รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนั้นที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณาในมาตรา ๓ เสร็จประมาณ ๓ ทุ่มครึ่ง แล้วก็ขึ้นมาตรา ๔ พอเริ่มมาตรา ๔ ท่านประธานรัฐสภาขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนิคม ไวยรัชพานิช ได้ทําหน้าที่ พอเริ่มทําหน้าที่ท่านก็วินิจฉัยเลยว่ามาตรา ๔ นั้นเป็น การแก้ไขขัดต่อหลักการขอให้ลงมติได้เลย ซึ่งที่ประชุมก็ได้มีการทักท้วง แล้วก็เสนอ ความเห็นกันได้มีการเสนอความเห็นกันประมาณ ๒-๓ ท่านเท่านั้นเองครับ แล้วที่ประชุม ท่านประธานก็ขึ้นมาสั่งให้เลื่อนมาประชุมในวันนี้ พอขึ้นมาประชุมปุ๊บ ท่านประธานก็บอกว่า ได้ฟังความเห็นพอแล้ว ท่านจะวินิจฉัย ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง สําคัญเป็นการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การที่ท่านประธานจะวินิจฉัยเรื่องใดนั้น ท่านประธานจะต้องรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้านให้ถ้วนถี่เสียก่อน แล้วการวินิจฉัยของ ท่านประธานนั้น ผมก็ไม่ทราบว่าท่านประธานจะมีสิทธิวินิจฉัยในประเด็นของการพิจารณา แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะเป็นการวินิจฉัยที่อาจจะตัดสิทธิท่านสมาชิกได้ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑ ซึ่งเราจะต้องใช้บังคับในการประชุมร่วมรัฐสภาในวันนี้ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน กรรมาธิการได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานปล่อยให้เขายกมือเหนือศีรษะ แล้วก็ประท้วง เขาประท้วงข้อไหนครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับแห่งรัฐสภา ข้อที่ ๕ ท่านประธานขึ้นมาเป็นประธานแล้วปล่อยปละละเลยทันที เมื่อได้ดําเนินการ ตามวาระที่ท่านจะต้องทําปล่อยให้ประท้วงแต่ไม่มีข้อประท้วง ท่านปล่อยให้พูดได้อย่างไรครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยและทําหน้าที่ให้เคร่งครัด ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่จริง มันต่อเนื่องมาจากประชุมคราวที่แล้วก็มีการประท้วงต่อเนื่องครับ แต่เพื่อให้การประชุม ดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย ผมก็เลยขออนุญาตให้ท่านได้ใช้สิทธิก็คงใช้เวลาไม่มากนะครับ แล้วก็ผมจะขออนุญาตใช้ดุลพินิจเลยนะครับ เชิญต่อเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรากําลัง พิจารณาหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าท่านประธานลุกขึ้นมาก็คงจะ วินิจฉัยไปในทิศทางเดียวกับท่านประธานนิคม ไวยรัชพานิช ที่ได้วินิจฉัยไว้ก่อนที่จะ เลื่อนการประชุมมาเป็นวันนี้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่า นี่เป็นสิทธิของเสียงข้างน้อยที่จะได้ลุกขึ้นมาทักท้วง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙๑ เขาเขียนไว้ชัดว่าใช้ดําเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเรากําลัง ดําเนินการ ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นผลการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะเสนอมิได้ (๒) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และให้ รัฐสภาพิจารณาเป็น ๓ วาระ (๓) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการให้ใช้ วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไข เพิ่มเติมนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (๔) การพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลําดับมาตรา ต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นจาก ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม การออกเสียง ลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงตามมาตรา ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ให้อํานาจท่านประธาน ได้วินิจฉัยเลยครับว่าการดําเนินการของท่านสมาชิกที่ดําเนินการตามรัฐธรรมนูญนั้น ท่านประธานมีสิทธิวินิจฉัยที่จะตัดสิทธิท่านสมาชิกที่ได้ดําเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การพิจารณาเรียงตามมาตราหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าเมื่อเข้าสู่มาตราใด ก็ให้ดําเนินการพิจารณาเป็นไปตามข้อบังคับ แต่ถ้าข้อบังคับใดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับนั้นก็ไม่มีผลใช้บังคับ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญได้เขียนหลักการกว้าง ๆ ไว้ โดยธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อมีผู้ขอสงวนความเห็นไว้อภิปรายในสภาในส่วนของกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย หรือมีผู้ขอแปรญัตติที่จะใช้สิทธิในการอภิปรายในสภา นั่นคือกระบวนการของ การพิจารณาเรียงตามมาตรา เมื่อได้มีการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วกรรมาธิการเสียงข้างมาก ตอบข้อสงสัยของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ประชุมก็ใช้การลงมติแล้วก็ดําเนินการอย่างนี้ ไปเป็นมาตรา ๆ หนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานลุกขึ้นมาแล้วบอกว่ามาตรานี้ได้มี การดําเนินการพิจารณาที่อาจจะขัดต่อหลักการในมาตรา ๓ ที่รัฐสภาได้ลงมติไป ผมเห็นว่า เป็นการวินิจฉัยที่เกินอํานาจของท่านประธานและท่านประธานไม่มีอํานาจ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าท่านประธานจะยึดหลักในการให้รับหลักการในวาระที่หนึ่ง และการพิจารณาเรียงตามมาตราโดยเฉพาะมาตรา ๓ ที่เสร็จสิ้นไปแล้ว การดําเนินการอย่างอื่น จะขัดไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นท่านประธานก็ต้องลงไปพิจารณาด้วยครับว่าสิ่งที่กรรมาธิการวิสามัญ ได้พิจารณานั้นมีหลายเรื่องที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและเป็นการขัดกันแห่งกฎหมาย เพราะเมื่อท่านไปกําหนดว่าให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. โดยการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เพียงอย่างเดียว แต่ท่านไม่ได้เข้าไปแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในเรื่องอํานาจหน้าที่หรือ ที่มาของ ส.ว. ในมาตราอื่น นั่นแสดงว่ากรรมาธิการวิสามัญก็กําลังดําเนินการที่ขัดต่อ หลักการของรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าหลักการที่รัฐสภานี้ได้รับไปด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้น ถ้าท่านประธานจะใช้มาตรฐานเรื่องนี้ ท่านประธานต้องใช้มาตรฐานนี้เดียวกันกับ กรรมาธิการวิสามัญด้วย เพราะเมื่อท่านจะแก้ท่านต้องกลับไปแก้ให้ถูกต้องเป็นไป ตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่พี่น้องประชาชนได้มีประชามติ และสภานี้ได้ใช้เป็น หลักการโดยตลอดมา เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานจะใช้มาตรฐานอย่างนี้ ท่านต้องใช้ มาตรฐานเดียวกันกับกรรมาธิการวิสามัญ ท่านประธานปฏิเสธผมไม่ได้หรอกครับว่า การที่กรรมาธิการวิสามัญได้ไปพิจารณานั้น ละเลยในการที่จะยกเลิกบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ส.ว. จากการสรรหา ตราบใดที่ท่านประธานแก้ไขแล้ว มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่ท่านไม่ไปตัดบทบัญญัติในมาตราอื่นที่เกี่ยวกับการสรรหา ให้คงอยู่ นั่นแสดงว่ากรรมาธิการวิสามัญกําลังบัญญัติกฎหมายขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญครับ ไม่ได้ขัดต่อมติที่ประชุมรัฐสภานะครับ ท่านกําลังบัญญัติกฎหมายให้ขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญ และสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปก็คือว่า การพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายมหาชนและมีความสําคัญอย่างยิ่ง การที่จะไปดําเนินการตัดสิทธิบุคคลใดนั้น กระผมเห็นว่าดําเนินการไม่ได้ ส่วนที่ประชุมแห่งนี้ สมมุตินะครับว่าในมาตรา ๓ เกิดไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการวิสามัญ ผมถามว่ารัฐสภาแห่งนี้มีมติไหมครับ ลงมติได้ไหมครับ ได้ครับ ถ้าท่านประธานจะเถียงผมว่าลงมติขัดต่อมาตรา ๓ ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นวาระที่สามที่เราจะพิจารณา ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ หมายความว่าที่ประชุมแห่งนี้จะต้องลงมติตามที่กรรมาธิการ เสนอตามหลักการที่สภาให้ความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งเท่านั้นใช่หรือไม่ ก็ไม่ใช่ ที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้มีมติที่จะไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขด้วย และเป็นสิทธิอันชอบธรรม เพราะฉะนั้นหลักการที่ท่านได้พูดอยู่ตลอดเวลาตราบใดที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบในวาระที่สามถือว่าเป็นสิทธิของท่านสมาชิกที่จะได้ดําเนินการ ตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น และเปิดช่องให้เป็นไปตามสิ่งที่ผมได้กราบเรียนให้ท่านประธาน ได้ทราบก็คือ ท่านผู้นําฝ่ายค้านก็ได้ลุกขึ้นหยิบยกให้เห็นแล้วว่าการพิจารณากฎหมาย ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ที่ประชุมรัฐสภาก็ดี การพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในกรณีที่กฎหมายขัดกันหรือมีข้อความขัดแย้งกันนั้นเป็นไปได้ เพราะมาตรา ๑๐๒ ได้เขียนไว้ชัดเจนครับว่า เมื่อมีการดําเนินการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ มีผู้ประท้วง หลายคน ท่านกระชับหน่อยครับ กระชับนิดหนึ่งครับ ให้สิทธิท่านได้ใช้สิทธิประท้วงนะครับ ก็เอาเวลาพอสมควรครับ น่าจะสรุปได้แล้วครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เดี๋ยวจบจากท่านธนาแล้ว ผมจะให้ฝ่ายนี้ได้ใช้สิทธิประท้วงนะครับ เชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปรายอยู่ขณะนี้ การที่ผู้อภิปรายไม่ยอมรับมติแห่งสภานี้ ทําให้กระทําผิดข้อบังคับหลายข้อมาก ไล่มาทั้งหมดตั้งแต่ตั้งประชุมนี้เลย ท่านประธานครับ ข้อบังคับสภานี้ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ มาตรา ๑๓๗ แล้วก็ลงนาม โดยท่านประธานชัย ในปี ๒๕๕๓ ก่อนจะมาเป็นข้อบังคับนี่มันมีขั้นตอนรับหลักการ แปรญัตติผมเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย ท่านต้องให้ผมอภิปรายยาวอย่างน้อยเท่ากับคนที่เขา ประท้วงเมื่อกี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีข้อขัดแย้งใน ข้อ ๕๖ ข้อ ๕๗ ท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละท่านอย่างนี้ เดี๋ยวให้ทีละท่านดีกว่า เอาอย่างนี้ครับ ขออนุญาตอย่างนี้ ท่านขจิตรขออนุญาต เพื่อไม่ให้ เสียเวลาครับผมให้ฝ่ายละ ๑ ท่าน คือท่านธนา แล้วหลังจากนั้นก็จะให้ท่านพิชิต ซึ่งยกมือ ยืนประท้วง ท่านพิชิตยืนยกมือประท้วงก่อนนานแล้วครับ ท่านขจิตรครับ ผมกําลังอนุญาต ให้ท่านธนาได้ใช้สิทธิประท้วงก็ประท้วงทีละท่านครับ ให้ท่านจบก่อนก็เท่ากับฝ่ายค้าน ใช้สิทธิ ๑ ท่าน แล้วผมก็จะให้รัฐบาลได้ใช้สิทธิ ๑ ท่านเหมือนกัน เอาละครับผมดูแลอยู่ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านครับผมทําหน้าที่ประธานนะครับ ผมต้องใช้ดุลยพินิจนะครับ ท่านนั่งเถอะครับ เอาละครับ ใจเย็น ๆ ครับ ใจเย็นเถอะครับ นั่งเถอะครับ ท่านขจิตรเอาละ พอแล้ว นั่งเถอะครับ ผมจะอนุญาตให้ฝ่ายละ ๑ ท่าน นะครับ แล้วผมจะใช้ดุลยพินิจวินิจฉัย มันจะได้จบ ท่านธนาครับกระชับสักนิดนะครับ เห็นใจด้วยนะครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานเห็นไหมครับว่าเราอภิปรายมา ๓-๔ วัน ไม่มีปัญหาเลยครับ อภิปราย ราบรื่นทุกคนทําหน้าที่กันอย่างเต็มที่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเอาเข้าประเด็นเลย ดีกว่า ขอให้กระชับด้วยครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

เป็นประเด็นที่ผมกําลังเรียนท่านประธานว่า แล้วจู่ ๆ มันก็มาเกิดปัญหา มันเกิดปัญหาก็เพราะว่าท่านประธานกําลังจะรวบรัดที่ประชุมอีก แล้ว ท่านประธานเคยได้มีดุลยพินิจและวินิจฉัยแล้วว่าคนที่แปรญัตติและสงวนความเห็นไว้ อภิปรายในสภานั้นให้ดําเนินการได้ แล้วที่ประชุมก็เดินหน้ากันมาไม่มีปัญหากันเลยครับ แต่เมื่อไรที่ท่านประธานพยายามที่จะตัดสิทธิเพื่อนสมาชิกมันถึงเกิดปัญหาอย่างไรครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเลยครับ ผมเคารพท่านขจิตร และผมเห็นว่าท่านขจิตรต้องควร ที่จะได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นของท่านขจิตรเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าท่านประธานจะมาจํากัด เฉพาะผมกับสมาชิกฝ่ายรัฐบาลท่านละ ๑ คน เพราะว่าผมกําลังจะเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานไม่มีสิทธิใช้ดุลยพินิจในเรื่องนี้และจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องนี้คือ การแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายสูงสุดของประเทศผมก็ได้บอกให้ท่านประธาน แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเรื่องการได้มาของรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาจะไป ดําเนินการตัดสิทธิหรือดําเนินการให้กระทบกับองค์กรหลักทําไม่ได้ แล้วนี่ท่านประธานกําลัง ละเมิดสิทธิของปวงชนชาวไทยที่เขาได้รับการเลือกตั้งมาที่จะใช้สิทธิในการที่จะปกป้อง รัฐธรรมนูญและชี้ให้เห็นว่ากําลังดําเนินการที่ไม่ถูกต้องอย่างไร ถ้าท่านประธานจะให้สมาชิก ที่เขาแปรญัตติแล้วสงวนความเห็นได้อภิปรายในมาตรา ๔ ผมเชื่อว่าไม่เยอะครับ ท่านประธาน แล้วก็การดําเนินการก็ราบรื่นก็ไหลไปตามปกติ ก็ไม่ต้องมีข้อขัดแย้ง ในที่ประชุมแห่งนี้ แต่พอเมื่อไรก็ตามที่ท่านประธานพยายามที่จะตัดบทแล้วใช้อํานาจของ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ พอสมควร ใช้เวลามากแล้วครับ ผมยังไม่ได้ใช้ดุลยพินิจเลย ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผมจะใช้ดุลยพินิจอย่างไร ผมว่าใช้เวลาพอสมควรท่านพอเถอะครับ จะได้ให้พิชิตได้ใช้สิทธิประท้วง เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า อย่าใช้ดุลยพินิจพร่ําเพรื่อเลยครับ ให้ที่ประชุมนี้ ได้เดินหน้าได้ และผมเชื่อว่าถ้าท่านประธานปฏิบัติตามข้อบังคับที่ประชุมก็จะไม่มีปัญหา เคารพสิทธิของทั้งเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยอย่างพวกผม ผมเชื่อว่าการประชุมเดินหน้าได้ ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

การใช้ดุลยพินิจเป็นอํานาจ ของประธานตามข้อบังคับที่พวกเราข้างล่างกําหนดให้ไว้เป็นอํานาจของประธานอยู่แล้วครับ เชิญท่านพิชิตครับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม พิชิต ชื่นบาน บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตาม ข้อ ๔๓ และเรื่องนี้ขอประท้วงท่านประธานด้วย เพราะว่าได้มีคําวินิจฉัยของประธานรัฐสภา ผู้ทําหน้าที่ได้วินิจฉัยไปแล้วเรื่องนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าไม่มีประเด็นอะไร ที่จะผิดรัฐธรรมนูญ เพราะข้อบังคับก็ยังยืนยันที่ท่านขจิตรพูดนะครับ ของรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๓๖ (๑๑) (๑๖) ชัดเจนครับ ไม่มีช่องว่างใด ๆ แล้วก็รวมทั้งมาตรา ๑๓๗ ชัดเจนครับ รวมทั้งข้อบังคับที่ได้ระบุอ้างอิงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ มาตรา ๑๓๗ ชัดเจนเพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ผิดรัฐธรรมนูญ และเรื่องนี้ท่านประธาน ได้วินิจฉัยตามข้อบังคับไปแล้ว แล้วก็มีผู้เสนอญัตติ มีการรับรองญัตติเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภาขอยินดีต้อนรับ นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความยินดียิ่งครับ ผมขออนุญาตใช้ดุลยพินิจ เพื่อไม่ได้เสียเวลาครับจากที่ท่าน ส.ว. สุรชัย ชัยตระกูลทอง นะครับ ได้เสนอญัตติให้รัฐสภา ลงมติมาตรา ๔ เลยนะครับ ผมวินิจฉัยว่าสิ่งที่ท่าน ส.ว. สุรชัยได้เสนอญัตติมานั้น เพื่อให้มีการลงมติในมาตรา ๔ เลยนั้นเป็นเรื่องที่ดําเนินการไม่ได้นะครับ เพราะเป็นญัตติ ที่ขัดกับการไปลิดรอนสิทธิของสมาชิกตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ครับ เพราะฉะนั้นผมถือว่า ญัตตินี้ผมไม่อนุญาตนะครับ แล้วมีท่านครูมานิตย์ได้เสนอญัตติที่ให้ตีความตามข้อบังคับ การประชุม ตามข้อ ๑๑๗ นะครับ ข้อนี้ผมวินิจฉัยว่าเป็นการเสนอญัตติที่ต้องห้าม ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ และข้อบังคับ ข้อ ๓๑ เป็นการเสนอญัตติซ้อนญัตติก็ดําเนินการไม่ได้ เหมือนกันครับ ส่วนที่มีผู้เสนอทางออก ท่านหมอชลน่านเสนอทางออกให้ใช้ข้อ ๙๔ ข้อ ๙๙ วงเล็บท้าย คือขึ้นอยู่กับรัฐสภาจะเห็นเป็นอื่น กรณีนี้จะมาใช้กับกรณีที่กําลังถกกันอยู่นี้ ไม่ได้เหมือนกัน เพราะมันไม่เข้าข่าย มันน่าจะเป็นการเสนอในข้อ ๙๙ ในวรรคท้ายที่ว่า ขึ้นอยู่กับรัฐสภาเห็นเป็นอื่น น่าจะเป็นเรื่องที่ยกตัวอย่างเช่นขอมติที่ประชุมเพื่อที่จะย้อนไป ทบทวนในมาตรา ๓ หรือขอมติจากที่ประชุมเพื่อที่จะข้ามมาตรา ๔ ไปหยิบหยกมาตรา ๘ ขึ้นมาพิจารณาก่อนอะไรทํานองนี้นะครับ น่าจะเป็นลักษณะนี้มากกว่า เพราะฉะนั้นผมขอใช้ ดุลยพินิจวินิจฉัยว่าดําเนินการไม่ได้เหมือนกันเพราะจะเป็นการไปตัดสิทธิลิดรอนสิทธิ ของสมาชิกที่ได้สงวนความเห็นเอาไว้ ซึ่งส่ออาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตดําเนินการต่อตามนี้นะครับ

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม กรรมาธิการได้ยืนและยกมือขึ้น)

อย่าประท้วงเลยครับ ถือว่าคําวินิจฉัยของประธานเป็นที่สุด ผมรับผิดชอบคําวินิจฉัยครับ อย่าประท้วงเลยครับ ครูมานิตย์เชิญครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา บังเอิญเมื่อวันพุธผมได้เสนอญัตติเอาข้อ ๑๑๗ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภาได้นําเสนอ ต่อที่ประชุมแล้วก็มีผู้รับรองพร้อม แต่ว่าผมมิได้ขัดข้องแล้วก็ขัดใจต่อที่ประธานวินิจฉัย ให้ผมฟังนะครับ แต่ว่าผมอยากเรียนถามท่านประธานว่าเมื่อทุกข้อมันขัดแล้วท่านประธาน จะให้ดําเนินการต่อไปอย่างไรครับ จะให้อภิปรายต่อไปเหมือนกับเมื่อวันพุธใช่ไหมครับ จนกว่าจะหมดทุกคนเลยหรืออย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมกําลังจะชี้แจงต่อ ชี้แจงยังไม่จบ ท่านก็ยกมือประท้วงกันหลายท่าน

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม กรรมาธิการ

เชิญท่านประธานชี้แจงต่อครับ ขอประทานโทษครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรชัยหรือเปล่าครับ เชิญครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็อยากจะกราบเรียนเพื่อความถูกต้องต่อที่ประชุมแห่งนี้ ก็คือตามที่ท่านประธานได้กล่าวว่า ผมเองนั้นเป็นผู้เสนอญัตติให้ลงมาตรา ๔ เลยนั้น จริง ๆ ข้อเท็จจริงคือว่าผมเองนั้นได้เรียน อย่างนี้นะครับ ในวันนั้นที่ยื่นญัตติก็คือว่าตามที่ท่านประธานนิคม ไวยรัชพานิช ซึ่งทําหน้าที่ เป็นประธานอยู่ แล้วจะลงมติในมาตรา ๔ แล้วท่านก็ให้เหตุผลในการพิจารณากฎหมาย เมื่อมาตรา ๓ และมาตรา ๔ มีความเกี่ยวโยงกันอยู่นั้น เมื่อเสียงข้างมากไปทางนี้แล้ว มาตรา ๔ ก็ตามกรรมาธิการที่ว่ายกเลิกก็สามารถยกเลิกได้เลย เพราะในมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ จะพูดถึงเรื่องกรรมการสรรหาและที่มาของ ส.ว. สรรหา แล้วทางท่านประธาน กรรมาธิการก็ได้ให้เหตุผลก็ตกลงกัน แล้วก็รวมทั้งของท่านนายแพทย์ชลน่านก็ให้เหตุผล ก็ตรงกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ทํามาแล้ว แล้วอีกอันหนึ่งเหตุผล หนึ่งที่ถูกต้องเช่นเดียวกันก็คือว่าทางเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาก็ได้แย้งข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ที่พูดในบรรทัดสุดท้ายที่บอกว่า ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น ในญัตติ ของผมเองนั้นที่อยากจะเรียนให้ท่านประธานได้เข้าใจให้ถูกต้องนั้นก็คือว่าญัตติผมก็คือว่า ก่อนที่จะลงมติในมาตรา ๔ นั้น ขอให้ท่านประธานในที่ประชุมได้ขอมติในที่ประชุมรัฐสภา แห่งนี้ก่อนว่าจะลงมติในมาตรา ๔ นั้นโดยที่จะไม่มีการอภิปราย เพราะมีความเกี่ยวโยง ระหว่างมาตรา ๓ และมาตรา ๔ เมื่อมติเสียงข้างมากในรัฐสภาเห็นด้วยแล้วจึงค่อยลงมติ ในมาตรา ๔ ครับ นี่คือญัตติของผมเป็นเช่นนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับว่า ญัตติท่านที่เสนอมันขัดข้อบังคับแล้วอาจจะส่อขัดรัฐธรรมนูญ ผมถึงใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยว่า เป็นญัตติที่เสนอไม่ได้นะครับ ก็ถือว่าตกไป ที่นี้ผมก็จะได้ชี้แจงต่อไปว่าแล้วขั้นตอน จะดําเนินการอย่างไรต่อไป ท่านพอแล้วกระมังครับ เชิญท่านสุนัย เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ ในนาม สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานในเรื่องนี้ แต่ว่าด้วยความเคารพ ในกติกาครับ ท่านประธานครับ นี่เป็นประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งที่เรากําลังขัดแย้งกันในเรื่อง มาตรา ๓ กับมาตรา ๔ แล้วท่านได้วินิจฉัย ผมไม่เห็นด้วยกับท่าน แต่ผมเคารพในกฎกติกา ผมจะไม่กล่าวว่าท่านเข้าข้างใคร และผมไม่อยากจะได้ยินอีกครับว่าทันทีที่ประธาน ใช้สิทธิวินิจฉัย ก็บอกว่าประธานไม่มีสิทธิวินิจฉัย อันนี้ไม่ได้ครับ ดังนั้นวันนี้นี่ครับผมอยากให้ สิ่งที่ท่านตัดสินวินิจฉัยนี้เป็นแบบของสภาได้ไหม ที่เพื่อนสมาชิกทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ การวินิจฉัยของประธานสภา และนี่คือ ๖ วันของความที่วุ่นวายในสภาและไม่จบสักที จนกระทั่งประชาชนเขาเบื่อหน่ายหมดนี่ ขอให้สิ่งที่ท่านประธานได้วินิจฉัยนี้ อีกฝ่ายหนึ่งพอใจ อีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ เป็นธรรมดา แต่ขอให้นี่คือกติกาได้ไหมครับ จึงกราบเรียน ท่านประธานว่ายินดีที่จะเคารพคําวินิจฉัยของท่าน และขอให้ท่านดําเนินการตามกติกา อย่างเคร่งครัดเพื่อให้การพิจารณากฎหมายและใช้การถ่ายทอดเวลา ภาษีของประชาชนนี้ อย่างมีค่าที่สุดครับ ไม่อ้างเสรีภาพกันอย่างเฟ้อ ไม่อ้างเรื่องชาติกันจนเกินเหตุ ขอให้เป็นไป ตามกติกา ขอให้ท่านประธานได้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ อย่างเคร่งครัดอย่างเช่นขณะนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องขอบคุณท่านสุนัย จริง ๆ นะครับ ถ้าสมาชิกให้ความร่วมมือตามที่ท่านสุนัยพูด ปัญหาความวุ่นวายก็ไม่เกิดครับ ก็ต้องขอความร่วมมือด้วยนะครับ การใช้ดุลยพินิจของประธานก็ยึดถือข้อบังคับอยู่แล้ว แต่จะให้ถูกใจสมาชิกทุกท่านคงเป็นไปไม่ได้นะครับ แต่ก็ต้องยอมรับในกติกา เพราะกติกา คือข้อบังคับที่ท่านสมาชิกข้างล่างเป็นคนร่างขึ้นมาให้ผมใช้นะครับ ก็คือคําวินิจฉัย ของประธานก็ถือว่าเป็นที่สุด เพราะฉะนั้นมันก็จะหาที่จบไม่ได้นะครับ ถ้าทุกฝ่ายให้เกียรติ ซึ่งกันและกันในลักษณะนี้ การประชุมก็จะดําเนินไปด้วยความเรียบร้อยครับ เชิญ เอาท่านพิชิต แล้วหมอชลน่าน ก็คงพอแล้วนะครับ ๒ ท่านนะครับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม พิชิต ชื่นบาน ครับ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมแม้จะ เห็นต่างจากท่านประธานนะครับ แต่อย่างไรก็ดีในสภาแห่งนี้ต้องมีการบันทึกเอาไว้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนิคมนะครับ ท่านทําหน้าที่ประธานรัฐสภา ท่านได้วินิจฉัย เสร็จเด็ดขาดแล้วว่าในเมื่อมาตราก่อนมาตรา ๔ คือมาตรา ๓ ได้มีการลงมติกันแล้วว่า ต่อไปนี้จะมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ท่าน ส.ว. สุรชัย นะครับ ผมไม่ต้องการคําอธิบายว่าผิดข้อบังคับเท่านั้น เพราะในเมื่อมันมีการลงมติไปแล้วว่า จะต้องมี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ท่านต้องอธิบายในเนื้อหาว่าท่านเห็นต่างกับ ท่านนิคมผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภาในเนื้อหานะครับ ไม่อ้างข้อบังคับ ผมต้องการคําอธิบาย เพื่อบันทึกไว้ในรัฐสภาแห่งนี้ว่าท่านเห็นต่างกับท่านนิคมโดยเนื้อหาอย่างไร ไม่อ้างข้อบังคับ นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพิชิตครับ ผมคงไม่ไป เห็นต่างในเนื้อหากับท่านนิคม แต่อาจจะใช้ดุลยพินิจเห็นต่างได้ในข้อบังคับ อย่างที่เรา ทะเลาะกันอยู่นี้ก็เห็นไม่ตรงกันอยู่แล้วครับ เห็นต่าง แล้วคําวินิจฉัยของประธาน แต่ละท่านมันคงจะไปผูกมัดประธานอีกท่านหนึ่งคงไม่ได้ครับ เพราะเป็นดุลยพินิจ ของประธานแต่ละคน เพราะฉะนั้นผมก็มีดุลยพินิจของผม และผมก็บอกแล้วว่าผมได้ใช้ ดุลยพินิจของผม และผมพร้อมรับผิดชอบนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องถือว่าเป็นที่สุด ก็น่าจะจบนะครับ เพราะย้ําอีกทีนะครับ เราจะใช้สิทธิของเรานี่เสนอเพื่อตัดสิทธิของสมาชิกคนอื่น ตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญเราไปลิดรอนสิทธิของเขาไม่ได้อยู่แล้วครับ ตรงนี้ชัดเจนครับ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนครับ และส่อขัดรัฐธรรมนูญด้วยครับ เชิญคุณหมอครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน 🔗

ประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาต ท่านประธานใช้เวลาในประเด็นที่ท่านประธานได้กรุณากล่าวถึงกระผมในการเสนอทางออก ในการใช้ ข้อ ๙๙ วรรคท้าย กรณีที่ให้ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น เบื้องต้นนี้ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ ขณะนี้ท่านประธานได้วินิจฉัยอยู่ ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ คือญัตติของคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ในคําวินิจฉัยของท่านในประเด็นที่จะขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ มาวินิจฉัยข้อขัดแย้ง ในข้อบังคับนี้ ตรงนี้ผมยอมรับ ผมเห็นด้วย ผมก็อภิปรายไปแล้วว่าทําไม่ได้ เพราะเสนอ ญัตติซ้อนญัตติ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๓๒ เช่นกัน ท่านประธานวินิจฉัยประเด็นนี้ถูกต้องครับ แต่สิ่งที่ท่านประธานบอกว่าท่านสุรชัยเสนอญัตติ ซึ่งอาจจะฟังไม่ได้ชัดในคราวก่อน วันนี้ท่านอภิปรายแล้ว อภิปรายความเพิ่มเติมชัด เสมือนผมเสนอทางออก ของท่านสุรชัย ไม่ได้เสนอปิด ไม่เสนอให้โหวตเลยนะครับ แต่เสนอให้ใช้วรรคท้ายขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ใช้วรรคท้ายตรงนี้มาวินิจฉัยข้อบังคับข้อนี้ ซึ่งทําได้ครับ ไม่เหมือนกับใช้ ข้อ ๑๗ นะครับ เพราะเราอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาตัวร่างอยู่มีข้อขัดแย้งว่า ขณะนี้สมาชิกบางส่วนเห็นว่าการอภิปรายตามข้อ ๙๙ กระทําไม่ได้ที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ ชื่อร่าง คําปรารภอะไรต่าง ๆ ในคําแปรญัตติ คําสงวนคําแปรญัตติ สมาชิกบางส่วนเห็นว่า อภิปรายไม่ได้ เหตุผลที่เห็นว่าอภิปรายไม่ได้ อธิบายความไปแล้วครับว่ามาตรา ๔ เป็นการ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ที่ว่าด้วยกรรมการสรรหาและกระบวนการ การสรรหา เมื่อมาตรา ๓ ลงมติไว้ชัดเจนว่าต่อไปนี้ ส.ว. นี้มาจากการเลือกตั้งทางตรงเท่านั้น ๒๐๐ คน ความหมายก็มาจากทางตรงคือไม่มีการสรรหา และกําหนดชัดเจนครับ ว่าต้องมาจากเขตจังหวัด กําหนดจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการแปรญัตติใด ๆ ผมขอขยายความนิดเดียวท่านประธานครับ การแปรญัตติใด ๆ ในมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ แก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๔ นี้ ที่ไปว่าด้วยกรรมาการสรรหา กระบวนการ การสรรหาก็ถือว่ามาตรา ๓ ลงมติไปแล้ว ว่าไม่มีสรรหา เพราะฉะนั้นการแปรญัตติตรงนั้น เขาถือโดยตรรกะเลยนะครับ ไม่ใช่อนุโลมด้วยว่ามันต้องตกไป เพราะมติสภาชัดแล้วไม่มีสรรหา และถ้าคําแปรญัตติใด ๆ นะครับ ท่านประธานนิดเดียวครับ ในมาตรา ๔ ที่ไม่ใช่แปรเกี่ยวกับ การสรรหาและกระบวนการสรรหาแต่ไปแปรญัตติเป็นอย่างอื่น เช่น ผมยกตัวอย่างครับ หลายท่านแปรญัตติให้ ส.ว. มาจากประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง อันนี้แปรญัตติถูกครับ แปรญัตติถูกไม่ผิดหลักการครับ แปรให้ ส.ว. มาจากบัญชีรายชื่อให้ กกต. ไปจัดทําบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ แต่การแปรอย่างนี้ มาแปรญัตติในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ซึ่งบทบัญญัติเดิมว่าด้วยการสรรหาและกรรมการสรรหา แต่การแปรญัตติใหม่นี้นะครับ แปรญัตติไม่ได้สอดคล้องกับมาตราเดิม ถ้าจะแปรญัตติแบบนี้นะครับ เรื่องวิธีการเลือกตั้ง ท่านต้องไปแปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งผมก็ยกตัวอย่างไปแล้วนะครับว่า มีท่านสมาชิก แปรญัตติถูกต้องหลายท่านเลย แปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ เช่น ต้องการให้ที่มาใหญ่ขึ้น เอาจังหวัดมารวมกันเป็นเขตเลือกตั้ง เอาจังหวัดมารวมกันเป็นเขตเลือกตั้ง ๔๐ จังหวัด ๔๐ เขตอย่างนี้ อันนี้คือแปรถูกต้อง ผมได้อธิบายให้ท่านประธานไปแล้วว่า ถ้าแปรญัตติ อย่างนี้ก็ชอบด้วยเรื่องของบทบัญญัติของกฎหมายเดิม เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่เห็นด้วย ผมก็เลยใช้ทางออกว่า ข้อ ๑๙๙ วรรคท้ายนี้ให้สภามีมติเป็นอื่น ท่านประธานวินิจฉัยว่า สิ่งที่ผมเสนอนี้ไม่ชอบอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ ผมกําลังหาทางออกเพื่อไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ กับท่าน ท่านสุรชัย หาทางออกเพื่อไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญกับท่าน ถ้าสภาอนุโลมว่าอภิปราย ได้มีมติว่าอภิปรายได้ ก็เสมือนไปยกเว้นข้อบังคับ ก็อภิปรายได้ ช่วยท่านประธานด้วย ความหมายผมอย่างนี้นะครับ จริงอยู่ครับ ความหมายท่านบอกว่าสภามีมติเป็นอื่นนี้ไม่ อภิปรายคําปรารภก็ได้ ไม่เรียงตามมาตราก็ได้ อันนี้ได้ครับ ทําได้ แต่สิ่งที่ผมคิดมากกว่านั้น ก็คือว่าท่านสามารถให้สภาวินิจฉัยว่าสิ่งที่สมาชิกอภิปรายนี้ได้หรือไม่ได้ ถ้าสภาอนุญาต ชอบ ครับ เสมือนไปยกเว้นข้อบังคับได้เลย แต่ถ้าสภาไม่อนุญาตนะครับ บอกว่าทุกอย่างมันจบไป แล้ว มันเบ็ดเสร็จไปแล้วผู้ที่แปรญัตติ ผู้สงวนความเห็นก็ต้องยอมรับมติสภา อันนี้ก็ชอบด้วย ข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ หาทางออกให้ท่านครับ เพื่อให้สภานี้ดํารงความถูกต้องครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เมื่อสักครู่นี้ ผมบอกว่าผมวินิจฉัยแล้วผมยังพูดไม่จบก็มีผู้ประท้วงหลายท่าน ถ้าไม่อนุญาตให้ประท้วง ก็หาว่าปิดหูปิดตาอีก รวบรัดอีก ผมก็ต้องให้สิทธิท่านประท้วง แต่จริง ๆ แล้วที่ผมได้วินิจฉัย ผมพูดไปยังไม่จบด้วยซ้ํานะครับ เพราะฉะนั้นคําวินิจฉัยของผมนะครับ หลังจากวินิจฉัยว่า ญัตติ ๒ ญัตติเสนอไม่ได้ แล้วทางออกมาตรา ๙๙ วรรคท้าย ก็ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ถูกต้อง ผมก็จะนําเสนอแนวทางของผมต่อไป ซึ่งจะได้ดําเนินการต่อ ที่เมื่อสักครู่นี้ท่านครูมานิตย์ ได้ถาม ขั้นตอนดําเนินการก็ต้องดําเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๙ ข้อ ๑๙ นั่นละครับ ก็เรียงตามลําดับมาตรา เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านมาตรา ๔ ใครสงวนความเห็น ใครแปรญัตติเอาไว้ก็ว่ากันไปตามปกติ เพียงแต่ ฟังนะครับ เพียงแต่ผู้สงวนคําแปรญัตติ จะต้องไม่ขัดข้อบังคับ เช่น ในมติของรัฐสภามีมติในมาตรา ๓ ไปแล้ว ไม่ให้มี ส.ว. สรรหา แต่ท่านมาแปรญัตติในมาตรา ๔ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ส.ว. สรรหาอย่างนี้ขัดกับมติของรัฐสภา ในมาตรา ๓ กรณีอย่างนี้อภิปรายไม่ได้ ถูกไหมครับ ผมก็ต้องดูเป็นกรณี ๆ ไป แต่บางกรณี อาจจะไม่ขัดก็สามารถอภิปรายได้ หลักการก็เป็นอย่างนี้ง่าย ๆ ครับ อย่าไปคิดอะไร สลับซับซ้อนมากมาย ขออนุญาตดําเนินการตามนี้เลยนะครับ เชิญครับ ข้างหลังไกล ๆ โน้น มองไม่ถนัด เชิญครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยของท่านประธานครับ คือที่จริงแล้ว ผมไม่เคยที่จะประท้วงท่านประธานหรือใครก็ตามที่ทําหน้าที่ประธานที่ประชุมมาก่อน เพราะว่าสิ่งที่ท่านวินิจฉัยนั้นท่านกําลังจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้เกิดขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ โดยปกติในการพิจารณากฎหมายของเรานั้น ท่านประธานก็ทราบว่า ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญก็ดี ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือว่ากฎหมายทั่วไป เป็นการ พิจารณาเรียงลําดับมาตรา เมื่อมีมาตราก่อนที่เราลงมติไปแล้ว แล้วก็เป็นมาตราหลักที่เป็น บรรทัดฐานอยู่ ฉะนั้นมาตราต่อไปนี้ก็ต้องใช้หลักการ ยืนบนหลักการของพื้นฐานของ ข้อกฎหมายมาตรานั้น ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องดูรายละเอียดของผู้ที่แปรญัตติไว้ ผมเป็นคนหนึ่งที่แปรญัตติในมาตรา ๔ นี้ด้วย แล้วผมก็แปรญัตติไม่ขัดหลักการ ก็คือว่า ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แต่ของผมมันผิดกับมาตรา ๓ ที่ลงมติไว้แล้วก็คือว่ามีจํานวน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ การประท้วง คําวินิจฉัยของประธานทําไม่ได้นะครับ ตามข้อบังคับที่ท่านร่างให้ผม มันทําไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นพอสมควรแล้วกระมังครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ ผมว่าท่านประธานต้องฟังให้จบสักนิดหนึ่ง แล้วท่านตอบผม ผมไม่ได้คิดว่าท่านประธาน วินิจฉัยบนพื้นฐานของข้อบังคับที่ถูกต้อง หรือหลักปฏิบัติที่ถูกต้องของรัฐสภาแห่งนี้ เพราะว่าการที่แปรญัตติขัดกับกฎหมายที่เราได้พิจารณาผ่านจบลงไปแล้วนั้น ถ้าท่านยังจะ ให้มีการพิจารณาอีก ผมว่าสภากําลังดําเนินแนวทางที่ไม่ถูกต้อง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจแล้วครับ พอแล้วครับ ผมได้วินิจฉัยไปแล้วครับ จบไปแล้วครับ คําวินิจฉัยของประธานถือว่าเป็นที่สุด กติกาที่ท่านเขียนกันเองมาให้ผมใช้ เป็นอํานาจของประธานครับ พอเถอะครับ เชิญครับ นิดเดียวนะครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ ท่านตอบนิดเดียวครับว่าตลอดระยะเวลา ๕ วันนี้คําวินิจฉัยท่านประธานเป็นที่สุดจริง หรือเปล่าครับเพราะที่ผ่านมานี้ท่านประธานวินิจฉัย ๒ ท่านก็มีความต่างกัน อันที่ ๒ ก็คือว่า ท่านประธานก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในคําวินิจฉัยของตัวเอง ถ้าท่านบอกว่าท่านถึงที่สุด ท่านยืนอย่างนี้ตลอดไปผมยอมครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบกระมังครับ พอเถอะครับ ผมว่าพอแล้วกระมังครับ เชิญท่านบุญยอด เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องทักท้วงต่อท่านประธานที่อ้างว่าคําวินิจฉัย เป็นที่สุดแล้ว ไม่สามารถโต้แย้งได้ มันอยู่เฉพาะข้อบังคับ ข้อ ๔๕ คือเรื่องราว ของการประท้วง เมื่อการประท้วงแล้วท่านก็จะพิจารณาคําประท้วงนั้นว่าขัดกับข้อบังคับใด หรือไม่ คําวินิจฉัยของท่านถือเป็นเด็ดขาด อยู่เฉพาะข้อบังคับนี้นะครับ ผมคิดว่าท่านต้อง พิจารณาเรื่องคําวินิจฉัยของท่านว่าจะครอบคลุมกับทุกเรื่องในการประชุมสภาได้จริงหรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าคําอภิปรายของสมาชิกในมาตรา ๔ ถ้าไปขัดต่อ มาตรา ๓ แล้วไม่สามารถอภิปรายได้ ผมคิดว่าท่านประธานต้องทบทวนนะครับ ขณะนี้ เราอภิปรายเรียงมาตรากันอยู่ ถ้ามันมีความเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกัน หรือเรากําลังจะชี้ ให้ทางประธานกรรมาธิการกลับไปพิจารณาศึกษากันใหม่ ดูแลกันใหม่ เพราะว่ามันมี การขัดกันอยู่ ผมคิดว่าเราต้องทําได้ครับ มีหลายมาตราเลยครับ เดินกันต่อไปนี่ ผมยังอยากจะท้วงท่านประธานว่าถ้าประชุมต่อไปมันก็ขัดแย้งกันเอง เช่น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๐ ท่านไม่ได้ยกเลิก เรื่องนั้นก็มีกรรมการสรรหาอยู่ครับ มันผิดตั้งแต่หลักการแรก มาแล้วยังจะเดินต่อไปอีกหรือครับ กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปมันผิดหมดเสียเวลากัน ทั้งสภานะครับ อยากเรียนถามท่านต่ออีกด้วยซ้ําว่าเราจะประชุมกันวันนี้เสร็จสิ้นเมื่อไร วันเสาร์ วันอาทิตย์ตกลงจะประชุมไหม มีคําแถลงการณ์ต่าง ๆ ของวิปฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ผมว่าสร้างความสับสนอยู่พอสมควร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนนะครับท่านประธาน ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน ปัญหาของเกษตรกรมีอีกมากมาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ ประเด็นก่อน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมจะได้ พูดครั้งเดียวท่านประธานครับ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา กราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่า ท่านทําหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาท่านต้องเป็นกลาง และท่านต้องฟังเหตุผลของสมาชิก ไม่ใช่ประธานมาประชุมแล้วก็สั่งอยู่คนเดียว ผมคิดว่ามันก็ไม่ถูกต้องนะครับ เราทํางาน ร่วมกันครับท่านประธาน ด้วยความเคารพท่าน ถ้าท่านทํางานได้เป็นกลาง ทําหน้าที่ เป็นกลางมันจะเป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้ราบรื่นไปได้ แล้วพี่น้องประชาชนเขาก็จับตาดูอยู่จริงครับ แต่คําถามอย่างที่ผมถามก็คือว่าวันนี้เป็นการประชุมตั้งแต่วันอังคารมานะครับ สําหรับ ส.ส. ประชุมทุกวัน สัปดาห์หน้า ส.ว. ก็ต้องไปประชุมเรื่องงบประมาณ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่ว่านี้มันมีใครเดือดร้อนครับ มีใครต้องการเร่งด่วนละครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละ พอเถอะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมต้องการอภิปรายนะครับว่า ขอให้ท่านประธานทําหน้าที่อย่างเป็นกลางจริง ๆ ขอให้ท่าน วินิจฉัยด้วยความถูกต้องเพื่อประโยชน์ของรัฐสภาแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าวันนี้น่าจะเป็น ข้อพิสูจน์ว่าทําหน้าที่อย่างเป็นกลางที่สุดแล้ว ถ้าท่านมีใจเป็นธรรมนะครับ แล้วถ้าจะ มีใจเป็นธรรมจริง ๆ ก็ต้องยอมรับว่า มาตรา ๔ นี้ถ้าเสนอญัตติไปขัดกับมติของ มาตรา ๓ มันก็เสนอไม่ได้อยู่แล้ว ก็ต้องขอฝากนะครับ วิปฝ่ายค้านขอความร่วมมือด้วยนะครับ ผมให้เกียรติพวกเรา พวกเราก็ต้องให้เกียรติผมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นความชัดเจนอยู่ที่ การแปรญัตติ ผมจะอนุญาต ถ้าท่านไหนเห็นว่ามันขัดก็ไม่ต้องเสนอขออภิปรายนะครับ แต่ท่านที่เห็นว่าไม่ขัดก็เสนออภิปราย ผมจะได้วินิจฉัย ก่อนอภิปรายผมต้องขอวินิจฉัยก่อน ว่าขัดหรือไม่ขัดนะครับ อย่างยกตัวอย่างเช่น แปรญัตติไปเกี่ยวพันกับเรื่องให้มีเกี่ยวกับ ส.ว. สรรหา อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งมันไปขัดกับมติของรัฐสภา ในมาตรา ๓ ซึ่งมีมติไปแล้ว กรณีอย่างนี้ก็อภิปรายไม่ได้ ชัดเจนอยู่แล้วนะครับ ยกตัวอย่างนะครับ อย่างนี้ชัดเจนนะครับ ขอความร่วมมือด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นการประชุมมันก็จะไม่เรียบร้อย เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานได้วินิจฉัยเมื่อสักครู่ว่าเนื่องจากมาตรา ๓ ที่เราพิจารณาผ่านพ้นไปแล้วนั้น ไม่ให้มี ส.ว. สรรหาอีกต่อไป เพราะฉะนั้น ผู้ที่สงวน คําแปรญัตติหรือสงวนความเห็นที่จะมาอภิปรายในมาตรา ๔ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้นั้น ถ้าเป็นเรื่องการแปรญัตติที่เกี่ยวข้องกับการให้มีสมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหาถือว่า ขัดมาตรา ๓ อภิปรายไม่ได้ ท่านประธานได้วินิจฉัยว่าอย่างนี้ เพราะ ส.ว. สรรหาไม่มีแล้ว ตามมาตรา ๓ ท่านถือหลักแบบนี้ แต่กระผมมีข้อท้วงติงท่านประธานครับ ว่าไม่ได้แปลว่า เมื่อมาตรา ๓ ระบุว่าไม่มีกรรมการสรรหาแล้ว เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ ในอนาคตหลังจากที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ผ่านพ้นไปแล้วจะไม่มีบทที่ว่าด้วย สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาอีกต่อไป ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าโดยความเป็นจริง แม้ท่านจะมีมติในมาตรา ๓ ตัด ส.ว. สรรหาไปแล้ว แต่รัฐธรรมนูญที่เราจะใช้ต่อไปในอนาคต มาตรา ๒๔๐ ยังระบุให้มี ส.ว. ที่มาจากการสรรหาอยู่ ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้แก้ไขแต่อย่างใดทั้งสิ้น มาตรา ๒๔๐ ที่จะยังคงอยู่ต่อไปหลังแก้รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า ในกรณีที่ศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอน การสรรหา หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้น สิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคําสั่ง และตรงนี้ละครับขีดเส้นใต้ และให้ดําเนินการสรรหา สมาชิกวุฒิสภาใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง นั่นแปลว่ามาตรานี้ถ้าไม่มีการยกเลิก สมาชิกวุฒิสภา ที่จะมาจากการสรรหาก็ยังคงมีอยู่ เพราะฉะนั้นผู้แปรญัตติสงวนความเห็นที่จะพูดเรื่อง สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ย่อมสามารถใช้สิทธิอภิปรายได้ ซึ่งกระผมขออนุญาต ท่านประธานในที่ประชุมขอความกรุณาให้ท่าน ส.ส. ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ ได้อภิปราย ให้ความเพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านไชยวัฒน์

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ผมจะอภิปรายตามที่ท่านประธานวิป ของผมได้กรุณาขออนุญาตท่านประธาน ผมขอทําความเข้าใจกับท่านประธานสักนิดหนึ่ง เถอะครับว่า ผมเป็นผู้แทนมาแล้ว ๒ สมัย ผมปฏิบัติตามข้อบังคับ โดยถ้าผมไม่ประท้วง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านไชยวัฒน์ ท่านจะพูดต่อเนื่องจากท่านจุรินทร์ หรือท่านจะใช้สิทธิอภิปราย

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานจะฟัง ผมก็จะพูดต่อ ท่านประธานไม่ให้ผมพูด ผมก็จะนั่งลงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิประท้วง หรือท่านจะใช้สิทธิอภิปรายในมาตรา ๔

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ประท้วงครับ ผมไม่ได้ยกมือขึ้นเหนือศีรษะแล้วยืนขึ้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นท่านนั่งก่อนครับ จะได้ให้ท่านประธานกรรมาธิการตอบท่านจุรินทร์เมื่อสักครู่

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็แล้วท่านประธานครับ แล้วแต่ท่านจะพิจารณาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

นั่งก่อนครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานกรรมาธิการ กระผมขอเรียนชี้แจง ต่อประเด็นที่ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ท่านได้ยกมาตรา ๒๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงกรณีที่ ส.ว. สรรหาที่ดํารงตําแหน่งอยู่ ถ้าเกิดมีกรณีกระทําผิด กกต. เสนอศาลฎีกา แล้วก็ให้พ้นจากตําแหน่ง ท่านบอกว่าเราไม่ได้ไปแก้หรือไปยกเลิกมาตรา ๒๔๐ ของรัฐธรรมนูญ มันก็จะเป็นปัญหาว่าจะทําอย่างไร กราบเรียนอย่างนี้ครับ เหตุผลที่ ๑ ที่เราไม่ไปแตะมาตรา ๒๔๐ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญ ในชั้นรับหลักการนี้ไม่ได้ระบุ มาตรา ๒๔๐ ว่า กรรมาธิการจะต้องไปแก้ไขเพิ่มเติมอะไรด้วย เราก็แก้เฉพาะมาตราที่อยู่ในหลักการ ซึ่งท่านก็เห็นชัดนะครับ ทีนี้ต่อคําถามของท่าน ถ้าท่านจุรินทร์จะกรุณาไปดูในมาตรา ๑๐ ของร่างรัฐธรรมนูญที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ นะครับ ผมขออ่านให้ท่านฟังนะครับ มาตรา ๑๐ วรรคสอง ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของ สมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ขึ้นแทนตําแหน่งที่ว่าง ก็แปลว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับเราแก้ไขนี่ประกาศใช้นะครับ แม้ ส.ว. สรรหาที่ดํารงตําแหน่งอยู่จะว่างลงด้วยเหตุใดก็ตาม รัฐธรรมนูญใหม่ ที่กําลังแก้ประกาศใช้นี้บัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา ๑๐ ว่า ไม่จําเป็นจะต้องไปสรรหา แทนตําแหน่งที่ว่างนะครับท่านประธาน ก็ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตดําเนินการเลย ดีไหมครับ เชิญครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมต้องประท้วงนะครับ ท่านประธานครับ จะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมอนุญาต ให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอยากแสดงความเห็น ผมอนุญาตให้ท่านธนาครับ แล้วก็น่าจะ ท่านสุดท้ายก็พอแล้วครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ตกลง จะให้ใครพูดครับ ท่านชี้ให้ผมพูดหรือเปล่าครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ให้สิทธิ ท่านประท้วง ท่านใช้สิทธิประท้วงในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมให้ท่านธนาได้ใช้สิทธิ ประท้วง แล้วก็คงน่าจะเป็นท่านสุดท้ายก็น่าจะพอแล้วครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมจะใช้เวลาที่ประชุมไม่มาก ครับท่านประธาน ๒ ประเด็นที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นอภิปราย สืบเนื่องจาก คําวินิจฉัยของท่านประธานว่า เมื่อที่ประชุมได้มีมติให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. โดยตรงจาก ประชาชนอย่างเดียว การที่จะอภิปรายในส่วนของ ส.ว. สรรหานั้น ไม่สามารถดําเนินการได้ เพราะจะขัดต่อหลักการ สิ่งที่ท่านจุรินทร์ได้พูดให้ท่านประธานฟังนี่ ผมว่าถ้าท่านประธาน ฟังให้ดี คําวินิจฉัยของท่านประธานนี่ขัดกันเอง เพราะเมื่อกรรมาธิการอ้างว่าได้มีการแก้ไข มาตรา ๓ ให้มีเฉพาะ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่กรรมาธิการไม่ได้ไปแก้ไขในมาตรา ๒๔๐ หรือมาตราอื่นที่ยังบัญญัติเกี่ยวกับเรื่อง ส.ว. สรรหาไว้ เพราะฉะนั้นสมาชิกที่แปรญัตติ หรือสงวนความเห็นก็ยังมีสิทธิอภิปรายตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ยังคงมีอยู่ในมาตรา ๒๔๐ หรือมาตราอื่นใด เพราะฉะนั้นไม่เป็นการขัดหลักการ เพราะกรรมาธิการไม่ได้ไปตัดข้อความ ในส่วนอื่นของ ส.ว. สรรหาไป นั่นคือความบกพร่องประการที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน มาตรา ๑๐ ที่ท่านประธานกรรมาธิการ วิสามัญได้กรุณาหยิบยกขึ้นมา ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านอีกครั้งหนึ่งครับ มาตรา ๑๐ ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับยังคงมีสมาชิกภาพ และปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป วรรคสองอันนี้สําคัญครับ ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของ สมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฟังข้อความนี้ให้ดีนะครับ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญนี้ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่างลง เคยมีการแก้ไขกฎหมายฉบับไหนไหมครับ ที่ให้อํานาจออกไปล่วงเลยไปก่อนการใช้กฎหมาย ไม่มีครับ ผมยังไม่ได้พูดประเด็นนี้เพราะยังไม่ถึง แต่เมื่อประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ หยิบยกเรื่องนี้มา ผมจําเป็นต้องลุกขึ้นอภิปราย เพราะไม่มีการเขียนกฎหมายฉบับไหนหรอกครับที่ไปให้อํานาจย้อนไปก่อนการประกาศ ใช้กฎหมาย นี่คือการบัญญัติกฎหมายที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน เห็นไหมครับ มาตรา ๒ เขาเขียนไว้ครับว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา อันนี้เขียนชัดเจนครับ ผ่านความเห็นชอบเมื่อไรไปสู่ กระบวนการประกาศและมีผลบังคับเมื่อวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา นี่คือสาระสําคัญกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่มาตรา ๑๐ ท่านไปบัญญัติขัดกับ มาตรา ๒ อีกครับว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ไปใช้บังคับตั้งแต่วันก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้สําเร็จ ท่านเห็นหรือยังครับว่าเป็นการบัญญัติกฎหมายที่ขัดกันโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประธานกรรมาธิการวิสามัญพูดนี่จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ประธานวิปฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นชี้แจงว่าตราบใดที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีบทบัญญัติ เรื่อง ส.ว. สรรหาไว้ ก็ไม่ตัดสิทธิสมาชิกรัฐสภาที่จะลุกขึ้นอภิปราย และการอภิปราย กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายมหาชน ผมพูดเสมอครับท่านประธานว่านี่คือสิ่งที่ ฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อยพยายามที่จะให้รัฐสภาและประชาชนได้เห็นว่ามันมี ความไม่ถูกต้องของรัฐธรรมนูญอย่างไร เป็นสิทธิของเราครับ และท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญนี้ เขียนไว้เลยนะครับ วาระสองเสร็จแล้ว ๑๕ วัน สมาชิกรัฐสภากลับไปนอนที่บ้าน กลับไปคิด ให้ดีว่าจะลงมติอย่างไรให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนที่สุด ไม่จําเป็นต้อง ลงมติเป็นไปตามหลักการที่รัฐสภานี้ให้ความเห็นชอบในวาระหนึ่ง วาระสอง ก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะหักล้างว่าทําไมพวกผมจึงจะใช้สิทธิอภิปรายในประเด็น ที่เกี่ยวกับ ส.ว. สรรหาไม่ได้ นี่คือ ๒ ประเด็นที่ผมพูดให้ท่านประธานได้เห็นภาพชัดเจนครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญประธานกรรมาธิการ ครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานกรรมาธิการครับ ประเด็น มาตรา ๑๐ นี้นะครับท่านประธาน มีข้อแลกเปลี่ยนที่จะต้องพูดกันด้วยเหตุด้วยผลอีกยาว ฉะนั้นเอาไว้ ให้ถึงมาตรา ๑๐ นะครับ กรรมาธิการจะได้ชี้แจงรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้เรากําลัง พิจารณามาตรา ๔ นะครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ในมาตรา ๑๐ เรามีบัญญัติ รองรับเอาไว้อยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมใช้ดุลยพินิจว่าคนที่แปรญัตติในเรื่องของ ขัดกับมติในมาตรา ๓ นั้นคงไม่ได้นะครับ ผมขออนุญาตดําเนินการตามนี้นะครับ เชิญท่านประเสริฐครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

ประการที่หนึ่งครับท่านประธานครับ ต่อกรณีคําตอบของท่านประธาน คณะกรรมาธิการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ท่านตอบว่า ในกรณี มาตรา ๑๐ ซึ่งเอาไว้ไปพูดกันในมาตรา ๑๐ ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องพูดกันอีกยาว ถ้าท่านตอบ ด้วยคําตอบอย่างนี้นะครับ ท่านก็ต้องเปิดสิทธิให้สิทธิสมาชิกที่แปรญัตติ ที่สงวนคําแปรญัตติ สงวนความคิดเห็นไว้อยู่แล้วได้อภิปรายในมาตรา ๔ ต่อไป แล้วก็ผมเห็นสอดคล้องครับ กับท่านประธานรัฐสภาที่ท่านได้พูดไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มว่าการตัดสิทธิลิดรอนสิทธิของสมาชิก ไม่ได้อยู่แล้วครับ อันนี้เป็นคําพูดของท่านนะครับ และส่อขัดรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งเมื่อเอา ๒ คําตอบนี้มาบวกรวมกันแล้วท่านก็จําเป็นครับต้องให้สิทธิสมาชิก ได้เสนอความคิดเห็น ได้อภิปรายในมาตรา ๔ ส่วนเมื่อท่านได้ฟังไปแล้วสมาชิก ผิดข้อบังคับประการใด ท่านค่อยวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น

(นายวรชัย เหมะ (กรรมาธิการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ เหตุผลที่ท่านพูดถึงที่ผมใช้ในการวินิจฉัย ผมวินิจฉัยเฉพาะประเด็นนั้นนะครับ ไม่ใช่จะเอาไปใช้ กับทุกเรื่องได้นะครับ เพราะฉะนั้นสมาชิกไม่สามารถดําเนินการอภิปรายขัดข้อบังคับอยู่แล้วครับ เป็นเรื่องของประธานที่จะต้องกํากับดูแล ท่านวรชัยเชิญครับ

นายวรชัย เหมะ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ขอให้ประธานรัฐสภารักษาข้อบังคับตามข้อบังคับ ข้อ ๔ ครับ ท่านประธาน เราดําเนินการประชุมตั้งแต่เช้า แล้วท่านเห็นว่าอันไหนที่ถูกต้องชอบธรรมไม่ผิด ข้อบังคับ ขอให้ท่านใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัดครับ ขอให้ดําเนินการประชุมได้แล้วครับท่าน ประธานครับ จะเอาอย่างไรก็เอาครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอดําเนินการประชุม

นายวรชัย เหมะ กรรมาธิการ

แล้วก็ผมว่าอย่างนี้ท่านประธาน จะกี่วัน ก็ให้อภิปรายเลยครับ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็เอาไปเลยครับท่านประธาน จะได้ไม่ต้อง เสียเวลาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ ขอบคุณครับ ผมขออนุญาตดําเนินการเลยนะครับ ขอส่งรายชื่อด้วยนะครับผู้ที่ประสงค์จะอภิปรายครับ ส่งรายชื่อครับ เชิญครับ ท่านเลขาธิการเชิญครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๔ ยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ไม่มีการแก้ไข ยกเลิก มาตรา ๑๑๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ ยกเลิก มาตรา ๑๑๔ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติครับ

(นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอท่านสุดท้าย ท่านไชยวัฒน์เชิญ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ผมจะอภิปรายถึงเนื้อหาของการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอโทษครับ ไม่ได้อยากขัด ท่านใช้สิทธิประท้วง ประท้วงใครครับ ข้อบังคับข้อไหน

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่ยากหรอกครับ ข้อ ๕ แค่นั้นละครับง่าย ผมกําลังจะทําความเข้าใจกับท่านประธาน โดยส่วนตัวผมเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ๒ สมัย ผมไม่เคยปฏิบัติตัวอย่างนี้ แล้วไม่อยากทําอย่างนี้ด้วย ผมนั่งยกมือขึ้นเหนือศีรษะเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงท่านประธาน ไม่ชี้ให้ผมพูด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ข้อ ๕ คือประธานจะต้อง ดําเนินการประชุมให้มีประสิทธิภาพตามข้อบังคับ ทีนี้ท่านจะใช้ข้อ ๕ ประท้วง ท่านต้องอ้างด้วยว่า ใครผิดข้อบังคับข้อไหน แต่อ้าง ข้อ ๕ คงไม่ได้ครับ เพราะข้อ ๕ ข้อความก็คือให้ประธาน ดําเนินการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แล้วมันไม่เรียบร้อยตรงไหน ประธาน ผิดข้อบังคับข้อไหน

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก่อนอื่นผมก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่า ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนซ้ําว่า ผมเป็นอดีตผู้แทนราษฎรมา ๒ สมัย ผมไม่เคยประพฤติตัวอย่างนี้มาก่อนครับท่านประธานครับ เพราะว่าโดยข้อบังคับ ข้อ ๕ ประธานสภาจะต้องทําหน้าที่ตามข้อบังคับ ผมนั่งลงและยกมือขึ้น เหนือศีรษะประธานไม่ชี้ให้ผมพูดผมไม่ว่า แต่กรณีที่ผมยืนขึ้นแล้วยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนคนอื่นหลายคน ประธานกลับไปชี้ให้สมาชิกท่านอื่นพูดก่อนผมก็ไม่เป็นอะไรเป็นสิทธิ ดุลยพินิจของท่าน แต่ท่านจะบอกว่าผมไม่มีสิทธิพูดอันนี้เป็นการขัดข้อบังคับโดยสิ้นเชิง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านใช้สิทธิ ประท้วง ผมก็อนุญาตให้ท่านประท้วงตามข้อบังคับ ทีนี้ท่านใช้สิทธิประท้วงแล้ว ผมอนุญาต แล้วผมก็ต้องถามว่าท่านประท้วงใคร ผิดข้อบังคับข้อไหน ท่านอ้างว่าประท้วงข้อ ๕ ข้อ ๕ ก็มีความหมายแค่ให้ประธานดําเนินการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยยึดข้อบังคับ เพราะฉะนั้นท่านประท้วงผมข้อ ๕ ท่านต้องอ้างด้วยว่า ประธาน ผิดข้อบังคับข้อไหน ไม่ใช่ผิดข้อ ๕ อีกนะครับ มันต้องมีผิดข้ออื่น ผมก็ถามว่าประท้วงผม ตามข้อ ๕ ประธานผิดข้อบังคับข้อไหน ถ้าไม่ผิด ท่านก็ไม่มีสิทธิประท้วงครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่รู้ว่า ประธานจะไม่เข้าใจข้อบังคับนะครับ ผมบอกว่าข้อ ๕ นี่ผมเห็นว่าทุกคนอ้างข้อ ๕ ทั้งนั้น แล้วท่านก็ฟัง ข้อ ๕ คือ ข้อ ๕ ที่บอกว่าให้ประธานดําเนินการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับ ในกรณีที่สมาชิกยืนขึ้นแล้วยกมือขึ้นเหนือศีรษะ เป็นการประท้วง ท่านประธาน ต้องให้โอกาสชี้แจง ท่านเข้าใจหรือยังคับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้ประธานดําเนินการตามข้อบังคับเพื่อให้การประชุมดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย ถ้าท่าน จะประท้วงประธานโดยอ้างข้อ ๕ ท่านต้องชี้ให้เห็นว่าประธานผิดข้อบังคับข้อไหน

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าท่านประธานไม่ฟังผม ท่านประธานก็ไม่เข้าใจหรอกครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

นั่งเถอะครับ ผมขออนุญาต ดําเนินการต่อเลยครับ เชิญท่านธนาครับ ท่านสงวนความเห็นไว้ ขอประเด็นที่ สงวนความเห็นก่อนนะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๔ ระบุไว้ว่าให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และ มาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมเสนอขอให้ตัดข้อความในมาตรา ๔ ทั้งหมด ให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช ๒๕๕๐ เหมือนเดิม ผมขออนุญาต ท่านประธานที่จะชี้แจงให้ท่านประธานในเบื้องต้นได้ทราบในประเด็นที่ผมจะอภิปราย ในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ เป็นเรื่องของการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาและดําเนินการ สรรหา สิ่งที่ผมต้องตัดมาตราที่ ๔ ออกทั้งหมด เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ท่านไป กําหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน แต่ท่านไปเขียนบท เสมือนหนึ่งบทเฉพาะกาล ว่าระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ ให้คงมีสมาชิกวุฒิสภามา จากการสรรหาด้วยซึ่งจะมีสมาชิกจาก ๒ สภา จะคงดํารงอยู่ไปอย่างน้อย ๓ ปี ก่อนที่จะมี เหลือเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง สิ่งที่ผมขอให้ตัดทั้งหมดเพราะผมได้เห็น ปัญหาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่รอบคอบของกรรมาธิการวิสามัญ ทําไมผมถึงบอกว่า ไม่รอบคอบเพราะเมื่อท่านไปตัดให้เหลือเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ท่าน ไม่รอบคอบในการที่จะดูแลทั้งหมด ท่านอ้างผมว่าในมาตรา ๑๐ ท่านได้เขียนไว้แล้วว่า ในระหว่างที่

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญคุณหมอครับ

(นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านไชยวัฒน์ครับ ท่านนั่งเถอะครับ ผมอนุญาตให้ท่านใช้สิทธิแล้วนะครับ แล้วท่านก็ได้ใช้สิทธิไปแล้ว แล้วผมวินิจฉัยแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ เชิญคุณหมอครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้ง จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตประท้วงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่กําลังอภิปราย อยู่นะครับ ฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ข้อ ๔๓ เหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธาน บอกว่า สมาชิกท่านฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เพราะว่าข้อ ๙๙ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าสมาชิกต้องอภิปราย ในสิ่งที่ตัวเองได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ ถูกต้องครับขณะนี้ท่านกําลังแปรญัตติบอกว่า ตัดมาตรา ๔ ออกทั้งหมด ความหมายก็คือว่าถ้าตัดมาตรา ๔ ถ้าไม่ได้แปรญัตติอย่างอื่น ก็หมายความว่าต้องกลับไปใช้รัฐธรรมนูญเดิมก็คือมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ซึ่งมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตราเดิมพูดถึงเรื่องการสรรหาและกรรมการสรรหา ขัดข้อ ๙๙ อย่างไรครับ เราลงมติไปเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นการลงมติตามมาตราไปก็ไปขัดกับ มาตรา ๓ ตรงนี้ท่านประธานโปรดวินิจฉัย

