สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๒ · ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘

อุดม ทุมโฆษิต หารือเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานภาครัฐ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณภาพควบคู่ไปกับประสิทธิภาพ และเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาที่มีหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การมอบหมายอำนาจ การจัดการโดยใช้หลักฐาน และการจัดการตามปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดการเสริมพลังเพื่อให้หน่วยงานที่มีผลงานดีจะได้รับผลตอบแทน และเสนอกลไกที่จะใช้ขับเคลื่อนกระบวนการยุทธศาสตร์ โดยเน้นย้ำถึง 6 กลไกที่สำคัญในการควบคุมดูแล และเสนอการสนับสนุนองค์กรภาครัฐ โดยมี 9 กลไกที่ควรพิจารณา รวมถึงการจัดเตรียมองค์กรเป้าหมาย การนำผู้นำองค์การ การใช้ระบบมาตรฐาน การวัดความสามารถ การปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง การเสริมพลัง การทีมที่ปรึกษา และการนำเทคนิคและระเบียบมาใช้

นายอุดม ทุมโฆษิต กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา แล้วก็ท่านสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่านนะครับ สําหรับวาระปฏิรูปที่ ๕ เรื่อง การเพิ่ม ประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงาน ภาครัฐ คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณา โดยร่วมประชุมหารือกันหลาย ๆ ครั้ง ในการพิจารณาดังกล่าวได้ออกไปสัมภาษณ์ข้อมูล กับส่วนราชการและนํามาระดมสมอง พร้อมกับได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารซึ่งเกิดจาก กระบวนการปฏิรูปราชการในต่างประเทศมาประกอบในการพิจารณาด้วย ผลการพิจารณา ดังกล่าวเรานําเสนอเปึนในรูปของรายงานซึ่งมี ความหนาประมาณ ๔๐ หน้า ดังที่ปรากฏ ที่ท่านทั้งหลายได้รับทราบอยู่แล้ว แต่เนื่องจากว่าเอกสารรายงานดังกล่าวมีความยาว พอสมควร เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าจะขออนุญาตนําเสนอในสาระสําคัญโดยสั้น ๆ ย่อ ๆ ไม่ทําให้ท่านเสียเวลามากนักดังต่อไปนี้ครับ ที่จริงเมื่อเราพูดถึงเรื่องประ สิทธิภาพ เรามักจะสะท้อนความหมายกว้าง ๆ ว่าคือความคุ้มค่า และเมื่อเราพูดถึงความคุ้มค่า เรามักจะทําให้การตัดสินใจเราเอียงไปเชิงปริมาณมากเกินไป เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึงคําว่า คุณภาพควบคู่ไปด้วย ซึ่งคําว่าคุณภาพเราหมายถึงคุณค่า จะทําให้ผลงานที่เราพิจารณานั้น มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราเอ่ยถึงคําว่าประสิทธิภาพ

และคุณภาพเรามักจะมุ่งไปที่ผลลัพธ์เปึนสําคัญ เพราะฉะนั้นแนวความคิดหลักของ คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้จะมุ่งไปที่การก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์หรือผลลัพธ์ในกำรบริหาร ราชการแผ่นดินเปึนสําคัญ ทีนี้เพื่อให้เห็นภาพดังกล่าวในการนําเสนอเราจะนําเสนอไล่หัวข้อ เปึน ๖ หัวข้อโดยย่นย่อ บางหัวข้อผมก็จะสรุปสั้น ๆ เพราะว่าผมมีความเห็นว่าหลาย ๆ ท่าน ตั้งแต่การปฏิรูปวาระที่ ๓ และวาระที่ ๔ ที่ผ่านมานั้นได้พูดไปบ้างพอสมควรแล้ว สําหรับหัวข้อที่ ๑ ที่คิดว่าควรจะนําเสนอก็คือประเด็นปัญหาของระบบราชการไทย อันที่ ๒ สาเหตุแห่งความไร้ประสิทธิภาพในระบบราชการไทย อันที่ ๓ หลักการปฏิรูป ซึ่งเราจะนํามาใช้ในครั้งนี้ว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไรบ้าง อันที่ ๔ วิธีการหลักในการปฏิรูป เราจะยึดหลักการและวิธีการอย่างไร อันที่ ๕ องค์การและกระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูป ที่นําเสนอในนี้เราจะขับเคลื่อนอย่างไร มีองค์การอะไรรองรับบ้าง และอันที่ ๖ เราควรจะมี กฎหมายอะไรเพื่อประกอบการทํางานบ้าง เราจะเสนอใน ๕-๖ เรื่องดังกล่าวมาข้างต้น

