ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการเสนอทางออกในการใช้ข้อ 99 วรรคท้าย โดยขอให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติ และมีคำถามเกี่ยวกับการใช้ข้อบังคับในการพิจารณาเรื่องนี้
ประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาต ท่านประธานใช้เวลาในประเด็นที่ท่านประธานได้กรุณากล่าวถึงกระผมในการเสนอทางออก ในการใช้ ข้อ ๙๙ วรรคท้าย กรณีที่ให้ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น เบื้องต้นนี้ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ ขณะนี้ท่านประธานได้วินิจฉัยอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ คือญัตติของคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ในคําวินิจฉัยของท่านในประเด็นที่จะขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ มาวินิจฉัยข้อขัดแย้ง ในข้อบังคับนี้ ตรงนี้ผมยอมรับ ผมเห็นด้วย ผมก็อภิปรายไปแล้วว่าทําไม่ได้ เพราะเสนอ ญัตติซ้อนญัตติ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๓๒ เช่นกัน ท่านประธานวินิจฉัยประเด็นนี้ถูกต้องครับ แต่สิ่งที่ท่านประธานบอกว่าท่านสุรชัยเสนอญัตติ ซึ่งอาจจะฟังไม่ได้ชัดในคราวก่อน วันนี้ท่านอภิปรายแล้ว อภิปรายความเพิ่มเติมชัด เสมือนผมเสนอทางออก ของท่านสุรชัย ไม่ได้เสนอปิด ไม่เสนอให้โหวตเลยนะครับ แต่เสนอให้ใช้วรรคท้ายขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ใช้วรรคท้ายตรงนี้มาวินิจฉัยข้อบังคับข้อนี้ ซึ่งทําได้ครับ ไม่เหมือนกับใช้ ข้อ ๑๗ นะครับ เพราะเราอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาตัวร่างอยู่มีข้อขัดแย้งว่า ขณะนี้สมาชิกบางส่วนเห็นว่าการอภิปรายตามข้อ ๙๙ กระทําไม่ได้ที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ ชื่อร่าง คําปรารภอะไรต่าง ๆ ในคําแปรญัตติ คําสงวนคําแปรญัตติ สมาชิกบางส่วนเห็นว่า อภิปรายไม่ได้ เหตุผลที่เห็นว่าอภิปรายไม่ได้ อธิบายความไปแล้วครับว่ามาตรา ๔ เป็นการ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ที่ว่าด้วยกรรมการสรรหาและกระบวนการ การสรรหา เมื่อมาตรา ๓ ลงมติไว้ชัดเจนว่าต่อไปนี้ ส.ว. นี้มาจากการเลือกตั้งทางตรงเท่านั้น ๒๐๐ คน ความหมายก็มาจากทางตรงคือไม่มีการสรรหา และกําหนดชัดเจนครับ ว่าต้องมาจากเขตจังหวัด กําหนดจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการแปรญัตติใด ๆ ผมขอขยายความนิดเดียวท่านประธานครับ การแปรญัตติใด ๆ ในมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ แก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๔ นี้ ที่ไปว่าด้วยกรรมาการสรรหา กระบวนการ การสรรหาก็ถือว่ามาตรา ๓ ลงมติไปแล้ว ว่าไม่มีสรรหา เพราะฉะนั้นการแปรญัตติตรงนั้น เขาถือโดยตรรกะเลยนะครับ ไม่ใช่อนุโลมด้วยว่ามันต้องตกไป เพราะมติสภาชัดแล้วไม่มีสรรหา และถ้าคําแปรญัตติใด ๆ นะครับ ท่านประธานนิดเดียวครับ ในมาตรา ๔ ที่ไม่ใช่แปรเกี่ยวกับ การสรรหาและกระบวนการสรรหาแต่ไปแปรญัตติเป็นอย่างอื่น เช่น ผมยกตัวอย่างครับ หลายท่านแปรญัตติให้ ส.ว. มาจากประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง อันนี้แปรญัตติถูกครับ แปรญัตติถูกไม่ผิดหลักการครับ แปรให้ ส.ว. มาจากบัญชีรายชื่อให้ กกต. ไปจัดทําบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ แต่การแปรอย่างนี้ มาแปรญัตติในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ซึ่งบทบัญญัติเดิมว่าด้วยการสรรหาและกรรมการสรรหา แต่การแปรญัตติใหม่นี้นะครับ แปรญัตติไม่ได้สอดคล้องกับมาตราเดิม ถ้าจะแปรญัตติแบบนี้นะครับ เรื่องวิธีการเลือกตั้ง ท่านต้องไปแปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งผมก็ยกตัวอย่างไปแล้วนะครับว่า มีท่านสมาชิก แปรญัตติถูกต้องหลายท่านเลย แปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ เช่น ต้องการให้ที่มาใหญ่ขึ้น เอาจังหวัดมารวมกันเป็นเขตเลือกตั้ง เอาจังหวัดมารวมกันเป็นเขตเลือกตั้ง ๔๐ จังหวัด ๔๐ เขตอย่างนี้ อันนี้คือแปรถูกต้อง ผมได้อธิบายให้ท่านประธานไปแล้วว่า ถ้าแปรญัตติ อย่างนี้ก็ชอบด้วยเรื่องของบทบัญญัติของกฎหมายเดิม เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่เห็นด้วย ผมก็เลยใช้ทางออกว่า ข้อ ๑๙๙ วรรคท้ายนี้ให้สภามีมติเป็นอื่น ท่านประธานวินิจฉัยว่า สิ่งที่ผมเสนอนี้ไม่ชอบอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ ผมกําลังหาทางออกเพื่อไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ กับท่าน ท่านสุรชัย หาทางออกเพื่อไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญกับท่าน ถ้าสภาอนุโลมว่าอภิปราย ได้มีมติว่าอภิปรายได้ ก็เสมือนไปยกเว้นข้อบังคับ ก็อภิปรายได้ ช่วยท่านประธานด้วย ความหมายผมอย่างนี้นะครับ จริงอยู่ครับ ความหมายท่านบอกว่าสภามีมติเป็นอื่นนี้ไม่ อภิปรายคําปรารภก็ได้ ไม่เรียงตามมาตราก็ได้ อันนี้ได้ครับ ทําได้ แต่สิ่งที่ผมคิดมากกว่านั้น ก็คือว่าท่านสามารถให้สภาวินิจฉัยว่าสิ่งที่สมาชิกอภิปรายนี้ได้หรือไม่ได้ ถ้าสภาอนุญาต ชอบ ครับ เสมือนไปยกเว้นข้อบังคับได้เลย แต่ถ้าสภาไม่อนุญาตนะครับ บอกว่าทุกอย่างมันจบไป แล้ว มันเบ็ดเสร็จไปแล้วผู้ที่แปรญัตติ ผู้สงวนความเห็นก็ต้องยอมรับมติสภา อันนี้ก็ชอบด้วย ข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ หาทางออกให้ท่านครับ เพื่อให้สภานี้ดํารงความถูกต้องครับ ท่านประธานครับ