ประเด็นที่ ๒ ครับ ท่านผู้อภิปรายได้ยกเอาข้อความหรือข้ออ้างว่าสามารถ อภิปรายได้ เนื่องจากว่ากรรมาธิการไม่ได้ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บทที่เกี่ยวกับ กรรมการสรรหาใน มาตรา ๒๓๘ กับมาตรา ๒๔๐ คือไม่ตัดออก ก็มีเหตุให้สามารถ อภิปรายได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นนี้ท่านประธานโปรดวินิจฉัยว่าสิ่งที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกล่าวอ้างนั้นไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งกรรมาธิการก็สามารถชี้แจงได้ ผมเองกราบเรียนท่านประธานครับ เหตุที่ผมประท้วงตรงนี้เพราะ มาตรา ๒๓๘ กับมาตรา ๒๔๐ มันว่าด้วยอํานาจหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้งและศาลฎีกา ที่เขาจะต้อง มีอํานาจในการที่จะวินิจฉัยครับ กรณีถ้ามีการร้องคัดค้าน ท่านอย่าลืมถ้าท่านดูกฎหมาย ฉบับนี้ เราแก้ไขให้ ส.ว. สรรหา เขามีวาระอยู่ต่อเนื่องไปจนครบวาระนะครับอีก ๓ ปีครับ ฉะนั้นถ้ามีการร้องคัดค้านด้วยเหตุอันใดที่เขาจะต้องออกตาม มาตรา ๑๑๙ สมมุติร้องขณะนี้ เขาก็มีสิทธิจะรับครับ ใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๘ กับมาตรา ๒๔๐ ใช้บังคับอยู่

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หมดไปนะครับ ผลการร้องยังมีอยู่ เพราะตัว ส.ว. สรรหายังอยู่ เพราะเขาต้องวินิจฉัยภายใน ๑ ปี ที่จะไปลงโทษเขา เพราะฉะนั้นต้องคงอยู่ครับ ต้องคงอยู่ และถ้า

เอาละครับคุณหมอ ผมเข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวผมขอวินิจฉัย

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธานครับ ผมเพิ่มอีกประโยคเดียว ถ้า ส.ว. สรรหาทั้งหมดหมดวาระไปนะครับ กฎหมายฉบับนี้ก็มีผล ใช้บังคับโดยปริยาย ก็ไม่ต้องพูดถึง ส.ว. สรรหา มันก็เข้าระบบกฎหมายทั่วไป บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายทั่วไปที่ใช้คลุมทั้งหมดได้อยู่แล้ว เมื่อไม่มีสรรหาก็ไม่ต้องใช้ บทนั้นว่าด้วยอํานาจหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้งและศาลนะครับ มันต้องคงอยู่ครับ ไม่อย่างนั้น ส.ว. สรรหา ๗๓ คนที่เหลืออยู่อีก ๓ ปี ล้อไม่ได้นะครับ คัดค้านไม่ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออนุญาตครับ วินิจฉัย เลยนะครับ ท่านธนาครับ ในกรณีที่ท่านจะอภิปรายในส่วนที่ขอยกเลิก มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ทั้งหมด ตรงนั้นผมถือว่ามันขัด

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานต้องฟังผมก่อนสิครับ ผมกําลังจะเข้า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต้องฟังผมก่อนต่างหาก ท่านฟังผมวินิจฉัยครับ ผมวินิจฉัยเพื่อเป็นแนวทางให้ท่านได้อภิปรายอย่างไรครับ ในเมื่อ มีผู้ประท้วงผมก็ต้องวินิจฉัย แต่พอผมจะวินิจฉัยท่านก็ไม่ฟังผม ผมจะวินิจฉัย เพื่อเป็นแนวทางที่ท่านจะได้ใช้ในการอภิปราย การไปสงวนด้วยการยกเลิก มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ซึ่งมันจะไปขัดกับมติของรัฐสภาที่ลงมติใน มาตรา ๓ ไปแล้ว ในกรณีนี้คงไม่ได้ แต่ท่านสามารถอภิปรายได้ในส่วนที่ท่านได้ขอแก้ไข มาตรา ๑๑๓ การเลือกตั้งของท่าน ใช้เขตประเทศเป็นเขตอะไรอย่างนี้ ตรงนี้ ท่านสามารถอภิปรายได้ เพราะฉะนั้นขอให้ท่าน อภิปรายในประเด็นนี้ ในกรอบตรงนี้นะครับ ก็คือท่านสงวนไว้อย่างนี้นะครับ มาตรา ๑๑๓ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๑๑ (๒) ให้ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ นั่นผมไม่ได้แปรญัตติไว้ ท่านประธานอ่านให้ดีครับ นั่นเป็นของท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ไม่ใช่ของผมครับ ผมขอเสนอให้ ตัด มาตรา ๔ ออกทั้งมาตรา ท่านประธานฟังอีกสักนิดหนึ่งแล้วท่านประธานจะเห็นด้วยกับ ผมว่าสิ่งที่ผมขอตัดนั้นมีเหตุผลถูกต้องตามข้อบังคับและบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านฟังผม อีกนิดเดียวและท่านจะเข้าใจครับว่าทําไมผมถึงตัด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ท่านแปรญัตติ ไว้ที่หน้า ๕๘

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

หน้า ๕๖ ครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่เขียนมา หน้า ๕๘ ทีนี้ท่านไปตัด มาตรา ๔ ออกทั้งมาตรา

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านฟังผมสิครับท่านประธานว่าทําไม ผมถึงตัด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ ท่านฟังผมก่อน ถ้าท่านตัด มาตรา ๔ ทั้งมาตรา ผมวินิจฉัยว่ามันน่าจะอภิปรายไม่ได้ แต่ทีนี้ไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยวผมจะอนุญาตให้ท่านได้ชี้แจงว่าเพราะเหตุผลอะไร ถึงจะอภิปรายได้ แล้วผมจะได้ วินิจฉัยเชิญครับ เอาประเด็นนี้ก่อนนะครับให้ผมได้วินิจฉัยก่อน ท่านจะอภิปรายประเด็น อะไรอย่างไรเพื่อประกอบการวินิจฉัยของผม อย่าเพิ่งเข้าสู่เนื้อหา

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมนายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมจะชี้ประเด็นให้ ท่านประธานเห็นนะครับว่าทําไมผมถึงต้องตัดมาตรา ๔ ออกทั้งหมด มาตรา ๔ เป็นเรื่องของ คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาซึ่งประกอบด้วยใครผมจะไม่พูด ผมจะเข้าไปใน รายละเอียดให้ประธานเห็นว่าทําไมผมถึงมีสิทธิอภิปรายและมาตรา ๑๑๔ ให้คณะกรรมการ ดําเนินการสรรหาตามวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อดําเนินการสรรหาให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ผมต้องตัด มาตรา ๔ เพราะอย่างนี้ครับท่านประธานเมื่อท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญและเสียง ข้างมากไปตัดมาตรา ๓ โดยที่ท่านไม่ได้ไปพิจารณาเลยว่ามันมีมาตราอื่นที่ยังมีส่วนเกี่ยวข้อง กับวุฒิสรรหานั่นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ เนื่องจากกรรมาธิการวิสามัญไปคงสิทธิของวุฒิสมาชิกที่มาจาก การสรรหาต่อไปหลังจากวุฒิสมาชิกหมดวาระในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ นั่นหมายถึงจะมี วุฒิสรรหาและวุฒิที่มาจากการเลือกตั้งเป็นวุฒิสภาจนถึงปี ๒๕๖๐ สิ่งที่ท่านประธาน กรรมาธิการวิสามัญเขียนในมาตรา ๑๐ วรรคสอง ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิก วุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ แทนตําแหน่งที่ว่างลง ประเด็นแรกผมต้องชี้ให้ท่านประธานเห็นก่อนว่าเราพิจารณาเรียงตาม มาตรา คือ มาตรา ๓ ขณะนี้มาตรา ๓ มีเฉพาะว่ากําหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แต่บัญญัติว่าจะให้มี ส.ว. สรรหาอยู่ไปจนถึงปี ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยข้อเท็จจริงว่า ๑. ระหว่างที่การพิจารณากฎหมายฉบับนี้ยังไม่เสร็จสิ้น หรือก่อนการใช้รัฐธรรมนูญ และยังไม่ถึงมาตรา ๑๐ เกิดมี ส.ว. สรรหาเสียชีวิต ผมขออนุญาต หรือขาดคุณสมบัติทําให้ต้องมีการดําเนินการสรรหา ส.ว. ขึ้นมาใหม่ ถ้าท่าน ไม่มีมาตรา ๑๑๓ ไม่มีมาตรา ๑๑๔ นั่นหมายถึงว่าท่านไม่สามารถสรรหาวุฒิสมาชิก ให้มาดํารงตําแหน่งก่อนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ เพราะท่านไปตัดมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ออกแล้วอย่างไรครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ มาตรา ๑๐ นั้นสภายังไม่ได้ ให้ความเห็นชอบ ท่านจะมาถือว่ามาตรา ๑๐ จะเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ เพราะยังไม่ให้ความเห็นชอบ เมื่อยังไม่ให้ความเห็นชอบพิจารณาแค่มาตรา ๓ ผมก็ต้องบอกว่า นี่คือปัญหาช่องโหว่ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะคุณไปเขียนว่ามีแต่ ส.ว. เลือกตั้ง แต่คุณให้ ส.ว. เลือกตั้งอยู่คู่กับ ส.ว. สรรหาจนไปถึงปี ๒๕๖๐ สมมุติว่ามีคนอยากที่จะ เล่นกลกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ลาออกครับ แล้วท่านไปตัดมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ จะสรรหากันอย่างไรครับ และผมเรียนว่ามาตรา ๑๐ ของท่านก็ไม่มีผลบังคับ ท่านจะไป เขียนว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ใช้ก่อนการประกาศหรือก่อนการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้ครับ เพราะ ๑. ไปขัดกับมาตรา ๒ มาตรา ๒ เขาเขียนแล้วว่าให้ใช้บังคับตั้งแต่ วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่มาตรา ๑๐ ท่านก็มาเขียนขัดกันเองว่า ให้ใช้ย้อนกลับขึ้นไปก่อนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ ๑. ใช้ไม่ได้ ๒. ไม่มีใครเขาร่างกัน แล้ว ๓. ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมจึงมีสิทธิอภิปรายว่าตราบใดก็ตามที่รัฐสภานี้ ยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอใช้ดุลยพินิจวินิจฉัย เลยนะครับ กรณีที่ท่านพูด แน่นอนครับ ประการแรก ท่านจะอภิปรายในมาตรา ๔ ในส่วนที่ ไปขัดกับมติของรัฐสภาที่ได้ลงมติไปในมาตรา ๓ อยู่แล้ว ประเด็นนี้ไม่ได้ ประเด็นที่ ๑ นะครับ แล้วประเด็นที่ ๒ กรณีที่ท่านยกตัวอย่าง เช่นมีคนเล่นอะไรที่ว่านี้ลาออกจากวุฒิสภา จะทําอย่างไร ซึ่งตรงนั้นมันเป็นเรื่องของมาตรา ๑๐

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

แล้วมันถึงมาตรา ๑๐ หรือยังละครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าแย้งสิครับ ผมวินิจฉัยสิครับ ท่านฟังผมวินิจฉัยสิครับ ผมฟังท่านตั้งนาน ผมจะวินิจฉัยสั้น ๆ ท่านก็ยัง ไม่ฟังเลย เพราะฉะนั้นเอาไว้ให้ถึงมาตรา ๑๐ ท่านค่อยอภิปรายในส่วนที่ว่านี้ แต่ตอนนี้ มันอยู่ในมาตรา ๔ เพราะฉะนั้นมันไม่ไปเกี่ยวมาตรา ๑๐ หรอกครับ สรุปแล้ว ผมวินิจฉัยว่า ในกรณีของท่านไม่สามารถอภิปรายได้ เพราะมันไปขัดกับมติของรัฐสภาในมาตรา ๓ ผมถือว่าผมวินิจฉัยแล้วครับ ท่านนั่งลงครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่า ท่านประธานไม่ได้ใช้ดุลยพินิจอย่างสุจริตในการวินิจฉัยเรื่องของผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านถอนคําพูดครับ ท่านถอนคําพูดครับที่บอกผมใช้ดุลยพินิจโดยไม่สุจริต ท่านถอนครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ผมถอนครับท่านประธาน แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าสิ่งที่ผมยกขึ้นให้ท่านประธานเห็น ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภา พี่น้อง ประชาชนที่อยู่ทางบ้านเห็นด้วยกับผมครับ ว่าท่านประธานไปเอามาตรา ๑๐ ที่ยังไม่ได้ พิจารณามากําหนดได้อย่างไร เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดว่าให้พิจารณาเรียงตามมาตรา ท่านฟังผมบ้างสิครับ พอผมจะอภิปรายในข้อเหตุและผลท่านก็ไม่ฟัง แล้วคนจะเข้าใน ในประเด็นที่ผมหยิบยกขึ้นมา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมฟังท่านมากแล้ว มีแต่ท่านไม่ฟังผม

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญคุณหมอประท้วงครับ ท่านไชยวัฒน์ผมไม่อนุญาตแล้วครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายจริง ๆ ครับ ท่านฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อ ๔๕ วรรคสอง ชัดเจน ท่านประธานได้วินิจฉัยไป แล้วก็ชี้ช่องทางชัดเจนครับ ผิดข้อ ๙๙ ไม่พอนะครับ เรียงลําดับมาตรา ท่านอภิปรายมาตรา ๔ โยงไปมาตรา ๑๐ ให้เหตุผลเราไม่ว่าครับ แต่ไปอ้างมาตรา ๑๐ ในเนื้อหาสาระโดยสาระโดยตรง ท่านก็วินิจฉัยแล้ว เราก็ไปถึงวาระของ มาตรา ๑๐ ท่านอภิปรายได้เต็มที่ครับประเด็นนี้มีถกเถียงกันได้ ฉะนั้นท่านประธาน โปรดวินิจฉัยครับ ให้ท่านผู้อภิปรายได้ปฏิบัติตามคําวินิจฉัยของท่านประธานเพื่อที่สภาเรา จะเดินไปได้แล้วมีกติกาที่ชัดเจนครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมพยายามทําหน้าที่อย่างดีที่สุดนะครับ บางทีก็ยึดข้อบังคับอย่างเคร่งครัด แต่บางครั้ง ก็อะลุ่มอล่วยเพราะว่าถือว่ามันเป็นเรื่องของศิลปะในการดูแลการประชุม เพราะฉะนั้นผมก็ พยายามทําตรงนี้ให้เต็มที่แต่จะให้ถูกใจทุกท่านคงเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นผมถือว่า ผมได้วินิจฉัยไปแล้ว ท่านสมาชิกก็ต้องให้เกียรติในคําวินิจฉัยของประธาน เพราะท่านเป็นคน ร่างกติกาขึ้นมาว่าคําวินิจฉัยของประธานถือว่าเป็นที่สุด เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะต้องเป็นที่สุด นะครับ ท่านธนาพอแล้วกระมังครับ นั่งเถอะครับ อย่าประท้วงคําวินิจฉัยของประธานเลยครับ นั่งเถอะครับ ผมวินิจฉัยชัดแล้วครับ เอาแค่ข้อเท็จจริงก็ขัดชัด ๆ แล้วครับ จะไปแปรญัตติ หรืออภิปรายในสิ่งที่ไม่มีตัวตนซึ่งทางสภาเขาตัดออกไปแล้ว ไม่มี ส.ว. สรรหา แล้วจะอภิปรายได้อย่างไร แล้วจะอภิปรายไปเพื่ออะไร โจทย์ง่าย ๆ ครับ ๒ บวก ๒ เป็น ๔ ทําไมไม่เข้าใจผมก็ไม่ทราบ มันขัดข้อเท็จจริง เชิญนั่งเถอะครับ ผมไม่อนุญาตใครทั้งนั้นครับ ผมพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว ท่านให้ความร่วมมือด้วยเถอะครับ นั่งเถอะครับ ผมให้โอกาส มามากแล้วครับ มากเกินจําเป็นด้วยซ้ํา ท่านนั่งเถอะครับ ขัดข้อเท็จจริงครับ ข้อเท็จจริง คือสิ่งที่จะอภิปรายนี่มันไม่มีในเนื้อหาตรงนั้นแล้ว ท่านนั่งเถอะครับ ขอความกรุณาเถอะครับ นั่งเถอะครับ ท่านธนานั่งเถอะครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ผมสลับไปที่ ส.ว. นะครับ ท่านสาย กังกเวคิน ครับ เชิญครับ

รัฐสภาขอต้อนรับนักเรียนจากโรงเรียนเทศบาลสุราษฎร์ธานีครับ ด้วยความยินดียิ่งนะครับ ขออภัยนะครับเอกสารส่งอาจจะสับสนนิดหนึ่ง ขออภัยครับ ขอเชิญท่าน ส.ว. สุรจิต ชิรเวทย์ ครับ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นนะครับ หน้า ๕๖ ครับ เชิญครับ ท่านชี้แจงประเด็นที่ท่านสงวนก่อนนะครับ และให้ผมได้วินิจฉัยว่าจะอภิปราย ขัดหลักการหรือไม่นะครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ เนื่องจากผมแพ้ไปแล้วในมาตรา ๑๑๑ กับมาตรา ๑๑๒ นะครับ ในมาตรา ๑๑๓ กับ มาตรา ๑๑๔ ที่ผมแก้นี่ มันจะไปบอกที่มาของระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งกระผมเข้าใจว่า คงจะทําไม่ได้ ผมก็จะไม่ขอใช้สิทธินั้นนะครับ เนื่องจากผมไปกําหนดหลักการไว้ใน มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ไปแล้วว่ามาจากแบ่งเขต ๑๕๐ แล้วก็บัญชีรายชื่อ ๕๐ ทีนี้พอ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ของผมจะพูดถึงว่าบัญชีรายชื่อ ๕๐ มีที่มาอย่างไร ผมก็ต้อง ยอมรับนะครับ แม้ว่าจะไม่เต็มใจ แต่ว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนั้นนะครับ ก็ขอขอบคุณครับ ผมคงจะอภิปรายไม่ได้ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องขอขอบคุณท่าน ส.ว. สุรจิต ชิรเวทย์ จากใจจริงนะครับ ต้องขอขอบคุณท่านจริง ๆ ที่ยอมรับในกติกานะครับ ว่าดําเนินการไม่ได้ เห็นว่าขัดก็ยอมรับ ถ้าท่านสมาชิกทุกท่านดําเนินการตามนี้ผมเชื่อว่า การประชุมจะดําเนินไปด้วยความเรียบร้อยครับ ผมเชิญท่านต่อไปเลยครับ ขอกรรมาธิการ ที่สงวนไว้ก่อนนะครับ มีเหลือไหมครับกรรมาธิการที่สงวน หมดแล้วนะครับ แล้วมีสมาชิก ที่สงวนคําแปรญัตติมีไหมครับ ยังเหลืออยู่ไหมครับ เป็นสงวนคําแปรญัตติใช่ไหมครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธานครับ มีผู้ประท้วงอยู่ครับ ท่านไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมไม่อนุญาตครับ ผมวินิจฉัยไปแล้ว และขอให้ท่านได้นั่งครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

คือโดยหลัก ไม่ทราบต้องฟังท่านผู้ประท้วงนะครับท่านประธาน นิดเดียวครับ และผมจะได้เดินได้ครับ เพราะไม่ทราบว่าประท้วงท่านประธานหรือประท้วงผม ผมไม่ทราบ ต้องถามท่านไชยวัฒน์ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ถ้าประท้วง เรื่องเดิมผมไม่อนุญาตนะครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ผมไม่ใช่ตัวตลกสภา ผมเป็นอดีต ส.ส. ๒ สมัย ผมไม่เคยประพฤติตัวอย่างนี้ครับ ผมเสียใจ ตัวเองที่ต้องประพฤติตัวอย่างนี้ ซึ่งเป็นคนไม่มีมารยาท ต้องยืนขึ้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ประเด็นนิดเดียวครับ ท่านเพียงแต่ท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ และยืนอยู่นานนะครับ ก็แปลว่าต้องมี คนดําเนินการผิดข้อบังคับ เพราะฉะนั้นก่อนท่านจะอภิปรายท่านต้องชี้ประเด็นก่อน เพราะผมให้สิทธิท่านประท้วง ท่านต้องชี้ประเด็นว่า ใครผิดข้อบังคับข้อไหน ประท้วงใครผิดข้อบังคับข้อไหน ผมจะได้วินิจฉัย ถ้ามีคนผิดข้อบังคับจริง ผมก็จะได้ให้ท่านใช้สิทธิประท้วง ท่านก็จะได้อภิปราย ไม่ใช่ลุกขึ้นมาอภิปรายเลย ไม่ใช่ครับ เชิญครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานที่สอนข้อบังคับผมครับ ท่านประธานผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ ประกอบด้วย ข้อ ๔๕ ไม่ต้องอ่านนะครับ เพราะว่าพูดกันทุกวันว่าท่านต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง แล้วให้ ประธานวินิจฉัย ไม่ใช่อยู่ ๆ ให้ผมพูด ๒ ประโยค ท่านบอกวินิจฉัยได้แล้ว มันยังไม่แล้ว นะครับ แล้วนี่คืออดีต ต้องจบเสียก่อน ผมจะกราบเรียนท่านประธานผมเสียเวลาสภา นิดเดียวครับ แล้วเราจะได้ไม่มีปัญหากันอีกต่อไป ระหว่างประธานกับผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ เชิญเลยครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เชิญก็ฟังหน่อยสิครับ ท่านครับ ผมถือว่าการขัดคอคนระหว่างพูดเป็นการเสียมารยาท ผมไม่ทํา แล้วไม่เคยทํามัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเข้าประเด็นเลยครับ ท่านจะพูดอะไร ท่านเข้าประเด็นเลย เชิญครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

นี่ละครับ ประเด็นที่ผมจะพูดกับท่านประธาน เพราะท่านประธานไม่ปฏิบัติตาม ข้อ ๔๕ ผมยกมือโดยนั่งยกมือขึ้นเหนือศีรษะท่านประธานไม่ชี้ให้ผมพูด ผมไม่ว่าอะไร ผมก็

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ข้อ ๔๕ นี้ สมาชิกเห็นว่าใครดําเนินการผิดข้อบังคับก็ให้ลุกขึ้นยืนยกมือประท้วง ประธานต้องอนุญาต ให้สิทธิ ผมอนุญาตให้สิทธิท่านประท้วงแล้วตาม ข้อ ๔๕ ผมดําเนินการตามนั้นแล้ว ทีนี้พอท่านได้สิทธิแล้วท่านก็ต้องชี้ว่าใครผิดข้อบังคับ ผิดข้อบังคับข้อไหน ไม่ใช่มาชี้ว่าใช้อ้าง ข้อบังคับ ข้อ ๕ ข้อ ๕ นั้นอ้างไม่ได้ เพราะ ข้อ ๕ เขียนไว้เพียงแต่ให้ประธานดําเนินการ ประชุมให้เกิดความเรียบร้อยตามข้อบังคับอะไรที่ว่านี้ ผมก็ดําเนินการตามนั้น แต่ถ้าผม ไม่ดําเนินการตามนั้น ผมผิดข้อบังคับ ท่านก็ชี้ว่าผมผิดข้อบังคับข้อไหน ไม่ใช่ชี้ว่า ข้อ ๕ ถ้าจะชี้ ข้อ ๕ ผมไม่ผิดหรอกครับ ท่านนั่นแหละครับผิด ข้อ ๕ เชิญครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่เป็นไรครับ ท่านลงจากบัลลังก์แล้วไปถามสมาชิกที่เขาแม่นข้อบังคับ แล้วเขาจะได้วินิจฉัย ว่าผมหรือท่านผิดข้อบังคับครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ต้องไปถามใคร ผมเป็น ประธานมีหน้าที่วินิจฉัยครับ ท่านนั่งเถอะครับ นั่งครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมยังประท้วงไม่จบ ท่านก็พูดแล้ว มีมารยาทหน่อยสิครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับถอนครับ ถอนคําว่า มีมารยาทหน่อย ท่านถอนครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

มีมารยาทบ้าง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถอนครับ ท่านถอนครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ ถอนครับ แต่ผมขอพูดใหม่ว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอย้ําอีกทีนะครับ ท่านใช้สิทธิประท้วงต่อเมื่อมีผู้ผิดข้อบังคับ ไม่ใช่ไม่มีผู้ผิดข้อบังคับ แต่ใช้สิทธิประท้วงขึ้นมา เพื่อตําหนิประธาน ตําหนิอย่างโน้น ตําหนิอย่างนี้ไม่ได้ครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานไม่ฟังก็ไม่จบหรอกครับ ท่านประธานใช้เวลา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมจะฟังถ้าท่านชี้ว่า ผมผิดตรงไหน ผิดข้อบังคับข้อไหน ถ้าผิดจริงผมก็จะได้นั่งฟัง

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมบอกว่าท่านผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ ประกอบด้วย ข้อ ๔๕ ผมอ่านแล้ว ก็อ่านกันทุกวันผมก็รําคาญ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้วครับ ผมไม่ได้ผิดข้อ ๕ และข้อ ๔๕ ผมดําเนินการครบถ้วนแล้วครับ ท่านใช้สิทธิยืนขึ้นยกมือ ใช้สิทธิประท้วง ผมอนุญาตให้ท่านประท้วงแล้ว นี่ตามข้อ ๔๕ นะครับ จบกระบวนการแล้วครับ ทีนี้ขั้นตอนต่อไปท่านต้องชี้ว่าใครผิดข้อบังคับข้อไหน ใครผิดแล้วผิดข้อบังคับข้อไหน ก็ชี้มา ไม่ใช่จะมาชี้ ข้อ ๔๕ ไม่ใช่ นั่งเถอะครับ ไปอ่านข้อบังคับใหม่อีกทีครับ พอเถอะครับ ท่านวิรัตน์เชิญต่อท่านครับ เชิญต่อเถอะครับ ท่านสมาชิกเรียกร้องให้ผมดําเนินการประชุม โดยยึดข้อบังคับอย่างเคร่งครัดนะครับ ผมดําเนินการต่อเลยครับ ท่านวิรัตน์เชิญครับ เชิญเลยครับ ท่านอภิปรายครับ เชิญครับ ถ้าไม่อภิปรายถือว่าไม่ติดใจนะครับ เชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ติดใจสิครับ ผมติดใจ ผมเตรียมมา ๓ คืนแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นเชิญเลยครับ อภิปรายครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

แต่เห็นมี ผู้ประท้วงครับ ท่านประธาน

(นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิทยาเชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวอ้างเมื่อสักครู่ครับ คือผมประท้วงให้ท่านประธานฟังข้อเท็จจริง ให้สิ้นกระแสความก่อนนะครับ แล้วท่านถึงวินิจฉัย ศาลเขาจะตัดสินคดีเขาก็ฟังให้สิ้นกระแสความ ท่านก็เถียงก่อนว่าผิดข้อไหน ผิดข้อไหนอย่างเดียว ฟังเขาให้จบนิดเดียวครับ แล้วผมเชื่อว่า ท่านจะวินิจฉัยได้ว่าเป็นอย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ หลักการประท้วง นะครับ ยืนขึ้นยกมือตามข้อ ๔๕ ประธานต้องอนุญาตให้ท่านได้ใช้สิทธิประท้วง แต่การจะใช้ สิทธิประท้วงต้องมีคนดําเนินการผิดข้อบังคับเท่านั้น ถ้าไม่มีใครผิดข้อบังคับก็ไม่มีสิทธิ ประท้วง เพราะฉะนั้นผมให้สิทธิท่านประท้วงแล้วผมก็ต้องถามว่า ใครผิดข้อบังคับ ผิดข้อไหน ไม่ใช่มาอ้างข้อ ๕ กับข้อ ๔๕ ข้อ ๔๕ นี่ผมดําเนินการครบถ้วนไปแล้ว แล้วให้สิทธิท่านแล้ว อยู่ที่ท่านต้องชี้ว่าใครผิดข้อบังคับข้อไหน แต่ท่านไม่ยอมชี้ แต่กลับ อภิปรายมาตําหนินั้นตําหนินี่ ตําหนิประธานอยู่อย่างนี้ซึ่งมันไม่ใช่ ผมให้เกียรติท่านสมาชิก ท่านสมาชิกต้องให้เกียรติผมด้วยครับ คําพูดนี้พูดบ่อยมาก เชิญท่านไชยวัฒน์เชิญครับ ใครผิดข้อบังคับข้อไหนครับ อย่าอ้างข้อ ๕ กับข้อ ๔๕ นะครับ มันจบไปแล้ว

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาฟังสัก ๒ -๓ นาที สั้นกว่าที่ประธานสอนข้อบังคับครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

นี่ข้างบนนี่นิสิตจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยนั่งฟังอยู่ ข้อ ๔๕ ระบุชัดเจนครับ ถ้ามีคนทําผิดข้อบังคับก็จะมี ผู้ประท้วง การประท้วงต้องยืนขึ้นยกมือ ประธานต้องให้สิทธิซึ่งผมให้สิทธิแล้วครบถ้วน ตามข้อ ๔๕ ก็ซ้ําซาก ท่านไม่ปฏิบัติตามจะให้ทําอย่างไร เอาครับ เชิญท่านขอ ๒ นาทีก็เอา เลยครับ เชิญครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ รอบที่ ๔ ที่ ๕ แล้วนะครับ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขอบพระคุณท่านที่สอนกฎหมายผม สอนข้อบังคับผมหลายรอบ ซ้ําซาก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเอาประเด็นของท่าน เลยครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

หลายคนบอกให้ผมลุยไปเลยนี่ผมไม่เคยทําครับ ทีนี้สภาสมัยนี้เป็นสภาผู้ทรงเกียรติ เหมือนสมัยอดีตหรือเปล่าผมไม่ทราบ ทําไมต้องตะโกนโหวกเหวกแล้วได้พูดละครับ ท่านประธาน ทําไมยกมือตามข้อบังคับไม่ได้พูดละครับ ผมไม่เข้าใจ และท่านบอกชี้แจงเลย ๆ ท่านบอกท่านไม่ผิดข้อบังคับ ถ้าอย่างนี้สมาชิกยกมือขึ้นประท้วงท่าน ท่านก็พูดคําเดียวว่า ผมไม่ผิดข้อบังคับ แล้วก็หยุด แล้วก็ไม่ให้พูดอีก ผมจะตกลงกับท่านว่าตลอดเวลาระหว่างที่ สภายังดํารงอยู่ ผมยังมีชีวิต สภายังไม่ยุบ ผมขออนุญาตตกลงกับท่านประธานสภาว่าผมจะ ปฏิบัติตามข้อบังคับโดยเคร่งครัด ผมไม่อยากให้ประวัติชีวิตผมเสีย ถ้าผมจะอภิปรายผมจะ นั่งแล้วยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ท่านไม่ให้ผมพูดผมไม่ติดใจเป็นสิทธิของท่าน แต่กรณีที่ ผมยืนขึ้นและยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ขอความกรุณาท่านถือข้อบังคับโดยเคร่งครัด ถ้าเป็นการ ประชุมรัฐสภา ท่านต้องให้ผมชี้แจง แล้วชี้แจงแล้วนะครับจึงจะวินิจฉัย ไม่ใช่พูด ๓ ประโยค แล้วบอกว่าวินิจฉัยได้แล้ว คุณไม่มีสิทธิพูด ผมจะไม่ประพฤติตัวเลวอย่างวันนี้อีก นับแต่วันนี้ เป็นต้นไป เพราะผมไม่เคยทําอย่างนี้ครับ ผมเป็นนักการเมืองนี่ผมยึดถือประวัติศาสตร์ ประโยคคําพูดของอดีตนักการเมืองในอดีตที่เราจํากันมาตลอดชีวิต แม้กระทั่ง ๑๐๐ ปี ผ่านไปเรายังจําได้ ใครประพฤติตัวอย่างไรก็เป็นประวัติชีวิตของคนนั้น ท่านประธานกรุณา ให้เจ้าหน้าที่สภาไปเปิดคําอภิปรายผมในอดีตทั้ง ๒ สมัยที่ผ่านมา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปแล้วท่านประท้วงใคร

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประท้วงท่านประธานนั่นละครับ ท่านฟังสิครับ ท่านไม่ฟังก็ไม่จบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมผิดข้อบังคับข้อไหน

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ซ้ําซากแล้วครับ ย้อนไปย้อนมาอยู่อย่างนี้ก็ไม่จบหรอกครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ท่านซ้ําซากเอง ก็นิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เรียนรู้ศึกษาเอาไว้นะครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ลุยหรอกครับ ผมไม่ชอบลุย เพราะว่าเราพูดกันแบบคนที่เข้าใจกัน คือคนหนึ่งพูด คนหนึ่งฟัง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอเถอะครับ นั่งเถอะครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานพูดผมหยุดฟัง พอผมพูดท่านไม่หยุด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนั่งเถอะครับ ระบายพอแล้วกระมังครับ ผมให้ระบายพอแล้วครับ ใช้เวลาเล็กน้อยขอเวลาเล็กน้อย ผมอนุญาตแล้ว

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ว่าเราจะไม่ต้องมีปัญหากันอีกต่อไป

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เข้าใจแล้วครับ

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ยังไม่เข้าใจครับ ท่านเข้าใจท่านต้องหยุดให้ผมพูดให้จบ ท่านต้องหยุดฟังให้ผมพูดให้จบครับ ผมไม่ใช่คนบ้าที่จะพร่ําเพ้อพูดอะไรเหลวไหล ผมบอกท่านประธานว่าท่านไม่รู้ว่าประเด็น ที่หยิบยกกัน

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม กรรมาธิการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงเชิญครับ ครูมานิตย์ก่อนครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ จริง ๆ แล้วไม่อยากประท้วงครับ แต่ว่าต้องใช้ข้อ ๕ ก็คือการควบคุมและดําเนินการในการประชุมให้เรียบร้อย บังเอิญผมเห็น หลายช็อต (Shot) นะครับ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามผ่านประธานไปถึงท่าน ท่านผู้อาวุโสลุกขึ้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ต้องเอ่ยนามครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม กรรมาธิการ

ผมไม่ได้เอ่ยนามครับท่านประธาน ท่านประธานเปรียบเสมือนกรรมการตัดสินฟุตบอลครับ ในสภาแห่งนี้เหมือนกับ ในสนามฟุตบอล ถ้ากรรมการไม่ตัดสินชี้ขาดโดยเด็ดขาด บรรยากาศอย่างนี้จะเกิดขึ้น ผมเองจริง ๆ แล้วผมพยายามนั่ง พยายามอดพยายามทนว่าจะคุยเรื่องอะไร จะอภิปราย แบบพี่ธนาไหม ไปมาตรา ๔ ว่าด้วยเรื่องโน้น เรื่องนี้ เรื่องนั้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ เข้าใจแล้วครับ สมควรแล้วครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม กรรมาธิการ

นิดเดียวครับ ผมบอกท่านประธาน ต้องเฉียบขาดครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปบรรยากาศของการประชุมเรื่องพวกนี้ต้องเฉียบขาด มาแปลก ๆ ครับ บางคน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ ทราบแล้วครับ พอเถอะครับ พอแล้วครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ เชิญครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ นั่งเถอะครับ ท่านไชยวัฒน์นั่งครับ ไม่นั่งก็เชิญยืนอยู่อย่างนี้ครับ เชิญท่านวิรัตน์ใช้สิทธิของท่านได้เลยครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

จบประเด็น ของท่านไชยวัฒน์หรือยังครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบแล้วครับ ให้ท่าน ได้ใช้สิทธิแล้วครับ อภิปรายเถอะครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

เห็นท่านไชยวัฒน์ ยังยืนยกมืออยู่ครับท่านประธาน ให้จบได้ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิปรายเถอะครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ผมเตรียมตัว มานาน ตั้งใจอภิปรายนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเชิญเถอะครับ ไม่อย่างนั้นผมถือว่าไม่ติดใจอภิปรายนะครับ เชิญท่านเลยครับ ชี้ประเด็นของท่านก่อน นะครับ ที่สงวนครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

อย่างนั้น ก็ถือว่าท่านไชยวัฒน์ยังประท้วงอยู่นะครับ แต่ว่าผมขออนุญาตใช้สิทธิอภิปรายในมาตรานี้ นะครับ ผมได้ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๔ ไว้ อยู่ในหน้า ๕๘ นะครับ ถ้าดูรายชื่อผู้แปรญัตติจํานวนมากนะครับ ประมาณ ๔๐-๕๐ คน ผมอยู่ในบรรทัดสุดท้าย นายวิรัตน์ กัลยาศิริ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายกุลเดช พัวพัฒนกุล นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย อยู่ตรงนั้นครับ ผมแปรญัตติอย่างนี้ครับท่านประธาน วางหลักก่อนแล้วจะได้ลงในเนื้อ นะครับว่า การเลือกตั้ง เลือกตั้งครับ ไม่ขัดหลักการ ที่ท่านประสงค์ว่าไม่ให้ขัด แต่ความจริงแล้วขัดก็อภิปรายได้ ผมยังยืนยัน แต่ว่าเอาละ ของผมเขียนไว้อย่างนี้ครับว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๑ (๒) ให้ใช้เขตประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกที่มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๑ ปีนับถึงวันเลือกตั้ง มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ๑ เสียง และให้ใช้วิธีออกเสียง คะแนนโดยตรงและลับ นี่คือสาระที่ได้แปรญัตติไว้ แล้วเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้แปรญัตติในประเด็นนี้ไว้ประมาณ ๕๐ คน ไม่ต่ํากว่านั้นนะครับ เหตุผลคืออะไรท่านประธาน ผมต้องขออนุญาตหยิบยกเรื่องราวก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่าบ้านเมืองอะไรเกิดขึ้น ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช้บังคับนะครับ มีการยึด ป.ป.ช. มีการซื้อ ส.ว. มีการซูเอี๋ยกับ กกต. แค่ ๓ หน่วยงานเท่านั้นท่านประธานครับ ใครประสานกับ ๓ หน่วยงานนั้นก็สามารถได้รัฐไทยไปอยู่ในอุ้งเท้า จะเห็นได้ว่าถ้า กกต. จะทุจริตการเลือกตั้งมาอย่างไร กกต. บอกไม่ทุจริต ให้ใบเขียว คนเหล่านั้น ก็ได้มาเป็นสมาชิก ป.ป.ช. จะทุจริต จะคดจะโกงกี่พันโคตรไม่ยอมชี้ว่าทุจริตเขาก็อยู่ได้ ส.ว. ไม่ยอมถอดถอนการทุจริตที่ว่า เพราะฉะนั้นใครที่ยึด ๓ องค์กรนี้ได้เขาก็จะได้รัฐไทย เพราะฉะนั้นในการแต่งตั้ง ในการหาบุคคลที่จะมาเป็น ส.ว. จึงเป็นเรื่องที่ต้องพินิจพิเคราะห์ อย่างละเอียดรอบคอบ ถามว่าการที่ ส.ว. สรรหามาจาก ๗ อรหันต์อย่างที่หลายคนพูด ผมไม่ได้ชื่นชมกับท่าน ส.ว. สรรหานะครับ แต่ต้องให้เครดิต (Credit) ท่านเหล่านั้นว่า ในบรรดา ๗ อรหันต์นั้น ประธานศาลฎีกาไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ ครับ ไม่ใช่มาจากการซื้อเสียงแล้วเป็นได้ครับ ประธานศาลตุลาการ ศาลปกครองสูงสุด ไม่ใช่มีเงินมากแล้วจะได้นะครับ แล้วก็บุคคลอีก ๗ คน เพราะฉะนั้นการที่ ๗ อรหันต์ได้มีโอกาสสรรหาสมาชิก สรรหาที่มานั้น เราเห็นได้ ในสภา เราเห็นได้ในรัฐสภา เราเห็นได้ในวงสื่อทั้งหลายครับว่า ส.ว. สรรหาท่านเหล่านั้น มีคุณประโยชน์ แล้วก็อํานวยความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชน นําพาประเทศไทย ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า อันนี้พูดไว้แค่นี้

ปัญหาต่อไปเมื่อเสียงข้างมากอยากจะแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งผมอภิปรายไปแล้ว ในมาตรา ๓ ว่า แก้เพื่อลดอํานาจศาลปกครอง เพื่อยุบศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อยุบ ป.ป.ช. อันนั้นผมอภิปรายไปแล้ว ไม่ลงลึกในวันนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์ครับ ที่ท่านแปรญัตติเอาไว้ ที่ท่านกําลังอภิปรายอยู่ คือที่มาของวุฒิโดยใช้เขตเลือกตั้ง เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ที่จริงในมาตรา ๓ รัฐสภาได้มีมติลงมติไปแล้วนะครับ ในเรื่องนี้ใช้เขตจังหวัดอะไรอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านอภิปรายมันก็จะไปขัดกับ มติของรัฐสภาในมาตรา ๓

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธาน ฟังนิดหนึ่งนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมไม่อนุญาต ให้อภิปราย

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธาน ฟังนิดหนึ่งนะครับ ผมพยายามอธิบายให้ท่านประธานเห็นนะครับว่า การที่ถ้า ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง โดยคํานึงถึงพื้นที่อย่างเดียว แล้วเสียงข้างมากไปเปิด สภาผัว สภาเมีย สภาลูก เปิดให้เป็น ส.ว. ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์ครับ ผมทนฟันท่านมาใช้เวลานานพอสมควรนะครับ แล้วก็ผมขออนุญาตวินิจฉัยว่ามันไปซ้ํา กับในมาตรา ๓ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็วินิจฉัยว่าท่านคงอภิปราย ในส่วนนี้ไม่ได้

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธาน ต้องฟังนะครับ เพราะว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมฟังแล้วครับ แล้วผม วินิจฉัยแล้ว พอแล้วครับ ผมไม่อนุญาตให้พูดแล้วครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

เราอยู่บน ความขัดแย้ง ท่านประธานครับ ผมกําลังหาทางออกให้กับประเทศไทย ท่านต้องฟังครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มันคงละประเด็น แล้วครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านประสงค์ นุรักษ์ เชิญครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ผมคง จะไม่มีจิตมีใจที่จะแถลงสิ่งที่ผมจะอภิปรายในการที่จะแปรญัตติเรื่องนี้นะครับ เพราะว่า ยังมีท่านสมาชิกคัดค้านอยู่ ยกมืออยู่ ซึ่งท่านประธานก็มีความจําเป็นที่จะต้องถามว่า เขามีวัตถุประสงค์ก็ต้องให้เขาอธิบาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมให้วินิจฉัย ไปแล้วครับ แล้วผมอนุญาตให้ ท่านประสงค์ นุรักษ์ ได้อภิปรายแล้วครับ ให้ท่านใช้สิทธิ ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิ ผมก็ถือว่าท่านไม่ติดใจนั่นละครับ ท่านอภิปรายเถอะครับ เชิญเข้าประเด็น ของท่าน แล้วชี้ประเด็นก่อนนะครับ ท่านสงวนตรงไหนนะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ผมก็เหมือนกับท่านสมาชิกต้องให้เกียรติ และเคารพซึ่งสิทธิของสมาชิกครับท่านประธานครับ ท่านประธานมีภารกิจ ท่านมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนะครับ ท่านประธานครับ ข้อ ๔๕

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมดําเนินตามข้อบังคับ อยู่แล้วครับ ท่านสงวนไว้ ผมก็ให้สิทธิท่านแล้ว ถ้าท่านไม่อภิปรายผมถือว่าท่านไม่ติดใจครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ประท้วงคําวินิจฉัยของประธาน ผมไม่อนุญาตครับ ท่านครับ ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิผมถือว่าสละสิทธินะครับ ผมเตือนครั้งสุดท้ายนะครับ เชิญท่านครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

นี่ละครับท่านประธาน ก็คือปัญหาในสภาแห่งนี้ประชาชนที่อยู่ที่บ้าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมอนุญาต ท่านแล้ว ท่านอภิปรายเถอะครับ ใช้สิทธิท่านเถอะครับ ไม่อย่างนั้นผมถือว่าท่านไม่ติดใจ นะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ติดใจอยู่ครับ ท่านประธานครับ แต่ผมรักษามารยาท

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ติดใจอภิปรายได้เลยครับ เชิญครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ผมต้องใช้การพิจารณา การวินิจฉัยอย่างชัดเจนถึงการที่จะอภิปรายให้ท่านประธานได้มีโอกาสเข้าใจถึงคําอธิบาย ของผม ท่านสมาชิกกําลังประท้วงอยู่ ท่านจัดการกันทางโน้นก่อนครับ ผมพร้อมเสมอที่จะ ปฏิบัติตามครับท่านประธาน จัดการกับเขาก่อนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปท่านจะอภิปราย หรือเปล่าครับ ผมอนุญาตให้ท่านอภิปรายแล้วนะครับ แล้วเตือนหลายรอบแล้วครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ขออนุญาตอภิปราย ให้ชัดเจนนะครับ ท่านประธานครับ เพราะมีเสียงประท้วงอยู่กับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถือว่าท่านไม่ติดใจนะครับ ผมผ่านไปเลยนะครับ เชิญท่านศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ครับ เชิญครับ ท่านศิริวรรณครับ เชิญครับ ท่านครับ ฟังนะครับ ท่านฟังก่อนนะครับ เราอยู่สภาด้วยกันมานานนะครับ อะไรเป็นอะไรเราก็รู้กันอยู่ เพราะฉะนั้นอย่าใช้วิธีนี้เลยครับ เอาตรงไปตรงมาดีกว่าครับ ผมพร้อมที่จะทําสิ่งที่ตรงไปตรงมากับท่าน แล้วผมแสดงเจตนาให้เห็นแล้วเมื่อเช้าตอนเปิดประชุม ผมทําหน้าที่เป็นกลางอย่างที่สุด แล้วให้เกียรติกับสมาชิก ให้เกียรติกับท่าน ท่านต้อง ให้เกียรติผมด้วย ถ้าท่านไม่ให้เกียรติผม ผมก็ไม่จําเป็นต้องให้เกียรติท่านเหมือนกัน อย่างนั้น ผมจะอนุญาตนะครับ ผมยอมอะลุ่มอล่วยอีกครั้งนะครับ แต่ถ้ายังเป็นเหมือนเดิม ผมจะไม่แล้วนะครับ ผมจะให้ท่านวิรัตน์ได้ชี้แจงเล็กน้อยตามที่ท่านขอนะครับ แล้วก็จะให้ ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้ายังปฏิบัติเหมือนเดิมผมจะไม่อนุญาตอีกแล้วนะครับ แล้วผมจะใช้ ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ผมมีสาระ ที่อยากจะเรียนกับท่านประธาน กับท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมนะครับว่า การที่เราได้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งโดยแบ่งเขตจังหวัดอย่างเดียวมันก็จะได้สภาผัว สภาเมีย สภาลูก และการที่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็บอกแล้วว่า ส.ว. เป็นได้ครั้งเดียว กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ลาก ไม่ต้องมีวาระ มันสื่ออะไรครับท่านประธาน มันสื่อให้เห็นว่าสภากําลังฮั้วกัน ผมจึงเสนอ ทางออกนะครับ จึงเสนอทางออกว่าให้มาจากกลุ่มอาชีพ เช่น หมอ ทนายความ ครู

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอความกรุณานะครับ ผมขอวินิจฉัย ผมอนุญาตให้ท่านได้พูดแล้ว ผมวินิจฉัยครับ ท่านฟังครับ ผมขอวินิจฉัย ท่านฟังผมวินิจฉัยครับ ท่านนั่งลงก่อนครับ ผมขอวินิจฉัยครับ ที่จริงผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ว่าสิ่งที่ท่านพูดนี่มันขัดกับมติของรัฐสภาในมาตรา ๓ ซึ่งไม่มีสิทธิอภิปราย แต่ผมก็ให้เกียรติท่าน ได้ชี้แจงเหตุผล เพื่อประกอบการวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง แต่หลังจากที่ให้เกียรติท่านได้ชี้แจงแล้ว ท่านก็พูดคําเดิมที่พูดกันมาตลอดการประชุมหลายวันนี่ครับ ก็ซ้ําซากวกเวียนอยู่ตรงนี้ละครับ ไม่ไปไหน เพราะฉะนั้นผมคงไม่อนุญาตให้ท่านได้พูดอีกแล้วนะครับ เชิญท่านประสงค์ครับ เชิญครับ ผมให้ชี้แจงแล้วครับ จบแล้วครับ ไม่แล้วครับ เชิญท่านประสงค์ครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานจะให้ผม ทําอย่างไรครับ ให้ผมเป็นสมาชิกที่มีมารยาทในที่ประชุมแห่งนี้ หรือจะให้ผมทําหน้าที่ตรงนี้ ผมยังเห็นใจผู้ซึ่งกําลังจะยืนประท้วง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ กรุณาเถอะครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ ในนามพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเอง ได้เฝ้าติดตามเหมือนท่านสมาชิกรัฐสภาทุกคนนะครับ แต่ผมเห็นว่าการกระทําที่ผิดข้อบังคับ ในข้อ ๔๓ นี้มันเกิดขึ้นบ่อยมาก เรื่องการอภิปรายวกวน ๒. การอภิปรายไม่ตรงประเด็น ตามข้อ ๙๙ ก็ทําบ่อยมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานครับ ผู้ที่แปรญัตตินี่ครับ พูดถึงเรื่องการลงทะเบียนของสมาชิกองค์กร ซึ่งมันไม่มีแล้ว แต่ว่าวันนี้ได้พยายามจะพิสูจน์ แล้วครับว่าท่านประธานได้พยายามทําตามข้อบังคับอย่างยิ่ง แต่เราเพื่อนสมาชิกไม่ยอม เคารพกติกากัน แล้วก็ใช้วิธีการอย่างที่เราเห็น ๆ ขอประทานโทษผมประท้วงท่านประสงค์ นี่ครับ ท่านประธานก็ให้อภิปรายแล้วก็ยังใช้ ไม่ยอมอภิปราย แล้วก็ว่าเกรงใจโน่นเกรงใจนี่ กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้วครับ จนกระทั่งชาวบ้านเขาจับไต๋ได้แล้ว อยากให้ ท่านประธานใช้ข้อบังคับข้อ ๕ เต็มที่ครับ เพื่อให้กระบวนการการพิจารณานั้น มีประสิทธิภาพเวลาที่ใช้มีประสิทธิภาพ นี่วันที่ ๖ แล้วครับ ยังไปไม่ถึง ๔ มาตราเลยครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสงค์ครับ เชิญเถอะครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ก็ผมอนุญาตฝั่งเราหลายทีแล้ว แล้วนี่ผมก็ต้องอนุญาตสลับบ้างไม่ใช่ให้อนุญาตฝ่ายเดียว นะครับ มันก็ต้องสลับบ้างสลับแล้วก็พอแล้วครับ ท่านประสงค์เชิญเถอะครับ ผมไม่เอาแล้วครับ ท่านประสงค์เชิญครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ครับ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ทําหน้าที่เป็นสมาชิกรัฐสภาในขณะนี้ มีความตั้งใจที่จะอภิปรายคําแปรญัตติ ซึ่งกระผมได้ยื่นขอแปรญัตติไว้ แต่ทางคณะกรรมการซึ่งทําหน้าที่ในการพิจารณา คําแปรญัตติของสมาชิกนั้น เอาแล้วครับท่านประธานครับ คือผมเองผมไม่ได้ใช้เทคติก ใช้เทคนิคหรืออะไรในการที่จะถ่วงเวลาการอภิปรายนะครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าท่านไม่อภิปราย ผมถือว่าไม่ติดใจครับ เชิญครับ เชิญเถอะครับ เตือนหลายรอบแล้วครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

อย่างนั้นผมขอพูด ไปเรื่อย ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ตามที่ผมต้องการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชี้ประเด็นก่อนว่า ท่านสงวนตรงไหนผมจะได้วินิจฉัย

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ประเด็นที่ผมขอสงวนไว้ ในมาตรา ๔ นั้น คือผมขอสงวนในการที่จะให้ไม่ยอมรับการยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของคณะกรรมาธิการซึ่งตัดออกครับ แล้วก็ผมมีเหตุผลสําคัญอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นของท่านมีแค่นี้ ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นผมวินิจฉัยนะครับ ถือว่ามันขัดกับมติของรัฐสภาครับ ในมาตรา ๓ ถือว่าขัด เพราะฉะนั้นผมไม่อนุญาตนะครับ เชิญต่อที่ท่านศิริวรรณเลยครับ เชิญครับ เชิญต่อเลยครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญท่านประเสริฐครับ ให้เกียรติท่านนะครับ ในฐานะวิปครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ คือผมอยากให้ การประชุมเดินหน้าไปได้ ที่ท่านบอกว่าท่านให้เกียรติผมในฐานะวิป ผมคงไม่ได้ใช้สิทธินี้ครับ ผมเห็นว่ามีสมาชิกลุกขึ้นประท้วงหลายท่านและผมคิดว่าสมาชิกที่ลุกขึ้นมาประท้วง เขาก็ใช้สิทธิตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ท่านให้เขาชี้แจงให้เขาประท้วง ฟังดูครับว่ามีเหตุมีผล อย่างไร ผมคิดว่าไม่ได้เสียหายอะไร แล้วก็ใช้เวลาไม่ยาวครับ จะเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยความราบรื่นครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมฟังมาใช้เวลา ยาวนานมากเลยนะครับ ไม่ใช่ไม่ฟังนะครับ ฟังจนเกิน จนเกินครับ และประท้วงก็เรื่องเดิม ๆ นั่นละครับ โดยเฉพาะประท้วงคําวินิจฉัยของท่านประธาน ก็วนอยู่อย่างนี้ละครับ ผมขอความกรุณานะครับ เราอยู่สภากันมานานครับ อะไรเป็นอะไรมันรู้ เอาตรงไปตรงมา ดีกว่าไหมครับ ถ้าไม่ตรงไปตรงมาผมก็ไม่ตรงไปตรงมานะครับ เชิญท่านศิริวรรณครับ เชิญเถอะครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านศิริวรรณจะอภิปราย ไหมครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เพื่อนยังประท้วงอยู่ค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมอนุญาตท่านแล้วครับ ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่ใช้สิทธิผมถือว่าท่านสละสิทธิ์ เชิญครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ใช้สิทธิสิคะท่านประธาน ดิฉันไม่เคยพูดเลยในสภานี้ค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ ท่านต้องถอน คําว่า ลูกไม้ นะครับ ท่านจะใช้คําลูกไม้ต้องใช้กับท่านล่ะครับ เชิญท่านศิริวรรณ เชิญครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ท่านให้เพื่อนสมาชิกพูดนิดเดียวดิฉันว่าไม่เกิน ๑๐ นาที

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ผมอนุญาตให้ ท่านศิริวรรณ ถ้าจะเอาอย่างนี้ผมก็จะอย่างนี้ เชิญท่านศิริวรรณครับ ท่านศิริวรรณติดใจ หรือเปล่าครับ ไม่อภิปรายผมถือว่าท่านไม่ติดใจนะครับ เชิญครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านคะ เสียงดังไม่มีสมาธิจริง ๆ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านศิริวรรณ เชิญครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ เพื่อน ๆ ยังประท้วงกันอยู่เลยค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นผมถือว่าท่าน ไม่ติดใจนะครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ติดใจท่าน ไม่ติดใจได้อย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน เชิญท่านใช้สิทธิเลยครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม ไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ท่านประธานผมก็ไม่กล้าที่จะ อภิปรายก่อนท่านศิริวรรณนะครับ แต่ผมอยากอภิปราย จริง ๆ แล้วผมมีประเด็นด้วยครับ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธาน ท่านประธานครับกว่าสมาชิกฝ่ายค้านจะได้ประท้วงใช้เวลากว่าท่านจะเปิด ไมโครโฟนให้พูด ผมต้องเดินมาพูดแถวหน้าท่านถึงอนุญาตให้ประท้วงได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ข้อเท็จจริง ประชาชนนั่งดูหน้าจอทีวีเขาเบื่อตายแล้วครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เขาเบื่อท่านประธานนั่นละครับ ท่านประธานวินิจฉัยไม่เป็นธรรม ถ้าท่านประธานวินิจฉัย เป็นธรรมนี้ผมไม่เดินเข้ามาในห้องประชุม ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และขอให้ท่านประธานได้ถอนคําพูดที่ท่านประธานได้พูด ออกอากาศเมื่อสักครู่ว่าถ้าสมาชิกไม่ตรงไปตรงมา ท่านประธานก็ไม่ตรงไปตรงมา ท่านประธานไม่ตรงไปตรงมาไม่ได้นะครับ ท่านประธานต้องตรงไปตรงมา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเป็นว่า ผมถอนคําพูดว่า ไม่ตรงไปตรงมา ผมจะใช้คําพูดว่า ถ้าท่านสมาชิกไม่ตรงไปตรงมา ผมจะใช้ข้อบังคับเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมให้ประท้วง แต่ต้องไม่ประท้วงคําวินิจฉัยของประธานครับ ท่านประเสริฐ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานผมยังอภิปรายไม่จบเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่แล้วครับ ผมฟังแล้วครับ พอแล้วครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานถอนหรือยังครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมถอนไว้แล้วครับ นั่งเถอะครับ เชิญท่านประเสริฐ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ที่ท่านประธาน ดําริไว้ถูกแล้ว ท่านประธานบอกว่าท่านจะใช้ข้อบังคับ ผมอยากให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ครับ เมื่อสมาชิกลุกขึ้นมาประท้วงทุกท่าน ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ เขียนไว้ชัดเจน ถ้าผู้ใด จะประท้วงให้ยืนขึ้นแล้วยกมือเหนือศีรษะ ท่านประธานก็ต้องใช้ตามข้อบังคับให้สิทธิสมาชิก ทุกท่านที่ลุกขึ้นยืนประท้วงท่านประธาน หรือจะประท้วงสมาชิกในสภา หรือจะประท้วง คําชี้แจงของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนี้โดยเคร่งครัด ยังมีผู้ที่ ยืนประท้วงอยู่หลายท่านครับ ท่านประธานครับ กรุณาให้สิทธิตามข้อบังคับให้กับสมาชิก ด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านประเสริฐครับ ท่านครับ ท่านเป็นวิปฝ่ายค้านและอยู่สภามานาน ผมถามท่านนิดหนึ่งครับ การประท้วง ตามข้อบังคับ ไม่ใช่ตามข้อรู้สึก ตามข้อบังคับที่ท่านร่างเอาไว้ให้ผมปฏิบัติ เวลาประธาน วินิจฉัยแล้วสมาชิกมีสิทธิประท้วงคําวินิจฉัยของท่านประธานหรือไม่ ไม่มีสิทธิตามที่ท่าน เขียนไว้นะครับ คําวินิจฉัยของประธานถือว่าเป็นที่สุด เขียนไว้ชัดเจนแปลอย่างอื่นไม่ได้เลย ท่านต้องยึดข้อบังคับนะครับ จะมาประท้วงคําวินิจฉัยของประธานไม่ได้ เชิญครับ ท่านใช้สิทธิประท้วงใช่ไหม เชิญครับ ท่านอภิชาตหรือเปล่า ไม่ได้เสียหายอะไรเลยครับ ผมพูดเรื่องข้อบังคับ เชิญครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ การวินิจฉัยของท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ในการตัดสิทธิ เพื่อนสมาชิกอย่างน้อย ๒ ท่าน คือท่าน ส.ว. ประสงค์ นุรักษ์ และท่าน ส.ส. ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เป็นการวินิจฉัยที่ทําให้เขาเสียสิทธิ ท่านประธานครับเมื่อสักครู่นี้ท่าน ส.ว. ประสงค์ นุรักษ์ ได้หยิบยกในประเด็นมาตรา ๔ ว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับการที่บัญญัติว่า ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านครับ เมื่อสักครู่ผมเพิ่งพูดจบไปนะครับ ท่านไม่มีสิทธิที่จะมาประท้วงคําวินิจฉัยของประธาน นะครับ ท่านบอกให้ผมใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ท่านก็ต้องยึดข้อบังคับด้วยนะครับ ถ้ายึด ข้อบังคับท่านต้องนั่งลงครับ ไม่มีสิทธิที่จะมาประท้วงประธานในเรื่องสิ่งที่ประธานได้วินิจฉัย ไว้แล้วนะครับ ท่านนั่งเถอะครับ นั่งเถอะครับ ท่านพูดเองนะครับชอบให้ใช้ข้อบังคับ ผมใช้แล้วครับ ถ้าท่านยึดข้อบังคับท่านต้องนั่งลงแล้วครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานครับท่านประสงค์ นุรักษ์ ได้ให้เหตุผลกับท่านประธาน ยังไม่ทัน ให้เหตุผลเลยครับ ท่านก็วินิจฉัยแล้ว ความจริงแล้วในมาตรา ๔ นั้นถ้าจะพูดกันให้ถึงที่สุด มีประเด็นอีกมากมายนะครับ ความไม่สมบูรณ์ในการเขียนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ และกรณี ของท่าน ส.ส. ศิริวรรณ เมื่อสักครู่นี้นะครับ ท่าน ส.ส. ศิริวรรณ เสนอ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เอาอย่างนี้ครับ ก็ประท้วงคําวินิจฉัยของประธานนั่นละครับ ถ้าอย่างนี้ไม่มีจบครับ ประท้วงได้ถึงสว่างเลยครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ ผมวินิจฉัยกรณีของท่านประสงค์ ผมวินิจฉัยเพราะมันไปขัด สงวนไว้ขัดกับมติของรัฐสภาในมาตรา ๓ ผมวินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นที่สุด จบแล้วครับ แล้วผม ก็ผ่านมาที่ท่านศิริวรรณ ทีนี้ก็ถึงคิวท่านศิริวรรณจะใช้สิทธิหรือไม่ ผมให้ใช้สิทธิแล้วก็ให้ ใช้สิทธิท่านประท้วงด้วยแต่ท่านก็ใช้สิทธิประท้วงคําวินิจฉัยของประธานซ้ําซากอยู่อย่างนี้ครับ ผมจะให้ใช้สิทธิตอนนี้อย่างไรครับ กําลังจะให้ท่านศิริวรรณ นั่งเถอะครับจะได้ให้ ท่านศิริวรรณได้ใช้สิทธิครับ ผมสลับมาทางนี้ด้วยนะครับ ท่านปวีณ เชิญครับ

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ปวีณ แซ่จึง ในนามสมาชิกรัฐสภา เป็นสิ่งที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เราพยายาม ที่จะฟังการอภิปรายด้วยเหตุด้วยผลตั้งแต่เริ่มการประชุมในวันนี้ ทุกคนพยายามที่จะให้ ท่านประธานรัฐสภาปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วท่านสมาชิกหลายท่าน ผมยกมือประท้วง ท่านหลายครั้ง ท่านประธานไม่ให้โอกาสผม ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับไหม ในขณะที่ ท่านประท้วงประธานในข้อบังคับ ข้อ ๔๕ วรรคสุดท้ายอ่านหน่อย เขาบอกว่าคําวินิจฉัย ของประธานเป็นอันเด็ดขาด ท่านเด็ดขาดด้วยไหม ในขณะเดียวกันท่านก็ประท้วงประธาน ข้อ ๕ อยู่นั่นแหละ ท่านให้ผมพูดหน่อยครับไหน ๆ ลุกขึ้นแล้ว นาน ๆ ได้ขึ้นพูด ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อบังคับการประชุมออกตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็น แนวทางปฏิบัติและเป็นการประชุมสภาของเราด้วยความเรียบร้อย การพิจารณาญัตติ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อบังคับ การประชุม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านปวีณครับ เอาละครับ พอแล้วครับ จะได้เดินต่อครับ พอเถอะครับ เชิญท่านศิริวรรณครับ เชิญครับ ขอบคุณครับ พอแล้วครับ ขอบคุณครับ พอเถอะครับ เชิญครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพคะ ดิฉัน ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ที่ท่านกําลัง ทํากันอยู่ขณะนี้นะคะ แล้วดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๔ ก่อนอื่นดิฉันอยากถาม ท่านคณะกรรมาธิการที่พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ค่ะ ท่านมีเหตุผลอะไรที่ต้องมาแก้ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ดิฉันได้อ่านหลักการและเหตุผลในที่ท่านส่งมาให้นี่นะคะ ท่านบอกว่าโดยที่สมควรกําหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้วิธีการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อันเป็นการส่งเสริมหลักประชาธิปไตยและ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรนี้ ท่านประธานคะเราพูดกันมาตั้งหลายวัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน ๆ ท่านพูดประเด็น ที่สงวน แล้วผมจะได้วินิจฉัยว่ามันขัดหรือไม่นะครับ อย่าเพิ่งอภิปรายครับ เอาประเด็นนี้ ก่อนครับ ขัดหรือไม่ขัด

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉันได้แปรญัตติใน ๒ มาตรา คือท่านตัดออก แต่ดิฉันขอให้มีค่ะท่าน ดิฉันขอให้มี ทั้ง ๒ มาตรา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทีนี้ผมอ่านแล้วครับ คําแปรญัตติของท่านนี่ พูดถึงเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาสรรหา ซึ่งในมาตรา ๓ เขาไม่มี สรรหาแล้ว แล้วมติของที่ประชุมรัฐสภาก็มีมติเห็นชอบตามมาตรา ๓ ไปแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านกําลังจะแปรญัตติขัดกับมติที่รัฐสภาเห็นชอบไปแล้วนะครับ ซึ่งผมคงไม่อนุญาตนะครับ ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ ผมผ่านไปเลยนะครับ เชิญท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ เชิญครับ ขออภัยครับ เชิญท่าน ส.ว. ไพบูลย์ ครับ เชิญครับ

นายไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

ขอบคุณครับ ท่านประธาน

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้วครับ เชิญคุณหมอสุกิจครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ นะครับ คือท่านประธานวินิจฉัย คําวินิจฉัยของท่านประธานนี้ ผมเชื่อฟังครับ แต่อยากจะเรียนถามว่าท่านวินิจฉัยไม่ให้เขาใช้สิทธิในขณะที่เขาลงมติมาตรา ๓ ไปแล้ว ท่านบอกว่า เพราะฉะนั้นอภิปรายให้กลับคืนมา มาตรา ๔ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ไม่ได้ ท่านอาศัยข้อบังคับข้อไหนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมอาศัยข้อเท็จจริง เพราะข้อเท็จจริงนี่มติของรัฐสภามีมติไม่ให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหา แล้วจะ แปรญัตติเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาสรรหาทําไม

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันขัดกับมติของรัฐสภา ที่ได้ลงมติไปแล้ว ผมวินิจฉัยว่ามันขัด แล้วก็อภิปรายไม่ได้

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ เมื่อมันขัด ท่านประธานฟังผมครับ มันขัดกับมติ แต่ว่ามันยังไม่ได้เป็นกฎหมาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้วครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ อย่างน้อยข้อ ๙๙ นะครับ ที่ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ผมจะขอ มติของรัฐสภาให้ลงมติเรื่องนี้ว่ากรณีที่มีการแปรญัตติที่ขัดกับมติของรัฐสภาในมาตรา ๓ นี่จะอภิปรายได้หรือไม่ ผมจะถามมติของที่ประชุมครับ ผมขอมติเลยนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

มติอะไรครับ ท่านประธานครับ นั่นเป็นมติตามอะไรครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

มันจะใช้ ๙๙ มาหักล้างไม่ได้นะครับ เพราะว่าเป็นสิทธิของ ส.ส. ที่จะอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ และท่านก็ได้อธิบายข้อยกเว้นไว้ด้วย แล้วทําไมท่านมาทําอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ท่านกําลังเดินหน้าในสิ่งที่ผิดนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมใช้ดุลยพินิจ วินิจฉัยว่าจะไปลิดรอนสิทธิของท่านไม่ได้ ต้องให้ท่านได้ใช้สิทธิที่ท่านได้สงวนเอาไว้ แล้วผม อนุญาตให้ท่านใช้สิทธิแล้ว ผมถึงใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยอีกรอบหนึ่งว่ามันขัดข้อบังคับหรือไม่ ขัดหลักการหรือไม่ ขัดความเป็นจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นกรณีที่สภาเขามีมติไปแล้วว่าไม่ให้มี วุฒิสมาชิกมาจากการสรรหา มันก็ไม่จําเป็นที่จะต้องมาพูดในเรื่องของที่มาของวุฒิสมาชิก ที่มาจากการสรรหา มันชัดเจนในตัวอยู่แล้วครับ ก็ผมขออนุญาตให้พูดแล้ว ผมอนุญาต ให้ท่านพูดแล้วครับ และผมก็อ่านคําแปรญัตติของท่านแล้ว เชิญท่านศิริวรรณ เชิญครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรค ประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันได้แปรญัตติ มาตรา ๔ ดิฉันนึก ไว้แล้วว่าท่านต้องมีอาการแบบนี้นะคะ แต่อยากจะเรียนผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการทุกท่านนะคะ ทั้งท่าน ส.ส. ท่าน ส.ว. ว่า เราได้มีบทเรียนในการทํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านเห็นไหมว่ามันเดือดร้อนแค่ไหน มันมีการทุจริต มันมีการ คอร์รัปชัน มันทําให้ประชาชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ไปคนละเรื่องเลยครับ ผมจะขอเป็นข้อยุตินะครับ ด้วยการขอความเห็นจากที่ประชุมนะครับ ในกรณีอย่างนี้สมาชิก มีความเห็นอย่างไร

(นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

คงไม่อนุญาตใครทั้งนั้นครับ ผมจะขอมติแล้วครับ ผมจะหารือที่ประชุม ในกรณีที่มีมติของรัฐสภาแล้วครับว่า ไม่ให้มีวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา เพราะฉะนั้นในมาตรา ๔ สมาชิกมีสิทธิจะ สงวนความเห็นหรือสงวนคําแปรญัตติในเรื่องของที่มาของวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา ได้หรือไม่ ผมจะถามมติอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นขอมติที่ประชุมเลยครับ ใช้สิทธิ ได้เลยครับ สมาชิกสามารถสงวนความเห็นที่ขัดกัน ขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนครับ แสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกครับ การประชุมจะมีปัญหาอย่างนี้ตลอด เพราะฉะนั้นเพื่อความเรียบร้อย นะครับ ผมขออนุญาตพักสัก ๑๐ นาทีครับ

พักประชุมเวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๔๔ นาฬิกา

ดําเนินการประชุมต่อนะครับ ถ้าท่านจะใช้สิทธิ ผมจะอนุญาตในกรณีที่ช่วยหาทางออก แต่ไม่ใช่ประท้วงต่อเนื่องจาก เมื่อสักครู่นี้มันไม่ใช่ทางออกนะครับ ชวนทะเลาะไม่เอาแล้วนะครับ ถ้าหาทางออกผมก็จะ อนุญาต เชิญครับ ท่านอรรถวิชช์ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเสนอท่านประธานทางออกแบบนี้นะครับ ท่านประธานอย่าเพิ่งรีบโหวต เพราะว่าไม่อย่างนั้นอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ แต่ขอให้พูดกัน ด้วยเหตุและผลนิดเดียวครับ คือมาตรา ๓ มันมีการโหวตไปแล้ว ต้องยอมรับว่าพอมาตรา ๓ โหวต มันทําให้ ส.ว. สรรหาไม่มีแล้ว พอมาเข้าสู่มาตรา ๔ ครับ มาตรา ๔ เป็นการแก้ไข มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ซึ่งเป็นกระบวนการในการสรรหา ส.ว. สรรหา เพราะฉะนั้น ก็ดูประหนึ่งเหมือนกับว่าเมื่อมาตรา ๓ ผ่านแล้วมาตรานี้ไม่มีการแก้ไขมันก็ดูประหนึ่งว่า จะอภิปรายกันไม่ได้ ท่านประธานครับ แต่ผมขอให้ท่านประธานดูรายละเอียดนิดเดียว เท่านั้นเองว่ามันมีกลุ่มคนที่มันแตกต่างกันครับ กลุ่มคนแรกครับ ที่เขาเสนอตัด มาตรา ๔ ออก นั่นหมายความว่าเขาคงว่าอยากจะให้มีกรรมการสรรหา ส.ว. อยู่ แบบนี้มาตรา ๓ ผ่านไปแล้ว ถ้าเขาจะคงไว้ร่างมันจะดูแปลกประหลาดมากเลยการที่เขาขึ้นมาอภิปราย ซึ่งอันนี้คือเรื่องที่ท่านประธานเป็นห่วง แต่ประเด็นปัญหาอย่างนี้ครับ มันมีอีกกลุ่มคนที่เขา ขอแปรญัตติเอาไว้จํานวนมากซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ อย่างเช่น คุณพิมพ์ภัทรา คุณสามารถ คุณอรรถพร พลบุตร คุณธนิตพล ไชยนันทน์ คุณธีระ สลักเพชร คุณหมอวรงค์ อะไรอย่างนี้ ชุดนี้เขาเขียนอย่างนี้ครับ เขาเสนอให้มี ส.ว. เลือกตั้ง แต่ว่าเป็นการแปรญัตติ ให้มี ส.ว. เลือกตั้ง ลักษณะที่เอาเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้งท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น กลุ่มคนกลุ่มนี้ไม่ได้ขัดหรือแย้งเรื่องการไม่มี ส.ว. สรรหานะครับ เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ ท่านประธานต้องให้เขาอภิปราย

ประเด็นต่อมาครับ ส.ว. เราเข้าใจว่า ส.ว. สิ้นสุดแค่ ๒๐๐ คนตามมาตรา ๓ ที่อภิปรายไปแล้วจริงหรือครับ ไม่จริงครับ เพราะว่าในมาตรา ๑๒ ของร่างของท่านเอง นะครับมีการระบุชัดว่า ส.ว. สรรหาชุดปัจจุบันที่ยังมีอายุอยู่อีก ๓ ปี เมื่อสิ้นสุดลงแล้ว เขายังมีอายุต่อได้อีก เพราะฉะนั้นสภาในช่วงแรก ๆ จะมี ส.ว. ๒๗๓ คน นั่นก็หมายความว่า มีทั้ง ส.ว. ๒๐๐ คนที่เกิดขึ้นตามมาตรา ๓ มีทั้ง ส.ว. ที่เกิดขึ้นตามมาตรา ๑๒ คือ ส.ว. เดิม อีก ๗๓ คน แล้วแน่นอนครับ ถ้ามีผู้แปรญัตติอยากให้มี ส.ว. ที่มาเป็นระบบบัญชีรายชื่อ ที่เอาเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้งก็เป็นจํานวน ส.ว. อีกชุดหนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านประธาน ลองคัดดูให้ดีนะครับ มันจะมีอีกกลุ่มคนจํานวนมากกลุ่มหนึ่งที่ยังคงสิทธิในการอภิปรายอยู่ แล้วผมว่าอันนี้เป็นทางออกท่านประธาน อย่าถึงขนาดว่าโหวตแล้วตัดสิทธิเลย เพราะผมเชื่อว่า ขัดรัฐธรรมนูญท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ให้โหวตเลยใช่ไหมครับ ว่าอย่างไรครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ผม อรรวิชช์ครับ ผมได้เรียนท่านประธานแล้ว แต่ท่านประธานจะโหวตก็เสี่ยงต่อ การขัดรัฐธรรมนูญ แล้วพูดเพื่อบันทึกแล้วว่าผมได้เตือนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตท่านประธาน พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มที่ได้แปรญัตติเอาไว้ แต่ผมเห็นว่าก่อนที่จะมีการพักการประชุม ท่านประธานได้ยืนยันว่าจะดําเนินการลงมติไปเลย ผมก็ขอให้บันทึกไว้ว่าผมเป็นคนหนึ่ง ที่ได้แปรญัตติไว้ ถ้าท่านประธานจะเดินหน้าลงมติไปเลยผมเชื่อในดุลยพินิจของท่านประธาน แต่ผมขอให้บันทึกไว้ครับว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ได้แปรญัตติไว้ถูกต้องตามข้อบังคับทุกประการครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในประเด็นข้อหารือ เพื่อนสมาชิก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอขอกระชับนะครับ กระชับหน่อยครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ประเด็นข้อหารือ ของเพื่อนสมาชิกขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ให้ท่านประธาน ได้กรุณาทบทวนเรื่องเกี่ยวกับการที่จะลงมติ นั่นประเด็นที่ ๑ นะครับ

แล้วประเด็นที่ ๒ เรื่องของการแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกที่พูดถึงเรื่องของ ที่มาของ ส.ว. หมายถึงเขตเลือกตั้งที่ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็บอกให้ท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยว่าเขาอาจจะมีสิทธิในการที่จะพูด ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วว่าสิทธิสมาชิกจะพูดท่านให้อยู่ตลอด ไม่ได้ไปตัดสิทธินะครับ ไม่ได้ไปตัดสิทธิ ท่านพูดเอง แล้วก็สมาชิกก็ได้สิทธินั้นอยู่ แต่สิ่งที่ท่านประธานได้เน้นย้ําก็คือว่า ถ้าสิ่งที่อภิปรายมันไปขัดกับข้อบังคับแล้วขัดกับมติรัฐสภาที่ลงไปแล้วท่านก็ต้องวินิจฉัย ประเด็นนี้ด้วยความเคารพท่านประธานครับ กรณีเสนอที่มา ส.ว. เสมือนที่ท่านอรรถวิชช์ นําเสนอ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก็เป็นการแปรญัตติที่ไปแย้งกับมาตรา ๓ ที่เราลงมติไปใน มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๓ มี ๒ มาตรานะครับ แก้ไขมาตรา ๑๑๑ กับมาตรา ๑๑๒ ที่มามาตรา ๑๑๒ เราให้ลงมติไปแล้วให้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เลือกตั้งตรงและลับ เพราะฉะนั้นแปรญัตติ กลับไปอย่างนั้นก็ซ้ําประเด็นเดิม ตรงนี้เองท่านประธานก็มีหน้าที่จะวินิจฉัยได้ ผมเห็นด้วยครับ ที่จะให้สิทธิสมาชิกในการอภิปรายผ่อนปรนไปแต่ก็ต้องอยู่ในข้อบังคับ ถ้าไม่จําเป็นต้องโหวต ก็ได้ ดีครับ เผื่อจะได้ให้สภานี้ผ่อนคลายไป แต่ต้องร้องขอกับเพื่อนสมาชิกนะครับว่า เราเองคงต้องอยู่ในข้อบังคับครับ ไม่อย่างนั้นเราจะดําเนินการประชุมค่อนข้างลําบากครับ ท่านประธานโปรดวินิจฉัยในเรื่องนี้ด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ประเด็นเรื่องนี้รัฐสภาเรามีมติชัดเจนเห็นด้วยกับมาตรา ๓ ไปเรียบร้อย เสร็จแล้วก็เกี่ยวโยง มาถึงมาตรา ๔ และมาตรา ๔ เป็นมาตราที่เขียนไว้รองรับสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหา แต่บังเอิญว่ามาตรา ๓ ที่ผ่านการลงมติของรัฐสภามีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีสรรหาต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นมาตรา ๔ ถ้าใครได้สงวนความเห็น หรือสงวนคําแปรญัตติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหามันก็จะเป็นขัดกับ มติของรัฐสภาที่ลงไปในมาตรา ๓ เพราะฉะนั้นกรณีอย่างนี้มันก็ไม่สามารถจะอภิปรายได้ ผมก็พยายามวินิจฉัยว่ากรณีนี้ถือว่ามันไปขัดกับมติของรัฐสภาในมาตรา ๓ ซึ่งมีมติไปแล้ว แล้วไม่ให้มีวุฒิสมาชิกมาจากการสรรหาเรียบร้อยแล้ว แล้วเราจะมาพูดถึงวุฒิที่มาจาก การสรรหาทําไม แล้วก็ที่มาของวุฒิสมาชิกอะไรอย่างนี้ รวมไปทั้งเมื่อกี้ท่านอรรถวิชช์ ได้พูดถึงเอาเขตประเทศเป็นเขต แต่มาตรา ๓ ก็ชัดเจนครับ มติที่สภาเขาลงความเห็นไป แล้วก็เอาเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งมันก็จะไปขัดกันอยู่ดี สรุปแล้วจะให้วินิจฉัยอย่างไร มันก็ไม่รู้จะให้อภิปรายไปเพื่ออะไรเพราะมันไม่มีแล้ว มันขัดกับหลักความเป็นจริงเห็น ๆ ผมก็วินิจฉัยตามหลักการอย่างนี้ แล้วหลังจากวินิจฉัยตามหลักการนี้ แล้วก็มีสมาชิกทักท้วง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมถึงได้ใช้อํานาจของผมตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และข้อบังคับ ข้อ ๙๙ วรรคท้าย จะขอมติ ขอความเห็นจากสมาชิกพวกเราว่าจะอนุญาตให้คนที่ สงวนความเห็นหรือแปรญัตติที่แปรขัดไว้อย่างที่ว่านี้จะอนุญาต อนุโลมให้ได้อภิปรายหรือไม่ ประเด็นมีแค่นี้ครับ แล้วก็ผมเห็นว่ามันไม่ขัดรัฐธรรมนูญแน่นอนครับ เป็นการขอความเห็น เพื่อจะอนุโลมให้สมาชิกที่ถึงแม้จะขัดก็จะอนุโลมให้ได้อภิปรายกันไหมเท่านั้นเอง โดยใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ วรรคท้าย เหตุผลแค่นี้ครับ เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้เวลาสักนิดหนึ่งครับ ความจริงผมพยายามเสนอทางออกไว้ตั้งแต่คืนก่อน ก่อนที่จะมีการพักการประชุมไป ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าจะขอใช้เวลาสักนิดชี้แจง ๑. ในเรื่องของ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ กับ ๒. ก็คือพูดถึงเรื่องของประเพณีปฏิบัติ ที่เคยทํากันมา คือผมเข้าใจดีครับ เพื่อนสมาชิกส่วนหนึ่งอาจจะมีความรู้สึกว่าเราใช้เวลากันมามาก อาจจะ พยายามที่จะกระชับเวลา แต่ผมอยากให้เราย้อนกลับไปดูหลักนะครับ

ประการแรก การพิจารณากฎหมายหรือรวมทั้งรัฐธรรมนูญ เวลาเรามี การพิจารณากันในวาระที่ ๒ คือรายงานของคณะกรรมาธิการ เราพิจารณาเป็นรายมาตรา ไม่เคยมีประเพณีหรือการกําหนดหลักว่ามาตราที่ได้พิจารณาผูกพันมติ หรือการลงมติ ของสภาในมาตราที่ตามมา เหตุผลก็เพราะว่าสมาชิกแต่ละท่านก็มีแนวความคิดในการเสนอ การเขียนกฎหมายมาตามความคิดของตนเอง จะไปบอกว่าคนที่มาแปรญัตติในมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ คุณจะต้องไปแปรญัตติในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ นี้มันไม่มีตรงไหนที่บอกว่า ต้องทําเช่นนั้น เพราะฉะนั้นก็จะมีสมาชิกจํานวนหนึ่ง ผมไม่ได้บอกว่าทุกท่านนะครับ ที่แปรญัตติ ที่เขามีข้อเสนอของเขา ซึ่งสภาแห่งนี้ยังไม่ได้มีโอกาสพิจารณา เขาจึงมีสิทธิอภิปราย เพียงแต่ว่า โดยปกติแล้วสภาที่ลงมติไป โอกาสที่จะไปลงมติขัดกันเองน้อยครับ แต่สามารถทําได้ และที่ผมเคยกราบเรียนท่านประธานว่าทําไมผมยืนยันว่าสามารถทําได้ เพราะข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ เขียนไว้ชัดว่าเมื่อพิจารณาเสร็จทุกมาตราแล้ว เขาห้ามพิจารณาเรื่องอื่นเลยนะครับ ยกเว้นถ้อยคํา ยกเว้นกรณีเดียวครับ ว่าต้องดูเนื้อความเพิ่มเติมได้ถ้าเห็นว่าเนื้อความขัดแย้ง กันอยู่ ข้อ ๑๐๒ จึงเป็นการยืนยันครับว่าสภาอาจจะพิจารณาไปแล้วบางมาตราขัดกัน ทีนี้ผมก็กราบเรียนต่อว่ามาโยงถึงสิ่งที่เราเคยปฏิบัติมา ผมว่าท่านประธานก็คงจําได้นะครับ กฎหมายหลายฉบับ สมมุติผมแปรญัตติมาตรา ๓ ผมแพ้ พอถึงมาตรา ๔ สิ่งที่ผมแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๔ อาจจะไปสอดรับกับมาตรา ๓ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีประธานคนไหนเลยบอกว่า นายอภิสิทธิ์คุณมาแปรญัตตินี้มันขัดกับมติสภาไปแล้ว คุณไม่มีสิทธิพูด ไม่มีครับ ประธาน จะชี้ให้ผมพูดทุกครั้ง แต่หลายครั้งผมจะลุกขึ้นมา แล้วก็บอกว่าเนื่องจากที่ผมแปรญัตติไว้นี้ ผมเห็นว่าสภาลงมติในมาตราก่อนไปแล้วคงไม่ค่อยมีประโยชน์ที่จะอภิปราย ผมก็ไม่ใช้สิทธิ ในการอภิปราย ปฏิบัติกันอย่างนี้มาตลอด หรือในบางกรณีผมเชื่อว่าท่านประธานก็เคยพบครับ ที่มีการพิจารณามาตราหลัง ปรากฏว่ามันมีข้อเสนอบางอย่าง ผมยกตัวอย่างนะครับว่า สมมุติเราพูดถึงระบบเลือกตั้ง เอาละมี ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้ง แต่อาจจะมี รายละเอียดบางอย่างซึ่งไปปรับได้ กรณีอย่างนี้ผมก็เห็นในอดีตที่ผ่านมาท่านก็อนุญาตให้มี การอภิปราย บางครั้งที่ประชุมเองบอกความคิดในมาตราที่มีการแปรญัตตินี้ดี แต่เผอิญไปขัด กับที่ลงมติไว้แล้ว ทําอย่างไรครับ ก็จะเริ่มปรึกษากับทางกรรมาธิการว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงไหม หรือบางครั้งก็เป็นมติของสภาตามที่เป็นข้อยกเว้นในข้อ ๕๙ ครับ ว่าไม่ต้องเรียงตามมาตรา เพราะสภาเห็นว่ามันมีข้อเสนอที่เบื้องต้นอาจจะขัดแย้งกัน แต่เมื่อผสมผสานกันแล้วเป็นสิ่งที่ ดีที่สุด เพราะฉะนั้นผมก็จึงเสนอตั้งแต่คืนก่อนว่าเราน่าจะยึดหลักแนวทางนี้ เพียงแต่ว่า ผมเสนอตั้งแต่ตอนแรกว่า ท่านประธานน่าจะได้เชิญผู้ที่สงวนคําแปรญัตติหรือ สงวนความเห็นทั้งหลายในมาตรา ๔ ไป แล้วก็ขอความร่วมมือว่าถ้าท่านใดอภิปรายไปแล้ว แล้วจะอภิปรายซ้ําก็ขอกันได้ไหม หรือท่านใดที่เห็นว่าข้อเสนอของตนเองมันไปไกลเกินกว่า ที่จะไปปรับแก้อะไรในมาตรา ๓ ขอกันได้ไหม อย่างนี้เราก็รักษาหลักของข้อบังคับ อย่างนี้ เราก็ปฏิบัติตามประเพณีที่เคยปฏิบัติมา แล้วเราขอความร่วมมือกันก็น่าจะเดินหน้าไปได้ แต่ถ้าท่านประธานจะขอมติ ผมก็ต้องถามท่านประธานว่า ทําไมญัตติที่ท่านประธานจะให้ลงมติ จึงเป็นญัตติที่ชอบในเมื่อท่านประธานไปวินิจฉัยเมื่อเช้าว่ามีญัตติของเพื่อนสมาชิก อีกเยอะแยะ ไม่ชอบที่จะเสนอครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ยึดหลักข้อบังคับ แล้วก็หลักปฏิบัติที่ทํากันมาครับ แต่ท่านประธานจะขอความร่วมมือก็น่าจะต้องเชิญ ผู้ที่สงวนความเห็น สงวนคําแปรญัตติว่าใครบ้างที่เห็นว่าการพูดไปต่อจากนี้ มันจะเป็น การฟุ่มเฟือยก็ขอกันครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิชาญครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าที่ท่านประธานหารือที่ประชุมรัฐสภา ผมเห็นด้วยกับท่านประธานครับ เพราะเนื่องจากว่าตัวท่านประธานได้อนุโลมในที่ประชุมให้มีการอภิปรายไปใน คําสงวนความเห็นของเพื่อนสมาชิก แต่ท้ายที่สุดเมื่อท่านประธานอนุญาตแล้ว ในมาตรา ๔ มันไปขัดต่อมาตรา ๓ มันอภิปรายไม่ได้ เพราะว่ามาตรา ๓ รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ทีนี้มันตันแล้วครับท่านประธาน ก็ต้องอาศัยรัฐสภาในการที่จะหยิบยกว่า ถ้ามันมีการขัดแย้ง อะไรเกิดขึ้นในขณะนี้กับเพื่อนสมาชิกที่อภิปราย ท่านประธานอาศัยตรงนี้ละครับ หลังจากที่ มีการลงมติแล้ว ท่านประธานก็จะได้รับมติตรงนั้นในการวินิจฉัยของคําแปรญัตติ แต่ส่วนหนึ่งนั้นท่านประธานครับ ในข้อ ๑๐๒ ที่ทางท่านผู้นําฝ่ายค้านได้หยิบยกมาในเรื่องของ การเพิ่มเติมถ้อยคําแล้วก็การแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความ อันนี้นอกจากนี้ก็บอกว่าถ้าเห็นว่า มีความขัดแย้งกันก็สามารถที่จะเพิ่มเติมหรือต่อเติมถ้อยคําได้ ตรงนี้มันไม่ใช่นะครับ ผมคิดว่า ที่มีการแก้ไขถ้อยคําหรือการเปลี่ยนแปลงนี้ มันไม่ใช่ในส่วนของเนื้อหาสาระ ในมาตรา ๓ นี้ มันเป็นเนื้อหาสาระครับ เป็นถ้อยคํา ในมาตรา ๓ นี้เป็นข้อความที่มีหลักการและเหตุผล ที่ยกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาทํา เพราะฉะนั้นในส่วนของข้อ ๑๐๒ นี้ ถ้าเกิดมันมีการขัดแย้ง คงไม่ได้ขัดแย้งในส่วนของมาตรา ๓ หรอกครับ แต่อาจจะมีการแก้ไขข้อความหรือสิ่งต่าง ๆ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับท่านประธาน ในส่วนของกรณีที่ว่ามีการพูดถึงประเพณี ของรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมก็อยู่สภาแห่งนี้ ๑๐ กว่าปี สิ่งต่าง ๆ ที่สภาเคยถือปฏิบัติมา เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนครับ เปลี่ยนจากปีนี้ละครับ ในสมัยประชุมครั้งนี้ที่เราเข้ามา เราเคยมีอารยธรรม ข้อปฏิบัติในเรื่องของการเคารพท่านประธาน ฝ่ายใดไม่เห็นด้วย พวกผมก็เคยเป็นฝ่ายค้านครับ เดินออกครับ แต่ครั้งนี้มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะครับ มันเลยเป็นข้อครหาออกไปนอกสภาว่า สภาแห่งนี้กําลังทําผิดข้อบังคับแล้วไม่เคารพท่านประธาน ผมไม่อยากให้ใช้คําว่า ในเรื่องของ ประเพณีมาเป็นตัวตั้ง ประเพณีไม่มีครับ การหยิบของเขวี้ยงปาท่านประธาน ไม่มี เพราะว่า เหนือท่านประธานไปมีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ข้างบนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วกระมังครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ต้องเคารพครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมจะอนุญาตให้อีก ฝ่ายละท่าน ขอฝ่ายละท่านนะครับ เป็นหมอสุกิจ แล้วก็ท่านสงวนนะครับ แล้วจะขออนุญาต ไปที่วุฒิสมาชิกอีกสักท่านครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเช้าท่านประธานได้อธิบายข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ผมจดไว้นะครับ ท่านประธานโปรดฟังนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ เมื่อเช้าท่านได้อธิบาย ข้อ ๙๙ ว่า มาใช้กับเรื่องที่กําลังถกไม่ได้ หมายถึงเรื่องที่ว่าจะให้อภิปรายหรือไม่อภิปราย ก็คือว่า การห้ามอภิปรายของสมาชิกไม่สามารถเอามาใช้ได้ ท่านพูดผมจดไว้นะครับ ท่านบอกว่า ในที่เขียนว่าเว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น น่าจะใช้กับกรณีอย่างอื่น อย่างเช่น กรณีของขอมติที่ประชุมย้อนกลับไปทบทวน มาตรา ๓ อะไรอย่างนี้ ก็หมายถึงว่าจะใช้กับ ส่วนบนของข้อบังคับนะครับ เช่นที่บอกว่าให้รัฐสภาพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คําปรารภ แล้วพิจารณาเรียงตามลําดับมาตรา ก็คือท่านอธิบายว่าการที่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติ เป็นอย่างอื่น หมายถึงกรณีของการมามาตรานี้แล้วขอย้อนไปไม่เรียงตามมาตราอะไรอย่างนั้น แต่เมื่อกี้พอมาฟังท่าน ท่านบอกว่าท่านจะขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ และข้อ ๙๙ ทําให้เห็นว่าตอนนี้ท่านกําลังจะตีความ มาตรา ๙๙ ต่างไปจากที่ท่านได้อธิบาย ให้พวกผมฟังเมื่อเช้าครับ อันนี้ผมคิดว่าผมได้จดเอาไว้นะครับ แล้วก็เป็นเหตุเป็นผล ที่เมื่อเช้านี้ผมฟังแล้วก็ผมรู้สึกว่าท่านประธานตีความได้ถูกต้องแล้ว แต่พอมาตอนนี้ ทําไมท่านเปลี่ยนไปล่ะครับ คือถ้าเป็นอย่างที่ท่านอธิบายเมื่อเช้านี้เราสามารถอภิปรายได้ ทุกคนครับ ที่สงวนคําแปรญัตติไว้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาต ทําความเข้าใจนะครับ ประเด็นนี้กรณีเมื่อเช้านี้ถ้าใช้นี่เท่ากับเป็นการตัดสิทธิลิดรอนสมาชิก ไม่ให้ได้พูดเลย ผมถึงไม่ใช้แล้วก็ได้อนุญาตให้ได้พูดตามข้อบังคับ แต่เวลาพูด หรือการอภิปรายต้องอยู่ในข้อบังคับ ซึ่งผมก็จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่าอยู่ในข้อบังคับหรือไม่ ผมก็ให้พูดทีละท่าน ๆ แล้วชี้ประเด็นที่ท่านได้สงวนเอาไว้ก่อนเพื่อผมจะได้วินิจฉัยว่า ขัดหรือไม่นะครับ ถ้าไม่ขัดก็อภิปรายต่อ ถ้าขัดก็ต้องหยุดการอภิปราย หลักการคืออย่างนี้ แต่ก็มีข้อถกเถียงว่าที่สงวนไว้ขัดหรือไม่ขัด ก็เถียงกันอยู่ถกกันไปถกกันมาอยู่ในประเด็นนี้นะครับ ซึ่งผมได้วินิจฉัยไปแล้วว่ามันขัดแล้วก็ถือว่าคําวินิจฉัยเป็นที่สุด แต่ก็ยังไม่ยุติครับ ก็ยังโต้แย้ง กันอยู่ เพราะฉะนั้นเพื่อความเรียบร้อยของการประชุม ผมเลยขอใช้อํานาจของผมตามข้อ ๕ และ ข้อ ๙๙ วรรคท้ายครับ ไม่ได้ใช้ข้อ ๙๙ วรรคท้าย ไปลิดรอนสิทธินะครับ แต่ถาม ความเห็นว่าที่ท่านจะอภิปรายแต่ละท่าน ๆ ต่อไปนี้ถ้าผมวินิจฉัยแล้วว่ามันขัด ซึ่งผมจะ ไม่ให้พูด แต่ก็ยังไม่ยุติ ผมเลยหารือที่ประชุมว่ากรณีอย่างนี้ที่ประชุมเห็นว่าอย่างไร จะอนุโลมให้ได้พูดหรือไม่ ถ้าที่ประชุมเห็นว่าควรอนุโลมผมก็จะได้อนุโลม แต่ถ้าเห็นว่า ไม่อนุโลมผมก็ต้องดําเนินการตามที่ผมได้วินิจฉัย แล้วก็ยืนยันว่ากรณีที่ผมใช้ ข้อ ๙๙ วรรคท้ายมันคนละประเด็นครับ ไม่ได้ไปตัดทอนสิทธิอะไรเลยนะครับ แต่ให้ถามความเห็น เพื่อยึดหรือปฏิบัติตามข้อบังคับเท่านั้นเองนะครับ เชิญท่านสงวนครับ

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลําพูน

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูนในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้ โอกาสสั้น ๆ พูดความเห็นทางกฎหมายแล้วก็ความเห็นในการบริหารความขัดแย้งในสภา ๒ เรื่อง

เรื่องแรกผมคิดว่าความเห็นทางกฎหมายของผมนี่ต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ในมาตรา ๔ ถ้าเราบอกว่า มาตรา ๔ มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๓ มันก็น่าคิดว่า เมื่อเรากําหนดเป็นมาตรา ๔ มันก็ต้องปล่อยให้มันไปตามข้อบังคับ ถ้าไม่ให้พูดเราก็ต้องเพิ่ม เอามาตรา ๔ เอาสาระของมาตรา ๔ ไปอยู่ในมาตรา ๓ เลยครับ มันถึงไม่ต้องพิจารณา ตามข้อบังคับ ไม่มีข้อโต้แย้ง วันนี้ประเด็นนี้เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นความเห็น ทางกฎหมายที่ผมเห็นต่อเรื่องนี้ในสภานี้ ถ้ามันมีคนพูดแล้วผมจะไม่เสียเวลาพูดอีก

เรื่องที่สอง ผมต้องขอบคุณผู้นําฝ่ายค้านนะครับ ที่ท่านได้กรุณาได้ยื่นไมตรี ขึ้นมา ไมตรีที่ว่านี้คือการบริหารความขัดแย้งในสภาครับท่านประธานครับ วันนี้องค์กร ของเราไม่มีวินัยเพราะอะไรครับ ทุกคนนี้นะครับท่านครับ ต้องการเสรีภาพในการใช้สิทธิ แต่ไม่มีผู้ใดประสงค์จะทําหน้าที่ มีหน้าที่อะไรครับในสภานี้ ก็คือมีหน้าที่ทําตามข้อกฎหมาย และข้อบังคับ เพราะคู่ความขัดแย้งมันจะมี ๔ คู่ กับอีก ๑ ตัว มี ๒ คู่ กับ ๑ ตัว หมายความว่าอย่างไรครับ สิทธิต้องคู่กับหน้าที่ มีสิทธิในการพูดก็ต้องมีหน้าที่ไม่ละเมิด ข้อบังคับ มีเสรีภาพในการใช้สิทธิก็ต้องใช้สิทธิอย่างมีวินัยเราถึงจะเป็นสภาของเราได้ ถ้าไม่อย่างนั้นภราดรภาพมันจะไม่เกิดกับสังคม นี่เป็นปรัชญาของการบริหารความขัดแย้งครับ ท่านประธานครับ เมื่อท่านผู้นําฝ่ายค้านยื่นไมตรีมาอย่างนี้เราก็รับเสีย แม้จะลงมติหรือไม่ลงมติท่านก็ต้องยอมให้ผู้แปรญัตติพูดอยู่ดี ใครพูดก็ขอให้น้อง ๆ ที่นั่ง ข้างหน้านี่ครับท่านครับ ข้าราชการทั้งหลายครับ ใครพูดซ้ําประเด็นก็บอกเขาว่าคุณซ้ําประเด็น กับคนนั้นแล้วนะครับ จะพูดกี่คนมันก็พูดไม่เท่าไร และหากจะขอยืมคําพูดของท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่าเรามาสมานกัน เพื่อนกัน ในการบริหารความขัดแย้ง ตรงนี้ขอกัน ได้ไหมแล้วก็ลงมติกัน ไม่มีข้อขัดแย้งอย่างอื่น เราก็จะมีวินัยมากขึ้น ถ้าไม่อย่างนั้นจําไว้ นะครับ เรียกร้องเสรีภาพในการใช้สิทธิ มันจะกลายเป็นอนาธิปไตยถ้าเราไม่ทําหน้าที่ เราก็ ไม่มีวินัย สภานี้ก็จะเป็นสภาแห่งอนาธิปไตยครับ ผมขอขอบคุณท่านผู้นําฝ่ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎร ถ้าท่านพูดมาแล้วท่านทําอย่างที่ท่านพูด ผมยินดีที่จะช่วยประสานว่าใช้ การบริหารจัดการความขัดแย้งตรงนี้เถอะครับ เราจะได้มีวินัยร่วมกันครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องขอบคุณท่าน สงวน พงษ์มณี จริง ๆ ครับ โดยส่วนตัวของผม ผมไม่อยากจะทําอะไรที่จะไปทําให้เกิดความ ขัดแย้งอยู่แล้วนะครับ ผมเป็นคนที่ประนีประนอมที่สุดแล้วก็พยายามอดทนมาอย่างที่สุด ก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ชี้แนะหาทางออกนะครับ โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยในแนวทางอยู่แล้วครับ เพียงแต่ต้องขอความกรุณานะครับ ผมพูด อยู่บ่อยครั้ง เราอยู่ในสภานี้มานาน อะไรเป็นอะไรเรารู้ครับ เพราะฉะนั้นผมให้เกียรติสมาชิก สมาชิกควรให้เกียรติผมด้วยเหมือนกันครับ ไม่ใช่อะไรก็ไม่เอาสักอย่างมันก็ไปกันไม่ได้ ผมเข้าใจว่าสมาชิกเข้าใจสิ่งที่ผมพูดครับ เราต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน เท่านั้นละจบ แล้วครับ ผมถึงชื่นชมท่านจุฤทธิ์ ที่ไปคุยกันวันนั้น แล้วท่านก็มาปฏิบัติตามที่คุยกันเป๊ะเลย ผมถึงบอกท่านน่ารักมาก ผมอยากให้สมาชิกทุกท่านเป็นเหมือนท่านจุฤทธิ์ ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่มีปัญหาหรอกครับ ท่านจะพูดอภิปรายสักกี่คนก็ไม่มีปัญหา แต่ขอให้อยู่ในกรอบข้อบังคับ เท่านั้นเอง ทีนี้ผมก็ต้องขอความร่วมมือจากท่านผู้นําฝ่ายค้านครับ ช่วยประสาน โดยเฉพาะ ท่านจุรินทร์ครับ ช่วยประสาน เอาตรงไปตรงมาครับ อะไรพออนุโลมกันได้ผมอนุโลมอยู่แล้ว ครับ แต่ถ้าเกินไปก็ไม่รู้จะทําอย่างไร ผมก็มีฝั่งนี้คอยดูอยู่เหมือนกัน ก็ต้องเข้าใจผม ผมลําบากใจในการทําหน้าที่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีขอบเขต ผมก็ต้องใช้ข้อบังคับเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ว่านั่นละ แต่ทีนี้ลึก ๆ ก็อยากจะอะลุ่มอล่วยครับ สร้างบรรยากาศ ให้มันสดชื่นอยู่ในนี้ ก็ไม่อยากจะให้เห็นอย่างที่เคยผ่านมา มันไม่มีใครอยากเจอหรอกครับ ไม่อยากให้มันเกิด แล้วผมนั่งอยู่ตรงนี้ ที่จริงเรียนตรง ๆ เลยนะครับ ที่พรรคไปหารือ แล้วนี่ที่ประชุมหารือ ให้ลงมติเดินหน้าเลย แต่พอผมขึ้นมาทําหน้าที่ตรงนี้ก็มีอีกกลุ่มหนึ่ง ของสมาชิกยื่นหนังสือมา ต่างคนต่างยื่นมานะครับ ๒-๓ ฉบับ เห็นด้วยกับท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ให้ผมใช้ดุลยพินิจอีกสักครั้งหนึ่ง ประกอบกับท่านสงวน พงษ์มณี ก็มาพูดช่วยเตือนตรงนี้อีก เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยครับ ยึดหลักของผู้นําฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎรนี่ละ ผมจะไม่ขอมติแล้วครับ แล้วจะเดินหน้าต่อ แต่ต้องขอความร่วมมือ ครับ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เอาพอหอมปากหอมคอครับ อย่าเอาจนผมอยู่ไม่ได้ ฝ่ายนี้เขา ดูแลอยู่นะครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายผมต้องทําให้มันสมดุลกันให้ได้ ท่านเข้าใจผม ผมเข้าใจท่าน ท่านให้เกียรติผม ผมให้เกียรติท่าน ก็จบครับไม่เห็นมีอะไรเลยครับ ผมด้วยความเคารพ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ฝากความหวังนี้ไว้กับท่านนะครับช่วยหน่อยครับ เอาตามนี้ตามที่ท่านพูดนะครับ เอาพอสมควรครับ เอาเท่าที่ทางฝั่งนี้รับได้ แต่เอาจนฝ่ายนี้ รับไม่ได้มันก็เป็นปัญหา ฉะนั้นผมจะไม่ขอมตินะครับ ผมจะอนุโลมตามที่ว่า แล้วค่อยพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปนะครับ อันไหนพอที่จะให้อภิปรายกันไปได้บ้าง อาจจะขัด ความรู้สึกฝั่งนี้ว่านอกประเด็นมันอภิปรายไม่ได้ ก็อดทนหน่อยเถอะครับ เอาอย่างนั้นนะครับ มันจะได้จบ บรรยากาศมันจะได้ดูดีครับ ผมก็เกรงใจประชาชน ผมก็ไม่อยากให้ภาพของเรามันเสียหาย มากไปกว่านี้ครับ ถ้ามันเกิดเหตุการณ์แล้วมันไม่ใช่คนใดคนหนึ่งครับ มันเสียหายด้วยกัน ทั้งหมดทุกคน สรุปเอาตามนี้นะครับ ท่านวิทยาจะอภิปรายใช่ไหมครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานรัฐสภา กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องสักครู่คงได้ข้อยุติ นะครับ ผมมีเรื่องที่จะเรียนแจ้งท่านประธานสภาครับ ซึ่งเป็นเรื่องจําเป็นเร่งด่วน เนื่องจาก มีการคุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ขณะนี้ครับได้มีพนักงานสอบสวน จังหวัดนครศรีธรรมราชไปยื่นคําร้องต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอออกหมายจับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวน ๒ ท่าน อยู่ที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถือว่า เป็นการใช้อํานาจทางบริหารคุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในสมัยประชุม มีการยื่นออกหมายจับนายถาวร เสนเนียม และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ถือว่าเป็นการปฏิบัติ ที่ฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญและปิดกั้นการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตหารือ ท่านประธานสภาโปรดได้มีคําสั่งไปยังหัวหน้ารัฐบาลให้ยุติการกระทําของพนักงานสอบสวน จังหวัดนครศรีธรรมราชทันทีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านวิทยาครับ เอาว่าอย่างนี้ครับ เจ้าหน้าที่เขาก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้วละครับ ผมคงไปสั่งอะไร มากมายคงไม่ได้ ทีนี้ประเด็นคือถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็ผิดเอง ก็ว่ากันไป ตามขั้นตอนของกฎหมายก็แล้วกันครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

คราวนี้กฎหมายมันก็เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญครับ อย่าว่าแต่ออกหมายจับเลยครับ ออกหมายเรียกในระหว่างสมัยประชุม ควบคุม คุมขัง ไม่ได้ทั้งนั้นครับ เป็นหน้าที่ ของประธานรัฐสภาต้องเป็นผู้อนุญาต และถ้ามีการกระทําเช่นนั้นท่านจะต้องเป็นผู้ออกคําสั่ง ให้ยุติการกระทําเช่นนั้น ผมจึงร้องกับท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ กฎหมาย รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนครับ เขาปฏิบัติอย่างนั้น ทําอย่างนั้นไม่ได้ นอกจากเป็นเหตุ เฉพาะหน้าเท่านั้นเองครับ แต่ทีนี้ถ้าไม่ใช้เหตุการณ์เฉพาะหน้า เขาจะดําเนินจับกุมคุมขัง ก็ต้องมาขออนุญาตที่สภาเราก่อนอยู่แล้วครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ผมกําลังนําเรียนกับท่านประธานสภาครับว่าขณะนี้พนักงานสอบสวน จังหวัด นครศรีธรรมราชได้กระทําเช่นนั้น ผมจึงมาเรียนแจ้งกับท่านเพื่อท่านได้สั่งการ ไปยังหัวหน้ารัฐบาล

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมย้ําอีกทีหนึ่งนะครับ ถ้าเป็นเหตุการณ์ซึ่งหน้าเขาสามารถดําเนินการได้ แต่ถ้าไม่ใช่เหตุการณ์ซึ่งหน้า ถ้าเขาปฏิบัติการอย่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ผิด เอาเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมเถอะครับ เราพิสูจน์ไม่ได้ใครถูกใครผิด

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ผมเรียนท่าน ท่านฟังผมให้ดี ๆ นะครับ ผมเข้าใจครับถ้าซึ่งหน้า ผู้แทนไปต่อยใครยิงใครซึ่งหน้า ก็จับ แต่การขออนุมัติออกหมายจับไม่ใช่กรณีความผิดซึ่งหน้า เมื่อฝ่ายบริหารได้กระทําการ เช่นนั้นเป็นหน้าที่ของท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่าผมสั่งการผ่านทาง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ถ้าไม่ใช่เหตุการณ์ซึ่งหน้าอย่างที่ว่า เจ้าหน้าที่ ไม่มีอํานาจดําเนินการอย่างที่ว่าอยู่แล้ว จะจับกุมคุมขังไม่ได้อยู่แล้ว ต้องมาขออนุญาต จากสภาเราอย่างนี้นะครับ จบนะครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ผมก็เรียนแจ้งท่านครับว่ามีการกระทําเช่นนั้นเกิดขึ้น และเสนอท่านประธานครับว่า ท่านควรปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก็คือสั่งหัวหน้าฝ่ายบริหารเขาเสีย ให้หยุดพฤติกรรมคุกคาม สมาชิกรัฐสภาทันทีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ สั่งแล้วครับ จบนะครับ เชิญผู้จะอภิปรายครับ ท่านต่อไปครับมาที่ท่านศิริวรรณ เชิญครับ ท่านธนา มีอะไรครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา เมื่อเช้านี้ผมในฐานะผู้สงวนความเห็นไว้อภิปรายในสภาท่านแรก แล้วท่านประธานก็ ตัดสิทธิไม่ให้ผมอภิปรายเพราะฉะนั้นเมื่อที่ประชุมโดยเฉพาะท่านประธานได้กลับมติเดิม ผมก็ขออนุญาตใช้สิทธิในการอภิปรายเหมือนเดิมครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่ย้อนกลับไปหรอกครับ ท่านครับ ขอเดินหน้าต่อดีกว่าครับไม่อย่างนั้นก็ไม่จบ ขอความร่วมมือครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ความจริงบรรยากาศ ที่ท่านประธานได้พูดไว้สักครู่นี้ผมว่าไปได้ดีแล้วนะครับ ท่านประธานลองฟังผมต่ออีกสักนิดครับ ว่าท่านผู้นําฝ่ายค้านได้เสนอทางออก พวกผมนี่ครับ ก็จะแสดงให้ท่านประธานได้เห็นว่าพวกผมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ แต่ท่านประธาน จะต้องไม่ตัดสิทธิที่พวกผมมีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะฟังท่านประธานจะได้ให้ผมอภิปรายต่อหรือไม่ ผมจะได้เรียนให้ท่านประธานทราบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าอย่างนี้ดีกว่าครับ เอาหลักการปรองดองอย่างที่เราว่ากัน แต่เพื่อความเรียบร้อยครับ ผมให้วิป ๓ ฝ่าย ไปคุยกันหารือกันเอาชัด ๆ ครับ ใครจะอภิปรายบ้าง และใครจะอภิปรายได้ไม่ได้อย่างไร เอาข้อสรุปมาทีเดียว ใช้เวลาสักไม่เกินครึ่งชั่วโมงนะครับ ไปหาข้อสรุปมา หรือถ้ามัน หาข้อสรุปไม่ได้จะเอาอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกที อย่างนั้นนะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็จะเสียเวลา โต้กันอยู่อย่างนี้ ผมว่าไปคุยหาข้อสรุปแบบแนวทางของท่านผู้นําฝ่ายค้านพูดนี่ แล้วให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน แต่ใช่เอาเต็มร้อย ไม่ได้เต็มร้อยไม่ยอม มันก็ไม่จบ มันก็ต้องถอยทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ เพื่อเป็นการประนีประนอม มันจะได้เดินไปได้ เน้นย้ํานะครับ ยึดแนวทางหลักการของ ผู้นําฝ่ายค้านได้แนะนําเอาไว้ เอาอย่างนั้นนะครับ ผมให้วิป ๓ ฝ่ายไปหารือ แล้วให้ได้ข้อสรุป ชัดเจนนะครับ ใครบ้างที่จะพูดในมาตรานี้ แล้วพูดใช้เวลาสักเท่าไร อย่างไร ให้อย่างนั้นนะครับ ถ้าได้ข้อสรุปก็จะได้ดําเนินการตามนั้น แต่ถ้าไม่ได้ข้อสรุปผมก็จะใช้อํานาจของผมตามที่ ควรจะต้องดําเนินการ เอาอย่างนั้นครับ ผมขอพักสัก ๓๐ นาที ครับ

พักประชุมเวลา ๑๔.๒๒ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๔.๔๐ นาฬิกา

ก็มีนิมิตหมายที่ดี ที่ได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างจะชัดเจนว่าก็จะอนุญาตคงไม่มีลงมตินะครับ ก็จะอนุญาตให้ได้พูด ได้อภิปรายกัน แต่ต้องอยู่ในกรอบของข้อบังคับ โดยที่ถ้าประธานได้วินิจฉัยแล้วทุกท่าน จะเชื่อฟังก็ให้ยึดหลักการตามนี้ เพราะฉะนั้นก็จะดําเนินการตามนี้นะครับ ท่านไหน จะอภิปรายเชิญครับ ท่านสมชายเชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขอบพระคุณท่านประธาน นะครับที่มีการเจรจากันอย่างที่ว่า แต่ผมกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ เวลาเชิญ ประชุมวิป ๓ ฝ่าย ผมอยากให้มีการเชิญประชุมวิป ๓ ฝ่ายจริง ๆ ครับ กราบเรียนครับ ท่านรองประธานวิป ๓ ฝ่าย ดอกเตอร์ทัศนา บุญทอง รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ท่านเป็นวิปรัฐสภาด้วยครับ สอบถามเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีการบอกว่าประชุม ห้องไหน แล้วไม่เชิญท่านเลยครับ มันไม่ใช่การประชุมวิป ๓ ฝ่าย คือจะอ้างเรื่องวิปวุฒิสภา บางฝ่ายไม่ได้ ผมเองก็เป็นวิปวุฒิสภาอยู่ครับท่านประธาน ก็ขอความกรุณาว่า ถ้าจะทําอะไร ให้ครบถ้วนทุกฝ่ายไม่อย่างนั้นก็เดินต่อลําบากครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมก็ไม่ทราบครับว่า เขาไปประชุมกันที่ไหน ก็เห็นแต่ไปประสานคุยกัน ก็เป็นเรื่องของวิปที่จะต้องประสานกันเอง ทีนี้วิป ๓ ฝ่ายน่าจะมีจุดนัดหมายว่าเวลามีอย่างนี้เราจะไปเจอกันที่ห้องไหน จะได้ไปถูก ก็น่าจะต้องคุยกันเองครับ กําหนดสถานที่กันเองครับ เชิญท่านกฤชครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กําแพงเพชร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ตั้งแต่เช้าผมก็เวียนไปเวียนมาพยายาม จะทําให้การประชุมเดินต่อไปได้ แต่ปัญหาขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา วิปก็ลําบากเรียกประชุมหาวิปก็หาไม่ครบ อันนี้ก็ต้องเห็นใจพวกวิปด้วย นั่นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ตกลงแล้วก็ไม่เป็นไปตามข้อยุติ ท่านประธานขึ้นมาบอกว่ามันยุติแล้วอย่างนี้นะ พอเริ่มจะเดินต่อไปมันเดินไม่ได้ ครั้งนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเป็นครั้งสุดท้ายสําหรับผมนะครับ ถ้าหากว่า เหตุการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อ ผมจะลาออกจากวิป ผมเบื่อเหลือเกินแล้ว ผมกําลังคิดถึงปู่ชัย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต่อเลยนะครับ เชิญท่านผู้สงวนครับ เชิญครับ เมื่อกี้ถึงท่านศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เชิญเลยครับ

นายศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ เราจบไปแล้วครับ ผ่านไปแล้วนะครับ ขอความกรุณาเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ ผมเรียนท่านประธานครับว่า ท่านประธานใช้ดุลยพินิจอย่างไร ผมเคารพ ท่านประธาน แต่ว่าท่านประธานจะให้สิทธิของสมาชิกไม่เท่าเทียมกัน ผมรับไม่ได้ เมื่อท่าน ประธานจะให้ที่ประชุมสภาแห่งนี้ได้มีสิทธิในการพิจารณาคําแปรญัตติและคําสงวน คําแปรญัตติ ผมก็ต้องมีสิทธิเป็นหนึ่งในนั้น เพราะผมเป็นคนแรกที่แปรญัตติและผม เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วย ผมจะไม่ร้องขอท่านประธานครับ เพราะนี่เป็นสิทธิของผม แต่ผมเรียนท่านประธานว่าเมื่อที่ประชุมนี้จะให้สิทธิ ผมก็มีสิทธิที่จะรับสิทธินั้นเหมือนกัน ก็ให้ท่านประธานใช้ดุลพินิจเองก็แล้วกันนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมถือว่าเราดําเนินการ มาถึงจุดนี้แล้วนะครับ ถึงท่านศิริวรรณแล้ว ไม่อย่างนั้นจะมีทักท้วงนะครับ อะไรก็แล้วแต่ครับ มันถูกใจคนทุกคนไม่ได้หรอกครับ ก็ต้องเข้าใจผมด้วยนะครับ ขอความเห็นใจด้วย ผมว่า ต่อเลยดีกว่านะครับ เชิญท่านศิริวรรณครับ บรรยากาศกําลังดีครับ ผมเชื่อว่าท่านธนา ใจกว้างอยู่แล้ว เชิญท่านศิริวรรณครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ที่ท่านกําลังทํากันอยู่ขณะนี้นะคะ ดิฉันได้แปรญัตติ ในมาตรา ๔ ซึ่งท่านได้ตัดทั้งหมด มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ดิฉันไม่เห็นด้วยท่านประธาน แล้วก็อยากจะเรียนบอกท่านประธานผ่านไปคณะกรรมาธิการว่าขณะนี้เราได้พิจารณา ที่มาของวุฒิสมาชิก ซึ่งท่านทั้งหลายทั้งประเทศรู้อยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ที่เป็น รัฐธรรมนูญทําให้มีปัญหามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เราถึงได้อยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้จัดทําให้สมาชิกวุฒิสภามาทั้งการเลือกตั้งมาทั้งการสรรหา ท่านประธานคะ จากที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการทุจริต มีการคอร์รัปชั่น มีการเดินขบวน มีการยุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่ แล้วก็ทําให้บ้านเมืองเราเสียหาย มีการทุจริต มีการโกง จนทําให้เกิดการรัฐประหาร เกิดการปฏิวัติเกิดขึ้น คณะปฏิรูป คณะปฏิวัติก็ได้มาทํา รัฐธรรมนูญซึ่งขณะนี้เราใช้กันอยู่เราก็ถือว่ารัฐธรรมนูญที่เราใช้กันอยู่ขณะนี้มีทั้งวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งและวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา แล้วก็วุฒิสภาที่ขณะนี้ทําหน้าที่กันอยู่ ท่านได้อ้างว่าอยากให้ ส.ส. ส.ว. ที่ท่านให้เหตุผลไว้ว่า โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้ สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับ วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อันเป็นการส่งเสริมหลักประชาธิปไตย และมีส่วนร่วมของทางการเมืองของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นี้ ท่านประธานรัฐสภาคะ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นท่านกรรมาธิการ ส.ส. กับ ส.ว. เราทําหน้าที่มาด้วยกัน ท่านก็รู้ว่า ส.ส. ทําหน้าที่อย่างไร ส.ว. ทําหน้าที่อย่างไร ส.ว. จะต้องมาเป็นพี่เลี้ยงจะต้องมาทําให้สังคม อยู่เย็นเป็นสุข จะต้องทําให้กระบวนการยุติธรรมอยู่ในกฎอยู่ในเกณฑ์ แล้วก็มีหน้าที่ อีกเยอะแยะมากมายที่พวกเราได้พูดกันอยู่แล้ว ดิฉันจึงอยากจะบอกท่านประธานว่า ดิฉันไม่เห็นด้วยที่ท่านตัดในมาตราทั้ง ๒ มาตรานี้ออกไป แล้วเพื่อที่จะให้กรรมาธิการ ท่านได้นึกย้อนไปว่าปี ๒๕๔๐ เกิดอะไรขึ้น แล้วปี ๒๕๕๐ เราทําอะไรกันขึ้นมาแล้วนะคะ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านศิริวรรณ เดี๋ยวนิดเดียว หยุดนิดเดียว ผมขอทําความเข้าใจหน่อยครับ ผมขออธิบายให้ฟังว่ามติที่วิปเขาไปคุยกันว่า อย่างไร

(นายวรชัย เหมะ กรรมาธิการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เดี๋ยวคุณวรชัยประท้วง เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้รับ สายโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตํารวจที่นครศรีธรรมราชครับว่าไม่มีการออกหมายจับใครใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ทั้งคุณวิทยาและคุณถาวรครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ แจ้งให้ทราบนะครับ เดี๋ยวครับท่านศิริวรรรณครับ ผมขออธิบายหลักการให้ฟังนะครับ ตามข้อเสนอ ของท่านประธานวิปฝ่ายค้านนะครับบอกว่าขอให้ดําเนินการตามข้อบังคับการประชุม ผมอย่างนี้นะครับ คือผมขอให้ท่านดําเนินการตามข้อบังคับการประชุมข้อที่ ๙๙ ท่านศิริวรรณแปรญัตติไว้อย่างไรท่านอธิบายตามนั้น แล้วถ้าเป็นญัตติที่ขัดต่อมาตรา ๓ ก็คือมาตรา ๓ ที่ประชุมได้ลงมติไปแล้วว่าให้ ส.ว. เลือกตั้ง ผมก็อนุญาตท่านไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ในหน้า ๖๒ ท่านขอแปรญัตติไว้ว่าให้ตัด มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ออก แล้วก็ให้คณะกรรมการสรรหา ซึ่งท่านบอกคณะกรรมการสรรหานะครับ ตรงนี้มันก็จะ ขัดต่ออันนั้นนะครับ ผมขอนะครับ ผมเคารพมติที่ประชุมของวิป ๓ ฝ่าย และเคารพต่อ ท่านประธาน ท่านผู้นําฝ่ายค้านนะครับ ท่านกรุณานะครับเอาเข้าสิ่งที่ท่านได้ขอแปรญัตติไว้ นะครับ เชิญครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ดิฉัน ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ขอแปรญัตติ มาตรา ๔ เพราะว่าท่านตัดออกทั้ง ๒ มาตรา ดิฉันไม่เห็นด้วยท่านประธานคะ แล้วต้องเรียนท่านประธานว่า การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้มีประเด็นหลักที่ทุกคนทุกฝ่ายที่พูดกันอยู่นี้เป็นปัญหาและรู้สึกกังวล ประการแรกคือ ท่านยกเลิกระบบสรรหา ส.ว. และให้สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. นี่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน ข้ออ้างของท่านที่ดิฉันได้บอกไปเมื่อกี้คือต้องการให้ ส.ว. มีจุดยึดโยงกับประชาชน ถ้าประชาชนไม่ได้เลือกตั้งมา จะบอกว่าเป็นตัวแทนของประชาชนไม่ได้ มันไม่ใช่ ท่านประธาน ส.ว. ก็มีหน้าที่อันหนึ่งของส่วนหนึ่ง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอโทษนะครับ ขออภัย จริง ๆ ครับ เพราะว่า มาตรา ๓ เป็นการยกเลิก ส.ว. สรรหาไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านครับ ท่านอภิปรายไม่ได้หรอกครับ ท่านศิริวรรณครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

นั่นคือดิฉันไม่เห็นด้วยที่ท่านยกเลิกอย่างไรคะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็ใช่ ท่านไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไรครับ แต่ว่าเวลานี้มันผ่านไปแล้ว

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านฟังเหตุผลก่อนสิคะ ไม่เห็นด้วยจริง ๆ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นเอาอย่างนี้ ก็แล้วกันครับ ท่านครับ ผมขอไปท่านอื่นดีกว่านะครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ทําไมเวลา

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประการที่ ๒ คือเปิดโอกาสให้เครือข่ายของนักการเมืองสมัครเป็น ส.ว. ได้ ถ้าแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมายความว่าเปิดโอกาสให้ครอบครัว ส.ส. และผู้มีอํานาจลงสมัคร ส.ว. ได้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ท่านศิริวรรณครับ เดี๋ยวครับ เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวผมต้องขออนุญาตที่จะขัดนะครับ ขออนุญาตจริง ๆ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประการที่ ๓ คือเปิดโอกาสให้บุคคลมีสิทธิเป็น ส.ว. ได้ ๒ สมัยติดกัน ซึ่งอันเดิมเขาห้ามไว้นะคะ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติไว้ว่าบุคคลที่เคยดํารงตําแหน่ง ส.ว. และเมื่อสมาชิกภาพ สิ้นสุดลงยังไม่เกิน ๒ ปีจะเป็นรัฐมนตรีหรืออะไรไม่ได้ แต่ท่านก็เขียนไว้ว่าเป็น ส.ว. ได้ การแก้ไขอย่างนี้มันกลายเป็นว่าบุคคลที่เคยเป็น ส.ว. ๒ สมัยทําอะไรได้หมด ส.ว. ได้อีกนะคะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมอนุญาตไม่ได้จริง ๆ นะครับ เพราะว่าท่าน ทําไมท่านไม่ฟังเหตุและผลบ้างเลยนะครับ ท่านไม่เคารพ ขนาดผู้นําฝ่ายค้านซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคของท่านพูด ท่านก็ยังไม่ฟัง ไม่ใช่ครับ เพราะท่าน แปรญัตติไว้ไม่ใช่เรื่องนี้เลยครับ ไม่ใช่เลยครับ ท่านอ่านดูสิ ท่านกรุณาอ่านหน่อยครับว่า ท่านแปรญัตติไว้อย่างไรนะครับ ท่านไม่ได้แปรเรื่องนี้เลยครับ ท่านแปรเรื่องของกรรมการสรรหา ถ้าท่านจะกรุณาอ่านนะครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ คือเราไม่เห็นด้วยกับที่ท่านตัดออก ท่านเข้าใจไหมคะ แล้วขณะนี้เหตุผล ก็คือว่า การที่ท่านทําอย่างนั้นปัญหามันเกิดขึ้น เมื่อปี ๒๕๔๐ ก็เกิดแล้ว ก็เป็นอย่างนั้น ปี ๒๕๕๐ มันดีอยู่แล้ว ดิฉันถึงได้อยากจะกราบเรียนท่านประธานบอกท่าน ส.ว. บอกท่าน ส.ส. ว่าท่านน่าจะคิดใหม่ แล้วก็เราพูดกันด้วยเหตุด้วยผลค่ะ เรารวมพลังกัน ทําอย่างไรให้บ้านเมืองนี้มันเดินได้ ทําอย่างไรให้บ้านเมืองนี้มันไปได้อย่างมีคุณภาพ แล้วก็ ไม่ต้องมีการกินรวบประเทศไทยอย่างไรท่าน ดิฉันเลยอยากถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการหรือท่านกรรมาธิการทุกท่านนะคะว่าท่านจะแก้รัฐธรรมนูญนี้ไปทําไม เพื่ออะไร ประโยชน์ของใคร ประชาชนได้อะไร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เขาจนไปถึงไหนแล้ว ท่านยังจะมา ท่านศิริวรรณครับ ผมขออนุญาตนะครับ เขาจนไปถึงไหนแล้วครับ จริง ๆ ครับ ผมจะไม่อนุญาตให้พูดแล้ว เอาคนต่อไปดีกว่าครับ อย่างนี้ไม่ได้นะครับ พูดพอสมควรแล้วครับ เอาต่อไปครับ ท่านเกียรติศักดิ์หรือว่าจะเอาใครครับ ท่านจุฤทธิ์ท่านก็เห็นหรือยังว่าสิ่งที่เรา พยายามที่จะหาทางออกนะครับ ท่านไม่ต้องประท้วงผมเลยนะครับ พยายามหาทางออกให้ ว่าให้ยึดตามข้อบังคับ ยึดตาม ข้อ ๙๙ ผมก็ยึดตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ตามที่ท่านหัวหน้า พรรคฝ่ายค้านเป็นคนที่เสนอ แล้วเวลานี้ท่านขอแปรญัตติไว้ว่ามีกรรมการสรรหา ผมว่ากรรมการสรรหาคงจะพออนุโลมได้นะครับ แต่ท่านบอกว่ามันไปวาระที่หนึ่งอีกแล้ว ท่านกรุณาเถอะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นผมไม่สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้ เพราะผมนั่งดู ทั้งหมดนี้ ๒๐ กลุ่มด้วยกันนะ ผมทําบัญชีไว้หมดแหละครับ ว่าใครอยู่กลุ่มไหน กลุ่มไหน แล้วก็เราพูดในสิ่งที่มันไม่มีตัวตนอยู่แล้ว อย่างไรท่านพูดไปก็มันก็ไม่มีวันเกิดผล ขอความกรุณาเถอะครับ ให้เกียรติเถอะครับ คนฟังอยู่ทางบ้านคนชมอยู่นะครับ เชิญท่านจุติ ครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเคารพ ท่านประธานจริง ๆ แต่ผมไม่อยากจะประท้วงท่านประธาน แต่ว่าจําเป็น สาเหตุที่มันจําเป็น ก็เพราะว่าท่านประธานต้องควบคุมการดําเนินกิจการของรัฐสภานั้น ให้มีระเบียบเรียบร้อย ผมมีสิทธิตั้งข้อสงสัย ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องดําเนินการประชุมเป็นอิสระ เมื่อสักครู่นี้ทุกคนก็เห็นนะครับท่านประธาน ท่านประธานได้รับโน๊ต (Note) จาก ท่านประธานกรรมาธิการด้วยความเคารพ ท่านประธานช่วยอ่านให้พวกผมฟังได้ไหมครับว่า ท่านประธานกรรมาธิการเขียนว่าอย่างไร ผมอยากจะรู้เหมือนกัน คือผมอยากจะบอกว่า ท่านประธานต้องดําเนินการประชุมให้เป็นอิสระไม่อย่างนั้นถึงเวลามาพอมีโน๊ตมา ผมก็สงสัย ผมมีสิทธิสงสัยนะครับว่าท่านประธานทําตามที่ประธานกรรมาธิการพูดหรือเปล่า มาเบรค (Brake) คนที่จะอภิปรายคัดค้านหรือเปล่าเขามีสิทธิสงสัยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาตอ่านให้ฟังนะครับ ฟังนะครับ ทางท่านผู้ฟังทางบ้านด้วยนะครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผมใคร่ขอเวลาชี้แจง ในประเด็นท่าน ส.ว. วิทยา พาดพิงว่ามีการออกหมายจับ ส.ส. ในสมัยประชุมสั้น ๆ ด้วยครับ มิฉะนั้นตํารวจและกระผมในฐานะที่ดูแลตํารวจเสียหายครับเคารพ พลตํารวจเอก ประชา ฉบับที่ ๒ ท่านประธาน นิคมครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีประชา ไม่ติดใจชี้แจงเรื่องหมายจับแล้วไม่ต้องเชิญนะครับ จากสามารถ นี่แหละครับ ผมไม่ได้มีอะไร ที่มันเป็นจดหมายที่เป็นความลับอะไรเลยครับก็อ่านให้ฟัง

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ขอบพระคุณที่ท่านประธานโปร่งใส ผมก็มีสิทธิสงสัย แต่ว่า เมื่อสักครู่โน๊ตที่ส่งมันแผ่นเล็กกว่าเมื่อกี้นะครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมมีอีกโน้ตหนึ่งของ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ มีอีกโน๊ตหนึ่งบอกว่าขอวิปฝ่ายค้านเสนอท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ท่านอรรถพร พลบุตร ท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร นี่ผมก็มีแค่นี้ครับ ผมไม่มีโน้ตอย่างอื่นเลยครับ ท่านไม่ต้องสงสัยผมเลยครับ ผมก็มีแล้วผมก็อ่านให้ดูแล้วมันไม่มีอะไรนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านพอแล้วครับ ผมกําลังจะให้คนอื่นพูดต่อดีกว่านะครับ เพราะท่านไม่เคารพกฎ หรือไม่เคารพกติกาตามที่ตกลงกันไว้ เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ เชิญครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องกราบขออภัยท่านประธานก่อนครับ ผมเรียนว่าถ้าท่านยังดําเนินการประชุม ไปลักษณะนี้ ผมคิดว่าที่สุดบรรยากาศก็ไม่แตกต่างไปจากเมื่อเช้า เปลี่ยนอย่างเดียวครับ คือเปลี่ยนท่านประธาน แต่บรรยากาศก็จะไม่แตกต่างไปจากเดิมนะครับ เมื่อสักครู่นี้ ท่านผู้นําฝ่ายค้านบอกว่าให้ยึดตามข้อบังคับ และอีกเรื่องหนึ่งก็คือให้อะลุ่มอล่วยกัน ตอนนี้ฝ่ายผมอะลุ่มอล่วยแต่ท่านประธานกลับไม่อะลุ่มอล่วย ท่านบอกให้ยึดคําของผู้นําฝ่ายค้าน พวกผมก็ยึดสิครับตอนนี้นะครับ