ทีนี้สําหรับประเด็นเรื่องปัญหาของระบบราชการไท ย ผมคิดว่าเราพูดมา พอสมควร แต่ว่าในคณะอนุกรรมาธิการของเราเรามองปัญหา

เราคิดถึงปัญหาโดยเน้นที่ผล การมองปัญหาโดยเน้นที่ผลข้อสรุปก็คือว่าความสามารถ ในการแข่งขันก็ดี ความสามารถในการให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึงแล้วมีคุณภาพก็ดี หรือธรรมาภิบาลของรัฐก็ดี มันยังมีความอ่อนแอ มีความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น เราสรุปโดยภาพรวมว่าผลสัมฤทธิ์ขอ งรัฐไทยนี้ยังค่อนข้างที่จะต่ํา ไม่เปึนที่พอใจ จําเปึนจะต้องปรับปรุงเพิ่ มเติมและแก้ไขต่อไป ซึ่งในประเด็นรายละเอียดดังกล่าวนี้ เราได้เสนอไปแล้วเมื่อคราวก่อน ฉะนั้นผมขออนุญาตไม่พูดถึงรายละเอียดนะครับ

สําหรับสาเหตุแห่งปัญหาความไร้ประสิทธิภาพเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ผมใคร่กราบเรียนอย่างนี้นะครับ ที่จริงระบบราชการไทยที่ถูกสร้างไว้ ในปัจจุบันนี้ เราสร้างขึ้นมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงจัดตั้งขึ้นมา ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกันในโครงสร้างหลัก ๆ ที่เปึนอยู่ปัจจุบันนี้ การพยายามที่จะปฏิรูปต่อมานี้เปึนเพียงเข้าไปแตะ ๆ ในลักษณะ การปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม การปฏิรูปครั้งสําคัญไม่เคยเกิดขึ้นมาเลย ฉะนั้น ๑๕๐ ป้ที่ผ่านมา โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปมากก็เปึนเรื่องธรรมดาที่ระบบราชการ แบบดั้งเดิม ในภาษาทางวิชาการเราเรียกว่าเปึนรูปแบบเชิงอุดมคติของแมกซ์ เวเบอร์ นี่เปึนรูปแบบที่ไม่ทันสมัยแล้วนะครับ ทีนี้สาเหตุที่ไม่ทันสมัยมันมาจากอะไร เช่นเปึนรูปแบบ ที่เน้นระเบียบ กฎเกณฑ์ และเน้นการใช้อํานาจในการที่จะดําเนินธุรกิจเปึนกิจวัตรประจําวัน แต่รูปแบบสมัยใหม่นี้เปึนรูปแบบที่เน้นเรื่องผลลัพธ์ ให้ความสําคัญเรื่องผลลัพธ์ เปึนรูปแบบ ที่เน้นเรื่องการกระจายอํานาจ รูปแบบที่เน้นเรื่องแนวความคิดในการจูงใจโดยบิล ด์ อิน (Build-in) ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์มากกว่าที่จะใช้การจูงใจแบบควบคุมบังคับโดยใช้อํานาจ ในแนวคิดดังกล่าวนี้เปึนแนวคิดที่หลายประเทศเขาใช้ปรับปรุงระบบราชการเขา แล้วเขาประสบความสําเร็จ ซึ่งผมยกตัวอย่างเช่นในป้ ๑๙๙๓ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในสมัยประธานาธิบดีคลินตันได้มีการทบทวนรีวิว (Review) ระบบราชการของประเทศ ครั้งใหญ่ทั้งหมดนะครับ แล้วตกลงใจว่าจะนํารูปแบบนี้ที่กล่าวถึง ที่จะนําเสนอต่อไป มาใช้ปรับปรุงประเทศ แล้วประสบความสําเร็จมากครับ เมื่อประสบความสําเร็จมาก ในป้ ๑๙๙๕ ประเทศสิงคโปร์เอาวิธีการเดียวกันนี้มาใช้ปฏิรูปประเทศของตัวเองนะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่าทํานองเดียวกัน ประเทศสิงคโปร์ประสบความสําเร็จนะครับ ประเทศ ที่เปึนตัวอย่างอีกประเทศหนึ่งคือประเทศเกาหลี ในป้ ๒๐๐๕ ประเทศเกาหลีปฏิรูป

