สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๒ · ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ เสนอผลการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นบทบาท อำนาจหน้าที่ของรัฐที่เหมาะสม และการปรับระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตและปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางแก้ไขภารกิจภาครัฐ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะทันที ระยะกลาง และระยะยาว และเสนอให้ดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีการทบทวนบทบาทและหน้าที่ของทุกกระทรวง ทบวง กรม และเสนอแนะการแก้ไขปัญหาการบริหารงานท้องถิ่น โดยเน้นการกำหนดภารกิจชัดเจน การให้อำนาจตัดสินใจแก่ท้องถิ่น และการปรับปรุงการบริหารงานบุคคลให้เหมาะสมและคล่องตัว

นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉัน ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชกำรแผ่นดิน ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงสร้างขององค์กร และบุคลากรภาครัฐ ครั้งนี้เปึนรอบ ๒ ได้ผ่านการพิจารณาไปแล้ว แล้วก็ได้ปรับปรุงมาจาก ข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ครั้งที่แล้ว ๒๘ ท่าน แล้วก็เราได้รับ ความกรุณาอย่างยิ่งจากรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คือคุณพงษ์อาจ ตรีกิจวัฒนากุล และรองเลขาธิการ ก.พ. หม่อมหลวงพัชรภากร เทวกุล กับผู้อํานวยการ ศูนย์นักบริหารระดับสูง สํานักงาน ก.พ. คือคุณสุลักขณา ธรรมานุสติ มาเปึนที่ปรึกษา ให้คณะอนุกรรมาธิการด้วย ซึ่งเราจะเดินคู่ขนานกันไปแล้วก็ร่วมกันในการทํางานด้วยกัน ประเด็นที่เสนอในการปฏิรูปครั้งนี้ก็เปึนประเด็นเดียวกับที่ได้นําเสนอรอบแรก มีอยู่ ๒ ประเด็นหลัก ก็คือ การปรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน เน้นบทบาท อํานาจหน้าที่ของราชการบริหา รส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ละเลย การบริหารราชการแผ่นดินในภาคส่วนอื่น ประเด็นที่ ๒ คือการปรับระบบบริหารงานบุคคล ภาครัฐ ในส่วนของสถานการณ์ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันได้สรุปไปแล้ว ในครั้งที่แล้ว จะอยู่ในหน้า ๓ เอกสารจะอยู่ในรายงานหน้า ๕ ถึงหน้า ๑๐ ประเด็นที่สําคัญ ทั้งหมด ๙ ประเด็น ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบราชการยังมีขนาด บทบาทที่ไม่เหมาะสม มีการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) จากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมุ่งหาประโยชน์ส่วนตน มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ในเรื่องของระบบราชการมีโครงสร้างที่ขนาดใหญ่ และสลับซับซ้อนเกินความจําเปึน โดยเฉพาะราชการบริหารส่วนกลาง บทบาทอํานาจหน้าที่ ของกระทรวง ทบวง กรม ที่เหลื่อมล้ําซ้ําซ้อน มีความรับผิดชอบไม่ชัดเจน แล้วก็มี ศูนย์รวมอํานาจการปกครองจะอยู่ที่ส่วนกลาง โดยไม่ได้มีการมอบอํานาจ หรือกระจายอํานาจอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันจะทํา ให้การจัดบริการสาธารณะ หลายเรื่องผูกติดอยู่กับส่วนกลาง เกิดความล่าช้า ในเรื่องของระบบการทํางาน ก็ขาดการเชื่อมโยงกันเปึนเครือข่ายแบบบูรณาการที่ยึดพื้นที่ หน้าที่ และการมีส่วนร่วม โดยยึดประชาชนเปึนศูนย์กลาง มีการจัดตั้งราชการส่วนกลางในพื้นที่ภูมิภาคจํานวนมาก ทําให้ไม่สามารถบริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีปัญหาทับซ้อน

ในการทํางานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการถ่ายโอนไม่สอดคล้องกับกฎหมาย เรื่องของการกระจายอํานาจตามแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจนั้น ปัญหาในส่วนที่ เกี่ยวกับบุคลากร การเลื่อน การย้าย การโอน การแต่งตั้ง พร้อมกับการพิจารณา บําเหน็จความชอบของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่เปึนไปตามระบบคุณธรรม อย่างแท้จริง มีการอุปถัมภ์และเล่นพรรคเล่นพวก สรุปอีกครั้งหนึ่งในเรื่องของจํานวน หน่วยงานจากการปฏิรูปครั้งใหญ่สุดในป้ ๒๕๔๕ จะเห็นได้ว่าเรามีกระทรวงเท่าเดิม แต่มีกรมเพิ่มขึ้น ๗ กรม มีกองหรือเทียบเท่ากอง เพิ่มขึ้นถึง ๒๒๐ หน่วยงาน มีราชการส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้นถึง ๖๒๓ หน่วยงาน มีส่วนราชการ ประจําจังหวัดเพิ่มขึ้น ๕๒๗ หน่วยงาน และมีส่วนรำชการประจําอําเภอเพิ่มขึ้น ๑,๐๘๓ หน่วยงาน ในขณะที่องค์การมหาชนก็เพิ่มขึ้นจาก ๑๖ หน่วยงาน เพิ่มอีก ๓๗ หน่วยงาน เปึน ๕๓ หน่วยงาน สําหรับรัฐวิสาหกิจนี่คงที่ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของสถานการณ์ปัจจุบันและสถานการณ์ที่มุ่งหวังนี่ เราจะเห็นว่ามันเกิดจาก ปัญหาโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ระบบงาน และอัตรากําลังที่มีขนาดใหญ่เกินไป แล้วก็มี การบริหารจัดการที่ไม่ได้คํานึงถึงผู้รับบริการหรือประชาชนเท่าที่ควร ในขณะเดียวกัน กระแสโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ที่มีการแข่งขันกันเพิ่มมากขึ้น เราจําเปึนที่จะต้องรองรับ การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น

เพราะฉะนั้นในสถานการณ์ที่มุ่งหวังเราเลยต้องการให้มีทิศทางการจัดโครงสร้างองค์กร และระบบงานแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการบริหารเชิงกลยุทธ์มีขนาดเล็ก แต่มีประสิทธิภาพ แล้วก็จัดโครงสร้างตามแนวราบที่กะทัดรัด โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน แล้วก็จะทําให้ มีการปัองกันการทุจริตเกิดขึ้นได้ แล้วก็อีกหลาย ๆ ประการ สิ่งที่เราเปึนเปัา ประสงค์ ที่ต้องการก็คือคุณภาพและการบริการสาธารณะที่ดี เอกสารจะอยู่ในหน้า ๖ ค่ะ ในเรื่องของกรอบความคิดรวบยอดที่เราต้องการเปัาประสงค์สุดท้ายที่สําคัญคือ ระบบราชการที่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว คุ้มค่า ถูกต้อง และเปึนธรรม ซึ่งในการที่จะมุ่งไปสู่เปัาประสงค์สุดท้ายนี้เราจะต้องปรับทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของภาครัฐให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะเดียวกัน จะต้องปรับทบทวนรูปแบบองค์กรและความสัมพันธ์กับภาคส่วนอื่น ๆ ให้ชัดเจน นอกจากนั้นแล้วที่สําคัญอย่างยิ่งคือกําหนดรูปแบบการบริหารงานแบบ บูรณาการ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ในเรื่องของงบประมาณก็เปึนส่วนหนึ่งที่เราจะต้องปรับระบบ ให้เน้นในเรื่องของพื้นที่ทั้งไม่ว่าจะเปึนกลุ่มจังหวัดหรือจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งในเชิงภารกิจ และกลุ่มเปัาหมายด้วย ในขณะเดียวกันในด้านของการบริหารกําลังคนนี่นะคะ จะต้องปรับปรุง ระบบบริหารที่จะให้มีการแต่งตั้ง โยกย้ายด้วยระบบคุณธรรม แล้วก็จะต้องให้มีความเปึนเอกภาพ ไม่มีความเหลื่อมล้ํามากนักในเรื่องของค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ขนาดกําลังคนภาครัฐก็จะต้องเหมาะสมในหน่วยงาน แต่ละประเภท แล้วก็จะต้องมีการเกลี่ยกําลังคนให้นํามาใช้ประโ ยชน์ได้ อันนี้ก็จะอยู่ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หน้า ๗ ค่ะ ในส่วนของบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ เราจะมีเพาเวอร์พอยต์ ๒ หน้าคือหน้า ๘ และหน้า ๙ หน้า ๘ จะเน้นในเรื่องของราชการ บริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่นว่าควรจะมีภารกิจอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชการบริหารส่วนกลางจะต้องทําหน้าที่ในการกํากับนโยบาย ในเรื่องของการที่ว่าเปัาหมายการพัฒนาให้เปึนไปตามยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ในเรื่องของ การที่จะต้องกํากับดูแลหน่วยงานทุกแห่งให้เปึนไปตามกฎหมาย แล้วก็ไม่ควรจะต้องเปึน ผู้ปฏิบัติเอง ยกเว้นงานด้านวิชาการและสนับสนุนความรู้ ซึ่งยังมีความจําเปึนที่จะต้องอยู่ใน ราชการบริหารส่วนกลางอยู่นะคะ ส่วนราชการบริหารส่วนภูมิภาคจะเปึนการแบ่งอํานาจ

