดที่เปึนรูปธรรมเชื่อถือได้และสอดคล้องกับเหตุแห่งปัญหาของตน เปึนรายหน่วยงาน ฟังดูแล้วเปึนเรื่องจู้จี้จุกจิกนิดหน่อย เพราะถ้าทําเปึนรายหน่วยงาน แต่กระบวนการนี้เปึนกระบวนการที่เกิดขึ้น ๒ ฝ์าย แล้วฝากฝ์ายปฏิบัติกับฝ์าย ผู้อยากจะได้ผลปฏิบัติคือฝ์ายรัฐ กระบวนการที่อนุญาตให้หน่วยปฏิบัติเสนอวิธีการแก้ปัญหา ด้วยตัวเองได้ ที่จริงรากฐานของวิธีการนี้เปึนเรื่องของเดเลเกชัน เบส (Delegation based) เปึนเรื่องของการมอบหมายอํานาจ เปึนเรื่องของการกระจายอํานาจ สําหรับกระบวนการ ชี้วัดและการวัดที่ชัดเจนนี่ ที่จริงหลักการนี้เปึนการจัดการแบบเน้นเอ ฟวิเดนซ์ เบส (Evidence based) คือเน้นหลักฐาน แทนที่การใช้นอร์มาทีฟ เบส (Normative based) คือใช้บรรทัดฐานหรือความรู้สึกในการทํางานเปึนเกณฑ์ เราต้องการเอาเหลักการนี้มาแทนที่ หลักการที่เราบอกว่าทํางานไปเท่าไร แล้วก็ไม่มีการวัดผล หรือจะวัดผลก็วัดด้วยความรู้สึก หรือบรรทัดฐานเปึนหลัก ส่วนเรื่องความสอดคล้องกับเหตุแห่งปัญหาของแต่ละหน่วยงานนั้น นี่คือพรอบเบลม เบส (Problem based) เพราะฉะนั้นหลักการที่ ๒ ข้อ ๒ ดังกล่าวนี่ เราเอาหลักการจัดการ ๓ หลักการนี่มาใส่บรรจุในมาตรการนี้ สําหรับมาตรการที่ ๓ เราเรียกว่าเปึนมาตรการเสริมพลัง ภาษาอังกฤษเราใช้คําว่ารีอินฟอ ร์ซเมนต์ (Reinforcement) มาตรการเสริมพลังก็คือมาตรการให้การสร้างเงื่อนไข การให้คุณให้โทษ การให้ผลตอบแทนอันเนื่องจากการทํางานที่เข้มแข็ง ที่ชัดเจน หน่วยงานที่ทํางานได้ดี ก็ควรจะได้รับคํามั่นสัญญาว่าจะได้รับผลที่ดี หน่วยงานใดมีผลงานไม่ดีเขาจะต้องรู้ล่วงหน้า ว่าเขาจะได้รับผลตอบแทนไม่ดี หน่วยงานใดเมื่อหมดภารกิจก็ควรที่จะจบเทอร์มิเน ต (Terminate) หน่วยงานนั้น แต่ตัวสมาชิกผู้ทําความดีในหน่วยงานก็จะได้รับผลตอบแทน แห่งความดี เพราะฉะนั้นผลการกระทําของสมาชิกหรือสมาชิกในองค์การที่ดีกับการสิ้นสุด ของหน่วยงานไม่สัมพันธ์กัน มันอาจจะแยกกันได้ในบางเรื่องใน บางกรณี แล้วอันที่ ๔ จําเปึนต้องมีกลไกขับเคลื่อน ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือกลไกการกํากับ เครื่องมือ ในการกํากับดังกล่าวนี่ฝ์ายภาครัฐเปึนผู้ถือ เพื่อจะกํากับในหน่วยปฏิบัติให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ตรงนี้ นี่คือกลไกส่วนที่ ๑ กลไกส่วนที่ ๒ คือกลไกสนับสนุนให้หน่วยปฏิบัติ ซึ่งเปึนการเพิ่ม ความสามารถ เพิ่มความมั่นใจ เพิ่มแรงจูงใจให้หน่วยปฏิบัตินี่ได้มีพลัง มีกําลังใจ
ในการปฏิบัติให้เต็มที่ กลไก ๒ ส่วนนี้เปึนกลไกที่เราจะใช้เปึนเครื่องมือขับเคลื่อน กระบวนการยุทธศาสตร์ของเราให้เคลื่อนไปข้า งหน้า กลไกทั้ง ๒ กลุ่มดังกล่าวนี่ ผมได้นําเสนอไว้ในภาพที่นําเสนอในแผนภาพดังกล่าว ซึ่งตรงนี้ก็จะมีรายละเอียด อยู่ในเอกสารรายงาน หน้า ๑๗ ถึงหน้า ๒๘ ของรายงานจะมีรายละเอียดอธิบายไว้
หลักการสําคัญคร่าว ๆ ในบรรดากลไกนี้เราได้คัดมาเฉพาะที่เราเห็นว่า เปึนคีย์ ซักเซส แฟกเตอร์ (Key success factor) ที่จําเปึนจะต้องมี ถ้ามารวมกลุ่มกันไว้ จะเห็นว่าสําหรับกลไกในการกํากับดูแลนี่ ๑. นโยบายที่เข้มแข็งจําเปึนต้องมี ๒. ระบบสารสนเทศการจัดการแบบออนไลน์ เราเรียกว่าออนไลน์ เอ็มไอเอส (Online MIS) จําเปึนจะต้องมี อันที่ ๓ การรณรงค์เผยแพร่เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างกว้างขวางนี่ มีอย่างกรณีในประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียเดือนแห่งคุณภาพ เขามีเดือนแห่งคุณภาพ
และประการที่ ๔ กองทุนในเรื่องนี้ก็จําเปึนที่จะต้องมีเหมือนกัน เพราะว่าการปรับ การบริหารเพื่อให้เกิดความคล่องตัวรวดเร็ว การบริหารแบบกองทุนนี่มันเอฟเฟกทีฟ (Effective) อันที่ ๕ กลไกเรื่องแผนสัญญา อันที่ ๖ กลไกการกํากับดูแล
สําหรับกลไกด้านการสนับสนุนเรามีอยู่ ๙ กลไกที่สมควรจะพิจารณา กลไกที่ ๑ คือการจัดเตรียมองค์กรเปัาหมาย อย่างที่ได้กราบเรียนมาแล้วองค์กรเปัาหมาย จะต้องถูกทบทวน และถูกประเมิน แล้วก็จัดลงสู่มาตรฐานต่าง ๆ พร้อมกับองค์กรเปัาหมายนั้น ต้องรู้ตัวเองว่าตัวเองมีจุดบกพร่อ ง จุดแข็ง จุดอ่อนอย่างไร อันนี้คือการเตรียม องค์กรเปัาหมาย ๒. การนําหรือผู้นําองค์การเพื่อการเปลี่ยนแปลง องค์กรภาครัฐของเรา ที่อ่อนแอทุกวันนี้มีงานวิจัย หลายชิ้น สรุปความว่าภาวะผู้นําในองค์กรอ่อนแอ เรามักจะมี ผู้นําที่เน้นระเบียบ แบบแผน กฎเกณฑ์ และทํางานเปึนกิจวัตร แต่ขาดผู้นําเชิงกลยุทธ์ที่ดี ซึ่งในอนาคตถ้าเปึนไปได้องค์กรภาครัฐน่าจะสร้างผู้นําเชิงกลยุทธ์ที่เข้มแข็งขึ้นมารองรับ ในเรื่องนี้ด้วย อันนี้เราถือว่าเปึนกลไกอันหนึ่งที่จําเปึน ๓. ระบบมาตรฐานที่ใช้เพื่อเทียบเคียง หรือเปึนตัวเบนช์มาร์ก (Benchmark) จําเปึนจะต้องมีและชัดเจนพอสมควร อันที่ ๔ ระบบ การวัดความสามารถที่ถูกต้อง เที่ยงธรรม แล้วก็เที่ยงตรง อันที่ ๕ กระบวนการ ปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่องขององค์กรเปัาหมาย ซึ่งกลไกที่ ๕ นี้จะต้องสร้างแรงจูงใจ ให้มากเพียงพอที่จะทําให้องค์กำรนั้นมีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเองไปสู่ องค์การ ที่มีประสิทธิภาพ เพราะโดยทฤษฎีสมัยใหม่เราเชื่อว่าแรงบังคับจากภายนอกมันจะเกิด การขับเคลื่อนเฉพาะเมื่อเราบังคับ แต่การขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและโดยอัตโนมัติ เพื่อไปสู่เปัาหมายของตัวเองให้มีผลสัมฤทธิ์สูงนั้นต้องเกิดจากแรงจูงใจภายในของสมาชิก ในองค์กรและองค์กรเหล่านั้น เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนปรับปรุงตัวเองไปสู่เปัาหมาย จําเปึนต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนภายในขององค์กรนั้นด้วย อันที่ ๖ การเสริมพลัง หรือการรีเอนฟอร์ซเมนต์ ดังได้กล่าวแล้วจะต้องชัดเจนตั้งแต่ต้น มือ อันที่ ๗ ทีมที่ปรึกษา หรือหมอองค์การ แน่นอ นในช่วงที่มีการปรับปรุงนั้นบางทีเทคนิคอล อิสชู (Technical issue) คือตัวที่เปึนหลักการ เปึนหลักวิชา เทคนิค ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็มีความสําคัญที่ควรจะนําไปใช้เช่นเดียวกัน แต่หน่วยงานที่อยู่ในกระบวนการนี้อาจจะมี ถ้าหากว่าไปศึกษาเอง ค้นคว้าเอง ค่อย ๆ คลําไปจะช้าเกินไป เพราะฉะนั้นคณะที่ปรึกษา หรือที่เราเรียกว่าหมอองค์การถ้าเราแอพไพล (Apply) เข้าไป เราจัดเตรียมให้พร้อม
แล้วแอพไพลเข้าไปให้พอเหมาะถูกกับงานก็จะทําให้งานพัฒนาเร็วขึ้น แล้วอันที่ ๘ ทีมประเมิน แอสเซสเซอร์ (Assessor) หรือทีมประเมินที่ถูกต้อง เที่ยงตรง จําเปึน เพื่อให้ทราบว่าผลสําเร็จหรือผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน และถ้าไม่สัมฤทธิ์เกิดจาก เหตุอะไร ก็จําเปึนจะต้องมี และประการที่ ๙ จําเปึนจะต้องส่งเสริม สนับสนุน ให้แต่ละองค์กรพัฒนานวัตกรรมของตัวเองขึ้นมา อันนี้จําเปึน หน่วยงานที่ ประสบความสําเร็จในการขับเคลื่อนได รเวอร์ (Driver) ตัวที่สําคัญที่สุดก็คือนวัตกรรม แล้วนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากเบื้องบนทอป ดาวน์ลงมานี่องค์กรมักรับไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้น นวัตกรรมต้องเกิดขึ้นจาก ทั้งบนแล้วก็ทั้งล่างควบคู่กันไปแล้วต้องแมทชิง (Matching) กันพอดีจึงจะสามารถขับเคลื่อนได้ดี
เพราะฉะนั้นการสร้างนวัตกรรมระดับองค์กรหรือกระตุ้นในระดับองค์กร เห็นความจําเปึนต้องใช้นวัตกรรมจึงเปึนเรื่องสําคัญเช่นเดียวกัน เราจึงใส่องค์ประกอบเหล่านี้ ไว้ในเนื้อหา ในประเด็นต่าง ๆ ที่ควรจะคิดควรจะทําต่อไป