ระบบราชการโดยใช้วิธีเดียวกันคือเอาตัวผลลัพธ์เปึนตัวตั้ง กระบวนการอื่น ๆ เปึนตัวรอง เปึนตัวตามหมดเลย ก็ประสบความสําเร็จเช่นกันนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่า ถ้าเรานํารูปแบบนี้มาใช้กับประเทศไทยจะประสบความสําเร็จหรือไม่ นี่คือโจทย์ใ หญ่ ที่คณะอนุกรรมาธิการในชุดที่กระผมดําเนินการอยู่นั้นได้พยายามศึกษาแล้วก็ทบทวนมาก เพราะเราคิดว่านี่คือคําตอบ ถ้าหากว่าเราสามารถปฏิรูประบบราชการให้เกิดประสิทธิภาพ และมีคุณภาพได้นี่ ประชาชนจะได้รับอานิสงส์จากบริการที่ดีขึ้น ประเทศจะได้รับอานิสงส์ จากความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น รวมทั้งจะได้รับอานิสงส์ในการแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ของประเทศในด้านต่าง ๆ ให้มีผลสัมฤทธิ์มากขึ้น

เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ํา ปัญหาความยากจน ประเด็นปัญหาเหล่านี้มีความเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงกับการบริหารกิจการของรัฐทั้งสิ้น

ทีนี้ในหลักการปฏิรูปตามแนวคิดดังกล่าว เราได้ศึกษาทบทวนแล้วก็พยายาม ที่จะสรุปให้เข้าใจง่าย เพราะว่าการปฏิรูปเรื่องประสิทธิภาพและเรื่องคุณภาพ นี่ เข้าใจยากมาก ๆ มันเปึนประเด็นที่พัวพันกับเรื่องทั้งหลายทั้งปวงมากมาย จึงพยายาม จะสรุปให้เข้าใจง่าย แล้วก็คิดว่าถ้าหากว่าเข้าใจง่ายการปฏิรูปก็จะตรงจุด ตรงเปัามากยิ่งขึ้น ข้อสรุปจากการศึกษาเรากราบเรียนอย่างนี้ครับ ๑. ธงของการปฏิรูปนี่เราเน้นเพื่อการเพิ่ม ประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งรัฐ คํานิยามง่าย ๆ ที่พอจะกล่าวให้เข้าใจถึงเรื่องประสิทธิภาพ และคุณภาพ ก็คือว่าประสิทธิภาพเราหมายถึงความคุ้มค่า คุณภาพเราหมายถึงคุณค่า ซึ่งจะขยายความ มันมีเอกสารที่จะขยายความไปสู่ตัวชี้วัดได้มากมาย อันนี้คือธง ทีนี้วิธีการ ที่จะไปให้ถึงเปัาหมายหรือถึงธงดังกล่าวนี่เราต้องผ่านวิธีการหรือหลักการ ๔ อย่าง เปึนอย่างน้อย ประเด็นที่ ๑ ต้องมองเปัาที่เปึนหน่วยในการวิเคราะห์หรือหน่วยที่จะต้อง กระทําการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและคุณภาพ นั่นคือองค์กรของรัฐ ซึ่งขณะนี้ เรามีอยู่ประมาณ ๕๗,๐๐๐ หน่วยครอบคลุมทั้งหมด ครอบคลุมกรม กอง ครอบคลุม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครอบคลุมตํารวจ ครอบคลุมองค์กรศาลและกระบวนการ ยุติธรรม ครอบคลุมทั้งหมด ๕๗,๐๐๐ กว่าหน่วย ๕๗,๐๐๐ กว่าหน่วยนี้สามารถได้รับ การยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพให้สูงขึ้นโดยเอาผลลัพธ์เปึนสําคัญ ก็เชื่อว่า ประสิทธิภาพและคุณภาพของรัฐจะดีขึ้น นี่คือประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ในการที่จะ ยกประสิทธิภาพและคุณภาพหน่วยงานของรัฐดังกล่าว มันต้องอาศัยกระบวนการ อันมากมายต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการอันมากมายต่อเนื่องดังกล่าวนั้นจะต้องมีระบบ ดําเนินการที่ดีรองรับเปึนความจําเปึนอย่างยิ่ง ระบบดําเนินการที่ดีรองรับดังกล่าวนั้น จะต้องถูกควบคุมโดยมาตรการที่เราเรียกว่ามาตรฐานแห่งรัฐ ซึ่งพอดีในรัฐธรรมนูญของเรา ได้เขียนไว้ในรายมาตรา ที่บอกว่าประเทศไทย จะต้องบริหารอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งในมาตรฐานแห่งรัฐที่เราจะพูดถึงนี่จะต้องมีความชัดเจนเพียงพอที่จะใช้ดําเนินการได้ ในระดับใหญ่ ในระดับรัฐเรากําหนดไว้ว่าควรจะมี ๓ มาตรฐานด้วยกันกว้าง ๆ มาตรฐาน ที่เราถือว่าเปึนจุด สําคัญที่สุดเราเรียกว่าฟันดาเมนทอ ล สแตนดาร์ด (Fundamental standard) หรือมาตรฐานมูลฐาน ซึ่งขณะนี้ ก.พ.ร. ก็พยายามทํามาตรฐานนี้ แต่ว่าทํา