ในเรื่องของการกํากับดูแลให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และในขณะเดียวกันการปฏิบัติงาน ในเรื่องของการบริการสาธารณะต่าง ๆ ก็ควรจะให้ท้องถิ่นดําเนินการ แต่ว่าเราไม่ได้ละเลย ในเรื่องของภาคส่วนอื่น เพราะฉะนั้นในเพาเวอร์พอยต์หน้าต่อไปเราจะพูดถึงความสัมพันธ์ ระหว่างราชการทั้ง ๓ ส่วน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งภาคส่วนอื่น ๆ ก็จะมีเรื่องของรัฐวิสาหกิจ เรื่องขององค์การมหาชน บริษัทมหาชน รวมตลอดถึงสถาบันภายใต้มูลนิธิ ในขณะเดียวกันเราจะมองไปถึงในเรื่องของการให้เอกชน ทํางานแทนภาครัฐ อาจจะเปึนเรื่องของการจ้างเหมา เรื่องของการให้สัมปทาน หรือการมีส่วนร่วมในการดําเนินการแทนรัฐ และสิ่งที่ต้ องการมากที่สุดคือ ในเรื่องของบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบของภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมตลอดถึง ที่ขณะนี้เรากําลังให้ความสําคัญในเรื่องของสมัชชาพลเมือง รวมถึงองค์กรชุมชนต่าง ๆ ในการที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารงานที่เปึนเรื่องของราชการแผ่นดิน แต่ไม่ใช่เปึนหน้าที่ โดยตรง โดยแท้ของหน่วยงานภาครัฐ เพราะฉะนั้นข้อเสนอในการปฏิรูปและแนวทาง ในการดําเนินการจะมีด้วยกัน ๙ เรื่อง

เรื่องแรก คือการกําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน และต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ

เราจะให้ความสําคัญมาก ๆ ในเรื่องของเพาเวอร์พอย ต์ หน้า ๘ และหน้า ๙ ที่เมื่อกี้ได้กล่าวถึงแล้วคือในเรื่องของบทบาท อํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบของราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยง ในเรื่องของบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบของภาคส่วนอื่นของภาครัฐ รวมทั้ง ในเรื่องของภาคเอกชนที่มามีส่วนร่วมในการดําเนินการแทนรัฐ แล้วก็ตลอดจนหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของฐานราก ไม่ว่าจะเปึนชุมชนหรือภาคประชาสั งคมต่าง ๆ นะคะ เพราะฉะนั้นในหัวข้อย่อยทั้ง ๕ หัวข้อ เราเห็นว่าเปึนมาตรการที่สามารถดําเนินการได้ทันที โดยให้คณะรัฐมนตรีกําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่ทุกภาคทุกส่วนตามที่ได้เสนอแนะนั้น ควรจะต้องปรับลดราชการส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการที่ว่าสร้างความเข้มแข็งในส่วนของราชการส่วนภูมิภาคให้ชัดเจน อะไรที่ต้อง ถ่ายโอนไปสู่ภาคส่วนท้องถิ่นก็ควรจะต้องรีบดําเนินการทันทีเลยนะคะ ในขณะเดียวกัน เราควรจะต้องประเมินผลความคุ้มค่าแห่งผลสัมฤทธิ์ หรือความสําเร็จของการดําเนินงาน ของหน่วยงานส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคเปึนประจําทุกป้ โดยเฉพาะในเรื่องของศูนย์ ในเรื่องของภาค หรืองานวิชาการที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคนั้นควรจะต้องมีการประเมิน ผลสัมฤทธิ์ด้วย ส่วนมาตรการที่เราได้ดําเนินการทันทีนั้นเราเห็นว่าหน่วยงาน ที่ต้องรับผิดชอบคือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สํานักงาน ก.พ. และองค์กรกลาง ในการบริหารงานบุคคล และคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการได้ทันที แต่ในขณะเดียวกันมีหลายส่วนที่ต้องแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งปัจจุบันนี้พูดถึงแต่เฉพาะ ราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แต่ยังไม่ได้กล่าวถึง ในเรื่องของภาคส่วนอื่น ซึ่งเรื่องนี้เราควรจะไม่เพียงแต่ว่ากําหนดบทบาทหน้าที่ของราชการ แต่ละภาคส่วน แต่ควรจะต้องพูดถึงเรื่องของความสัมพันธ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกั บ แต่ละภาคส่วนด้วย ซึ่ง ก.พ.ร. หรือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการควรจะต้องเปึน หน่วยงานที่รับผิดชอบ และเราให้เวลา ๓ ป้ค่ะ

ประเด็นที่ ๒ คือการทบทวนและจําแนกบทบาทภารกิจภาครัฐ ลักษณะคล้าย ๆ กับเรื่องแรกนะคะ เราจะต้องทบทวนบทบาทภารกิจภาครัฐให้ชัดเจน โดยมุ่งดําเนินการเฉพาะภารกิจที่สําคัญตามยุทธศาสตร์ชาติ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

และตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ให้ความสําคัญกับการให้บริการสาธารณะ เปึนลําดับแรก ภารกิจที่ยังอยู่ในการดําเนินการของภาครัฐเอง และภารกิจที่ดําเนินการ ให้ภาคส่วนอื่นไปแล้ว สิ่งที่จะต้องควบคุมให้สําคัญมาก ๆ ก็คือเรื่องของคุณภาพ และมาตรฐานของบริการที่ส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เปึนภูมิภาค หน่วยงานท้องถิ่น และภาคส่วนอื่น ในเรื่องขององค์การมหาชนมีความจําเปึนในการจัดตั้งเพื่อรองรับงาน ที่จําเปึนเร่งด่วน งานที่ต้องการผู้มีความรู้ความสามารถเปึนการเฉพาะ แต่เมื่อหมดสิ้น ภารกิจแล้วต้องยุบเลิกทันที ในขณะเดียวกันการถ่ายโอนงานส่วนกลางไปให้ท้องถิ่น ชุมชน ภาคประชาชน แล้วก็องค์การมหาชน รวมทั้งองค์กรอื่นของรัฐ หรือแม้แต่ว่าการให้เอกชน มามีส่วนร่วมดําเนินการแทนนั้น ควรจะต้องรีบดําเนินการด่วนและยุติบทบาทที่ไม่จําเปึน เรื่องนี้ก็เห็นว่าควรจะดําเนินการได้ทันทีโดยมติคณะรัฐมนตรี แล้วก็หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เอกสารจะอยู่ในหน้า ๑๖ และหน้า ๑๗ นะคะ

