ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้ท่านประธานใช้หลักการรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ และไม่ควรใช้อำนาจวินิจฉัยที่เกินขอบเขต
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรากําลัง พิจารณาหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าท่านประธานลุกขึ้นมาก็คงจะ วินิจฉัยไปในทิศทางเดียวกับท่านประธานนิคม ไวยรัชพานิช ที่ได้วินิจฉัยไว้ก่อนที่จะ เลื่อนการประชุมมาเป็นวันนี้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่า นี่เป็นสิทธิของเสียงข้างน้อยที่จะได้ลุกขึ้นมาทักท้วง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙๑ เขาเขียนไว้ชัดว่าใช้ดําเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเรากําลัง ดําเนินการ ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นผลการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะเสนอมิได้ (๒) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และให้ รัฐสภาพิจารณาเป็น ๓ วาระ (๓) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการให้ใช้ วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไข เพิ่มเติมนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (๔) การพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลําดับมาตรา ต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นจาก ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม การออกเสียง ลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงตามมาตรา ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ให้อํานาจท่านประธาน ได้วินิจฉัยเลยครับว่าการดําเนินการของท่านสมาชิกที่ดําเนินการตามรัฐธรรมนูญนั้น ท่านประธานมีสิทธิวินิจฉัยที่จะตัดสิทธิท่านสมาชิกที่ได้ดําเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การพิจารณาเรียงตามมาตราหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าเมื่อเข้าสู่มาตราใด ก็ให้ดําเนินการพิจารณาเป็นไปตามข้อบังคับ แต่ถ้าข้อบังคับใดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับนั้นก็ไม่มีผลใช้บังคับ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญได้เขียนหลักการกว้าง ๆ ไว้ โดยธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อมีผู้ขอสงวนความเห็นไว้อภิปรายในสภาในส่วนของกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย หรือมีผู้ขอแปรญัตติที่จะใช้สิทธิในการอภิปรายในสภา นั่นคือกระบวนการของ การพิจารณาเรียงตามมาตรา เมื่อได้มีการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วกรรมาธิการเสียงข้างมาก ตอบข้อสงสัยของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ประชุมก็ใช้การลงมติแล้วก็ดําเนินการอย่างนี้ ไปเป็นมาตรา ๆ หนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานลุกขึ้นมาแล้วบอกว่ามาตรานี้ได้มี การดําเนินการพิจารณาที่อาจจะขัดต่อหลักการในมาตรา ๓ ที่รัฐสภาได้ลงมติไป ผมเห็นว่า เป็นการวินิจฉัยที่เกินอํานาจของท่านประธานและท่านประธานไม่มีอํานาจ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าท่านประธานจะยึดหลักในการให้รับหลักการในวาระที่หนึ่ง และการพิจารณาเรียงตามมาตราโดยเฉพาะมาตรา ๓ ที่เสร็จสิ้นไปแล้ว การดําเนินการอย่างอื่น จะขัดไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นท่านประธานก็ต้องลงไปพิจารณาด้วยครับว่าสิ่งที่กรรมาธิการวิสามัญ ได้พิจารณานั้นมีหลายเรื่องที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและเป็นการขัดกันแห่งกฎหมาย เพราะเมื่อท่านไปกําหนดว่าให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. โดยการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เพียงอย่างเดียว แต่ท่านไม่ได้เข้าไปแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในเรื่องอํานาจหน้าที่หรือ ที่มาของ ส.ว. ในมาตราอื่น นั่นแสดงว่ากรรมาธิการวิสามัญก็กําลังดําเนินการที่ขัดต่อ หลักการของรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าหลักการที่รัฐสภานี้ได้รับไปด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้น ถ้าท่านประธานจะใช้มาตรฐานเรื่องนี้ ท่านประธานต้องใช้มาตรฐานนี้เดียวกันกับ กรรมาธิการวิสามัญด้วย เพราะเมื่อท่านจะแก้ท่านต้องกลับไปแก้ให้ถูกต้องเป็นไป ตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่พี่น้องประชาชนได้มีประชามติ และสภานี้ได้ใช้เป็น หลักการโดยตลอดมา เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานจะใช้มาตรฐานอย่างนี้ ท่านต้องใช้ มาตรฐานเดียวกันกับกรรมาธิการวิสามัญ ท่านประธานปฏิเสธผมไม่ได้หรอกครับว่า การที่กรรมาธิการวิสามัญได้ไปพิจารณานั้น ละเลยในการที่จะยกเลิกบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ส.ว. จากการสรรหา ตราบใดที่ท่านประธานแก้ไขแล้ว มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่ท่านไม่ไปตัดบทบัญญัติในมาตราอื่นที่เกี่ยวกับการสรรหา ให้คงอยู่ นั่นแสดงว่ากรรมาธิการวิสามัญกําลังบัญญัติกฎหมายขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญครับ ไม่ได้ขัดต่อมติที่ประชุมรัฐสภานะครับ ท่านกําลังบัญญัติกฎหมายให้ขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญ และสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปก็คือว่า การพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายมหาชนและมีความสําคัญอย่างยิ่ง การที่จะไปดําเนินการตัดสิทธิบุคคลใดนั้น กระผมเห็นว่าดําเนินการไม่ได้ ส่วนที่ประชุมแห่งนี้ สมมุตินะครับว่าในมาตรา ๓ เกิดไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการวิสามัญ ผมถามว่ารัฐสภาแห่งนี้มีมติไหมครับ ลงมติได้ไหมครับ ได้ครับ ถ้าท่านประธานจะเถียงผมว่าลงมติขัดต่อมาตรา ๓ ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นวาระที่สามที่เราจะพิจารณา ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ หมายความว่าที่ประชุมแห่งนี้จะต้องลงมติตามที่กรรมาธิการ เสนอตามหลักการที่สภาให้ความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งเท่านั้นใช่หรือไม่ ก็ไม่ใช่ ที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้มีมติที่จะไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขด้วย และเป็นสิทธิอันชอบธรรม เพราะฉะนั้นหลักการที่ท่านได้พูดอยู่ตลอดเวลาตราบใดที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบในวาระที่สามถือว่าเป็นสิทธิของท่านสมาชิกที่จะได้ดําเนินการ ตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น และเปิดช่องให้เป็นไปตามสิ่งที่ผมได้กราบเรียนให้ท่านประธาน ได้ทราบก็คือ ท่านผู้นําฝ่ายค้านก็ได้ลุกขึ้นหยิบยกให้เห็นแล้วว่าการพิจารณากฎหมาย ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ที่ประชุมรัฐสภาก็ดี การพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในกรณีที่กฎหมายขัดกันหรือมีข้อความขัดแย้งกันนั้นเป็นไปได้ เพราะมาตรา ๑๐๒ ได้เขียนไว้ชัดเจนครับว่า เมื่อมีการดําเนินการ