ยังไม่เข้มแข็งชัดเจนพอ ฟันดาเมนทอล สแตนดาร์ด ถือว่าเปึนมาตรฐานมูลฐานที่องค์กร ของรัฐทุกหน่วยต้องบรรลุให้ได้ นั่นหมายความว่าความคุ้มค่าและคุณค่าในผลสัมฤทธิ์ของเขา รัฐยอมรับได้ นี่คือส่วนที่ ๑ มาตรฐานอันที่ ๒ ที่จําเปึนที่จะต้องมีก็คือมาตรฐาน เพื่อการปรับปรุง เราเรียกว่าบีโลว์ ฟันดาเมนทอล สแตนดาร์ด (Below fundamental standard) มาตรฐานเพื่อการปรับปรุงเปึนมาตรฐานที่ได้พิจารณาเห็นว่า ๑. ไม่มีความคุ้มค่า ๒. ขาดคุณค่า เช่น บริการไม่ทั่วถึง บริการไม่ครอบคลุม บริการแบบเลือกที่รักมักที่ชัง อย่างนี้เปึนต้น ซึ่งในรายละเอียดของแต่ละองค์กรต้องกําหนดจะต้องดูกันต่อไป มาตรฐานเหล่านี้ต้องได้รับการปรับปรุง ถ้าปรับปรุงไม่ได้ก็ต้องมีเงื่อนไข เช่น การไพรเวไทซ์ (Privatize) หรือการแปรรูปไป

หรือการต้องทําที่เราเรียกว่ารีเอ นจิเนียริง (Reengineering) หรือยกเครื่อง หรือปรับปรุง แบบถอนรากถอนโคน รวมทั้งเลิกไปเลย ไม่จําเปึนต้องมีอีกต่อไปเพราะว่าไม่มีภารกิจ ที่จะต้องทํา ที่จริงในเรื่องนี้เราได้วิเคราะห์ลึกไปพอสมควร กรม แล้วก็หน่วยงานที่มีอยู่ จํานวนไม่น้อยที่ภารกิจมันหมดไปตั้งนานแล้วแต่ว่ายังอยู่ มีจํานวนไม่น้อย เลยครับ เพราะฉะนั้นเงื่อนไขตัวนี้จะเปึนเงื่อนไขที่จะต้องพิจารณารายละเอียดแล้วก็กําหนดขึ้นมา มาตรฐานที่ ๓ คือมาตรฐานเพื่อความเปึนเลิศ ภายใต้แนวคิดของเราที่มองว่าประเทศ ในโลกสมัยใหม่มีความจําเปึนต้องแข่งขัน หลาย ๆ ท่านบอกว่าต้องแบ่งปัน แบ่งปันก็ต้องแบ่งปันในส่ วนแบ่งปัน แต่ส่วนแข่งขันก็ต้องส่วนแข่งขัน ผมยกตัวอย่าง เช่น อย่างกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้ามีความเปึนเลิศมันจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนหรือองค์กรที่เขาจะไปแข่งขันทํางานได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นองค์กรของรัฐบางประเภทจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขความเปึนเลิศถ้าเปึนไปได้ จากมาตรฐาน ๓ อย่างนี้ถ้าเราทําให้ชัดเจนแล้วก็ทําให้สอดคล้องกับความเปึนจริง ในการปฏิบัติเราก้าวมาสู่หลักการที่ ๓ หลักการที่ ๓ คือต้องทบทวนการดําเนินงาน ขององค์กรภาครัฐใหม่ทั้งหมดเลย ด้วยเหตุผล ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ ก็คือทบทวนเพื่อจะนํา องค์กรนั้นเข้าไปสู่มาตรฐานทั้ง ๓ มาตรฐานดังกล่าวเพื่อจะดําเนินการต่อไปหรือการทบทวน ดังกล่าวถ้าหากว่าองค์กรใดไม่มีภาระที่จะดําเนินการต่อไปแล้วหรือไม่จําเปึนแล้ว อันนี้อาจจะยกเลิกได้เลย ซึ่งวิธีการยกเลิกอาจจะใช้เออร์ลี (Early) หรือใช้อะไรก็สุดแท้แต่ มีทั้งมาตรการนุ่มนวลและมาตรการเข้มแข็งประกอบกันไป นี่คือกระบวนการที่ ๓ แล้วก็ถ้าผ่านกระบวนการที่ ๓ ก็เข้าสู่กระบวนการที่ ๔ กระบวนการที่ ๔ คือ กระบวนการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและคุณภาพ อันนี้ต้องมียุทธศาสตร์รองรับ กระบวนการนี้เปึนกระบวนการของชาติ เพราะฉะนั้นต้องมียุทธศาสตร์ชาติรองรับในเรื่องนี้ แล้วก็เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งรัฐก็ควรจะเปึนส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ เพราะฉะนั้นโดยหลักการปฏิรูป ๔ หลักนี้เราขาดอันหนึ่งอันใดไม่ได้จะต้องดําเนินการ ต่อเนื่องนะครับ