ประเด็นที่ ๓ เปึนการออกแบบโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสมกับภารกิจต่าง ๆ ของภาครัฐให้มีลักษณะที่คล่องตัว พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงและยุบเลิกได้ ในกรณีที่หมดความจําเปึน ทั้งระบบงบประมาณ และการบริหารกําลังคน รวมทั้งการจัด ส่วนราชการประจําจังหวัดที่เปึนตัวแทนของกระทรวงอย่างแท้จริงในราชการส่วนภูมิภาค

เราเห็นว่าควรจะต้องจัดกลุ่มประเภทของภารกิจและหน่วยงานที่ต้องดําเนินการทันที กลุ่มที่ต้องดําเนินการที่ต้องแล้วเสร็จในระยะกลางคือ ๒ ป้ หรือ ๓ ป้ โดยมุ่งเน้น ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ และการไม่สามารถตอบสนองต่อประ ชาชนเปึนสําคัญ แล้วก็ในเรื่องของความคุ้มค่า คุ้มงบประมาณที่ต้องใช้จ่าย จะต้องมีการประเมินความคุ้มค่า แห่งผลสัมฤทธิ์ของงานเปึนประจําทุกป้เช่นกัน ในขณะเดียวกันต้องทบทวนบทบาทภารกิจ ของทุกกระทรวง ทบวง กรม เปึนสาระสําคัญในการแก้ไขพระราชบัญญัติและกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อ ง ซึ่งเรื่องนี้เราก็เห็นว่าควรจะให้เปึนมติคณะรัฐมนตรีดําเนินการได้ทันที โดย ก.พ.ร. ก.พ. สํานักงบประมาณ และอาจจะเปึนหน่วยงานกลางบริหารงานบุคคล บางส่วน สําหรับมาตรการระยะกลางสิ่งที่ต้องแก้ไขก็คือพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วก็ต้องดําเนินการภายใน ๓ ป้

ประเด็นที่ ๔ ก็คือการพัฒนากลไกหรือเครื่องมือในการสนับสนุน ให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างราชการทั้ง ๓ ส่วน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เราควรจะกําหนดรูปแบบและวิธีการทํางานทั้ง ๓ ภาคส่วน เน้นความร่วมมือการประสานสัมพันธ์ให้เกิดกา รบูรณาการในการปฏิบัติงานร่วมกัน ต้องการใช้แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่ผ่านกระบวนการร่วมคิด ร่วมทํา แล้วก็เมื่อกี้นี้มีท่านผู้อภิปรายได้กล่าวถึงในเรื่องของตั้งแต่ภาคชุมชน ภาคท้องถิ่นต่าง ๆ เราก็จะได้นําเสนอไว้ในที่นี้ด้วยว่าต้องมีการกําหนด ความรับผิดชอบ ที่ชัดเจน มีการใช้ทรัพยากรให้เปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และไม่ซ้ําซ้อน ในขณะเดียวกัน จะต้องมีข้อตกลงในเรื่องของความร่วมมือในการทํางาน แล้วก็มีการลงนามร่วมกัน อาจจะต้องมีสัญญาเกิดขึ้น แล้วก็ต้องมีตัวชี้วัดในการดําเนิน งานในลักษณะตัวชี้วัดร่วม เพื่อมีการตรวจสอบประเมินผลการดําเนินการด้วย ซึ่งมาตรการระยะสั้นนี่อยากจะให้มี การปรับปรุงพระราชกฤษฎีกา หรืออาจจะต้องยกร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบูรณาการ ความร่วมมือระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจนยิ่งกว่า ที่เปึนอยู่ที่มีพระราชกฤษฎีกาเรื่ องของการบูรณาการอยู่แล้ว เรื่องนี้ก็เสนอแนะ ให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัด

แบบบูรณาการ ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับปัจจุบันให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีระยะเวลาในการดําเนินการไม่เกิน ๑ ป้

