รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

ประกอบ รัตนพันธ์ หารือเรื่องมาตรา 4 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา และตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของวุฒิสภาในการกลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๔ ซึ่งเกี่ยวโยง กับมาตรา ๓ นะครับ คือที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เดิมทีนั้นสมาชิกวุฒิสภามาจาก ๒ รูปแบบ นะครับ ก็คือมาจากเลือกตั้งโดยตรงจํานวนหนึ่ง แล้วก็มาจากการสรรหาอีกจํานวนหนึ่ง แล้วก็ทางการแปรญัตตินะครับ การพิจารณา กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเปลี่ยนแปลงที่มาของสมาชิกวุฒิสภา จากมาจาก ๒ รูปแบบเหลือเพียงรูปแบบเดียว ก็คือมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คน ซึ่งในมาตรา ๓ นั้น ผมเองก็ได้แปรญัตติเอาไว้ที่ไม่เห็นด้วยกับการร่างพระราชบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นะครับตามที่เสียงข้างมากได้เห็นชอบ เพราะว่าความไม่ถูกต้อง ความไม่ชอบธรรม ความที่ไม่ครอบคลุม การที่ได้มาของวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้น ผมเข้าใจว่า ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหลายคงได้ รับทราบจากข้อติติง จากคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกอย่างครบถ้วน แต่อย่างไรก็ตามครับ พอมาถึง มาตรา ๔ กระผมเองผมก็ยังติดใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ว่าการที่ให้วุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้ง ๒๐๐ คนนั้น ผมไม่เห็นด้วย กระผมเลยแปรญัตติเพื่อขอตัด มาตรา ๔ ออกทั้งมาตรา ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้วินิจฉัยว่ากระผมและ พรรคพวกอีกประมาณสัก ๔๐-๕๐ คนครับไม่มีสิทธิที่จะอภิปรายเพราะว่าเสียงข้างมาก ได้มีมติให้ที่มาของวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อย่างไรก็ตามครับผมดีใจ ที่ท่านประธานได้ให้โอกาสพวกกระผมได้พูด และกระผมกราบเรียนว่ามิใช่เป็นเรื่องของ ที่ท่านประธานมีความเมตตาครับ แต่มันเป็นเรื่องหลักกฎหมายที่ท่านประธานและใคร ก็ไม่สามารถที่จะตัดโอกาสของเพื่อนสมาชิกที่ไมเห็นชอบในมาตรา ๔ ได้โดยชอบธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผลที่ผมตัดมาตรา ๔ ออกทั้งมาตรา ก็เพื่อที่จะกลับให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คือมาจาก ๒ รูปแบบ มาจากการเลือกตั้งและมาจากการสรรหา ถ้าผมพูดเช่นนี้นั้น ท่านประธานตําหนิผมว่าเรื่องนี้ไม่ต้องพูดแล้วนะ เพราะว่าเสียงข้างมากลงมติไปแล้วว่า ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ๒๐๐ คน แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ใหญ่และเป็นเรื่องที่มีความสําคัญของบ้านเมือง มิฉะนั้นพวกกระผมซึ่งเป็นฝ่ายค้านและ เพื่อนวุฒิสมาชิกบางส่วนที่คัดค้านไม่เห็นด้วยกับที่มาของวุฒิสมาชิกตามเสียงข้างมาก ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเพียงแบบเดียวเท่านั้น ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ มากครับ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราต้องพูดกันอย่างชัดเจนแล้วก็ต้องฟังอย่างมีเหตุและผล ผมไม่อยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เห็นชอบที่มาของวุฒิสมาชิกรูปแบบเดียว จากการเลือกตั้งโดยตรงได้เปิดใจกว้าง ได้ฟัง ท่านอย่าปักธงและใครพูดที่ไม่เหมือนท่าน ไม่ตรงกับใจของท่านแล้วท่านจะไม่รับฟังท่านประท้วง ท่านบอกว่าพูดเยิ่นเย่อ เขาตัดสินใจแล้ว ผมคิดว่าความคิดเช่นนี้ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่พวกเราต้องรับฟังกันอย่างแน่นอน แต่พวกกระผม มีความเชื่อมั่นท่านประธานครับว่าถ้าสภาแห่งนี้ซึ่งเป็นสภาในการตราพระราชบัญญัติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการใช้ปกครองประเทศ ถ้ามันหลุดไปโดยที่ขาดความรอบคอบผมคิดว่าจะเกิดอันตรายต่อประเทศชาติอย่างมากมาย เหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานเช่นนี้เนื่องจากว่าสภาไทยนั้นเป็นรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในการดีไซน์ (Design) ให้มี ๒ สภานั้น ท่านประธาน ก็คงทราบนะครับว่าบทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับบทบาทหน้าที่ของ วุฒิสภามีความแตกต่างกัน วุฒิสภาบทบาทที่สําคัญที่สุดท่านประธานที่เคารพครับ ก็คือ เรื่องของการกลั่นกรองกฎหมายที่มาจากการยกร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานจะเห็นว่ากฎหมายที่ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายฉบับครับ เมื่อถึงชั้นวุฒิสภา วุฒิสภาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แล้วก็หลายฉบับครับเมื่อวุฒิสภาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแล้วทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลับลําเห็นชอบด้วย ตรงนี้เป็นการบ่งชี้ ให้เห็นว่าวุฒิสมาชิกนั้นมีบทบาทที่สําคัญในการกลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว เฉพาะบทบาทแรกผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่ากฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร กฎหมายที่มาจากภาคประชาชนเข้าชื่อกันร่างกฎหมาย เมื่อผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว จําเป็นจะต้องมีวุฒิสภากลั่นกรองกฎหมาย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเกิดวุฒิสภา ไม่มีความหลากหลาย ซึ่งกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีความหลากหลาย ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสังคม ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษา หลากหลายมากท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดวุฒิสภาซึ่งเป็นสภากลั่นกรอง มีบุคคลไม่หลากหลาย ผมกราบเรียนว่ากฎหมายที่ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ย่อมจะมีปัญหาอย่างแน่นอน ทีนี้ทําอย่างไรให้วุฒิสมาชิกมีความหลากหลาย ผมกราบเรียนว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ถูกต้องแล้วครับ เราอย่าไปรังเกียจว่าไม่เป็นประชาธิปไตย มาจากคนยึดอํานาจ ผมคิดว่าถ้าท่านคิด ที่มาอย่างนี้ท่านใจแคบมาก แต่ผมอยากให้ท่านคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ คือปลายทาง ต้นทางไม่เป็นไรครับ แต่ปลายทางดีท่านควรจะเอาแบบอย่าง ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าถ้าวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพียงประเภทเดียว ผมเชื่อว่าท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน คงจะคิดเหมือนที่ผมคิดก็คือความหลากหลายไม่มี ความหลากหลายความครอบคลุมจะไม่มี จะได้บุคคลซึ่งพี่น้องประชาชนชอบเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ถ้าให้มีความรู้ หลากหลายครอบคลุมกับกฎหมายที่ทะลักออกจากสภาผู้แทนราษฎรนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ การเลือกตั้งจากประชาชนไม่สามารถกําหนดความเชี่ยวชาญแต่ละสาขาได้ แต่อย่างไรก็ตามครับ ในระบอบประชาธิปไตยเราต้องให้เกียรติพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นย่อมที่พี่น้องประชาชน เลือกผู้แทนของเขาจํานวนหนึ่งไปกลั่นกรองกฎหมาย แต่สิ่งที่สภาแห่งนี้ต้องเติม ต้องอุดช่องว่างก็คือเราต้องสรรหาสมาชิกวุฒิสภาอีกประเภทหนึ่งมาเติมเต็ม มาแก้ปัญหา ของวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเรามั่นใจว่าน่าจะไม่ครอบคลุม ทีนี้ถ้าเกิดว่ามาอีกส่วนหนึ่ง นะครับ ครึ่งหนึ่งตามที่ผมกราบเรียน ๒๐๐ คน ๑๐๐ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากตําบล จากอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ติดใจจะมาจากการเลือกตั้งเขตพื้นที่เอาเขตจังหวัด เขตประเทศ หรือเขตอะไรผมไม่สนใจ แต่อย่างน้อยที่สุดก็คือมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน โดยตรงครึ่งหนึ่ง เป็นการให้เกียรติพี่น้องประชาชน อีกครึ่งที่สองนั้นเพื่อความครอบคลุม ความรอบคอบ และเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติก็ต้องมาจากการสรรหา สรรหามาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ท่านประธานครับ ตรงนี้ครับคือความครอบคลุม ถามว่าถ้าคัดสรร สรรหา มาจากกลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ มันจะไม่ยึดโยงประชาชนหรือ ผมคิดว่าถ้าท่านคิดอย่างนี้ไม่ถูก เพราะว่ากลุ่มอาชีพ ก็คือประชาชน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดกลุ่มอาชีพได้คัดสรรมา ได้สรรหามา ผมกราบเรียนว่าก็จะทําให้เกิดความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผมได้รับฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่าน อภิปราย ได้รับฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตอบหลายครั้งหลายคราซ้ําซากว่า การที่กําหนดกลุ่มอาชีพมันกําหนดยาก เพราะว่ามีความ หลากหลายมากเหลือเกิน ไม่รู้จะกําหนดกลุ่มไหน ผมคิดว่าถ้าท่านคิดอย่างนี้ ถ้าท่าน มีสติปัญญาแค่นี้ เพียงแค่การกรุ๊ปปิ้ง (Grouping) กลุ่มอาชีพให้เข้ากับบริบทของปัญหา ของประเทศท่านยังทําไม่ได้ แล้วท่านจะทําอะไรครับ ผมคิดว่าไม่เกินสติปัญญาของท่าน แต่สิ่งที่ท่านไม่ทําก็คือท่านมีวาระแอบแฝง ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธาน ก็คงทราบนะเรื่องลึก ๆ และผมเชื่อว่าในใจท่านประธานจริง ๆ ท่านเห็นด้วยที่วุฒิสมาชิก มาจาก ๒ รูปแบบ แต่ความเป็นประธานก็พูดอะไรได้จํากัดมากนะครับ เพราะผมเชื่อว่า ถ้าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ผู้ที่คัดค้านที่มาของวุฒิสมาชิกผมคิดว่าไม่มีเหตุผลอันใดเลย เพราะการได้มาวุฒิสมาชิกนั้นทั้ง ๒ รูปแบบ ครับ เป็นการได้มาที่สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์ เติมเต็ม ครอบคลุม และสามารถทําภารกิจหลัก ๆ ๓ เรื่องของวุฒิสมาชิกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย ทั้งในเรื่องของการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองที่มีความผิดนะครับ เพราะวุฒิสมาชิกย่อมเฉลี่ยมีความเป็นกลาง ทั้งเรื่องของ การสรรหา แต่งตั้ง บุคคลสําคัญในองค์กรอิสระที่ไปคานอํานาจกับฝ่ายบริหาร ผมกราบเรียน เรื่องนี้มีความสําคัญที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับฟังมาตลอดหลายวันในการ พิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญในประเด็นการแก้ไขที่มาของวุฒิสมาชิก เรื่องหนึ่ง ที่เพื่อนสมาชิกบอกว่า ถ้าให้วุฒิสมาชิกมาจากการสรรหานั้นไม่เป็นแบบสากล ไม่ยึดโยงกับ ประชาชน ผมกราบเรียนว่าไม่ใช่ ความเป็นสากลท่านลองดูประเทศอังกฤษเป็นต้นแบบ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งคล้าย ๆ ประเทศไทยครับ ที่มีความพิเศษ ของระบอบนี้คือมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเทศอังกฤษต้องมีวุฒิสมาชิก ที่เป็นสภาขุนนางนะครับ ทําไมครับ เพราะเขามีความเชื่อมั่นว่าวุฒิประเภทนี้สามารถที่จะทํา หน้าที่ให้เป็นประโยชน์กับประเทศของเขาได้อย่างแน่นอน ผมขอยกตัวอย่างอยู่ประเทศหนึ่งครับ ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งมีระบบกษัตริย์เหมือนประเทศไทย วุฒิสมาชิกของประเทศเบลเยี่ยม ก็มาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง มาจากการสรรหาส่วนหนึ่ง ในส่วนที่มาจากการสรรหา ท่านประธานครับ มีตัวแทน ในระบบกษัตริย์มาส่วนหนึ่ง ประมาณ ๓-๔ คน ตรงนั้นแปลความว่าอย่างไรครับ แปลความว่า ประเทศที่มีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเทศเหล่านั้นเขาให้เกียรติกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ ในการที่ให้เชื้อพระวงศ์ได้มีส่วนร่วมในการกลั่นกรองกฎหมายที่นํามาใช้ ในประเทศไทย ประเทศเราเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมไม่เรียกร้องว่าให้นําตัวแทนของพระมหากษัตริย์ร่วมเป็น สมาชิกวุฒิสภาทําหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ แต่ผมเรียกร้องว่าให้สมาชิกวุฒิสภาหรือ วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง เพื่อจะได้นําผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ละสาขาอาชีพมากลั่นกรองกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนั้น ๆ ได้อย่าง มีประสิทธิภาพและได้อย่างเกิดผลที่ดีที่สุด และให้คนมาเป็นกลางในทางการเมือง ในการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตําแหน่งที่สําคัญที่ไปคานอํานาจกับฝ่ายบริหาร ถ้าเกิดฝ่ายบริหาร ไม่มีความยุติธรรมสามารถที่จะไปถอดถอนนักการเมืองที่ฉ้อฉลโดยไม่ต้องพะวักพะวงว่า เรามีบุญคุณกัน ทําให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมีความเป็นกลางนะครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมต้องตัด มาตรา ๔ ทั้งมาตรา แล้วก็นํา กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๓ ที่มาของ ส.ว. และมาตรา ๑๑๔ ในการสรรหา ส.ว กลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะผมมีความเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่าวุฒิสภาถ้ามาจาก ๒ ที่ ๒ รูปแบบจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงครึ่งหนึ่ง มาจากการสรรหาของกลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ เพื่อความครอบคลุมอีกครึ่งหนึ่ง จะทําให้การกลั่นกรองกฎหมาย จะทําให้การถอดถอน นักการเมืองที่ฉ้อฉล จะทําให้การแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่คานอํานาจ กับฝ่ายบริหารมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลอย่างแน่นอน ขอกราบพระคุณท่านประธานครับ