ทีนี้วิธีการซึ่งเราเขียนรายละเอียดไว้เยอะในเอกสารรายงาน แต่ผม อยากจะสรุปเปึนหลักไว้ ๔ วิธีการหลักแค่นั้นนะครับ วิธีการอันที่ ๑ คือกระบวนการ ขับเคลื่อนเพื่อยกระดับมาตรฐานองค์กรให้สูงขึ้นต้องทําเปึนแผนสัญญา คือแผนสัญญา

ดังกล่าวนี้กระทําขึ้นโดยรัฐบาลกับหน่วยปฏิบัติ โดยให้ระดับกระทรวงเปึนคู่สัญญา ในนามรัฐบาลแล้วก็หน่วยงานระดับกรม ตลอดจนหน่วยปฏิบัติอื่น ๆ เปึนหน่วยผู้รับสัญญา กราบเรียนว่าการนําเทคนิคหรือนําวิธีการแบบคอนแทรกชวล แพลน (Contractual plan) มาใช้เพื่อจะทดแทนการบริหารงานแบบกิจวัตรที่เคยมีอยู่ รูปแบบนี้ขณะนี้ประเทศมาเลเซีย ก็ใช้อยู่ ประเทศสิงคโปร์ใช้ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ ประเทศเกาหลีใช้ ประเทศญี่ปุ์นก็ใช้ ส่วนประเทศอื่น ๆ เราได้ศึกษาไปไม่ถึง ลักษณะของรูปแบบดังกล่าวก็คือว่าองค์การ ผู้รับสัญญาและรัฐผู้จะต้องการสัญญานี้ต้องการให้องค์การนั้นไปทิศทางไหน แล้วองค์การนั้น จะรับได้หรือไม่ อย่างไร จะต้องทําเปึนแผนคู่กันไปแบบสัญญา แล้วต้องทําให้บรรลุผล ตามสัญญา ปัญหาใดที่เปึนอุปสรรคอันเกิดขึ้นจากระเบียบราชการหรือระเบียบ บริหารราชการแผ่นดินที่สามารถจะระงับยกเว้นได้ อันเนื่องจากว่าเปึน อุปสรรคสําคัญ ที่จะทําให้องค์การนั้นด้อยประสิทธิภาพ