ประเด็นที่ ๕ คือเรื่องของการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค เรื่องนี้เมื่อเรามอบอํานาจ แบ่งอํานาจจากส่วนกลาง ให้กํากับดูแลท้องถิ่น แล้วก็ในเรื่องของการบริหารทั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นความเข้มแข็ง ของจังหวัดจะต้องมีความสําคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตัดสินใจแก้ปัญหา และการสั่งการ เพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชน และความรวดเร็วในการ บริหารราชการของผู้ว่าราชการจังหวัด เราจะต้องออกแบบโครงสร้างการจัดส่วนราชการ ประจําจังหวัดให้เปึนตัวแทนของกระทรวงที่แท้จริงในราชการบริหารส่วนภูมิภาค ไม่ใช่ว่า ราชการบริหารส่วนภูมิภาคของ ๑ กระทรวง ยังมีหลาย ๆ หน่วยงานอยู่ในจังหวัดเดียวกัน ในเรื่องของการมอบอํานาจให้กับตําแหน่งรองลงไปของผู้ว่าราชการจังหวัดก็เปึน เรื่องที่มี ความสําคัญมาก เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถทํางานได้ทั้งหมดด้วยตัวท่านเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็จะต้องเร่งดําเนินการ รวมทั้งปรับบทบาทอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการจังหวัดให้เหมาะสมด้วย ในส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของการส่งเสริม ความเข้มแข็ง ไม่เพียงแต่แค่ผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้น แต่อําเภอ ในเรื่องของราชการ ส่วนภูมิภาคและท้องที่คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้านนี่เปึนเรื่องที่มีความสําคัญที่จะทําให้ทั้ง ๒ กลุ่มนี้ สามารถช่วยงานของอําเภอและตําบลได้ดียิ่งขึ้น

ประเด็นที่ ๖ คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งและเร่งรัดการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราจะเห็นได้ว่าเรื่องของการถ่ายโอนภารกิจที่เปึนของ ส่วนท้องถิ่น ณ ปัจจุบันนี้ยังมีปัญหา เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องปรับโครงสร้าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการกําหนดตําแหน่งและการบริหารงานให้เหมาะสมกว่านี้

จะต้องกําหนดภารกิจให้ชัดเจนว่าภารกิจใดควรเปึนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่เรามีหลาย ๆ ระดับอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้ทางด้านของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นก็เปึนส่วนหนึ่ง ในการที่จะแก้ไขปรับปรุงด้วย และที่สําคัญที่สุดคือการให้อํานาจในการตัดสินใจในกิจการ ของท้องถิ่นได้เองภายใต้เงื่อนไขของการเป่ดให้สมัชชาพลเมือง องค์กรชุมชน หรือภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาพื้นที่ให้มากขึ้น แล้วก็ต้องมีการปรับปรุง การบริหารงานบุคคลให้มีเอกภาพ เหมาะสม และมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น เรื่องนี้ก็เปึนมาตรการระยะยาวนิดหนึ่งควรจะต้องดําเนินการมากกว่า ๓ ป้ เพราะว่า เราจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วในเรื่องนี้ควรจะต้องมีการทํางานร่วมกัน ระหว่างคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น สํานักงบประมาณ และกระทรวงการคลังด้วย

ประเด็นที่ ๗ การจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์และเปัาหมายร่วมกัน เรื่องนี้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังได้กล่าวไปแล้ว ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ และเรื่องของการให้ความสําคัญ ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ตามแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ในขณะเดียวกันทุกส่วนราชการจะต้องกําหนดวงเงินงบประมาณที่จะดําเนินการในจังหวัด ตามภารกิจหลักและตามแผนพัฒนาจังหวัดเปึนรายจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เปึนมาตรการระยะกลางควรจะดําเนินการไม่เกิน ๓ ป้ โดยสํานักงบประมาณ และทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นที่ ๘ เราเสนอให้มีรัฐบาลระบบเป่ดซึ่งเปึนรัฐบาลที่เป่ดโอกาส ให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการภารกิจของรัฐเพื่อเปึนเครือข่าย หรือเปึนพันธมิตรในการทํางานร่วมกั น เราจะต้องเสนอให้มีกระบวนการและช่องทาง ที่จะสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้รับทราบและเข้าใจถึงสิ่งที่รัฐ กําลังดําเนินการหรือที่ดําเนินการไปแล้ว พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นตอบกลับตลอดเวลา มีการส่งเสริมความร่วมมือในรูปภาคีหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภำคเอกชนทุกด้าน

