ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดสรรเงินงบประมาณ โดยเสนอให้เปลี่ยนจากงบประมาณรายจ่ายเป็นงบประมาณรายจ่ายและรายรับ เพื่อให้เห็นภาพความเป็นไปได้ของรายรับและวิเคราะห์ความเหมาะสมในการใช้จ่าย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบเพื่อป้องกันการรั่วไหลของเงิน และส่งเสริมการใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชา ติ ก็คิดว่าสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้เสนอมานั้นก็เปึนส่วนหนึ่งที่ทําให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จริง ๆ แล้วกระผมคิดว่า ครึ่งชั่วโมงก็ยังพูดไม่จบเรื่องงบประมาณนะครับ แต่ว่าจะเสนอในส่วนนี้ เพราะเรื่องการทํา ตั้งแต่เริ่มคําขอตรงนั้นสิ่งที่ทางกรรมาธิการคิดว่ายังไม่ ได้ดําเนินการให้สอดคล้องกับ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในอนาคตนี่นะครับ นั่นก็คือว่าการทํางบประมาณ ไม่ใช่งบประมาณรายจ่ายเหมือนอย่างทุกป้ที่ทํามาว่าเปึนพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําป้เท่านั้น ๆ แต่ต่อไปนี้จะทําเปึนงบประมาณรายจ่ายและรายรับด้วย ลักษณะที่ทําเปึน ๒ ขา เพื่อที่อะไร เพื่อที่จะได้ดูว่ารายรับนั้นมีที่มาอย่างไร แล้ววิเคราะห์ ความเปึนไปได้ว่างบประมาณที่จะได้มาจากรายรับนั้นมีประเภทใดบ้าง จะได้ไม่เกิดปัญหา เหมือนในขณะนี้ เหมือนอย่างงบประมาณป้ที่ผ่านมาว่างบประมาณไม่พอใช้ การใช้จ่ายงบประมาณนั้นจะต้องเปึนไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีการต่าง ๆ จะเปึน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ๒๕๐๒ หรืออย่างไร อันนั้นมีเขียนไว้ นอกจากนั้นยังมีกําหนดอยู่ในแผน
แผนจะต้องเข้มข้นในการที่จะตรวจ ไม่ว่าจะเปึนแผนการใช้จ่ายงบประมาณ แล้วก็แผน การปฏิบัติงานซึ่งจะต้องมีความสอดคล้องกัน แล้วการตรวจสอบในระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) จริง ๆ ระบบดีนะครับ สามารถตรวจสอบย้อนเพื่อความถูกต้องในระบบ ได้รวดเร็วด้วย แต่ตัวบุคคลที่เปึนคนปัอนข้อมูลเ หล่า นั้นจะต้องผ่านการอบรม แล้วก็ผ่านการฝ๊ก แล้วก็ผ่านการตรวจสอบด้วยว่าเขาเหล่านั้นตรวจสอบปัอนข้อมูล ตรงหรือไม่ หลายแห่งนะครับ การใช้เงินโดยเฉพาะงบกลางมีปัญหามากมาย กว่าจะตรวจสอบก็มีการทุจริตกันไปมากมาย ซึ่งตรงนี้ สตง. เองก็ไปไม่ถึง เพราะว่าอัตรากําลังของ สตง. เท่าที่ทางคณะอนุกรรมาธิการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม ในองค์กรอิสระได้สอบถามแล้วนะครับ บุคลากรมีจํานวนจํากัด อย่าว่าแต่ระดับจังหวัด หรือว่าท้องถิ่นเลยครับ ในส่วนกลางก็ยังตรวจจะไม่เพียงพอเฉพาะส่วนราชการด้วยกัน ดังนั้นกระผมถึงมองว่าในเรื่องของการใช้เม็ดเงินก็ดี คําขอก็ดี จะปรับระบบได้อย่างไร เพราะว่าเงินที่ตกมากว่าจะได้มามีการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะงบลงทุนกว่าจะได้มา บางทีต้องมาปรับกันใหม่ ปรับค่าเค (K) ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ มีปริมาณเพิ่มขึ้น ไม่เปึนไปตามความเปึนจริง มีระบบควบคุมมากมายโดยเฉพาะนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา จะมีทุกรัฐบาลกําหนดว่าการใช้จ่ายงบปร ะมาณแล้วจะต้องกําหนดเมื่อสิ้นไตรมาสแรก จะต้องได้เท่านั้น ร้อยละเท่าไร ร้อยละเท่าไร หรือเปอร์เซ็นต์เท่าไร แต่ไม่เคยเปึนไปตามนั้น แล้วก็รัฐบาลไม่ได้มีความจริงจังในการที่จะไปเอาผิดกับผู้ที่ใช้จ่ายงบประมาณ หรือส่วนราชการเหล่านั้นว่าดําเนินการอย่างไร
เพราะเรามีการตรวจสอบตรงเลขที่เมก (Make) ขึ้นมานะครับ เรื่องระดับความสําเร็จ ในการใช้จ่ายงบประมาณเปึนตัวเลขที่ไม่จริงทั้งนั้น ก็ตั้งขึ้นมาให้ดูว่าใกล้เคียง โดยเฉพาะ เมื่อสิ้นป้งบประมาณก็จะบอกว่าอยู่ที่ประมาณไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๙๓ เหมือนกันทุกแห่ง แต่โดยความเปึนจริงไม่ใช่ ตรงนี้ที่จะต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้มีความชัดเจน เพราะถ้าระบบนี้เงินรั่วไหลแล้วก็ไม่สามารถเปึนไปตามภารกิจได้ ตรงนั้นจะเกิดปัญหา ในระยะยาว โดยเฉพาะองค์กรต่าง ๆ ที่มีความเปึนอิสระในการบริหารงบประมาณ ตรงนั้นจะต้องเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในการที่จะตรวจสอบเพราะมีการแปลงเงิน เมื่อได้เงิน เปึนงบประมาณมาอยู่ในส่วนตัวของตัวเองแล้วมีการแปลงไปใช้จ่ายในวัตถุประสงค์ ที่ไม่ตรงกับแผนที่ได้ทําไว้ จริงอยู่แผนสามารถปรับได้ แต่ไม่ควรจะปรับโดยที่ไม่ตรง ตามภารกิจหรือพันธกิจขององค์กรนั้น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ควรจะต้องมีการตรวจ สอบ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแล้ วก็เม็ดเงินซึ่งเปึนเม็ดเงินภาษีที่ได้มาจากการจัดเก็บ ของทางฝ์ายบริหารและนํามาบริหารประเทศเปึนไปด้วยความรัดกุมแล้วก็มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นในการที่จะปรับในการที่จะดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ ฉะนั้นผมเห็นด้วยว่าควรจะดําเนินการ แล้วสิ่งที่ดีก็คือ ปรับในส่วนนี้เพื่อให้สอดคล้อง กับนโยบายที่ทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ พูดหลายครั้ง แล้วว่าตรงนี้ ต่อไปจะทํางบประมาณในลักษณะ ๒ ขา ไม่ใช่ขาเดียวแล้ว ขอบคุณครับ