จากเนื้อหาของงานดังที่กราบเรียนแล้วข้างต้นก็จําเปึนจะต้องมีแกนกลาง ซึ่งเปึนองค์กรและกระบวนการขับเคลื่อนที่ดีรองรับ จากผลการศึกษาของ คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าอย่างน้อยจะต้องมีกลไกที่ดี ๒ กลไก คือกลไกที่ ๑ ก็ให้มีคณะกรรมการทบทวนและประเมินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งรัฐ ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน คณะกรรมการนี้ต้องเปึนศูนย์กลางในการขับเคลื่อน เนื่องจากในการขับเคลื่อนนั้นมีภารกิจต้องทําเยอะแยะ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการ ดังกล่าวนี้อาจจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาตามความเหมาะสม ก่ภารกิจ อันที่ ๒ ในกระบวนการขับเคลื่อนจะต้องมีโครงสร้างเชิงกระบวนการที่จะทําให้การขับเคลื่อนนั้น มีเอกภาพซึ่งเราได้นําเสนอไว้ในภาพหน้าถัดไป ในภาพดังกล่าวจะเห็นว่าทางซ้ายมือนั้น เปึนความต้องการเชิงยุทธศาสตร์ ส่วนทางด้านขวามือเปึนเพอร์ฟอร์แมน (Performance) คือเปึนผลการดําเนินงาน ๒ อันนี้จะต้องดูเทียบเคียงตลอดต้องคู่ขนานไปแล้วก็เทียบเคียงกัน ตลอดเวลาเลย ในส่วนบนเราเรียกว่าระดับบริหารยุทธศาสตร์คือระดับตั้งแต่กระทรวง ขึ้นไปนี่ระดับบริหารยุทธศาสตร์ ส่วนระดับล่างเปึนระดับปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ แล้วก็ถ่ายทอดลงมาตามลําดับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า หน่วยปฏิบัติตามนํายุทธศาสตร์ ตั้งแต่ระดับกรมลงไป จนกระทั่งถึงหน่วยที่ปฏิบัติเปึนอิสระ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้แต่ตํารวจหรือศาลก็ควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้คือถือว่าเปึนหน่วยระดับปฏิบัติ ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์นี้ แน่นอนกระบวนการปฏิบัติเหล่า นี้จะต้องถูกประเมิน ประเมินตามความเหมาะสม
อันสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนนําเสนอ คณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษา กฎหมายมาแล้วประมาณ ๓๐ กว่าฉบับเป่ดเข้าไปทบทวนช่วยกันดู แล้วก็มีผลสรุปตรงกัน แต่ว่ายังไม่สามารถยกร่างขึ้นมาเปึนกฎหมายได้ เพราะเวลาเราหมดแล้วก็เลยทิ้งไว้แค่นี้ ในกฎหมายในรายงานจะเสนอสาระว่าเนื้อหากฎหมายหลักอันที่ ๑ คือพระราชบัญญัติ การพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพแห่ง ชาติควรจะมีประเด็นอะไรบ้างที่ควรบัญญัติ ไว้ในข้อกฎหมาย เราเขียนเปึนหลักการไว้แล้วเพิ่มในอันนั้น มีเปัาหมายอย่างไร มีหลักการ
อะไรบ้าง ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่เราศึกษามา ๓๐ กว่าฉบับก็เห็ นว่า ๑๗ ฉบับ ควรจะปรับปรุงแก้ไขแล้วก็ได้แนะนําไว้แล้วว่าปรับปรุงแก้ไขมาตราใด แล้วได้คอนเฟ่ร์ม (Confirm) กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเปึนผู้รักษาการตามกฎหมายนั้นว่าถ้าแบบนี้ เห็นด้วยไหม ๆ ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนใหญ่เห็นด้วย ผมได้กราบเรียนโดยย่นย่อมาแค่นี้ สําหรับรายละเอียดก็บรรจุอยู่ในรายงานที่แนบไว้แล้ว ขอบพระคุณครับ
ค่ะ ทุกท่านก็ได้รับทราบแผนการดําเนินงานวาระปฏิรูปที่ ๕ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ การบริหารงานแห่งรัฐ (รอบ ๒) แล้ว ต่อไปจะเปึนการอภิปรายแสดงความเห็นของสมาชิก ท่านละไม่เกิน ๕ นาทีเช่นเคย รายชื่อที่ดิฉันมีอยู่ในขณะนี้ มีท่านฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ ท่านสมเกียรติ ชอบผล ท่านพลเอก พอพล มณีรินทร์ ท่านเตือนใจ สินธุวณิก ดิฉันขอเชิญ ท่านฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ ก่อนค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กราบเรียนท่านอนุกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านอนุกรรมาธิการด้วย ที่ได้ทําหนังสือ ทําร่างอันนี้ออกมา
คือผมอ่านดูแล้ว ก็มองดูแล้วไม่เห็นมีถึงเรื่อง อปท. หรือ อบจ. หรือ อบต. นะครับ คือใช้คําว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพการบริหารงานแห่งรัฐ (รอบ ๒) นี่นะครับ ผมไม่เห็นมีตั้งแต่ต้น อันแรกก็ไม่มี อย่างเช่น ความเหลื่อมล้ําของการที่เปึนนายก อบต. ก็ดี และกับภาคประชาชน อย่างสิทธิอะไรต่าง ๆ ของภาคประชาชน เช่น สิทธิ การรักษาพยาบาล แล้วก็อะไรต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้ใส่ไว้เลยในนี้ และอันที่ ๒ จะเปึนเจ้าหน้าที่ จะเปึนนายก อบต. ก็ดี จะเปึนนายก อบจ. ก็ดี จะเปึนนายก อปท. ก็ดี ภาคประชาชน เวลาย้ายสถานที่หรือย้ายบ้านเลขที่ อย่างน้อยที่สุดยังเปึนคนไทยอยู่ เช่น อายุ ๖๐ ป้ จะมีเบี้ยยังชีพ ๖๐๐ บาท ๗๐ ป้ก็ ๗๐๐ บาท ๘๐ ป้ก็ ๘๐๐ บาท ทีนี้เวลาย้ายบ้าน ในจังหวัดเดียวกันไม่ต้องไปถึงต่างจังหวัด ที่จังหวัดเดียวกันอย่างเช่นหมู่บ้าน ๔ ไปอยู่หมู่บ้าน ๕ อย่างนี้นะครับ ก็ปรากฏว่าการแจ้งของภาคพลเมืองหรือประชาชนไปแล้ว ก็ถือแล้วว่าเขาก็ไม่ทราบ พวกประชาชนนี่ย้ายออกและย้ายเข้าก็ถือว่าถูกต้องแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับเงินพวกเบี้ยยังชีพ อย่าง ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท เปึนป้ก็มาปรารภกับผม ผมก็บอกว่าแล้วเจ้าหน้าที่เขาไม่อธิบา ยหรือว่าเราได้ใช้สิทธิอะไรบ้าง ทีนี้สิทธิอันนั้น พอเวลาผมไปถามดูเจ้าหน้าที่ อบต. ก็ดี เจ้าหน้าที่ อปท. ก็ดี อบจ. ก็ดีด้วย เขาบอกว่า ผู้ที่ย้ายไม่ได้แจ้งวัตถุประสงค์ว่าจะขอรับเงินเบี้ยยังชีพนั้นอีกต่อไปหรืออย่างไร มันเปึนไม่ได้นะครับเรื่องนี้ เพราะว่าเปึนหน้าที่ของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะอยู่แล้ว ประสิทธิภาพ ตรงนี้หมายถึงว่าผู้ที่ย้ายออกและย้ายเข้าก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่าเขาแจ้งโดยถูกต้องแล้ว ย้ายได้ ถูกต้องแล้ว ทีนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐน่าจะทราบอยู่แล้วว่าสิทธิของผู้ที่ย้ายเข้าหรือย้ายออก คือใช้สิทธิอะไรบ้าง ผมคิดว่าทาง ที่ดีแล้วเอาผู้ที่มีความรู้และอธิบายถึงสิทธิ ของภาคประชาชนให้มากกว่านี้อีกนิดหนึ่ง เขาจะได้ไม่เสียสิทธิตรงนั้นไป เช่นมีบางคนป้หนึ่ง หมดงบประมาณแล้วต้องรออีกป้หน้าอย่างนี้ แล้วคนที่เขารับอยู่ทุกเดือน ทุกวัน ทุกป้ อย่างนี้ต้องขาดเงินไป ๑ ป้ เพราะฉะนั้นอันนี้เปึนเรื่องเล็กน้อยที่ผมลุกขึ้นมาพูด เพราะว่า ยังไม่เห็นในการบัญญัติไว้ในนี้ว่า คือการเพิ่มประสิทธิภาพหรือบริหารงานของรัฐไม่มีเลยในนี้ ก็เลยขอต่อเติมไปหน่อยหนึ่ง ผมขอพูดเพียงสั้น ๆ นะครับ ให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ได้รับทราบไว้ด้วย เพราะส่วนนี้เปึนส่วนที่เ ราควรจะพิจารณาด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุด ถึงจะเปึนเรื่องเล็กน้อยก็จริงนะครับ แต่เปึนเรื่องของระดับเวลาน้อย ๆ เวลามาก ๆ มันก็จะต้องเพิ่มขึ้นมาอีก ปัญหาอย่างนี้ต้องให้เจ้าหน้าที่คอยอธิบายเขาด้วยว่าผู้ย้ายเข้า
ย้ายออกมีสิทธิอะ ไรด้วย ไม่ว่าสิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิเบี้ยยังชีพอะไรต่าง ๆ ควรจะต้องรับทราบไว้ด้วยนะครับ ผมขอเพียงแค่นี้นะครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสมเกียรติ ชอบผล ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ผม สมเกียรติ ชอบผล สปช. หมายเลข ๒๐๒ นะครับ ผมมีข้อมูลบางอย่างบางประเด็นที่อยากกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเผื่อจะเปึนประโยชน์ มันมีงานวิจัยของต่างประเทศ เกี่ยวกับระบบราชการค่อนข้างเยอะว่าคนในองค์กรที่ทําให้ระบบราชการมันขับเคลื่อนไปได้ มีอยู่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวหลักจริง ๆ ก็ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศไทย อาจจะไม่ค่อยมีข้อมูลลักษณะนี้มากนัก อันนี้เปึนข้อมูลอันแรกที่ผมอยากกราบเรียน อันที่ ๒ ตอนที่วิเคราะห์ปัญหาระบบข้าราชการไทยซึ่งมันก็จริงนะครับที่วิเคราะห์ แต่ผมว่า ยังมีปัจจัย อันนี้เราดูเฉพาะในระบบราชการแต่มันมีปัจจัยภายนอกที่มากระทบ ทําให้ระบบราชการไทยอ่อนแอ โดยเฉพาะ ๑๐ ป้ที่ผ่านมาเราจะเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้ ชัดเจนที่มาจากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