ในขณะเดียวกันเป่ดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคส่วนอื่นเข้ามาแข่งขันในการจัด บริการสาธารณะแทนรัฐในสิ่งที่รัฐควรจะต้องลดบทบาทลง และให้ภาคประชาสังคม หรือองค์กรชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณะที่จําเปึนและเพียง พอกับ ความต้องการของประชาชน เรื่องนี้สามารถดําเนินการได้ทันทีเพราะเหตุที่ว่า เรามีทั้งสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ สํานักงานพัฒนาธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์และทุกส่วนราชการที่ควรจะต้องมาบูรณาการร่วมกัน โดยเปึนมติคณะรัฐมนตรีค่ะ

ส่วนเรื่องสุดท้ายเปึนเรื่องของการปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ ให้มีมาตรฐานสามารถขจัดความเหลื่อมล้ํา มีเอกภาพในด้านค่าตอบแทนและมี ความเปึนกลางทางการเมือง เรื่องนี้เรามีข้อเสนอว่าที่สําคัญที่สุดคือเรื่องของเกณฑ์ หลักเกณฑ์ในการประเมินบุคคลในการบริหารงานบุคคลทุกอย่างจะต้อ งมีตัวชี้วัด อย่างเปึนรูปธรรม และต้องมองถึงเรื่องของผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของหน่วยงาน รวมทั้ง จะต้องแสดงเหตุผลถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนชั้น เลื่อนตําแหน่งของ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละตําแหน่งด้วย แล้วต้องใช้ระบบคุณธรรม ในการกลั่นกรองเสนอรายชื่อผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งในเรื่องของการปรับระบบข้อมูล หรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะอยู่ในข่ายได้รับการแต่งตั้ง รวมตลอดถึงข้าราชการ ทุกคนซึ่งควรจะมีสิทธิและมีโอกาสไม่ใช่เพียงแค่ว่าเสนอแต่ชื่อ แต่จะต้องมีเรื่องของประวัติ ของเขาและมีข้อมูลอย่างเพียงพอ ในเรื่องของการกําหนดมาตรฐานที่เปึนเอกภาพ ในด้านค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เงินเดือนของ องค์กรอิสระจะออกโดยพระราชกฤษฎีกากําหนดเงินเดือนที่จะออก ขึ้นเงินเดือนตัวเองไม่ได้

เพราะฉะนั้นในข้าราชการแต่ละประเภทนี่ก็ไม่ควรจะอยู่ในพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลของข้าราชการแต่ละประเภท แต่ควรจะมีองค์กรกลาง ในการที่จะมาดูแลในเรื่องของความเปึนเอกภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ําในส่วนเหล่านี้ด้วย แล้วก็สิ่งสําคัญประการสุดท้ายคือห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทุกระดับแทรกแซง การปฏิบัติราชการและการบริหารงานบุคคล แล้วจะต้องมีบทกําหนดลงโทษกรณีที่ ฝ์าฝ๋นด้วย ซึ่งเรื่องนี้เปึนมาตรการระยะกลาง ซึ่งเราอยากให้เสร็จภายใน ๓ ป้ โดยการแก้ไข ไม่เพียงแต่กฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนเท่านั้น แต่ควรจะแก้ไข พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการประเภท ต่าง ๆ รวมทั้งจะต้องมีร่างกฎหมายขึ้นมา ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรฐานค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เปึนกลาง อันนี้ก็เปึนหน้าที่ของ ก.พ. และองค์กรกลาง บริหารงานบุคคลของข้าราชการแต่ละประเภทที่จะต้องช่วยกันมาทํางานด้วยกัน

