อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมายถึงว่าในสมัยก่อนสภาแห่งนี้ไม่มีประเพณีที่จะแปรญัตติใหม่ๆ ขัดกับมติที่สภาได้ลงมติไปแล้ว และไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะบังคับให้สมาชิกสภาต้องแปรญัตติใหม่ๆ ที่ขัดกับมติที่สภาได้ลงมติไปแล้ว นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และประเพณีที่มีอยู่ในการใช้เวลาสภา เพื่อให้การดำเนินงานของสภาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เกิดความขัดแย้ง
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้เวลาสักนิดหนึ่งครับ ความจริงผมพยายามเสนอทางออกไว้ตั้งแต่คืนก่อน ก่อนที่จะมีการพักการประชุมไป ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าจะขอใช้เวลาสักนิดชี้แจง ๑. ในเรื่องของ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ กับ ๒. ก็คือพูดถึงเรื่องของประเพณีปฏิบัติ ที่เคยทํากันมา คือผมเข้าใจดีครับ เพื่อนสมาชิกส่วนหนึ่งอาจจะมีความรู้สึกว่าเราใช้เวลากันมามาก อาจจะ พยายามที่จะกระชับเวลา แต่ผมอยากให้เราย้อนกลับไปดูหลักนะครับ
ประการแรก การพิจารณากฎหมายหรือรวมทั้งรัฐธรรมนูญ เวลาเรามี การพิจารณากันในวาระที่ ๒ คือรายงานของคณะกรรมาธิการ เราพิจารณาเป็นรายมาตรา ไม่เคยมีประเพณีหรือการกําหนดหลักว่ามาตราที่ได้พิจารณาผูกพันมติ หรือการลงมติ ของสภาในมาตราที่ตามมา เหตุผลก็เพราะว่าสมาชิกแต่ละท่านก็มีแนวความคิดในการเสนอ การเขียนกฎหมายมาตามความคิดของตนเอง จะไปบอกว่าคนที่มาแปรญัตติในมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ คุณจะต้องไปแปรญัตติในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ นี้มันไม่มีตรงไหนที่บอกว่า ต้องทําเช่นนั้น เพราะฉะนั้นก็จะมีสมาชิกจํานวนหนึ่ง ผมไม่ได้บอกว่าทุกท่านนะครับ ที่แปรญัตติ ที่เขามีข้อเสนอของเขา ซึ่งสภาแห่งนี้ยังไม่ได้มีโอกาสพิจารณา เขาจึงมีสิทธิอภิปราย เพียงแต่ว่า โดยปกติแล้วสภาที่ลงมติไป โอกาสที่จะไปลงมติขัดกันเองน้อยครับ แต่สามารถทําได้ และที่ผมเคยกราบเรียนท่านประธานว่าทําไมผมยืนยันว่าสามารถทําได้ เพราะข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ เขียนไว้ชัดว่าเมื่อพิจารณาเสร็จทุกมาตราแล้ว เขาห้ามพิจารณาเรื่องอื่นเลยนะครับ ยกเว้นถ้อยคํา ยกเว้นกรณีเดียวครับ ว่าต้องดูเนื้อความเพิ่มเติมได้ถ้าเห็นว่าเนื้อความขัดแย้ง กันอยู่ ข้อ ๑๐๒ จึงเป็นการยืนยันครับว่าสภาอาจจะพิจารณาไปแล้วบางมาตราขัดกัน ทีนี้ผมก็กราบเรียนต่อว่ามาโยงถึงสิ่งที่เราเคยปฏิบัติมา