องค์การนั้นสามารถจะหยิบยกขึ้นมาเจรจาเพื่อขอระงับชั่วคราว หรืองดเว้นชั่วคราว สามารถทําได้ อันที่ ๒ เป่ดโอกาสให้แต่ละหน่วยงานเสนอวิธีการแก้ปัญหาของตนเอง โดยมีตัวชี้วัดระบบการวัดที่เปึนรูปธรรมเชื่อถือได้และสอดคล้องกับเหตุแห่งปัญหาของตน เปึนรายหน่วยงาน ฟังดูแล้วเปึนเรื่องจู้จี้จุกจิกนิดหน่อย เพราะถ้าทําเปึนรายหน่วยงาน แต่กระบวนการนี้เปึนกระบวนการที่เกิดขึ้น ๒ ฝ์าย แล้วฝากฝ์ายปฏิบัติกับฝ์าย ผู้อยากจะได้ผลปฏิบัติคือฝ์ายรัฐ กระบวนการที่อนุญาตให้หน่วยปฏิบัติเสนอวิธีการแก้ปัญหา ด้วยตัวเองได้ ที่จริงรากฐานของวิธีการนี้เปึนเรื่องของเดเลเกชัน เบส (Delegation based) เปึนเรื่องของการมอบหมายอํานาจ เปึนเรื่องของการกระจายอํานาจ สําหรับกระบวนการ ชี้วัดและการวัดที่ชัดเจนนี่ ที่จริงหลักการนี้เปึนการจัดการแบบเน้นเอ ฟวิเดนซ์ เบส (Evidence based) คือเน้นหลักฐาน แทนที่การใช้นอร์มาทีฟ เบส (Normative based) คือใช้บรรทัดฐานหรือความรู้สึกในการทํางานเปึนเกณฑ์ เราต้องการเอาเหลักการนี้มาแทนที่ หลักการที่เราบอกว่าทํางานไปเท่าไร แล้วก็ไม่มีการวัดผล หรือจะวัดผลก็วัดด้วยความรู้สึก หรือบรรทัดฐานเปึนหลัก ส่วนเรื่องความสอดคล้องกับเหตุแห่งปัญหาของแต่ละหน่วยงานนั้น นี่คือพรอบเบลม เบส (Problem based) เพราะฉะนั้นหลักการที่ ๒ ข้อ ๒ ดังกล่าวนี่ เราเอาหลักการจัดการ ๓ หลักการนี่มาใส่บรรจุในมาตรการนี้ สําหรับมาตรการที่ ๓ เราเรียกว่าเปึนมาตรการเสริมพลัง ภาษาอังกฤษเราใช้คําว่ารีอินฟอ ร์ซเมนต์ (Reinforcement) มาตรการเสริมพลังก็คือมาตรการให้การสร้างเงื่อนไข การให้คุณให้โทษ การให้ผลตอบแทนอันเนื่องจากการทํางานที่เข้มแข็ง ที่ชัดเจน หน่วยงานที่ทํางานได้ดี ก็ควรจะได้รับคํามั่นสัญญาว่าจะได้รับผลที่ดี หน่วยงานใดมีผลงานไม่ดีเขาจะต้องรู้ล่วงหน้า ว่าเขาจะได้รับผลตอบแทนไม่ดี หน่วยงานใดเมื่อหมดภารกิจก็ควรที่จะจบเทอร์มิเน ต (Terminate) หน่วยงานนั้น แต่ตัวสมาชิกผู้ทําความดีในหน่วยงานก็จะได้รับผลตอบแทน แห่งความดี เพราะฉะนั้นผลการกระทําของสมาชิกหรือสมาชิกในองค์การที่ดีกับการสิ้นสุด ของหน่วยงานไม่สัมพันธ์กัน มันอาจจะแยกกันได้ในบางเรื่องใน บางกรณี แล้วอันที่ ๔ จําเปึนต้องมีกลไกขับเคลื่อน ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือกลไกการกํากับ เครื่องมือ ในการกํากับดังกล่าวนี่ฝ์ายภาครัฐเปึนผู้ถือ เพื่อจะกํากับในหน่วยปฏิบัติให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ตรงนี้ นี่คือกลไกส่วนที่ ๑ กลไกส่วนที่ ๒ คือกลไกสนับสนุนให้หน่วยปฏิบัติ ซึ่งเปึนการเพิ่ม ความสามารถ เพิ่มความมั่นใจ เพิ่มแรงจูงใจให้หน่วยปฏิบัตินี่ได้มีพลัง มีกําลังใจ

ในการปฏิบัติให้เต็มที่ กลไก ๒ ส่วนนี้เปึนกลไกที่เราจะใช้เปึนเครื่องมือขับเคลื่อน กระบวนการยุทธศาสตร์ของเราให้เคลื่อนไปข้า งหน้า กลไกทั้ง ๒ กลุ่มดังกล่าวนี่ ผมได้นําเสนอไว้ในภาพที่นําเสนอในแผนภาพดังกล่าว ซึ่งตรงนี้ก็จะมีรายละเอียด อยู่ในเอกสารรายงาน หน้า ๑๗ ถึงหน้า ๒๘ ของรายงานจะมีรายละเอียดอธิบายไว้

หลักการสําคัญคร่าว ๆ ในบรรดากลไกนี้เราได้คัดมาเฉพาะที่เราเห็นว่า เปึนคีย์ ซักเซส แฟกเตอร์ (Key success factor) ที่จําเปึนจะต้องมี ถ้ามารวมกลุ่มกันไว้ จะเห็นว่าสําหรับกลไกในการกํากับดูแลนี่ ๑. นโยบายที่เข้มแข็งจําเปึนต้องมี ๒. ระบบสารสนเทศการจัดการแบบออนไลน์ เราเรียกว่าออนไลน์ เอ็มไอเอส (Online MIS) จําเปึนจะต้องมี อันที่ ๓ การรณรงค์เผยแพร่เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างกว้างขวางนี่ มีอย่างกรณีในประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียเดือนแห่งคุณภาพ เขามีเดือนแห่งคุณภาพ

และประการที่ ๔ กองทุนในเรื่องนี้ก็จําเปึนที่จะต้องมีเหมือนกัน เพราะว่าการปรับ การบริหารเพื่อให้เกิดความคล่องตัวรวดเร็ว การบริหารแบบกองทุนนี่มันเอฟเฟกทีฟ (Effective) อันที่ ๕ กลไกเรื่องแผนสัญญา อันที่ ๖ กลไกการกํากับดูแล