ผลลัพธ์ที่เราคาดว่าจะได้รับจากการปฏิรูปนี่จะมีทั้งหมด ๖ ประการ จะสอดรับกับปัญหาที่เรามีอยู่คือขนาดและความสัมพันธ์ระหว่างราชการทั้ง ๓ ส่วน จะเปึนไปในลักษณะที่มีการบูรณำการกันมากขึ้น มีการซ้ําซ้อนน้อยลง แล้วก็จะมี ความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้น ราชการบริหารส่วนกลางจะลดขนาดลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทําหน้าที่หลักคือการกําหนดและกํากับนโยบายให้เปึนไปตาม ยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะเดียวกันราชการบริหารส่วนภูมิภาค รวมทั้งการปกครองท้องที่ จะมีความเข้มแข็งขึ้น ตัวราชการส่วนภูมิภาคจะเปึนผู้กํากับและอํานวยความสะดวก ในระดับพื้นที่และดําเนินงานเฉพาะในส่วนที่ท้องถิ่นยังไม่พร้อมที่จะดําเนินการหรือท้องถิ่น อาจจะยังรับไม่ได้ ส่วนท้องถิ่นจะรับผิดชอบงานในระดับปฏิบัติการทั้งหมดที่มีความพร้อม ในการดําเนินการและให้บริการประชาชนที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันเราจะให้ความสําคัญ ในเรื่องของการจ้างเหมาบริการ รวมตลอดถึงการให้สัมปทานหรือการมีส่วนร่วมของ ภาคเอกชนซึ่งทําให้ราชการทุกระดับจะลดภารกิจในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้อํานาจรัฐบางส่วน ที่เอกชนสามารถดําเนินการแทนได้ ผลลัพธ์ข้อที่ ๕ ก็คือเรื่องของหน่วยงานที่มีภารกิจ ต้องอาศัยผู้มีความรู้ความสามารถเปึนพิเศษซึ่งต้องดําเนินการเร่งด่วนหรือดําเนินการ เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สําเร็จภายในเวลาอันจํากัด สามารถจัดตั้ง ได้รวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยุบเร็วด้วยเมื่อหมดภารกิจในการทํางาน ประการสุดท้ายก็คือ

เรื่องของการแต่งตั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้รับ ความเปึนธรรมและได้รับ การปกปัองคุ้มครองจากการแทรกแซงจากฝ์ายการเมือง แล้วก็จะได้รับความเปึนธรรม ในเรื่องของเงินเดือนและค่าตอบแทน เพราะฉะนั้นเราจะสามารถดึงดูดคนดีและคนเก่ง อยู่ในระบบราชการต่อไปได้

ตัวชี้วัดขอ งค วามสําเร็จ เรื่องของกล ไกและ กระบวนกำร ในเรื่องของประสิทธิภาพประสิทธิผล ท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านอุดมจะได้กล่าวถึง ต่อไปในเรื่องของรายละเอียด แต่ในสิ่งที่ตัวชี้วัดความสําเร็จของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ ที่เสนอก็คือเรื่องคะแนนความสามารถของระบบราชการที่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว คุ้มค่า ถูกต้อง และเปึนธรรม ซึ่งจะอยู่ในเปัาประสงค์สุดท้ายที่ได้นําเสนอ ไว้แล้วในหน้า ๘ แต่ว่าตัวชี้วัดต่าง ๆ จะมีข้อเสนอเพิ่มเติมในวาระถัดไป ฉะนั้น สิ่งที่เราต้อง การคือความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยสรุปสิ่งที่ต้องดําเนินการต่อไปก็คือ เรื่องของการนําเสนอมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับขอบเขตอํานาจหน้าที่ของทุกภาคส่วน เรื่องของการจําแนกบทบาทภารกิจหน่วยงานภาครัฐทุกประเภท แล้วก็เรื่องของรัฐบาล ระบบเป่ดที่ให้ประชาชนและภาคส่วนอื่น ๆ มีส่วนร่วมสามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย แล้วก็ การแก้ไขกฎหมายหรือยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยก็ควรจะมีไม่น้อยกว่า ๘ ฉบับ ที่ได้นําเสนอในที่นี้

ขออนุญาตสรุปให้ทราบถึงว่าภารกิจของคณะกรรมาธิการในส่วนที่เกี่ยวกับ การปรับโครงสร้างอํานาจราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึง เรื่องของการบริหารงานบุคคลภาครัฐด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