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธานครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือในรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ อย่างนี้ครับ มาตรา ๒๗ สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดเจนย่อมได้รับ ความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา รัฐสภาหมายถึงที่เรากําลังประชุมอยู่ตอนนี้ สิทธิที่คุ้มครองไว้ คืออะไรครับ ท่านดูส่วนที่ ๔ ครับ บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง มาตรา ๑๓๐ สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคําใด ในการแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น ตอนนี้ท่านสมาชิกกําลังแสดงความคิดเห็นอยู่ เพราะฉะนั้นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นย่อมได้รับความคุ้มครอง ส่วนที่สุดจะลงมติ อย่างไรในมาตรา ๔ ในขั้นลงมติวาระที่สองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิทธิในการแสดง ความคิดเห็นหรือแสดงถ้อยความใด ๆ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ผูกพันรัฐสภา เรื่องนี้คือ เรื่องที่ท่านประธานจะต้องพิจารณาครับ รวมไปถึงมาตรา ๒๙ ครับ มาตรา ๒๙ รัฐธรรมนูญ กําหนดไว้ว่า การจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทํามิได้ แสดงว่าท่านประธานจะห้ามไม่ได้ครับ เพราะสิทธิในการอภิปรายได้รับรองไว้แล้ว ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และให้ท่านสมาชิกแสดงความคิดเห็นก็จะจบครับท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวจะอธิบายให้ท่านฟัง นะครับ เดี๋ยวเอาอย่างนี้ก่อน ท่านวิชาญครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมวิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และฐานะ เลขาวิป ๓ ฝ่ายครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้คงสับสนกันครับ ตอนที่ ท่านประธานขึ้นมาบอกว่ามีการประชุมหารือในส่วนวิป ๓ ฝ่าย ผมเป็นเลขาอยู่ครับ ไม่มี การประชุม ไม่มีการหารือ มีแต่ท่านอํานวย ผมไปถามแล้ว ท่านอํานวยประธานวิปรัฐบาล เดินไปพบท่านจุรินทร์ประธานวิปฝ่ายค้านที่ห้องอาหาร กําลังนั่งทานอาหารกัน ก็คุยปรารภกัน เท่านั้นเองครับ ทีนี้ก็มาพูดเป็นว่ามีการประชุมกัน เดี๋ยวจะเสียหายครับ ขณะนี้ไม่มีการ พูดคุยกันครับ ยังไม่มีการนัด และสิ่งหนึ่งก่อนหน้านี้ท่านผู้นําฝ่ายค้านเองก็ดูเสมือนว่า จะยื่นไมตรี แล้วก็บอกกล่าวว่าให้ที่ประชุมนั้นอะลุ่มอล่วย แต่ในการอะลุ่มอล่วยนั้น ก็ต้องยึดหลักข้อบังคับของรัฐสภา ข้อ ๕ ก็คือตัวท่านประธานเองก็ต้องทําตามข้อบังคับ ในการที่จะควบคุมการประชุม ข้อ ๙๙ คือการพิจารณาในวาระที่สองมีการเรียงตามมาตรา มาถึงมาตรา ขณะนี้พิจารณามาตรา ๔ แต่มาตรา ๓ เราทราบดีอยู่แล้วลงมติไปแล้ว ทีนี้ในส่วนการจะอะลุ่มอล่วยอย่างไรก็ต้องยึดข้อบังคับครับ ให้พูดได้ครับ แต่พูดอยู่ในกรอบของ การเสนอคําอภิปราย นี่เพื่อนสมาชิก ท่านประธานชอบแล้วครับ พูดออกไปในวาระที่หนึ่ง ถ้าวาระที่หนึ่งมันเลยมาแล้วครับ แล้วนี่เป็นวาระที่สอง แล้วก็อยู่ในมาตราที่เรา กําลังพิจารณาก็คือมาตรา ๔ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานเดินตามข้อบังคับครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมก็พยายามดําเนินการ ตามข้อบังคับประชุมนะครับ เพื่อที่จะให้งานนี้มันเดิน สิ่งใดแล้วแต่ที่มันผิด สิ่งใดแล้วแต่ ที่มันเกินเลยบ้างผมจะอะลุ่มอล่วยนะครับ แต่อะไรที่มันข้ามขั้นคือกลับไปอดีต บางที ผมยอมไม่ได้นะครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นกฎหมายมันไม่ได้ คือผมตอบท่านจุฤทธิ์นิดเดียว ความจริงที่ท่านอ่านผมไม่ได้แย้งเลย แต่เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญกําหนดว่าให้ ๒ สภานี่ ออกข้อบังคับการประชุมเพื่อที่จะเป็นแนวทางในการพิจารณาในเรื่องของญัตติ เรื่องของ การออกกฎหมายซึ่งมันมีข้อบังคับ แล้วข้อบังคับนี้ก็ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญด้วย เราก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาออกข้อบังคับประชุม ผมก็ดําเนินการตามข้อบังคับ การประชุม วิธีการพิจารณากฎหมายไม่ว่าสภาใดก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือประชุมร่วมกัน เขียนไว้ชัดเจนครับ ในวาระที่สองนั้นให้เริ่มจากชื่อร่าง คําปรารภ เรียงลําดับรายมาตรา มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ สมาชิกจะอภิปรายได้เฉพาะประเด็นที่ แปรญัตติ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็น หรือประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไข เพียงแค่นั้นนะครับ เว้นแต่ว่าที่ประชุมจะเห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อเช้านี้ท่านประธานสมศักดิ์ กําลังจะขอมติว่าจะยินยอมไหม แต่นี่ท่านก็อะลุ่มอล่วยให้ ผมก็ทําอย่างนี้ ซึ่งถ้าผม ไม่ทําอย่างนี้มันก็ไม่สามารถที่จะประชุมได้ ไม่สามารถที่จะเดินหน้าได้ แล้วความจริงแล้ว ผมบอกท่านแต่แรกแล้วว่าธรรมเนียมในการพิจารณากฎหมายนั้น เมื่อพิจารณามาตราใดแล้ว ซึ่งมีสถานะต่อเนื่องกับมาตราต่อไป ถ้ามติเป็นอย่างไร เช่น มติบอกว่ามี ส.ว. ที่มาจาก เลือกตั้งแล้วไปยกเลิกคณะกรรมการสรรหา ความจริงแล้วไม่ต้องอภิปรายแล้วครับ เพราะมันถูกตัดไปโดปริยาย ผมทําอย่างนี้มาตลอด ของการพิจารณา เหมือนท่านสุรจิตร ท่านสุรจิตรท่านบอกว่าที่สงวนไว้นั้นถูกมาตรา ๓ ลงมติไปแล้ว เพราะฉะนั้นท่านไม่ขออภิปราย นี่คือหลักนะครับ ผมถึงไม่อยากจะให้ท่าน ได้หลงประเด็น ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ผมอยากเห็นบรรยากาศอภิปราย ผมพยายามจะอะลุ่มอล่วยแล้วนะครับ มีใครประท้วง ท่านอรรถวิชช์อีกทีครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ อยากให้ท่านประธานสบายใจนะครับ คือท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอทางออกแล้ว และผมก็เรียนย้ําท่านประธานว่าในส่วนของ บุคคลที่ได้มีการแปรญัตติตัดมาตรา ๔ ซึ่งตัดมาตรา ๔ นั้นหมายถึงว่าตัดกระบวนการ คือเห็นว่าจะให้กระบวนการสรรหา ส.ว. นั้นกลับเข้ามาอีก ซึ่งเขารู้อยู่แล้วว่ามาตรา ๓ นั้น ได้มีการผ่านการพิจารณาของสภานี้ไปแล้ว แต่ว่าท่านประธานครับ มันเป็นสิทธิของเขาจริง ๆ ที่เขาจะต้องอภิปราย แต่ผมเชื่อนะครับ หลังจากท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดแล้ว พวกเราหลายคนที่อยู่ในหมวดนั้นเขาเข้าใจแล้ว แต่เนื่องจากว่าพวกผมเป็นเสรีชนครับ ท่านประธาน ผมไม่สามารถจะบังคับได้ทุกคน แต่ขอให้ท่านประธานสบายใจครับ เดี๋ยวแต่ละคนก็คงจะมีการแสดงความเห็นว่าเขาไม่เห็นด้วย เขาได้ใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แล้วในมาตรา ๓ ส่วนมาตรา ๔ เดี๋ยวเขาคงจะขึ้นมาพูดเอง แต่ว่าโดยหลักแล้ว ท่านประธานต้องให้เขาพูดครับ และผมเชื่อว่าเขารักษาเวลา คนในหมวดนี้เท่านั้นนะครับ แต่คนอีกหมวดหนึ่งที่แก้มาตรา ๔ แต่เป็นการแก้ให้มีการเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์ แบบเขตประเทศ แบบนี้เขาก็มีสิทธิจะอภิปรายทั้งหมด ซึ่งอยากให้ท่านประธานสบายใจว่าพวกเราทําหน้าที่ เป็นสภาพบุรุษ สุภาพสตรีด้วยในขณะนี้สภาแห่งนี้ ให้ท่านประธานสบายใจนะครับ แต่ว่า ยังเป็นหน้าที่ เป็นสิทธิที่เขาจะมีสิทธิในการอภิปราย ขอให้ท่านประธานเข้าใจ แล้วอย่ารวบรัด ยิ่งเร่งยิ่งช้า ผมว่าไปแบบนี้กําลังดี ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ คือ ความจริงแล้วผมอยากอะลุ่มอล่วยนะครับ ท่านก็อภิปรายไปพอสมควรนะครับ เพราะ อภิปรายไปอย่างไรมันก็ไม่มีผลอยู่แล้ว มันก็จะอภิปรายไปนะครับ แต่ว่าอย่างไรขอความกรุณา คือกลุ่มหนึ่งอาจจะคน ๒ คน ไม่ต้องหลายคนหรอกครับ เพราะอย่างไรมันก็มีหลักการเดียวกัน เป็นไปได้ไหมครับ ผมขอประนีประนอมหน่อย ท่านอรรถวิชช์เชิญอีกที

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ความจริงแล้วทุกความเห็นในการแปรญัตติเขาพูดได้หมดจริง ๆ เพราะข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ เขียนชัดนะครับ เวลาเราประมวลประชุมกันเสร็จหมดเรียบร้อยแล้ว มันมีการปรับได้นะครับ บางทีเขาอาจจะเสนอความเห็นหนึ่งในมาตราหนึ่งที่เขาสงวนไว้ อาจจะมีการปรับเปลี่ยนได้อีกนะครับ มาตรา ๑๐๒ วรรคท้ายเขียน แต่ว่าผมเรียน ท่านประธานครับ คือผมไม่อยากให้โหวต เมื่อสักครู่ก็เรียนท่านประธานสมศักดิ์ คือท่านก็น่ารัก ท่านไม่โหวตครับ ซึ่งผมคิดว่าเราไปแบบนี้กําลังดี ผมเชื่อว่า ส.ส. แต่ละคน ส.ว. แต่ละคนต้องรู้หน้าที่เหมือนกัน เพราะมาตรา ๓ มันถูกโหวตไปแล้ว มาตรา ๔ เสนอตัด มันไม่ได้ครับ แต่มันเป็นสิทธิของเขาที่เขาจะเสนอแบบนั้น ท่านประธานอย่าเร่งครับ เชื่อผมเถอะครับ แล้วก็ขณะนี้ก็มีการคุยกันอยู่แล้วว่าจะพยายามทําอย่างท่านประธาน อยากได้ แต่ว่าอย่าบีบเพราะทุกคนเป็นเสรีชน วิปก็สั่งไม่ได้ แต่ละคนเขามีกระบวนการคิด ของเขาเอง อย่าเร่งครับท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ ผมพูดจริง ๆ ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เชิญท่านอภิสิทธิ์ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา ขอเรียนให้ทราบว่าผมไม่ทราบว่า จะได้มีการคุยกันระหว่างใครกับใครหรือไม่ แต่ก็ทราบจากทางกรรมการประสานงานฝ่ายค้านว่า ก็ได้มีการพูดคุยลดจํานวนผู้อภิปรายแล้วก็พิจารณาความเหมาะสมของผู้อภิปรายแล้ว นั่นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ท่านประธานฟังนิดหนึ่งนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่ครับ ดูหนังสือที่ ท่านส่งให้ผมด้วย ฟังด้วยครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าท่านฟังอยู่ ท่านจะได้เข้าใจ ที่ท่านบอกย้ําแล้วย้ําอีกว่ามาตรา ๓ ผ่านไปแล้ว คําแปรญัตติที่มันไปขัดกับ ของเดิมไม่ได้ ท่านประธานครับ ท่านอาจจะไม่ได้ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาก่อนนะครับ ท่านลองนึกถึงกฎหมายงบประมาณสิครับ กฎหมายงบประมาณเราพิจารณามาตรายอดรวม เป็นเงินทั้งสิ้นเท่านี้ ถ้าท่านใช้ตรรกะนี้มาตราอื่นพูดไม่ได้เลยครับ เพราะถ้าไปยอมรับ คําแปรญัตติปรับลดตรงไหนยอดรวมก็จะไม่ตรงครับ เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้ครับ โดยระเบียบของสภาก็คือว่าผู้เสนอคําแปรญัตติมาตราใด มีสิทธิจะเสนอครับ เพียงแต่ว่าสภาก็จะใช้ดุลยพินิจว่า มันจะเป็นเหตุเป็นผลที่จะลงมติ เช่นนั้นหรือไม่ พวกกระผมก็ยอมรับอยู่แล้วว่า คําแปรญัตติจํานวนมากก็คงแพ้เสียงข้างมาก และเสียงข้างมากก็คงจะลงให้สอดคล้องกับที่ลงมติไปเป็นหลักก็ขอสิทธิเขาครับ เราก็บอกว่า เราใช้สิทธิ แต่ว่าก็จะใช้สิทธิอยู่ในขอบเขต ท่านประธานก็ให้สิทธิเรื่องก็จะจบครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมฟังท่าน นะครับ ท่านผู้มีเกียรติครับ เดี๋ยวมีบัญชีรายชื่อที่ขึ้นมาผมจะให้อภิปรายนะครับ แล้วผมพยายามจะไม่ค่อยตัดสิทธินะครับ แต่ผมขอทําความเข้าใจข้อ ๑๐๒ หน่อยนะครับ ข้อ ๑๐๒ มันใช้สําหรับเมื่อพิจารณามันจบทั้งร่างแล้ว ให้ที่ประชุมนี้มาพิจารณาอีกที ขัดเกลาอีกทีหนึ่ง จะแก้ไขอะไรบ้าง แต่แก้ไขที่เป็นสาระสําคัญไม่ได้ แก้ไขคําพูดที่มันขัด หรือแย้งเราก็มาทํานะ ขออธิบายให้ฟังนะครับ เดี๋ยวคนฟังเขาจะเข้าใจผิดครับ เชิญท่านผู้นําครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าท่านฟังผมนะครับ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ มาตรา ๑๐๒ นี้พิจารณาครบทุกมาตราแล้ว อนุญาตให้แก้ไขเฉพาะถ้อยคํา ไม่ให้ไปยุ่งกับเนื้อความ แต่ยังเขียนเลยครับว่า เนื้อความนี้ทําได้ กรณีที่มีความขัดแย้งกันอยู่ กรณีที่เขียนไว้นี้เป็นการยืนยันว่าบางครั้งสภาพิจารณา เป็นรายมาตราแล้ว ปรากฏว่าเนื้อความในสองมาตรา สามมาตรานี้มันขัดกัน จึงต้องเปิดช่อง เอาไว้ว่า เมื่อพิจารณาจบทั้งร่างมาแก้ไขตรงนี้เสีย นี่เป็นการยืนยันว่าการพิจารณามติ มาตราใดมาตราหนึ่งไม่อาจไปผูกมัดการพิจารณาในอีกมาตราได้ และผมก็จึงได้ให้ ท่านประธานฟังไงครับว่า ถ้าใช้ตรรกะแบบท่านประธานต่อไปอภิปรายงบประมาณ ได้มาตราเดียวครับ เพราะว่าพอลงมติไปว่ายอดรวมเป็นเท่านี้แล้ว มาตราอื่นจะไปตัด ได้อย่างไรครับ เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนนะครับว่า เป็นสิทธิ ของผู้แปรญัตติที่จะพูด พวกกระผมก็รับฟังว่าท่านก็บอกว่าพูดไปก็ยากที่จะแก้ไข เพราะมันขัดกับที่ลงมติไปแล้ว ก็จะใช้สิทธิกันตามสมควร ก็ส่งชื่อไป ท่านประธาน ก็ดําเนินการตามนี้ทุกอย่างก็เรียบร้อยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็จะ ดําเนินการตามที่ท่านส่งมาให้ผมนะครับ อย่างไรขอความกรุณาก็คือ ท่านส่งมาผมก็พยายาม ใช้เวลาอย่าเยอะนะครับ ท่านศิริวรรณว่าต่อเลยครับ

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพคะ ดิฉัน ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเรียนท่านประธานแล้วนะคะว่า ดิฉันได้แปรญัตติไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการได้ตัดทั้งมาตรา ๑๑๓ แล้วก็มาตรา ๑๑๔ ดิฉันเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน ส.ว. ทุกท่าน ทั้งที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็ ที่มาจากสรรหานะคะ ขอให้ท่านเห็นร่วมด้วยกับพวกเราเพื่อที่จะคว่ํามาตรานี้ค่ะ เราชนะมาตรานี้ท่านก็กลับมาได้ ท่าน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ท่าน ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ท่านอยู่ด้วยกันตั้งนานค่ะ ท่านเห็นแล้วว่าการทํางานเราต้องมี ส.ว สรรหาเพื่อที่จะ มาเป็นผู้ที่มาถ่วงดุล เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ เป็นผู้ที่มีวิชาชีพ ท่านประธานคะ ท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน คนจังหวัดแพร่ค่ะ เป็นคนบ้านเด่นชัย ท่านคิดดู ถ้าเกิดเขาไปลงเลือกตั้ง ส.ว. เลือกตั้งอย่างที่ท่านบอก ท่านได้ไหม แต่พวกเราทุกคนนะคะ พวกเราทุกคนอยากได้ท่าน ส.ว. ที่มาจากอย่างนี้ค่ะ จะได้ทราบ อย่างนี้ท่านก็ไปตัดสิทธิเขา อย่างนี้จะได้ไหม ท่านประธาน ท่านใจเย็น ๆ ท่านอย่าเพิ่งมองอย่างนั้น เราพวกเดียวกัน จริง ๆ ท่าน อยู่ กทม. ก็อยู่ด้วยกันเราก็ทํางานด้วยกันมาตั้งเยอะ ดิฉันหมดแรงเลยนะคะ ที่ท่านจะมาตัดสิทธิดิฉัน เราอยู่ด้วยกัน แล้วเราก็ทํางานด้วยกัน ตั้งแต่เป็นสภามานี้ ดิฉันพูดครั้งนี้ครั้งแรกนะคะ ต้องเรียนท่านประธานค่ะว่า ดิฉันพยายามที่จะบอก ท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ท่าน ส.ว. ทุกท่าน ท่านพยายามเถอะค่ะ ท่านคิดด้วยกัน ท่านมีตั้ง ๑๐๐ กว่าคน ท่านเห็นด้วยกับพวกเรา อย่างไร ๆ ท่านก็มาจาก การเลือกตั้งเหมือนเดิม อย่างไร ๆ พวก ส.ว. ก็มาเหมือนเดิม ท่านประธาน ลงจังหวัดฉะเชิงเทราท่านก็ได้เหมือนเดิมท่าน แล้วเราก็มาทํางานเพื่อประเทศชาติด้วยกัน เราไม่อยากเห็นประเทศชาติเราเหมือนอดีตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น ดิฉันต้องเรียนท่าน นะคะว่า ไม่อยากพูดเพราะท่านชอบมองอย่างนี้นะคะ อยากจะเรียนบอกท่าน บอกว่า ท่านทําอย่างไรให้บ้านเมืองเราไปได้ด้วยดีนะคะ ท่านจะกินรวบประเทศไทยหรือ ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าท่านคิดอย่างนี้ ทําอย่างนี้ ไปไม่ได้ ดิฉันจะไปกรวดน้ําให้ท่านไปสู่ที่ชอบ ๆ ก็แล้วกัน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านศิริวรรณครับ ไม่ต้องถอนครับ เขาเป็นสะใภ้ของบ้านผมเองครับ เขาเป็นสะใภ้บ้านผมแล้ว อภัยให้ไม่เป็นไรครับ ท่านวิทยามีอะไรครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อสักครู่ผมได้หารือท่านประธานสภาไป แล้วแจ้งข่าวว่าผมได้รับแจ้ง จากจังหวัดนครศรีธรรมราชครับว่า มีการยื่นคําร้องขอออกหมายจับ จํานวน ๑๕ คน ในนั้นมี ส.ส. อยู่ ๒ ท่าน แล้วเมื่อสักครู่ผมได้ทราบข่าวครับว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ทําจดหมายถึงท่านประธานสภา แจ้งให้ทราบว่าข่าวเช่นนั้นยังไม่มีการขออนุมัติออกหมายจับ ถ้าเป็นกรณีเช่นนั้นจริงนะครับว่า ทางรัฐบาลได้สั่งการกําชับไปทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้การนะครับ ว่าอย่าดําเนินการเช่นนั้นก็จะเป็นพระคุณยิ่งครับ เพราะถ้าออกหมายจับ เมื่อไร ผมคิดว่าเมืองนครจะลุกเป็นไฟนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการออกหมายจับจริง นะครับ ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการที่จะแก้ปัญหาครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

สบายใจได้นะครับ ได้มาแจ้งข่าว เดี๋ยวผมสลับนะครับ ไปที่ท่านไพบูลย์ แล้วก็มาที่ท่านเกียรติศักดิ์นะครับ ท่านไพบูลย์ก่อนครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภา แล้วก็ อีกอย่างหนึ่งในฐานะประชาชนผู้มีโอกาสได้มาปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภาแห่งนี้ครับท่านประธาน ผมได้แปรญัตติขอตัด มาตรา ๔ ด้วยเหตุผลว่า มาตรา ๔ นั้น ได้มีการเขียนไว้ว่าให้ยกเลิก มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๕ แห่งรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๑๔ นั้น เป็นมาตราที่ผมมีความข้องใจมากและเป็นห่วง ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ถ้าหากท่าน ไปตัดมาตราดังกล่าวออกไปทั้งมาตรา โดยไม่คํานึงถึงสาระสําคัญที่อยู่ในมาตรานั้น ผมเกรงว่า มันจะมีปัญหาครับ เพราะถ้าตัดออกไปแล้วกลายเป็นว่าในการที่ท่านเลือกตั้งให้ได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นการเลือกตั้งที่ไม่คํานึงถึงความรู้ ไม่คํานึงถึงความเชี่ยวชาญ ไม่คํานึงถึงประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของวุฒิสภา ซึ่งเขียนไว้ ในมาตรานี้นะครับ แล้วก็ยังเป็นการไม่คํานึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน และให้โอกาสความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลในแต่ละภาคตามวรรคหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งที่สําคัญครับท่านประธาน ผมด้วยความเป็นห่วงไงครับ นี่กําลังด้วยความเป็นห่วง รวมทั้งเป็นการไม่ให้โอกาส กับผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย ดังนั้นผมจึงไม่สามารถที่จะให้ท่านยังคงไว้ซึ่ง มาตรา ๔ ซึ่งตัดออกทั้งหมด แม้ท่านจะไปมีการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนมาก็ตาม แค่คุณสมบัติ หรือลักษณะที่สําคัญในมาตรา ๑๑๔ นั้น ก็เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดในการที่ได้มาซึ่งวุฒิสภา ท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับท่านศิริวรรณครับ การพูดอภิปรายในมาตรา ๔ ถ้าจะพูด เพื่อที่จะเปลี่ยนความคิดเห็นของท่านสมาชิกให้กลับมาไว้ดังเดิม ถ้าทําได้มันก็เป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ถ้าทําไม่ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันก็เป็นสิทธิของผมที่ผมจะอภิปรายนะครับ ดังนั้นผมก็ต้อง ใช้สิทธิในการอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ อย่างเคร่งครัด ท่านประธานครับ ในการที่ยังไปตัด มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๓ แห่งรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้ปัจจุบันนี้ เป็นการทําลายหลักการ สําคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญในส่วนว่าด้วยที่มาของวุฒิสภา ท่านประธานครับ วุฒิสภาไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จะต้องไม่เป็นเหมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมไม่ทราบว่า ท่านผู้เสนอร่างญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นท่านไปเขียนไว้ได้อย่างไร เขียนไว้ว่า ให้สมาชิกวุฒิสภามีที่มาแบบเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่านแค่นี้เป็นหลักการ และเหตุผลของการเสนอญัตติ มันก็ขัดรัฐธรรมนูญในเรื่องของโครงสร้างรูปแบบของรัฐ โดยตรงอยู่แล้ว แต่ไม่ว่ากันครับท่านประธานกรรมาธิการท่านได้บอกว่าไม่ขัดท่านก็วินิจฉัย ของท่านไป แต่เรื่องนี้มันจบที่ศาลอยู่แล้ว แต่ท่านมีการหนึ่งที่กล่าวในการพิจารณามาตรา ๓ ท่านบอกว่าท่านคํานึงถึงหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ แต่ท่านบอกว่า การที่แก้ ให้ที่มาของ ส.ว. จากการเลือกตั้งนั้นเป็นการแก้ไขโดยคํานึงถึงหลักการแห่งเจตนารมณ์ แห่งรัฐธรรมนูญที่ปรากฏอยู่ในคําปรารภในส่วนที่บอกว่า เป็นการส่งเสริมให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ผมว่าท่านไปยกอย่างนั้น มันไปเกี่ยวอะไรกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา มันเกี่ยวอะไรกับการที่เปลี่ยนสมาชิกวุฒิสภา ให้เหมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่เห็นด้วย แต่ว่าที่ผมอยากจะเสนอเพราะว่า มันเกี่ยวกับที่ผมแปรญัตติไว้นั่นก็คือว่าส่วนหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญที่บอกว่า ให้กําหนดกลไกสถาบันการเมืองให้มีดุลยภาพ คํานี้สิครับต่างหาก เป็นคําที่มีความหมาย ของการกําหนดระหว่างวุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรว่าจะต้องมีดุลยภาพซึ่งกันและกัน และวุฒิสภาถ้าไปเหมือนสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาก็เหมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มันจะมีดุลยภาพได้อย่างไร มันก็มีแต่พวกเดียวกันหมด แล้วพวกเดียวกันจะไปตรวจสอบ ถ่วงดุลกันได้อย่างไร สมาชิกหลาย ๆ ท่านก็อภิปรายกันไปหมดแล้ว ผมก็พยายามที่จะ ควบคุมเวลานิดหนึ่ง เพราะว่าผมเห็นใจท่านประธานครับ เพราะท่านประธานอาจจะเริ่ม อดทนไม่ได้แล้วก็ตามนะครับ แต่ผมก็ยังอยากจะบอกท่านประธานว่าที่ท่านบอกว่ามาตรา ๓ ลงมติไปแล้วสมาชิกวุฒิสภาสรรหาไม่มีแล้ว สูญไปแล้ว ก็พวกผมยังอยู่ในสภาได้อย่างไร ล่ะครับ ก็รัฐธรรมนูญยังอยู่ ท่านใจร้อนไปไหนที่ผมเป็นห่วงผมห่วงท่าน ๖ เดือน ต่างหากครับ ผมอาจจะอยู่ไปอีกยาวมาก แต่ไม่ทราบท่านจะอยู่หรือไม่ก็สุดแล้วแต่นะครับ ผมรู้สึกว่าท่านจะเริ่มทนไม่ได้ ดังนั้นผมขออย่างนี้ครับท่านประธาน การยืนยันสิทธิในการที่ ผมอภิปรายเมื่อสักครู่ผมขอเรียนว่าผมจะพูดตั้งแต่ครั้งแรกแล้วว่าผมยึดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ผมยังไม่เห็นเขียนในข้อบังคับนั้นตรงไหน บอกว่า ให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายในเรื่องที่ สงวนคําแปรญัตติที่ขัดต่อหลักการ ผมไม่เห็นเขียนตรงไหน ในมาตรา ๙๖ ก็เช่นเดียวกัน ก็เขียนว่า แปรญัตติโดยขัดหลักการไม่ได้ แต่ไม่เห็นเขียนตรงไหนบอกว่าเมื่อแปรญัตติแล้ว ผมมาอภิปรายไม่ได้ ไม่มีครับ ดังนั้นเพื่อไม่รบกวนเวลามากกว่านี้ เพราะผมตุนเอาไว้ อภิปรายในมาตรา ๕ ต่อดีกว่า และมาตรา ๕ ครับท่านประธาน อย่าไปเร่งมันเลยครับ เรื่องนี้อยู่กันนาน ๆ หลายวันดีกว่าสําหรับมาตรา ๕ ครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เอาท่านเกียรติศักดิ์ครับ ของท่านแปรญัตติในหน้า ๗ ครับ ท่านกลุ่มเดียวกับท่านไพบูลย์ ใช่ไหมครับ โอเคครับ เชิญครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรอําเภอลําลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมได้สงวนคําแปรญัตติตัด มาตรา ๔ ออกทั้งมาตรา ผมมีเหตุผลประกอบนะครับ เนื่องจากว่า

ประการที่หนึ่งนั้นก็เพื่อให้คําสงวนคําแปรญัตติที่กระผมได้แปรญัตติไว้ ในมาตรา ๓ ได้สอดคล้องกัน กระผมจึงได้แปรญัตติในมาตรา ๔ เอาไว้ กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระบวนการสรรหาซึ่งให้ได้ซึ่งตัวแทนนี้นั้น วันนี้เราก็ได้ ลงมติไปแล้วว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือว่า ส.ว. นั้น จะต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนะครับ ๒๐๐ คน ผมก็อยากจะมีคําถาม กราบเรียนถามท่านประธานรัฐสภา ประธานกรรมาธิการไว้ว่า แสดงว่าวิธีการเลือกตั้งให้ได้มาซึ่งตัวแทนที่ดีนั้น มีวิธีการเลือกตั้ง เปลี่ยนอย่างเดียวเท่านั้น ใช่หรือไม่ จริง ๆ แล้วนะครับวิธีการให้ได้มาซึ่งตัวแทนนั้นมีหลากหลายวิธี ผมขอกราบเรียน นิดหนึ่งนะครับว่าการสอบแข่งขันนะครับเราก็ใช้ในการคัดสรรคนเข้าสู่ตําแหน่ง การสรรหา หรือว่าการคัดเลือกก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง การเลือกตั้งที่ท่านเลือกใช้นี้ก็เป็นแค่เพียงวิธีหนึ่งเท่านั้น นะครับในการสรรหาตัวแทน การสุ่มตัวอย่างก็ยังมีอีกหลายวิธีที่จะใช้ วิธีที่ผสมผสาน ทําไม ท่านไม่เลือกนํามาใช้เพื่อให้ได้ตัวแทนที่ดี ผมกราบเรียนถามท่านนะครับว่าการที่ท่านเลือกว่า ใช้วิธีการเลือกตั้งทั้งหมดเพื่อให้ได้ตัวแทนที่เข้ามาทําหน้าที่อันทรงเกียรติในสภาแห่งนี้ หลายครั้งที่ท่านประธานกรรมาธิการนั้นได้ยืนขึ้นมาแล้วก็ให้เหตุผลในการตอบข้อคําถาม ทุกครั้ง ๆ ซ้ํากันอยู่ตลอดเวลานะครับว่า การเลือกตั้งนั้นเป็นการคืนอํานาจให้กับประชาชน การเลือกตั้งนั้นเป็นการให้ระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมา คืนอํานาจอธิปไตยให้กับ ประชาชน คํากล่าวตรงนี้นะครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ สภาแห่งนี้ ไม่พูดความจริงทั้งหมดนะครับ เราแกล้งโง่นะครับ เราหลอกประชาชน เพื่อประโยชน์ของทุกคน ที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้เท่านั้นทั้งสิ้น แต่แท้ที่จริงนะครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ถ้าหากว่าเราจะพูดความจริงกับประชาชนถ้าหากว่าท่านจะคืนอํานาจที่แท้จริงให้กับ ประชาชน เราใช้วิธีการง่าย ๆ นะครับเพื่อที่จะเลือกตัวแทนให้ได้ ท่านบอกว่าประชาชนนั้น มีความรู้ มีความสามารถ ประชาชนนั้นเลือกได้ ถ้าหากว่าท่านจะมองไปข้างหน้าอีก ในมาตรา ๕ ที่เราจะพูดถึงกัน นั่นก็คือคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ข้อ ๒ ในมาตรา ๑๑๕ นั้นท่านบอกว่า จะต้องเป็นผู้ที่มีอายุไม่ต่ํากว่าสี่สิบปี เด็กอายุ ๑๘ ปีทุกวันนี้ มีการเลือกตั้งแล้วนะครับมีวุฒิภาวะ ทําไมท่านไม่ลดอายุลงมาอีกครับ ให้ได้ ๑๘ ปี หรือ ๒๕ ปี ถ้าหากว่าท่านจะให้สิทธิพี่น้องประชาชนผู้เขามีความรู้มีการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ ๓ ข้อถัดไปนั้นของมาตรา ๑๑๕ มาตรา ๕ บอกว่า ผู้ที่มีคุณสมบัติจะต้องมีความรู้ไม่ต่ํากว่า ปริญญาตรี ท่านบัญญัติไว้ทําไม ท่านดูถูกประชาชนนี่ครับ ชาวนาอีกหลายล้านคน หลายสิบล้านคนนะครับเขาไม่มีความรู้ในระดับปริญญาตรี เขาถูกตัดสิทธิตรงนี้ แต่ท่านอ้างว่าท่านให้สิทธิ ท่านบอกว่าคืนอํานาจให้กับประชาชน การคืนอํานาจของท่านนั้น คืนแค่ดูถูกประชาชนว่าประชาชนมีความรู้แค่เพียงเข้าไปในคูหาแล้วก็กาเลือกตั้งท่าน เท่านั้นเอง แต่ท่านไม่ให้สิทธิเขา ถ้าหากว่าท่านให้สิทธิเขาทุกคนนะครับ ท่านเชื่อว่า ประชาชนมีความรู้ มีความสามารถ มีการศึกษาที่ดีแล้ว ท่านต้องให้สิทธิเขาสิครับ ให้สิทธิทุกคนที่มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป จบ ป. ไหนก็ได้ มีสิทธิที่จะเข้ามาเป็นผู้ที่เสนอตัว ขั้นพื้นฐานสมัครเข้ามารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือว่าเป็น ส.ว. ๑๘ คนใน กทม. หากว่าเอาจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าคนขับแท็กซี่ (Taxi) จะมีโอกาสเข้ามาเป็น ส.ว. ในสภาแห่งนี้อย่างแน่นอน คนขายส้มตํา แม่ค้าในตลาด จะมีโอกาสเข้ามาเป็น สมาชิกวุฒิสภาในสภาอันทรงเกียรตินี้อย่างแน่นอน ดังนั้นที่ท่านให้เหตุผลว่าท่านคืนสิทธิ อํานาจอธิปไตยให้กับพี่น้องประชาชน ประชาชนมีความรู้ที่จะคัดเลือกคนที่มี ความรู้ความสามารถเข้ามาในสภาแห่งนี้ ท่านเอาเปรียบประชาชน ท่านเป็นผู้สมัคร เขาเป็น ผู้เลือกตั้ง เขาไปเข้าคูหาเพื่อที่จะเลือกตั้งท่านเท่านั้นแต่ท่านตัดสิทธิเขา จึงได้กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภามานะครับว่าการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตําแหน่งอันทรงเกียรตินี้ เราก็ยอมรับว่าในกลุ่มคน ๖๕ ล้านคนนั้นมีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ความชํานาญการแตกต่างกันออกไป เราจึงอยากจะได้คนที่มีความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ที่แตกต่างกันออกไปนั้นเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้ เพื่อทําหน้าที่อันทรงเกียรติ เพื่อตรากฎหมาย เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติของเราสืบต่อไป อันนี้ก็คือ ข้อเท็จจริงจึงขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพทุกท่าน ที่เรารักและหวงแหนประเทศของเรา ที่จะนําพาประเทศชาติของเรา ไปแข่งขันกับนานาอารยประเทศเพื่อความเจริญก้าวหน้าให้กับลูกหลานของเราสืบต่อไป ถึงขอกราบเรียนไปยังท่านประธานรัฐสภาและท่านกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาในประเด็น ที่ผมได้กล่าวในสภาแห่งนี้ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านเกรียติศักดิ์ครับ เดี๋ยวผมจัดคิว เดี๋ยวท่านจะได้เตรียมตัวได้นะครับ ต่อไปผมจะให้ พลเรือเอก สุรศักดิ์ แล้วก็กลับมาที่ท่านสัมพันธ์ แล้วก็กลับไปที่ท่านสมชายอีกทีหนึ่งครับ เชิญท่านสุรศักดิ์ครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมได้แปรญัตติในมาตรา ๔ ไว้ สืบเนื่องจากในมาตรา ๔ ท่านกรรมาธิการได้เขียนว่า ถ้ายกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ได้บอกแล้วนะครับว่าพี่น้องประชาชน กําลังฟังการอภิปรายและการถ่ายทอดอยู่ ผมพูดว่ามาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ก็คงไม่ทราบว่ามันคืออะไรนอกจากบางคนทราบนะครับ เพราะว่า จากสถิตินี้ชัดเจนนะครับว่ามีคนอ่านรัฐธรรมนูญนั้นน้อยมาก แม้แต่ในสภาเองเราก็ไม่มั่นใจ ว่ากี่เปอร์เซ็นต์นะครับ ความจริงมีผู้อภิปรายในประเด็นนี้แล้ว ท่านประธานครับ ที่ท่านกรรมาธิการไปตัดมาตรา ๑๑๓ ของเดิมออก มันมีข้อความว่าอย่างนี้ครับ มาตรา ๑๑๓ ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจํานวนหนึ่งคน และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจํานวนหนึ่งคนเป็นกรรมการ ทําหน้าที่สรรหาบุคคลตามมาตรา ๑๑๔ ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับ บัญชีรายชื่อจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วแจ้งผลการสรรหาให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศผลผู้ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาวรรคสองมีข้อความว่า ให้กรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกกันเอง ให้กรรมการผู้หนึ่งเป็นประธานกรรมการ วรรคสาม มีข้อความว่า ในกรณีที่ไม่มีกรรมการในตําแหน่งใดหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ากรรมการที่เหลืออยู่นั้นมีจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งให้คณะกรรมการสรรหาวุฒิสภา ประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่ อันนี้ครับผมมีความจําเป็นต้องอ่านเพื่อให้พี่น้องประชาชน ซึ่งฟังการอภิปรายเข้าใจว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้ตัดไปนั้นคืออะไร ท่านประธานครับ เราดูแค่นี้ นี่นะครับเราอาจจะสงสัยว่าเขาร่างมาตรานี้ขึ้นมาทําไมในการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มันมีเจตนารมณ์ครับ ท่านประธานครับ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มานี่นะครับ เจตนารมณ์ที่กําหนดคณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีเกียรติน่าเชื่อถือได้ เราจะหาได้นะครับจากบันทึกการประชุมของ สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้ มีประโยชน์นะครับท่านประธานครับ เพราะว่าเมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา ท่านประธานก็ปล่อยให้ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาบางท่านพูดจาเสียดสีพาดพิงกรรมการสรรหาในทางที่เสียหายว่าเป็น ๗ อรหันต์บ้าง เป็นใครที่มีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนซึ่งเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งขึ้นมา ท่านประธานครับ คณะกรรมการสรรหาไม่ได้เสนอตัวขึ้นมาทําหน้าที่ ท่านทําหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญ กรรมการสรรหาทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการที่จะไปพาดพิงโดยที่ กรรมการสรรหาไม่มีโอกาสชี้แจง ก็ทําให้พี่น้องเข้าใจผิดนะครับ เจตนารมณ์ที่เลือกคณะกรรมการสรรหามานี่ก็เพื่อจะแก้ปัญหาสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงในอดีต ผมไม่อภิปรายซ้ํานะครับว่าในอดีตสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่นั้น มาจากการแต่งตั้ง โดยปกติแล้วก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลสมัยที่ดํารงตําแหน่งอยู่นั้น เป็นผู้แต่งตั้งไว้ เหตุผลที่เขาทําอย่างนั้นก็เนื่องจากว่าเลือกตั้งครั้งต่อไปเราไม่ทราบว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาล การที่ให้อํานาจนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็เพื่อจะได้ ชี้แจงข้อเท็จจริงในปัญหาที่เกิดขึ้น มันเป็นองค์ประกอบที่มีความสมบูรณ์ ยกเว้นกรณีเดียว นะครับ ครั้งเดียวนะครับ ก่อนปี ๒๕๕๐ ก็มีข่าวว่าผู้ที่เสนอรายชื่อสมาชิกวุฒิสภาชุดนั้น มีการเลือกเก็บเงิน ไปเก็บเงินจากผู้ที่จะมาเป็นซื้อขายตําแหน่งนะครับ เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จึงแก้แล้วมีการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ เมื่อท่านประธานดูรายชื่อ ของคณะกรรมการสรรหาแล้วนะครับ ท่านประธานจะเห็นว่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่มาจาก ศาลปกครอง ศาลฎีกา ถึง ๓ ท่านทั้งหมดนะครับ ทุกท่านเหล่านั้นคงไม่มีความประสงค์ ที่อยากจะมาทําอะไรซึ่งทําให้ท่านต้องเสียชื่อเสียงและเกียรติยศ ประเทศเราอยู่ได้ ด้วยความผาสุกมาแม้กระทั่งทุกวันนี้นะครับ องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติยังถูกการแทรกแซง จากภายนอกยากที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่กรรมาธิการได้ไปตัด มาตรา ๑๑๓ ออก เป็นสิ่งที่ผมยอมรับไม่ได้ ถ้าเผื่อผมจะอธิบายคําแปรญัตติของผมนะครับ ท่านประธาน ก็อาจจะไม่สบายใจ หาว่าลงมติใน มาตรา ๓ ไปแล้ว จะไปพูดอะไรที่เอ่ยคําว่าสรรหานั้น ก็จะผิดหลักการ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ หลักการ ข้อบังคับ กับรัฐธรรมนูญ เราเถียงกัน มาจนไม่มีที่ยุติแล้วครับ ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิพากษา ว่าระหว่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ฉบับแรกนะครับ ซึ่งได้รับการลงประชามติจาก พี่น้องประชาชน ๑๔ ล้านเสียง กับข้อบังคับซึ่งผ่านสภาแห่งนี้ สมาชิก ๖๕๐ คน สิ่งใดมีศักดิ์ในทางกฎหมายเหนือกว่ากัน คําพิพากษาวันนั้นจะเป็นสิ่งซึ่งจะชัดเจนว่า ประเทศไทยเราจะดํารงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงนี้นะครับท่านประธานครับ หลายครั้งเราอภิปรายในสภาแห่งนี้เราก็ไม่ได้ ชี้ความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยธรรมดาที่เอ่ยลอย ๆ เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา กับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้นมันมีความแตกต่างกันอย่างไร มันแตกต่างกันมากนะครับท่านประธานครับ สมัยก่อนนั้นในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ มาตรา ๓ จะเขียนไว้ชัดว่าอํานาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อํานาจนั้น ทางรัฐสภา ทางรัฐบาล ๓ อํานาจ นะครับ อํานาจตุลาการอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดนะครับ เราเอามาแก้เมื่อปี ๒๕๔๐ เองนะครับ ว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อํานาจนั้นผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมดทั้ง ๓ สภา นะครับ ซึ่งความจริงไม่ถูกนะครับ ไม่ถูกนะครับ แต่เราก็ยังพูดโดยไม่ทําให้อนุชนรุ่นหลังของเรา ได้เข้าใจว่าของเราแตกต่างกับประเทศสหรัฐอเมริกามาก ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบ ก็ไม่ได้ให้คํานิยามของคําว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเหมือนกับที่เราพยายามพูด ด้วยความเข้าใจผิด ท่านประธานครับ ผมได้ชี้แจงให้สภาแห่งนี้ทราบแล้วในวาระที่แล้ว ในมาตราที่แล้วนะครับ ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ดี และมาจากการสรรหาก็ดี มีทั้งข้อดีและข้อด้อย เพราะฉะนั้น สสร. ชุดที่แล้วเขาจึงจับองค์ประกอบทั้ง ๒ อันนั้น มาประสานกันให้มีทั้งเลือกตั้งและสรรหา เพื่อให้ทั้ง ๒ ฝ่ายช่วยดุลกัน คําว่า ดุลยภาพ ตรงนี้มีความสําคัญนะครับ เพราะว่ามันเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเขียนไว้ชัดเจน สิ่งใดที่ไปทําให้ดุลยภาพสิ่งนี้เสียไป ผมคิดว่าสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่ท่านทําอยู่นี้ขัดรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒ ที่ทางกรรมาธิการได้ตัดไป คือมาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๔ ของเดิมเขียนว่า ให้คณะกรรมการ สรรหาสมาชิกวุฒิสภาดําเนินการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อ จากองค์กรต่าง ๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่น ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติการตามอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา เป็นสมาชิกวุฒิสภา เท่าจํานวนที่พึงจะมีตามที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่ง วรรคสองของมาตรา ๑๑๔ มีข้อความว่า ในการสรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่งให้คํานึงถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของวุฒิสภาเป็นสําคัญ และให้คํานึงถึง องค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน โอกาสและ ความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลในแต่ละภาคตามวรรคหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งการให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย วรรคสาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ผมอ่าน ความละเอียดตรงนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า สิ่งที่กรรมาธิการตัดไปนั้นทําให้เกิด ประโยชน์ หรือเกิดผลเสียแก่พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ขณะนี้กรรมาธิการยังติด กับดักในสิ่งซึ่งผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีภูมิรู้ มีความสามารถ มีความรักชาติ มีความรักประชาชน มีความบูชาระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เหตุผลครับ ท่านประธานครับ เราติดอยู่กับ การเลือกตั้งตามที่ผ่านมาตรา ๓ มา ในมาตรา ๓ ก็แก้เป็นมาตรา ๑๑๒ คือสรุปหมายความว่า กรรมาธิการต้องการเลือกตั้งโดยใช้เขตจังหวัด ท่านไปติดอยู่แต่มิติในทางภูมิศาสตร์ อย่างเดียว ในสมัยโบราณนั้นเป็นไปได้ครับ เพราะว่าการประกอบอาชีพมันมีความไม่มากมาย หลากหลายเหมือนปัจจุบัน ในยุคปัจจุบันนั้นการเลือกตั้งไม่ควรไปอยู่เฉพาะมิติทางด้านพื้นที่ มันควรจะมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ท่านประธานตอบผมได้ไหมครับ ว่าระหว่าง การเลือกตั้งที่ท่านไปติดยึดอยู่เฉพาะพื้นที่ กับการเลือกตั้งที่ท่านให้โอกาสพี่น้องประชาชน ซึ่งกว้างขวางกว่า ให้เขามีสิทธิเลือกตั้งในกระบวนการ วิธีการ ซึ่งมีมิติของสังคมและเศรษฐกิจ ไปเกี่ยวข้อง ท่านประธานเข้าใจใช่ไหมครับว่าปัจจุบันนั้นคนเรามีอาชีพที่หลากหลาย แล้วก็ ทางด้านสังคมนี้ก็มีความหลากหลาย เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้อภิปรายแล้วว่า อยากได้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากกลุ่มคนซึ่งด้อยโอกาส หรือคนพิการ นั่นครับมันอยู่ ในมาตราที่กรรมาธิการตัดไปละครับผมไม่ต้องอ่านซ้ํา จะได้ประหยัดเวลา คือทั้งหมดนี้ เมื่อตัด ท่านประธานตอบได้เลยนะครับว่าระหว่างการเลือกตั้ง ซึ่งวิธีการเลือกตั้ง ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการที่จะใช้กระบวนการซึ่งใช้พื้นที่อย่างเดียว ใช้พื้นที่ อย่างเดียวกับใช้ทั้งมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ สิ่งใดพี่น้องประชาชนจะมีประโยชน์ มากกว่ากันครับ ไม่ต้องตอบครับท่านประธานครับ สิ่งนี้เราควรจะทําประชามติ เราควร จะทําประชามติ เราจะอ้างว่าเราได้รับเลือกตั้งมา ๑๕ ล้านเสียงแล้ว จะแก้อะไรไปก็ได้ ผมคิดว่าเราจะทําให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้นเสียหายครับท่านประธานครับ มันยังไม่สายเกินไปครับที่สมาชิกรัฐสภาทุกท่านจะช่วยกันโหวตไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรายังมีปัญหาของชาติบ้านเมืองอีกเยอะ รัฐบาลนี้มีโอกาสอีก ๒ ปีนะครับ ท่านมีโอกาส ที่จะทําสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะรับท่านได้ แล้วร่วมมือกับท่าน และรักท่านด้วย ผมวิงวอน นะครับ เพราะฉะนั้นก็ยังไม่สายเกินไปนะครับ ท่านประธานครับ ผมไม่กล่าวซ้ํานะครับว่า สมาชิกที่มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันมีความแตกต่างจากสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านกรรมาธิการได้ไปแก้ไขว่าให้เลือกตั้งทั้งหมด ให้เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรก็มีอยู่ ๒ ประเภทนะครับ ท่านมีทั้งบัญชีรายชื่อและท่านมีทั้งจากเขตพื้นที่ ทั้งหมดมันมีความขัดแย้งกันอยู่ แล้วก็ท่านกรรมาธิการก็ไม่ได้เขียนให้ชัดว่าเจตนารมณ์

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านกรุณาสรุปได้ไหมครับ ท่านสุรศักดิ์ท่านใช้เวลา ๑๕ นาทีแล้วท่านครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน อีกนิดเดียวครับท่านครับ ทั้งหมดสิ่งที่ผมอภิปรายไปนี้ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนซึ่งได้รับฟัง ข้อมูลข้อเท็จจริงแล้วท่านก็จะมีโอกาสโทรมาถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านเลือกมา โทรมาถึงสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งที่ท่านเลือกมา บอกว่ารายละเอียดข้อเท็จจริงที่ผมให้ ให้เปลี่ยนใจเสียมันยังไม่สายเกินไปที่เราจะทําให้ประเทศเราถลําลึกไปในสิ่งที่เกิด ความเสียหายแก่ประเทศชาติ โดยสรุปครับท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการ ไปตัดความในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของเดิมออก ผมขอให้แก้ไขตามญัตติที่ผม ได้เสนอไว้ในคําแปรญัตติของผม หากไม่พอใจคําที่ผมใช้คําว่า สรรหา ท่านก็ไปเปลี่ยนเป็น การเลือกตั้งทางอ้อม ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับผมขอ ทําความเข้าใจ พอดีผู้ชมอยู่ทางบ้านเดี๋ยวพอฟังไปฟังมา เรากําลังพิจารณากันอยู่ เนื่องจากว่าที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติในมาตรา ๓ ก็คือไปแก้มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๑ ก็คือให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ว. โดยตรง มาตรา ๑๑๒ คือเขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง แล้วขณะนี้เรากําลังพิจารณามาตรา ๔ ก็คือไปยกเลือกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ก็คือยกเลิกคณะกรรมการสรรหาและวิธีการสรรหา เพียงแค่นี้นะครับ นี่คือข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นเวลาท่านอภิปรายให้อยู่ในประเด็นนี้ครับ ต่อไปเชิญ ท่านสัมพันธ์ครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมใช้เวลาไม่มากครับ ผมเองเป็นผู้หนึ่งที่ไม่ได้รับหลักการในร่างรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ แล้วก็เป็นผู้แปรญัตติ เกือบทุกมาตรา แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๓ ซึ่งเราอภิปรายกันมาทั้งหมด ๕ วัน แล้วก็ผลมติออกมาในรัฐสภาของเราก็ได้รับหลักการตามร่างโดยให้ที่มาของสมาชิก วุฒิสภานั้น ๒๐๐ ท่านมาจากพี่น้องประชาชนทั้งหมด แต่ผมเองนั้นก็ได้แปรญัตติ ในมาตรา ๔ ไว้ครับ ท่านประธาน ผมแปรญัตติมาตรา ๔ ก็คาดหวังว่าจะมาทั้ง ๒ ทาง เพราะว่าผมที่แปรญัตติไว้ผมไม่ได้ตัดสิทธิพี่น้องประชาชน ก็ยังมาทุกจังหวัดเหมือนเดิม แต่ว่าอีกทางหนึ่งให้มาจากการสรรหา เพราะว่าต้องการที่จะให้บุคคลในสายหลากหลาย อาชีพได้เข้ามาด้วยนะครับ หลายท่านที่ไม่มีโอกาสที่จะไปหาเสียงได้นั้นได้กลับเข้ามาด้วย ถึงแม้ว่าในมติที่ประชุมแห่งนี้จะมีมติโดยโหวตในมาตรา ๓ ไปแล้ว วันนี้เราพิจารณา ในมาตรา ๔ ผมเองนั้นเป็นผู้หนึ่งได้ทําหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงข้างมากก็ได้พยายามที่จะแก้รัฐธรรมนูญในมาตราต่าง ๆ แล้วเรื่อง ที่มาของวุฒิสมาชิก ซึ่งมาตรา ๔ นี้มันไปโยงใยเกี่ยวโยงกับมาตรา ๓ ฉะนั้นมาตรา ๔ ผมเอง จึงไม่มีความจําเป็นที่จะอภิปราย แต่ผมเรียนกับประธานในตอนท้ายนะครับว่าสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการสรรหาในชุดปัจจุบัน ๗๐ กว่าท่านที่ยังคงอยู่ ท่านอย่านิ่งนอนใจว่า ท่านจะอยู่ต่อไปจนครบ ๓ ปีตามที่ท่านคิดนะครับ เพราะว่าในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๒ มีผู้แปรญัตติไว้ ท่านจะต้องพ้นสภาพไปตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้หรือว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เพราะมีผู้แปรญัตติไว้ ฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เกิดความไม่แน่นอนขึ้นมา ฉะนั้น ในมาตรา ๔ ผมจึงไม่อภิปรายครับ ผมได้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไว้ในการที่จะรักษา สิทธิไว้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านสัมพันธ์ครับ ท่านสมชายครับ เดี๋ยวท่านสมชายจบแล้วก็มาที่ท่านอรรถพรครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวน คําแปรญัตติในมาตรา ๔ ไว้นะครับ ก็คงจะพยายามไม่ไปพูดถึงเรื่องที่ขัดต่อหลักการนะครับ แต่ก็ต้องขอบคุณท่านประธานรัฐสภาที่เราสามารถที่จะเปิดให้สมาชิกได้อภิปรายในสิ่งที่ สงวนความคิดเห็นไว้ได้ ซึ่งผมคิดว่าข้อเสนอของผมนั้นน่าจะยังเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งผมต้องกราบเรียนท่านประธานและผู้ที่ติดตามอยู่ว่ามันมีปัญหา มากมายครับท่านประธานครับ ท่านแก้รัฐธรรมนูญอาจจะด้วยความรวดเร็ว เร่งรีบ หรือประการใดผมไม่ทราบ แต่ว่ามีเรื่องเงื่อนจํากัดเวลา แล้วก็มีข้ออ่อนมากมาย ซึ่งผม กราบเรียนว่าท่านกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาอยู่ในขณะนี้ท่านก็ทราบครับว่า ในหลายมาตราต่อจากนี้ไปยังมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งกําลังอยู่ในระหว่าง การประสานงานที่จะแก้ไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๕ ซึ่งพบว่า มีข้อผิดปกติมากมายอย่างที่ผมเรียนนะครับ

ผมกราบเรียนท่านประธานครับ อยากฝากไปยังคณะกรรมาธิการ ช่วยพิจารณาทบทวนในหลาย ๆ เรื่องครับ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ท่านสมาชิกได้ทักท้วง ในมาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๔๐ ซึ่งยังมีเรื่องของ ส.ว. สรรหาอยู่ ถ้าท่านประธานตรวจทาน ตามผมไปยังพบครับว่า ส.ว. สรรหายังไม่ได้หมดไป ทั้ง ๆ ที่เจตนาตอนรับหลักการข้างต้น ท่านต้องการให้ ส.ว. สรรหาหมดไป อันนี้ก็ว่ากันไป ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่มันไม่หมดครับ ท่านประธานลองดูมาตรา ๒๓๕ ท่านประธานลองดูมาตรา ๙๒ ครับ มีอีก ๒ มาตราครับ เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันจึงเห็นถึงความรีบเร่งแล้วจะติดขัดในวันหน้า ท่านประธานบอกว่ากฎหมายใช้แล้วบางส่วนมันจะเป็นขยะตกค้างอะไรก็ตาม แต่ผมคิดว่า เมื่อสังคมเห็นเขาก็จะตําหนิติฉินได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไม่รอบคอบจริง ๆ ไม่รวมถึง การยกร่างมาในตอนต้นนั้นมีความผิดพลาดหลายประการซึ่งผมจะไม่กล่าวที่นี้ แต่ว่าก็จะเก็บ ไว้เป็นประเด็น ผมก็ฝากเรียนครับมีรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๔ มาตรา ท่านกรรมาธิการช่วยดู นะครับว่ายังมี ส.ว. สรรหาอยู่ อันนี้ผมกราบเรียนเพื่อให้ท่านหาทางแก้ไข

ประการที่ ๒ ผมต้องกราบว่าผมไม่ได้หวังว่ากรรมาธิการจะเห็นด้วยกับผม แต่ผมคิดว่าจะเห็นกรรมาธิการเปลี่ยนแปลงการแก้ไขให้ถูกต้องและไม่ผิดกฎหมายนะครับ ก็เรียนว่าท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญพยายามอ้างถึงมาตรา ๑๐ เสมอ ซึ่งผมก็ต้องเรียนว่า การพิจารณารัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ นั้นมีความจําเป็นที่ต้องพิจารณารายมาตรา และถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดมันขัดแย้งกันท่านก็ต้องมาใช้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ ไม่ว่าจะลงมติ มาตรา ๓ ไปแล้วก็ตามนะครับ ก็ต้องเรียนว่ามาตรา ๑๐ นั้นยังไม่ถึง รวมถึงว่ายังมีสมาชิก โดยเฉพาะกรรมาธิการบางส่วนท่านก็สงวนคําแปรญัตติไว้ว่าไม่ต้องมี ส.ว. สรรหาอีกต่อไป นั่นหมายความว่าอีก ๓ ปี ๕ เดือน ก็ไม่ต้องมีแล้ว ก็เป็น ส.ว. เลือกตั้งหมดตามร่างที่ท่าน รับหลักการในวาระที่ ๓ ซึ่งกระผมก็ไม่ได้ขัดข้องนะครับถ้าท่านจะให้มีแต่ ส.ว. เลือกตั้ง ทีนี้พอท่านเขียนกฎหมายแบบนี้มันอีหลักอีเหลื่อ ให้มี ส.ว. เลือกตั้ง ๒๐๐ คน ยังมีมาตรา ค้างอยู่ ๔ มาตรา แล้วก็ยังมี ส.ว. สรรหาอยู่อีก ๗๓ คน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันถูกลบไป ไม่ได้นะครับ ก็เรียนว่าถ้าจะแก้ให้ถูกต้องผมคิดว่ากรรมาธิการน่าจะรับฟังนะครับ ถ้าภาษา เขาบอกว่าสงครามยังไม่จบก็อย่าเพิ่งนับศพทหาร แบบเดียวกันครับมาตรา ๕ เข้าใจว่า กรรมาธิการก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ผมไม่แน่ใจว่ามาตรา ๕ ถ้ายังเดินต่อไปอย่างนี้ นะครับเดี๋ยวค่อยอภิปรายกันว่าท่านจะผ่านไปได้อย่างไร ก็มีเหตุผลมากมาย แล้วก็ ทั้งนักวิชาการและสังคมนั้นส่อสายตามาที่สมาชิกรัฐสภา ผมเองก็เป็นสมาชิกรัฐสภาร่วมกับ ท่านก็ไม่อยากเห็นพวกเราถูกตําหนิติเตียนว่าเราแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองและเรา ได้ประโยชน์จากการที่เราจะไปลงเลือกตั้งนะครับ

เรียนท่านประธานครับว่าถ้าหากกรรมาธิการเห็นด้วย ๒ ประการครับ ถ้ามาตรา ๔ นี้อย่างท่าน ส.ส. ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเสนอว่า ถ้าเราลงมติเห็นด้วยกับมาตรา ๔ ให้คงไว้ คือมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ก็ต้องมาพูดถึง เรื่องการกลับไปที่หลักการ เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ครับว่าข้อเสนอนั้นหมายความว่ายังมี ส.ว. สรรหา และ ส.ว. เลือกตั้งอยู่นะครับ ถ้าท่านประธานเห็นว่าการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องดี การได้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ มาช่วยก็เป็นเรื่องดี อันนี้ประการหนึ่ง ประการที่ ๒ ถ้าเราจะย้อนกลับไปที่การเลือกตั้งอย่างเดียวผมก็ยังเห็นว่า สมาชิกรัฐสภาหลายท่านนะครับ ได้แปรญัตติไว้อย่างดีนะครับ แล้วก็อาจจะขัดอยู่บ้าง เพียงเล็กน้อยที่ท่านประธานบอกว่าใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งไม่ได้ เพราะใช้จังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง ขอให้ท่านประธานอ่านของสมาชิกบางท่านนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ซึ่งท่านสละสิทธิ์ไปแล้ว หรือท่านธานี อ่อนละเอียด ซึ่งจะอภิปราย ในคราวหลัง ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ หรือท่านโสภณ ศรีมาเหล็ก นะครับ ท่านแปรอย่างนี้ครับ มาตรา ๑๑๓ ผมฝากกรรมาธิการเผื่อไปพิจารณาแก้ไข อันนี้เป็นเรื่องหลักการการเลือกตั้งครับ มาตรา ๑๑๓ นี้ ท่านขอแปรอย่างนี้ครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแบบสาขาอาชีพ ซึ่งเท่ากับจํานวนที่จะพึงมีตามกําหนดในมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่งให้ใช้เขตประเทศไทย เป็นเขตเลือกตั้ง ถ้าตรงนี้ท่านไม่เห็นด้วย ท่านก็ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง อันนี้ผมฝาก กรรมาธิการนะครับ โดยให้ประชาชนผู้ประกอบอาชีพเดียวกันเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียง ลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้คนละ ๑ เสียง และใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนน โดยตรงและลับ ไม่ได้ขัดกับมาตรา ๑๑๑ ที่ท่านผ่านไปแล้วเลยนะครับ วรรคสอง ให้สาขาอาชีพจํานวนและวิธีการได้มาซึ่งรายชื่อสมาชิกวุฒิสภาแบบสาขาอาชีพเพื่อเข้าสู่ การเลือกตั้งเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภากําหนด ทั้งนี้คํานึงถึง สัดส่วนและความหลากหลายของสาขาอาชีพ รวมทั้งกลุ่มศาสนา กลุ่มคนพิการ เพศ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย มาตรา ๑๑๔ ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประกอบอาชีพ ต่าง ๆ ที่ประสงค์จะใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแบบสาขาอาชีพ ต้องลงทะเบียน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพียงสาขาเดียวที่ตนเองประกอบอาชีพอยู่ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและสมาชิกวุฒิสภากําหนด กราบเรียนท่านประธานครับ ที่ผมเรียนอย่างนี้มีเหตุผล และเป็นความประสงค์ดีจริง ๆ ครับท่านประธานครับ

ประการที่ ๑ คือท่านประธานตัดมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ไป มันเป็นการ ตัดเนื้อความอย่างเดียว ผมปรึกษาท่านอดีตกฤษฎีกาหลายท่านแล้วนะครับ ท่านเป็น ผู้เชี่ยวชาญท่านบอกว่ามาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ นั้น ตัวเลขยังอยู่ครับ แต่เนื้อหาถูกตัดไป วันหนึ่งมันต้องมี ๒ วิธี คือท่านต้องเลื่อนมาตรา ๑๑๕ เรียงขึ้นมาใหม่ รัฐธรรมนูญเรามี ๓๐๙ มาตรา ก็ต้องเปลี่ยนเลขมาตรากันใหม่

ประการที่ ๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ เลขมาตรายังอยู่ แต่เนื้อหาหายไปครับ มันหายไปเฉย ๆ ไม่ได้ครับท่านประธาน มันมีความจําเป็นที่กรรมาธิการจะต้องพิจารณา ให้รอบคอบ สิ่งที่เมื่อกี้สักครู่ผมอ่านของสมาชิกท่านอื่นที่ซึ่งเสนอในเรื่องของการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาแบบสาขาอาชีพก็ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับมาตรา ๓ เดิมเลย ไม่มีเรื่องการสรรหาแล้ว ตั้งแต่เป็นการเลือกแบบสาขาอาชีพยึดโยงประชาชนไหม ยึดโยงประชาชนครับ เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ควรจะให้เกิดความรอบคอบในการทํากฎหมายรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าท่านจะรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ถึงแม้ท่านจะผ่านมาตรา ๓ ไปแล้วก็ตาม แต่ผมคิดว่ามาตราต่อ ๆ ไปก็ต้องมีความสัมพันธ์กัน แล้วสิ่งนี้เราจะได้ชื่อว่าเราทําการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีที่มาจากการลงประชามติของประชาชนด้วยความรอบคอบ กราบเรียน ท่านประธานโดยตรงครับ ถ้าเรื่องมันไม่รอบคอบ แล้วมันนํามาซึ่งข้อขัดแย้งทางกฎหมาย ก็มีความจําเป็นครับท่านประธานที่ต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือยื่นไปยังศาลอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งความจริงผมก็ไม่ได้อยากกระทําเช่นนั้น แต่ถ้าพบเห็นการกระทําใด ที่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องมีความจําเป็นต้องทําครับ กราบเรียนท่านประธาน เพิ่มเติมอีกเพียงเล็กน้อยนะครับ ก็เพียงแต่ว่าความจริงแล้วสมาชิกวุฒิสภาซึ่งท่านมาจาก การเลือกตั้งก็ดี ซึ่งผมก็กราบเรียนว่ามาจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๗๗ จังหวัดนะครับ แล้วก็มาจาก สรรหาด้วยกันก็ดีนะครับ ผมไม่ค่อยสบายใจครับหลังจากที่เราประชุมมา ๕-๖ วัน มันกลายเป็นสิ่งที่เราสร้างกันมาอยู่ด้วยถึงแม้จะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ก็ร่วมทํางาน ในชั้นกรรมาธิการด้วยกันอย่างดีครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ผมพูดกับท่านสมาชิก ท่านอาวุโสบางท่านครับว่า สิ่งที่เราเห็นไม่เหมือนกันนั้น จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ เราเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เราอภิปรายกัน มันเหมือนกับการสาดโคลนใส่กันในที่ประชุมรัฐสภา แห่งนี้ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า พวกเราหลายคนก็อยากเห็นท่านสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง หลายท่านกลับมาทําหน้าที่ในสภาเหมือนกัน แต่ว่าเมื่อเงื่อนของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ กําหนดให้เว้นหนึ่งวาระ เราก็ไม่ได้พูดถึงต่อไปว่าเราควรจะมีวุฒิสภาสองวาระหรือไม่ นายกรัฐมนตรีเขายังให้เป็นสองวาระ แต่อย่างนี้เราไม่ได้พูดกัน แต่เราก็กลับไปแก้ไขทั้งหมด คือเรียกง่าย ๆ ว่ามีปัญหาตรงหนึ่ง เราก็แก้ทั้งกระดานหมดเลย หรือล้มทั้งกระดานหมดเลย หรือท่านตําหนิการสรรหาอ้างว่ากรรมการสรรหามีเพียง ๗ ท่าน แต่ความจริง กรรมการสรรหา เหล่านั้น ท่านก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ถูกเลือกมา ไม่ว่าจะเป็นประธานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธาน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินประธานกรรมการผู้ตรวจการหรือผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ได้รับ เลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งกว่าจะเลือกกันมาได้ ๓๐๐-๔๐๐ ท่านเลือกมาเหลือท่านเดียว หรือผู้พิพากษาที่มาจาก ศาลปกครองสูงสุด ที่มาจากที่ประชุมการเลือกก็แบบเดียวกันครับ ท่านก็มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ผมก็จําเป็นครับว่าก็ต้องให้เกียรติท่านเหมือนกันในการเลือก แต่ถ้าเราเห็นว่ากรรมการ สรรหามีปัญหา ท่านคิดว่าไม่พอ ท่านอยากจะทําเพิ่มเติม ผมคิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่ดี ในอนาคต แล้วผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันหนึ่งสังคมไทยก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใหม่ร่วมกัน มีกติการ่วมกัน ท่านก็ต้องไปดูว่าอันไหนมันจําเป็น ถ้าตรงนี้มันมีปัญหา เรื่องกรรมการสรรหาท่านอยากเพิ่มให้มันมีมากกว่านี้ อยากให้ผู้ที่ถูกสรรหา ให้ชัดเจนว่า จะมาจากสาขาวิชาชีพ แล้วอยากให้มีการยึดโยงกับภาคประชาชน ผมว่าทําได้ครับ แต่การแก้ไขแบบถอยหลังกลับ ๓๖๐ องศาไปแบบปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมต้องกราบเรียนว่า ท่านสมาชิกพรรครัฐบาลและท่านผู้นํารัฐบาลก็ทราบดีว่าปัญหาขณะนั้นเกิดอะไรขึ้น ในช่วงปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ จนกระทั่งเกิดวิกฤติการเมืองแล้วเป็น ๑ ใน ๔ ข้อกล่าวหา ที่ทําให้ถูกปฏิวัติรัฐประหาร ก็การที่สมาชิกวุฒิสภาอ่อนแอและถูกแทรกแซง ท่าน อดีตนายกรัฐมนตรีขออภัยที่ต้องพูดถึงท่าน ท่านก็เป็นคนให้การศึกษาโดยให้มหาวิทยาลัย ไปศึกษาเองที่จะแก้ไข แต่บังเอิญไม่ได้แก้ไขเสียก่อน ผมต้องกราบเรียนว่าถ้าเราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญให้ถูกให้ต้อง และท่านคิดว่าสังคมพัฒนาเปลี่ยนไปแล้ว อยากให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการที่จะเลือก ส.ว. ก็ทําให้มันถูกก็เป็นการ พุท เดอะ ไรท์ แมน อิน เดอะ ไรท์ จ๊อบ (Put the right man on the right job) ถ้าสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านเก่งกว่าพวกผมครับ ท่านเป็นผู้ร่างกฎหมายเปรียบเหมือนโรงงานผลิตสินค้าดี ๆ ออกมา มันก็ต้องมี อินสเปคเตอร์ (Inspector) มีผู้ช่วยตรวจสอบคุณภาพกลั่นกรองกัน ก็ต้องมีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวผมจะไปพูดในเรื่องคุณสมบัติในมาตรา ๕ ซึ่งผมคิดว่า มันยังมีความจําเป็นที่ต้องให้แยกออกจากกัน ในส่วนนี้ก็หวังว่าถ้าท่านกรรมาธิการได้รับฟัง ความปรารถนาดีของผมและชี้จุดข้ออ่อนต่าง ๆ แล้วท่านจะช่วยพิจารณา ไม่ได้ตัดมาตรานี้ ทิ้งไปเสียทีเดียวในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ท่านน่าจะรับฟังข้อเสนอของเสียงข้างน้อย และเสียงในสภาไปปรับปรุงแก้ไข ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอรรถพร พลบุตร แล้วก็ต่อด้วยท่านมณเฑียร บุญตัน แล้วกลับมาที่ท่านฉัตรพันธ์ครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมได้อภิปรายตามสิทธิที่รองรับ โดยรัฐธรรมนูญในการแปรญัตติในมาตรา ๔ ซึ่งผมได้แปรญัตติไว้ใน ๒ ประเด็นด้วยกัน ผมจะใช้เวลาตามสมควรเพื่อให้ได้อธิบายถึงเหตุถึงผลในการแปรญัตติในมาตรานี้ และบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๕ ผมก็จะใช้สงวนสิทธิเอาไว้อภิปรายในมาตราต่อไป แต่ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของการอภิปราย ผมขออนุญาตท่านประธานเพื่อตั้งข้อสังเกต เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการดําเนินกิจการของสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา ให้เกิดประโยชน์ กับประชาชน ท่านประธานครับ ผมมีความรู้สึกว่าตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสมัยครั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ ๑ สิงหาคม สภาของเราได้ให้เวลากับกฎหมายพิเศษมากเกินความจําเป็น กฎหมาย พิเศษในที่นี้ก็หมายถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราได้มี การประชุมต่อเนื่องมาถึง ๕ ครั้ง และที่สําคัญก็จะมีการนัดประชุมในวันอื่น ๆ ซึ่งเกินกว่า วาระโดยปกติ ตั้งแต่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม เราจะมี การประชุมอย่างถี่ยิบเกือบจะทุกสัปดาห์ และตรงนั้นก็เกิดผลกระทบต่อการทําหน้าที่ สภาผู้แทนราษฎรในระบบเขตของพวกผมจํานวนหลายร้อยคน ซึ่งเราก็มีภาระหน้าที่ นอกจากการทําหน้าที่ในทางนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เราก็มีภาระหน้าที่ อันศักดิ์สิทธิ์ในการที่จะเข้าไปร่วมรับรู้ปัญหาของชาวบ้านที่เลือกเราเข้ามาและนําปัญหา มาเสนอในสภาผู้แทนราษฎร การจัดตารางการประชุมในลักษณะแบบนี้มันก็ทําให้การ ทําหน้าที่ของพวกเราไม่สมบูรณ์ และแน่นอนครับมันก็ไปกระทบถึงสิทธิของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ถ้าเราพิจารณาเรื่องต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมาในโลกที่เป็นจริง ท่านประธานต้องยอมรับอย่างหนึ่งนะครับว่า นอกจากนักการเมืองหรือพี่น้องประชาชนที่มี ความเกี่ยวพันกับการเมืองแล้ว ประชาชนในส่วนที่อยู่ไกลออกไปซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ในประเทศ เขาไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรา เขาไม่ได้ มีความต้องการเป็นพิเศษว่าเราต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ สิ่งซึ่งพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในขณะนี้ต้องการเห็นสภาของเราทําหน้าที่ก็คือ การใช้กลไกของสภาในการเข้าไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งเป็นปัญหาหนัก ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของราคาสินค้าการเกษตรทุกชนิดที่ตกต่ําจนถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมทั้งปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นจนพี่น้องประชาชนเดินออกจากบ้านไปด้วยความทุกข์ ทรมาน รวมไปถึงปัญหาความตกต่ําทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งทําให้มองว่าจากนี้ไปเศรษฐกิจ ของเราอาจจะก้าวไปสู่ยุคที่ตกต่ําและมันกระทบต่อภาพรวมของประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ควรจะได้จัดเวลาให้กับวาระเหล่านี้ให้มากขึ้น ท่านประธานคงทราบนะครับ เรามีกฎหมาย ที่สําคัญที่รอคอยการพิจารณาซึ่งจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากมาย หลายกฎหมาย ไม่ว่าจะพระราชบัญญัติการประมงซึ่งจะเป็นการปฏิวัติโฉมหน้าของ การประมงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดฝาง ซึ่งคนที่เชียงใหม่เขาก็รอการตั้งจังหวัดใหม่อยู่ ก็ไม่มีอนาคตเลยว่าพระราชบัญญัติที่มีประโยชน์เช่นนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรเมื่อไร เพราะสภาเราก็ใช้เวลาอย่างยิ่งกับกฎหมายซึ่งคนส่วนใหญ่ ในประเทศเขาไม่มีความต้องการว่าจะต้องเป็นวาระเร่งด่วนอย่างไร ต้องเร่งแก้ไขอย่างไร มันไม่ได้กระทบโดยตรงกับชีวิตของเขานะครับ ผมฝากท่านประธานในฐานะที่เป็น ประธานวุฒิสภาซึ่งจะต้องมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมปรึกษาหารือเพื่อจะจัดตารางเวลาให้เกิดประโยชน์ที่เหมาะสม