สําหรับกลไกด้านการสนับสนุนเรามีอยู่ ๙ กลไกที่สมควรจะพิจารณา กลไกที่ ๑ คือการจัดเตรียมองค์กรเปัาหมาย อย่างที่ได้กราบเรียนมาแล้วองค์กรเปัาหมาย จะต้องถูกทบทวน และถูกประเมิน แล้วก็จัดลงสู่มาตรฐานต่าง ๆ พร้อมกับองค์กรเปัาหมายนั้น ต้องรู้ตัวเองว่าตัวเองมีจุดบกพร่อ ง จุดแข็ง จุดอ่อนอย่างไร อันนี้คือการเตรียม องค์กรเปัาหมาย ๒. การนําหรือผู้นําองค์การเพื่อการเปลี่ยนแปลง องค์กรภาครัฐของเรา ที่อ่อนแอทุกวันนี้มีงานวิจัย หลายชิ้น สรุปความว่าภาวะผู้นําในองค์กรอ่อนแอ เรามักจะมี ผู้นําที่เน้นระเบียบ แบบแผน กฎเกณฑ์ และทํางานเปึนกิจวัตร แต่ขาดผู้นําเชิงกลยุทธ์ที่ดี ซึ่งในอนาคตถ้าเปึนไปได้องค์กรภาครัฐน่าจะสร้างผู้นําเชิงกลยุทธ์ที่เข้มแข็งขึ้นมารองรับ ในเรื่องนี้ด้วย อันนี้เราถือว่าเปึนกลไกอันหนึ่งที่จําเปึน ๓. ระบบมาตรฐานที่ใช้เพื่อเทียบเคียง หรือเปึนตัวเบนช์มาร์ก (Benchmark) จําเปึนจะต้องมีและชัดเจนพอสมควร อันที่ ๔ ระบบ การวัดความสามารถที่ถูกต้อง เที่ยงธรรม แล้วก็เที่ยงตรง อันที่ ๕ กระบวนการ ปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่องขององค์กรเปัาหมาย ซึ่งกลไกที่ ๕ นี้จะต้องสร้างแรงจูงใจ ให้มากเพียงพอที่จะทําให้องค์กำรนั้นมีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเองไปสู่ องค์การ ที่มีประสิทธิภาพ เพราะโดยทฤษฎีสมัยใหม่เราเชื่อว่าแรงบังคับจากภายนอกมันจะเกิด การขับเคลื่อนเฉพาะเมื่อเราบังคับ แต่การขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและโดยอัตโนมัติ เพื่อไปสู่เปัาหมายของตัวเองให้มีผลสัมฤทธิ์สูงนั้นต้องเกิดจากแรงจูงใจภายในของสมาชิก ในองค์กรและองค์กรเหล่านั้น เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนปรับปรุงตัวเองไปสู่เปัาหมาย จําเปึนต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนภายในขององค์กรนั้นด้วย อันที่ ๖ การเสริมพลัง หรือการรีเอนฟอร์ซเมนต์ ดังได้กล่าวแล้วจะต้องชัดเจนตั้งแต่ต้น มือ อันที่ ๗ ทีมที่ปรึกษา หรือหมอองค์การ แน่นอ นในช่วงที่มีการปรับปรุงนั้นบางทีเทคนิคอล อิสชู (Technical issue) คือตัวที่เปึนหลักการ เปึนหลักวิชา เทคนิค ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็มีความสําคัญที่ควรจะนําไปใช้เช่นเดียวกัน แต่หน่วยงานที่อยู่ในกระบวนการนี้อาจจะมี ถ้าหากว่าไปศึกษาเอง ค้นคว้าเอง ค่อย ๆ คลําไปจะช้าเกินไป เพราะฉะนั้นคณะที่ปรึกษา หรือที่เราเรียกว่าหมอองค์การถ้าเราแอพไพล (Apply) เข้าไป เราจัดเตรียมให้พร้อม

แล้วแอพไพลเข้าไปให้พอเหมาะถูกกับงานก็จะทําให้งานพัฒนาเร็วขึ้น แล้วอันที่ ๘ ทีมประเมิน แอสเซสเซอร์ (Assessor) หรือทีมประเมินที่ถูกต้อง เที่ยงตรง จําเปึน เพื่อให้ทราบว่าผลสําเร็จหรือผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน และถ้าไม่สัมฤทธิ์เกิดจาก เหตุอะไร ก็จําเปึนจะต้องมี และประการที่ ๙ จําเปึนจะต้องส่งเสริม สนับสนุน ให้แต่ละองค์กรพัฒนานวัตกรรมของตัวเองขึ้นมา อันนี้จําเปึน หน่วยงานที่ ประสบความสําเร็จในการขับเคลื่อนได รเวอร์ (Driver) ตัวที่สําคัญที่สุดก็คือนวัตกรรม แล้วนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากเบื้องบนทอป ดาวน์ลงมานี่องค์กรมักรับไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้น นวัตกรรมต้องเกิดขึ้นจาก ทั้งบนแล้วก็ทั้งล่างควบคู่กันไปแล้วต้องแมทชิง (Matching) กันพอดีจึงจะสามารถขับเคลื่อนได้ดี