ซึ่งเรื่องนี้ผมว่ามีความสําคัญ ถ้าเราวิเคราะห์ว่าอย่างระบบการเมืองมันทําให้ระบบราชการ อ่อนแอ เราก็ต้องมีมาตรการที่เข้มแข็งไปทําเรื่องนี้ แล้วที่สําคัญก็คือในระบบตัวราชการเอง ในอดีตที่ผ่านมาที่เราเห็นมันก็ชัดเจนว่าวัฒนธรรมการทํางานของราชการในอดีต เราเห็นตัวแบบที่ดี ข้าราชการผู้ใหญ่ก็มีการสอนงาน เปึนเมนเตอร์ (Mentor) เปึนอะไรนี่ มันทําให้ข้าราชการที่เข้ามาใหม่ที่เปึนเลือดใหม่ได้เรียนรู้อะไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมว่ามันหายไป แล้วการพัฒนาระบบราชการที่เปึนผู้นํา อย่างพวกนักเรียนทุน ผมเคยอ่านรายงาน แล้วก็เคยสัมภาษณ์นักเรียนทุน ก็เห็นชัดเจนว่านักเรียนทุนในอดีตหลายท่านก็เปึน นักเรียนทุนที่นั่งอยู่ข้างบน ก็ต่างจากนักเรียนทุนในปัจจุบันที่ราชการส่งไปเรียน ผมพูดสั้น ๆ ก็ได้ว่านักเรียนทุนในอดีตอย่างน้อยก็ต้องมีครูบาอาจารย์ที่เปึนผู้เชี่ยวชาญในสาขา วิชาการต่าง ๆ ที่ทํางานใกล้ชิดมีเพื่อนต่างชาติ มีเครือข่ายที่ทํางานร่วมกัน ไปดูพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้รู้ประวัติศาสตร์อะไรของความเจริญก้าวหน้า ไปดูการแสดงเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ อะไรต่าง ๆ มันมีมากมายที่เปึนรายละเอียด ซึ่งนักเรียนทุนปัจจุบันเขาบอกมันเปลี่ยนไป มันไม่มีเรื่องแบบนี้อยู่เลย อันนี้ก็น่าเปึนห่วง ผมก็อยากเรียนให้เห็นถึงว่าการวิเคราะห์ปัญหา ถ้ามันครอบคลุมมันก็จะชัดเจนมากขึ้น ทีนี้ประเด็นที่อยากเรียนที่มันเปึนกลไกหลักที่นําไปสู่ ความสําเร็จของการปฏิรูปราชการ ผมเข้าใจว่ามันต้องสร้างผู้นําการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา ให้ชัดเจนว่าผู้นําขององค์กร ในที่ประชุมผมเคยจําได้ว่าท่านธรรมรักษ์ การพิศิษ ฎ์ ซึ่งเปึนอนุกรรมาธิการชุดนี้อยู่ด้วย ท่านก็เคยก็อธิบายว่าการขับเคลื่อนหรือการปฏิรูป ระบบราชการ ปัจจัยสําคัญอันหนึ่งที่สําคัญก็คือเรื่องของผู้นําการเปลี่ยนแปลง ถ้าองค์กรไหน มีผู้นําที่เข้มแข็งที่เอาใจใส่ต่อประชาชนมันก็ทําให้การขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้เปึนไปด้วยดี แต่ประเด็นที่เห็นพ้องกับคณะกรรมาธิการอย่างยิ่งก็คือเรื่องของการประเมิน ที่มีคณะกรรมการประเมินที่ท่านเสนอ ผมว่าอันนี้เปึนอันหนึ่งที่มีความสําคัญที่นําไปสู่ ความสําเร็จ แต่ที่จริงมันมีอีกคณะหนึ่งที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าขณะนี้ยังอยู่ หรือเปล่า ที่มีคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาคัดเลือกข้าราชการระดับสูง ที่เปึนข้อเสนอ ก็มีหลายคนที่เคยอภิปราย อย่างกรณีของประเทศอังกฤษที่บอกว่าถ้ากรรมการเลือกแล้ว ก็เปึนสิทธิของรัฐมนตรี แต่ถ้ารัฐมนตรีไม่เลือกก็ต้องบอกว่าคนที่รัฐมนตรีเลือกมันมีคุณสมบัติ ที่เหนือกว่าอย่างไร ผมเข้าใจว่ามาตรการเหล่านี้มันจะนําไปสู่ความสําเร็จของการปฏิรูป ระบบราชการไทยอย่างที่เราต้องการได้ ขอขอบคุณท่านประธานและคณะกรรมาธิการครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ ค่ะ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปที่เคารพ กระผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นผมขอชื่นชม และขอขอบคุณท่านกรรมาธิการได้กรุณาศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็ได้ข้อสรุปที่เปึนประโยชน์ อย่างยิ่ง อย่างไรก็ดีผมใคร่ถือโอกาสนี้ให้ข้อคิดพร้อมทั้งข้อสังเกตบางประการดังต่อไปนี้ จากเหตุผลแล้วก็ความจําเปึนในการปฏิรูป สรุปได้ว่าเราทุกคนต่างขาดความเชื่อมั่น ในระบบราชการหรือในตัวข้าราชการโดยรวม ผมเองก็เปึนข้าราชการคนหนึ่งฟังดูแล้ว ก็รู้สึกเจ็บปวด ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาก็ค่อนข้างที่จะไม่เชื่อมั่นต่อองค์กร ที่รับผิดชอบจัดการศึกษาเช่นกัน พอมาดูฟังตรงนี้อีกก็เปึนเช่นนั้น
เหมือนกับที่เราพูดว่าคนไทยมีนิสัยแบบนั้นแบบนี้ต่าง ๆ เลยสรุปแล้วว่าคนไทยนิสัยดี คนไทยเปึนคนดีหรือเปล่า ลงมาที่ข้าราชการก็ราชการเปึนคนดีหรือเปล่า เปึนที่น่าสงสัย เหมือนกัน เราคงไม่อยากเห็นว่าข้าราชการก็ว่านักการเมือง ประชาชนก็ว่าข้าราชการ เพราะฉะนั้นก็เลยทําให้ทั้งหมดขาดความเชื่อมั่น ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนี้ไม่ว่าเปึนข้าราชการ หรือเปึนนักการเมื องก็ต้องมีความจําเปึนใน การบริหารราชการแผ่นดินต่อไป คณะกรรมาธิการได้นํารูปแบบการบริหารราชการในรูปแบบใหม่ที่ว่าการบริหารที่เน้น การดําเนินงานและผลลัพธ์โดยมีแจกแจงไว้ประมาณ ๑๐ ประการ ผมขอยกตัวอย่าง เช่น ประการแรก บอกว่าถือผลลัพธ์เปึนสําคัญ วิธีการสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม ข้อต่อไปบอกว่าเพื่อเปึนการแข่งขันให้บริการแก่ประชาชนแต่ตรงนี้น่าจะถูกต้องที่สุด ในข้อที่ ๓ ใน ๑๐ ข้อ บอกว่าให้ยึดถือพันธกิจหรือภารกิจเปึนหลักสําคัญไม่ควรยึดถือ กฎเกณฑ์ ระเบียบที่ออกไว้จนเกินไป ตรงนี้ต้องมีความชัดเจนครับ มิฉะนั้นแล้วข้าราชการ ปฏิบัติตัวลําบาก ข้าราชการประมาณ ๑๙ หรือ ๒๐ กระทรวงที่ไปสังกัดในแต่ละจังหวัด ซึ่งไปแต่ละกรม กองต่าง ๆ นั้น จริงอยู่บางหน่วยก็กระจายอํานาจ บางหน่วยก็ยังรวม ศูนย์อํานาจ เพราะฉะนั้นวิธีปฏิบัติในการบริหารราชการคงต้องกําหนดให้ชัดเจนครับ มิฉะนั้นแล้วข้าราชการจะประพฤติปฏิบัติได้ยาก สําหรับขั้นตอนที่กรรมาธิการได้กรุณา สรุปไว้นั้นก็จะมีด้วยกันคือ ๑. มีการร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่เรียกว่าพระราชบัญญัติ พัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งชาติ ใน พ.ร.บ. นั้นก็มีคณะกรรมการ พัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งชาติ ขึ้นมา ตรงนี้ผมมีข้อสังเกตว่าปัจจุบันมี พระราชบัญญัติกฤษฎีกาเดิมอยู่แล้วเปึนพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับ ก.พ.ร. หรือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการหรือมีคณะกรรมการ ก.พ.ร. อยู่แล้ว ตรงนี้ผม ไม่แน่ใจว่าเมื่อมีคณะกรรมการใหม่ขึ้นมาแล้ว มี พ.ร.บ. ใหม่ขึ้นมาแล้ว พระราชกฤษฎีกาเดิม กับ ก.พ.ร. เดิมจะอยู่กันอย่างไรในการจัดตั้งองค์กรใหม่ ตอนนี้ภาครัฐมีการใช้จ่าย ค่าบุคลากรอยู่ประมาณ ๑.๕๘ ล้านล้านบาท ซึ่งถือประมาณ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าจัดตั้ง องค์กรใหม่ก็คงต้องใช้งบประมาณใหม่ ข้อสังเกตต่อไปก็คือการบริหารราชการ ปกติแล้ว ได้เอ่ยถึงกลไกแล้ววิธีบริหารราชการแต่สิ่งที่ไม่ได้เสนอไว้ในนี้เลยก็คือคน การพัฒนาคน หรือพัฒนาข้าราชการซึ่งจริง ๆ แล้วเปึนองค์กรหรือเปึนบุคคลสําคัญหลักในการขับเคลื่อน ระบบและกลไกที่ท่านได้กรุณาคิดวิเคราะห์ไว้แล้วนะครับ ถึงแม้จะมีกลไกอย่างไร มีผลลัพธ์
เปึนสําคัญก็ตามแต่ว่าตัวข้าราชการที่จะขับเคลื่อนตรงนี้ผมยังไม่เห็นมีการเขียนไว้ ในการพัฒนาระบบข้าราชการซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีอยู่นะครับ มีการพัฒนา มีสถาบัน มีอะไรต่าง ๆ ของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม อยู่แล้ว อีกประการหนึ่งครับ ข้าราชการ ก็ต้องมีอุดมการณ์ มีคุณธรรม มีจริยธรรม และที่สําคัญคือมีธรรมาภิบาลนะครับ ข้อสังเกตสุดท้ายคือในเอกสารฉบับนี้ผมเห็นเขียนคําว่าองค์กรกับองค์การ ส่วนใหญ่ จะเขียนว่าองค์การถ้าเปึนศัพท์ภาษาอังกฤษก็คือออร์ แกไนเซชัน (Organization) ถ้าองค์กรคือออร์แกน (Organ) นะครับ จริง ๆ แล้วท่านต้องการมีนัยให้เหมือนกัน หรือต้องการให้เห็นว่าองค์กรเปึนส่วนหนึ่งขององค์การ มิฉะนั้นแล้วเอกสารมาก็บอกว่า องค์กรนั้น องค์กรนี้ แต่ของท่านจะเขียนว่าองค์การ เพราะฉะนั้นผมไม่แน่ใจว่าท่านมีนัย ให้เห็นให้แตกต่างกันหรือว่ามีนัยที่จะเหมือนกันครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเตือนใจ สินธุวณิก ค่ะ
กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชนค่ะ ก่อนอื่นก็ขอกราบเรียนด้วยความเคารพว่าจากการศึกษาของท่านกรรมาธิการนั้น ดิฉันเห็นด้วยในหลายประการทีเดียวนะคะ แต่มีอีกหลายประเด็นที่อยากจะขออนุญาต กราบเรียนนําเสนอตรงนี้ค่ะ จากประสบการณ์ที่เปึนข้าราชการมา ๓๗ ป้กว่า กว่าจะเกษียณมานะคะ อยากขอเรียนดังนี้ค่ะว่าท่านได้ศึกษาจากการศึกษาของทาง ประเทศสหรัฐอเมริกามี ๑๐ ประการที่เขาดําเนินการปฏิรูประบบราชการของเขานะคะ
ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งแล้วก็คิดว่าท่านน่าจะเอามาใส่ในเสาหลักทั้ง ๓ เสาหลักที่ท่านเสนอ ในประเด็นปฏิรูปค่ะ นั่นก็คือเรื่องของการที่เราจะทําให้ข้าราชการของไทยนั้นเห็นผลลัพธ์ ของการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพสูงนั้นสําคัญกว่าวิธีการและทรัพยากร ก็คือเราคงเ ปึนที่ทราบกันดีว่ากฎ ระเบียบของข้าราชการไทยนั้นถูกต่อว่ามามากว่า มีขั้นตอนมากมาย จะมีไฮรากี (Hierarchy) สูง มีหลายขั้นตอน ขณะนี้ทาง ก.พ.ร. เอง ก็มีการลดขั้นตอนนะคะ มีตัวชี้วัดที่จะทําให้หน่วยราชการนั้นลดขั้นตอนการให้บริการ ประชาชนอะไรต่าง ๆ ให้ลดขั้นตอนเปึนตัวชี้วัดอันหนึ่ง อันนี้ดิฉันอยากจะขอให้ท่านนํากลับ เข้ามาใส่ในเสาหลักของเราทั้ง ๓ เสาหลักด้วยนะคะ อีกเรื่องหนึ่งนะคะ ดิฉันอยากจะขอ เรียนเสนอดังนี้ค่ะว่า สําหรับเสาหลักของท่าน เสาหลักที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องของกองทุนพัฒนา อยากจะขอเรียนว่าปัจจุบันนี้มีข้อกําหนดอย่าง ที่ท่านประธานได้เรียนไปแล้วว่างบของ การพัฒนาข้าราชการนั้นกําหนดไว้ตั้งแต่สมัยของท่านว่า ๓ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ของหน่วยงานนั้น ๆ ต้องเปึนเรื่องของงบพัฒนาในการฝ๊กอบรม แต่ขอกราบเรียนท่านค่ะว่า โดยหลักความจริง ๓๗ ป้ที่ดิฉันรับราชการมานั้นไม่เคยมีงบพัฒนานี้เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์เลย อันนี้เรียนได้เพราะว่าผ่านตําแหน่งผู้อํานวยการสถาบันการประชาสัมพันธ์ ของกรมประชาสัมพันธ์มาแล้ว เขาจะเก็บไว้ท้าย ๆ ทุกอย่างเลยค่ะ ดังนั้นงบพัฒนาตรงนี้ ต้องทําอย่างจริงจังนะคะ รัฐบาลต้องเห็นความสําคั ญ หน่วยงานต้องเห็นความสําคัญ ในการที่จะจัดสรรงบประมาณมาพัฒนาบุคลากรอย่างแท้จริง และขอเรียนว่า ในการพัฒนาบุคลากรนั้นขอให้คาบเกี่ยวไปถึงเรื่องเสาหลักที่ ๓ ค่ะ ในการที่ว่า จะต้องมีทีมคุณภาพ ขณะนี้มีการดําเนินการเกี่ยวกับฟาส ต์ แทรก (Fast track) ให้ข้าราชการที่มีประสิทธิภาพสูงนั้นสามารถที่จะได้มีโอกาสฝ๊กงาน ฝ๊กอบรม อินเทิร์นชิป (Internship) ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ทุกกระทรวง ทบวง กรม เพื่อว่าจะให้เขาก้าวหน้าไป มากยิ่งขึ้น อันนี้ดิฉันคิดว่าต้องมีการส่งเสริมอย่างจริงจังมากขึ้น แล้วก็ให้เปึนเรียกว่า มีจุดเด่นออกมา และให้ข้าราชการพวกนี้เห็นว่าเขามีเกียรติ ศักดิ์ศรี และถ้าหาก ขยันทํางานจริงจะได้รับผลตอบแทนอันนี้นะคะ สําหรับอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการประเมิน ภายใน ในเสาหลักที่ ๓ ของท่านนั้น อยากจะขอกราบเรียนเสนอว่าอยากให้ท่านกําหนด ไปเลยค่ะว่าในการประเมินผลงานที่มีประสิทธิภาพของ ข้าราชการนั้น ขอให้ทํา อย่างมีธรรมาภิบาลอย่างแท้จริงค่ะ แล้วอยากขอเสนออย่างนี้ด้วยค่ะว่าในระบบราชการนั้น
ขอให้มีการประเมินผลด้วยผลงานอย่างแท้จริง โดยการที่ว่าในการจะขึ้นตําแหน่งอาจจะเริ่ม ด้วยตําแหน่งสูง ๆ ตั้งแต่ระดับขึ้นซี ๘ หรือซี ๙ ที่เปึนเสา ตอนนี้ไม่ได้เปึนซีแล้วนะคะ เปึนแท่งบริหารขั้นต้นหรือนักบริหารต้องมีการวัด มีเกณฑ์ที่แน่นอน มีการสอบ ทั้งด้านของความสามารถ ศักยภาพในการทํางาน ผลงานในเชิงประจักษ์อย่างแท้จริง จึงจะเลื่อนตําแหน่งไปได้ อย่าให้การเมืองหรือว่าความที่มีระบบอุปถัมภ์มาทําให้มีการข้ามหัว ข้ามตําแหน่งกันได้ทั้ง ๆ ที่อ่อนประสบการณ์กว่า ซึ่งตรงนี้เราจะพัฒนาระบบราชการเรา ได้อย่างดีมากนะคะ ประการสุดท้ายที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนเสนอนั้น ดิฉันอยากจะขอเสนอตรงนี้ค่ะว่าระบบข้าราชการพลเรือนของเรานั้นมีข้อด้อยอยู่นิดหนึ่ง ตรงที่ไม่เหมือนทหารค่ะ หน่วยงานทหารเขาจะมีตําแหน่งผู้ทรงค่ะ คือแบบใครทํางานไม่ดี อะไรต่าง ๆ จะให้ไปอยู่ในตําแหน่งที่เปึนตําแหน่งลอย เพื่อจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น แต่ราชการเราจะมีจํานวนตําแหน่งฟ่กซ์ (Fix) อยู่ ดังนั้นจึงไม่มีการเคลื่อนย้ายได้ แม้ว่างาน จะไม่มีประสิทธิภาพ โดยมากก็จะใช้ระบบที่เรียกว่าขึ้นมาทําให้ผู้นําขาดความเปึนผู้นํา ขาดความสามารถอย่างแท้จริง อยากขอเรียนเสนออย่างที่ทางคณะรัฐบาลปัจจุบัน คณะ คสช. ได้ดําเนินการอยู่ คือเป่ดตําแหน่งที่สํานักนายกรัฐมนตรี ๑๐๐ ตําแหน่งเลย เพื่อที่จะสามารถสับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพออกมาพัฒนาตนเอง ขึ้นมาได้ ดิฉันอยากจะขอเสนอตรงนี้ว่าข้าราชการพลเรือนเราถ้ามีการทําอย่างนี้จริงจัง การทํางานของเราการบริหารงานจะดีขึ้นอย่างมากเลยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ รายนามของสมาชิกที่ประสงค์จะแสดงความเห็น มีรองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล
ท่าน ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ท่านรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ แล้วก็ ท่านกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะ มนูญทวี ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล ค่ะ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จาก จังหวัดพระ นค รศรีอ ยุธยำ ๐๐๗ ก่อ นอื่นดิฉันก็คิดว่าในรายงาน เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานแห่งรัฐนี้เปึนสิ่งที่ได้เสนอแนวคิด ที่อยากจะปรับปรุงการบริหารงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพเพิ่มขึ้นเปึนอย่างดี เลยนะคะ อย่างไรก็ดีดิฉันก็ยังมีความรู้สึกว่าหนทางที่จะเดินไปสู่จุดหมายปลายทาง ก็ยังดูไม่ค่อยแจ่มใส ดิฉันเองมาจากภาครัฐแต่เปึนภาครัฐที่ขึ้นกับมหาวิทยาลัย มาเปึนเวลาหลายสิบป้ ๓๐ กว่าป้ แล้วก็เห็นการทํางำนของภาครัฐส่วนอื่น ๆ ซึ่งดิฉัน เคยคิดเสมอว่ายังห่างไกลจากภาคราชการของมหาวิทยาลัยมากในแง่ของประสิทธิภาพ และคุณภาพ แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากมีจํานวนถึง ๕๗,๐๐๐ หน่วยงาน การที่จะทําให้ไปถึง เปัาหมายที่ท่านประธานได้นําเสนอไป ดิฉันคิดว่าสิ่งที่จะปรับเปลี่ยนหรือตัวขับ เคลื่อน จําเปึนจะต้องใช้ยาแรง เพราะว่าโอกาสที่คนหลายหมื่นคนที่อยู่ในหน่วยงานของภาครัฐ ทั้งหมดเปึนบุคลากรที่อยู่กับความจําเจ และมีวัฒนธรรมองค์กรที่จําเ จมาช้านาน ถึงแม้ท่านประธานจะยกตัวอย่างของอีกหลายประเทศที่เขาพัฒนาไปได้ ดิฉันเคยคิดว่า ประเทศไทยฝากความหวังไว้กับหน่วยงานภาคราชการจะได้ไหม สมัยหนึ่งเคยคิดว่าน่าจะได้ แล้วคิดว่าภาคราชการน่าจะมีดีกว่านักการเมือง แต่เมื่อเราวิเคราะห์ลึกลงไปหรือดู การทํางานของภาคราชการทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรแล้ว เราน่าจะสุ่มเสี่ยงมาก ที่จะฝากความหวังไว้กับภาคราชการ ถึงแม้ว่าแนวทางในการปฏิรูปครั้งนี้จะพยายามทํา ให้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพและคุณภาพก็คือมีความคุ้มค่าและคุณค่ามากขึ้น แต่ดิฉันคิดว่า ยายังไม่แรงพอ เพราะฉะนั้นในการที่ใช้ยาแรงมาก ๆ ในกระบวนการขับเคลื่อน มันยังจําเปึนต้องมีจุดคานงัดอีกหลายจุดที่จะทํา เพราะว่าถ้าเรามองว่าในมาตรฐาน ทั้ง ๓ ระดับที่ท่านประธานได้พูดไว้ ดิฉันมีความรู้สึกว่ามาตรฐานที่อยู่บีโลว์ ฟันดาเมนทอล มันมีจํานวนมากกว่าที่บอกว่าเปึนมาตรฐานเพื่อความ เปึนเลิศหรือมาตรฐานที่เปึน ฟันดาเมนทอล หรือมาตรฐานมูลฐานมากมาย คือจํานวนมันมาก ทีนี้ในจํานวนที่บีโลว์