ประการที่ ๒ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งในเรื่องของการทําหน้าที่ของ ท่านประธาน โดยเฉพาะประธานในที่ประชุม ไม่ว่าจะเป็นประธานวุฒิสภาหรือประธาน สภาผู้แทนราษฎร ส่วนหนึ่งที่เราปฏิเสธความจริงไม่ได้นะครับ ท่านมีประโยชน์โดยตรง ต่อเรื่องที่กําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานท่านจะลงสมัครหรือไม่ จะเป็นไปดังที่ท่าน ให้สัมภาษณ์ว่าจะลงสมัครต่อหรือไม่ อย่างไรนี้ผมไม่ยืนยัน นั่นเป็นความคิด เป็นข้อยืนยัน ข้อเท็จจริงของท่าน แต่ว่าแน่นอนครับท่านมีประโยชน์ในทางตรงหรือทางอ้อมอย่างใด อย่างหนึ่งต่อกฎหมายที่กําลังพัฒนากันอยู่ ฉะนั้นผมนําเสนอให้ท่านประธานได้ใช้ ความระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องของการแสดงบทบาทหน้าที่ สิ่งเหล่านี้มันจะกลายเป็นว่า ตลอดเวลาที่พวกเราหลายคนได้พูดถึงการกินรวบประเทศไทย หรือสภาที่เราใช้คําว่า สภาทาส ต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานต้องไม่มาเป็นรีวิว (Review) ประกอบเพลงนะครับ

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านเกียรติ์อุดม ไม่ได้ออกทีวีนานให้ออกสักนิด

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเกียรติ์อุดมครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ด้วยความเคารพท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปรายไม่ได้อยู่ในเนื้อหาสาระ ตามข้อ ๔๓ ครับท่านประธาน แล้วยังมากล่าวหาท่านประธานทําหน้าที่ไม่ดีนะครับ ท่านประธาน อันนี้เป็นวิสัยว่าขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัย คือข้อตกลงของท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกบอกว่าจะอภิปรายอยู่ในประเด็น ไม่ให้ใส่ร้ายเสียดสี เพราะฉะนั้น ท่านผู้อภิปรายได้กล่าวพาดพิงเสียดสีท่านประธานผู้ทําหน้าที่ประธาน เพราะฉะนั้นขอให้ ท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยนะครับ แล้วก็ประเด็นที่ว่าจะกินรวบประเทศไทยไม่อยากให้พูด นะครับ แล้วก็ขอให้บันทึกไว้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ถอน ไม่มีใครจะกินรวบ ประเทศไทยหรอกครับท่านประธาน ขอให้ทุกคนอยู่ในกรอบกติกาแค่นั้น ถ้าเคารพประธาน ประธานที่เคารพต้องเคารพครับ ต้องเคารพกติกาก่อนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ผมวินิจฉัยนะ ครับ ท่านอรรถพรกําลังจะเข้าเรื่องแล้วครับ แล้วท่านว่าผมไม่เป็นไร ผมทนได้ครับ ไม่เป็นไรครับ ประธานที่ประชุมทนมาหลายวันแล้วครับ เชิญท่านอรรถพร พยายามอยู่ ในประเด็นที่ท่านขอแปรญัตติไว้นะครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่เป็นไรครับ ท่านเกียรติ์อุดมประท้วง แต่ว่าท่านอาจจะไม่ได้ฟัง การอภิปรายของผมโดยตลอดนะครับ ผมตั้งข้อสังเกตครับ ด้วยความเป็นห่วง เป็นกังวล ต่อท่านประธานสภา ท่านประธานรัฐสภา เพราะว่าผมเกรงว่าเรื่องเหล่านี้ การแสดงออก อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันจะมีผลในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็เตือนด้วยความห่วงใย และหวังดีนะครับ ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นซึ่งผมจะพูดไม่ยาวมากนัก ผมขอใช้สิทธิพาดพิง นิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ตลอดเวลา ๕ วันที่รัฐสภาของเราได้พิจารณาเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ มันจะมีคําพูดหนึ่ง ซึ่งถูกพูดหลายครั้งนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน คําพูดนั้นมันมีความเสียหายเกิดขึ้น กับพวกเราหลายส่วน หลายคน ท่านประธานกรรมาธิการได้ย้ําอยู่ตลอดเวลาเรื่องความเชื่อมั่น ในอํานาจของประชาชนนะครับ ท่านย้ําจนประหนึ่งว่าพวกเราที่มีความคิดในทางเดียวกันว่า มันควรจะมีสมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหาขึ้นมาด้วยไม่เชื่อมั่นในอํานาจของประชาชน ตรงนี้ผมเชื่อว่า ถ้าไม่ได้อธิบายตรงนี้สักสั้น ๆ มันก็จะเกิดความเสียหายและเข้าใจ เจตนารมณ์ของเราไปในทางอื่น ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอกครับ ผมใช้สิทธิพาดพิง สั้น ๆ ว่า ไม่จริงหรอกครับ ที่บอกว่าเราไม่เชื่อมั่นในอํานาจของประชาชน ถ้าเราไม่เชื่อมั่น ในอํานาจของประชาชน เราคงไม่มาเดินและก้าวเดินบนเส้นทางประชาธิปไตย ด้วยระบบเลือกตั้งมาหลายครั้งหลายหน หลายท่านที่มีส่วนได้ถูกพาดพิงยืนอยู่บนเส้นทาง ตรงนี้อย่างเหนียวแน่นมา ๓๐ ปี ๔๐ ปีแล้ว ผมเองก็เป็นเวลานานมากครับ เราเชื่อมั่น อย่างยิ่งต่ออํานาจของประชาชน เพียงแต่ว่าอํานาจของประชาชนมันถูกใช้ได้หลายทาง มันก็ต้องมีวิธีการที่มีความเหมาะสม สมดุล และเกิดสมดุลแห่งอํานาจ ในทางกลับกันครับ ถ้าเราเชื่อในคําพูดนี้จริง เราเชื่อมั่นในอํานาจของประชาชนจริง ผมไม่ทราบว่า ทําไมเวลาพี่น้องม็อบสวนยางพาราภาคใต้เขาชุมนุมต่อสู้ ถ้าเชื่อในอํานาจประชาชนจริง ทําไมบุคคลสําคัญหลายคนบอกว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังละครับ ถ้าเชื่อมั่นในอํานาจ ของประชาชนก็ต้องเชื่อว่าเขามีสิทธิที่จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อชีวิต เพื่อความทุกข์ของเขา ทําไมต้องมีใครไปบงการเขาอยู่เบื้องหลัง เพราะฉะนั้นถ้าเราเชื่อมั่นในอํานาจของประชาชนจริง ๆ เราก็ต้องมีความเข้าใจ และเชื่อจริง ๆ มากกว่าเป็นคําพูดเพื่อประโยชน์ในสถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็น ๒ มาตรฐานนะครับ ผมฝากเป็นข้อสังเกตและแก้ไขการพาดพิง ที่เกิดขึ้น ผมไม่อยากได้ยินคําพูดอย่างนี้อีก ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรานี้ คือมาตรา ๔ ไว้ ๒ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรกเป็นเนื้อความที่ได้พูดถึงการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในระบบ การเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นนี้ผมก็จะก้าวข้ามไปครับ เพราะว่าการแก้ไขของผม ซึ่งมีเนื้อความว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในระบบเลือกตั้งให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ก็มีความสอดคล้องต้องกัน กับมติเสียงส่วนใหญ่ในมาตรา ๓ ผมก็ข้ามประเด็นนี้ไป แต่ว่าผมก็มีความแตกต่าง ในการแปรญัตติในประเด็นที่ ๒ ผมได้ใช้ข้อความอย่างนี้ครับ มาตรา ๔ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และใช้ความต่อไปนี้ แทน มาตรา ๑๑๓ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑๑ (๒) ให้ใช้เขตประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกที่มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าวไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับถึงวันเลือกตั้งมีสิทธิออกคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้สมัครได้หนึ่งเสียง และให้ใช้วิธีการ ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ผมเชื่อว่าตรงนี้มิได้ขัดหลักการใด ๆ ของการพิจารณา มาตรา ๓ ที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๐๒ ผมยังมีความเชื่อว่า ตราบใดที่รัฐสภายังไม่ได้ลงมติในวาระที่ ๓ หลักการเนื้อความต่าง ๆ มันมีสิทธิถูกปรับแก้ได้ ตามมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ เป็นไปได้ทั้งนั้นละครับ ถ้ามีการอภิปรายที่ประกอบ ไปด้วยเหตุด้วยผลที่มีความเหมาะสมรับฟังได้ น่าเชื่อถือ ชี้ให้สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่เห็นว่า การตัดสมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหานั้น มันทําให้เกิดการกินรวบประเทศไทย หรือดุลอํานาจในทางการเมืองมันเสียลง มันทําให้เกิดการย้อนยุคไปสู่วิกฤต การณ์ที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นไปได้ที่อาจจะทําให้สมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะอยู่ พรรคไหนก็อาจจะเห็นสอดคล้องเป็นทางเดียวกัน แล้วได้เห็นตระหนักถึงความสําคัญของ ลักษณะพิเศษของวุฒิสภา อํานาจพิเศษของวุฒิสภา หรือสถานะพิเศษของวุฒิสภา แล้วก็ อาจจะมีการลงมติในช่วงท้ายที่จะปรับเปลี่ยนข้อความต่าง ๆ ให้มันสอดคล้องต้องกัน และ ธํารงรักษาสมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหาเอาไว้ได้ มิได้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องย้ําประเด็นนี้อีกครั้งหนึ่งในประเด็นที่แตกต่าง จากการอภิปรายในวาระที่ ๓ ผมต้องการจะบอกท่านประธานว่า สมาชิกวุฒิสภาแตกต่าง จากสภาผู้แทนราษฎรหลายสิ่งหลายส่วนนะครับ สมาชิกวุฒิสภามีอํานาจพิเศษเป็นอํานาจเฉพาะซึ่งแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ดี จึงได้กําหนดรูปแบบของ คุณสมบัติและวิธีการได้มาที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร การอภิปรายของท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติหลายท่านก็ได้ย้ําให้เห็นชัดเจนว่า ถ้าเราเชื่อว่าการเลือกตั้งคือการยึดโยงกับประชาชนเป็นประชาธิปไตยในทางตรง เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ทําไมตําแหน่งที่มีความสําคัญในทางบ้านเมืองอีกหลายตําแหน่ง เราจึงไม่ใช้วิธีการเลือกตั้ง เช่นตําแหน่งประธานศาลฎีกา เช่นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือประธาน ป.ป.ช. หรือผู้ประธานผู้ตรวจเงินแผ่นดินต่าง ๆ เหล่านี้ทําไมเราไม่ใช้ วิธีการเลือกตั้ง ก็เพราะว่าผู้ดํารงตําแหน่งเหล่านี้มีสถานะพิเศษ และมีอํานาจพิเศษ และที่สําคัญ ก็คือมีสถานะพิเศษตรงที่ว่าเขาต้องเป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เขาไม่อาจจะ มาจากสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างแน่นอน เพราะสภาผู้แทนราษฎรนั้นยึดโยงกับเรื่องของ เสียงข้างมาก เรื่องของพรรคการเมือง เรื่องของนโยบายพรรค เรื่องของสัญญาประชาคม ที่ให้ไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องแยกอํานาจของวุฒิสภาออกมา เป็นอํานาจพิเศษ เหตุผล ๓ ข้อง่าย ๆ ที่ผมเชื่อว่าถ้าผมอภิปรายผ่านท่านประธานสภาไปยัง พี่น้องประชาชนเจ้าของประเทศที่รับฟังอยู่ทางบ้านก็จะเห็นสอดคล้องต้องกัน การบัญญัติ ให้สมาชิกวุฒิสภามีอํานาจพิเศษตรงนี้ อย่างน้อย ๆ มันจึงเกิดเหตุการณ์ ๓ อย่างที่เกิดขึ้น

ประการที่ ๑ คือมันเลยมี ๒ สภาครับ การที่มี ๒ สภานั้นก็เหตุผลเดียวครับ เขาต้องการให้วุฒิสภามีสถานะพิเศษและใช้อํานาจพิเศษโดยเป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับ พรรคการเมืองด้วยทุกมิติ

ประการที่ ๒ เขาจึงให้อํานาจวุฒิสภาในการแต่งตั้งถอดถอนตําแหน่งที่มี ความสําคัญอย่างยิ่งในการบริหารบ้านเมือง ตุลาการรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ป.ป.ช. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน หรือคณะกรรมการอื่น ๆ อีกจํานวนมากมาย ถ้าเขาไม่ต้องการสถานะที่พิเศษหรืออํานาจพิเศษ เขาก็คงใช้อํานาจนี้เป็นอํานาจของ สภาผู้แทนราษฎร แต่มันเป็นไปไม่ได้ครับ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งยึดโยงกับพรรคการเมือง ยึดโยงกับนโยบายของพรรค หรือสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน หรืออาจจะยึดโยงกับ คนอยู่แดนไกลอะไรก็ว่าไป ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมาให้กําเนิดองค์กรเหล่านี้ ก็เสร็จหมดละครับ อย่างที่ผมได้เคยอภิปรายไปในมาตรา ๓ เขาจึงต้องแยกให้องค์กรซึ่งมีผลต่อบ้านเมืองเหล่านี้ มาถูกกําหนดการกําเนิดการแต่งตั้งถอดถอนต่าง ๆ จากองค์กร ซึ่งไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง เขาจึงกําหนดคุณสมบัติและที่มาของวุฒิสภาที่แตกต่างจากผู้แทนราษฎรโดยสิ้นเชิง และเหตุผลที่ ๓ ที่เห็นกันง่ายที่สุด ท่านประธานครับ ในวุฒิสภาไม่มีตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้าน ในวุฒิสภา ซึ่งแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีตําแหน่งนี้ เหตุผลมีอย่างเดียวเขาไม่ต้องการ ให้วุฒิสภาแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายรัฐบาล เป็นฝ่ายสนับสนุน เป็นฝ่ายตรวจสอบ คัดค้าน สมาชิกวุฒิสภาที่มีจํานวน ๑๕๐ คนตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีสถานะเดียวกัน ทั้งสิ้น ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ก็คือการใช้อํานาจในการตรวจสอบ ในการกลั่นกรอง ในการ กําเนิดและถอดถอนองค์กรอิสระ ทั้งหมดนี้ท่านประธานคงเห็นนะครับว่า สมาชิกวุฒิสภา มีสถานะพิเศษ มีอํานาจพิเศษ ที่มาจึงต้องแตกต่างจากพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรมีคุณสมบัติเดียวกัน แตกต่าง แค่เรื่องอายุ ซึ่งก็ไม่เป็นนัยสําคัญเพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอายุเกินกว่า ๔๐ ปี ก็เป็นส่วนใหญ่ของสภาอยู่แล้ว เมื่อไม่มีความแตกต่างกันทั้งสิ้นในเรื่องของคุณสมบัติ มันก็ไม่มีเหตุผลความจําเป็นอะไรทั้งสิ้นที่จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภา และผมถือว่าเรื่องนี้ ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นพวกเราจึงมีความเห็นว่ามันยังต้องดํารงตําแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหาเอาไว้เพื่อจะทําหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เกิดความสบายใจมากขึ้นในเรื่องของที่มา ที่มาแต่เดิมสมาชิกวุฒิสภาก็มาจากคณะกรรมการทั้งหมด ๗ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งจริง ๆ ๗ ตําแหน่งนี้ก็ถือเป็นบุคคลซึ่งสังคมให้ความไว้วางใจ อย่างสูงสุดครับ แต่ว่าถ้าเรายังมีความรู้สึกว่าจะให้คน ๗ คนมาใช้สิทธิแทนประชาชน ๖๕ ล้านคนได้อย่างไร ไม่เป็นการยึดโยงกับประชาชน ผมก็จึงแปรญัตติตรงนี้เพื่อแก้ไข ช่องโหว่หรือความไม่ไว้วางใจตรงนี้ ก็แปรญัตติว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้เป็นการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหาโดยการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็ให้ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาในระบบนี้ ๑๐๐ คน ก็ลงสมัครครับ ก็สร้างบัญชีขึ้นมาเป็นผู้สมัครเบอร์ ๑ ไปถึงเบอร์ ๒๐๐ เบอร์ ๓๐๐ เบอร์ ๔๐๐ แต่ประชาชนก็มีสิทธิลงคะแนนได้ ๑ เสียง ๑ คน ผมเชื่อในกระบวนการอย่างนี้ มันจะทําให้วุฒิสภาก็ไม่ต้องยึดโยงกับเรื่องของพื้นที่ ซึ่งมีสภาผู้แทนราษฎรหรือพวกเรา ทําหน้าที่ในมิติของพื้นที่หรือมิติของจังหวัดอยู่แล้ว ก็จะเกิดความยึดโยง เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเกิดระบบที่เปิดกว้างเช่นนี้ผู้ที่จะลงสมัครก็จะมีความหลากหลายในอาชีพ ยกตัวอย่างครับ ในสภาของเรามันควรจะมีตัวแทนพี่น้องชาวประมงอย่างน้อยสัก ๑ ท่าน ๑ คน วันนี้ก็แทบ ไม่มีนะครับ ที่มีก็คือฝากงานฝากภาระไว้กับพวกเรานี่ครับ แต่ถ้ามีการเลือกตั้งทั้งประเทศ ๑๐๐ คน ๒๐๐ คนต่าง ๆ ก็ว่าไปนี่ ผมเชื่อว่าถ้าเขาลงระบบ ๑ จังหวัด ต่อ ๑ คน เขาอยากมาก เพราะชาวประมงจะเป็นเสียงส่วนน้อยในแต่ละจังหวัด แต่ถ้ารวมทั้งประเทศ ผมเชื่อว่าชาวประมง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน เขาสร้างตัวแทนเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้ได้ เช่นเดียวกับตัวแทนชาวไร่ข้าวโพด ตัวแทนชาวสวนยาง ตัวแทนของมิติทางสังคมเศรษฐกิจ อื่น ๆ อีกมากมายก่ายกอง ผมเชื่อว่าโดยระบบแห่งนี้ครับ มันจะมีสมาชิกวุฒิสภา ในระบบสรรหาที่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง ไม่ถูกครหาหรือถูกบิดเบือนเจตนาไปอย่างที่ผ่านมา ว่ามาจากคนแค่ ๗ คนนะครับ ฉะนั้นคิดว่าจึงเป็นประเด็นการแปรญัตติที่ผมเชื่อว่า ผมก็จะพยายามใช้โอกาสตรงนี้และในมาตราต่อไป รวมทั้งเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกหลายท่านที่จะแปรญัตติและอธิบายเหตุผลเพื่อโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ ให้เห็นสอดคล้องต้องกัน ซึ่งนั่นเป็นสิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ

สุดท้ายท่านประธานครับ วันนี้ผมพูดจาไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมานะครับ เพราะว่าก็ต้องการให้บรรยากาศมันเดินสบาย ๆ ผมก็ขอจบลงด้วยเรื่องเบา ๆ สักเรื่องหนึ่ง เพื่อให้บรรยากาศสภาแห่งนี้เป็นไปอย่างผ่อนคลายมีสีสันมากขึ้น แต่ว่ามันก็เป็นตัวอย่าง ซึ่งเทียบเคียงกับประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยดูหนัง ไหมครับ มันมีภาพยนตร์ไทยอยู่เรื่องหนึ่งนะครับ ซึ่งเขายกย่องว่าเป็นหนังสยองขวัญที่ดีที่สุด ตั้งแต่ประเทศไทยเคยสร้างมานะครับ เรื่องชัตเตอร์กดติดวิญญาณ เรื่องนี้ฝรั่งยังซื้อเอาไป รีเมค (Remake) ที่ฮอลลีวูด (Hollywood) นะครับ คนนิยมมาก ผมก็เคยดูอยู่ครั้งหนึ่งครับ ก็ต้องยอมรับว่าไอเดีย (Idea) คนสร้างเขาสุดยอด แล้วมันก็เทียบเคียงได้กับการเมืองไทย เรื่องชัตเตอร์ติดวิญญาณนี่ครับ พระเอกอยู่ดี ๆ มันเมื่อยที่คอครับ เมื่อยที่หลังครับ ไปหาหมอหมอก็ไม่พบเหตุผิดปกติอะไรครับ ก็ไม่รู้มันเมื่อยมันปวดหลังปวดคออยู่ตลอดเวลา เพราะเหตุอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถ่ายรูปแล้วมันไปติดรูปขึ้นมารูปหนึ่งซึ่งเห็นแล้ว แทบช็อคครับ มันติดวิญญาณ คือมันมีวิญญาณผู้หญิงคนหนึ่งที่พระเอกไปทําให้เสียชีวิต เอาไว้วิญญาณมันมาขี่อยู่ที่คอครับ มองด้วยตาเปล่ามองไม่เห็น แต่พอถ่ายรูปติดวิญญาณ ขึ้นมามันขี่คอและตรงนั้นเดินไปไหนมันขี่คอตลอดเลย มันทําให้พระเอกก็ปวดคอ อยู่ตลอดเวลานะครับ มันก็เทียบเคียงคล้าย ๆ ประเทศไทยเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าวันนี้มันมี ใครขี่คอประเทศไทยอยู่บ้างหรือไม่ และคําถามสุดท้ายผมขอฝากถึงท่านประธานครับ ท่านประธานเมื่อยคอบ้างไหมครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่าได้ห่วง ไม่ต้องห่วง นะครับ บริหารคอตลอด เชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ อย่าได้ห่วงครับ ขอบคุณมาก ที่ห่วงนะครับ เชิญท่านมณเฑียรครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่น ก่อนอื่นกระผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานนะครับที่ได้ให้โอกาสพวกเราที่ได้ สงวนคําแปรญัตติ ได้อภิปรายชี้แจงเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเรายังคงยืนยันที่จะชี้แจง เหตุผลของเรา แม้ว่าสาระสําคัญส่วนหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้มีการลงมติไปแล้ว ในมาตรา ๓ ก็ตามนะครับ ทั้งนี้พวกกระผมเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ มีผลเป็นการกระทบต่อสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ดุลอํานาจระหว่างสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และก็ตุลาการ รวมถึงองค์กรอิสระนะครับ เพราะฉะนั้นการเอ่ยถึงเชื่อมโยงไปยังมาตราที่ได้ลงมติไปแล้ว หรืออาจจะต้องมีการเชื่อมโยงไปยังมาตราอื่นหลังจากนี้ กระผมจะพยายามหลีกเลี่ยงครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางส่วนนั้นมีความจําเป็นต้องเชื่อมโยงนะครับ ไม่มีเจตนาจะไป ล่วงล้ําก้ําเกินผู้ใดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าผมเองจะไม่เห็นด้วยกับหลักการ ในการแก้ไขครั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้วนะครับ ผมก็เลยมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าการที่เราได้ยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ โดยให้เหตุผลว่าเมื่อไม่มี ส.ว. สรรหาแล้วนี้ก็ไม่มี ความจําเป็นต้องมีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีความจําเป็นจะต้องกําหนด วิธีการสรรหาหรือแม้กระทั่งหลักเกณฑ์ คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการสรรหา เราตัดแค่นั้นครับ แต่ว่าเรายังคงทิ้งร่องรอยของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาไว้ในมาตราอื่น ผมเข้าใจว่า เกิดจากความเผลอเรอ ไม่ได้เกิดจากเจตนาอะไรหรอกครับ แต่ความเผอเรอนี่ละครับ ที่มันจะเป็นปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปในอนาคต เพราะว่าเรามีรัฐธรรมนูญ ที่กล่าวถึงสิ่งที่ได้ตัดออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในมาตรา ๒๓๕ ซึ่งกําหนดให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและจัดการสรรหา ในมาตรา ๒๓๘ และมาตรา ๒๔๐ ก็ได้กล่าวถึงเรื่องของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา แม้ว่าท่านจะได้กล่าวถึงในมาตรา ๑๐ ว่าจะมีการพิจารณาในลําดับต่อไปก็ตามนะครับ ผมคิดว่าตราบใดที่เรายังพิจารณามาตรา ที่ยังคงกล่าวถึงหรือยังคงไว้ซึ่ง ส.ว. สรรหา การตัดออกไปเลยอาจจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติได้ อย่างไรก็ตามเมื่อกระผมได้ยอมรับมติในมาตรา ๓ ไปแล้ว กระผมก็ได้แปรญัตติที่สอดรับ เสมือนว่าผมจะรู้ชะตากรรมล่วงหน้านะครับท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้แปรญัตติ ไม่ได้ไปขัดต่อหลักการในเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครับ และแม้ว่าการกําหนดให้ ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง กระผมก็ได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งท่านก็ได้โหวตไปแล้ว นี่นะครับแล้วผมก็แพ้แล้วนี่นะครับ ผมก็ยังมีความคาดหวังว่าหากท่านกรรมาธิการได้ฟัง คําอภิปรายของกระผมแล้วเผื่อท่านจะได้ทบทวนความคิดของท่านว่าการกําหนดให้ ประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้งนั้นน่าจะมีความเหมาะสม น่าจะได้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิของคนไทยทั้งชาติ เป็นคนที่จะทําหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ ถ่วงดุล โดยปราศจาก อคติ ปราศจากความลําเอียง เพราะมีที่มาซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของ ประชาชนในเชิงประเด็นต่าง ๆ ทั้งในเรื่องสาขาอาชีพ สถานะทางสังคม ความเชื่อ ทางศาสนา พื้นฐานทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ เป็นต้นนะครับ กระผมคิดว่าในมาตรา ๔ ที่กระผมได้ขอแปรญัตติเป็นมาตรา ๑๑๓ นั้น ได้กําหนดที่มาของผู้ที่จะได้รับการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ซึ่งกระผมคิดว่าที่มาหรือฐานที่เราจะใช้เป็นตัวกําหนดผู้ที่จะได้รับ เลือกตั้งนั้น ส.ว. สรรหาได้กําหนดไว้ดีแล้วครับท่านประธาน ส.ว. สรรหาตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันได้แบ่งกลุ่มผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเอาไว้ ๕ กลุ่ม ไม่ได้แบ่งมาก ไม่ได้ซอยย่อย ไปตามชื่อสาขาอาชีพครับ แล้วผมเห็นด้วยกับท่าน ขอประทานโทษนะครับ ท่านประธาน กรรมาธิการก็ดี หรือท่านผู้นําพรรคฝ่ายค้านก็ดีว่าการแบ่งสาขาอาชีพนั้นอาจจะแบ่งได้ยาก เพราะไม่รู้จะกําหนดสาขาอาชีพอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นการแบ่งกว้าง ๆ ๕ กลุ่ม เช่น วิชาการ วิชาชีพ ภาครัฐ ภาคเอกชน ซึ่งก็คงหมายถึงธุรกิจเอกชน และภาคอื่น ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ก็หมายถึงองค์กรภาคประชาสังคมหรือองค์กรพัฒนาเอกชนนั่นเอง การกําหนดไว้ ๕ กลุ่มใหญ่ ๆ นี่ละครับจะเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความหลากหลายในด้านต่าง ๆ สามารถ ที่จะได้รับการได้เสนอชื่อ ที่กระผมกําหนดให้คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งจัดทําบัญชี รายชื่อบุคคลที่เหมาะสมที่ทําหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาครับ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากองค์กร ด้านเหล่านี้นะครับ ทั้ง ๕ ภาคนี่นะครับ เสร็จแล้วกรรมการจัดการเลือกตั้งก็นํามาตรวจสอบ คุณสมบัติเบื้องต้น ซึ่งเราจะกล่าวในมาตราต่อไปในอนาคตนะครับ เมื่อคุณสมบัติครบถ้วน แล้วก็นํามาจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อครับ อาจจะใช้วิธีจับฉลาก อาจจะใช้วิธีเรียงตามตัวอักษรอันนั้นก็แล้วแต่ครับไปกําหนดไว้ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ครับ กระผมเชื่อว่าถ้าเราใช้บัญชีรายชื่อที่มาจาก การเสนอชื่อขององค์กรต่าง ๆ ทั้ง ๕ ภาค เป็นฐานในการให้พี่น้องประชาชนได้ตัดสินใจ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเชื่อในอํานาจ เชื่อในเสรีภาพ เชื่อในศักยภาพของพี่น้องประชาชนครับว่า ถ้าเราได้จัดทําบัญชีรายชื่อที่สะท้อนถึงความหลากหลาย สะท้อนถึงคุณสมบัติที่แตกต่างจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะหน้าที่ต่างกัน อํานาจหน้าที่ต่างกันนะครับ เพราะฉะนั้น เมื่อคุณสมบัติสะท้อนความหลากหลายของสังคมเช่นว่านี้แล้ว พี่น้องประชาชนก็สามารถ ที่จะใช้วิจารณญาณ ใช้เสรีภาพในการที่จะเลือกบุคคลที่ถือว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ ที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาทําหน้าที่ เข้ามาทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายครับ เพราะกฎหมายนี้เราจะใช้กับคนทั้งชาติ เราไม่ได้ใช้กับคนพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จะทําหน้าที่ ติดตามตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งก็จะทําหน้าที่อย่างเป็นอิสระ ไม่ยึดโยงกับ พรรคการเมือง ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของการอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นอุปถัมภ์ในเชิงเครือญาติ อุปถัมภ์ในเชิงเพื่อนฝูงหรือว่าอุปถัมภ์ในเชิงของอุดมการณ์ของพรรคการเมืองที่สังกัด หรือที่รู้จัก เพราะฉะนั้นการยึดโยงกับพี่น้องประชาชนถามว่ายึดโยงหรือไม่คําตอบคือยึดโยงครับ เพราะองค์กรที่จะเสนอรายชื่อบุคคลเพื่อรับการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนก็เป็นองค์กร ที่มาจากประชาชนครับ สะท้อนความหลากหลายในสังคมปัจจุบันครับ พี่น้องประชาชนทั้ง ๖๕ ล้านคนทั่วประเทศได้ใช้สิทธิในการเลือกบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยเลือกเพียง ๑ คนจากแต่ละบัญชีรายชื่อครับ เราจะไม่บังคับให้พี่น้องประชาชนไปลงทะเบียนสังกัดกลุ่ม ภาคหนึ่งภาคใดครับ แต่ท่านสามารถเลือกได้ทั้ง ๕ บัญชีเพียงแต่ว่าท่านจะเลือกได้บัญชีละ ๑ คน การนับคะแนนก็เอาคนที่มีคะแนนสูงสุดเรียงลําดับไปจนถึงคนที่มีคะแนนน้อยสุด ตามจํานวนที่เราต้องการครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอของกระผม ผมคิดว่ายังใช้ได้และไม่ได้ ขัดกับหลักการของการเลือกตั้งครับ ไม่ได้ขัดหลักการประชาธิปไตยทั้งประชาธิปไตย แบบตัวแทนและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แม้ว่ากระผมจะไม่ได้แปรญัตติไปไกลถึงขนาดที่ กระผมได้นําเสนอแนวคิดบนเฟสบุ๊ก (Facebook) เมื่อ ๒ วันก่อนนะครับ แต่กระผม อยากจะฝากไว้เลยนะครับว่า ถ้าเราคิดว่าการเลือกตั้งโดยตรงเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นตัวชี้วัด ความเป็นประชาธิปไตยแล้วละก็ เราน่าที่จะกําหนดกติกาของเราให้ยอมรับว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะเลือกว่าเขาจะสังกัดพรรค หรือไม่สังกัดพรรคใดก็ได้ สมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ควรมีข้อห้ามครับ แต่อย่างไรก็ตามก็คงจะไปพูดในคุณสมบัติ ในมาตรา ต่อไป แล้วถ้าการเลือกตั้งเป็นตัวชี้วัดความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แล้ว ฝ่ายบริหาร ก็ควรจะเป็นอิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติโดยสิ้นเชิง นายกรัฐมนตรีก็ควรจะมาจากการเลือกตั้งครับ และถ้าเราจะกระจายอํานาจกันสุด ๆ ไม่มีการแทงกั๊ก แสดงความจริงใจต่อพี่น้องประชาชน เราก็ควรจะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัดไปเลยนะครับหรืออาจจะยกระดับ อบจ. ให้ทําหน้าที่แทนแล้วก็ยุบราชการส่วนภูมิภาคไปเลย เหล่านี้เป็นต้นครับ ระบบราชการ ทั้งหมดก็ควรจะเลือกตั้งกันให้หมดไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้อํานวยการ โรงพยาบาล ผู้อํานวยการโรงเรียนครับ ผมคิดว่าสังคมน่าจะเริ่มเรียนรู้ได้แล้วนะครับว่า การเลือกตั้งนั้นแม้ว่าเป็นหัวใจสําคัญของประชาธิปไตยเรา แต่ก็ใช่ว่าการเลือกตั้งจะใช้ได้ ทุกกรณีนะครับ การเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการหนึ่งของการกําหนดกติกาการเข้าสู่อํานาจหรือ การเข้าสู่ตําแหน่งที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งก็ต้องกําหนดเกณฑ์กติกาให้เหมาะสม อย่างไรก็ตามครับ ผมไม่ปฏิเสธการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครับ แล้วผมก็ได้เสนอแนวทาง ไว้แล้วก็คือเป็นการเลือกตั้งโดยอาศัยประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้งให้คณะกรรมการจัดการ เลือกตั้งจัดทําบัญชีรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะเป็น ส.ว. จากองค์กรภาคต่าง ๆ ทั้ง ๕ ภาค สะท้อนหลักการวิธีการเดียวกันกับ ส.ว. สรรหา เพียงแต่ว่าเรา ไม่ได้รบกวนให้ท่านผู้อาวุโส ท่านผู้มีตําแหน่งอันทรงเกียรติ ๗ ท่าน แต่เปลี่ยนไปให้ พี่น้อง ๖๕ ล้านคนเป็นผู้เลือกแทน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราก็จะได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณสมบัติ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสะท้อนความหลากหลายของสังคม แถมยังไม่พอมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของผู้ใดครับ พี่น้องทั้งประเทศ เป็นผู้เลือกครับ และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ ผมคิดว่า ข้อเสนอของผมนั้นน่าจะมีน้ําหนักพอ น่าจะเป็นประชาธิปไตยพอ น่าจะสะท้อนความเป็น ธรรมาภิบาลพอ และน่าจะสะท้อนการถ่วงดุลอํานาจซึ่งเป็นสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ถ้าทําเช่นนี้แล้วผมคิดว่าเรายังคงรักษาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่กระทบ สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ และเป็นการเดินหน้าประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริงครับ กระผมจึงขอเรียนฝากท่านประธานและคณะกรรมาธิการวิสามัญได้โปรดรับข้อเสนอของผม ไว้พิจารณา ท่านยังสามารถจะทบทวนได้นะครับ ไม่มีความจําเป็นจะต้องเร่งรัด รีบเร่ง รวบรัดตัดตอนครับ เรายังมีเวลาครับ ปัญหาของพี่น้องประชาชนมีหลายอย่างที่ควรจะได้รับ การแก้ไขครับ เรื่องของการปฏิรูปทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ควรจะกระทํา ด้วยความรอบคอบ ใช้สติให้มากที่สุดครับ มองรอบด้านครับ และพี่น้องประชาชน และพวกเราทุกคนในประเทศนี้จะได้รับประโยชน์ถ้วนหน้ากันครับ ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร นะครับ เสร็จแล้วก็เป็น ท่านรสนา โตสิตระกูล แล้วกลับมาที่ ท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นะครับ เชิญครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นนะครับผมต้องขอชื่นชม ผู้ที่อภิปรายจบไปเมื่อสักครู่ ขอประทานอภัยที่เอ่ยนาม ท่านมณเฑียร บุญตัน ท่านเป็นตัวอย่างหนึ่งของ ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ซึ่งท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภาคุณภาพ ที่อยู่ในหัวใจของกระผม และผมเชื่อว่าอยู่ในหัวใจของประชาชนในประเทศไทย อีกหลายสิบล้านคน ส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้นมีคุณภาพจริง ทําหน้าที่เป็นตัวแทนให้แก่พี่น้องประชาชนปวงชนชาวไทยได้อย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ผมต้องขอขอบพระคุณที่ท่านประธานรัฐสภาได้ให้โอกาสกระผมได้ปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทน ปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ขอขีดเส้นใต้อีกครั้งนะครับ โดยปราศจาก การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านประธานรัฐสภาก็จะมีหัวใจ มีความเชื่อมั่น เช่นเดียวกับกระผมในการทําหน้าที่ตรงนี้ ท่านประธานรัฐสภาครับ กระผมได้ขอแปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมความใน มาตรา ๔ เป็นดังนี้

มาตรา ๑๑๓ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตาม มาตรา ๑๑๑ (๒) ให้ใช้ เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกที่มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าวไม่ น้อยกว่า ๑ ปี องค์กรดังกล่าวก็คือองค์กรที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ใน มาตรา ๓ ถึงวันเลือกตั้ง มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ๑ เสียง และให้ใช้ วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ท่านประธานรัฐสภาครับ เพราะเหตุนี้ครับ เพราะผมเชื่อว่า ถ้าใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งโดยทางอ้อม ซึ่งการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจํานวนอีก ๑๐๐ คนนั้น จะมีฐานที่มา โดยเป็นผู้แทนของประชาชน จากฐานอาชีพต่าง ๆ โดยให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพนั้น ๆ ได้เลือกผู้แทนของตนขึ้นมาทําหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยให้ประชาชนเลือกตั้งบุคคล ผู้สมควรเป็นสมาชิกวุฒิสภา จากบัญชีรายชื่อที่เสนอมาจากองค์กรต่าง ๆ นี่คือหลักของ ความหลากหลายครับท่านประธาน หลักของความหลากหลายนั้นเป็นส่วนประกอบ ในสภาจะทําให้สถาบันการเมืองของเรานี้ประกอบไปด้วยบุคคลที่หลากหลาย เพราะมี ความหลากหลายในอาชีพ ความหลากหลายจะเป็นประโยชน์ต่อการตรากฎหมาย การกระจายอาชีพออกเป็นหลายบัญชี โดยมุ่งเน้นกลุ่มประชาชน กลุ่มอาชีพที่มีผลต่อสังคม โดยภาพรวมที่แตกต่างกัน การรวมบัญชีที่สามารถนํามารวมในบัญชีเดียวกันได้โดย มุ่งพิจารณาด้านองค์ความรู้และความสามารถที่จะเป็นประโยชน์แก่การปกครองประเทศ และที่สําคัญ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีอาชีพทุกคน มีสิทธิเลือกผู้แทนได้อย่าง เท่าเทียมก็ถือว่าเป็นการยึดโยงกับประชาชนเช่นเดียวกัน การที่ผมแปรญัตติโดยใช้ เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้งก็เพื่อแก้ปัญหาความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับนักการเมือง และพรรคการเมือง แนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ผมจึงกําหนดให้ความเป็นสมาชิกวุฒิสภา นั้นเป็นตัวแทนจากหน่วยหรือชุมชนทางการเมือง คือกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ให้ชัดเจน และแตกต่างจากฐานของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวคือใช้เขตประเทศเป็น เขตเลือกตั้ง และให้เลือกตั้งโดยประชาชนตามสาขาอาชีพ ตามฐานอาชีพ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เรา ได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ ไม่ต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติม เพราะหน้าที่หลักคืออะไรครับ ซึ่งผมได้อภิปราย ไปเมื่อคราวที่แล้ว คือการกลั่นกรองกฎหมาย จึงจําเป็นต้องมีองค์ความรู้ มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านกฎหมายและหน้าที่ที่สําคัญ ผมต้องย้ํากับพี่น้องประชาชนที่ชมการถ่ายทอดอยู่อีก ครั้งหนึ่งว่า เพราะหน้าที่ที่สําคัญในเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งยวด และสําคัญมาก ๆ ที่เราจะต้อง ได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีความรัก มีความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข นั่นคือหน้าที่การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการ แทนพระองค์ รับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ นี่ครับ สําคัญมากไหมครับ พี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าสําคัญจริง ๆ นอกเหนือจากนั้นยังให้ความเห็นชอบในการ ทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศ และอํานาจหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง อย่างนี้ผมจึงต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อม และใช้เขตประเทศ เป็นเขตเลือกตั้งเพื่อให้ยึดโยงกับประชาชนทุกสาขาอาชีพ เพื่อแก้ปัญหาความเกี่ยวพัน ใกล้ชิดกับนักการเมืองและพรรคการเมือง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องเป็นสมาชิกที่มีการ ลงทะเบียนในองค์กรอาชีพต่าง ๆ เหล่านี้ เช่น สภาทนายความ ท่านประธานครับ สภาทนายความนี้เราถือว่าเป็นสถาบันอิสระ ทําหน้าที่เป็นตัวแทนของทนายความ ทั่วประเทศ บุคคลที่มีอาชีพทนายความเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ สมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ก็มีอาชีพทนายความ เป็นส่วนสําคัญในกระบวนการยุติธรรม เป็นที่พึ่งของประชาชน และมีสมาชิกสภาทนายความอยู่ทั่วราชอาณาจักร ถ้าจําไม่ผิด ผมว่าปัจจุบันนี้ก็ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าคน ๒. สมาชิกซึ่งต้องลงทะเบียนกับคุรุสภา ซึ่งเป็นหน่วยหลักในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ และเป็นหน่วยดําเนินงานของสภาครู และบุคลากรทางการศึกษาหรือแม้แต่ตัวแทนจาก สภาวิชาชีพบัญชีและสมาคมธนาคารไทย ซึ่งผมได้มีความสนิทชิดเชื้อกับท่านสมาชิกวุฒิสภา บางท่าน ซึ่งท่านเคยทําหน้าที่อยู่ในธนาคารไทย รับผิดชอบดูแลเรื่องการเงิน การธนาคาร ก็เป็นบุคคลที่มีความรู้อย่างมาก สามารถทําประโยชน์ให้แก่สภาและประเทศชาติได้อีกเยอะ สภาที่สําคัญอีกสภาหนึ่งนั่นคือสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งถือว่าสภานี้เป็นตัวแทนหลักของ พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ เพราะประกอบไปด้วยผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมหลากหลาย สาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ และที่สําคัญบุคคลเหล่านี้มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกษตรกรรม สภาที่ผมจะยกตัวอย่างองค์กรอาชีพอีกด้านหนึ่ง ก็คือสภาอุตสาหกรรมหรือสภาหอการค้า ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องใกล้เคียงกันเราจึงรวมเป็น องค์กรกลุ่มอาชีพเดียวกัน เพราะเป็นตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมเอกชนของประเทศไทย เรามีกลุ่มอุตสาหกรรมถึง ๓๙ กลุ่ม เช่น กลุ่มยานยนต์ กลุ่มทํารองเท้า กลุ่มไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ซึ่งมีสมาชิกถึง ๗๔ จังหวัด ก็ยกเว้นเพียงแต่ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนั้นก็จะเป็นองค์กรอาชีพสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นต้น หรือแม้แต่สภาข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรกลางของข้าราชการ ทั้งอดีตข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างประจํา ส่วนต่าง ๆ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านฉัตรพันธ์ครับ เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงครับ จะจบอยู่แล้ว ท่านจ่าประสิทธิ์ครับเขาจะจบอยู่แล้ว ซ้ําบ้างไม่เป็นไรนะครับ เชิญท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ด้วยความเคารพท่านประธาน แล้วก็ผู้อภิปราย แต่บางอย่างถ้ามันนอกเหนือจากข้อบังคับแล้วก็เนื้อเรื่องจริง ๆ มันก็ควรจะ เข้าเนื้อเรื่องได้แล้วนะครับ ท่านประธานควบคุมด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านฉัตรพันธ์ กําลังจะจบแล้วครับ เชิญครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ท่านประธานครับ เพราะว่าที่ผมต้องอธิบายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่าการที่สมาชิก ในองค์กรกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ความหลากหลายในอาชีพดีอย่างไร สามารถตัดตอนหรือตัดความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับนักการเมืองหรือพรรคการเมืองอย่างใด และที่สําคัญ ไม่มีความอาณัติหรือถูกครอบงําใด ๆ เหมือนสมาชิกบางท่าน ท่านประธานรัฐสภาครับ นอกจากนี้ผมจะยกตัวอย่างอีก ๑ องค์กร นั่นคือสภาวิศวกรซึ่งทําหน้าที่ออกใบอนุญาตให้แก่ ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรควบคุม รวมทั้งพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งเขาก็มีสามาชิกอยู่ทั่วประเทศไทยโดยเหมือนกัน โดยให้ประชาชนที่อยู่ในสาขาอาชีพ เหล่านี้ครับ ได้มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกองค์กรอาชีพดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๑ ปี นับถึงวันเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ๑ เสียง และให้ใช้ วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ นี่ครับคือคําแปรญัตติและข้อเสนอของกระผม ที่ต้องให้สมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้โปรดนําไว้พิจารณา ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศทุกสาขาอาชีพได้มีสิทธิในการเลือกตั้งกลุ่มตัวแทนของตน เข้าไปทําหน้าที่ในวุฒิสภาเพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ท่านประธานสภา และพี่น้องประชาชนทางบ้านทุกท่านครับ หลักของ ประชาธิปไตยครับ นอกจากจะต้องยึดโยงกับประชาชนแล้ว ประชาธิปไตยนั้นยังต้องการ การทัดทาน การตรวจสอบจากหลักนิติรัฐ ซึ่งมีหลักความชอบด้วยกฎหมายและหลักการ ย่อยอื่น ๆ ของหลักเหล่านี้มาเป็นตัวเสริมเสมือนเป็นหลักค้ํายันความถูกต้องชอบธรรมของ บรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งจะต้องดํารงอยู่ สิ่งนี้ที่สมาชิกฟากฝ่ายค้านถึงได้พยายามเสนอแนะให้สมาชิกรัฐสภาได้เห็นคล้อยตาม และอยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนว่าไม่ว่าลมพายุร้ายของเสียงข้างมากซึ่งมาจาก การเลือกตั้งจะพยายามพัดพาสังคมและรัฐให้ผิดเพี้ยนตามแรงของคนหมู่มากเพียงใดก็ตาม เราเชื่อว่าหลักนิติรัฐซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนบรรทัดฐานความถูกต้องของสังคมไทยจะต้อง อยู่เหนือหลักเสียงข้างมาก ไม่ปล่อยให้เสียงข้างมากสั่นคลอนบรรทัดฐานของสังคม จนโอนเอนเลื่อนไปเลื่อนมาตามแรงของเสียงข้างมากพัดพาไป ซึ่งจะทําลายบรรทัดฐาน ความถูกต้อง เป็นธรรม ความดีงามในสังคมของเราในอนาคตครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ยังมีรายชื่อ อยู่กับผมนะครับอีกประมาณสัก ๑๐ ท่าน ถ้าจะกรุณาช่วยบริหารบุคคลด้วยนะครับ เอาพอสมควรครับ ใครที่พอจะสละได้ก็ขอความกรุณานะครับ ถ้าจะพูดทุกคนก็จะกลายเป็นว่า กติกาที่เราตกลงกันไว้มันก็จะ ขอความร่วมมือ ให้มันพอดีนะครับ เท่าที่มีชื่ออยู่ตอนนี้ ก็น่าจะเหมาะสมครับอีกประมาณสัก ๑๐ ท่าน เชิญครับ

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธานคะ บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในส่วนของทางวิปฝ่ายค้านเองเรายังส่งชื่อไม่ครบ ทุกท่านนะคะ เพราะว่าเราจะทยอยส่งให้ท่านค่ะ เพราะฉะนั้นเรายังมีสมาชิกที่ต้องการจะ สงวนคําแปรญัตติอยู่ค่ะท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ช่วยกันบริหารหน่อย นะครับ เอาพอเหมาะพอสมนะครับ ท่านสาธิตเชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธานที่เคารพ ผมหารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัด ระยองครับ เมื่อสักครู่ผมได้ทราบจากท่านประธานวิปรัฐบาลว่าจะมีการนัดประชุมในวันเสาร์ วันอาทิตย์ด้วย ซึ่งผมไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งนะครับ และผมเห็นว่ายังไม่ได้รับการหารือ เรื่องนี้จากท่านประธานนะครับ แต่ถ้าเป็นไปตามนั้นผมคิดว่าเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สมาชิกวุฒิสภาเรามีภาระหน้าที่นะครับ ปัญหาในพื้นที่ก็มีเยอะ ปัญหาเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องระดับชาติก็มีมาก แต่ว่าถ้าท่านจะเร่งเพื่อจะให้ประชุมทั้งวันนี้ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ผมคิดว่าไม่เป็นธรรมกับเพื่อนสมาชิกทั้งหมด ก็หารือท่านประธานนะครับว่าอย่าเร่งรีบเลย ครับ แล้วก็ขอคํายืนยันจากท่านประธานนะครับว่าจะไม่นัดประชุมวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านครับ ผมก็ ต้องฟังเหมือนกัน ผมเองก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน เมื่อสักครู่ก่อนจะขึ้นบัลลังก์ก็มีคนมาถามผม ว่าวันเสาร์ วันอาทิตย์จะมีประชุมไหม ผมก็ตอบว่าไม่รู้ และไม่รู้จริง ๆ เพราะอะไรครับ เพราะผมจะฟังเสียงพวกเรา ทีนี้เสียงพวกเรา สมมุตินะครับถ้าเสียงพวกเราทั้งหมด เห็นตรงกันอย่างไรผมก็ตัดสินใจง่าย แต่ถ้าเสียงพวกเราเห็นไม่ตรงกันผมก็จะตัดสินใจ ลําบากหน่อย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ผมพยายามจะไม่เอาตัวผมเป็นตัวตั้งครับ ผมจะเอา พวกเราเป็นตัวตั้ง เสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไรผมเอาตามนะครับ เพราะฉะนั้นเอาเป็นว่า วิปลองคุยกันดีกว่าครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพนะครับท่าน คือถ้าท่านคิดอย่างนี้ผมคิดว่ามันไม่ถูกที่ถูกทางนะครับ คือเวลาท่านประธานจะเข้มแข็งในการใช้อํานาจของประธานท่านก็ใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ถูก แต่บทที่ท่านจะใช้อํานาจของท่าน เพราะอํานาจในการเรียกประชุมเป็นดุลยพินิจของท่าน โดยแท้นะครับท่านจะกลับไม่ใช้ ท่านบอกจะฟังเสียงเพื่อนสมาชิก ผมคิดว่าท่านต้องกลับนะครับ อย่างเช่นสถานการณ์ในสภาถ้ามันกําลังจะมีปัญหาท่านก็เลือกที่จะใช้อํานาจของท่าน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านควรที่จะใช้อํานาจของท่านในการที่จะตัดสินใจว่าอันไหนเหมาะสม ในการเรียกประชุมหรือไม่อย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ สุดท้ายผมก็ ต้องใช้อํานาจของผมอยู่ดีครับ แต่อํานาจของผมบางทีก็ต้องมีเหตุมีผลนะครับ และผมก็ยัง ต้องดูก่อนว่าจะต้องอย่างไรนะครับ พอแล้วนะครับ ผมว่าลองคุยกัน วิปคุยกันครับ คุยได้ ข้อสรุปตรงกันผมยิ่งสบายใจ เอาอย่างนั้นดีกว่านะครับ ผมว่าต่อดีกว่า

– ๖๘/๑ แล้วทีนี้ที่เหลือนี้ครับ ก็ประมาณ ๑๐ ท่าน ถ้าจะกรุณาก็ช่วยบริหารหน่อยนะครับ ไม่ใช่จะพูดกันทุกคนก็คงไม่ไหวนะครับ แล้วแต่ละท่านก็ต้องเข้าใจว่าตอนนี้อยู่ในระหว่าง เงื่อนไขที่เราอะลุ่มอล่วยกัน เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณาครับ แต่ละท่านอภิปรายก็น่าจะ ใช้เวลาที่พอเหมาะพอสมครับ ถ้าจะกรุณานะครับ ก็สักคนละ ๕ นาทีก็น่าจะพอเหมาะสมนะครับ ไม่ได้กําหนดเวลานะครับ แต่เพียงแต่ขอความร่วมมือเท่านั้นเองนะครับ คุณหมอเจตน์มีอะไรครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่อยากประท้วงท่านประธานนะครับ ผมยกมือครั้งนี้ผมยกมา ๔ วันแล้วนะครับ ไม่ได้รับการเหลียวแลจากทางท่านประธาน แล้วก็ทางรองประธานรัฐสภาเลย ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะหารือท่านประธานก็คือว่าเรื่องของการประชุมวันเสาร์ วันอาทิตย์ ท่านประธานทราบไหมครับว่า พวกเรานี้ได้ปรึกษาหารือกันเรามีความเครียด เรื่องของกําหนดการประชุมที่ไม่ชัดเจนค่อนนี้ข้างมาก แล้วก็มันก็ไม่เคยมีมาก่อนว่าเราจะ ขยันถึงกับจะต้องใช้วันเสาร์และวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดมาประชุมในเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เท่าที่ฟังการอภิปรายจากสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ มันก็แน่นอนครับ มีทั้งผู้ที่ คัดค้านและผู้ที่เห็นด้วย ซึ่งตรงนี้ผมอยากให้ท่านประธานพิจารณาไตร่ตรอง เพราะว่ามันเป็น อํานาจของท่านประธาน ซึ่งท่านประธานเองก็เป็นประธานของรัฐสภาแห่งนี้ ท่านเป็น ประธานของฝ่ายสมาชิกซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล แล้วก็เป็นสมาชิกฝ่ายค้าน แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ด้วยนะครับ พวกผมเสนอให้ท่านประธานเรียกขอให้วิป ๓ ฝ่ายนี้เจรจากันนะครับ ว่าจะเอาอย่างไรกันในเรื่องของวันเสาร์วันอาทิตย์ เพราะพวกเราวางแผนไม่ได้ครับ แต่ว่าเท่าที่เป็นมานี้ครับท่านประธาน ตัวแทนของวุฒิสภานี้ ไม่ได้มาจากปีกของฝ่ายสรรหา มาจากปีกของฝ่ายเลือกตั้ง ซึ่งตรงนั้นนี้มันก็ไม่ครอบคลุมมติของสมาชิกวุฒิสภาของพวกเรา ผมอยากจะเสนอให้ท่านประธานให้เชิญวิป ๓ ฝ่าย เขาพิจารณาแล้วก็ตัดสินใจว่าจะประชุม วันเสาร์หรือวันอาทิตย์หรือไม่ครับ เป็นข้อเสนอ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็เมื่อกี้ผมฝากไปแล้วครับ ให้วิป ๓ ฝ่ายไปหารือกันนะครับ ที่จริงแล้วผมเองก็มีภารกิจเหมือนกันนะครับ ไม่ใช่พวกเรา ผมก็เหมือนพวกท่านเหมือนกัน แล้วก็คือถ้าจะว่าไปแล้วประชุมเหนื่อยสุดก็ไม่พ้นผม ๒ คน เหนื่อยที่สุดนะครับ แล้วภารกิจก็คงไม่ต่างกับพวกเราก็มีเหมือนกัน ก็สรุปแล้วอยากให้วิปไป ลองหารือกันครับ ให้ได้ข้อสรุปครับ ผมว่าพอแล้วนะครับ เดี๋ยวให้เขาไปหารือกัน นะครับ เข้าประเด็นเลยดีกว่าเสียเวลานะครับ เชิญท่านธานี อ่อนละเอียดครับ เชิญครับ ท่าน ส.ว. ธานีครับ เชิญนะครับ ขอให้กระชับหน่อยนะครับ เพราะประเด็นก็คงน่าจะไม่มี อะไรมาก

นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ไม่มีครับท่าน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหาภาคอื่น

(พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธานีครับ ขออภัยครับ เชิญท่านวินัยครับ เชิญครับ

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบขออภัย เป็นครั้งแรกครับ ที่ผมลุกขึ้นประท้วงในชีวิตการเป็นนักการเมืองของผมนะครับ ไม่เคย ท่านประธานครับ ถ้าจะมีการประชุมวันเสาร์ วันอาทิตย์นี้ ผมรังเกียจเลย ถ้าเป็นเรื่องที่ ประชาชนกําลังให้ความสนใจแล้วเขาเดือดร้อน เช่น ราคาแก๊ส ราคาน้ํามัน พืชผลการเกษตร อาหารแพงเราจะมาประชุมกันวันเสาร์วันอาทิตย์ผมสู้ แต่เผอิญเรื่องที่เราจะประชุมกัน วันเสาร์วันอาทิตย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็สําคัญแต่เผอิญว่ารัฐธรรมนูญ ที่เรากําลังแก้มันเป็นประโยชน์เฉพาะพวกเรา ส.ส. ส.ว. ครับ ผมไม่อยากให้ประชาชนเขามี ความรังเกียจว่าถ้าเป็นเรื่องของเราแล้ว วันเสาร์วันอาทิตย์ก็หามรุ่งหามค่ํา ทั้ง ๆ ที่เขา ไม่ได้ประโยชน์ แต่เรื่องที่เขากําลังเดือดร้อน ราคาแก๊ส ค่าทางด่วน ค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ สูงขึ้น แล้วเราไม่เอา ผมจึงอยากจะติงเตือนให้สติท่านประธานรัฐสภา เพราะเป็นอํานาจ ของท่านครับ ด้วยความเคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็ไปลองหารือกัน นะครับ ต่อเลยครับ เชิญท่านธานีครับ เชิญต่อเลยครับ

นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นาย ธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหา ภาคอื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเองตอนอภิปรายในมาตรา ๓ ก็ขออนุญาตท่านประธานในที่ประชุมคือท่านประธานวุฒิสภา ว่าขออนุญาตเอาความ ในมาตรา ๔ มาตรา ๗ มาอภิปราย แล้วก็จะไม่อภิปรายซ้ําอีกในมาตราต่อไป กระผมก็จะถือ สัจจะว่าจะไม่อภิปรายซ้ําอย่างที่เคยกล่าวไว้ในเมื่อการพิจารณาในมาตรา ๓ แต่ผมจะขอ ประทานกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ท่านกรรมาธิการได้นําประเด็นญัตติของกระผมเองไปพิจารณาหรือไม่ ประการใด เพราะท่านประธานวุฒิสภาบอกว่ากรรมาธิการท่านจดประเด็นญัตติของกระผมไปแล้ว ยังมีโอกาสในมาตรานี้ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมตามญัตติผมก็คือจากการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ ท่าน แต่ว่าได้จากกลุ่มวิชาชีพ ๕ กลุ่ม แล้วก็มีการทดสอบ ทดลองใช้จากปี ๒๕๕๐ แล้ว ๕ กลุ่มวิชาชีพนี้ ๗๕ ท่าน ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ถ้าแก้ไขตามมาตรา ๔ นี้ ก็ไปทบทวนตามข้อบังคับมาตรา ๑๐๒ แก้ไขเนื้อหาเอาเมื่อจบในวาระที่สองก็มีโอกาสที่จะ ทบทวนได้ ก็อยากจะเรียนถามทางกรรมาธิการว่าได้นําญัตติหรือว่าประเด็นที่กระผมเสนอใน ที่ประชุมแห่งนี้นะครับว่านําไปพิจารณาหรือไม่ประการใด แล้วพิจารณาไปนี่มีเหตุผล ประการใดที่ไม่ได้นํามาพิจารณา ถ้าหากว่ามีเหตุผลประการใดจะได้ชี้แจงเพื่อให้สมาชิก รัฐสภาทราบ ผมเองได้ยินจากสมาชิกรัฐสภาหลาย ๆ ท่านเชียร์ในประเด็นผมมากเลย เชียร์กันมากแต่ไม่รู้มีคะแนนหรือเปล่า ก็อยากจะเรียนถามท่านกรรมาธิการว่าอาจจะ มาลงคะแนนตามญัตติที่กระผมเสนอไปครับท่านประธานครับ ขอขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เชิญครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สภาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้เสนอรายชื่อ เป็นผู้อภิปรายในมาตรา ๔ ก่อนอื่นผมขออนุญาตเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า เมื่อสักครู่พวกผมมีโอกาสได้หารือกันเองแล้วก็ได้พูดคุยกับทางสื่อมวลชนด้วยครับ ท่านประธาน ว่าสื่อมวลชนข้างล่างเขาทํางานกันหนักมากครับ ทุกวันที่เราประชุมเขาก็ต้อง มาประจําอยู่ที่นี้ เขาก็ต้องดูแลครอบครัว เสื้อผ้าก็ยังซักกันไม่ทันครับ เจ้าหน้าที่รัฐสภาด้วย ผมก็ฝากเป็นข้อมูลให้ท่านประธาน ซึ่งท่านก็มีดุลยพินิจของท่านอยู่แล้วได้ช่วยพิจารณา มันไม่ใช่เฉพาะพวกเราเท่านี้ครับ ก็จะเป็นประโยชน์มาก ผมขออนุญาตท่านประธานเข้าสู่ เรื่องการอภิปรายในครั้งนี้ ผมเรียนท่านประธานว่าผมได้อภิปรายแล้วก็เสนอคําแปรญัตติไป ในมาตรา ๓ เอาไว้ในเรื่องของการที่มาของท่านสมาชิกวุฒิสภา แบ่งเป็น ๒ แบบก็คือ แบบที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็อีกครึ่งหนึ่งก็เป็นเรื่องของการที่มาจากการสรรหา แต่เนื่องด้วย ผมเห็นท่านประธานและท่านประธานกรรมาธิการได้เดินหน้า แล้วก็ได้ลงมติในเรื่องของ จะให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. แบบเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน ผมก็มาดูในคําแปรญัตติของ ผมเองในมาตรา ๔ ซึ่งทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ แล้วก็ มาตรา ๑๑๔ ก็คือการคัดสรรหรือการสรรหาวุฒิสมาชิกไปทั้งหมด แล้วผมก็ได้มี การแปรญัตติไว้ในมาตรา ๔ นี้ เพิ่มเติมมาตรา ๑๑๓ ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานอ่านแล้ว ก็จะไม่ขัดกับเรื่องของการที่โหวตไปในมาตรา ๓ ครับ ผมได้เสนอให้การเลือกตั้งวุฒิสภา มาตรา ๑๑๑ (๒) ให้ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกมีการลงทะเบียน เป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๑ ปี จากวันเลือกตั้ง แล้วก็รวมให้พี่น้องประชาชน ที่จะมาเลือกสามารถใช้สิทธิลงได้ ๑ คะแนน แล้วก็ในทางลับ ที่ผมเรียนแบบนี้ ผมเรียนท่านประธานไปถึงท่านประธานกรรมาธิการว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิดเดียวครับ ขอขัดจังหวะนิดเดียวครับ ที่แปรญัตติไว้เอาประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง มาตรา ๓ เราลงมติ ไปแล้วว่าเอาเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งนะครับ แต่ไม่เป็นไร ก็ถือว่าเราได้คุยกันแล้ว ก็อนุญาต แต่ขอให้กระชับนะครับ ขอความร่วมมือ เราพบกันครึ่งทางนะครับ ขอให้กระชับครับ ขอบคุณครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

