รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

รังสิมา รอดรัศมี หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีความเป็นอิสระของวุฒิสมาชิก และการมีสัดส่วนของสตรีและกลุ่มคนอื่น ๆ ในสภา

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ สงวนคําแปรญัตติตัดมาตรา ๔ ออกทั้งมาตรา เนื่องจากดิฉันเห็นว่าปัญหาของการได้มาซึ่ง ส.ว. ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นปัญหามาก ก็มาใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ พอใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เสร็จท่านจะย้อนกลับไป ปี ๒๕๔๐ หนักกว่าปี ๒๕๔๐ เข้าไปอีก ดิฉัน จึงไม่เห็นด้วย ดิฉันก็พยายามที่จะคัดค้านทุกอย่างกับการที่ท่านจะมาใช้รัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ เหตุผลเนื่องจากว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับที่ว่าจะเลือกมาจากจังหวัดทั้งหมด คือจังหวัดเลือกมาทุกจังหวัดดิฉันเห็นด้วย แต่ว่าที่ได้มาทั้งหมดเหมือน ปี ๒๕๔๐ ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะ ดิฉันอยากให้ได้มาจากการสรรหา แต่สรรหามีคณะกรรมการสรรหา และพอสรรหาเสร็จก็มาให้ประชาชนเลือกนะคะ เป็นแบบคล้ายบัญชี รายชื่อของพรรคการเมืองต่าง ๆ ลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่มาหลากหลายจากกลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ คือว่าดิฉันคิดว่าคนที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ แพทย์ พยาบาล ที่ปลดเกษียณแล้วก็ดี ยังไม่ได้ปลดเกษียณแต่อยากจะมาทําหน้าที่เป็นวุฒิสภาก็ยังมีสิทธิ หรือว่าคนพิการที่ดิฉันได้เคยเอ่ยนามไปแล้วเมื่อคราวที่แล้ว ท่านประธานก็คงจะจําได้ ไม่ว่า จะเป็นท่านมณเฑียร บุญตัน หรือว่าท่านกฤษนะ ละไล ดิฉันก็ได้เห็นความรู้ความสามารถ ท่านอย่าไปเห็นว่าร่างกายเป็นปัญหากับการมาทําหน้าที่ เขาไม่ได้ใช้ร่างกายนะคะ เขาไม่ได้ ใช้ความสวยอย่างที่บุคคลบางคนที่เคยบอกว่าสวยกว่าในสภาไม่จําเป็นค่ะ ขี้เหร่ก็เป็นได้ แต่ว่าต้องมีสมอง บางคนสวยแต่ไม่มีสมองก็ไม่มีประโยชน์อย่างที่ดิฉันว่านะคะ เพราะฉะนั้น ดิฉันอยากจะให้เลือกมาก่อน สรรหามาก่อน แล้วให้ประชาชนมาเลือกโดยคํานึงถึง ๑. คนที่ มีความรู้ความสามารถ ๒. เรื่องเพศ ดิฉันก็มามองว่าขณะนี้สตรีได้เข้ามาสู่การเมืองน้อยมาก ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าให้เลือกอย่างนี้ ส่วนใหญ่ทั้ง ๒ สภา ท่านก็จะเห็นได้ ก็จะประมาณ ส.ว. ก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ส.ส. ก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าถ้าสตรีเข้ามามาก การเมืองดิฉันคิดว่าจะเปลี่ยนไป ความคิดต่าง ๆ ผู้หญิงจะมีโอกาสมองโลกได้กว้างไกลกว่า แล้วละเอียดอ่อนกว่านะคะ มองทั้งกาย ทั้งจิต ทั้งสังคม ทั้งความเป็นระเบียบ ความสวยงาม ถ้าสตรีเข้ามามาก ๆ การเมืองก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นสัดส่วนของสตรีนี้ดิฉันก็อยากให้มี มากกว่าปัจจุบัน ถ้ายังเลือกเหมือนเดิม ส่วนใหญ่ผู้ชายเห็นไหมคะ ก็จะได้เข้ามาเยอะ ดิฉันว่าถ้ามันเป็นวิธีนี้มันก็จะบาลานซ์ (Balance) กันนะคะ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นเกย์ เป็นทอม เป็นดี้อะไรนี่ เขาจะได้มีโอกาสบ้าง แต่ถ้าให้เลือกจังหวัดเดียวอย่างเช่น คนที่เป็นเกย์ เขาอยากมาเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ ถ้าเลือกทั้งประเทศ เกย์อาจจะได้เข้ามาเยอะก็ได้ เพราะในสภานี้ก็อาจจะมีแอบแฝงเยอะนะคะ แต่ว่ามันไม่แสดงออกแค่นั้นเองมันฝังอยู่ ข้างใน เพราะฉะนั้นถ้าเลือกทั้งประเทศคนพวกนี้ก็จะได้มาเป็นตัวแทนของกลุ่มคนของ พวกเขาเหล่านั้น จะได้มาเป็นปากเป็นเสียงนะคะ แล้วก็ทางด้านอายุก็เช่นกัน อายุ เดี๋ยวดิฉันไปพูดในมาตรา ๕ นะคะ ดิฉันก็เห็นด้วยว่าควรที่จะมีวุฒิภาวะนะคะ ดิฉันขอ สงวนความเห็นมาตรา ๕ ไว้เหมือนกันจะได้ไม่เสียเวลา แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือวุฒิสมาชิกนี้ ต้องมีความเป็นอิสระ ดิฉันเน้นมากเลยเรื่องความเป็นอิสระ ไม่เป็นคนของพรรคหนึ่งพรรคใด แล้วก็จะต้องเป็นอิสระกับตัวเอง ไม่ใช่เขาให้ยกมือขวาก็ยก ให้ยกเท้าขวาก็ยกอย่างนี้ ไม่ได้นะคะ เพราะว่าดิฉันไม่เห็นด้วยที่จะต้องมาเป็นวุฒิภายใต้อํานาจของกลุ่มคนบางคน ในปัจจุบันนี้ดิฉันก็คิดว่าถ้ามันเป็นแบบนี้อย่างที่ท่านจะใช้ในมาตรานี้ดิฉันคิดว่ามันก็กลับไปสู่ ปี ๒๕๔๐ เหมือนเดิม ยกตัวอย่างเช่น เมียหลวงเป็น ส.ว. ผัวเป็น ส.ส. ลูกเป็น ส.ส. เมียน้อย เป็น ส.ส. สมมุติบ้านนี้เป็น ๔ คน เอาแค่ ๔ คนนะคะ ยังไม่เอาหลานไม่เอาเหลนมาลงอีก เอาแค่ ๔ คนก่อน ท่านลองคิดดูว่าผัวเป็น ส.ส. ผัวทําผิด ลูกทําผิด เมียหลวงเป็น ส.ว. จะกล้าปลดผัวตัวเองไหม จะกล้าปลดเมียตัวเองไหม จะกล้าถอดถอนไหม ก็ไม่กล้า แต่ถ้า เมียน้อย เมียน้อยเป็น ส.ส. เมียหลวงเป็น ส.ว. ดิฉันคิดว่าอันนี้ยังมีโอกาสบ้าง เมียหลวง สามารถที่จะปลดเมียน้อยที่เป็นสภาล่างได้นะคะ เพราะอย่างไรมันจะต้องฟาดฟันกันระหว่างเมียหลวงกับเมียน้อย ถ้าท่านใช้รัฐธรรมนูญนี้ ถ้าแก้มาแล้วตามที่คณะกรรมาธิการได้แก้ ดิฉันคิดว่าในสภานี้ไม่ต้องมีคนอื่นเลย มีเมียหลวง มีเมียน้อย แล้วก็มีลูก มีผัว อยู่อย่างนี้ มันก็จะเป็นสภาผัวเมียตามที่ประชาชนพูดอยู่ ในปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับสภาทาสอีกนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าจะสําเร็จได้อยู่อย่างเดียว ที่ถอดถอน คือถอดถอนเมียน้อยออกจากในครอบครัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นประชาชน ไม่ได้อะไรเลยค่ะ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แต่เมียหลวงปลดเมียน้อยได้อย่างเดียวนะคะ แต่ว่าประชาชนถอดถอนคนที่ทุจริตคอร์รัปชั่นหรือว่าจะโกงอะไรทั้งหลายที่จะปลด ทําผิดกฎหมายไม่ได้เลย ท่านประธานพยักหน้านี่เห็นดีกับดิฉันใช่ไหม คือดิฉันคิดว่านี่ดิฉัน จึงไม่เห็นด้วย ดิฉันจะสู้ให้ถึงที่สุดเลยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะคัดค้านตลอดเลย เพราะว่า ถ้าท่านใช้วิธีนี้ ส.ส. กับ ส.ว. ไม่ได้แตกต่างกันเลย ไม่อย่างนั้นท่านทําไมไม่เลือก ส.ว. ไปเลยล่ะ ๗๐๐ คน เราต้องมาแบ่งทําไม ส.ส. กับ ส.ว. เพราะว่าเลือกมาแล้วมันก็เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างกัน เดี๋ยวคอยดูสิจะเปรียบเทียบให้ดูในมาตรา ๕ นะคะว่า ส.ว. กับ ส.ส. มันแทบจะไม่ได้แตกต่าง นอกจากไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง อย่างที่ดิฉันได้อภิปราย ไปแล้ว เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ชาวไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่แก้เฉพาะให้ครอบครัว โคตรเหง้าศักราชของนักการเมือง มาเล่นการเมืองอยู่แค่นี้ คนอื่นไม่ต้องมีโอกาสได้เข้ามาเลย อย่างนี้ดิฉันก็คิดว่าท่านแก้ ไปทําอะไรนี่ท่านประธานกรรมาธิการ ใช่ไหมคะ เพราะว่าดูแล้วมันยิ่งย้อนถอยหลังลงคลอง มากกว่าเดิมเข้าไปอีก แทนที่จะแก้ให้มันก้าวหน้า ให้มันดี ป้องกันไม่ให้เมียน้อยมาตีกับ เมียหลวงในสภา แล้วก็ป้องกันไม่ให้ลูกเมียมามีผลประโยชน์ทับซ้อนในสภา ทั้งสภาบนและ สภาล่าง โดยเสียงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ และมันก็จะมีอํานาจ มีบารมีอย่างที่ดิฉัน อภิปรายไปแล้วในวาระ ๑ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และดิฉันก็ขอสงวนคําแปรญัตติในมาตราเอาไว้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