เพราะฉะนั้นการสร้างนวัตกรรมระดับองค์กรหรือกระตุ้นในระดับองค์กร เห็นความจําเปึนต้องใช้นวัตกรรมจึงเปึนเรื่องสําคัญเช่นเดียวกัน เราจึงใส่องค์ประกอบเหล่านี้ ไว้ในเนื้อหา ในประเด็นต่าง ๆ ที่ควรจะคิดควรจะทําต่อไป

จากเนื้อหาของงานดังที่กราบเรียนแล้วข้างต้นก็จําเปึนจะต้องมีแกนกลาง ซึ่งเปึนองค์กรและกระบวนการขับเคลื่อนที่ดีรองรับ จากผลการศึกษาของ คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าอย่างน้อยจะต้องมีกลไกที่ดี ๒ กลไก คือกลไกที่ ๑ ก็ให้มีคณะกรรมการทบทวนและประเมินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพแห่งรัฐ ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน คณะกรรมการนี้ต้องเปึนศูนย์กลางในการขับเคลื่อน เนื่องจากในการขับเคลื่อนนั้นมีภารกิจต้องทําเยอะแยะ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการ ดังกล่าวนี้อาจจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาตามความเหมาะสม ก่ภารกิจ อันที่ ๒ ในกระบวนการขับเคลื่อนจะต้องมีโครงสร้างเชิงกระบวนการที่จะทําให้การขับเคลื่อนนั้น มีเอกภาพซึ่งเราได้นําเสนอไว้ในภาพหน้าถัดไป ในภาพดังกล่าวจะเห็นว่าทางซ้ายมือนั้น เปึนความต้องการเชิงยุทธศาสตร์ ส่วนทางด้านขวามือเปึนเพอร์ฟอร์แมน (Performance) คือเปึนผลการดําเนินงาน ๒ อันนี้จะต้องดูเทียบเคียงตลอดต้องคู่ขนานไปแล้วก็เทียบเคียงกัน ตลอดเวลาเลย ในส่วนบนเราเรียกว่าระดับบริหารยุทธศาสตร์คือระดับตั้งแต่กระทรวง ขึ้นไปนี่ระดับบริหารยุทธศาสตร์ ส่วนระดับล่างเปึนระดับปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ แล้วก็ถ่ายทอดลงมาตามลําดับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า หน่วยปฏิบัติตามนํายุทธศาสตร์ ตั้งแต่ระดับกรมลงไป จนกระทั่งถึงหน่วยที่ปฏิบัติเปึนอิสระ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้แต่ตํารวจหรือศาลก็ควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้คือถือว่าเปึนหน่วยระดับปฏิบัติ ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์นี้ แน่นอนกระบวนการปฏิบัติเหล่า นี้จะต้องถูกประเมิน ประเมินตามความเหมาะสม

อันสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนนําเสนอ คณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษา กฎหมายมาแล้วประมาณ ๓๐ กว่าฉบับเป่ดเข้าไปทบทวนช่วยกันดู แล้วก็มีผลสรุปตรงกัน แต่ว่ายังไม่สามารถยกร่างขึ้นมาเปึนกฎหมายได้ เพราะเวลาเราหมดแล้วก็เลยทิ้งไว้แค่นี้ ในกฎหมายในรายงานจะเสนอสาระว่าเนื้อหากฎหมายหลักอันที่ ๑ คือพระราชบัญญัติ การพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพแห่ง ชาติควรจะมีประเด็นอะไรบ้างที่ควรบัญญัติ ไว้ในข้อกฎหมาย เราเขียนเปึนหลักการไว้แล้วเพิ่มในอันนั้น มีเปัาหมายอย่างไร มีหลักการ

อะไรบ้าง ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่เราศึกษามา ๓๐ กว่าฉบับก็เห็ นว่า ๑๗ ฉบับ ควรจะปรับปรุงแก้ไขแล้วก็ได้แนะนําไว้แล้วว่าปรับปรุงแก้ไขมาตราใด แล้วได้คอนเฟ่ร์ม (Confirm) กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเปึนผู้รักษาการตามกฎหมายนั้นว่าถ้าแบบนี้ เห็นด้วยไหม ๆ ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนใหญ่เห็นด้วย ผมได้กราบเรียนโดยย่นย่อมาแค่นี้ สําหรับรายละเอียดก็บรรจุอยู่ในรายงานที่แนบไว้แล้ว ขอบพระคุณครับ