ฟันดาเมนทอลที่มีมาตรฐานเพื่อการปรับปรุง หรือควรจะยุบรวม หรือยุบเลิก หรือรี (Re) ทั้งหลาย ไม่ว่าจะรีสตรักเจอร์ (Restructure) รีเอนจิเนียริงอะไรก็ตาม มันต้องมีจุดคานงัด หรือยาแรง ๆ ที่จะทํา เพราะเราไม่สามารถที่จะรับข้าราชการใหม่ทั้งหมดได้ เรายังต้องใช้ บุคลากรกลุ่มเดิมอยู่ ข้าราชการใหม่ที่เราจะรับก็แป็บเดียวพอเข้าไปแล้วก็จะถูกรีฟอร์ม (Reform) และคอนฟอร์ม (Conform) ไปกับกลุ่มเดิมที่อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเราเทียบกับ ภาคเอกชนแล้วทําไมภาครัฐถึงไม่เคยปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความทันสมัย ความคุ้มค่า ความมีคุณค่าได้เท่ำกับภาคเอกชน แต่มีความเทอะทะ และปัญหาที่ท่านพูดถึง รากเหง้าปัญหาและปัญหาที่เปึนอยู่มันยังแก้ไม่ได้ด้วยสิ่งที่เรากําลังคิดว่าจะใช้ผลลัพธ์ มาเปึนตัวขับเคลื่อนหรือผลสัมฤทธิ์เปึนตัวขับเคลื่อน ระบบมหาวิทยาลัยได้ใช้ผลลัพธ์ หรือตัวผลสัมฤทธิ์มาเปึนตัวขับเคลื่อนมานำนพอสมควร ดิฉันก็มองเห็นปัญหาว่า ตัวขับเคลื่อนที่เปึนเพอร์ฟอร์แมนซ์ เอาเข้าจริงสําหรับคนไทยแล้วตัวเพอร์ฟอร์แมนซ์ จะไปอยู่บนกระดาษ
เพราะว่าเขาจะวัดตัวสิ่งที่เปึนผลลัพธ์หรือตัวเพอร์ฟอร์แมนซ์ของเขามาอยู่ในแผ่นกระดาษ ให้ได้มากที่สุด แต่สภาพความเปึนจริงที่ทําอาจจะเปึนคนละเรื่องกับเพอร์ฟอร์แมนซ์ ที่อยู่ในกระดาษ เพราะฉะนั้นถึงแม้เราจะบอกว่ากระบวนการชี้วัดจะเปึนเอฟวิเดนซ์ เบส หรือต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่นอร์ม เบส (Norm based) แต่ดิฉันก็ยังมีความรู้สึก ลึก ๆ ว่าเราไม่มีเอฟวิเดนซ์ (Evidence) พอในการที่จะไปจับเปึนตัวชี้วัดหรือตัวประเมิน หรือเปึนตัวมอนิเตอร์ (Monitor) สิ่งที่เปึนเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่จะให้เปึน เอฟวิเดนซ์ เบสได้ ดิฉันก็อยากเรียนฝากท่านประธานและคณะกรรมาธิการว่าถ้าจะมีกระบวนการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ประสิทธิภาพ ที่ต้องทําพันธสัญญาหรือแผนสัญญาอะไรก็ตาม สําหรับแนวโน้มของวัฒนธรรมองค์กรประเทศไทยน่าจะอยู่ในกระดาษมากกว่าที่จะเกิดขึ้น ด้วยสภาพที่เปึนจริงเหมือนกับอีกหลาย ๆ ประเทศที่เขาทําได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังคิดแก้ไข จุดตรงนี้ไม่ได้ ดิฉันเกรงว่าการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินของเราครั้งนี้ก็จะสูญเปล่า เพราะว่าแนวคิดอาจจะดี แต่ในทางปฏิบัติแล้วการที่จะทําเอาผลลัพธ์สําคัญมาเปึนตัวชี้วัด หรือเปึนการดําเนินงานแบบแสดงผลลัพธ์คือตัวเพอร์ฟอร์แมนซ์ แมเนจเมนต์ แอนด์ รีซัลต์ โมเดล (Performance management and result model) ดิฉันเกรงว่าจะไป ไม่ถึง จุดหมายปลายทาง ก็อยากจะเรียนฝากท่านประธานและคณะกรรมาธิการว่าจุดคานงัด ยังมองไม่ชัดเจน หรือยังมองไม่เห็นว่าเปึนตัวยาที่แ รงพอในเปเปอร์ (Paper) ฉบับนี้นะคะ ดิฉันเองก็อาจจะคิดแทนท่านไม่ออกเพราะว่าก็คงไม่มีความสามารถที่จะไปคิดได้ขนาดนั้น แต่มีความรู้สึกเปึนห่วงว่าจะไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ค่ะ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อย่างไรก็ตามก็ยังให้กําลังใจคณะกรรมาธิการที่พยายามจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ในส่วนของการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพ ในฐานะที่มาจาก ภาคเอกชนนะครับ ทางราชการก็พยายามที่จะใช้มาตรฐานของเอกชนซึ่งจะมาปรับเปลี่ยน ในส่วนของการทํางานของภาครัฐนะครับซึ่งก็เปึนสิ่งที่ดี แต่เพียงแต่ว่าแรงจูงใจต่าง ๆ มันจะต่างกันนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระบบคุณธรรมซึ่งมีความสําคัญอย่างยิ่ง
ในการที่จะทําให้คนมีความกระตือรือร้นในการที่จะทํางาน ภาคเอกชนนั้นผู้ที่ทําหน้าที่ ประเมินพนักงานของเขาเองคือเจ้าของบริษัท เพราะฉะนั้นถ้าเขาประเมินแล้วไม่ได้ส่งเสริม บุคลากรเปึนไปตามความสามารถของเขาก็หมายถึงผลกําไร หรืออนาคตข้างหน้าของบริษัท ก็อาจจะเจ๊งได้ แต่คนประเมินของราชการส่วนมากไม่มีส่วนได้เสียในส่วนนี้นะครับ อย่างมากก็เ ปึนผู้บังคับบัญชา ตรงนี้ผมก็ยังคิดง่าย ๆ อยู่เลยว่าถ้าไปพ่วงตรงที่ว่า ถ้าเกิดประเมินแล้วตอนหลังพิสูจน์ได้ ว่าไม่ได้เปึนไปตามความรู้ความสามารถน่าจะลงโทษ คนประเมินด้วยซ้ําไปเพื่อ ให้เกิดความเกรงกลัวในส่วนนี้ แล้วไม่ใช่ไปเล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งจะเห็นว่าในส่วนของราชการนั้นมีพูดถึงเยอะนะครับ อย่างเช่นการบริหารพยายามที่จะ ปรับเปลี่ยนนะครับว่าเปึนการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริหารงานแบบมืออาชีพ ซึ่งเราจะเห็นในสื่อมวลชนเยอะแยะ การบริหารของราชการจะได้คํานึงถึงหลักความคุ้มค่า การจัดโครงสร้างที่กะทัดรัดและแนวราบ และการบริหารงานแบบเป่ดโอกาสให้เอกชน เข้ามาแข่งขันในการให้บริการสาธารณะ การให้ความสําคัญต่อค่านิยม จรรยาบรรณ จริยธรรม ตลอดทั้งการมุ่งเน้นการให้บริการแก่ประชาชนโดยคํานึงถึงคุณภาพเปึนสําคัญ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราดูตามความเปึนจริงมันเหมือนกับตรงกันข้ามหมดนะครับ สิ่งที่จะเน้น คุณภาพกลายเปึนไม่มีคุณภาพ การที่นั่นก็ไม่เรียบร้อย นี่ก็ไม่เรียบร้อย ไปติดต่อ ทางราชการทีเหมือนท่านจะไปทําในเรื่องของสัญญาที่ดินทีหนึ่งก็เรื่องมากเหลือเกิน หลายเรื่อง บางทีก็ไม่รู้ว่าทําอะไรบ้าง ในที่สุดก็เลยต้องจ้างหรือจ่ายใต้โต๊ะไปก็จบ อย่างนี้เปึนต้นนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าสิ่งที่ราชการพยายามทํากลับกลายเปึน สิ่งตรงกันข้ามนะครับ แต่ความจําเปึนในการที่ จะต้องปรับเปลี่ยนในระบบราชการนั้น มีความจําเปึนครับ หลายคนคงจะเคยได้ยินว่ากระแสโลกาภิวัตน์เปึนตัวหนึ่งที่เราจะต้องปรับ ให้มันทันตาม เอกชนถ้าสมมุติว่ายกตัวอย่างเช่นหน่วยงานที่จะต้องเอาสินค้าของเรานี้ออก ตรวจสอบสินค้าของเราก่อนส่งออก สมมุติผมมีไก่อยู่ ๒๐๐ ตู้ที่จะต้องไปส่งออก
ถ้าเจอวันศุกร์ตรวจไปแล้ว ๑๘๐ ตู้ บังเอิญเลิกงานพอดี ที่เหลือเขาไม่ตรวจต่อครับ ถ้ามันติด เสาร์ อาทิตย์ คือคุณต้องติดไฟ ปัืนไฟ เพื่อจะมาแช่แข็งไก่ตัวนี้เพื่อไม่ให้เน่าทั้ง ๒๐๐ ตู้ แล้ววันจันทร์ค่อยว่ากันใหม่ ถ้าท่านไปดูประเทศมาเลเซีย ประเทศมาเลเซียเขา ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีโอที (OT) เพราะฉะนั้นสินค้าไปที่ท่าเรือป้นัง ตั้งแต่ด่านเปึนต้นไปเขาบริการให้เสร็จเลย ถึงปลายทาง จนกระทั่งถึงด่าน ๒๔ ชั่วโมงแล้วไม่มีโอที แต่ของเรานี่ต้องเจรจากัน ถ้าอีก ๒๐ ตู้ต้องตรวจเพื่อจะส่งออกได้แล้วไม่ต้องปัืนไฟ ซึ่งจะมีต้นทุนมหาศาล ไปรวมอีก ๑๘๐ ตู้ที่ตรวจไปแล้วอย่างนี้ นี่คือการปรับเปลี่ยนการทํางานในการที่จะทําแล้วให้งานมัน ทั้งเสร็จและทั้งสําเร็จด้วย ของเรางานเสร็จอย่างเดียวสําเร็จไม่สําเร็จไม่ได้สนใจ เสร็จงานของเขาแล้วก็จบกลับบ้าน อันนี้คือสิ่งที่กระแสโลกาภิวัตน์ทุกวันนี้แข่งกัน ถ้าราชการไม่ป รับตัวตรงนี้ก็ลําบาก สิ่งที่น่าเปึนห่วงที่สุดก็คือความเสื่อมถอยของ ระบบราชการและการขาดธรรมาภิบาล ทุกท่านคงทราบนะครับ ถ้าไม่ปรับเปลี่ยน และพัฒนาการจัดการไปสู่องค์กรสมัยใหม่แล้วหลักธรรมาภิบาลนี่เรื่องใหญ่ จะเห็นว่า การเลื่อน ลด ปลด ย้าย หรือแม้กระทั่งอดีตในสมัยที่การเมืองเขาเข้ามาดูแลเปึนรัฐบาลอยู่ จะเห็นว่ามีโครงการทางกระทรวงมหาดไทยก็คงจะทราบเรียกว่าราคา ๙๘๗ อะไรของเขา นี่นะครับ แล้วก็มีการอบรม มีการเรียกใต้โต๊ะ จนกระทั่งบางคนถูกไล่ออกนะครับ บางคนฆ่าตัวตายไปก็มี เพราะฉะนั้นต้องทําตามระบบแบบนี้ แล้วก็ถามว่าในกรณีที่เขา ต้องลงทุนแบบนี้ไม่ต้องถอนทุนหรือครับ ในการที่เข้าไปสู่ระบบราชการมันก็ต้องถอนทุนคืน ขณะเดียวกันการที่จะให้คนดีเข้าสู่องค์การนี้มันก็เลยไม่มี ทุก ๆ คนก็ถอยหมด เพราะฉะนั้น การเสื่อมถอยของระบบราชการนี่จริง ๆ แล้วเข้าใจกรรมาธิการก็พยายาม จะหาทาง ในการที่จะตั้งตรงนี้ขึ้นมาให้ได้ แต่ความยากในเรื่องแรงจูงใจกับสิ่งที่มันเกิดในอดีต เปึนภาระหนักมากที่จะกระตุกให้สิ่งนี้มันไม่สามารถที่จะเดินไปได้ สุดท้ายก็คือ ในเรื่องของการสร้างระบบ สร้างระบบสนับสนุนในเรื่องบุคลากร ไม่ว่าจะเปึนการฝ๊กอบรม ระบบค่าตอบแทน ระบบคุณธรรม อันนี้สําคัญ แล้วแนวคิดในเรื่องการแข่งขัน อันนี้ น่าจะใส่ลงไปด้วยว่าแข่งขันระหว่างหน่วยงานด้วยกันมาเปรียบเทียบกัน จริง ๆ แล้ว ผมคิดว่าแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๑ ๗ ยุทธศาสตร์นั้นมันมีสูตรของมันอยู่แล้ว แต่ทําอย่างไรถึงจะปรับตรงนี้ให้เข้ากับรูป ความเปึนจริง เราต้องดูความเปึนจริงเปึนหลัก ถ้าเราคิดไปเอามโนเปึนหลัก