คือพอดีด้วยความเคารพท่านประธาน ท่านประธานยังฟังผมไม่จบ ผมก็พยายามปรับตัว ตามท่านประธานนะครับ ผมแปรญัตติไว้ว่าใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านใจเย็น ๆ นะครับ ว่า ๑๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งแบบที่ผมกําลังพูดแบบนี้ ๒. มาจากการสรรหา เพราะ ณ วันนั้น ผมยังไม่รู้ว่ามันจะมีการลงมติมาตรา ๓ และเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด แต่วันนี้เมื่อมี การเลือกตั้งมาตรา ๓ ไปแล้วว่าเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด ผมก็เลยเอาคําแปรญัตติของผม ที่ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งมานําเสนอท่านประธาน ยกตัวอย่างนะครับท่านประธาน ถ้าท่านประธาน ได้ดูในร่างรัฐธรรมนูญในหน้าหลังของกรรมาธิการนะครับ ท่านดูในหลักการและเหตุผลครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ ในเหตุผลเขียนไว้ชัดเจนว่า เพื่อให้วิธีการได้มาซึ่ง วุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ได้ปรับตัวตามที่ ท่านประธานได้กรุณาบอกไว้ คือว่าพอในมาตราผมบอกว่าถ้าอย่างนั้นเมื่อมาตรา ๓ เป็นการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คน ผมได้แปรญัตติไว้ว่าเอาประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าถ้าอย่างนั้น ๒๐๐ เอาแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งก็เป็นไปตามร่างแล้วก็หลักการและเหตุผลของทางกรรมาธิการได้ไหม เพราะท่านอ้างว่า จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายถึงว่าถ้าอย่างนั้นทั้ง ๒๐๐ คนเอาแบบบัญชีรายชื่อไหม คล้าย ๆ สภาผู้แทนราษฎรของเรา มีทั้งเลือกตั้งโดยตรงแล้วก็มีแบบบัญชีรายชื่อ ก็หมายถึงว่า ท่านประธานอยู่จังหวัดของท่านประธาน ผมอยู่กรุงเทพมหานคร พี่น้องที่อยู่เชียงใหม่ สามารถเลือก ส.ว. คนเดียวกันได้ ก็ถ้าเกิดจะเอาเลือกตั้งตามมาตรา ๓ ผมก็ปรับตัว เพราะผมทราบแล้วว่าตอนนี้มาตรา ๓ มันผ่านไปแล้ว เป็นการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ผมก็ นําเสนอในอีกมิติหนึ่งตามที่ได้แปรญัตติที่ท่านประธานได้กรุณาย้ําอีกทีว่าผมแปรญัตติว่า เอาประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง นั่นหมายถึงว่าท่านสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีการเลือกตั้งกันนั้น อยู่จังหวัดเชียงใหม่กับกรุงเทพมหานครก็สามารถเลือกคนเดียวกันได้ อันดับที่ได้คะแนน อันดับที่ ๑ จึงถึงอันดับที่ ๑๐๐ ก็สามารถจะได้มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน แต่ไม่ต้องเอา ระบบของการเลือกตั้งที่แบบว่าเป็นเรื่องของนับจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง คล้าย ๆ ที่กรรมาธิการได้ยึดเอาไว้ เพราะฉะนั้นท่านประธานจะเห็นว่าผมไม่ได้ออกนอกประเด็นแล้ว ก็ไม่ได้มีการดูเจตนารมณ์ตามมาตรา ๓ แต่อย่างใด เพราะกรรมาธิการชัดเจนครับว่า ๒๐๐ คนท่านเอาจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผมแปรญัตตินะครับ ผมเรียน ผมเอาประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง นั่นหมายถึงว่าจะ ๒๐๐ ก็ได้ หรือจะ ๑๐๐ ก็ได้ ท่านลองพิจารณาดูสิครับ ท่านเอาแบบว่าคนหนึ่งเลือกได้ ๑ คะแนน แล้วทําไมต้องไปเอา ส.ว. ที่อยู่ในจังหวัดนั้น หรือผู้สมัครจังหวัดนั้นมาเป็นตัวตั้ง ถ้าท่านเอาประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ส.ว. ดี ๆ ที่เขามีความรู้ ความสามารถ คนเชียงใหม่ก็เลือกได้คนสงขลาก็เลือกได้ คนกรุงเทพมหานครก็เลือกได้ แล้วเขาได้คะแนนมากที่สุดเขาก็ได้อันดับ ๑ ไป ทุกคนก็ทําแบบนี้ เลือกกันไปคนละคะแนน อันดับ ๑ ถึง ๑๐๐ หรือจะ ๑ ถึง ๒๐๐ ก็ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ความคิดที่ผมนําเสนอ ท่านประธานมาถึงท่านประธานกรรมาธิการคือหลังจากที่ท่านได้โหวตมาตรา ๓ ผ่านไปแล้ว ผมก็ยังยืนว่าผมก็ปรับตัวเพื่อจะหาทางแก้ไขให้กับท่านเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในเรื่องของพื้นที่ การทับซ้อน หรือการเข้าไปใช้อํานาจของพรรคการเมืองเข้าไปครอบคลุม เพราะผมเชื่อว่า ท่านไม่สามารถจะซื้อเสียงได้ แล้วผมก็ยังเขียนแปรญัตติไว้ด้วยว่าให้มีการนําเสนอ ลงทะเบียนรายชื่ออย่างน้อย ๑ ปี ก็หมายถึงว่าใครจะลง ส.ว. ก็ประกาศไว้เลยก่อน ๑ ปี ขึ้นบัญชีไว้เลย แล้วพี่น้องประชาชนทั่วประเทศก็ไปคิดกันว่าใน ๑ ปีนั้นท่านอยากจะเลือกใคร เป็น ส.ว. พอถึงเวลาปุ๊บ ๑ ปีท่านก็ไปเลือก ท่านประธานมาจากจังหวัดขอนแก่น มีพี่น้อง มาจากอําเภอหาดใหญ่ ผมมาจากกรุงเทพมหานคร ผมก็สามารถเลือก ส.ว. คนเดียวกันได้ ครับท่านประธาน นี่ก็คือการยกตัวอย่างให้เห็นว่าผมได้แปรญัตติเอาประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง มันเป็นแบบนี้ อันนี้คือหลังจากที่มาตรา ๓ ได้ผ่านไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นท่านประธาน ให้ผมไม่พูดไม่ได้ครับ

ในเรื่องต่อไปครับ ผมไปดูในรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๘ และมาตรา ๒๔๐ มาตรา ๒๓๘ ระบุไว้ชัดเจนครับท่านประธานว่าเป็นเรื่อง เกี่ยวกับผู้เข้ารับการสรรหาสมาชิกวุฒิสภารวมถึงการคัดสรรสมาชิกวุฒิสภา ทั้ง ๒ มาตรานี้ ผมฝากท่านประธานไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านต้องยกเลิกครับ ถ้าท่านประธานรัฐสภาไม่ให้พวกผมพูด เพราะมันเป็นเรื่องที่โหวตไปแล้วในมาตรา ๓ เพราะมันจะไม่มี ส.ว. สรรหาอีกแล้ว ความผิดพลาดของกรรมาธิการชุดนี้คือท่านต้องไป ยกเลิก ๒ มาตรานี้ด้วยครับ โดยเฉพาะในมาตรา ๒๓๘ วรรคสอง แล้วก็วรรคสาม แล้วก็ มาตรา ๒๔๐ ทั้งมาตรา ถ้าอย่างนี้จะเข้าใจได้ว่าที่มาแล้วก็ความเป็นมาของ ส.ว. สรรหา มันไม่เกิดขึ้นตามมาตรา ๓ ที่ได้ลงมติไปแล้ว นี่คือความผิดพลาดที่ผมอยากจะนําเรียน ท่านไปประธานไปถึงท่านประธานกรรมาธิการว่าท่านนั่งอยู่ได้อย่างไรครับ ถ้าท่านยืนหยัด ไม่ให้พวกเราอภิปรายในมาตรา ๓ เพราะโหวตไปแล้ว ท่านต้องเสนอตัด ๒ มาตรา ที่ผมนําเรียนไปให้แล้วเสร็จครับ ไม่อย่างนั้นมันก็ยังคงความเป็นการมีสมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหาอยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่ดี

อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน การที่ผมนําเสนอให้เอาประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง ผมได้อภิปรายไปแล้วครั้งหนึ่งในมาตรา ๓ ว่าเราเป็นห่วงในเรื่องของพื้นที่ การครอบงําของพรรคการเมือง แต่ถ้าเอาประเทศเป็นเขตเลือกตั้งไม่ว่าใครอยู่จังหวัดไหน อย่างที่ผมเรียนไปนี้ เลือกได้เบอร์เดียว ครั้งเดียว คนเดียวกันหมด แล้วก็ให้ประกาศก่อน ๑ ปี การซื้อเสียงก็ไม่มีครับท่านประธาน ประกาศไป ๑ ปีใครมันจะมาซื้อเสียงทั้งปี มันเป็นไปไม่ได้ แล้วพี่น้องประชาชน ๖๐ กว่าล้านคน หรืออาจจะ ๒๐-๓๐ ล้านคน ที่มีสิทธิเลือกตั้งตามที่มาตราหลัง ๆ นี้กําลังจะกําหนดถึงคุณสมบัติและบุคคลที่สามารถ มีสิทธิในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขาก็จะได้เตรียมตัวว่าเขาจะเลือกใคร แล้วก็ไม่มี ในเรื่องของจังหวัด ไม่มีในเรื่องอิทธิพลในพื้นที่ ไม่มีการครอบงําทางการเมืองของ พรรคการเมืองใด ๆ เพราะใครก็เลือกได้ อยู่จังหวัดไหนก็เลือก ส.ว. ที่เขาคิดว่าจะเป็น ตัวแทนเขาเข้ามาในวุฒิสภาได้ นั่นคือเหตุผลครับท่านประธานที่ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๔ แล้วผมก็ปรับหลังจากที่มีการโหวตมาตรา ๓ เป็นการเลือกตั้งทั้งหมดว่าท่านประธานกรรมาธิการ กรุณาช่วยนําไปพิจารณาหน่อย ผมก็เอาตามที่ท่านประธานกรรมาธิการเสียงข้างมาก เสนอด้วยว่าให้เป็นการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ว่าให้เปลี่ยนจากระบบจังหวัดเป็นการใช้ประเทศ เป็นเขตเลือกตั้งได้หรือไม่ เพื่อจะได้มาซึ่งการเดินก้าวผ่าน การครอบงําของพรรคการเมืองใด ๆ ก็ตาม แล้วก็สามารถจะเลือกตั้งได้เต็มที่ แล้วผมก็จําได้ว่าผมอภิปรายในมาตรา ๓ ท่านประธานกรรมาธิการได้ลุกขึ้นครับท่านประธาน แล้วบอกว่าผมอย่าดูถูกประชาชน การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยต้องให้เป็นการเลือกตั้ง ผมถามแล้วการเลือกตั้งแบบนี้ ที่ผมนําเสนอมันก็เป็นการเลือกตั้งเช่นกัน แต่เป็นการใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งก็คือ ทุกคนสามารถเลือกได้หมด เลือกสมาชิกวุฒิสภาคนเดียวกันได้หมด ก็เอาตามที่ท่านเสนอแล้ว ก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานว่า สิ่งที่ผมนําเสนอนั้น แล้วก็มีการปรับตามสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นจริง ก็คือไม่ได้ไปทับซ้อน ไม่ได้ไปผิดเจตนาในมาตรา ๓ นี้ ท่านประธานกรรมาธิการ ก็คงจะรับไปพิจารณาบ้าง แล้วก็จะได้ไม่มีปัญหาในเรื่องอื่น ๆ นั่นคือแนวทาง แล้วก็ความคิด ของผมที่ผมได้นําเสนอในมาตรา ๔ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล ครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กระผม นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาครัฐครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภา ผมในฐานะ สมาชิกรัฐสภาขออภิปรายโดยการกระชับ ผมอภิปรายเนื้อ ๆ อย่างเดียวเท่านั้นละครับ อาจจะพาดพิงมาตราอื่นเล็กน้อยเท่านั้นเอง คือก่อนอื่นผมทําความเข้าใจนิดหนึ่ง ร่างมาตรา ๔ ผมแปรญัตติตัดออก ก็แปลว่าผมยืนยันให้มีมาตรา ๔ ให้คงมาตรา ๔ คือถ้าท่านคงมาตรา ๔ ในข้อกฎหมายก็หมายความว่าให้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ นะครับ แล้วก็จะพาดพิงนิดเดียวไปถึงร่างฉบับนี้ที่กําลังพิจารณากันในมาตรา ๑๐ ครับ ก่อนอื่นผมขอเกริ่นให้ท่านนิดหนึ่ง คือผมเอง ผมมาในสรรหาภาครัฐ เมื่อสรรหาภาครัฐ ในกรณีที่จะยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ผมเกิดมาที่สภานี้ได้ก็ด้วยมาตรา ๑๑๓ ครับ สมัยนั้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๕ นั้น ผมมาแทนคนอื่น นิดเดียวครับ ผมขอเวลาตรงนี้ ๑-๒ นาทีเท่านั้นเอง แล้วก็ ๗ คน ใน ๗ คนนั้นขาดไปคนหนึ่ง ประธานของทางผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาไม่มี แล้วผมก็มาจาก ๗ คนครับ ก็เพื่อที่จะให้เห็นว่าผมมาโดยการสรรหาจาก ๖ คน ไม่ได้มาจาก กรณีที่จะไปรู้จักใครสักคน ๒ คน รู้จัก ๖ คนนั่นโดยตําแหน่งหน้าที่เท่านั้นเอง แต่ก่อนจะ รู้จักคน ๑ คนกว่าจะแล้วได้ดิบได้ดีนั้นคงไม่ใช่ผมครับ มีเหตุผล ๒ ประการครับ

เหตุผลประการแรก ในกรณีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ที่เรายังไม่ได้แก้ไข มันมี มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ที่มาตรา ๓ ยกเลิกไป มันจึงได้มี มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ นั่นคือความเกี่ยวเนื่องกัน เกี่ยวเนื่องในกรณีซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการสรรหา โดยที่ว่าก่อนอื่นมันมีสรรหา แต่เมื่อยกเลิกไป มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ยกเลิกไป แล้วก็บอกไม่มีคณะกรรมการสรรหานั้น ผมพิจารณาดูแล้วมันก็ยังมีข้อที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ เล็กน้อย ท่านประธานครับ คือกรณีนี้ร่างแก้ไขที่เราพิจารณากันอยู่นี้ มันพิจารณาเรียงตาม มาตรา มาตรา ๓ มาตรา ๔ มันจะกระโดดไปร่างมาตรา ๑๐ เลยไม่ได้ ในกรณี มาตรา ๑๐ นั้นมันมีอยู่ ท่านประธานครับ ขอความกรุณานิดเดียว มาตรา ๑๐ นั้นก้าวล่วงไปนิดหนึ่งท่านประธาน มาตรา ๑๐ วรรคแรก ไม่เป็นไร ให้สมาชิกวุฒิสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิรันดร์ ขอโทษครับ จะใช้เวลาเยอะไหมครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

นิดเดียวครับ อีกไม่เกิน ๓ นาที ๕ นาที

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เวลาทั้งหมดที่จะใช้ใช่ไหมครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

มาตรา ๑๐ กรณีที่ สมาชิกวุฒิสภามีสภาพสมาชิกอยู่ ยังไม่ใช้บังคับก็ยังคงอยู่ต่อไป แต่กรณี มาตรา ๑๐ (๒) ที่ร่างกันนี่ ที่ร่างกันบอกว่าถ้าดํารงตําแหน่งของวุฒิสมาชิกตามวรรคหนึ่งว่างลง ก็ไม่ต้อง ดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหา คราวนี้มาตรา ๑๐ นี้มันยังไม่ถึง ถ้ากรณีท่านตัดมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ออกไป แล้วถ้าเกิดมาตรา ๑๐ ตอนท้ายมีการแปรญัตติ แล้ววรรคสองของ มาตรา ๑๐ นี้มันหายไป ตัดออกมันก็จะต้องมีการสรรหา ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเก่า มันจะเป็นข้อขัดแย้งกัน ผมคิดว่าในกรณีลักษณะอย่างนี้ ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่เรา กําลังแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งถ้าหากผ่านไปจะเป็นร่างฉบับที่ ๓ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๓ ปี ๒๕๕๖ มันยังมีโอกาส วาระที่สองเราก็ยังไม่ได้รับรอง เราก็ยังไม่ได้มีมติ วาระที่สามจะเอาหรือไม่เอา ก็ยังมีโอกาส เพราะฉะนั้นโดยความเคารพผมยังเห็นว่าในกรณีนี้ผมจึงอภิปรายว่าในลักษณะนี้ ขอความกรุณาไม่ตัดออก คือให้คงไว้ ไม่ตัดออกมันก็คือคงไว้ คงไว้เพื่อถ้าร่างมาตรา ๑๐ วรรคสอง มันมีอันเป็นไป ก็แล้วไป หรือไม่มีอันเป็นไปมันก็จะต้องกลับมาใช้มาตรา ๑๑๓ กับมาตรา ๑๑๔ ฉบับปัจจุบันที่มันมีอยู่ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญคุณหมอ บัญญัติครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายในร่างมาตรา ๔ สืบเนื่องจากกระผมนั้นไม่เห็นด้วยในชั้นรับหลักการของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในส่วนที่ผมแปรญัตติไว้ จึงขอใช้เวลานี้ บันทึกในที่ประชุมว่ากระผมไม่เห็นด้วยในร่างมาตรา ๔ นี้อย่างไร สืบเนื่องจากกระผม มีความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดวุฒิสมาชิก ในการได้มา ซึ่งวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้ง โดยใช้ฐานความคิดเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยใช้พื้นที่จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็มีที่มาเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่จะถ่วงดุลกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสําหรับการแต่งตั้งตําแหน่งต่าง ๆ ที่มีความสําคัญเห็นชอบกับตําแหน่ง ต่าง ๆ ที่มีความสําคัญ และก็ถอดถอนตําแหน่งต่าง ๆ ที่มีความสําคัญของประเทศนะครับ กระผมก็เลยเห็นว่าในร่างมาตรา ๔ นั้น กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นควรตัด มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ ออกไปทั้งหมดนะครับ จึงเป็นเหตุที่จะทําให้วิธีการที่ผมเสนอนั้นมันไม่มีความสมบูรณ์ ผมจึงเห็นว่าในร่าง มาตรา ๔ นั้น ไม่ควรที่จะไปตัด มาตรา ๑๑๓ และในมาตรา ๑๑๔ ซึ่งในมาตรา ๑๑๓ นั้น เป็นเรื่องของคณะกรรมการสรรหาที่จะต้องมีเกิดขึ้นในการสรรหาจากวุฒิสมาชิกที่มาจาก องค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเดิมซึ่งดีอยู่แล้วนะครับ ผมเห็นว่า การที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น มีจุดแข็งหลายอย่างที่พัฒนามากไปกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ผมเห็นว่าดีที่สุดในขณะนี้แล้วก็ไม่ใช่เป็นปัญหา ในขณะนี้นะครับ หากกรรมาธิการเสียงข้างมากไปตัดวิธีการนี้ออกไปก็จะทําให้สิ่งที่ผมแก้มา ในร่างมาตรา ๓ แม้นว่าผมจะแพ้โหวตเป็นเสียงข้างน้อยในรัฐสภาในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ตาม ผมก็เห็นว่าสมาชิกรัฐสภานั้นย่อมมีสิทธิที่จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นกับสิ่งที่ตัวกระผม มีความเชื่อแล้วก็ได้แปรญัตติไว้ แม้นว่าในร่างมาตรา ๓ นั้น เสียงส่วนใหญ่เสียงข้างมาก จะได้ผ่านไปว่ามีการได้มาของวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้งโดยในระดับจังหวัดทั้งหมด แต่ถ้าหากว่าในร่างมาตรา ๔ นี้ สมาชิกรัฐสภาได้คล้อยตามเสียงข้างน้อย ซึ่งมองเห็นโทษ ของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาแบบนั้น พากันมาลงมติให้ในร่างมาตรา ๔ นี้คล้อยตาม ในเสียงข้างน้อยที่ผมสงวนคําแปรญัตติไว้ ก็จะทําให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่สามารถ จะผ่านในวาระที่สามได้ ก็เป็นการโหวตคว่ํามาตรา ๓ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่ากระบวนการ ในการพิจารณารัฐธรรมนูญนั้น ที่ได้กําหนดให้มีวาระที่หนึ่ง วาระที่สองและวาระที่สามนั้น โดยเฉพาะในวาระที่สองไปถึงวาระที่สามนั้นต้องทิ้งเวลาถึง ๑๕ วันด้วยกัน ก็สามารถทําให้ เสียงข้างน้อยได้มีโอกาสได้อภิปรายเพื่อให้เสียงข้างมากได้คล้อยตาม ท่านไม่สามารถ ที่จะย้อนกลับไปคว่ํามาตรา ๓ ได้ แต่ท่านลงมติมาตรา ๔ ตามกระผม แล้วเดี๋ยว ในวาระที่สามท่านโหวตคว่ําเสียนะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็จะไม่ออกไป สู่มรรคสู่ผล เช่นเดียวกับสมาชิกรัฐสภาที่อภิปรายในมาตรา ๒ ที่ให้ไม่มีวันประกาศใช้ ของรัฐธรรมนูญ นั่นก็เป็นวิธีการหนึ่งนะครับว่ารัฐธรรมนูญร่างแล้วก็ให้อยู่ในสมุดเสีย ให้อยู่ ในกระดาษเสีย ไม่ต้องมีผลบังคับใช้ ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นเป็นการใช้อํานาจของเสียงข้างน้อย ในการที่จะยับยั้งในการตรากฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้ เพราะเราเห็นว่าการตรากฎหมาย ที่มาของวุฒิสมาชิกในระบบที่ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล แล้วไม่มีการได้มาในรูปแบบ ที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เท่ากับว่าจะมีสมาชิกที่มีแนวความคิดเช่นเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นในการที่จะตรวจสอบถ่วงดุลกับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรก็เลยจึงสูญเสียไปนะครับ เพราะฉะนั้นกระผมขออภิปรายเพื่อยืนยันว่า ในร่างมาตรา ๔ นั้น กระผมขอให้คงมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ แห่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ทุกประการ แล้วก็ขอกราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาว่า เพื่อประโยชน์ของสุขภาพของสมาชิกรัฐสภานะครับ ซึ่งแต่ละท่านนั้นนั่งอยู่ในที่นี่ ไม่แตกต่างจากชาวโรฮิงญาที่นั่งอยู่ในที่แออัดนะครับ เกรงว่าจะมีอันตรายต่อสุขภาพนะครับ โดยเฉพาะไม่ได้เคลื่อนไหวไม่ได้เดินนะครับ ถ้าหากว่ามีสมาชิกรัฐสภาเป็นอะไรไป ในระหว่างการที่ อภิปรายไม่หยุดไม่หย่อนอย่างนี้แล้วก็ติดโรคหวัด โรคไอต่าง ๆ เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อ สุขภาพแล้วก็ทําให้รัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณานี้ออกไปเป็นที่ด่างพร้อย ผมจึงอยากให้ ท่านประธานรัฐสภาได้พิจารณางดประชุมในวันเสาร์วันอาทิตย์ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คุณหมอ เป็นห่วงนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณนะครับที่ช่วยบริหารเวลา ใช้เวลาที่กระชับครับ เชิญครับ

นายชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ คงเป็นประเด็นเรื่องหารือเกี่ยวกับการประชุมที่เรา จะมีการประชุมต่อเนื่องนะครับ ต้องกราบเรียนนะครับคือในวันเสาร์วันอาทิตย์ ผมเองและ ผมคิดว่าสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็คงไม่ปฏิเสธถ้าหากเราจะมาทํางานประชุมกันหามรุ่งหามค่ํา แต่ว่าถ้าหากเป็นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับโดยตรง ทีนี้เนื่องจากประชาชนก็ถามนะครับ ขณะนี้เรามาประชุมในขณะที่ชาวบ้านเขาเดือดร้อนอยู่ เวลานี้เขาก็ถามผมว่าวันเสาร์ วันอาทิตย์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็มีคนพูดประเด็นนี้ต่อเนื่อง มาตลอดครับ ผมว่าอย่างนี้ครับ วิปเขาก็หารือกันอยู่ ๓ ฝ่าย เอาไว้ให้เขาได้ข้อสรุปนะครับ เรามาว่าต่อดีกว่ากระมัง

นายชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ คืออย่างนี้ครับ คือขณะนี้ประชาชนเขาก็เดือดร้อนหลาย ๆ อย่าง นะครับ เขาก็ต้องการที่จะเจอผู้แทนเขา วันอาทิตย์นี้วันที่ ๑ รัฐบาลก็จะขึ้นค่าแก๊ส ขึ้นค่าทางด่วน เขาก็เดือดร้อนเขาอยากเจอผู้แทนเขา เวลานี้ชาวบ้านแถวพื้นที่ผมฝนตก น้ําท่วม เขาก็ต้องการผู้แทนเขาไปดูแลอยู่ ทีนี้เขาบอกถ้าเผื่อประชุมแล้วเขาได้ประโยชน์ เขาก็ยินดีให้ผู้แทนเขาอยู่ที่นี่ แต่วันนี้เขาถามว่าเราประชุมเรื่องรัฐธรรมนูญเขาได้ประโยชน์ ตรงไหน นอกจากกลุ่มบุคคลที่หวังประโยชน์ อะไรที่เราพูดกันอยู่นี่นะครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ตัดสินใจนะครับ ท่านประธานมีอํานาจในการที่จะ นัดประชุม ผมคิดว่าหาทางให้เราได้ทําประโยชน์ให้กับประเทศชาติจริง ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ในวันเสาวันอาทิตย์จะเอาอย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็เขากําลังคุย กันอยู่ครับ ก็มีทั้งผู้ว่ามีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ก็ว่ากันไป ก็ได้ข้อสรุป ๓ ฝ่ายเขาหารือ กันอยู่ครับ เชิญท่าน ส.ว. วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ เชิญครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญ ขออภัยครับ ขอให้ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน

นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา บังเอิญผมต้องขออภัยท่านที่กําลัง ลุกขึ้นอภิปรายนะครับ บังเอิญว่าต่อเนื่องกับท่าน ส.ส. ชนินทร์ รุ่งแสง ที่ลุกขึ้นหารือ กับท่านประธานเมื่อสักครู่ เรื่องการที่อาจจะมีการนัดประชุมวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือแม้แต่ กระทั่งวันนี้ก็ตาม ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ทักท้วงไว้ในที่ประชุมว่าพวกกระผมเห็นว่าไม่ใช่ ความจําเป็นเร่งด่วนแต่อย่างใดทั้งสิ้นที่จะต้องมีการเร่งวันเร่งคืนในการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพราะผมเห็นด้วยความสุจริตใจของผมว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศแต่อย่างใด แต่มันจะเป็นผลประโยชน์ของนักการเมือง บางกลุ่มบางฝ่ายบางส่วนเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามท่านประธานได้ดําริเมื่อสักครู่ว่าขอให้วิป ๓ ฝ่ายไปคุยกัน แต่ว่าอย่างไรก็ตามขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า คําว่า วิป ๓ ฝ่าย ผมตั้งใจจะกราบเรียนถามท่านประธานมาหลายครั้งแล้วครับ ว่าจริง ๆ แล้วหมายความว่า อย่างไร ให้เอาความเห็นพ้องต้องกันมา แล้วก็ถือแนวปฏิบัติที่มีความเห็นตรงกันใช่หรือไม่ อะไรที่เห็นไม่ตรงกันก็ถือว่าต้องไม่ปฏิบัติตามนั้น หรือว่าต้องใช้เสียงข้างมาก ว่ามี ๓ ฝ่าย ถ้า ๒ ฝ่ายเห็นว่าจะต้องเอาตามนั้นอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ต้องรับฟัง ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่จําเป็นต้องมี วิปก็ได้ครับเพราะที่ประชุมใหญ่ก็ใช้เสียงข้างมากอยู่แล้ว แต่การที่เขาให้มีวิป ๑ ฝ่าย ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่ายก็ตามขึ้นมาเพื่อไปหาความเห็นที่สอดคล้องต้องกันและอะไร ที่ไม่สอดคล้องต้องกันก็ไม่ทําเพื่อจะได้ลดปัญหาความขัดแย้ง แต่เมื่อเห็นตรงกันก็เอามาปฏิบัติ อย่างกรณีนัดประชุมวันนี้ผมกราบเรียนกับท่านประธานด้วยตนเองมาแล้วว่าผมไม่เห็นด้วย และไม่เห็นความจําเป็นที่จะต้องเร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่นี่หนักข้อไปถึงท่านพรุ่งนี้ ก็อาจจะประชุมอีกครับ วันอาทิตย์ก็จะประชุมอีก ผู้แทนราษฎรที่เขามีภารกิจเพื่อประชาชนในหลาย ๆ เรื่อง เขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของ เขาได้เลยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ขอความกรุณาท่านใช้ดุลพินิจ ถ้าท่านประธาน คิดว่าจะฟังความเห็นของวิปฝ่ายค้านบ้าง โปรดกรุณานําความเห็นของกระผมไปไตร่ตรองด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าปฏิบัติตามมติวิปรัฐบาลเท่านั้นเองครับ แล้วก็นัดประชุมไปอีก อย่างเช่นวันนี้ก็เป็นความเห็นวิปรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่ความเห็นวิปฝ่ายค้านครับ ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสทุกฝ่ายหมด ตั้งแต่เช้ามา ทั้ง ๆ ที่บางเรื่องก็ผิดข้อบังคับ ท่านประธานครับ ท่านประธานก็บอกว่าให้เรา รอฟังวิป ๓ ฝ่าย ผมก็นั่งเฝ้ารออยู่เหมือนกันแต่ผมกราบเรียนนะครับ ผมต้องขอกราบเรียน ว่าการทํางานของท่านประธานวิปฝ่ายค้านนี้ทําได้ดีมากครับ คือทุกครั้งที่ท่านขึ้นมานั้นท่าน จะต้องมาพูดในเหตุผลของท่านอย่างเดียวเช่น บอกว่ารัฐธรรมนูญไม่มีความสําคัญ ไม่เห็นมี ความเร่งรีบ การคืนอํานาจให้แก่ประชาชนผมว่าเป็นเรื่องสําคัญนะครับ อย่าเพิ่งโห่ครับ ท่านครับ เราให้สิทธิกันคนละข้าง ดังนั้นท่านครับ สิ่งที่เราจะต้องพูดถึงว่าวันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็ต้องเดินต่อนี่ไม่ใช่ว่าเร่งอะไรนะครับ แต่ระยะเวลาวันนี้เข้าไปวันที่ ๕ วันที่ ๖ แล้ว เราไม่เห็นความจริงหรือครับ ผมว่าประชาชนนั่งดูทีวีนี่รู้เลยครับว่ามีกระบวนการต่อต้านการ แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนที่สุดโดยไม่อาศัยอะไรทั้งนั้น แล้วเขาก็บอกแล้วว่าจะขัดขวาง ทุกวิถีทาง เราก็ต้องใจเย็นอยู่อย่างนี้ครับ อยู่ในสภาก็ต้องใจเย็น ท่านประธานผมก็อดทน มากผมก็เห็นใจท่านประธาน ดังนั้นเมื่อต้องการพูดกันเต็มที่แม้จะผิดข้อบังคับก็จะขอพูด อย่างนี้ มันก็ต้องเพิ่มเวลาถูกไหมครับ ท่านครับ ก็ต้องเพิ่มเวลาเสาร์ อาทิตย์ ก็ต้องทํางาน กันท่านจะได้พูดเต็มที่อย่างไร และนี่คือวิกฤตของประเทศที่เราจะต้องมาคลี่คลายกันในส่วน ของเรื่องรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมเองก็ต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าท่านจะกล่าวหากัน โดยไม่กล่าวร้ายกันนี่นะครับ เราก็จะได้รับฟังกันเฉย ๆ อย่างนี้ครับ ต้องกราบขอบพระคุณ ที่ผ่านมาครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เอาว่ารอ ๓ ฝ่าย เขาคุยกันก่อนอย่างนั้นดีกว่านะครับ เชิญครับท่านสุเทพครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไหน ๆ ก็จะหารือกันเรื่องว่าจะประชุมวันเสาร์ วันอาทิตย์หรือไม่ ผมกราบเรียนกับท่านประธานนะครับในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานนัดประชุม วันไหนเราก็ต้องมาประชุมวันนั้น แม้ว่าท่านประธานนัดประชุมวันนี้ พวกผมมีภารกิจ นัดหมายไว้ล่วงหน้ามากมายก็ต้องยอมทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าจะมาพูดจาท้าทายกันว่า มีคนคิดจะต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ทุกวิถีทาง เผื่อท่านประธานจะไม่รู้ว่าเป็นใคร ผมจะ บอกว่าผมคิดต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทุกวิถีทาง เพราะผมเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้คือหนทางที่นําไปสู่ความวิบัติเสียหายของประเทศชาติ และในมาตราต่อไปมาตรา ๕ นี้ครับ ผมจะขออาสาอภิปรายเป็นคนแรกและผมจะชี้ให้เห็นว่าพวกท่านทั้งหลายกําลังจะ สร้างความวิบัติเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างไร จะประชุมทุกวันก็ได้ครับไม่มีปัญหา วันเสาร์ วันอาทิตย์ ประชุมทั้งเดือนนี้เลยก็ได้ครับท่านประธาน แล้วก็พวกผมพร้อมที่จะต่อสู้ กับท่านทุกวิถีทางแล้วไม่กลัวด้วยครับ ไม่ต้องมาขู่ครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิชาญครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วอีกส่วนหนึ่ง ก็คือเลขาวิป ๓ ฝ่ายครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตเลยนะครับ คือจากเพื่อนสมาชิก หลายท่านเองเป็นห่วงวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องของการประชุมที่จะมีเวลาในเรื่องของ การประชุมขยายออกไป ในส่วนหนึ่งผมคิดว่าการที่ได้มีวิปขึ้นมาแล้วในส่วนของ ๓ ส่วนนี้ ซึ่งผมเองก็ทําหน้าที่เป็นเลขานะครับ ก็ต้องขออนุญาตว่าถ้ามีการประชุมหารือกันแล้ว ได้ข้อสรุปอย่างไรนั่นก็คือข้อสรุปที่จะต้องถือปฏิบัติ แต่เวลาประชุมแล้วมันข้อสรุปไม่ได้ เนื่องจากว่าแต่ละฝ่ายส่วนใหญ่แล้วเวลานัดกันก็ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้เข้ามาประชุม ส่วนที่สอง บางทีเข้ามาประชุมแล้วก็ส่งตัวแทน ทีนี้คนที่ไม่ได้เข้ามาหรือส่งตัวแทนมันก็เกิดปัญหาครับ ว่าคนไหน ใครจะติดสินใจ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ในเรื่องของ การประสานงานของรัฐสภาผมคิดว่ามีประโยชน์ครับ เพราะการที่จํานวนคนมาก ๆ ต้องมี ตัวแทน แล้วตัวแทนนี่ละครับที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการที่เสนอความคิดและหาข้อสรุปมาแจ้ง ในแต่ละกลุ่ม ก็ถ้าท่านประธานเองนะครับดําริว่าจะต้องมีองค์กรที่เป็นรูปคณะวิปเกิดขึ้น ก็ต้องขอให้เพื่อนสมาชิกที่ทําหน้าที่ในการประสานในวิป ๓ ฝ่ายได้ถือปฏิบัติ เพื่อให้ เพื่อนสมาชิกได้หาข้อยุติว่าตัวเองในการประชุมจะเดินไปแบบไหน ผมก็คงขออนุญาตนะครับ ว่าการประชุมถ้าเราไม่มีรูปแบบหรือไม่มีกําหนดกฎเกณฑ์มันก็จะไม่สามารถกําหนดอะไรได้ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานบอกว่าไปประชุมกัน ท่านประธานนิคม ได้รับมอบหมายจากท่านประธานเป็นประธานวิป ๓ ฝ่าย ก็ต้องมีการนัดครับ แล้วก็มีการ พูดคุยกัน ไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่มีข้อสรุป แล้วท้ายที่สุดก็จะมาบอกว่าวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ จะมีการประชุมต่อ หลายคนก็เป็นห่วงครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับว่าถ้ามีการ นัดประชุมก็ขอให้ไปประชุมกันครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอไปทางวุฒิสภาบ้างนะครับ เชิญครับ

รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอกราบเรียนท่านประธานว่าดิฉันเองก็เป็นวิปของฝ่ายวุฒิสภา เหมือนกัน รวมทั้งท่านวุฒิสมาชิกที่นั่งข้างดิฉันก็คือ ท่านทัศนา บุญทอง เราทั้งสองคนก็อยู่ ในห้องประชุมนี้ตลอดเวลา ในขณะที่ท่านประธานบอกว่าวิป ๓ ฝ่าย กําลังหารือกันนั้น เราไม่ได้มีส่วนในการหารืออันนี้เลย ในเรื่องที่จะประชุมวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือไม่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ากลไกในวิปของท่านน่าจะมีอะไรที่ขัดข้อง เพราะเรามีทั้ง เบอร์โทรศัพท์ เปิดโทรศัพท์ไว้ตลอดเวลา และก็อยู่ในห้องประชุมตลอดเวลาก็ยังไม่มีการ ติดต่อใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ เพราะฉะนั้นการที่จะมาบอกว่าวิป ๓ ฝ่าย กําลังประชุมกันอยู่แล้ว ดิฉันคิดว่ามันคงจะไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมดละคะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมมีคําสั่งตั้งวิป ๓ ฝ่าย มีรายชื่อชัดเจน วุฒิสภามีใครบ้าง รัฐบาลมีใครบ้าง ฝ่ายค้านมีใครบ้าง ชื่อชัดเจนอยู่แล้วครับ แล้วทุกท่านทราบว่ามีใครบ้าง แล้วก็ผมก็ขอร้องให้ ๓ ฝ่าย ไปหารือกัน ก็เป็นหน้าที่ ที่ ๓ ฝ่ายต้องประสานกันเองครับ แล้วก็ไปคุยกันเอง จะนัดจุดหมายอะไรอย่างไรก็น่าจะเป็น ภาระที่วิปจะต้องเป็นผู้กําหนดเองนะครับ แล้วก็หาข้อสรุปมา ถ้ามีข้อสรุปอย่างไรผมก็จะ ดําเนินการตามนั้นนะครับ ถ้าไม่มีข้อสรุปผมก็ต้องใช้ดุลยพินิจเองก็แค่นั้นเองครับ ไม่มีอะไรนะครับ ขอต่อเลยครับ เชิญท่านวิชาญครับ พอแล้วครับ ท่านวิชาญเชิญครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกสภาวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่แน่ใจนะครับว่าสิ่งที่ท่านประธานได้พูดตั้งแต่เช้าว่า จะยึดข้อบังคับนะครับ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นท่านประธานครับ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามันก็มี ประเด็นแทรกเข้ามาอยู่ตลอดเวลาครับท่านประธาน ฉะนั้นขอให้ท่านประธานได้ยึดข้อบังคับ เป็นที่ตั้งอย่างที่ท่านประธานได้พยายามทําอยู่นะครับ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะมีปัญหา อย่างนี้ครับเป็นช่วง ๆ ท่านประธานครับ ใน มาตรา ๔ ผมได้รับมอบหมายนอกจากตัวผมเองแล้ว ได้รับมอบหมายจากเพื่อนสมาชิกอีกจํานวน ๗ ท่าน ที่จะให้เป็นตัวแทนในการที่จะอภิปราย นําเสนอท่านประธานนะครับ ทั้ง ๗ ท่าน ประกอบด้วย ท่านแรกก็คือ ท่านจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดชัยนาท ท่านที่ ๒ คือ ท่านสุอําภา คชไกร จากจังหวัดสุโขทัย ท่านที่ ๓ ก็คือ ท่านสมพร จูมั่น จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านที่ ๔ ท่านศรีสกุล มั่นศิลป์ จากจังหวัดนครสวรรค์ แล้วก็ท่านที่ ๕ ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ท่านที่ ๖ ท่านรองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา และท่านสุดท้าย ท่าน พลตํารวจโท ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา พวกเราทั้ง ๘ คน นะครับ ท่านประธานครับ ได้ขอเสนอคําแปรญัตติในมาตรา ๔ ซึ่งในคําแปรญัตติของพวกเรานั้น ปรากฏว่าเป็นการแปรญัตติต่อเนื่องจากมาตรา ๓ ซึ่งในมาตรา ๓ พวกเราก็ได้แพ้มติ ของที่ประชุมไปท่านประธานครับ ถึงแม้ว่าเราจะเชื่อมั่นว่าคําแปรญัตติของพวกเราก็มี ความเหมาะสมกับประเทศไทยมากกว่าที่กรรมาธิการได้เสนอไว้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเรา แพ้ญัตติใน มาตรา ๓ แล้ว ซึ่งเป็นมาตราหลัก ดังนั้นเมื่อพวกเราแพ้ในการลงมติของรัฐสภา สภานี้ไม่ยอมรับคณะเราก็มีมารยาทพอครับท่านประธาน เราก็ขออนุญาตขอเคารพหลักการ และหลักทั่วไปในการพิจารณากฎหมายที่รัฐสภาแห่งนี้ได้ยืนหยัดมาตลอดนะครับ พวกเรา ไม่ใช่เผด็จการเสียงข้างน้อย แล้วก็ไม่ใช่พวกมากลากไป ท่านประธานครับ เราก็ไม่ได้ ถูกประธานปิดหูปิดตาแม้จะไม่เห็นด้วยกับประธานในบางเรื่อง แล้วก็ที่สําคัญคือไม่อยากให้ เสียเวลารัฐสภาแห่งนี้นะครับ เราเคารพประธาน เคารพข้อบังคับ ครับท่านประธาน อย่างนั้นพวกเราทั้งหมดทั้ง ๘ คน ขอถอนคําแปรญัตติใน มาตรา ๔ ซึ่งแก้ไข มาตรา ๑๑๓ และ มาตรา ๑๑๔ รวมทั้งขอเพิ่มเติมขอถอนใน มาตรา ๗ แก้ไขมาตรา ๑๑๘ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกันด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๗ ครับ ขอนําเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากนะครับ เชิญท่านสุกิจ ก้องธรนินทร์ ครับ

นายสุกิจ ก้องธรนินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุกิจ ก้องธรนินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ขอใช้สิทธิแปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมความใน มาตรา ๔ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๔ เจตนารมณ์เพื่อกําหนด หลักเกณฑ์ในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ได้มาสมาชิกวุฒิสภาที่มีความรู้หลากหลาย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานสภาครับ การกําหนดหลักเกณฑ์ การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาไว้เช่นนี้ก็เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่ถนัดที่จะลงแข่งขันในทางการเมือง หรือเป็นผู้ด้อยโอกาสในทางสังคม ให้มีโอกาส ในการรับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และสามารถใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ ให้เป็นประโยชน์แก่ชาติได้ ในมาตรา ๑๑๔ ในวรรคสอง ผู้สงวนคําแปรญัตติได้เพิ่มเติม จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยผู้สงวนคําแปรญัตติ ได้เพิ่มเติมการให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคม โดยบุคคลที่จะได้รับการสรรหาตามวรรคหนึ่ง และวรรคสองต้องประกอบด้วยบุคคลที่ซึ่งพิการและทุพพลภาพจํานวนไม่น้อยกว่า ๒ คน เพื่อให้เป็นตัวแทน เป็นปากเป็นเสียง เพื่อประโยชน์และรักษาสิทธิของผู้พิการหรือ บุคคลทุพพลภาพ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๑๗ เจตนารมณ์เพื่อกําหนดหลักการ เริ่มสมาชิกภาพและวาระในการดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาแต่ละประเภทนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใด เพื่อให้มีความชัดเจน ในการเริ่มมีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ การจ่ายเงินเดือนและเพื่อความสะดวกในการนับวาระ ผู้สงวนคําแปรญัตติได้ขอแปรญัตติในการกําหนดวาระการดํารงตําแหน่งจาก ๖ ปี เป็น ๔ ปี เนื่องจากเห็นว่าควรกําหนดวาระการดํารงตําแหน่งเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ มาตรา ๒๔๑ เจตนารมณ์เพื่อเป็นการคุ้มครอง คุ้มกันการปฏิบัติหน้าที่ ของกรรมการการเลือกตั้งในวาระที่การเลือกตั้ง ให้สามารถทําหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือในกรณีที่จับในขณะการกระทําผิด ผู้สงวนคําแปรญัตติจึงขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมตามเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. ปรเทพครับ ท่านปรเทพ สุจริตกุล เชิญครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะ เลขานุการวิป ๓ ฝ่าย คือเมื่อกี้ได้เรียนท่านรองประธานนิคมแล้วครับ ท่านบอกว่าให้นัด ในส่วนของกรรมการวิป ๓ ฝ่าย ประชุมที่ห้องประชุมที่ข้างห้องท่านประธาน ตอนนี้นะครับ ห้องประธานรัฐสภาด้านหลังครับ ก็ขออนุญาตเรียนเชิญทางกรรมการ ในขณะนี้เลยครับ เพราะว่าช่วงนี้ก็น่าจะไปเริ่มประชุมได้แล้วครับ เรียนเชิญท่านจุรินทร์ด้วยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญวิปทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ เชิญเลยนะครับ เชิญครับท่านปรเทพครับ

นายปรเทพ สุจริตกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม ปรเทพ สุจริตกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สั่นหมดแล้วครับ เพราะเจอเป็นคนสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอเรียนอย่างนี้ว่า ผมจะไม่พูดซ้ํากับที่คนอื่นพูดไปแล้ว แต่จะสรุปสั้น ๆ เร็ว ๆ เพราะผมพูดยาวไม่เป็นนะครับ เพราะฉะนั้นท่านคงพอใจนะครับ

ประการแรก ความห่วงใยของสมาชิก หลาย ๆ ท่านที่ผมฟังมานะครับ ตั้งแต่ ท่านฉัตรพันธ์ ตั้งแต่ท่านมณเฑียร และหลาย ๆ ท่านที่ได้พูดไปแล้วทั้งวันนี้นะครับ ที่ท่านเป็นห่วง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออภัยท่านปรเทพนะครับ พอดีติดพันนิดหนึ่ง ขออภัยครับ เชิญครับ ท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่เข้าใจว่า มีผู้ขอให้นัดประชุมวิป ๓ ฝ่าย ถ้ากระผมเข้าใจไม่ผิด ถูกต้องใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ ขอสอบถามว่าจะประชุมเรื่องอะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประชุมเรื่องที่ไปหารือกัน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรื่องอะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เพื่อหาสรุปว่าเราจะประชุมกัน วันไหน อย่างไร แบบไหน วันไหนบ้างนะครับ ที่ท่านถาม ๆ อยู่นี่ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมกราบเรียนต่อท่านประธานเลยครับ พวกกระผมไม่เห็นด้วยเลยครับ จะประชุมหามรุ่ง หามค่ํา วันเสาร์ วันอาทิตย์ เพื่อประโยชน์ของใครก็ไม่ทราบ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ประชาชน ผมกราบเรียนต่อหน้าท่านประธานเลยครับ ไม่ต้องแอบไปประชุมกัน ๓ ฝ่ายหรอกครับ ขอกราบเรียนกับท่านประธานตรงนี้ครับ กระผมไม่เห็นว่าจะเร่งรีบไปเพื่อประโยชน์ใครครับ ชัดเจนแล้วครับ แล้วท่านถามเมื่อสักครู่ติดพันนี้ ผมไม่ลุกขึ้นก็เพราะว่าไม่อยากให้มันยืดเยื้อ ท่านถามว่าใครมีอํานาจเต็มในส่วนฝ่ายค้าน ผมกราบเรียนว่า ผมเป็นประธานวิปฝ่ายค้าน ผมมีอํานาจในการตัดสินใจครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตที่จะกราบเรียนกับท่านประธาน ผ่านไปยังท่านผู้ที่ลุกขึ้นอภิปรายขอนัดประชุมวิป ๓ ฝ่ายเมื่อสักครู่ แล้วพวกกระผม เคยกราบเรียนกับท่านประธานแล้วว่า พวกกระผมไม่ประสงค์จะร่วมประชุมวิป ๓ ฝ่ายอีก เพราะเหตุว่าที่ผ่านมาตกลงกันอย่างไรไม่ปฏิบัติตามนั้น ตกลงว่าให้อภิปรายกี่ชั่วโมง พอเอา เข้าจริงยังไม่ทันครบเวลาท่านเสนอปิดอภิปรายแล้วครับ ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ผมได้กราบเรียน กับท่านประธาน ผมทราบเบื้องต้นว่าท่านประสงค์จะนัดประชุมวิป ๓ ฝ่าย เพื่อจะไปหารือ บางเรื่อง ซึ่งความจริงผมไม่อยากพูดไปล่วงหน้าตรงนี้หรอกครับ เดี๋ยวท่านก็อาจจะปฏิเสธ แต่ว่ากระผมคิดว่ามันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของพวกท่านกันเองครับ ถ้าท่านจะแก้ปัญหาอย่างไรก็ขอให้ไปแก้ปัญหากันเอง ไม่ต้องเอาพวกกระผมไปร่วมด้วย แล้วท่านจะตัดสินใจอย่างไร ท่านตัดสินใจภายใต้ข้อบังคับได้เลยครับ พวกกระผมยินดี ที่จะยอมรับในฐานะเสียงข้างน้อยครับ ถ้าลงมติแล้วแพ้ แต่จุดยืนที่กระผมต้องการทํา เพื่อส่วนรวมกระผมจะทําหน้าที่ของพวกกระผมอย่างเต็มที่ แล้วขอใช้สิทธิอย่างเต็มที่ทุกคน ในการคัดค้านกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมคิดว่ากระบวนการการเจรจาเราไม่ได้เป็นศัตรูกันเลยครับ ดังนั้นการหารือกัน เพื่อจะให้กลไกต่าง ๆ มันเคลื่อนตัวไปได้ มันก็เป็นประเพณีของมันอยู่แล้ว และ ยิ่งท่านประธานครับ ๕-๖ วันมานี้ผมว่าท่านประธานก็จะเสียผู้เสียคนไปไม่ใช่น้อยจากการ ที่ท่านคือเป็นคนมีหลักการ แต่ท่านก็ผ่อนปรน ท่านก็ยอมเสียโดยส่วนตัวของท่านเพื่อให้เกิด ความสงบในสภาและให้เป็นกลไกเดินไปได้ ผมเองไม่อยากเห็นบรรยากาศอย่างนี้ครับ เพราะว่า ขอประทานโทษเถอะครับท่านผู้นํา วิปฝ่ายค้าน ถ้าท่านปฏิเสธอย่างนี้เลยมันก็ไป สอดคล้องกับสิ่งที่เมื่อสักครู่ท่านผู้หนึ่งขึ้นมาพูดว่าจะต่อต้านทุกวิถีทาง เมื่อเป็นอย่างนั้น ระบบรัฐสภาจะอยู่อย่างไรครับ ท่านครับ อะไรผิดอะไรถูกเราสามารถตัดสินคนเดียวได้หรือ ครับ มันต้องตัดสินจากตัวแทนประชาชนทุกฝ่าย รวมทั้งวุฒิสภาซึ่งมาจากสายสรรหาก็ต้อง ตัดสินร่วมกัน และใช้ดุลยพินิจ ใช้เหตุผลมาตกลงกัน นี่คือเหตุผลที่ทําไมสภาเรา ๕-๖ วัน เดินไม่ได้ บรรยากาศอย่างนี้ลามไปถึงกฎหมายอื่น ๆ อีก บรรยากาศอย่างนี้มีเชื้อมาตั้งแต่ ครั้งปีที่แล้วแก้ไขรัฐธรรมนูญในชุดใหญ่ที่จะเลือกตั้ง สสร. บรรยากาศอย่างนี้จึงเกิดกรณี ตีความทุก ๆ เรื่อง ทั้ง ๆ ที่ผิดข้อบังคับก็จะอ้างประชาชน อ้างผลประโยชน์ของประเทศ อ้างผลประโยชน์ของชาติจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เข้าใจแล้วครับ แต่ยังขอเรียกร้องว่าเราจะ กลับคืนสู่ดุลยภาพของความร่วมมือกันครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออนุญาตต่อครับ พอแล้ว นะครับ ขออนุญาตต่อครับ ก็คนละทีก็พอแล้วนี่ครับ คนละทีพอแล้วครับ จะได้เดินต่อ เชิญครับท่านปรเทพ

นายปรเทพ สุจริตกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ผม ปรเทพ สุจริตกุล สมาชิกวุฒิสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วนะครับ ทางนั้นนิด ทางนี้ก็อีกนิด ท่านครับ ฟังพูดคนละทีแล้วก็รู้แล้วว่าคุยไม่รู้เรื่อง คุยกันคนละทิศคนละทาง แล้วครับ คนนั้นก็ขออีกนิด ทางนี้ก็อีกนิด และคนละนิดก็ไม่ต้องทําอะไร ก็ต่างฝ่าย ต่างพาดพิงกันครับ มันก็พอ ๆ กัน อีกคนละนิด

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา กราบเรียนสั้น ๆ เท่านั้นเองครับเพื่อความเข้าใจครับแล้วก็ไม่ประสงค์พาดพิงเลยครับ ท่านไม่ต้องกังวลว่า จะลามกฎหมายอื่น ผมกราบเรียนกับท่านประธานไว้ตรงนี้ครับ กลับไปตรวจสอบดูได้ รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ๒ ปี เสนอกฎหมายประมาณ ๖๐ ฉบับ พวกกระผม อย่างน้อยที่สุดในฐานะฝ่ายค้านสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ผมยืนยันกับท่านประธานได้ว่า พวกกระผมอย่างน้อยที่สุดในฐานะฝ่ายค้านสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ผมยืนยันกับ ท่านประธานได้ว่าพวกกระผมยกมือสนับสนุนให้กับกฎหมายรัฐบาล ๕๐ กว่าฉบับครับ ยกเว้น ๓ หมวดของกฎหมายเท่านั้นเองที่พวกกระผมไม่เห็นด้วย แล้วก็ประกาศชัดเจนว่าจะ คัดค้าน คือ ๑. การแก้รัฐธรรมนูญ ๒. กฎหมายนิรโทษกรรม แล้วก็ ๓. พระราชบัญญัติหรือ พระราชกําหนดกู้เงิน ๒-๓ ฉบับ เท่านั้นละครับที่เป็นหลักใหญ่ที่พวกกระผมคัดค้าน เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วง ถ้ากฎหมายของท่านเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองส่วนรวมจริง พวกกระผมสนับสนุนแน่นอน และพิสูจน์มาแล้ว ๖๐ ฉบับยกมือให้ ๕๐ กว่าฉบับ ขอบคุณ ครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ตามสิทธิครับ คนละนิด

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ในฐานะวิปฝ่ายรัฐบาลครับ ก็ขอขอบพระคุณในสิ่งที่วิปฝ่ายค้านได้นําแสดงเจตนาดี แต่เราก็มีหลายฉบับนะครับที่ถูกฟ้องไม่หยุดไม่หย่อน แต่นั่นไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ ผมอดทนไม่พูดอะไรอีกแล้วครับ และยังหวังว่าท่านจะเปลี่ยนใจกลับมาสู่การเจรจา เพื่อหาทางปรองดองครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญต่อได้แล้วครับ ท่านปรเทพ รอบที่ ๓ แล้ว

นายปรเทพ สุจริตกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ขอบคุณครับ รอบที่ ๓ แล้วครับ ถ้ารอบ ๔ ผมคงไม่พูดแล้วครับ ผมตั้งแต่อภิปรายกันมานี้นะครับ ผมมองว่าความห่วงใยของสมาชิกรัฐสภาเรานี้นะครับ อันแรกคือความเหมือนกันในที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. แต่ต้องทําหน้าที่แตกต่างกันรายละเอียดผมจะไม่พูดถึงนะครับ เพราะเดี๋ยว ท่านจะประท้วงนะครับ ข้อ ๒ การยึดโยงกันของฐานเสียงในพื้นที่และพรรคการเมืองนะครับ ทําให้ ส.ว. ขาดอิสระ ผมก็จะไม่อธิบายนะครับ อันที่ ๓ ส.ว. ที่จะได้มาใหม่ในอนาคตนี้ จะขาดความหลากหลายนะครับ ขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนะครับ ข้อเสนอแนะ ที่สมาชิกพูดกันมากก็คืออยากให้ ส.ว. เป็นผู้แทนของหลากหลายอาชีพนะครับ ไม่ใช่ผู้แทน ของพื้นที่แล้วก็ครอบคลุมทุกกลุ่มคนนะครับ ท่านพูดกันแล้วท่านก็บอกว่าเกรงว่าจะทํายาก แล้วก็ทําไม่ทันทําไม่เสร็จนะครับ แล้วก็ถ้าเป็นอย่างนั้น ส.ว. ก็อยากได้ ส.ว. ที่มีศักดิ์ศรี นะครับ ปลอดข้อครหาจากการเป็นผู้ฝักใฝ่ฝ่ายใด ผมก็มีข้อเสนอแนะอย่างนี้ครับ ที่ผม แปรญัตติไว้ก็จะเป็นแนวทางเดียวกัน แต่ผมจะไม่เสียเวลาไปลงรายละเอียดว่าแปรญัตติว่า อะไรบ้างนะครับ เพราะมันมีอยู่ในเอกสารแล้วนะครับ แต่ผมขออธิบายวิธีการนิดหนึ่ง เพื่อจะบอกว่าสิ่งที่ผมพูดนี้นะครับ สามารถทําได้ภายในเวลา ๓-๔ เดือนเท่านั้นเองนะครับ

ประการที่ ๑ ข้อเสนอของผมก็คือ ให้ประชาชน ๑ คน มิสิทธิเลือก ส.ว. ได้ ๑ เสียง อันนี้ตรงกันไม่ว่าจะเป็นอันไหนนะครับ

ประการที่ ๒ ให้ กกต. กําหนดกลุ่มคนตามอาชีพนะครับ ครอบคลุม ตามสังคม เช่น คนพิการ แล้วอาชีพต่าง ๆ เช่น อาชีพทางการแพทย์ อาชีพทางวิศวกร อาชีพทางอะไรก็แล้วแต่นะครับ กําหนด ๒๐-๓๐ กลุ่มนะครับ แล้วก็กําหนดด้วยว่า แต่ละกลุ่มนี้ประกอบด้วยอะไรบ้างคนเขาจะได้เลือกเลือกเข้าอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ถูกต้อง นะครับ

ประการที่ ๓ ให้จังหวัดจัดให้มีการลงทะเบียนกลุ่มตามที่ กกต. ได้ทําไว้ นะครับ เพราะฉะนั้นในจังหวัดหนึ่งก็รู้ว่าใครอยู่กลุ่มไหนบ้าง กลุ่มอาชีพไหน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาวนา กลุ่มแพทย์ กลุ่มกรรมกร กลุ่มสาธารณสุขหรือกลุ่มอะไรก็แล้วแต่ที่จัดขึ้นมานี้ นะครับ ซึ่งก็มีโครงสร้างอยู่แล้วจากรัฐมนตรีต่าง ๆ จากกระทรวงต่าง ๆ นะครับ

ประการที่ ๔ ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกนะครับ อยู่ในกลุ่ม ใดกลุ่มหนึ่งได้เพียง กลุ่มเดียวนะครับ โดยให้เลือกตั้งเมื่อเขาเลือกแล้วบัตรประชาชนของเขาก็จะเขียนไว้เลยว่า เขาอยู่ในกลุ่มอะไร กลุ่มอาชีพอะไร หรือเป็นกลุ่มคนพิการหรือเป็นกลุ่มอะไรก็แล้วแต่ อยู่ที่บัตรประชาชน เพราะฉะนั้นในการบริหารจัดการตรงนี้มันง่าย กกต. ใช้เวลา ๑ เดือน กําหนดกลุ่มอาชีพนะครับ แล้วก็ส่งให้แต่ละจังหวัด แต่ละจังหวัดก็ให้คนมาลงว่าตัวเองอยู่ใน กลุ่มอาชีพไหน โดยจังหวัดจะเสนอแนะไว้ให้ก่อนก็ได้ เพราะว่ามันจะเลือกได้ตั้งแต่ต้นแล้ว แล้วคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่อาชีพไหนก็มาเลือกลงที่ตัวเองกลุ่มอาชีพต่าง ๆ จากคําอธิบาย จากการดูรายละเอียดนะครับ ในการเลือกตั้งให้ประชาชนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอาชีพของตนได้ โดยมีสิทธิโหวต (Vote) ได้เพียง ๑ เสียงเท่านั้นนะครับ นั่นก็คือการใช้ประเทศไทย เป็นเขตเลือกตั้งนะครับ เพื่อปลอดจากการยึดโยงกับการเมืองครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านยุพราช บัวอินทร์ ครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบูรณ์ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๔ เป็นดังนี้ มาตรา ๔ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน มาตรา๑๑๓ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกที่มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกองค์กร ดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๑ ปี นับถึงวันเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัคร รับเลือกตั้งได้ ๑ เสียง และให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ท่านประธานครับ เมื่อมาตรา ๓ ผ่านมติโดยเสียงข้างมากได้ลงมติว่า ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน พวกเราก็ต้องยอมรับครับ ถึงแม้โดยส่วนตัวของท่านสมาชิกหลายท่านไม่เห็นด้วย รวมทั้ง ตัวกระผมเองก็ต้องยอมรับมติเสียงข้างมาก ท่านประธานครับ แต่ก็ยังมีวลีติดหูก้อง อยู่ในหูผมจากพี่น้องประชาชนว่าสู้ไปเถอะ ส.ส. แม้นยกทั้งมือทั้งเท้าก็สู้ไม่ได้ก็จงสู้ไป เพื่อความถูกต้องของบ้านเมือง ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะนําเสนอเหตุผลประกอบ ในการที่จะแปรญัตติให้สนับสนุนโดยการใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งนั้น กระผมต้อง ขออนุญาตทําความเข้าใจกับท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกรัฐสภา ตลอดจนพี่น้องประชาชน ที่รับชมการถ่ายทอดอยู่ว่าหลังจากที่ผ่านมาตรา ๓ แล้ว เราอาจจะมี ส.ว. ที่มาจาก นักเลือกตั้ง นักเลือกตั้งเป็นอย่างไรครับท่านประธาน นักเลือกตั้งก็สามารถทําทุกวิถีทางครับ ที่จะทําให้ตนเองชนะการเลือกตั้ง โดยไม่คํานึงว่าสิ่งนั้นจะถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ท่านประธานครับ เราอาจจะมี ส.ว. ที่มาจากฝ่ายการเมืองถูกนักการเมืองหรือพรรคการเมือง ครอบงํา นอกจากนั้นเราอาจจะมี ส.ว. ที่มีฐานะเป็นบิดา มารดา ของ ส.ส. เป็นสามีหรือ ภรรยาของ ส.ส. เราก็ต้องยอมรับ ท่านประธานครับ และพวกเราอาจจะต้องยอมรับว่า การตรวจสอบของสมาชิกวุฒิสภาในอนาคตอาจจะเป็นไปด้วยความไม่สมบูรณ์และ ไม่เป็นธรรม ท่านประธานครับ แต่ตอนนี้ผมต้องย้ําอีกทีว่าเราต้องยอมรับเสียงข้างมาก หากเราไม่ยอมรับก็จะมีความรู้สึกว่าเหมือนถูกสภาเสียงข้างมากขืนใจ ท่านประธานครับ เมื่อผมได้แปรญัตติมาตรา ๔ ไว้ จึงขอแสดงเหตุผลประกอบในการใช้ประเทศเป็น เขตเลือกตั้ง ๕ ข้อดังต่อไปนี้ครับ

ประการที่ ๑ ข้อดีของการที่เราจะใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง นั่นก็คือ ได้เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ มีความสามารถ มีชื่อเสียง มีประสบการณ์ได้เข้ามาทํางาน การเมือง ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้อาจจะไม่มีความถนัด ไม่มีความชํานาญในด้าน การลงพื้นที่เพื่อหาเสียง หรือไม่มีฐานเสียงในพื้นที่มากเพียงพอ ทั้งที่มีความปรารถนา จะเข้ามาทํางานเพื่อช่วยเหลือพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง นี่คือเหตุผลข้อที่ ๑

เหตุผลข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน เมื่อประชาชนลงเสียงให้กับ ส.ว. ท่านใด ท่านหนึ่ง ๑ คะแนนนั้นจะไม่สูญหายไป แต่จะนํามารวมเป็นคะแนนทั้งประเทศ หลังจากนั้น จึงนํามาคิดสัดส่วนคํานวณสมาชิกวุฒิสภาต่อไป ท่านประธานที่เคารพ

เหตุผลข้อที่ ๓ ข้อดีของการใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งนั้นจะช่วยทําให้ ตัวแทนของคนกลุ่มน้อยหรือตัวแทนของกลุ่มอาชีพ กลุ่มองค์กร จะได้มีโอกาสในการ รับเลือกตั้งเข้ามาทําหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์เป็นปากเป็นเสียงหรือเสนอกฎหมาย เฉพาะด้านให้กับท้องถิ่น ภูมิภาค และกลุ่มผลประโยชน์ องค์กรใด ๆ ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างว่า สมมุติวันนี้ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ ก็คือพี่น้องชนเผ่า ทั่วประเทศไทย ผมขอยกตัวอย่างพี่น้องชาวเขาเผ่าม้งในจังหวัดเพชรบูรณ์ พี่น้องชาวเขาเผ่าม้ง ในจังหวัดเพชรบูรณ์ที่อําเภอเขาค้อ อําเภอหล่มเก่า และอําเภอเมือง รวมกันทั้งสิ้น มีประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน พี่น้องชาวเขาเผ่าม้งหากมีตัวแทนที่มีความรู้ความสามารถ ลงในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์เพียงจังหวัดเดียว แน่นอนที่สุดครับไม่มีโอกาสที่จะชนะ ในการเลือกตั้งในจังหวัดเพชรบูรณ์ได้เลย แต่ถ้าหากพี่น้องชนเผ่าอาจจะเป็นเผ่าม้ง หรือเผ่าอื่น ๆ ที่ลงสมัครโดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง พี่น้องชนเผ่าก็จะมีโอกาสที่จะได้มา แสดงความรู้ความสามารถในการพัฒนา ในการแก้ไขปัญหาของเขาเหล่านั้นซึ่งแตกต่าง ออกไป ท่านประธานครับ นี่ก็คือเหตุผลที่ ๓ ของกระผม

เหตุผลข้อที่ ๔ การเลือกตั้งโดยการใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งนั้น จะช่วยส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสนใจในการดําเนินนโยบายของผู้สมัครมากขึ้น อันเป็นจุดเริ่มต้นอันดีในการนําประชาชนไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