ผมว่าท่านประธานก็คงจําได้นะครับ กฎหมายหลายฉบับ สมมุติผมแปรญัตติมาตรา ๓ ผมแพ้ พอถึงมาตรา ๔ สิ่งที่ผมแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๔ อาจจะไปสอดรับกับมาตรา ๓ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีประธานคนไหนเลยบอกว่า นายอภิสิทธิ์คุณมาแปรญัตตินี้มันขัดกับมติสภาไปแล้ว คุณไม่มีสิทธิพูด ไม่มีครับ ประธาน จะชี้ให้ผมพูดทุกครั้ง แต่หลายครั้งผมจะลุกขึ้นมา แล้วก็บอกว่าเนื่องจากที่ผมแปรญัตติไว้นี้ ผมเห็นว่าสภาลงมติในมาตราก่อนไปแล้วคงไม่ค่อยมีประโยชน์ที่จะอภิปราย ผมก็ไม่ใช้สิทธิ ในการอภิปราย ปฏิบัติกันอย่างนี้มาตลอด หรือในบางกรณีผมเชื่อว่าท่านประธานก็เคยพบครับ ที่มีการพิจารณามาตราหลัง ปรากฏว่ามันมีข้อเสนอบางอย่าง ผมยกตัวอย่างนะครับว่า สมมุติเราพูดถึงระบบเลือกตั้ง เอาละมี ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้ง แต่อาจจะมี รายละเอียดบางอย่างซึ่งไปปรับได้ กรณีอย่างนี้ผมก็เห็นในอดีตที่ผ่านมาท่านก็อนุญาตให้มี การอภิปราย บางครั้งที่ประชุมเองบอกความคิดในมาตราที่มีการแปรญัตตินี้ดี แต่เผอิญไปขัด กับที่ลงมติไว้แล้ว ทําอย่างไรครับ ก็จะเริ่มปรึกษากับทางกรรมาธิการว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงไหม หรือบางครั้งก็เป็นมติของสภาตามที่เป็นข้อยกเว้นในข้อ ๕๙ ครับ ว่าไม่ต้องเรียงตามมาตรา เพราะสภาเห็นว่ามันมีข้อเสนอที่เบื้องต้นอาจจะขัดแย้งกัน แต่เมื่อผสมผสานกันแล้วเป็นสิ่งที่ ดีที่สุด เพราะฉะนั้นผมก็จึงเสนอตั้งแต่คืนก่อนว่าเราน่าจะยึดหลักแนวทางนี้ เพียงแต่ว่า ผมเสนอตั้งแต่ตอนแรกว่า ท่านประธานน่าจะได้เชิญผู้ที่สงวนคําแปรญัตติหรือ สงวนความเห็นทั้งหลายในมาตรา ๔ ไป แล้วก็ขอความร่วมมือว่าถ้าท่านใดอภิปรายไปแล้ว แล้วจะอภิปรายซ้ําก็ขอกันได้ไหม หรือท่านใดที่เห็นว่าข้อเสนอของตนเองมันไปไกลเกินกว่า ที่จะไปปรับแก้อะไรในมาตรา ๓ ขอกันได้ไหม อย่างนี้เราก็รักษาหลักของข้อบังคับ อย่างนี้ เราก็ปฏิบัติตามประเพณีที่เคยปฏิบัติมา แล้วเราขอความร่วมมือกันก็น่าจะเดินหน้าไปได้ แต่ถ้าท่านประธานจะขอมติ ผมก็ต้องถามท่านประธานว่า ทําไมญัตติที่ท่านประธานจะให้ลงมติ จึงเป็นญัตติที่ชอบในเมื่อท่านประธานไปวินิจฉัยเมื่อเช้าว่ามีญัตติของเพื่อนสมาชิก อีกเยอะแยะ ไม่ชอบที่จะเสนอครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ยึดหลักข้อบังคับ แล้วก็หลักปฏิบัติที่ทํากันมาครับ แต่ท่านประธานจะขอความร่วมมือก็น่าจะต้องเชิญ ผู้ที่สงวนความเห็น สงวนคําแปรญัตติว่าใครบ้างที่เห็นว่าการพูดไปต่อจากนี้ มันจะเป็น การฟุ่มเฟือยก็ขอกันครับ