และเอาจินตนาการเปึนหลักเปึนเรื่องที่ยาก เพราะฉะนั้นธุรกิจภาคเอกชนเขามีคําอยู่คําหนึ่ง คือเชนจ์ มี เชนจ์ ไมด์ (Change me change mind) คือเปลี่ยนตัวเราต้องเปลี่ยน ความคิดก่อน ถ้าเปลี่ยนความคิดไม่ได้ทั้งผู้ใหญ่จนกระทั่งถึงข้างล่างไม่มีความศรัทธา ต่อระบบตรงนี้แล้วมันยากนะครับ เพราะธุรกิจเราคิดว่าถ้าคุณไม่เปลี่ยน คุณจะถูกบังคับ ให้เปลี่ยน แต่ราชการนี่ถ้าคุณไม่เปลี่ยน คุณไม่ไ ด้ถูกบังคับให้เปลี่ยน คุณยังอยู่ได้ ด้วยระบบปกตินี้ เพราะฉะนั้นก็ฝากไว้ว่าสิ่งต่าง ๆ ซึ่งดูเปึนเงื่อนไขที่มันค่อนข้างยาก ผมคิดว่าทุกปัญหามีคําตอบ ลองหาคําตอบดูแล้วก็ฝากความหวังไว้ตรงนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ค่ะ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช. หมายเลข ๒๑๖ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการทํางานราชการนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์โปรดให้ตั้ง โรงเรียนมหาดเล็กขึ้น ซึ่งทุกวันคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยหมายว่า ให้ข้าราชการนั่นแหละมาช่วยดูแลประเทศชาติแทนพระเนตร พระกรรณ การเริ่มต้นตรงนั้น ถือว่าเปึนการเริ่มต้นที่ดีเยี่ยม แล้วก็มีสิ่งต่าง ๆ ตามมามากมาย จนกระทั่งทุกวันนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังเปึนสถานที่ผลิตข้าราชการที่มีคุณภาพจนทุกวันนี้ จะเห็นได้ว่า ในหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศนี้โรงเรียนมหาดเล็กเก่านั้นยังรับใช้แผ่นดินไทยได้อย่างดี และนอกจากนั้นก็ยังมีหน่วยงานราชการที่เปึน มหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งที่ได้เกิดตามมา และพยายามที่จะผลิตบรรดาข้าราชการออกมารับใช้ประเทศชาติด้วยความเสียสละ และมีอุดมการณ์ และมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยต่างก็มีอุดมคติ อย่างเช่น ธรรมศาสตร์ ซึ่งถือกันแข็งขัน เข้มแข็งว่าจะต้องเปึนผู้ที่เข้าถึงประชาชน และอีกหลายมหาวิทยาลัย ที่ตามมา วิทยาลัยและส่วนต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ที่เคยเข้มแข็งในอดีตลองย้อนกลับไปทบทวนสิ ทําได้อย่างไร
ผมว่ามันก็ขั้นเริ่มต้น ซึ่งเรามักจะพูดว่าตอนต้นน้ํานั่นแหละครับ ต้นน้ําตอนที่ผลิตบัณฑิต เราผลิตกันอย่างไร นี่คือคําถาม เมื่อไม่นานมานี้มีหน่วยงานเอกชนส่วนหนึ่งประกาศ รับเฉพาะจบจาก ๑๔ มหาวิทยาลัยเท่านั้น นอกนั้นไม่รับ เหตุเพราะอะไร หลายท่านก็งง ก็สงสัยว่าเขาคิดของเขาอย่างไร เมื่อเปึนอย่างนี้บางแห่งก็นึกน้อยเนื้อต่ําใจ ซึ่งรวมไปถึง ที่ผมทํางานอยู่ด้วยนั่นแหละครับ ก็ไม่ปรากฏอยู่ใน ๑๔ ชื่อนั้น ถามว่าเพราะอะไร เราก็ต้อง มองในมุมกลับบ้างเหมือนกันบางทีนะครับว่าเอกชนเขาคิดอย่างนี้ ด้วยเหตุนี้เอกชนบางแห่ง ขณะนี้เขาตั้งโรงเรียนของเขา มหาวิทยาลัยของเขาขึ้นมา เพราะเขาไม่เชื่อมั่นในราชการ เพราะฉะนั้นต้องปฏิรูปละครับ ซึ่งท่านประธานธีรยุทธ์กับคณะก็ทําเต็มที่แล้ว ผมพยายาม อ่านเอกสารที่ท่านทํามาผมว่าก็มีสิ่งที่ดีมีคุณค่ามากมายที่จะทําได้ แต่ที่สําคัญก็คือ การออกกฎหมายลูก ซึ่งปรากฏในหน้าที่เท่าไรนะครับที่ว่าจะมีพระราชบัญญัติประสิทธิภาพ และคุณภาพของราชการตรงนี้ละครับ ผมว่าออกตรงนี้มาให้หนักแน่นแล้วก็ให้ปฏิบัติ ให้ได้จริงเถอะครับ ที่ผ่านมาปฏิบัติไม่ค่อยได้จริง เหตุที่ไม่ปฏิบัติจริงเพราะว่าผู้บังคับใช้ กฎหมายและผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาไม่ได้ทําอะไรที่เปึนไปตามตัวหนังสือ ถึงทําก็ทําไม่มาก เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาของประเทศเราครับ เอาละผลิตได้มาแล้ว ตอนสอบเข้าทํางานก็มีข่าวอยู่บ่อยครับ บางทีคะแนนได้ไม่เท่าไร แต่เข้าทํางานได้ครับ แล้วบางหน่วยงานที่ร้ายกว่านั้นคือบรรดาลูกหลานทั้ง หลายสามารถเข้าทํางาน ในหน่วยงานนั้นได้ ถึงแม้ว่าคนอื่นจะเรียนเก่งเรียนดีแต่เข้าทํางานไม่ได้ ท่านประธานครับ มันเพราะอะไร นี่คือสิ่งหนึ่งครับ จะมีหน่วยไหนบ้าง ตรงไหนบ้าง ก็พอจะทราบกันอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ต้องปฏิรูปนะครับ ต้องให้สิทธิ ต้องลดความเหลื่อมล้ํา ให้พี่น้องประชาชน ที่เสียภาษีได้เข้าทํางานด้วย ไม่ว่าจะเปึนหน่วยงานของราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงาน ในกํากับ ของรัฐก็แล้วแต่ นี่คือเ รื่องหนึ่งที่เรายังเปึนปัญหาอยู่ ซึ่งคงจะต้องปฏิรูปครับ อีกประการหนึ่งคือการประเมินผล ผมว่าควรจะมีทุกหน่วยงาน ต่อไปนี้นะ ครับ ไม่ว่าจะเปึนโรงเรียนประถม ศึกษา มัธยม ศึกษา อุดมศึกษา หรือหน่วยราชการอื่น ในมหาวิทยาลัยนั้นมีการประเมินกันค่อนข้างจะรอบด้าน อยู่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รอบตัวได้รู้ว่าอะไรเปึนอะไร และที่ต้องประเมินด้วยคือ ประเมินหัวหน้าเสียด้วยครับ ผู้บังคับบัญชำนั้นต้องมีการประเมิน สภามหาวิทยาลัย ต้องประเมินอธิการบดี และผู้ใต้บังคับบัญชาหรือกรรมการการศึกษาต้องประเมิน
อาจารย์ใหญ่หรือผู้อํานวยการ ที่ผ่านมานั้นลูบหน้าปะจมูก ประเมินกันไปประเมินกันมา พ้นหมดครับ นี่คือปัญหาที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นเราจึงปฏิรูปอะไรไม่ได้ จริง ๆ ผมมีเรื่องจะพูด อีกยาวครับ เพราะว่าเปึนข้าราชการมาตั้งแต่อายุ ๒๐ ป้ จนทุกวันนี้ก็ย่าง ๖๓ ป้แล้ว เพราะฉะนั้นก็เห็นว่าราชการนี่เปึนอย่างไร ด้วยเหตุนี้สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้มี คือการประเมินและการเข้าสู่ตําแหน่งของบางตําแหน่งเข้าแบบไม่ใช่ได้ทําเองนะครับ ไปจ้างทํา อันนี้ไม่ได้หมายถึงทั้งหมด ครับท่านประธาน บางส่วน ไปจ้างทําแล้วพอเขา ถามโน่นถามนี่ อธิบายโน่นอธิบายนี่ ทําไม่ได้ครับท่านประธาน นี่คือปัญหา แล้วได้ค่าตําแหน่งสบาย ๆ คูณ ๒ เท่า นี่คือเรื่องหนึ่งซึ่ง เปึนอยู่ อีกประการหนึ่ง ที่ผมอยากจะฝากเอาไว้คือเสริมความเข้มแข็งให้กับข้าราชการทั้งภาครัฐและในกํากับของรัฐ ให้เขาได้สัมมนา ให้เขาได้อบรม อีกประการหนึ่งคืออย่าเสียเวลากับการเอาระบบ ต่างประเทศมาใช้มากเกินไป เอาทฤษฎีมาท่องจนจําคําฝรั่งไม่ค่อยได้ครับ บางทีนี่มากเกินไป ยาวเฟุ๋อย โน่นนั่นก็ฝรั่ง อันนี้ก็ต้องต่างประเทศทั้งหมดละครับ ไป ๆ มา ๆ คนไทยไม่ได้อะไร ถ้าจะเอามาใช้ก็ต้องปรับให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมไทยนะครับ ผมขอป่ดท้ายว่า ข้าราชการเราส่วนหนึ่งทําตามสบาย ขายสินค้า หาลําไพ่ ไม่เสียสละ ละทิ้งงาน สุราบาน และการพนัน ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะ มนูญทวี ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้มีเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะ มนูญทวี หมายเลข ๐๑๓