และข้อสุดท้ายครับท่านประธานที่เคารพ การใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จะทําให้ละลายการซื้อเสียงได้ในระดับหนึ่ง เพราะต้องคิดคะแนนจากพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ การซื้อเสียงของนักการเมืองจะไม่สามารถทําได้เลย หรือถ้าจะทําได้ก็มีโอกาส ทําได้ยากมาก ท่านประธานที่เคารพ นี่คือเหตุผลรองรับที่กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๔ ไว้ ก็จะกราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและท่านสมาชิกไว้เพื่อพิจารณา ขอกราบขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านกุลเดช พัวพัฒนกุล เชิญครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สืบเนื่องจากกระผม ได้สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๓ ไว้ให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาด้วยกัน ๒ แบบ คือ (๑) เลือกจากพี่น้องประชาชนโดยตรง ๑๐๐ ที่นั่ง อีก ๑๐๐ ที่นั่งมาจากสาขาอาชีพนะครับ ซึ่งตลอดทั้งเช้าที่ผ่านมามีการจํากัดกันว่าในมาตรา ๔ พวกกระผมจะมีสิทธิสงวนคําแปรญัตติ แล้วได้อภิปรายหรือไม่ ก็กราบเรียนท่านประธานว่าอย่างนี้ครับ ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังไม่ได้ลงมติวาระ ๓ แล้วยังไม่ได้ประกาศใช้ ณ วันนี้เรายังใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ยังคงอยู่ วันนี้ที่ผมเสนอให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ ในมาตรา ๔ นี้ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เรายังไม่รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะได้ประกาศใช้หรือไม่ เพราะมีหลายเรื่องหลายราวที่ยังขัดกันเองในตัวของมันเอง อาจจะเป็น ด้วยความเร่งรีบ รีบร้อนของกรรมาธิการหรือผู้ยกร่างก็ไม่ทราบได้ ท่านจะเห็นได้ว่า กฎหมายสูงสุดของประเทศยังมีการขัดกัน เมื่อท่านยกเลิกมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ท่านจะไม่ให้มีวุฒิสภามาจากการสรรหา แต่ในมาตรา ๑๓๕ มาตรา ๑๓๘ แล้วก็มาตรา ๑๔๐ ยังมีความเกี่ยวพันกับเรื่องวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาครับ ผมเองต้องขออนุญาต ท่านประธานให้เหตุผลเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานในสภาแห่งนี้เผื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ผ่านวาระ ๓ หรือไม่มีโอกาสบังคับใช้จะได้เอาเหตุผลของผมไปประกอบการยกร่างในครั้งต่อไป ดังนี้ครับ มาตรา ๑๑๓ ซึ่งกระผมได้แปรญัตติ มาตรา ๔ ซึ่งกระผมได้แปรญัตติไว้ว่าให้ยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความ ดังต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๑๓ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑๑ (๒) นั่นคือเลือก สมาชิกวุฒิสภามาจากสาขาอาชีพ ให้ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกที่มีการ ลงทะเบียนเป็นสมาชิกขององค์กรดังกล่าวไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันเลือกตั้ง มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ๑ เสียง และให้ใช้วิธีการออกเสียง ลงคะแนนโดยตรงและลับ ถามว่าทําไมต้องเป็นอย่างนี้ครับ ผมเองก็ยังยืนยันกับ ท่านประธานนะครับว่า ผมเองยังเชื่อว่าวุฒิสภาเป็นสภาซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองพิจารณากฎหมาย ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติวาระที่ ๓ เห็นชอบ แล้วก็เสนอให้ท่านพิจารณากลั่นกรองอีกที นะครับ กับมีอํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งถอดถอนบุคคล ซึ่งมีข้าราชการระดับสูง พูดอย่างนี้นะครับ เป็นภาพรวม ๆ ดังนั้นตามที่ผมได้อภิปรายไว้ในมาตรา ๓ นั้น ผมก็ยังยืนยันอย่างนั้นครับว่า วุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาเท่าที่ผ่านมายังไม่เคยทําอะไรเสียหายให้กับประเทศนะครับ ผมยังไม่เคยเห็นวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาทําอะไรให้เกิดความเสียหายกับประเทศ เพียงแต่อาจจะให้ความเห็นขัดแย้งกับกลุ่มการเมืองของท่านนะครับ อาจจะไม่ตรงใจท่านนัก มันเป็นก้างตําคออยู่ที่จะต้องกวาดมันออกให้หมดจากสภานี้นะครับ ซึ่งผมเชื่อได้ว่า พี่น้องประชาชนที่เห็นด้วยกับกระผม ก็มีจํานวนไม่น้อยนะครับ วันนี้จึงขอใช้สิทธิในสภาแห่งนี้ ได้พูดเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องประชาชนของผม สาเหตุที่ผมแปรญัตติไว้อย่างนี้ เพราะว่าพี่น้องประชาชนได้บอกฝากกระผมมาว่า ความเป็นกลางนั้น ถ้ามาจากการเลือกตั้ง ค่อนข้างจะเป็นกลางได้ยาก ก็อย่างที่ท่านเองก็รู้ครับ พี่น้องเพื่อนสมาชิกหลายคนก็อภิปราย ไว้หลายครั้ง ซึ่งผมก็ไม่อยากจะเอ่ยนะครับ แต่มันก็อดไม่ได้หรอกครับ หลายคนมาปฏิเสธ กลางสภานี้ว่า ถ้ามีการเลือกตั้งต้องเป็นอิสระไม่อิงใคร ๆ ผมว่าข้อเท็จจริงที่ผ่านมานี้ ในระบบเลือกตั้งมันมีหรือครับ คนที่ไม่มีฐานเสียงแล้วไปลงนี้ครับ เอานาย ก นาย ข ไปสมัครให้มีความรู้ดีชนะเลิศที่ ๑ ของประเทศครับ ถ้าไม่มีฐานเสียงทางการเมือง ไม่มีอิทธิพลทางการเมืองหนุนหลังนี้ครับ โอกาสที่ได้รับเลือกตั้งไม่มีเลยครับ ผมกล้าพนันได้เลย นะครับ ใครที่เก่งกล้าสามารถไปสมัครเลยครับ ส.ว. จังหวัดอุทัยธานีมา ผมเชื่อว่าไม่ได้ ทุกคนต้องยอมรับความจริงครับ อย่าเที่ยวพูดกันเอาสีข้างเข้าถูพูดแล้วก็หันหลังพูด ไม่กล้าพูดต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพราะมันพูดเท็จกันทั้งนั้นละครับ เอาความไม่จริง เอาภาพฉากลวง ๆ มาพูดกัน สภานี้มันต้องพูดความจริงกันครับ ทําไมละครับ พวกผมขอให้มี คนกลางมาสัก ๑๐๐ คน มันจะเป็นจะตายหรือครับสภานี้ มาจากสาขาอาชีพ ซึ่งมีประโยชน์ กับประเทศชาติครับ พวกผมถึงร้องขอแบบนี้อย่างไรครับ เมื่อผมร้องขอแบบนี้ ผมก็ต้องให้ เหตุผลในการร้องขอถึงวิธีการได้มาในสภาแห่งนี้ ตั้งแต่เช้าผมตั้งใจจะพูดเรื่องนี้มาจนกระทั่ง ไม่อยากพูดแล้วครับ ท่านก็ประท้วงพยายามจะไม่ให้พูด พยายามจะให้พูดในประเด็น ในข้อกฎหมายที่มันยกเลิกไปแล้ว ท่านรู้ได้อย่างไรครับ ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่าน ได้ประกาศใช้ครับ ผมถามหน่อย ยังมีศาลรัฐธรรมนูญรอท่านอยู่นะครับ ผมพูดกันตรง ๆ เลย ในฐานะนักกฎหมาย ใครยื่นผมยื่น แล้วผมใช้สิทธิยื่นตามรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้น บอกท่านได้เลยครับ ไม่ต้องรีบหรอกครับ ท่านจะรีบพิจารณาวันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็ไม่จบ ท่านยิ่งรีบ ก็ยิ่งหนัก ผมจากอภิปรายไม่เก่ง เดี๋ยววันเสาร์ วันอาทิตย์จะไปฝึกอภิปรายสัก ๓ ชั่วโมง จะพูดมันอยู่นี้ละครับ พูดกันถึงเช้าให้ประธานลงไปอ้วกหลังสภานี้ละครับ ที่ผ่านมานี้ จะเอากันแบบนั้นไหมล่ะครับ มันจะได้ตายในหน้าที่ครับ จะได้ธงชาติคลุมศพ เพราะมันไม่มีโอกาสไปรบ ๓ จังหวัดอยู่แล้วนะครับ แต่ในเมื่อท่านจะเอากันอย่างนี้ก็มา ผมเองก็เป็นประเภทไม่หนีคนเหมือนกันนะครับ นั่นพอทางโน้นบอกว่าเอาเลยเห็นไหมครับ ท่านประธาน เห็นไหมครับมีคนเชียร์ (Cheer) ผมอีกเอาเลย อยากได้ธงชาติเหมือนกันครับ ผมเองคลุมผมไม่เท่าไรสมาชิกยังเหลืออีกเยอะ ผมกลัวคลุมท่านประธานมันมีแค่ ๒ คน มันเปลี่ยนไม่ได้นะครับ ข้อบังคับมันก็ให้คนอื่นมาเป็นไม่ได้ รองประธานสภาก็เป็นไม่ได้ นะครับ ถ้าเกิด ๒ ท่านนี้เป็นอะไรไปกลัวคลุมธงชาติแล้วจะยุ่ง ก็ด้วยความเป็นห่วง ท่านประธานละครับ ทีนี้ก็กลับมา ได้พูดได้ระบายแล้วก็รู้สึกโล่ง ผมเองครับบอกตรง ๆ พี่น้องประชาชนถามผม ไปอยู่ไหน ๆ ผมก็บอกว่า นี่ครับผมก็อยู่สภานี่ละ เพียงแต่ไม่ค่อย ออกทีวีเท่านั้นละ ออกแต่หน้าหนังสือพิมพ์กับหน้าทีวีนะครับ ก็อย่างที่บอกท่านนะครับ ผมเองก็ยังยืนยันในมาตรา ๔ นะครับ ตามที่ผมเสนอไว้ แต่ว่าเกี่ยวกับเรื่องการทํางาน ในเรื่องที่จะไปหารือผมยกสิทธินี้ให้กับประธานวิปนะครับ สําหรับในมาตรา ๔ นี้ ก็คงจะ ไม่อภิปรายให้เยิ่นเย่อกินเวลากับท่านมากนักนะครับ ก็ถือว่าให้ความร่วมมือกับท่าน พอสมควร เดี๋ยวเจอกันในมาตรา ๕ ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ครับ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในสภาแห่งนี้ผมได้แสดงจุดยืนของผมอย่างชัดเจนต่อการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผมได้พูดไปแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกิดประโยชน์ครับ แล้วก็ไม่แก้ปัญหาที่มีอยู่ ในประเทศไทยทุกวันนี้ แล้วผมเองก็ได้แสดงจุดยืนของผมไปแล้วครับ ต่อการคัดค้าน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านกรรมาธิการได้พิจารณามาแล้ว ที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา เพราะผมเห็นว่าการแก้ไขครั้งนี้จะทําให้เกิดปัญหาครับ เป็นการปลดล็อก ให้พรรคการเมืองเข้ามาครอบงําการทํางาน มาแทรกแซงการทํางานของสมาชิกวุฒิสภา เพื่อในที่สุดก็จะเข้าไปล้มระบบการถ่วงดุลอํานาจในระบบการปกครอง ล้มการถ่วงดุลอํานาจ การตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล โดยองค์กรอิสระ ท่านประธานครับ ผมจะขอรบกวน เวลาของท่านไม่มากครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๔ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับ มาตรา ๓ แต่ผมต้องขออนุญาตทบทวนนิดหนึ่งครับ สิ่งที่ผมได้อภิปรายไปแล้วในมาตรา ๓ ผมได้กราบเรียนกับท่านประธานและท่านกรรมาธิการไปแล้วครับว่า ผมไม่เห็นด้วยในการ แก้ไขที่ท่านกรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบมา การแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้ไขกติกาสําคัญ ในส่วนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ได้กําหนดไว้อย่างดี แล้ว ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กําหนดกติกาสําคัญทั้งหมดที่มี ๓ กติกา ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา

ในส่วนที่ ๑ เรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เดิมทีที่กําหนดไว้ให้มาจาก การเลือกตั้งส่วนหนึ่ง เลือกตั้งที่ใช้ ๑ จังหวัด ๑ คนนี่ละครับ เพื่อยึดโยงกับจังหวัด แล้วก็ มีส่วนที่มาจากการสรรหาอีกส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะให้สมาชิกวุฒิสภามีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ มีความสามารถในด้านต่าง ๆ มาช่วยกลั่นกรองกฎหมาย

ในส่วนที่ ๒ มีการกําหนดคุณสมบัติต้องห้ามหรือคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาได้ทํางานอย่างเป็นอิสระปราศจากการครอบงําของพรรคการเมือง

ในส่วนที่ ๓ ได้กําหนดวาระของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเพื่อไม่ให้ มีการผูกขาดอํานาจครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขครั้งนี้ที่ผ่านการพิจารณา ของท่านกรรมาธิการมาแล้ว แก้หมดเลยครับทั้ง ๓ รายการครับ จากเดิมมาตรา ๓ ของร่างแก้ไขของท่านกรรมาธิการนี่ครับ ท่านก็แก้จากเดิมที่จะมาจากการสรรหาส่วนหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง ท่านแก้ให้มาจากเลือกตั้งทั้งหมด ให้มีการเลือกตั้งเหมือน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในมาตรา ๕ ท่านก็ไปแก้ครับ คุณสมบัติต้องห้าม ซึ่งเดิมพยายาม ให้สมาชิกวุฒิสภานั้นไม่ให้มีความยึดโยง ไม่ให้มีความผูกพันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือถูกครอบงําโดยพรรคการเมือง ส่วนในมาตรา ๗ ท่านก็ไปแก้ครับเรื่องการกําหนดวาระของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งท่านแก้ตรงนี้ ไม่มีวาระก็คือเปิดโอกาสให้สามารถผูกขาดอํานาจได้ เผอิญผมเองได้อภิปรายในส่วนของ มาตรา ๓ ไปแล้ว และในมาตรานี้ผมจะไม่ขออภิปรายในมาตรา ๕ กับ มาตรา ๗ นะครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ แต่เนื่องจากมาตรา ๔ มีความเกี่ยวโยงกับมาตรา ๓ ที่ผมได้อภิปรายไป เพราะในร่างแก้ไขที่ผมได้เสนอกับท่านกรรมาธิการผมได้เสนอทางออกไว้ ก็คือให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่างที่ท่านได้ขอมา ท่านได้ชี้แจงเอาไว้ แต่ให้มีการเลือกตั้งโดยตรงส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาให้มาจากองค์กรวิชาชีพและองค์กรอาชีพ ซึ่งในมาตรา ๔ ครับ ผมก็ได้กําหนดขั้นตอนการปฏิบัติของการเลือกตั้งในส่วนนี้เอาไว้ ผมเองจะขออนุญาตนะครับ อ่านให้ท่านประธานและก็ท่านกรรมาธิการฟังสั้น ๆ นะครับ ในส่วนของมาตรา ๔ ผมขอให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนครับ

มาตรา ๑๑๓ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑๑ (๒) ให้ใช้ เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกที่มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าว ไม่น้อยกว่า ๑ ปี นับถึงวันเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัคร รับเลือกตั้งได้ ๑ เสียง และให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการเลือกตั้งและการหาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ

ผมมีเหตุผลครับที่ผมได้แปรญัตติของผมไว้เป็นแบบนี้ครับ ให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาจากองค์กรวิชาชีพและจากองค์กรอาชีพในมาตรา ๓ ผมได้ชี้แจงกับท่าน ไปแล้วว่าผมอยากให้การทํางานของสมาชิกวุฒิสภานั้นมีความหลากหลายครับ ได้มีผู้เชี่ยวชาญผู้มีความสามารถ ผู้มีประสบการณ์ในด้านวิชาชีพและด้านอาชีพต่าง ๆ เข้ามาช่วยพิจารณาเข้ามาช่วยกลั่นกรองกฎหมายที่ได้รับการพิจารณาโดยสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรไม่ทํางานซ้ําซ้อนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ และเหตุผล ที่ผมได้เขียนเอาไว้ครับ ในมาตรา ๔ นี้ครับ ในมาตรา ๑๑๓ ของรัฐธรรมนูญก็คือ ผมอยากให้การเลือกตั้งนั้นใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เพราะผมมีเหตุผลสําคัญ หลายประการครับ

อันที่ ๑ นี่ครับ ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการครับ การที่เรา ยึดประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยเฉพาะในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาที่จะมาจากสภาวิชาชีพ และสภาอาชีพต่าง ๆ เราก็จะสามารถรวบรวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วประเทศได้

อันที่ ๒ ครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ก็ได้กราบเรียนกับท่านไปแล้วครับ การที่เราใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งเราก็จะเปิดโอกาส ให้ชนกลุ่มน้อยมีโอกาสได้เข้ามาส่งตัวแทนเข้ามาทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภานะครับ อาจจะมีหลายท่านครับ อาจจะเป็นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า กลุ่มแท็กซี่ กลุ่มอะไรก็แล้วแต่ครับ หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนพิการ กลุ่มสตรี เมื่อท่านเปิดโอกาสท่านใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านก็จะเปิดโอกาสครับให้คนเหล่านี้ได้ส่งตัวแทนเข้ามาทําหน้าที่แทนเขาในฐานะ สมาชิกวุฒิสภา

และส่วนสุดท้ายครับ ที่มีความสําคัญมากที่สุดครับ เมื่อท่านใช้เขตประเทศ เป็นเขตเลือกตั้งนะครับ ท่านก็จะทําให้ฐานการเลือกตั้งหรือฐานคะแนนนี่ครับมันกว้างขึ้น เมื่อกว้างขึ้นก็จะป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองไม่ให้อิทธิพลของการเมืองเข้าไปครอบงํา การเลือกตั้งหรืออิทธิพลของทุนหรือเงินเข้าไปครอบงําผลการเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในที่สุดก็จะทําให้สมาชิกวุฒิสภาปราศจากการครอบงําของพรรคการเมืองเป็นไป ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญครับ ด้วยเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธาน และกรรมาธิการดังต่อไปนี้นะครับ ผมก็ขออนุญาตสงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรานี้ครับ แล้วก็ยังมีอีกหลายมาตราครับในการแก้ไข ซึ่งผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ทุกมาตรา แล้วก็จะแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และโดยเฉพาะ การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอให้พวกเรา ได้เข้ามาพิจารณากันวันนี้ครับ กราบขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านกนก วงษ์ตระหง่าน เชิญครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะอภิปรายในการแปรญัตติในมาตรา ๔ ของผม ซึ่งผมก็ขอขอบพระคุณท่านประธานและ ท่านกรรมาธิการที่ได้ให้โอกาสกระผมที่จะอภิปรายในประเด็นนี้ ผมอยากจะขออนุญาต ที่จะเรียนเป็นพื้นฐานก่อนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องของการให้ได้มา ซึ่งวุฒิสมาชิก เฉพาะจากการเลือกตั้งเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะผมคิดว่าความหมายของ การเลือกตั้งที่เราใช้กันมาอยู่ในปัจจุบันเป็นความหมายที่แคบและไม่สอดคล้องกับ สถานการณ์ของความเป็นจริง เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตท่านประธานที่จะย้อนกลับไป พูดถึงหลักการบางอย่างเพื่อที่จะได้เข้าใจตรงกันและผมก็จะเข้าสู่ประเด็นครับ ท่านประธานครับ เรามีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยยึดเขตพื้นที่หรือที่เรียกว่ามิติภูมิศาสตร์ เป็นหลักของการเลือกตั้ง แล้วเราได้กําหนดเพียงอายุของผู้มีสิทธิแล้วก็การมีภูมิลําเนาอยู่ใน พื้นที่เจตนารมณ์ของการเลือกตั้งอันนี้ก็คือเพื่อให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหา เข้าใจความเดือดร้อน เข้าใจความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็เป็นเรื่องที่เราใช้กันมาโดยตลอด ส่วนวุฒิสภาซึ่งเรามีตั้งแต่เปลี่ยนแปลง การปกครองเป็นต้นมา เราต้องการให้วุฒิสภาทําหน้าที่อีกแบบหนึ่งในเรื่องของ การกลั่นกรอง ในเรื่องของการถอดถอน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นสภาที่จะให้คําปรึกษา แนะนํา ซึ่งจะต้องใช้บุคคลที่มีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ และที่สําคัญก็คือ มีคุณธรรมแล้วก็มีความเป็นอิสระ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองวิธีการได้มาของวุฒิสมาชิก จึงแตกต่างจากวิธีการได้มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ตรงนี้หลักการ ที่สําคัญก็คือว่าถ้าเราใช้วิธีการเดียวกัน คือการเลือกตั้ง ในความหมายของเขตพื้นที่ และผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่เหมือนกัน คําถาม เราจะได้ผู้แทนที่มีคุณภาพ ที่มีคุณสมบัติ ที่ต่างกันได้อย่างไร ตรงนี้เป็นปัญหาครับ ท่านประธานครับ และนี่คือเหตุผลที่ในอดีต เราได้เห็นความจริงอันนี้มาตั้งนานแล้ว จึงได้เลือกวิธีการใหม่ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งในอดีต เราใช้คํานั้นว่าการสรรหา การสรรหาก็ได้มีการวิวัฒนาการ มีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และผมเข้าใจครับที่ท่านประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงเรื่องการเลือกตั้ง ถ้าท่านประธาน จะเห็นนะครับว่าการสรรหาที่ผ่านมาของไทย ก็ได้แปรสภาพเข้าไปใกล้เคียงกับประชาชน มากขึ้นตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถที่จะใช้การเลือกตั้งด้วยวิธีการที่เหมือนกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและให้ได้วุฒิสมาชิกที่มีคุณภาพ ที่มีคุณสมบัติ ที่แตกต่างกัน ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นในเชิงหลักการที่มีความสําคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้อง เข้าใจให้ตรงกัน ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผมจึงอยากจะขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานว่าการเลือกตั้งที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า เป็นการเลือกตั้งในเชิงพื้นที่ซึ่งใช้ประชากร แล้วก็ผู้มีสิทธิออกเสียงเป็นตัวตัดสิน คําถามก็คือว่า การเลือกตั้งในเชิงพื้นที่สามารถให้ผู้แทนได้ครบถ้วนในทุกมิติที่สังคมไทยหรือประเทศไทย ต้องการในวันนี้หรือไม่ คําตอบชัดเจนครับ ไม่ได้ สังคมไทยวันนี้มีความสลับซับซ้อน มีความต้องการที่หลากหลาย มีผลประโยชน์ มีวัตถุประสงค์ที่หลากหลายมากมาย เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองจําเป็นที่จะต้อง มีการเลือกตั้ง ในความหมายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การเลือกตั้งในความหมายของพื้นที่ แต่เพียงอย่างเดียว ผมขออนุญาตยกตัวอย่างประกอบสั้น ๆ ให้ท่านประธานได้เห็นภาพนะครับ ความหลากหลายในการประกอบวิชาชีพ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องครู เราให้มี การเลือกตั้งครู ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ของครูก็เลือกครู แล้วก็ปัญหาของเรา เราพบว่า ครูส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องหนี้แล้วก็มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่เพียงพอ เราก็ได้ผู้แทนครูจากการ เลือกตั้งที่จะต้องไปแก้ไขปัญหาหนี้ แก้ไขปัญหารายได้ของครู แต่ในความเป็นจริงเราพบว่า ครูคือคนที่ทําหน้าที่ผลิตบุคลากรของประเทศ คุณภาพทางด้านการศึกษาเป็นเรื่องที่สําคัญ ถ้าเราใช้การเลือกตั้งในความหมายแคบแบบเดิม เราก็จะได้ครูที่เป็นผู้แทนมาแก้ปัญหาหนี้ และแก้ปัญหารายได้ของครูเท่านั้น แต่เราจะไม่มีผู้แทนของครูที่จะมาเอาจริงเอาจังแก้ไข ปัญหาคุณภาพการเรียนการสอน การพัฒนาคุณภาพของเด็กในโรงเรียน นี่คือตัวอย่าง ที่ชัดเจนครับท่านประธานที่ผมคิดว่าการเลือกตั้งในความหมายที่เราพูดถึงของการเลือก ส.ส. จึงมีความหมายที่จํากัดดังที่ผมได้กล่าวแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เราพบก็คือว่า ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน อีกสุดขั้วหนึ่ง คือ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ วันนี้เรามี การเลือกตั้ง ส.ส. จาก ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ส.ส. ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ก็จะให้ ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้อง ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนใน ๓ จังหวัด ชายแดนใต้ แต่ตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมา ประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ที่เป็นมุสลิม ได้เรียกร้องถึงสิทธิของการแสดงออกเชิงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเอง แต่ปรากฏว่า การเลือกตั้งที่เราได้ ส.ส. มาอยู่ในสภาแห่งนี้ไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการ ในเชิงอัตลักษณ์ทางด้านศาสนาของประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ถ้าพูดให้ถึงที่สุดครับ ท่านประธาน การเลือกตั้งของเราที่ผ่านมากับ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ คือการผลักพี่น้องมุสลิม ให้ออกจากกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย และวันนี้เรากําลังเผชิญการจับอาวุธ ขึ้นต่อสู้กับอํานาจรัฐไทยในวันนี้ ตรงนี้ก็เป็นผลพวงจากการที่เราปิดความคิดในเรื่อง การเลือกตั้งของเราในเชิงพื้นที่ที่แคบเกินไป เราไม่คํานึงถึงการมีตัวแทนในเชิงวัฒนธรรม การมีตัวแทนในเชิงอัตลักษณ์ที่มีความสําคัญ ผมไม่ขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องคนพิการ เรื่องผู้ด้อยโอกาสอีกนะครับซึ่งมีมากมาย ตรงนี้ประเด็นที่สําคัญที่ผมต้องการก็คือว่า ผมต้องการจะเรียนผ่านท่านประธานไปยังประธานกรรมาธิการว่า ท่านยอมรับเถอะครับว่า การเลือกตั้งในมิติพื้นที่ ในเชิงปริมาณที่ใช้คะแนนเสียงเป็นตัวตัดสินนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่มีข้อจํากัดครับท่านประธานครับ และคําถามที่สําคัญก็คือว่าเราจะแก้ไขข้อจํากัดเหล่านี้ อย่างไร และเมื่อเรานําข้อจํากัดตรงนี้มาทาบกับความต้องการของการมีวุฒิสภาเพื่อปฏิบัติ หน้าที่ดังกล่าว เราก็เห็นชัดเจนแล้วครับว่ามันมีข้อจํากัด กล่าวคือวิธีการเลือกตั้ง ในความหมายที่กรรมาธิการได้นําเสนอนั้นไม่สามารถให้วุฒิสมาชิกที่มีคุณสมบัติและคุณภาพ ที่จะปฏิบัติหน้าที่ในความหมายของวุฒิสภาดังที่เราได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธการยึดโยงกับประชาชน การยึดโยงกับประชาชนเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ดีไม่พอ สําหรับวุฒิสภา วุฒิสภายังต้องการเรื่องอื่น ๆ อีกที่เป็นคุณสมบัติที่สําคัญ ซึ่งผมขออนุญาต ที่จะไม่พูดซ้ําจากที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับท่านประธาน จึงเป็นเรื่องที่สําคัญที่ผมคิดว่าประเทศไทย วิชารัฐศาสตร์ไทย จะต้องกลับมาทบทวน ความหมายของคําว่าเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน ในความหมายดังกล่าวนี้ ถ้าย้อนกลับไปดูประเด็นที่ ๒ ของผมครับท่านประธาน ก็คือวุฒิสภาจะต้องคํานึงถึง ความเป็นจริงของประเทศในแต่ละช่วงเวลา เราก็พัฒนาแล้วก็ปรับปรุงวุฒิสภาของเรา วุฒิสภาผมไม่พูดอีกแล้วนะครับว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง เพราะว่าได้มีการพูดกันไปแล้วชัดเจน แต่บทเรียนที่เราเรียนจากโลกนี้แล้วก็จากประเทศไทยของเรา ว่าการเมืองที่จะรักษาชาติไว้ได้ จะต้องเป็นการเมืองที่มีทั้งศาสตร์และมีศิลปะของการประนีประนอม ประเทศหลายประเทศ เสียหายแม้นกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ หรือแม้นกระทั่งสูญเสียประชาธิปไตยและ ไปสู่สภาวะของอาณาธิปไตย เกิดขึ้นเพราะสถาบันทางการเมืองและบุคลากรในสถาบัน เหล่านั้นไม่สามารถที่จะประนีประนอมหลักการบางอย่างได้ ผมขออนุญาตที่จะยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นในความหมายที่ยังไม่ได้มีการพูดถึงในการอภิปรายครั้งนี้ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาเขามี เซเน็ท (Senate) ที่เราแปลว่า วุฒิสภา ความจริงแล้วเซเน็ทถ้าในความหมายวุฒิสภาไทยเขาไม่ใช่ครับ แต่ไม่เป็นอะไรอันนี้ เป็นมิติในเชิงภาษา ซึ่งเป็นปัญหาอีกเช่นเดียวกันเดี๋ยวสักครู่ผมจะอธิบายกับท่านประธานว่า เวลาเราพูดคํา ๆ เดียวกันแต่ความหมายเราไม่เหมือนกัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกนกครับ ถ้าจะกรุณา ขอกระชับสักนิดนะครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ เรื่องนี้สลับซับซ้อนมากครับ ท่านประธาน ถ้าท่านจะให้เวลาผมสัก ๓๐ นาที นะครับ เพื่อที่จะทําความเข้าใจว่าประเทศของเรา กําลังมีปัญหาอะไรทางความคิดจริง ๆ แล้วผมไม่ได้เสียดสีใครเลยครับท่านประธาน ผมคิดว่า จะเป็นประโยชน์ และผมก็หวังนะครับว่าท่านประธานกรรมาธิการจะรับฟัง เปิดใจ เพราะว่า ถ้าเราไม่ประนีประนอมในตรงนี้มันก็เท่ากับว่าท่านก็จะผลักให้ผมต้องไปพูดนอกสภา ให้ผมไปต่อสู้นอกสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอกระชับ เอาสัก ๒๐ นาทีก็พอครับ นี่ก็ ๑๐ นาที อีกสัก ๑๐ นาที ครับ ขอความกรุณานะครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอประทานโทษครับท่านประธาน ผมจะพยายามเข้าสู่ประเด็นให้เร็วนะครับ ขอประทานโทษนะครับ แต่ขออนุญาตท่านประธานว่าขอให้ผมได้พูดครบในประเด็นที่ผมต้องการจะพูด เพราะผมคิดว่า อันนี้เป็นหน้าที่ของผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อประชาชนและต่อประเทศไทย ครับ ท่านประธานครับ สหรัฐอเมริกาเขามีเซเน็ท การที่เขามีวุฒิสภาตอนที่ตั้งชาติเขานี่ เขาทะเลาะกันครับท่านประธาน เขาทะเลาะกันก็คือว่ารัฐใหญ่จะมีตัวแทนอยู่ในสภา ที่เขาเรียกว่า เฮ้าส์ ออฟ เรพริเซ้นท์เททีฟ (House of Representatives) หรือภาษาของเรา เรียกว่า สภาผู้แทนราษฎร มากกว่ารัฐเล็กครับ เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐเล็กก็บอกว่ามีเหตุผลอะไร ที่ผมจะไปรวมเป็นอเมริกา เพราะถ้าผมไปรวมอเมริกาผมก็เป็นลูกน้องรัฐใหญ่อยู่ดี ตรงนี้สหรัฐอเมริกาถูกดันเข้าไปสู่เหตุการณ์ที่จะต้องมีการแบ่งแยกประเทศครับท่านประธาน จึงเกิดการประนีประนอมในเชิงหลักการว่า ถ้าอย่างนั้นเราต้องให้น้ําหนักกับรัฐเล็กให้มากขึ้น วิธีการจะทําอย่างไร ในตอนนั้นเขาก็ไปคิดการมีสภาเซเน็ทขึ้นมา เพื่อให้มีวุฒิสภาจํานวน เท่ากันคือรัฐละ ๒ ท่าน และยิ่งไปกว่านั้นได้มอบอํานาจที่สําคัญให้วุฒิสภาหรือสภาเซเน็ทนี้ สามารถวีโต้ (Veto) กฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรได้ คําถามก็คือทําไมรัฐใหญ่ยอมครับ รัฐใหญ่ทําไมไม่ยกมือแล้วบอกว่าผมไม่ยอม เพราะผมเสียประโยชน์หรือผมไม่เชื่อแบบนั้น ประเด็นชัดเจนครับก็คือถ้าไม่ยอมหมายถึง สหรัฐอเมริกาต้องแบ่งเป็น ๒ ประเทศ หรือเป็น ๓ ประเทศ การที่จะรักษาสหรัฐอเมริกาไว้เป็นประเทศเดียวจึงเกิดการประนีประนอมครับ ท่านประธาน ผมไม่อยากเห็นประเทศไทยจะต้องเจอกับวิกฤตแบบนั้น เพราะฉะนั้น ความหมายประนีประนอมของผมจึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการเกี๊ยเซี๊ยแบ่งผลประโยชน์ แต่เป็นเรื่องของการนําหลักการของทุกฝ่ายมาพิจารณาและยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็น หลักในการแก้ไขปัญหาครับท่านประธาน

กรณีที่ ๒ ครับท่านประธาน ประเทศอังกฤษเขามีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วหลังจากนั้นเกิดการเรียกร้องจากพวกขุนนางและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของภาษี จึงทําให้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของอังกฤษได้คลายประนีประนอม ด้วยการให้เกิดสภาขุนนางขึ้นที่เรียกว่า เฮ้าส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lord) หรือเราเรียกว่า สภาสูง สภาสูงของอังกฤษนี้ทํางานมาเป็นเวลาหลายร้อยปีนะครับท่านประธาน จนกระทั่ง ประชาชนอังกฤษบอกว่าถึงเวลาสักที ที่เราจะต้องประนีประนอม ด้วยการให้อํานาจของประชาชนเข้าไปมีส่วนในการ บริหารประเทศ จึงทําให้อํานาจของขุนนางต้องยอมครับ เมื่อด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองจึงเกิด สภาผู้แทนราษฎร หรือเรียกว่า เฮ้าส์ ออฟ คอมมอนส์ (House of Commons) เกิดขึ้น ในประเทศอังกฤษ ทีนี้ประเด็นที่เป็นคําถามที่สําคัญครับท่านประธาน ทําไมประเทศอังกฤษ จึงไม่ยกเลิกสภาขุนนางละครับ ประเทศอังกฤษเขาไม่รู้เรื่องประชาธิปไตยหรือครับ ประเทศอังกฤษไม่ต้องการเป็นประชาธิปไตยหรือครับ แต่ที่เขารักษาสภาขุนนางไว้ เพราะสภาขุนนางมันมีประโยชน์ครับ มันทําหน้าที่บางอย่างที่สภาผู้แทนราษฎรทําไม่ได้ ตรงนี้จึงเป็นการประนีประนอมของระบบประชาธิปไตยของอังกฤษซึ่งไทยเรายึดเป็นแม่แบบ จนถึงทุกวันนี้ครับท่านประธาน จากตัวอย่างตรงนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน กลับเข้ามาสู่ประเทศไทยของเรานะครับว่า ในกรณีของประเทศไทยของเรา ตั้งแต่เรา เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เราก็มีวุฒิสภามาโดยตลอด อาจจะ เว้นวรรคเป็นบางช่วงสั้น ๆ คําถามก็คือว่าเรามีไปทําอะไรครับ ชัดเจนครับ เราต้องการผู้รู้ ต้องการคนที่มีคุณภาพ ต้องการคนที่มีมโนธรรม มีอิสระ ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก เข้ามาช่วยประคับประคองและช่วยเสริมเติมให้เต็มจากบทบาทหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุผลตรงนี้ครับจึงเกิดการประนีประนอม ถ้าท่านประธานกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ การเมืองไทยนะครับ ท่านก็จะเห็นว่าในหลายช่วงเราก็ไม่อยากมีวุฒิสภาครับ แล้วก็มี การต่อสู้กันทางความคิดแล้วก็อภิปรายกันในสภาแบบนี้ แต่ในที่สุดผู้ที่มีอํานาจแต่ละยุค ที่ผ่านมาในอดีต ก็ได้ยอมรับในหลักการและความสําคัญ และความจําเป็นของวุฒิสภา จึงได้ประนีประนอมแล้วก็รักษาวุฒิสภา แต่ได้มีการปรับปรุงให้เข้าไปอยู่ใกล้หรือยึดโยงกับ ประชาชนมากขึ้น ตรงนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ แต่วันนี้ในแง่ของผมถ้ามองในแง่ดีนะครับ กรรมาธิการบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่เราไม่จําเป็นจะต้องมีวุฒิสมาชิกที่มาจาก การสรรหาที่จะมีคุณสมบัติที่จะทําหน้าที่ที่สภาผู้แทนราษฎรทําไม่ได้ เราไม่ต้องมีอีกแล้ว เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราได้ทําหน้าที่เหล่านั้นได้ด้วยตัวเราเองครบถ้วนแล้ว ผมไม่เข้าใจเป็นอย่างอื่นนอกจากแบบนี้เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าวุฒิสมาชิก ไม่ควรจะมาจากวิธีการอื่นเลยนอกจากวิธีการเลือกตั้ง ในมิติของเขตพื้นที่หรือภูมิศาสตร์ โดยใช้ปริมาณเสียงเป็นตัวตัดสิน ซึ่งตรงนี้ผมได้อภิปรายไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านประธานว่ามันมีข้อจํากัด มันทําไม่ได้ ผมอยากถามท่านประธานนะครับอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าเราเลือกวุฒิสภา วุฒิสมาชิก จากการเลือกตั้งในความหมายดังกล่าว ผมถามว่า ผลประโยชน์ในเรื่องของวิชาชีพที่จะเป็นหลักประกันของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และวิชาการของประเทศจะมีผู้แทนได้อย่างไรครับ วันนี้เรารู้นะครับว่าประเทศไทย เศรษฐกิจของไทย ขับเคลื่อนได้โดยผู้ที่มีความรู้ครับ และการแข่งขันของโลกอนาคต เป็นการแข่งขันที่ใช้ความรู้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้คําถามก็คือว่า ถ้าเราใช้วิธีการ เลือกตั้งในมิติของภูมิศาสตร์พื้นที่และใช้คะแนนเสียงที่มากกว่าเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะ ผมถามว่าวิชาชีพแพทย์ วิชาชีพต่าง ๆ เศรษฐกิจที่มีความสลับซับซ้อน ใครจะเป็นผู้ช่วยเรา ในการพิจารณาครับ ด้วยเหตุผลตรงนี้เองผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญที่เราจะต้อง ประนีประนอมนะครับท่านประธาน

ประการที่ ๓ ครับท่านประธานที่สําคัญ ก็คือความเป็นอิสระของวุฒิสภา ท่านประธานครับ ในการเลือกตั้งที่ผมได้อธิบายเมื่อสักครู่นี้เราได้ผู้แทนซึ่งจะให้ความสําคัญ กับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วก็นําปัญหานั้นไปสู่การแก้ไขกฎหมาย ตรงนี้ ถ้าพูดในภาษาวิชาการเราเรียกว่าการเป็นตัวแทนครับท่านประธาน ตัวแทนคือผู้ที่จะไป รักษาประโยชน์เฉพาะ ไปรักษาประโยชน์เฉพาะไปรักษาผลประโยชน์เจาะจงในแต่ละเรื่อง ในแต่ละพื้นที่ หรือพูดง่าย ๆ เราเรียกว่าเป็น สเปซิฟิค อินเทอเรสต์ (Specific interest) ท่านประธาน ส่วนประเทศ ของเรานั้นไม่ได้มีเฉพาะผลประโยชน์เฉพาะหน้า หรือผลประโยชน์เฉพาะพื้นที่เท่านั้น แต่เรา ยังมีผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติบ้านเมืองครับท่านประธาน ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่า วันที่ประเทศไทยของเราจะต้องเจรจาทางด้านการค้า ซึ่งมีความสลับซับซ้อน วันที่ประเทศไทย ของเราจะต้องคํานึงถึงการแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ วันที่ประเทศไทยของเรา จะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องความแห้งแล้งของประเทศโดยรวม คําถาม เราจะใช้ผู้แทน เฉพาะเขต เฉพาะจังหวัดมาตัดสินแต่เพียงอย่างเดียวได้หรือไม่ สิ่งที่ผมกําลังเรียกร้องกับ ท่านประธานก็คือว่า ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนไทยผมต้องการคนที่จะมาดูแล ผลประโยชน์โดยส่วนรวมของประเทศ ผมเคารพผลประโยชน์เฉพาะเขตเลือกตั้ง ส.ส. กัลยา รุ่งวิจิตรชัย จะดูแลผลประโยชน์ของจังหวัดสระบุรี อําเภอเมือง อําเภอหน้าพระลาน เป็นความถูกต้องของ ส.ส. กัลยาครับ ท่านประธานครับ แต่เราต้องการ ส.ส. ที่จะดูแล ผลประโยชน์ของประเทศไทยด้วยครับ ท่านประธานครับ และถ้าท่านประธานบอกว่า ผลประโยชน์ของประเทศไทยก็ดูแลได้ด้วยการให้ ส.ส. ทุกจังหวัด ทุกเขตทั้งประเทศมาเป็น ผู้ดูแล ตรงนั้นเป็นการมองที่คับแคบ ผมจะอธิบายให้ท่านประธานได้เข้าใจว่ามันไม่ได้อย่างไร ท่านประธานครับ ท่านประธานเป็นวิศวะ ท่านประธานจะทราบดีนะครับว่าหลักทาง คณิตศาสตร์ ๑ บวก ๑ เป็น ๒ ครับ ท่านประธานครับ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกนกครับ มีผู้ประท้วงครับ จริง ๆ ผมก็พยายามอะลุ่มอล่วยแล้วครับ ท่านใช้เวลามา ๒๑ นาที แล้วผมก็พยายาม จะไม่ทักท้วงนะครับ ก็ขอให้กระชับได้แล้วครับ ก็คงประท้วงเรื่องเดียวกันกระมังครับ เชิญครับจ่าประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเกรงใจ ท่านประธาน ด้วยความเกรงใจท่านผู้อภิปราย แต่เนื่องจากว่าผู้อภิปราย อภิปรายผิดข้อบังคับ ไม่อยู่ในประเด็นและใช้เวลานานมาก ถ้าไม่เกรงใจพวกผมก็เกรงใจรัฐสภาแห่งนี้บ้าง โดยเฉพาะท่าน ส.ว. และประชาชน ให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านครับ ผมขอให้กระชับนะครับ เอาว่ากระชับหน่อยขอความกรุณานะครับ เราร่วมมือกันนะครับ ก็ใช้เวลา ๒๑ นาทีกว่าแล้ว ขอความร่วมมือนะครับ เชิญต่อเลยครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตถามผู้ประท้วงผมเมื่อสักครู่นี้นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าเลยครับ ท่านต่อ ของท่านดีกว่า ขอความร่วมมือให้กระชับเท่านั้นละครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คือท่านประธานครับ ที่ผมพยายามอธิบายเพราะผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก ผมต้องการ ให้เราเข้าใจตรงกันนะครับ อย่างที่ผมยกตัวอย่างกับท่านประธานเมื่อสักครู่ในฐานะ ที่เป็นวิศวกร๑ บวก ๑ เป็น ๒ ถูกต้อง อันนี้คือหลักทางคณิตศาสตร์ แต่ท่านประธาน ในวิชาเทอร์โมไดนามิกส์ (Thermo dynamics) ท่านทราบดีว่า เดอะ ซัม ออฟ อิทส์ พาร์ทส อิท น็อต อีควล ทู เดอะ โฮล (The Sum of its parts it not equal to the whole) หรือว่า เดอะ โฮล อีส มอร์ ดาน เดอะ ซัม ออฟ อิทส์ พาร์ทส (The whole is more than the sum of its parts) ท่านประธานครับ ตรงนี้คือความพยายามของผม ที่ผมจะต้องพยายามจะอธิบายว่าผลประโยชน์ของชาติมันมากกว่าผลประโยชน์รายจังหวัด ที่รวมกันครับ ท่านประธานครับ ผลประโยชน์ของชาติมันมากกว่าครับ เพราะฉะนั้น ผลประโยชน์ของชาติไม่ใช่เอาผลประโยชน์ของ ๗๓ จังหวัดมารวมกันแล้วเป็นผลประโยชน์ ประเทศไทยครับท่านประธาน แต่ผลประโยชน์ของชาติไทยมันมากกว่านั้น แล้วผมกําลัง เรียนกับท่านประธานว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเถอะครับ ท่านต่อ ของท่านครับ แต่ขอความร่วมมือกระชับหน่อยเท่านั้นเองครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมพยายามครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช้เวลามากพอสมควรแล้ว

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านขอไว้ ๓๐ นาทีครับ นี่ ๒๐ กว่านาทีแล้ว

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็พยายามอยู่ครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบพระคุณครับ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องการที่จะบอกกับท่านประธานว่าเมื่อผลประโยชน์ เฉพาะเขตเลือกตั้งรวมกันทั้งหมดไม่เท่ากับผลประโยชน์ของชาติ หรือผลประโยชน์ของชาติ มีมากกว่า ด้วยเหตุผลตรงนี้เราจึงต้องมีสมาชิกของวุฒิสภาเพื่อมาทําหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ ของชาติบ้านเมืองโดยส่วนรวมครับท่านประธานครับ และด้วยเหตุผลตรงนี้เองนะครับ ท่านประธาน สิ่งที่ผมได้แปรญัตติไว้ในตอนท้ายว่ากระบวนการได้มาจะต้องไปตราใน พ.ร.บ. เลือกตั้งซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อไป ท่านประธานคงไม่อยากให้ผมใช้เวลา อธิบายว่าผมบอกอย่างไรเพราะตรงนี้เขียนไม่ได้ เพราะมันยากมากนะครับ แต่ผมต้องการ บอกกับท่านประธานว่าหลักของการที่จะไปตรากฎหมายเลือกตั้งวุฒิสมาชิกจะต้องเป็น การเลือกตั้งที่มากกว่าการเลือกตั้งเชิงเขตพื้นที่ จะต้องเป็นการเลือกตั้งในมิติของวิชาชีพ ในมิติของวัฒนธรรม ในมิติของผู้ด้อยโอกาส ในมิติของผู้ที่เสียเปรียบ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะมีคนที่จะมาดูแลผลประโยชน์ของชาติโดยส่วนรวม และที่สําคัญที่สุด ที่เป็นคุณสมบัติของวุฒิสมาชิกก็คือความเป็นอิสระครับท่านประธาน ความเป็นอิสระตรงนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญมาก เพราะถ้าผู้ที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศโดยส่วนรวม เขาต้องเป็นอิสระจากผลประโยชน์ของจังหวัดของเขาครับท่านประธาน เมื่อถึงวันที่จะต้อง ตัดสินผลประโยชน์ของชาติ ส.ส. กัลยา รุ่งวิจิตรชัย จะต้องเจือจางผลประโยชน์ของ จังหวัดสระบุรีลงเพื่อมารักษาผลประโยชน์ของชาติไทยครับท่านประธานครับ นี่คือเหตุผล ที่สําคัญที่ผมต้องการจะเรียนกับท่านประธานว่าผมกําลังเรียกร้องผู้แทนของประชาชน ที่จะมารักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองโดยรวมครับท่านประธาน ซึ่งวันนี้ปัญหา ของชาติบ้านเมืองของเราเกิดจากการที่เราขาดคนกลุ่มนี้ครับท่านประธานครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ผมไม่ต้องอธิบายนะครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวก็จะเกิดการประท้วง ซึ่งผม ไม่มีเจตนาให้เป็นอย่างนั้น แต่ผมต้องการที่จะเรียนกับท่านประธานว่าตรงนี้เป็นจุดแตกหัก ทางความคิดที่สําคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราไม่ชัดเจนและใช้อารมณ์ ใช้ผลประโยชน์เฉพาะหน้า มาตัดสิน ท่านประธานลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา ตรงนี้เป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ต่อชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองนะครับท่านประธาน ผมขออนุญาต กลับเข้าสู่ประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่าสําคัญ ก็คือเรื่องของการเลือกตั้งครับท่านประธาน ผมขออนุญาตท่านประธานใช้ภาษาอังกฤษคําเดียว เพราะผมหาภาษาไทยไม่ได้ครับ ในการเลือกตั้งตรงนี้หลักการที่สําคัญก็คือเรพรีเซนเทชั่น (Representation) ถ้าแปล เป็นไทยง่าย ๆ เรียกว่าการเป็นตัวแทน เรพรีเซนเทชั่น นี้มาจากคํา ๒ คําคือ รี พรีเซนเทชั่น (Re Presentation) หรือถ้าเป็นกริยาเรียกว่า รี พรีเซนท์ (Re Present) คือนํามาให้ เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ส.ส. ของเรา ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ ส.ส. จุติ จากพิษณุโลกเป็นคนนําความเดือดร้อนของประชาชนมา รี พรีเซนท์ ในสภา มานําเสนอใหม่ ในสภา เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาครับ นี่คือความหมายของมัน ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งของไทยเป็นอย่างไรครับท่านประธาน การเลือกตั้งของไทยผมไม่ได้บอกว่า เป็นข้อผิดพลาด แต่เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์ ก็คือเราให้ความสําคัญกับการเป็น ตัวแทนไปดําเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาระยะสั้นของพี่น้องประชาชน เพราะมัน เป็นปัญหาที่เยอะเหลือเกิน ผมไม่ต้องอธิบายปัญหาเหล่านี้ว่ามีอะไรบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้ ส.ส. ของเราจึงเป็น ส.ส. ที่ทําหน้าที่ในลักษณะที่เป็นตัวแทนค่อนข้างมาก ส่วนบทบาทของ การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมเราเรียกว่าการเป็นผู้แทนครับท่านประธาน นั่นหมายความว่า ผู้แทนคือคนที่จะไปรักษาผลประโยชน์ที่เป็นองค์รวมของคนที่เราเป็นตัวแทนมา วันนี้เรามี ตัวแทนราษฎรเยอะครับ แต่เรามีผู้แทนราษฎรน้อยครับ ท่านประธาน ถ้าจะพูดให้ชัดเจน สภาที่เราเรียกวันนี้ว่าสภาผู้แทนราษฎร ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรครับ มันเป็นสภาตัวแทนราษฎรครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องทําความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะฉะนั้นวุฒิสมาชิก จึงเกิดขึ้นเพื่อหวังว่าจะเป็นผู้แทนราษฎรครับท่านประธาน เพื่อที่จะรักษาประโยชน์ส่วนรวม ของประเทศชาติเมื่อเป็นเช่นนี้เองนะครับ ถ้าท่านสมาชิกที่สนใจจะศึกษาเรื่องนี้ ในรายละเอียดขออนุญาตนะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ อ่านงานของ เจมส์ แมดิสัน กับเอ็ดมันด์ เบิร์ก ครับ จะตอบโจทย์เรื่องนี้ ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับท่านขอไว้ ๓๐ นาที คงใกล้จบแล้วครับ คงท่านใกล้จบแล้ว ไม่เป็นไรครับเสียเวลาไม่เป็นไรครับ ปล่อยท่านเถอะท่านขอ ๓๐ นาที นี่ก็เกือบจะ ๓๐ นาทีแล้ว ก็คงใกล้จบแล้ว เชิญท่านครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ทีนี้เมื่อเราได้ตัวแทนหรือผู้แทนมาแล้ว สิ่งที่เรายังพูดกัน น้อยมากแล้วผมก็เสียดาย แล้วก็เสียใจที่กรรมาธิการไม่ได้ใส่เรื่องนี้เข้าไป การทําหน้าที่ ผู้แทนหรือตัวแทนจะต้องคิด ๒ เรื่องครับท่านประธาน

เรื่องที่ ๑ ก็คือการมอบอํานาจ ผมขออนุญาตถามท่านประธานไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการว่าประชาชนมอบอํานาจให้กับเรามีขอบเขตหรือไม่ครับ การเลือกตั้งที่ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดถึงนั้นให้ขอบเขตกับสภาแห่งนี้แค่ไหนครับ หรือว่าไม่มีขอบเขตเลยครับ สภาแห่งนี้จะออกกฎหมายยกเลิกประเทศไทยได้ไหมครับ ไม่ได้ แน่นอน แสดงว่าการใช้อํานาจของผู้แทนราษฎรต้องมีขอบเขต แต่วันนี้เราไม่เคยพูดกัน ในเรื่องนี้ว่าขอบเขตของการใช้อํานาจอยู่ตรงไหน

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน คือการตรวจสอบการใช้อํานาจของผู้แทนครับ ในที่ประชุมแห่งนี้เราพูดเฉพาะการเลือกตั้งทุก ๆ ๔ ปี เป็นตัวตรวจสอบแต่เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงวันนี้มันไม่พอแล้วครับท่านประธาน สังคมของเราเคลื่อนที่ไปเร็วมาก กว่าจะครบ ๔ ปีนั้น เกิดความเสียหายมากมายหรือเกิดประโยชน์มากมายในทางกลับกัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ๓๐ นาทีแล้ว ผมว่ากระชับสรุปได้แล้วนะครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขออภัย ท่านประธาน ผมจะพยายามครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลตรงนี้ในรัฐธรรมนูญ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ สักนาทีหนึ่งเถอะ นะครับ ก็น่าจะจบได้แล้วละครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ท่านจะให้ผม ๓๐ นาที แล้วให้ผมละทิ้งการทําหน้าที่ของผมเพื่อส่วนรวม อย่างนั้นหรือครับท่านประธานครับ

(นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านเป็นคน ขอเองนะครับ เวลา ๓๐ นาที แล้วผมก็เตือนว่ามัน ๓๐ นาทีแล้ว ก็ขอท่านให้ได้กระชับแล้ว พยายามสรุปได้แล้วเท่านั้นนะครับ เท่านั้นจริง ๆ เห็นไหมก็มีคนประท้วงอยู่อย่างนี้ครับ ท่านครับ ให้โอกาสท่านอย่าประท้วงเลยครับ ท่านปวีณครับอย่าประท้วงเลยครับ ท่านคงใกล้จบแล้วครับ เพราะท่านขอ ๓๐ นาที ถ้าประท้วงยิ่งจะเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ เฉย ๆ อย่าประท้วงเลยครับ นั่งเถอะครับ อย่าเลยครับ ท่านปวีณครับ ขอความกรุณา นั่งเถอะครับ เดี๋ยวก็ประท้วงกันไปประท้วงกันมาไม่มีอะไรหรอกครับ ผมก็ฟังอยู่ ไม่เป็นไรครับ ผมชอบพูดเดี๋ยวผมจัดเวลาให้พวกท่าน

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมปวีณ แซ่จึง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมไม่อยากประท้วง ท่านประธานเองนั่นแหละ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ที่ผมได้เคยเรียนไว้แล้วว่า เราทุกคนต้องการ รักษาสิทธิของทุกคน สภาแห่งนี้ ไม่ใช่สภาของท่านสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งเพียงคนเดียว ให้ผมพูดนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นการใช้เวลาผมพยายามไม่พูด ผมอยากจะพูดเหมือนกัน แล้วท่านอภิปรายตอนนี้ท่านเปิดกว้างเกินไป ประเด็นของกรรมาธิการวิสามัญแปรญัตติ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เขาเขียนไว้นิดเดียวว่าเขาขอยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ท่านแปรญัตติ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เขาเขียนไว้นิดเดียวว่าเขาขอยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ท่านแปรญัตติอะไร ถ้าท่านไม่เห็นด้วยก็บอกไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการตัด มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ หรือท่านมีคําแปรญัตติอะไรท่านแปรญัตติเลยครับ ท่านไม่ต้องพูดให้มันยาว และพูดภาษาอังกฤษอีก ผมฟังไม่รู้เรื่อง ผมเรียนท่านตรง ๆ ครับ ต้องขออนุญาต ท่านประธานว่าท่านหมดเวลาแล้วละครับ ถ้าท่านจะต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนี้นี่พวกผม ก็อยากจะพูดเหมือนกันในการที่สนับสนุนกรรมาธิการวิสามัญ ผมก็มีสิทธิที่จะพูด กราบเรียนท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าใจครับ ท่านครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ท่านน่าจะสรุปได้แล้วกระมังครับ เราได้หารือกันแล้วได้ข้อยุติ ร่วมกันแล้วว่าจะให้ความร่วมมือตามแนวทางของท่านผู้นําฝ่ายค้าน ก็คุยกันไว้แล้วครับ แล้วก็ช่วยบริหารเวลากัน ก็ต่างฝ่ายต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ก็คุยกันแล้วนี่ครับ ท่านจุติ เชิญครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุติ ไกรฤกษ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียน เพื่อประท้วงท่านประธานจริง ๆ ว่า จริง ๆ ท่านอาจารย์กนก ขออภัยที่เอ่ยนาม ปริญญาเอก รัฐศาสตร์ครับ แล้วก็เป็นคนที่พูดมีเหตุมีผล ผมก็อยากฟังเหตุผลครับท่านประธานครับ สภานี่มันก็บอกแล้วเป็นสถานที่พูด ผมอยากให้ท่านประธานนั้นปล่อยให้ทุกคนนั้นได้แสดง สิทธิเสรีภาพ ท่านสมาชิกผู้อาวุโสเมื่อสักครู่นี้อยากจะพูด ผมก็อยากให้พูดครับท่านประธาน ที่นี่เป็นที่พูดนะครับท่านประธานครับ ดีกว่าไปทะเลาะกันข้างนอกยิงกันข้างนอกครับ ขอให้พูดเถอะครับ ขอบพระคุณครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตต่อเลยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อครับ แต่ขอ ความกรุณาน่าจะใช้สัก ๒-๓ นาที ขอความกรุณานะครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เปิดไมค์ เถอะครับ ขอบพระคุณครับ ผมจะพยายามกระชับนะครับท่านประธานครับ คือท่านประธานครับ ในเรื่องของการตรวจสอบของประชาชนต่อการใช้อํานาจที่มาจาก การเลือกตั้งนั้น ๔ ปีทําครั้งหนึ่งนี่คงจะไม่พอหรอกครับ ผมคิดว่าเราคงจะต้องคิดหาวิธีการ ที่มากกว่านั้น ทีนี้ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผมอยากจะขออนุญาตสรุปกับท่านก็คือว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เราต้องการอะไร สําหรับผมผมอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทําให้หลักการประชาธิปไตยของเราเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลังครับ เราอยากเห็นการมี สภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ใช่สภาตัวแทนราษฎร และข้อจํากัดของสภาผู้แทนราษฎรที่เรามีอยู่ ในขณะนี้ ก็จะเสริมได้ด้วยการมีวุฒิสภา และวิธีการได้มาซึ่งวุฒิสภาที่ในอดีตเราเรียกว่า การสรรหา ในวันนี้ผมอยากจะเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งในมติใหม่ที่ไม่ใช่มติเชิงพื้นที่ แต่เพียงอย่างเดียวครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นหลักการที่สําคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมหวังว่าเสียงที่ผมอภิปรายนี้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก คงจะได้ยิน และคงจะรับไปพิจารณา และถ้าท่านไม่ประนีประนอมในเรื่องนี้ ผมคิดว่า ท่านกําลังผลักประเทศเข้าไปสู่วิกฤตที่จะเกิดขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการพัฒนาของการ เลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภานี้มันได้เดินมาถึงจุดที่มีทางเลือกและเป็นตราบังคับ ที่เราต้องเลือก ผมจึงไม่อยากเห็นการเลือกที่ทําให้เราถอยหลังและทําให้เกิดวิกฤติ ในชาติบ้านเมืองของเรา จึงได้นําเสนอความหมายของการเลือกตั้งในมติใหม่ ที่ท่านปฏิเสธ คําว่า สรรหา ผมก็จะให้การเลือกตั้งแบบใหม่กับท่าน เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าการประนีประนอม เกิดขึ้นท่านรับสิ่งเหล่านี้ไป ผมเชื่อว่าประเทศไทยของเรา ประชาธิปไตยของเราจะเดินไป ข้างหน้าได้ และตรงนั้นก็จะเป็นคุณงามความดีเป็นคุณูปการที่ท่านได้ทําให้กับประเทศชาติ และแผ่นดินของเรา ผมขอให้ท่านประธาน โดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบ ในเรื่องนี้ให้มาก บนฐานของความเป็นจริงและความคิดเห็นที่แตกต่างทางความคิด พื้นฐาน ในหลักการว่าด้วยการเลือกตั้ง และระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ เมื่อท่านตระหนักในความรับผิดชอบนี้ผมเชื่อว่ามโนธรรมในใจท่าน จะนําไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง ด้วยเหตุผลนี้เองครับท่านประธานผมจึงเรียกร้องให้มี การทบทวนในมาตรา ๔ ว่าด้วยวิธีการเลือกตั้งในความหมายดังกล่าว สําหรับรายละเอียด กลไกทางเทคนิคเป็นเรื่องที่เราคิดกันได้ แล้วก็แก้ไขได้ แต่หัวใจที่สําคัญคือหลักการของ การเลือกตั้งเพื่อที่จะให้เราได้ผู้แทนที่มาดูแลผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ติดอยู่กับ ผลประโยชน์ของเขตพื้นที่แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่จําเป็นและสําคัญ เพราะประชาชนเดือดร้อน แต่ประเทศไทยของเราต้องการมากกว่านั้นครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตวิงวอนผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า กรุณาเถอะครับ ให้ผู้แทนที่เรียกว่าวุฒิสภาที่จะมาดูแลผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ที่มากกว่าผลประโยชน์ของเขตพื้นที่ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภาปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับอาจารย์กนก ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวว่าเวลาที่เราอภิปรายในสภาแห่งนี้เรายึดติดกติกา ด้วยกันทั้งสิ้น กระผมไม่ทักท้วงท่านในระหว่างที่ท่านอภิปรายเลย ผมได้ความรู้จากท่าน หลาย ๆ เรื่องด้วยซ้ําไป แต่ว่ากาลเทศะในการที่ต้องพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ เราจําเป็นต้องยึดข้อประชุม ข้อกติกาในการประชุมสภาแห่งนี้ มาตราที่เราใช้ในการอภิปราย ครั้งนี้เราก็มีอยู่ครับ นึกเท่าไรก็ออกหมด แต่ว่าจะขอความกรุณาว่าท่านประธานที่เคารพ อยากให้เข้าประเด็นที่สําคัญ ๆ ให้เหตุผลพอสมควร แล้วให้มันสามารถเดินหน้าไปได้ ยอมครับว่าได้ความรู้จากท่านครับ ด้วยความเคารพท่านจริง ๆ แต่ว่านี่ไม่ใช่เป็นรายการ เสนอ โพรโพเซิล (Proposal) ครับ แล้วไม่ใช้เวลาในการที่เสนองานวิจัย กระผมให้ความเคารพ ในความรู้ ความสามารถของท่าน แต่ว่าขอความกรุณาเถอะครับ ให้อยู่ในประเด็นแล้วก็ กระชับสักนิดหนึ่งสภาแห่งนี้ก็จะเดินหน้าได้ ด้วยความเคารพจริง ๆ ด้วยความขอบพระคุณ ท่านที่กรุณาให้ความรู้ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ขณะนี้ สภาเรากําลังพิจารณามาตรา ๔ ก็คือการยกเลิกคณะกรรมการสรรหาและวิธีการสรรหา ความจริงอาจารย์กนก อาจารย์ผมเองนะครับ ท่านเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูงอยู่แล้ว ต้องขอบคุณที่ได้ความรู้จากอาจารย์นะครับ ต่อไปท่านธีรภัทรครับ

นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๔ และรวมทั้งมาตราก่อนหน้านี้ แต่เนื่องด้วยเงื่อนไขของเวลา ผมจึงขออนุญาตแปรญัตติในส่วนของมาตรา ๔ ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมเอง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เพิ่งได้รับการเลือกตั้งมาช่วงเวลา ๒ ปี ที่ผ่านมานี้เองครับ การเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผมมาจากการลงสมัคร ในฐานะสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงเวลาของการณรงค์หาเสียง สิ่งที่ผมกระทํา ก็คือต้องไปเสนอนโยบายของพรรคเพื่อให้ประชาชนได้มีความเข้าใจและตัดสินใจเลือกพรรค เข้ามาทําหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร เป็นรัฐบาล การไปพบปะประชาชนของกระผมนั้นนอกจาก จะได้ไปนําเสนอเนื้อหาและแนวคิดของพรรคแล้วยังได้รับฟังข้อเรียกร้องของประชาชน ในพื้นที่และนํากลับเข้ามาพิจารณาเมื่อผมวันหนึ่งได้เข้ามาทําหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ผมได้รับเลือกเข้ามาแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ไปพบปะกับประชาชนในพื้นที่ ในเมื่อเวลาที่มีโอกาสอย่างเช่นสุดสัปดาห์ เพราะการทํางานในหน้าที่ของสภาของผมนั้น ต้องใช้เวลาช่วง วันพุธ วันพฤหัสบดีนําข้อเรียกร้อง นําข้อเสนอ นําข้อเดือดร้อนของประชาชนเข้ามานําเสนอในสภา เพื่อให้เพื่อนสมาชิกทั้ง ๕๐๐ ท่านได้รับทราบ และถ้าทุกท่านมีความคิดและมีมุมมอง ในลักษณะเดียวกันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความเดือดร้อนของประชาชน ก็นําเสนอเป็นกฎหมาย หรือแม้กระทั่งเป็นการยื่นกระทู้ หรือแม้เป็นการยื่นญัตติเพื่อให้รัฐบาลนําไปแก้ปัญหา นั่นคือหน้าที่ของกระผมครับ สิ่งเหล่านี้ละครับคือการยึดโยงกับประชาชน ส่วนตัว ท่านประธานเองครับ ท่านประธานมาจากการเลือกตั้งวุฒิสภา ท่านประธานมาจาก การเลือกตั้งโดยการเลือกของพี่น้องประชาชนในจังหวัด แต่สิ่งที่ท่านต่างกับกระผมก็คือว่า ท่านไม่ได้เป็นผู้สมัครในฐานะพรรค ท่านไม่มีความจําเป็นต้องเอานโยบายของพรรค เข้ามานําเสนอให้กับพี่น้องประชาชน สิ่งที่ท่านแนะนําได้ก็เพียงการแนะนําตัวท่านเอง และขณะเดียวกันก็คือประวัติส่วนตัว ประวัติการทํางานของท่านเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชนทราบว่า ตัวท่านจะเข้ามาทําหน้าที่อย่างไรในสภา สิ่งเหล่านี้ละครับ คือความแตกต่าง ของการทําหน้าที่ของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ตลอดช่วงระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา การทํางานของพวกเราทั้งสภาบนและสภาล่างสามารถ ทํางานด้วยกันได้ด้วยดีครับ มีกฎหมายหลายอย่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่าน และนําไปให้วุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาหลายเรื่องเป็นจํานวนมากที่เป็นเรื่องของความเดือดร้อน เป็นความจําเป็นของพี่น้องประชาชนสามารถนํามาเป็นกฎหมายและนํามาใช้ปฏิบัติง่าย ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นการกระทําร่วมกันของพวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กฎหมายแม้แต่พวกผมได้มีการพิจารณา แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดไปมากกว่านั้นก็คือว่า ความรอบคอบในฐานะของการเป็นรัฐสภานั้น ได้มีการกลั่นกรองให้เกิดขึ้น พวกผมแม้จะ มาจากการเลือกตั้งของผู้แทนราษฎรทั้ง ๕๐๐ คนจากประชาชน แต่ก็นั่นละครับ ความรอบรู้ ความหลากหลายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การมีอาชีพของแต่ละท่านก่อนที่จะ มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่สามารถที่จะรอบรู้ในหลาย ๆ เรื่อง สิ่งเหล่านี้ละครับ มันทําให้ประโยชน์ของการมีวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และวุฒิสมาชิกที่มาจาก การสรรหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีความชํานาญในสาขาอาชีพต่าง ๆ สามารถที่จะใช้ความรู้ ความสามารถของท่านเหล่านั้นในฐานะอาชีพของท่านเหล่านั้น สามารถที่จะช่วยพิจารณา และกลั่นกรองกฎหมายให้มีความรอบคอบสมบูรณ์ ท่านก็จะเห็นได้ครับ แม้กฎหมาย ที่มีการผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อไปถึงวุฒิสภามีหลายกฎหมาย มีหลายฉบับ ที่ไม่สามารถมีความเห็นที่ลงรอยกันได้ แล้วสุดท้ายก็ต้องมีการร่วมกันตั้งคณะทํางานร่วมกัน ขึ้นมาเพื่อพิจารณากฎหมายฉบับดังกล่าว สิ่งเหล่านี้ละครับ ที่จะทําให้ความแลกเปลี่ยน ระหว่างสมาชิกของวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิดขึ้น และเมื่อมีข้อตกลง มีข้อยุติสิ่งเหล่านี้ก็จะออกมาเป็นกฎหมาย และนี่ละครับ คือการทํางานร่วมกันของ ทั้งสองสภา ท่านประธานครับ มีกฎหมายกว่า ๖๐ ฉบับที่ผ่าน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถ บ่งบอกได้เลยว่าการทํางานนั้นไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ในหลาย ๆ เรื่องครับ ที่พวกผม ไม่เห็นด้วยในเรื่องของกฎหมายที่ฝ่ายรัฐบาลหรือแม้แต่เพื่อนสมาชิกที่เป็นฝ่ายรัฐบาลได้ เสนอขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ก็ต้องมาพูดจาและมีการนําเสนอกันในสภา พวกผมไม่สามารถยอมรับ ในกฎหมายหลาย ๆ อย่างที่รัฐบาลนําเข้ามา เพราะผมเห็นว่าไม่มีความจําเป็นในเรื่อง กฎหมายดังกล่าวที่จะต้องมีความเร่งด่วนมากกว่าเป็นความเดือดร้อนของประชาชน สิ่งเหล่านี้ละครับ มันทําให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น และในวันนี้เรื่องที่เข้ามาในวันนี้ รวมทั้งเรื่องก่อนหน้านี้อีก ๒-๓ เรื่อง นี่ละครับ เกิดความขัดแย้งขึ้นในสภา ท่านประธานครับ รวมไปทั้งตัวของท่านเองด้วย ก่อนที่ท่านจะมาเป็นวุฒิสภา ท่านวุฒิสมาชิกท่านก็ทราบ ตัวท่านเองอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ปี ๒๕๕๐ นี้ที่ได้กําหนดไว้ ตัวท่านเอง ท่านก็ทราบดีว่า ท่านไม่สามารถยึดโยงกับพรรคการเมืองได้ ท่านไม่สามารถมีญาติพี่น้อง หรือบุพการี หรือใครก็แล้วแต่ที่อยู่ในสมาชิกรัฐสภาได้ หรือแม้แต่การสังกัดของ พรรคการเมือง หรือแม้แต่วาระของการดํารงตําแหน่ง ท่านทราบดีครับว่าท่านจะมีวาระของ การทํางานอยู่แค่ ๖ ปีเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ท่านทราบมาตั้งแต่แรก แต่ท่านตัดสินใจเลือกตัวเอง นําเสนอตัวเองให้พี่น้องประชาชนได้รับการเลือกเข้ามา ท่านทราบครับ ท่านทราบดี ผมเองก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เหมาะสมและมีความเหมาะสมในการทําหน้าที่ ในฐานะวุฒิสมาชิกของท่าน ส่วนตัวของผมเองนั้นการทําหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั้น เขามีกําหนดอายุให้เพียงแค่ ๔ ปีเท่านั้นครับ ๔ ปีของการทํางาน แล้วก็ต้องไปลงรับสมัครเลือกตั้ง ใหม่ นําเสนอแนวความคิดใหม่ นําเสนอนโยบายใหม่ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือกกระผม เข้ามาทําหน้าที่ในสภานี้อีกครั้ง นี่คือความแตกต่างในบทบาทและหน้าที่ของเราครับ ปัจจุบันความขัดแย้งตรงนี้ได้เกิดขึ้น รวมทั้งแม้แต่กระทั่งตัวของท่านเอง ผมเชื่อเลยครับว่า ตลอดช่วงระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา ในการทํางานในวุฒิสภามีหลายเรื่องที่ขัดแย้ง มีหลายเรื่องที่เห็นตรงกัน แต่สิ่งนี้ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เวลานี้ ท่านเห็นเลยครับ มีความขัดแย้ง เกิดขึ้นของพวกท่านมากกว่าตัวกระผมเองด้วยซ้ํา วุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา วุฒิสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้ง มีความเห็นในประเด็นและมุมมองที่ต่างกัน ในหลาย ๆ ท่านที่ ได้อภิปรายออกไปมีคําพูดแรง ๆ รุนแรง ไม่สามารถที่จะสมานความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันได้ ความรู้สึกขัดแย้งของการเป็นวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการ เป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ทําให้เกิดความขัดแย้งในตัวของกลุ่มของพวกท่านเอง นี่ละครับ คือสิ่งที่ทําให้ผมกังวลว่าการทํางานต่อไปของพวกเรานั้น ในบทบาทของการทํางานในรัฐสภา แม้ว่าพวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาด้วยกันจะมีความเห็นในหลาย ๆ เรื่องที่ตรงกัน แต่วันนี้ ความเห็นตรงนี้มันไม่ตรงกันและต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ นี่คือความขัดแย้งที่ไม่จําเป็น และไม่ได้เงื่อนไขของเวลาเลยครับที่จะเหมาะสมที่จะนําเข้ามาในขณะนี้ สุดท้ายที่สุดครับ การแก้ไขปัญหาที่ท่านคิดว่าเป็นเรื่องจําเป็นของส่วนตัวของท่าน เพื่อเพราะว่าเวลาของท่านนั้น อาจจะใกล้เวลาแล้ว ผมจึงเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ การแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ไม่มีความจําเป็นเลย มากกว่าในเรื่องของความเดือดร้อนของราษฎรที่กําลังเกิดขึ้น ผมเอง ไม่มีเวลาเลยครับที่จะได้มีโอกาสไปพบปะไปทําหน้าที่เป็นเหมือนไปรษณีย์ที่จะนําในสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในสภากลับไปบอกกับพี่น้อง หรือแม้แต่เรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้อง ที่นํามาสะท้อนในสภา แทบจะไม่มีโอกาสเลยครับ เพราะเราใช้เวลาไปกับเรื่องที่มันเป็นเรื่อง ความจําเป็นของคนอื่นทั้งสิ้น ผมจึงขอโอกาสนี้ครับ ฝากเรียนไปถึงท่านสมาชิกทุกท่าน รวมทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ท่านวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา วุฒิสมาชิกที่มาจาก การเลือกตั้ง ขอความกรุณาครับ มีความจําเป็น มีเรื่องเร่งด่วนอีกมากมายที่เป็นความจําเป็น และความเดือดร้อนของราษฎรที่น่าพวกเราจะได้นําเข้ามาพิจารณา แล้วก็แก้ไข แล้วก็ หาทางช่วยเหลือ ผมจึงขอโอกาสนี้ฝากความหวังไว้ว่าในโอกาสต่อไปเรื่องนี้น่าจะได้มี การชะลอเอาไว้ก่อน และเราสามารถนําเรื่องเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่กลับมาเล่าสู่กันฟัง แล้วตัวของท่านเองในฐานะวุฒิสมาชิกก็นําเรื่องนี้ไปพิจารณาแล้วก็แก้ไขปัญหาออกมาเป็น กฎหมายให้ประชาชนทั้งประเทศได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในเรื่องปัญหาของเขาที่เดือดร้อน ครับ ในโอกาสนี้ผมขอขอบพระคุณท่านประธานที่ท่านได้ให้โอกาสพูด แล้วก็หวังใจ เป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอของผมนี่ครับคงจะเป็นประโยชน์ แล้วก็ทําให้พวกเรากลับมายืน ในสิ่งที่พวกเราควรจะเป็น แล้วเราควรจะทําหน้าที่ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ หลังจากคุณบุญยอดก็ต่อด้วยคุณสาครครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าข้อตกลงของผม กับท่านประธานยังคงอยู่นะครับ ที่เราเคยมีข้อตกลงกันไว้ว่าถ้าท่านประธานนิคมขึ้นมา ทําหน้าที่ ผมจะสงวนสิทธิในการอภิปรายของผม ผมยังคงยืนยันอย่างนั้นครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับคุณบุญยอด ต่อไปท่านสาครครับ

นายสาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองก็ได้แปรญัตติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ไว้ทุกมาตรา มาตรา ๔ นี้ก็เช่นกัน ก็คงจะเป็นมาตราที่ต่อเนื่องจาก มาตรา ๓ ผมได้แปรญัตติ มาตรา ๔ นี้ไว้ เพราะกระผมไม่เห็นด้วยกับ มาตรา ๔ โดยตัด มาตรา ๔ ออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ การแปรญัตติของกระผมกระผมให้คงไว้ในวุฒิสมาชิกทั้งแบบ เลือกตั้งและแบบสรรหา โดยเฉพาะผมมองเห็นถึงความสําคัญมองเห็นถึงความรู้ ความสามารถของวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาโดยให้มาจากการสรรหาในส่วนที่เหลือและ ให้ครบกับจํานวนวุฒิสมาชิกอีก ๒๐๐ คน ท่านครับ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ เป็นกระบวนการที่ว่าด้วยการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา การแปรญัตติของผมก็ได้แปรญัตติ ให้มีสมาชิกวุฒิสภาโดยการเลือกตั้งและการสรรหาหรือการเลือกตั้งทางอ้อม เพราะมาตรา ๓ ว่าด้วยมาตรา ๑๑๓ ว่าด้วยคณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิก ผมมีความเชื่อมั่นมีความเชื่อถือ ในความมีประสบการณ์ในความซื่อสัตย์สุจริตของคณะกรรมการสรรหาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ มาแล้วเป็นอย่างดีจากการที่เห็นจากสมาชิกวุฒิสภาสรรหาในชุดนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะแก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการสรรหาเพิ่มจํานวนไปอีกสัก ๒ เท่า หรือ ๓ เท่า ผมก็คิดว่าคงไม่มีปัญหา ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนมาตรา ๑๑๔ ซึ่งเป็นการคงไว้ซึ่งคณะกรรมการสรรหา ก็คงจะแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายที่จะทําให้ ได้มาซึ่งความหลากหลายจากอาชีพ ความหลากหลายจากองค์กรต่าง ๆ ความหลากหลาย จากภาควิชาที่มีความรู้ความสามารถมีความเป็นอิสระ โดยเฉพาะที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ก็คือตัวแทนจากผู้ด้อยโอกาสตัวแทนจากคนพิการ ท่านประธานที่เคารพครับ การแปรญัตติ ของกระผมที่ให้ตัดมาตรา ๔ ออกไปทั้งหมดนั้น ก็เพราะกระผมไม่เห็นด้วยที่จะตัด มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ เพราะผมคิดว่ากระบวนการสรรหาเป็นวิธีการหนึ่ง ที่จะให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณภาพเป็นกระบวนการกลั่นกรองคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานที่เคารพครับ การแปรญัตติที่ต่อเนื่องทุกมาตราของกระผมกระผมคิดว่า การยึดโยงความเป็นอิสระของวุฒิสมาชิกความหลากหลายและความเป็นผู้แทนของทุก ๆ สาขาเป็นส่วนที่จําเป็นเป็นอย่างยิ่ง ผมถือว่าสมาชิกวุฒิสภาเป็นสภาที่ตรวจสอบถ่วงดุล แห่งดุลยภาพทางอํานาจของประเทศเราอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วย กับการแปรญัตติของทางคณะกรรมาธิการในเบื้องต้น ขอขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านสาครครับ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ นะครับ แล้วก็ท่านรังสิมา รอดรัศมี เชิญครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๔ ซึ่งเกี่ยวโยง กับมาตรา ๓ นะครับ คือที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เดิมทีนั้นสมาชิกวุฒิสภามาจาก ๒ รูปแบบ นะครับ ก็คือมาจากเลือกตั้งโดยตรงจํานวนหนึ่ง แล้วก็มาจากการสรรหาอีกจํานวนหนึ่ง แล้วก็ทางการแปรญัตตินะครับ การพิจารณา กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเปลี่ยนแปลงที่มาของสมาชิกวุฒิสภา จากมาจาก ๒ รูปแบบเหลือเพียงรูปแบบเดียว ก็คือมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คน ซึ่งในมาตรา ๓ นั้น ผมเองก็ได้แปรญัตติเอาไว้ที่ไม่เห็นด้วยกับการร่างพระราชบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นะครับตามที่เสียงข้างมากได้เห็นชอบ เพราะว่าความไม่ถูกต้อง ความไม่ชอบธรรม ความที่ไม่ครอบคลุม การที่ได้มาของวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้น ผมเข้าใจว่า ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหลายคงได้ รับทราบจากข้อติติง จากคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกอย่างครบถ้วน แต่อย่างไรก็ตามครับ พอมาถึง มาตรา ๔ กระผมเองผมก็ยังติดใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ว่าการที่ให้วุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้ง ๒๐๐ คนนั้น ผมไม่เห็นด้วย กระผมเลยแปรญัตติเพื่อขอตัด มาตรา ๔ ออกทั้งมาตรา ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้วินิจฉัยว่ากระผมและ พรรคพวกอีกประมาณสัก ๔๐-๕๐ คนครับไม่มีสิทธิที่จะอภิปรายเพราะว่าเสียงข้างมาก ได้มีมติให้ที่มาของวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อย่างไรก็ตามครับผมดีใจ ที่ท่านประธานได้ให้โอกาสพวกกระผมได้พูด และกระผมกราบเรียนว่ามิใช่เป็นเรื่องของ ที่ท่านประธานมีความเมตตาครับ แต่มันเป็นเรื่องหลักกฎหมายที่ท่านประธานและใคร ก็ไม่สามารถที่จะตัดโอกาสของเพื่อนสมาชิกที่ไมเห็นชอบในมาตรา ๔ ได้โดยชอบธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผลที่ผมตัดมาตรา ๔ ออกทั้งมาตรา ก็เพื่อที่จะกลับให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คือมาจาก ๒ รูปแบบ มาจากการเลือกตั้งและมาจากการสรรหา ถ้าผมพูดเช่นนี้นั้น ท่านประธานตําหนิผมว่าเรื่องนี้ไม่ต้องพูดแล้วนะ เพราะว่าเสียงข้างมากลงมติไปแล้วว่า ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คน แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ใหญ่และเป็นเรื่องที่มีความสําคัญของบ้านเมือง มิฉะนั้นพวกกระผมซึ่งเป็นฝ่ายค้านและ เพื่อนวุฒิสมาชิกบางส่วนที่คัดค้านไม่เห็นด้วยกับที่มาของวุฒิสมาชิกตามเสียงข้างมาก ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเพียงแบบเดียวเท่านั้น ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ มากครับ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราต้องพูดกันอย่างชัดเจนแล้วก็ต้องฟังอย่างมีเหตุและผล ผมไม่อยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เห็นชอบที่มาของวุฒิสมาชิกรูปแบบเดียว จากการเลือกตั้งโดยตรงได้เปิดใจกว้าง ได้ฟัง ท่านอย่าปักธงและใครพูดที่ไม่เหมือนท่าน ไม่ตรงกับใจของท่านแล้วท่านจะไม่รับฟังท่านประท้วง ท่านบอกว่าพูดเยิ่นเย่อ เขาตัดสินใจแล้ว ผมคิดว่าความคิดเช่นนี้ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่พวกเราต้องรับฟังกันอย่างแน่นอน แต่พวกกระผม มีความเชื่อมั่นท่านประธานครับว่าถ้าสภาแห่งนี้ซึ่งเป็นสภาในการตราพระราชบัญญัติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการใช้ปกครองประเทศ ถ้ามันหลุดไปโดยที่ขาดความรอบคอบผมคิดว่าจะเกิดอันตรายต่อประเทศชาติอย่างมากมาย เหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานเช่นนี้เนื่องจากว่าสภาไทยนั้นเป็นรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในการดีไซน์ (Design) ให้มี ๒ สภานั้น ท่านประธาน ก็คงทราบนะครับว่าบทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับบทบาทหน้าที่ของ วุฒิสภามีความแตกต่างกัน วุฒิสภาบทบาทที่สําคัญที่สุดท่านประธานที่เคารพครับ ก็คือ เรื่องของการกลั่นกรองกฎหมายที่มาจากการยกร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานจะเห็นว่ากฎหมายที่ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายฉบับครับ เมื่อถึงชั้นวุฒิสภา วุฒิสภาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แล้วก็หลายฉบับครับเมื่อวุฒิสภาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแล้วทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลับลําเห็นชอบด้วย ตรงนี้เป็นการบ่งชี้ ให้เห็นว่าวุฒิสมาชิกนั้นมีบทบาทที่สําคัญในการกลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว เฉพาะบทบาทแรกผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่ากฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร กฎหมายที่มาจากภาคประชาชนเข้าชื่อกันร่างกฎหมาย เมื่อผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว จําเป็นจะต้องมีวุฒิสภากลั่นกรองกฎหมาย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเกิดวุฒิสภา ไม่มีความหลากหลาย ซึ่งกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีความหลากหลาย ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสังคม ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษา หลากหลายมากท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดวุฒิสภาซึ่งเป็นสภากลั่นกรอง มีบุคคลไม่หลากหลาย ผมกราบเรียนว่ากฎหมายที่ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ย่อมจะมีปัญหาอย่างแน่นอน ทีนี้ทําอย่างไรให้วุฒิสมาชิกมีความหลากหลาย ผมกราบเรียนว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ถูกต้องแล้วครับ เราอย่าไปรังเกียจว่าไม่เป็นประชาธิปไตย มาจากคนยึดอํานาจ ผมคิดว่าถ้าท่านคิด ที่มาอย่างนี้ท่านใจแคบมาก แต่ผมอยากให้ท่านคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ คือปลายทาง ต้นทางไม่เป็นไรครับ แต่ปลายทางดีท่านควรจะเอาแบบอย่าง ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าถ้าวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพียงประเภทเดียว ผมเชื่อว่าท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน คงจะคิดเหมือนที่ผมคิดก็คือความหลากหลายไม่มี ความหลากหลายความครอบคลุมจะไม่มี จะได้บุคคลซึ่งพี่น้องประชาชนชอบเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ถ้าให้มีความรู้ หลากหลายครอบคลุมกับกฎหมายที่ทะลักออกจากสภาผู้แทนราษฎรนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ การเลือกตั้งจากประชาชนไม่สามารถกําหนดความเชี่ยวชาญแต่ละสาขาได้ แต่อย่างไรก็ตามครับ ในระบอบประชาธิปไตยเราต้องให้เกียรติพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นย่อมที่พี่น้องประชาชน เลือกผู้แทนของเขาจํานวนหนึ่งไปกลั่นกรองกฎหมาย แต่สิ่งที่สภาแห่งนี้ต้องเติม ต้องอุดช่องว่างก็คือเราต้องสรรหาสมาชิกวุฒิสภาอีกประเภทหนึ่งมาเติมเต็ม มาแก้ปัญหา ของวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเรามั่นใจว่าน่าจะไม่ครอบคลุม ทีนี้ถ้าเกิดว่ามาอีกส่วนหนึ่ง นะครับ ครึ่งหนึ่งตามที่ผมกราบเรียน ๒๐๐ คน ๑๐๐ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากตําบล จากอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ติดใจจะมาจากการเลือกตั้งเขตพื้นที่เอาเขตจังหวัด เขตประเทศ หรือเขตอะไรผมไม่สนใจ แต่อย่างน้อยที่สุดก็คือมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน โดยตรงครึ่งหนึ่ง เป็นการให้เกียรติพี่น้องประชาชน อีกครึ่งที่สองนั้นเพื่อความครอบคลุม ความรอบคอบ และเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติก็ต้องมาจากการสรรหา สรรหามาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ท่านประธานครับ ตรงนี้ครับคือความครอบคลุม ถามว่าถ้าคัดสรร สรรหา มาจากกลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ มันจะไม่ยึดโยงประชาชนหรือ ผมคิดว่าถ้าท่านคิดอย่างนี้ไม่ถูก เพราะว่ากลุ่มอาชีพ ก็คือประชาชน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดกลุ่มอาชีพได้คัดสรรมา ได้สรรหามา ผมกราบเรียนว่าก็จะทําให้เกิดความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผมได้รับฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่าน อภิปราย ได้รับฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตอบหลายครั้งหลายคราซ้ําซากว่า การที่กําหนดกลุ่มอาชีพมันกําหนดยาก เพราะว่ามีความ หลากหลายมากเหลือเกิน ไม่รู้จะกําหนดกลุ่มไหน ผมคิดว่าถ้าท่านคิดอย่างนี้ ถ้าท่าน มีสติปัญญาแค่นี้ เพียงแค่การกรุ๊ปปิ้ง (Grouping) กลุ่มอาชีพให้เข้ากับบริบทของปัญหา ของประเทศท่านยังทําไม่ได้ แล้วท่านจะทําอะไรครับ ผมคิดว่าไม่เกินสติปัญญาของท่าน แต่สิ่งที่ท่านไม่ทําก็คือท่านมีวาระแอบแฝง ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธาน ก็คงทราบนะเรื่องลึก ๆ และผมเชื่อว่าในใจท่านประธานจริง ๆ ท่านเห็นด้วยที่วุฒิสมาชิก มาจาก ๒ รูปแบบ แต่ความเป็นประธานก็พูดอะไรได้จํากัดมากนะครับ เพราะผมเชื่อว่า ถ้าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ผู้ที่คัดค้านที่มาของวุฒิสมาชิกผมคิดว่าไม่มีเหตุผลอันใดเลย เพราะการได้มาวุฒิสมาชิกนั้นทั้ง ๒ รูปแบบ ครับ เป็นการได้มาที่สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์ เติมเต็ม ครอบคลุม และสามารถทําภารกิจหลัก ๆ ๓ เรื่องของวุฒิสมาชิกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย ทั้งในเรื่องของการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองที่มีความผิดนะครับ เพราะวุฒิสมาชิกย่อมเฉลี่ยมีความเป็นกลาง ทั้งเรื่องของ การสรรหา แต่งตั้ง บุคคลสําคัญในองค์กรอิสระที่ไปคานอํานาจกับฝ่ายบริหาร ผมกราบเรียน เรื่องนี้มีความสําคัญที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับฟังมาตลอดหลายวันในการ พิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญในประเด็นการแก้ไขที่มาของวุฒิสมาชิก เรื่องหนึ่ง ที่เพื่อนสมาชิกบอกว่า ถ้าให้วุฒิสมาชิกมาจากการสรรหานั้นไม่เป็นแบบสากล ไม่ยึดโยงกับ ประชาชน ผมกราบเรียนว่าไม่ใช่ ความเป็นสากลท่านลองดูประเทศอังกฤษเป็นต้นแบบ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งคล้าย ๆ ประเทศไทยครับ ที่มีความพิเศษ ของระบอบนี้คือมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเทศอังกฤษต้องมีวุฒิสมาชิก ที่เป็นสภาขุนนางนะครับ ทําไมครับ เพราะเขามีความเชื่อมั่นว่าวุฒิประเภทนี้สามารถที่จะทํา หน้าที่ให้เป็นประโยชน์กับประเทศของเขาได้อย่างแน่นอน ผมขอยกตัวอย่างอยู่ประเทศหนึ่งครับ ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งมีระบบกษัตริย์เหมือนประเทศไทย วุฒิสมาชิกของประเทศเบลเยี่ยม ก็มาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง มาจากการสรรหาส่วนหนึ่ง ในส่วนที่มาจากการสรรหา ท่านประธานครับ มีตัวแทน ในระบบกษัตริย์มาส่วนหนึ่ง ประมาณ ๓-๔ คน ตรงนั้นแปลความว่าอย่างไรครับ แปลความว่า ประเทศที่มีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเทศเหล่านั้นเขาให้เกียรติกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ ในการที่ให้เชื้อพระวงศ์ได้มีส่วนร่วมในการกลั่นกรองกฎหมายที่นํามาใช้ ในประเทศไทย ประเทศเราเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมไม่เรียกร้องว่าให้นําตัวแทนของพระมหากษัตริย์ร่วมเป็น สมาชิกวุฒิสภาทําหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ แต่ผมเรียกร้องว่าให้สมาชิกวุฒิสภาหรือ วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง เพื่อจะได้นําผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ละสาขาอาชีพมากลั่นกรองกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนั้น ๆ ได้อย่าง มีประสิทธิภาพและได้อย่างเกิดผลที่ดีที่สุด และให้คนมาเป็นกลางในทางการเมือง ในการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตําแหน่งที่สําคัญที่ไปคานอํานาจกับฝ่ายบริหาร ถ้าเกิดฝ่ายบริหาร ไม่มีความยุติธรรมสามารถที่จะไปถอดถอนนักการเมืองที่ฉ้อฉลโดยไม่ต้องพะวักพะวงว่า เรามีบุญคุณกัน ทําให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมีความเป็นกลางนะครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมต้องตัด มาตรา ๔ ทั้งมาตรา แล้วก็นํา กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๓ ที่มาของ ส.ว. และมาตรา ๑๑๔ ในการสรรหา ส.ว กลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะผมมีความเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่าวุฒิสภาถ้ามาจาก ๒ ที่ ๒ รูปแบบจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงครึ่งหนึ่ง มาจากการสรรหาของกลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ เพื่อความครอบคลุมอีกครึ่งหนึ่ง จะทําให้การกลั่นกรองกฎหมาย จะทําให้การถอดถอน นักการเมืองที่ฉ้อฉล จะทําให้การแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่คานอํานาจ กับฝ่ายบริหารมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลอย่างแน่นอน ขอกราบพระคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านรังสิมา รอดรัศมี ต่อด้วย ท่านสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ นะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ สงวนคําแปรญัตติตัดมาตรา ๔ ออกทั้งมาตรา เนื่องจากดิฉันเห็นว่าปัญหาของการได้มาซึ่ง ส.ว. ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นปัญหามาก ก็มาใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ พอใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เสร็จท่านจะย้อนกลับไป ปี ๒๕๔๐ หนักกว่าปี ๒๕๔๐ เข้าไปอีก ดิฉัน จึงไม่เห็นด้วย ดิฉันก็พยายามที่จะคัดค้านทุกอย่างกับการที่ท่านจะมาใช้รัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ เหตุผลเนื่องจากว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับที่ว่าจะเลือกมาจากจังหวัดทั้งหมด คือจังหวัดเลือกมาทุกจังหวัดดิฉันเห็นด้วย แต่ว่าที่ได้มาทั้งหมดเหมือน ปี ๒๕๔๐ ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะ ดิฉันอยากให้ได้มาจากการสรรหา แต่สรรหามีคณะกรรมการสรรหา และพอสรรหาเสร็จก็มาให้ประชาชนเลือกนะคะ เป็นแบบคล้ายบัญชี รายชื่อของพรรคการเมืองต่าง ๆ ลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่มาหลากหลายจากกลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ คือว่าดิฉันคิดว่าคนที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ แพทย์ พยาบาล ที่ปลดเกษียณแล้วก็ดี ยังไม่ได้ปลดเกษียณแต่อยากจะมาทําหน้าที่เป็นวุฒิสภาก็ยังมีสิทธิ หรือว่าคนพิการที่ดิฉันได้เคยเอ่ยนามไปแล้วเมื่อคราวที่แล้ว ท่านประธานก็คงจะจําได้ ไม่ว่า จะเป็นท่านมณเฑียร บุญตัน หรือว่าท่านกฤษนะ ละไล ดิฉันก็ได้เห็นความรู้ความสามารถ ท่านอย่าไปเห็นว่าร่างกายเป็นปัญหากับการมาทําหน้าที่ เขาไม่ได้ใช้ร่างกายนะคะ เขาไม่ได้ ใช้ความสวยอย่างที่บุคคลบางคนที่เคยบอกว่าสวยกว่าในสภาไม่จําเป็นค่ะ ขี้เหร่ก็เป็นได้ แต่ว่าต้องมีสมอง บางคนสวยแต่ไม่มีสมองก็ไม่มีประโยชน์อย่างที่ดิฉันว่านะคะ เพราะฉะนั้น ดิฉันอยากจะให้เลือกมาก่อน สรรหามาก่อน แล้วให้ประชาชนมาเลือกโดยคํานึงถึง ๑. คนที่ มีความรู้ความสามารถ ๒. เรื่องเพศ ดิฉันก็มามองว่าขณะนี้สตรีได้เข้ามาสู่การเมืองน้อยมาก ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าให้เลือกอย่างนี้ ส่วนใหญ่ทั้ง ๒ สภา ท่านก็จะเห็นได้ ก็จะประมาณ ส.ว. ก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ส.ส. ก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าถ้าสตรีเข้ามามาก การเมืองดิฉันคิดว่าจะเปลี่ยนไป ความคิดต่าง ๆ ผู้หญิงจะมีโอกาสมองโลกได้กว้างไกลกว่า แล้วละเอียดอ่อนกว่านะคะ มองทั้งกาย ทั้งจิต ทั้งสังคม ทั้งความเป็นระเบียบ ความสวยงาม ถ้าสตรีเข้ามามาก ๆ การเมืองก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นสัดส่วนของสตรีนี้ดิฉันก็อยากให้มี มากกว่าปัจจุบัน ถ้ายังเลือกเหมือนเดิม ส่วนใหญ่ผู้ชายเห็นไหมคะ ก็จะได้เข้ามาเยอะ ดิฉันว่าถ้ามันเป็นวิธีนี้มันก็จะบาลานซ์ (Balance) กันนะคะ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นเกย์ เป็นทอม เป็นดี้อะไรนี่ เขาจะได้มีโอกาสบ้าง แต่ถ้าให้เลือกจังหวัดเดียวอย่างเช่น คนที่เป็นเกย์ เขาอยากมาเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ ถ้าเลือกทั้งประเทศ เกย์อาจจะได้เข้ามาเยอะก็ได้ เพราะในสภานี้ก็อาจจะมีแอบแฝงเยอะนะคะ แต่ว่ามันไม่แสดงออกแค่นั้นเองมันฝังอยู่ ข้างใน เพราะฉะนั้นถ้าเลือกทั้งประเทศคนพวกนี้ก็จะได้มาเป็นตัวแทนของกลุ่มคนของ พวกเขาเหล่านั้น จะได้มาเป็นปากเป็นเสียงนะคะ แล้วก็ทางด้านอายุก็เช่นกัน อายุ เดี๋ยวดิฉันไปพูดในมาตรา ๕ นะคะ ดิฉันก็เห็นด้วยว่าควรที่จะมีวุฒิภาวะนะคะ ดิฉันขอ สงวนความเห็นมาตรา ๕ ไว้เหมือนกันจะได้ไม่เสียเวลา แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือวุฒิสมาชิกนี้ ต้องมีความเป็นอิสระ ดิฉันเน้นมากเลยเรื่องความเป็นอิสระ ไม่เป็นคนของพรรคหนึ่งพรรคใด แล้วก็จะต้องเป็นอิสระกับตัวเอง ไม่ใช่เขาให้ยกมือขวาก็ยก ให้ยกเท้าขวาก็ยกอย่างนี้ ไม่ได้นะคะ เพราะว่าดิฉันไม่เห็นด้วยที่จะต้องมาเป็นวุฒิภายใต้อํานาจของกลุ่มคนบางคน ในปัจจุบันนี้ดิฉันก็คิดว่าถ้ามันเป็นแบบนี้อย่างที่ท่านจะใช้ในมาตรานี้ดิฉันคิดว่ามันก็กลับไปสู่ ปี ๒๕๔๐ เหมือนเดิม ยกตัวอย่างเช่น เมียหลวงเป็น ส.ว. ผัวเป็น ส.ส. ลูกเป็น ส.ส. เมียน้อย เป็น ส.ส. สมมุติบ้านนี้เป็น ๔ คน เอาแค่ ๔ คนนะคะ ยังไม่เอาหลานไม่เอาเหลนมาลงอีก เอาแค่ ๔ คนก่อน ท่านลองคิดดูว่าผัวเป็น ส.ส. ผัวทําผิด ลูกทําผิด เมียหลวงเป็น ส.ว. จะกล้าปลดผัวตัวเองไหม จะกล้าปลดเมียตัวเองไหม จะกล้าถอดถอนไหม ก็ไม่กล้า แต่ถ้า เมียน้อย เมียน้อยเป็น ส.ส. เมียหลวงเป็น ส.ว. ดิฉันคิดว่าอันนี้ยังมีโอกาสบ้าง เมียหลวง สามารถที่จะปลดเมียน้อยที่เป็นสภาล่างได้นะคะ เพราะอย่างไรมันจะต้องฟาดฟันกันระหว่างเมียหลวงกับเมียน้อย ถ้าท่านใช้รัฐธรรมนูญนี้ ถ้าแก้มาแล้วตามที่คณะกรรมาธิการได้แก้ ดิฉันคิดว่าในสภานี้ไม่ต้องมีคนอื่นเลย มีเมียหลวง มีเมียน้อย แล้วก็มีลูก มีผัว อยู่อย่างนี้ มันก็จะเป็นสภาผัวเมียตามที่ประชาชนพูดอยู่ ในปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับสภาทาสอีกนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าจะสําเร็จได้อยู่อย่างเดียว ที่ถอดถอน คือถอดถอนเมียน้อยออกจากในครอบครัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นประชาชน ไม่ได้อะไรเลยค่ะ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แต่เมียหลวงปลดเมียน้อยได้อย่างเดียวนะคะ แต่ว่าประชาชนถอดถอนคนที่ทุจริตคอร์รัปชั่นหรือว่าจะโกงอะไรทั้งหลายที่จะปลด ทําผิดกฎหมายไม่ได้เลย ท่านประธานพยักหน้านี่เห็นดีกับดิฉันใช่ไหม คือดิฉันคิดว่านี่ดิฉัน จึงไม่เห็นด้วย ดิฉันจะสู้ให้ถึงที่สุดเลยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะคัดค้านตลอดเลย เพราะว่า ถ้าท่านใช้วิธีนี้ ส.ส. กับ ส.ว. ไม่ได้แตกต่างกันเลย ไม่อย่างนั้นท่านทําไมไม่เลือก ส.ว. ไปเลยล่ะ ๗๐๐ คน เราต้องมาแบ่งทําไม ส.ส. กับ ส.ว. เพราะว่าเลือกมาแล้วมันก็เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างกัน เดี๋ยวคอยดูสิจะเปรียบเทียบให้ดูในมาตรา ๕ นะคะว่า ส.ว. กับ ส.ส. มันแทบจะไม่ได้แตกต่าง นอกจากไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง อย่างที่ดิฉันได้อภิปราย ไปแล้ว เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ชาวไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่แก้เฉพาะให้ครอบครัว โคตรเหง้าศักราชของนักการเมือง มาเล่นการเมืองอยู่แค่นี้ คนอื่นไม่ต้องมีโอกาสได้เข้ามาเลย อย่างนี้ดิฉันก็คิดว่าท่านแก้ ไปทําอะไรนี่ท่านประธานกรรมาธิการ ใช่ไหมคะ เพราะว่าดูแล้วมันยิ่งย้อนถอยหลังลงคลอง มากกว่าเดิมเข้าไปอีก แทนที่จะแก้ให้มันก้าวหน้า ให้มันดี ป้องกันไม่ให้เมียน้อยมาตีกับ เมียหลวงในสภา แล้วก็ป้องกันไม่ให้ลูกเมียมามีผลประโยชน์ทับซ้อนในสภา ทั้งสภาบนและ สภาล่าง โดยเสียงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ และมันก็จะมีอํานาจ มีบารมีอย่างที่ดิฉัน อภิปรายไปแล้วในวาระ ๑ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และดิฉันก็ขอสงวนคําแปรญัตติในมาตราเอาไว้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุทธิครับ

นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ สมาชิกรัฐสภา กรุงเทพมหานคร เขตพระโขนง บางนาครับ ก็ได้แปรญัตติมาตรา ๓ นะครับ มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ก็ได้แพ้โหวตเสียงส่วนใหญ่ไปเมื่อวาน ก็ได้แปรมาตรา ๔ ที่ถูกยกเลิกไป มาตรา ๑๑๓ และ มาตรา ๑๑๔ ก็บอกท่านครับว่าก็ได้ฟังเพื่อนสมาชิกพูดเยอะ เมื่อกี้นี้ท่านรังสิมาพูด เล่นเอาท่านประธานรัฐสภาไม่กล้าผงกหัวเลยครับท่านครับ เพราะกลัวจะยอมรับความจริง ท่านครับ ผมเองก็อยากจะกราบเรียนครับว่าเรื่องที่จะรวบรัด รวบรวมอํานาจไว้เยอะ ๆ ในส่วนตรงนี้ ผมก็พยายามคิดครับท่านว่าการรวบอํานาจนั้นเขาตั้งหวังอะไร ก็อยากจะให้ ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายนะครับท่านครับ ว่าทําไมถึงเราจะต้องเอา ส.ว. ไว้เยอะ ๆ นะครับท่าน จาก ๑๕๐ เพิ่มเป็น ๒๐๐ เราต้องเสียเงินอีก ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทใน ๖ ปี ผมก็พยายามจะ ให้ความเป็นธรรมครับท่าน ว่าผู้ที่หวังอํานาจเยอะ ๆ มีไม่เยอะครับท่าน ผมเชื่อนะครับว่า ท่านประธานเองก็คงไม่ได้ตั้งหวังอะไรหรอกในด้านอํานาจ และไม่ว่าทางกรรมาธิการ หลาย ๆ ท่านผมก็คิดอยู่ครับว่าท่านเอาไปทําไม ก็เป็นห่วงกังวลตรงนี้ครับว่าท่านทําไป เพื่อไปส่งเสริม ไปช่วยเหลือผู้ที่มีอะไรทับซ้อนหรือเปล่า หรือมีอะไรทําผิดไว้นะครับ ทับไว้หรือไม่อย่างไรที่เกรงกลัวต่อความผิดอะไรหรือไม่ เพราะเนื่องจากถ้าเผื่อหากมี ส.ว. มาจากการสรรหาก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้ เราไม่สามารถที่จะไปกําหนดไปชี้นําไปชี้ไปควบคุมในส่วนตรงนั้นได้นะครับ ผมก็อยากจะ กราบเรียนนะครับว่า ถ้าหากท่านมีความบริสุทธิ์ใจจริงนะครับ ท่านก็ช่วยคิดให้หน่อย นะครับว่า จากการที่เรายกเลิกมาตรา ๓ มาตรา ๔ นะครับ ทําให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่น ๆ นะครับ ไม่ว่าทางด้านกฎหมาย ทนายความ นักกฎหมาย และอัยการ ทั้งผู้พิพากษา พวกเราไม่ทราบว่าจะชนะพวกนักเลือกตั้งได้อย่างไรนะครับ ผมก็ยังมองต่อไปทางด้านหมอ แพทย์ พยาบาล สาธารณสุข ด้านการเกษตร ด้านตัวแทนสภา เกษตรกร ด้านฝ่ายป้องกันประเทศ ไม่ว่าข้าราชการทหารหรือข้าราชการตํารวจนะครับ และด้านคนพิการยิ่งไม่มีโอกาสใหญ่เลยที่จะมีโอกาสเข้ามาแข่งขันกับพวกนักการเมือง นักเลือกตั้งนะครับ ในส่วนตรงนี้จะหมดสิทธิไปโดยสิ้นเชิงนะครับ ด้านเอ็นจีโอ ด้านกรรมกร แรงงาน ด้านภาคประชาชน ด้านภาคกลุ่มสตรีในส่วนตรงนี้จะหมดโอกาส แล้วก็จะถูกรวบ อํานาจไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งพวกนี้ ท่านได้คิดไหมครับว่า เขาก็เป็นผู้ที่มีสิทธิมีเสียง เป็นผู้ที่มีส่วน ในประเทศที่เขาจะต้อง เราจําเป็นจะต้องให้อํานาจให้สิทธิเขาบ้างนะครับ ซึ่งเราจัดให้เวลา เลือกตั้งทั้งหมดนะครับ แน่นอนครับ มันไม่มีทางเลยที่จะมาแข่งกับนักเลือกตั้งอย่างพวกเรา พวกท่านทั้งหลายนะครับ และเราก็ต้องมาติดหนี้บุญคุณทั่วไปหมดนะครับ แล้วก็ต้องมานั่ง มีเงื่อนไขมากมายในส่วนตรงนี้ ก็เลยยังไม่ทราบนะครับว่า ในความเป็นอิสระและเป็นกลาง ที่จะทําให้ทุกภาคส่วนยอมรับตรงนี้ ไม่ทราบว่าท่านกรรมาธิการได้คิดแก้ไขปัญหาตรงนี้ อย่างไรนะครับ แล้วในขณะเดียวกันการที่เราจะปกครองประเทศชาติที่ดีที่สุด เราต้องคิด นะครับว่าเราต้องกระจายอํานาจให้ทั่วถึง แล้วผมเชื่อว่าไม่ว่าฝ่ายทางรัฐบาล ไม่ว่าฝ่ายค้าน หรือฝ่ายต่าง ๆ หรือฝ่าย ส.ว. เก่า ส.ว. ใหม่ ที่จะมาก็จะได้เป็นผู้ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แล้วจะต้องไม่ต้องมาโต้แย้งโต้เถียงกันในส่วนตรงนี้ให้เปลืองเวลา เปลืองสมองและ เปลืองเงิน เปลืองทองทั้งหมดครับ ก็ผมจะรอรับฟังคําตอบจากท่านครับ ท่านประธาน ก็จะเชื่อว่าเราเคยอยู่กรุงเทพมหานครมาด้วยกันนะครับ จะไม่ทําให้คนไทยต้องผิดหวังครับ ก็ขอฝากประธานไว้ตรงนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

หมดผู้อภิปรายนะครับ ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ เชิญประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ เอาท่านบุญยอด ท่านบอกว่าผมอยู่ท่านไม่อภิปรายอย่างไรครับ ก็ท่านบอกเองถ้าผมอยู่แล้วท่านไม่อภิปราย

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อภิปรายไหมครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ข้อตกลง ที่ผมกับท่าน ถ้าท่านอยู่ผมจะไม่อภิปรายผมสงวนสิทธิไว้ โดยผมคิดว่าถ้าเป็นท่านประธาน สมศักดิ์ ผมก็จะได้สิทธิอภิปรายกลับมา อันนี้คือข้อตกลงแบบลูกผู้ชายเลยนะครับ ไม่ได้แปรญัตติอย่างที่ท่านพูดนะครับว่าถ้าท่านอยู่ผมจะไม่ใช้สิทธิอภิปรายเลย ไม่ใช่ครับ ผมขอสงวนสิทธิในการอภิปราย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านยัง ไม่เข้าใจข้อตกลงใช่ไหมครับ ข้อตกลงที่เราคุยกันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วนะครับท่านประธาน ครับ ผมเห็นว่าท่านไม่เป็นกลางนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านไป ลงชื่อในวาระของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ ฉบับด้วยกัน ผมเห็นว่าท่านทําหน้าที่ไม่ได้ จึงนําเสนอต่อท่านว่าน่าจะให้ท่านประธานสมศักดิ์ได้ทําหน้าที่ไปตลอด แล้วพักการประชุม ก็ได้ถ้าท่านเหนื่อยนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าท่านไม่สามารถขึ้นมาทําหน้าที่ได้ แต่ท่านก็ยืนยันว่า ท่านจะขอทําหน้าที่ต่อไป เพราะท่านคิดว่าท่านทําหน้าที่แล้วได้เป็นกลาง อันนี้ผมรายงาน ตามข้อเท็จจริงจากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ผมจึงมีข้อตกลงกับท่านว่า ถ้าหากว่าท่านทําหน้าที่ ผมก็จะไม่ลุกขึ้นอภิปราย แต่ผมก็ต้องสงวนสิทธิของผมไว้ เพราะเป็นสิทธิตามข้อบังคับ การประชุมในการพิจารณาในวาระสอง ผมเป็นผู้สงวนความเห็นเป็นผู้แปรญัตติและ สงวนความเห็นไว้ ไม่ตรงกับทางกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ผมก็เรียนท่านเลยว่าผมคิดว่า มันจะมีปัญหาครับ เพราะเรื่องนี้เป็นการอภิปรายเรียงมาตรา ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร ให้เป็นไปตามนั้น ที่ผ่านมาผมยืนหลักการนี้โดยตลอดครับ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงแล้วผมก็ได้ อภิปรายในมาตราอื่น ๆ ในขณะที่ท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นมาทําหน้าที่ ผมมาทําหน้าที่ของ ผมอย่างชัดเจนครับ ปัญหาก็คือท่านไม่ชัดเจนนะครับ เมื่อสักครู่ผมเตรียมรอพร้อมแล้วครับ ที่จะมีการอภิปราย ผมเองคิดว่าผมจะต้องต่อดอกเตอร์กนกด้วยซ้ําไป หรือว่าก่อนหน้านั้น ในขณะที่ท่านประธานสมศักดิ์ เมื่อสักครู่ผมเตรียมรอพร้อมนะครับที่จะมีการอภิปราย ผมเองคิดว่าผมจะต้องต่อ ดอกเตอร์กนกด้วยซ้ําไป หรือว่าก่อนหน้านั้นในขณะที่ท่านประธานสมศักดิ์ยังอยู่ผมก็มารอ ที่จะได้อภิปรายแล้วในมาตรานี้ ท่านจะแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องของท่านครับ เพราะผมเรียน ท่านแล้วว่าปัญหาจะเกิดขึ้นแน่ ๆ เพราะว่าการอภิปรายนั้นเรียงมาตรา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็ยืนยันว่าผมยังทําหน้าที่อยู่ นะครับ เมื่อท่านสละสิทธิ์ในการที่จะอภิปราย ท่านไปมาตราอื่นแล้วกันนะครับ เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ท่านประธานตีความผิดอีกแล้วนะครับ ถ้าท่านทําหน้าที่ ผมไม่ได้สละสิทธิ์ ผมขอรักษาสิทธิไว้จนกว่าจะเปลี่ยนประธานมา แล้วมันก็จะมีปัญหาผมก็เรียนท่านว่าท่านจะ ดําเนินการอย่างไรต่อไป เพราะผมยังเชื่ออยู่เสมอครับ การลงชื่อของท่านในร่างของ ท่านประสิทธิ์ โพธสุธน มาตรา ๑๙๐ วันที่ ๒๐ มีนาคม ท่านอยู่ในหน้า ๒ การลงชื่อของท่าน วันที่ ๒๐ มีนาคมเช่นเดียวกัน ร่างของท่านดิเรก ถึงฝั่ง การแก้ไขมาตรา ๖๘ อยู่ในหน้า ๒ ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมถามคําเดียวว่าท่านจะ อภิปรายไหมครับ ท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมอภิปรายครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอภิปรายเถอะครับ ถ้าท่านไม่อภิปราย ผมปิดอภิปรายนะครับ ท่านกรุณานะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมให้ พี่น้องประชาชนตัดสินแล้วกันนะครับว่าใครไม่รักษาคําพูดกันแน่ ผมจะให้พี่น้องประชาชน ตัดสินครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคํา เพราะผมยืนยันแต่วันแรกจนวันนี้ว่าผมจะทําหน้าที่ประธานที่ประชุม เมื่อท่านยืนยันว่า ถ้าผมทําหน้าที่แล้วท่านไม่อภิปรายก็ไม่เป็นไรครับ ผมถือว่าเป็นสิทธิของท่าน แต่ผมถามว่า ท่านจะอภิปรายไหม ถ้าไม่อภิปรายผมก็ปิดอภิปราย ผมก็ให้กรรมาธิการชี้แจงก็แค่นั้น ละครับ ท่านบุญยอดครับ ท่านอภิปรายเถอะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมกราบเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านที่เคารพ กราบเรียนอีกครั้งด้วยความซื่อสัตย์ ต่อพี่น้องประชาชนและผมขอทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภาต่อไป ผมขออภิปรายในเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ ฉบับแก้ไขในครั้งนี้ในมาตรา ๔ ผมขอเริ่มต้นจากที่ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์กนกได้กรุณากล่าวไว้ครับ สมาชิกรัฐสภาเป็นเรพรีเซนเททีฟ (Representative) ควรจะต้องกลับไปดูความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนแล้วกลับมา นําเสนอใหม่ในที่ประชุมแห่งนี้ ผมเชื่อว่าวันเสาร์ วันอาทิตย์นี้ รายงานกรมอุตุนิยมวิทยา บอกว่าฝนตกหนักทุกภาคครับ ทั้งภาคเหนือ และภาคอีสานตกหนักประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย ผู้ที่จะเป็นตัวแทนของประชาชน หรือผู้แทนของประชาชนที่ดีต้องกลับไปดูปัญหาของพี่น้องประชาชนครับ แล้วกลับมา ประชุมกันที่รัฐสภาแห่งนี้ ผมเชื่อว่าคนที่ยังมีจิตสํานึกของการเป็นตัวแทนของประชาชน เป็นผู้ที่ประชาชนเลือกมา เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยจะรู้ว่าวันนี้ควรทําเรื่องอะไรก่อนหลัง ๑ กันยายนครับ ค่าครองชีพแพงมหาศาล แก๊สขึ้นราคา ค่าทางด่วนขึ้นราคา ข้าวของต่าง ๆ ยังขึ้นราคาอยู่อย่างต่อเนื่องค่าเอฟที (FT) เริ่มต้น ๑ กันยายนเพิ่มขึ้นอีก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราไม่มานําเสนอกันในที่ประชุมที่ควรจะมีวาระของประชาชนเข้ามาพูดกัน แต่เราจะต้องมานั่งคุยกันถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ที่พูดคุยมาไม่ทราบว่าจะเร่งไปเพื่อใคร วันนี้ผมรู้สึกครับท่านประธานครับ ผมขอสะท้อนความรู้สึกว่าสภาแห่งนี้เหมือนโรงงาน แห่งหนึ่งครับ ที่รับจ้างทําของ คงจะมีคนสักคนหนึ่งมาจ้างครับ บอกว่าทําของออกมาให้หน่อย ผลิตของออกมาจํานวนมาก ๆ นะครับ ผลิตกฎหมายมารองรับความต้องการของฉัน

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ มีคนประท้วงท่านครับ ขออนุญาตนะครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ ประท้วงว่าอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมประท้วงท่านบุญยอดตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ขอให้ท่านบุญยอดได้พูดต่อไปนาน ๆ ครับ เพราะว่าเป็นประโยชน์มากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับท่านบุญยอด นี่ท่านบุญยอดกรุณาผมมากนะครับ ปกติแล้วผมอยู่ เขาไม่มาพูด วันนี้ผมอยู่แล้วเขาอภิปราย เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านพิเชษฐ์นะครับ แต่ผมไม่เสวนากับคนคนนี้ครับ เพราะคนคนนี้ไม่เคยเป็นลูกผู้ชาย ในสภาแห่งนี้ บอกให้ถอนแล้วไม่ถอน แล้วเดินออก ไม่กล้าถอนแล้วเดินออก คนคนนี้ ผมไม่เสวนาด้วยครับ ผมรู้ครับ มันก็จะเข้าข่าวแล้ว มันไม่ได้ออกอากาศหรอกครับ ไม่เป็นไร ผมชอบครับท่านประธาน บันทึกไว้ในที่ประชุม บันทึกไว้ในรายงานการประชุม ผมอยู่กิจการสภาครับ ผมอ่านกันทุกตัวอักษรครับ บันทึกเอาไว้เลยว่าผมพูดอย่างไร ในสภาแห่งนี้ในวันนี้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ทุกคําพูดของท่านถูกบันทึก โดยเทปและโดยชวเลข ท่านพูดต่อเลยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ได้พูด กับท่านนะครับ ขออภัย ผมพูดกับพี่น้องประชาชนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ มารยาท ของการประชุม

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมเรียน กับพี่น้องประชาชนไปยังประธานกรรมาธิการครับว่า

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นี่มารยาทการประชุม ของสภาทุกสภาต้องพูดกับประธาน ต้องพูดกับประธานเท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านพูดต่อไปครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประธาน ที่ไม่มีสัจจะเหมือนกับอยู่ในหมู่โจรนะหรือครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านถอนคําพูดดีกว่ากระมัง ท่านบุญยอด

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถอนครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถอนดีกว่ากระมัง ท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถอน แล้วครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถ้าถอนแล้วก็โอเค ไม่เป็นไรครับ ให้เขาพูดไป ประชาชนคนดูจะบอกว่าเขานิสัยเป็นอย่างไร เชิญอภิปรายต่อไปครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ เพราะผมพูดกับพี่น้องประชาชนอยู่แล้วครับ แล้วผมเป็นอย่างไรผมก็เป็นอย่างนั้นครับ ผมเป็นคนรักษาคําพูดครับ ท่านประธานกรรมาธิการครับ สิ่งที่ท่านกําลังทําอยู่ในขณะนี้

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ มีคนประท้วง ท่านครับ ไม่มีนะ ไม่ต้องประท้วงแล้ว

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าท่านประธาน เหนื่อยมากต้องลงไปพักก่อน ท่านประธานเพ้อแล้วกระมังครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ไม่ได้นะครับ ท่านประธาน ท่านประธาน ผมประท้วงอยู่นะครับ ไม่ได้นะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คุณเกียรติ์อุดมกลับไปเล่นเกมดีกว่าครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีคนประท้วงครับ ท่านบุญยอด เวลาพูดกับผมท่านกรุณาให้เกียรติผมนะครับ ถ้าท่านให้เกียรติผม ผมก็จะ ให้เกียรติท่าน แต่ถ้าท่านไม่ให้เกียรติผม ท่านบุญยอดกับผมนี่ ผมจัดการท่านจริง ๆ นะครับ จะประท้วงอะไร ให้ท่านพูดดีกว่านะครับ ผมทนได้ ไม่เป็นไรครับ ผมยังทนได้อยู่

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเสียหายนะครับ แล้วก็ขอให้คุณบุญยอดจงพูดอย่างนี้ตลอดไป จะได้ เป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนี้ไม่เอาครับ ท่านเกียรติ์อุดม เชิญท่านนั่งดีกว่า ให้ท่านบุญยอดท่านพูดไปเถอะครับ ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวให้ท่านพูดไปครับ

(นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญ ๆ ครับ โอเค ให้ประท้วงครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ปกติผมจะไม่ลุกขึ้น ประท้วงท่านประธาน แต่เมื่อสักครู่ผู้ที่ลุกขึ้นมาบอกว่าประท้วงท่านประธานแล้วพาดพิง มายังพรรคประชาธิปัตย์ ตรงนี้เสียหาย ผมขอให้ถอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ฟังต่อ นิดหนึ่งครับ พวกเราในพรรคประชาธิปัตย์เคารพความคิดเห็นของสมาชิกพรรค ในพรรค พรรคนี้ไม่มีทาสครับ ไม่มีใครทําตามคําบงการของนายใหญ่ ในพรรคนี้ไม่มีนายใหญ่ ไม่มีขี้ข้า เพราะฉะนั้นต้องถอนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ไปไหนล่ะ ถอน ไม่อยู่แล้ว ออกไปอยู่นอกห้องประชุม ไม่เป็นไรครับ เชิญท่านบุญยอดต่อไป ยังไม่ต้อง เข้ามานะครับ ครึ่งชั่วโมงนี้ไม่ต้องเข้านะครับ เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ก็ดีแล้วครับ ท่านคงไปเล่นเกมแล้วก็ไปบอกว่ากับนักข่าวว่าเล่นเกมไม่เป็น แต่ว่าถือไอแพด (iPad) ตัวเดียวกันเลยครับ แหวนวงเดียวกัน นาฬิกาวงเดียวกันนะครับ ผมขออนุญาตที่จะ อภิปรายต่อท่านประธานกรรมาธิการนะครับว่าสิ่งที่ท่านจะได้เห็นในรายงานของท่านเอง คือความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาที่หลากหลาย มันเป็นตัวสะท้อนที่ชัดเจนครับว่าสิ่งที่ เข้ามาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ผ่านวิธีการในการฟังความให้รอบข้างหรือ ฟังความเห็นของคนต่าง ๆ เลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่แรกที่เข้ามาและรวมไปจนถึงชั้นของ กรรมาธิการเอง จึงมีคนแปรญัตติจํานวนมาก ผมแปรญัตติไว้ดังต่อไปนี้ครับ มาตรา ๔ ผมตัด คําว่า ยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ออก นะครับ ผมใช้คําว่า ให้มีสมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหาซึ่งมาจากการคัดเลือก โดยที่ประชุม ของรัฐสภาจํานวนยี่สิบสองคนตามสัดส่วนที่เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประชุมรัฐสภากําหนด ข้อความเกือบทั้งหมดผมลอกมาจากการแก้ไขเรื่อง สสร. ของท่านนะครับ มาตรา ๒๙๑ ที่ท่านเคยแก้ไว้ แต่ผมไม่ได้ให้อํานาจต่อประธานรัฐสภาเท่านั้นเอง ผมให้อํานาจที่ประชุมของรัฐสภาเป็นผู้ที่ กําหนดวิธีการและการเลือกบรรดาสมาชิกในส่วนนี้ คําถามของผมที่มีต่อท่านประธานก็คือว่า ท่านประธานคนนี้ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ก็เป็นประธานกรรมาธิการชุดนั้น เราประชุมกัน ๑๕ วัน ๑๕ คืนยังจําได้ไม่ลืมครับ สมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ขอให้ท่านได้แก้ไขในบางเรื่อง บางมาตราท่านไม่แก้ไขเลยแม้แต่ตัวเดียว และเราก็ต้องส่งเรื่องนี้ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคําสั่งที่บอกว่าต้องทําให้ถูกต้อง นั่นก็คือถ้าจะแก้ทั้งฉบับต้องไปถาม ประชาชนก่อน ไปขอประชามติก่อน หรือถ้าอย่างนั้นก็มาแก้รายมาตรา ท่านประธานครับ ผมไม่เคยเห็นความรับผิดชอบใดของประธานที่ชื่อสามารถ แก้วมีชัย เลยแม้แต่น้อย หลังจาก แพ้ในศาลรัฐธรรมนูญมาท่านก็มานั่งเป็นประธานชุดนี้อีก แล้วท่านก็จึงไปนั่งเป็นประธาน กฎหมายนิรโทษกรรมที่มาจากการชุมนุมทางการเมืองอีก ผมจึงขอทวงถามท่านว่าผมแปรญัตติ แบบนี้ครับ แบบที่ท่านคิดว่ามันดีมากแล้วในวันนั้น สสร. มาแค่ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมี ๙๙ คน ๗๗ คนเลือกมาจากจังหวัด ๒๒ คนมาจากการสรรหาเหมือนกัน ทําไมวันนั้นท่านยืน ล่ะครับ ทําไมต้องยืนว่าต้องมี ๒ ระบบ ต้องมี ๒ แบบจึงจะนําเสนอความต้องการของพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศได้ จึงจะมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่กันได้ วันนี้คนเป็น ส.ว. อํานาจหน้าที่พอ ๆ กัน ส.ว. มีทั้งการกลั่นกรองกฎหมาย การพิจารณาบุคคลเข้าสู่ตําแหน่ง การถอดถอนคนออกจาก ตําแหน่ง การพิจารณากฎหมายสําคัญที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้ ทําไมไม่ทําแบบเดิมละครับ ทําไมจึงให้มีการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผมเรียนต่อท่านนะครับว่าไม่ใช่มีผมคนเดียว หรือว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้ที่ขอยับยั้งท่านว่าขอให้มีการสรรหาเกิดขึ้น เพราะไม่อย่างนั้น มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญ และนําไปสู่ความถดถอยครับ เปลี่ยนแล้วไม่ดีขึ้น ทําทําไมครับ ท่านประธานครับ คปก. คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายรายงานนะครับ ผมอ่านย่อ ๆ นิดเดียวเท่านั้น หน้า ๒ บอกว่า เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บางส่วน ถูกครอบงําจากฝ่ายบริหารและมีความใกล้ชิดกับสภาผู้แทนราษฎรในลักษณะเครือญาติ รัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ จึงได้แก้ไขปัญหาโดยการกําหนดที่มาของสมาชิกวุฒิสภาใหม่ คาดหวังให้วุฒิสภาสามารถทํางานได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง กําหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภา ๒ ประเภทคือ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนและ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับนี้มีข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลง กําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งเพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับการได้มาซึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยการรับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน รวมทั้งกําหนด กระบวนการในการกําหนดเขตเลือกตั้งทั้งหมด การคํานวณสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละเขต เลือกตั้งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการหาเสียงเลือกตั้งของ สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมวาระการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาให้สามารถ ดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระได้เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ นี่เป็น ข้อวิเคราะห์กฎหมายของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย หน้า ๙ มีการไปรับฟังความคิดเห็นมาครับ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดโครงการเสวนาทางวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภาขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ ณ ห้องประชุมสํานักงาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อยู่ที่อําเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีครับ ได้เชิญผู้แทน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ครับ มีความเห็นที่ได้ จากการเสวนาทางวิชาการในครั้งนี้ได้นํามาใช้ประกอบการจัดทําบันทึกความเห็นและ ข้อเสนอแนะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญการแก้ไขฉบับนี้นะครับ โดยมีความเห็นเป็นข้อสังเกต ประการหนึ่งว่าคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาตามที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๑๓ ของรัฐธรรมนูญนั้นอาจไม่สอดคล้องเหมาะสม หากจะปรับปรุงก็เห็นควรปรับปรุงในส่วน คณะกรรมการสรรหาให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชนในกลุ่มวิชาชีพและสาขาอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้เป็นหลักประกันว่าคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวจะได้ทําหน้าที่ในการสรรหาผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์และมีความหลากหลายเพื่อให้วุฒิสภามีความเป็นกลาง โปร่งใส และปลอดจาก การแทรกแซงใด ๆ เห็นไหมครับว่าการสัมมนา การพูดคุยกันที่เกิดขึ้นระหว่างการรับฟัง ความคิดเห็นนั้นยังมีอยู่ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปร่างไปบ้างนะครับ เพื่อให้เชื่อมโยงกับประชาชนในกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ การสรรหาจึงจะมีความโปร่งใส เป็นกลาง ได้คนที่เก่งมีความสามารถมากยิ่งขึ้น ทําไมท่าน ไม่ฟังล่ะครับ หน้า ๑๕ การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการแก้ไขที่มา คุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภาในครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อดุลยภาพของระบบรัฐสภาที่มีศาล รัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรในการถ่วงดุลยภาพ อย่างมีนัยสําคัญยิ่ง ผมไม่ต้องอ่านจนหมดหน้านี้นะครับ แต่ความหมายก็คือว่าการแก้ไข เปลี่ยนแปลงที่มาจากเลือกตั้งอย่างเดียวไม่มีสรรหา ย่อมกระทบต่อดุลยภาพขององค์กรต่าง ๆ ที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญครับ นอกจากนั้นครับ ท่านประธานครับ ตั้งแต่ร่างแรก ที่ส่งเข้ามาในรัฐสภาแห่งนี้ ไม่ได้แก้ไขมาตรา ๒๔๐ ครับ มาตรา ๒๔๐ มีคณะกรรมการสรรหา อยู่ในมาตรานี้ จะตอบอย่างไรล่ะครับ จะตอบกันอย่างไรว่าจะเดินกันต่อไปอย่างไร แก้แล้ว แก้ไม่ครบ แก้ให้จบให้ผ่านมาอย่างที่ท่านต้องการปรารถนานี่นะครับ มาตรา ๒๔๐ ยังมี กรรมการสรรหาอยู่ แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้น จะไปเอากรรมการสรรหามาจากไหนครับ ในเมื่อท่านตัดในมาตรานี้ครับ ท่านบอกว่าไม่เป็นไรในมาตรา ๑๐ มี มาตรา ๑๐ บอกว่า ไม่ต้องสรรหาใหม่ ในขณะที่กําลังเดินทางอยู่ยังไม่ประกาศใช้ แค่นี้ก็ผิดแล้ว แต่ถ้า ประกาศใช้ไปแล้วก็ยังขัดอยู่ดีก็มาตรา ๒๔๐ มันยังมีครับ ให้แก้ไขให้ได้ตามมาตรา ๑๐ ประกาศใช้ไปเลยครับ แล้วเป็นไปตามที่ท่านขอมา มาตรา ๒๔๐ เขายังมีครับ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ เดินต่อไม่ได้แน่ ๆ กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปผิดหมดเสมอ เสียเวลาต่อรัฐสภาแห่งนี้ ที่จะทําคุณประโยชน์กับประเทศชาติ เสียเวลา เสียสุขภาพของคนทุกคนที่อยู่ในที่นี้ เสียสุขภาพของนักข่าวทุกคนที่อยู่ในที่นี้ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ต้องมาดูแลการประชุมครั้งนี้ ผมเรียกร้องต่อท่านกรรมาธิการว่าท่านต้องกลับไปทํามาใหม่ เอาออกไปครับในเรื่องต่าง ๆ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเรามาคัดค้านอย่างไม่มีเหตุมีผล อย่างที่ ท่านประธานวิปได้อธิบายไว้ กฎหมายไหนเข้ามามีประโยชน์ ๖๐ ฉบับ เรายกมือให้ท่าน ๕๐ กว่าฉบับครับที่ผ่านมา ไม่เคยมีปัญหาใด ๆ เลย แต่อย่าเอาร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้เข้ามา อย่า เอาเรื่องของกู้เงินเข้ามา อย่าเอานิรโทษกรรมหรือปรองดองจอมปลอมเข้ามามันจะเป็น ปัญหา เราอยู่กันมา ๒ ปีครับ ในขณะนี้ไม่เคยมีปัญหา จนกระทั่งกฎหมายแบบนี้เข้ามา ผมยืนยันต่อพี่น้องประชาชนว่าผมและพรรคประชาธิปัตย์จะต่อสู้อย่างเต็มที่ อย่างสุดกําลัง เพื่อไม่ให้ประเทศชาตินี้เดินไปสู่หายนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จบนะครับ หมดผู้อภิปราย ผมปิดอภิปรายนะครับ เชิญประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกที่ได้สงวนคําแปรญัตติและสงวนความเห็นว่าวันนี้ กรรมาธิการก็ฟังมาแต่เช้านะครับ ก็อยากกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายอภิปรายมา ในมาตรา ๔ นี้ กรรมาธิการก็เห็นด้วยหลาย ๆ เรื่อง หลายรูปแบบ หลายวิธีการ แต่เนื่องจาก มันผ่านมาแล้วนะครับ ท่านครับ ท่านก็คงทราบว่าเราใช้เวลาพิจารณาอภิปราย มาตรา ๓ นี้ ซึ่งเป็นมาตราหลักมา ๔ วัน และกรรมาธิการไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น เพราะหลักการ ที่รัฐสภารับไว้ ก็คือให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง กรรมาธิการก็เพียงแต่ไปดูแลให้เป็นไปตาม หลักการ ก็คือ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แล้วนะครับ ทีนี้เมื่อ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งแล้ว มาถึงมาตรา ๔ สาระของมาตรา ๔ ก็คือให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๓ พูดถึงการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง ส.ว. สรรหา และองค์ประกอบของกรรมการสรรหา มาตรา ๑๑๔ ก็เป็นกระบวนการสรรหา ฉะนั้นเมื่อเรา ให้ ส.ว. ซึ่งหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้บังคับให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของราษฎร และใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมี มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ซึ่งว่าด้วยการสรรหาอีก ทีนี้มีประเด็นที่อยากกราบเรียนนะครับ ท่านยกกันบ่อยว่าแล้วทําไมมาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๔๐ ไม่เลิกไปเสียด้วยละ กราบเรียน นะครับว่ามาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๔๐ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กกต. และศาลฎีกากรณี ส.ว. สรรหารอบหลังนี่ละครับ ถ้าเกิดพบว่ามีการผิดกฎหมาย กกต. เขาก็มีสิทธิตามสอย ๑ ปี ฉะนั้นถ้าเราไปเลิกมาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๔๐ พร้อมกับรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช่นี่มันก็จะ ทําให้การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และศาลฎีกาที่จะตามสอย ส.ว. สรรหาชุดหลังนี้เขาก็ ไม่สามารถจะทําได้ ฉะนั้นเราจึงคงไว้เพราะกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ฉบับแก้ไขจะประกาศใช้ก็ช่วงเวลานี้ และขณะที่มีการเลือกตั้ง ส.ว. ชุดใหม่หรือแม้กระทั่งที่เราจะรองรับให้ ส.ว. รักษาการอยู่ต่อ อาจจะมีบางท่านนะครับที่ไปกระทําอะไรผิด กกต. และศาลเขาก็จะได้อาศัยบทบัญญัติ ใน ๒ มาตราดังกล่าวดําเนินการได้ ทีนี้หลังจากหมด ส.ว. สรรหาแล้วนี่นะครับ มีการเลือกตั้ง เสร็จแล้วถ้าไม่จําเป็นต้องใช้ ๒ มาตรานี้ ๒ มาตรานี้แม้จะค้างอยู่ในรัฐธรรมนูญแต่ก็ ไม่จําเป็นต้องใช้ในอนาคตเราแก้รัฐธรรมนูญอีกเราก็ยกเลิก ๒ มาตรานี้ไป แต่ที่ยังคงไว้ไม่แก้ มายกเลิกไปพร้อมกันขณะนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานครับ กรรมาธิการ เราขอยืนยันนะครับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากในมาตรา ๔ โดยให้ตัดมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ เป็นอันจบการ พิจารณามาตรา ๔ นะครับ ต่อไปจะเป็นการขอมติในมาตรา ๔ ซึ่งเป็นการยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ซึ่งไม่มีการแก้ไข โดยมีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ขอสงวนคําแปรญัตตินะครับ เพราะฉะนั้นผมจะขอมติครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ท่านสมาชิกครับ ขอเชิญเข้า ห้องประชุม เมื่อท่านเข้าห้องประชุมแล้วขอเชิญท่านแสดงตนนะครับ ขอเชิญแสดงตนครับ ท่านสมาชิกที่เข้าห้องประชุมแล้วนะครับ ท่านกรุณาแสดงตนนะครับ ขอความกรุณาแสดง ตนโดยพร้อมเพรียงกันนะครับ ทุกท่านแสดงตนนะครับ มีใครยังไม่แสดงตนครับ เดี๋ยวรอ สักครู่นะมีสมาชิกเข้ามาเยอะเลยครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้วแสดงตนนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

แสดงตนเสร็จเรียบร้อย ส่งผลแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตน ๓๖๓ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วครับ

ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการซึ่งไม่มีการแก้ไข ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับผู้สงวนคําแปรญัตติหรือผู้สงวน ความเห็นท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านไม่ประสงค์จะลงคะแนนท่านกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติครับ มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ลงมติและประสงค์จะลงมติมีไหมครับ หลังจาก ลงมติแล้วผมจะไม่อนุญาตให้ใครเพิ่มเติมนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ถ้าทุกท่านลงมติเรียบร้อย ปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิก ๔๖๗ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ๓๓๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๐๘ ท่าน งดออกเสียง ๒๖ ท่าน ไม่ลงคะแนน เสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมผ่านมาตรา ๔ นะครับ

ท่านสมาชิกครับ วันนี้เหนื่อยกันนะครับ ผมขอนัดการประชุมครั้งต่อไป ในวันพุธที่ ๔ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา วันนี้ขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๐.๓๐ นาฬิกา