ขอสนับสนุนวาระปฏิรูปที่ ๕ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงาน แห่งรัฐ ข้อที่ ๑ ต้องปรับปรุงเรื่องการรับคนที่มีความรู้ความสามารถที่สอดคล้องตรงกับงานที่ทํา เน้นที่คน คนจะต้องถนัดกับงานที่ทํา คนจะต้องมีคุณธรรม คนจะต้องมีจริยธรรม จะต้องมีศาสนาที่อยู่ในใจ จะต้องรักในหน้าที่การงาน แล้วก็รักประเทศไทยด้วย หมายถึง จบอะไร จบจากสายไหน ควรเลือกทํางานให้ตรงกับความรู้ความสามารถ เพื่อการต่อยอด ในการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ หมายถึงกระบวนการคัดเลือกคนที่เข้ามารับราชการ ต้องมีความโปร่งใส ต้องมีระบบที่โปร่งใส และมาตรฐานคนที่มีความรู้ความสามารถ เฉพาะทาง ข้อที่ ๒ ต้องปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพการทํางานเปึนทีม ประเทศไทยเรานี้ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งองค์กร ทําให้ประสิทธิภาพการทํางานอ่อนแอลง แล้วก็ เลือกปฏิบัติ องค์กรจะต้องสร้างเครือข่ายเครื่องมือของรูปแบบที่จะทําให้องค์กรทํางาน เปึนทีมเวิร์ก (Teamwork) มีศักยภาพ มีประสิทธิภาพ และมีผลสัมฤทธิ์และคุ้มค่าต่องาน ค่าตอบแทน ต่อเงิน ต่อเงินเดือน ต่อประชาชาติ ประชาชน ต่อบ้านเมืองในยุคที่จะเปึน ยุคปฏิรูป แล้วก็ยุคอาเซียน (ASEAN) ข้อที่ ๓ ต้องสร้างภาวะผู้นํา การเปึนหัวหน้างาน จะต้องมีวิสัยทัศน์ ผู้นํา จะต้องเปึนนักคิดเชิงกลยุทธ์ในการนําพาองค์กร ข้อที่ ๔ ต้องสร้างความเข้มแข็งของกลไกและระบบติดตาม ประเมินผลการทํางานขององค์กร อย่างเช่นดิฉันเกิดเหตุการณ์ตัวอย่างนะคะ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ดิฉันเดินทางไปศึกษาดูงานกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ที่จังหวัดเชียงราย เกิดเหตุการณ์กับดิฉันเองนะคะ ดิฉันขึ้นสายการบินไทยสมายล์ การที่จะเปึนผู้นําตัดสินใจ จะต้องตัดสินใจ จะต้องคิด ดิฉันนั่งเครื่องบินทั้ง ๆ ที่ดิฉันนับถือศาสนาอิสลาม อิสลาม ถือศีลอดตั้งแต่ตีสี่จนถึง ๑๘.๐๐ นาฬิกา ดิฉันได้นั่งชั้นธรรมดาไม่มีกับข้ำว ทั้ง ๆ ที่สิทธิ ของ สปช. ของดิฉัน ถึงดิฉันไม่ได้เปึนประธานกรรมาธิการ ดิฉันไม่ได้เปึนประธาน อนุกรรมาธิการ ดิฉันก็เปึน สปช. ที่พระองค์ทรงแต่งตั้ง เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๗ เท่าเทียมกัน แล้วทําไมดิฉันไม่สามารถที่จะนั่งเก้าอี้ที่ดิฉันมีสิทธิ และเจ้าหน้าที่ยังมาพูดว่า ดิฉันไปบ้างไม่ไปบ้าง นี่เปึนการแก้ปัญหาปลายน้ํา ดังนั้นเปึนการลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเปึนธรรม ที่ดิฉันยกตัวอย่างอยากจะมีการปฏิรูป ในฐานะที่ดิฉันเปึน สปช. คนหนึ่ง ในฐานะที่ดิฉันมีสิทธิที่จะนั่งเครื่องบินเท่า ๆ กับคนอื่นเหมือนกัน ฝากถึง ท่านประธานด้วยนะคะ ขอขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านจรัส สุทธิกุลบุตร ค่ะ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน สภาปฏิรูปแห่งชาติ และเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม จรัส สุทธิกุลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๓๑ จากจังหวัดพะเยานะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้มีความตั้งใจจริ งในการที่จะปฏิรูป ระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ ให้มีประสิทธิผล ผมเห็นด้วยกับทุกประการ ตั้งแต่เรื่อง สาเหตุและหลักการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ
วันนี้เพื่อนสมาชิกตั้งแต่คนแรกจนมาถึงท่านกูไซหม๊ะวันซาฟ้หน๊ะก็ได้พูดถึงประเด็นที่เรา จะต้องมีการปฏิรูป พูดถึงปัญหาของระบบราชการ ไม่ว่าจะเปึนว่าระบบราชการนั้น เปึนระบบป่ด ถ้าเปรียบเทียบกับระบบของเอกชนแล้วคงจะเปึนระบบที่ยังไม่สามารถที่จะ นําพาของเราเข้าไปสู่ในอนาคตที่เราจะเดินหน้าต่อไป เรายังมีระบบอุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์ อาจจะมีทั้งส่วนดีและในส่วนที่เปึนปัญหา เรายังมีระบบเส้นสาย เด็กฝากเปึนเด็กของใคร ระบบธรรมาภิบาลตั้งแต่ในระบบของราชการ ธรรมาภิบาลในตัวของผู้บริหารหรือผู้เปึน ข้าราชการ การมีส่วนร่วม ที่จะเป่ดโอกาสให้รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ความโปร่งใส ต่าง ๆ เหล่านี้เปึนปัญหาที่เพื่อนสมาชิกได้พูดได้อภิปรายเมื่อก่อนหน้า วันนี้ที่ผมขอพูดเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูประบบราชการ เพราะด้วย ๑๐ กว่าวันที่ผ่านมา จะมีเพื่อนฝูง พี่น้องประชาชนได้มาพูดคุยกั บผมเกี่ยวกับเรื่องระบบราชการ เกี่ยวกับ เรื่องข้าราชการที่เปึนอยู่ ณ วันนี้ ผมบอกว่าในสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นมีคณะทํางานที่ต้องการ มีการปฏิรูประบบราชการ และเพื่อจะต้องการให้การขับเคลื่อนระบบราชการนั้นเดินหน้า และสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงและพูนสุขให้กับพี่น้องประ ชาชน ผมยอมรับว่าตลอดมา ระบบราชการนั้นได้ช่วยเหลือประเทศไทยในการขับเคลื่อนประเทศของเราตลอดมา แต่ถ้าเราจะก้าวเดินต่อไปนั้นปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมาเราจะต้องมีการแก้ไข เราต้อง มีการปฏิรูป ผมอยู่ที่จังหวัดพะเยา ผมเปึนภาคเอกชนอยู่ที่ต่างจังหวัด ทุกครั้งที่มีข้าราชการ ระดับสูงย้ายมาที่จังหวัดพะเยา สื่อมวลชนจะถามผมว่าต้องการข้าราชการแบบไหน ผมจะบอกว่าต้องการข้าราชการที่มาบริหารหรือมาทํางานในจังหวัดพะเยาในระดับ ผู้บริหารนั้นต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถ ขณะเดียวกันนั้นขอให้ท่านได้เป่ดรับฟัง ข้อมูล รับฟังพื้นฐานของพื้นที่ เพราะความรู้ความสามารถของท่านนั้นเมื่อนําข้อมูลในจังหวัด หรือทิศทางของจังหวัดที่คนในจังหวัดนั้นได้มีการคิดกลั่นกรองมาก่อนแล้ว เมื่อมีการผสมผสานกันนั้นจะทําให้แนวนโยบายที่ท่านจะผลักดันนั้นเปึนไปได้จริง เราไม่อยากได้ข้าราชการที่มีความเก่งทุกอย่างแต่ว่าไม่สา มารถที่จะเข้าถึงหรือไม่รับข่าวสาร ของในพื้นที่ ขณะเดียวกันนั้นความโปร่งใส ธรรมาภิบาลนั้นเราต้องการข้าราชการ ที่มีทั้งความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม มีธรรมาภิบาลในการควบคู่กันที่จะทํางาน ในจังหวัดพะเยา ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกครับ เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา พาดข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ ข้าราชการฝ์ายปกครอง ระดับ ๗ ปล้นร้านทอง ตรงนี้
บอกอะไรครับ ตรงนี้อาจจะหมายถึงว่าระบบราชการของเราล้มเหลวหรือเปล่า หลายคนที่มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผม ผมว่าคงไม่ใช่ แต่อาจจะเปึนระบบราชการ ในการที่จะพัฒนาบุคลากรในตรงนั้น การคัดกรองผู้ที่จะมาอยู่ในตรงนั้นมากกว่า มีหลายความคิดเห็นเสนอให้กับผมว่าต่อไปนั้นผู้ที่จะมาเปึนข้าราชการในระดับต่างจังหวัด หรือเปึนระดับหัวหน้างานนั้นไม่ว่าจะเปึนซี ๗ ซี ๘ น่าจะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ เป่ดเผยให้กับชุมชน ชุมชนจะได้รับรู้ว่าวิสัยทัศน์ของท่านเปึนอย่างไร ขณะเดียวกันนั้น ในระบบราชการคงต้องมีการตรวจสอบประวัติ และประวัตินั้นน่าจะถึงเกี่ยวกับ เรื่องครอบครัวด้วย ควรจะมีการเช็ก (Check) สุขภาพจิตของผู้ที่จะมาเปึนผู้บริหาร หรือหัวหน้างาน ทัศนคติเ หมือนหลายท่านที่กําลังบอกมา แอตติจูด (Attitude) ในการแก้ปัญหาของท่าน ท่านแก้ปัญหาในเชิงบวกหรือเชิงลบ การประเมินผลค่าเคพีไอ (KPI) เมื่อกี้หลายท่านก็ได้พูดถึงในระบบราชการมีแน่นอน แต่ถ้าเปึนการประเมินจาก ภาคประชาชนล่ะมีไหม มีส่วนร่วมไหม ผมจึงอยากจะเสนอให้กับค ณะกรรมาธิการว่า ในการที่จะแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงนั้นควรจะต้องมีการเช็กประวัติทั้งด้านครอบครัว เช็กทั้งด้านสุขภาพ เช็กทั้งด้านแอตติจูด
๖๑/๑
ขณะเดียวกันนั้นควรจะให้ท่านเหล่านั้นได้แสดงวิสัยทัศน์เป่ดเผยให้กับในพื้นที่ของท่านว่า ท่านมีวิสัยทัศน์ที่จะนําพาอย่างไร ก่อนที่ผมจะจบการอภิปราย ผมอยากจะบอกว่าเรื่องเมื่อกี้ ที่ผมว่าพาดข่าวนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่ของผม เกิดขึ้นกับครอบครัวขอ งผมที่จังหวัดพะเยา กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๙ ท่านที่ได้แจ้งความประสงค์ จะอภิปรายให้ความเห็นในเรื่องของแผนการดําเนินการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ในวาระปฏิรูปที่ ๕ เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ การบริหารงานแห่งรัฐ ได้อภิปรายครบทุกท่านแล้วค่ะ ต่อไปดิฉันขอเชิญท่านประธาน กรรมาธิการได้กรุณาตอบชี้แจงข้อซักถามค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ก็เหมือนกับ ๒ วาระ ที่ผ่านมา ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ที่ได้อดทน ที่ได้ร่วมกันพิจารณา และให้ข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะที่ดีเกี่ยวกับวาระของ การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งทุกท่านเห็นตรงกันว่าเปึนเรื่องใหญ่ เปึนเรื่องที่มีมิติ ที่ค่อนข้างจะกว้างขวาง แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือมันเกี่ยวกับชีวิต เกี่ยวกับความเปึนอยู่ ของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเปึนข้าราชการ หรือว่าอยู่ในภาคอื่นของสังคม รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาในวันนี้ความจริงไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมเองกับท่านสมาชิก ที่อยู่ในห้องนี้ประวัติความเปึนมาก็อาจจะไม่แตกต่างกันมากนัก ความจริง ถ้าจะนับอายุราชการในราชกา รจริง ๆ แล้วผมเองก็ ๔๐ กว่าป้ ขณะนี้ก็ยังมีหน้าที่ ในการช่วยราชการอยู่ แล้วตลอดเวลาได้เห็นปัญหา ได้รับฟัง ได้เผชิญ ได้สัมผัสกับสิ่งที่ ท่านพูด ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ ความจริงผมเกษียณอายุราชการ ๒ ครั้ง ครั้งแรก ที่สํานักงาน ก.พ. ก่อนเกษียณอายุราชการดูแลในเรื่องของวินัยของข้าราชการนี่ ๔ ป้เต็ม กํากับดูแลในเรื่องของวินัย เห็นปัญหาของคนที่กระทําความผิดในระบบราชการ เปึนกรรมการ ป.ป.ป. ชุดสุดท้ายก่อนที่จะเปลี่ยนเปึนกรรมการ ป.ป.ช. เปึนคณะกรรมการ วินิจฉัยร้องทุกข์ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งก็ต้องพิจารณาถึงปัญหาที่ประชำชน
ได้รับความเดือดร้อนจากทางภาคราชการ จนกระทั่งมาอยู่ที่ศาลปกครองสูงสุด ก็ยังจะต้องมารับทราบรับฟังถึงกรณีที่เปึนข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการใช้อํานาจทางกฎหมายที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย แก่ประชาชน ทั้งหมดนี้บ่งบอกให้เห็นว่าระบบราชการเปึนระบบที่มีปัญหา แต่ว่าปัญหานั้น มันไม่ได้แปลว่ามีเฉพาะในระบบราชการไทยของเราอย่างเดียว ปัญหาของระบบราชการนั้น มันก็คงจะมีอยู่ในทุกประเทศ จะมากบ้างน้อยบ้าง จะรุนแรงหรือไม่รุนแรงแค่ไหน อันนั้นก็เปึนเรื่องสําคัญ แต่ที่สําคัญก็คือสิ่งที่เรากําลังทําอยู่ในขณะนี้ เราศึกษาอยู่ในขณะนี้ ก็คือทําอย่างไรเราจึงจะหาวิธีการที่จะวางระบบที่จะแก้ไขปัญหาในระบบราชการ ซึ่งท่านทั้งหลายได้อภิปรายครอบคลุมไว้หมดแล้ว ตั้งแต่เรื่องของการสรรหาคนเข้ามา รับราชการ การพัฒนาคนในระบบราชการ การรักษาคนดีไว้ในราชการ รวมทั้งการใช้คน ให้เหมาะกับงานในระบบราชการ ให้เขาได้มีโอกาสเติบโตขึ้นไปในเส้นทางที่มันถูกต้อง คนเราทุกคนเมื่อเข้ารับราชการก็ต้องการที่จะเจริญก้าวหน้าทั้งนั้น แต่ว่าการที่จะ เจริญก้าวหน้านั้นมันมีวิธีการมากมายก่ายกอง เราก็ได้ยินแล้วว่ามันอาจจะมาได้หลายวิธี แต่ว่าวิธีการที่เรากําลังหาทางกันอยู่ คณะอนุกรรมาธิการแต่ละคณะที่เสนอเข้ามานั้น ก็มุ่งพยายามที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้
ซึ่งเราจะนําแนวทางกระบวนการไปสู่การปฏิบัติที่มันเปึนรูปธรรม ขณะนี้หลาย ๆ อย่าง ยังค่อนข้างจะเปึนนามธรรมผมเห็นด้วย นะครับ แล้วได้รับฟังข้อแนะนําของท่าน ซึ่งเปึนข้อแนะนําที่ไปในทิศทางเดียวกันก็คือสรุปแล้วมันจะมาอยู่ตรงการแก้ปัญหาเรื่องคน เปึนหลักสําคัญ เรื่องระบบจะเปึนเรื่องที่ถัดลงมาแต่ก็เปึนเรื่องที่มีความสําคัญไม่น้อยกว่า เรื่องคน ทําอย่างไรระบบกับคนจึงจะไปด้วยกันได้ ความจริงเปัาหมายสําคัญของ คณะกรรมาธิกา รปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดิน นั้นเรามุ่งอย่าง น้อยที่สุด ในเรื่องของระบบราชการนั้นต้องการให้มีระบบราชการที่ ๑. มีประสิทธิภาพ ๒. ทันสมัย แค่ ๒ คํานี้มันก็จะกว้างพอที่จะไปครอบคลุม เรื่องหลาย ๆ เรื่อง เพราะว่าให้มันทันโลก ให้มันทันเหตุการณ์และสามารถที่จะอยู่ในสังคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี ๒. คือระบบของ ข้าราชการหรือบุคลากรของรัฐนั้นให้ข้าราชการเปึนคนที่มีคุณภาพกับมีคุณธรรม ๒ ตัวนี้ ก็เปึนตัวสําคัญที่การปฏิรูปของแต่ละ คณะอนุกรรมาธิการมุ่งไปสู่จุดนี้ ข้อเสนอต่าง ๆ นั้น ยังเปึนข้อเสนอที่ได้กราบเรียนไว้ตั้งแต่ต้นว่าในช่วงระยะเวลา ๘-๙ เดือนนี้ไม่สามารถที่จะ นําไปสู่ผลสําเร็จได้จริงจัง การปฏิรูปคงไม่ได้เสร็จด้วยสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวที่เปึนหน้าที่ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก็คือมีหน้าที่ในการศึกษา เสนอแนะ แนวทางที่จะแก้ไขปัญหา ขณะนี้เปึนผลของการศึกษาเสนอแนะในเบื้องต้นซึ่งเราจะพยายาม ผลักดันให้ข้อศึกษาขอ งเรานั้นและข้อเสนอแนะของเรานั้นประกอบด้วยข้อแนะนํา ของท่านทั้งหลายเปึนรูปธรรมให้มากกว่านี้แล้วก็ผลักดันไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริงต่อไป ผมขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง จะขอน้อมรับไป ประกอบการปรับปรุงแก้ไขในช่วงสุดท้าย ไม่ทราบท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ ท่านอาจารย์อุดมจะมีอะไรชี้แจงไหมครับ ไม่มีแล้วนะครับก็คงจะเห็นด้วยกับผม ที่จะขออนุญาตน้อมรับไปครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอขอบพระคุณมากค่ะ เปึนอันว่าที่ประชุมได้พิจำรณารายงานการพิจารณาศึกษา แผนการดําเนินการปฏิรูป วาระปฏิรูปที่ ๕ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ การบริหารงานแห่งรัฐ (รอบ ๒) นี้แล้ว ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่า ท่านจะเห็นชอบด้วยกับรายงานแผนการดําเนิน การปฏิรูป ในวาระปฏิรูปที่ ๕
การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานแห่งรัฐ (รอบ ๒) นี้หรือไม่ ก่อนที่ดิฉัน จะขอมติดิฉันขออนุญาตนับองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านกรุณาใช้สิทธิแสดงตน ท่านกรุณาเสียบบัตรและกดที่ช่องแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
ทุกท่านแสดงตนแล้วนะคะ ดิฉันป่ดนะคะ ขอส่งผลค่ะ ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ๑๙๐ ท่าน ครบเปึนองค์ประชุมนะคะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นชอบกับรายงานการพิจารณา ศึกษาของคณะกรรมาธิการหรือไม่ หากท่านเห็นชอบด้วยกรรมาธิการจะได้นํารายงาน ไปปรับปรุงก่อนที่จะนําเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป
(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญลงมติค่ะ หากผู้ใดเห็นด้วยท่านกรุณากดปุ์ม เห็นด้วย หากผู้ใดไม่เห็นด้วย ท่านโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย หากผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงท่านกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง ขอเชิญค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
ทุกท่านลงมติแล้วนะคะ ดิฉันป่ดนะคะ ขอเชิญส่งผลค่ะ ผลการลงมติ ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๙๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๘๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน แล้วก็ไม่ลงคะแนน ไม่มี
เปึนอันว่าที่ประชุมเห็นชอบกับรายงานการพิจารณาศึกษาในวาระปฏิรูปที่ ๕ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานแห่งรัฐ (รอบ ๒) ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นําไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานพร้อมข้อความเห็น ข้อเสนอแนะของสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจา รณาดําเนินการต่อไป ขอขอบพระคุณ ท่านคณะกรรมาธิการทุกท่านค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
ดิฉันขอขอบคุณ วันนี้หมดระเบียบวาระ การประชุมแล้ว ขอขอบคุณ สมาชิกทุกท่านที่ให้ความเห็นอย่างสร้างสรรค์ วันนี้ขอป่ดประชุมค่ะ