ธีรภัทร พริ้งศุลกะ ระบุความแตกต่างระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างทั้งสองสภาเพื่อพิจารณากฎหมาย
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๔ และรวมทั้งมาตราก่อนหน้านี้ แต่เนื่องด้วยเงื่อนไขของเวลา ผมจึงขออนุญาตแปรญัตติในส่วนของมาตรา ๔ ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมเอง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เพิ่งได้รับการเลือกตั้งมาช่วงเวลา ๒ ปี ที่ผ่านมานี้เองครับ การเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผมมาจากการลงสมัคร ในฐานะสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงเวลาของการณรงค์หาเสียง สิ่งที่ผมกระทํา ก็คือต้องไปเสนอนโยบายของพรรคเพื่อให้ประชาชนได้มีความเข้าใจและตัดสินใจเลือกพรรค เข้ามาทําหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร เป็นรัฐบาล การไปพบปะประชาชนของกระผมนั้นนอกจาก จะได้ไปนําเสนอเนื้อหาและแนวคิดของพรรคแล้วยังได้รับฟังข้อเรียกร้องของประชาชน ในพื้นที่และนํากลับเข้ามาพิจารณาเมื่อผมวันหนึ่งได้เข้ามาทําหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ผมได้รับเลือกเข้ามาแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ไปพบปะกับประชาชนในพื้นที่ ในเมื่อเวลาที่มีโอกาสอย่างเช่นสุดสัปดาห์ เพราะการทํางานในหน้าที่ของสภาของผมนั้น ต้องใช้เวลาช่วง วันพุธ วันพฤหัสบดีนําข้อเรียกร้อง นําข้อเสนอ นําข้อเดือดร้อนของประชาชนเข้ามานําเสนอในสภา เพื่อให้เพื่อนสมาชิกทั้ง ๕๐๐ ท่านได้รับทราบ และถ้าทุกท่านมีความคิดและมีมุมมอง ในลักษณะเดียวกันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความเดือดร้อนของประชาชน ก็นําเสนอเป็นกฎหมาย หรือแม้กระทั่งเป็นการยื่นกระทู้ หรือแม้เป็นการยื่นญัตติเพื่อให้รัฐบาลนําไปแก้ปัญหา นั่นคือหน้าที่ของกระผมครับ สิ่งเหล่านี้ละครับคือการยึดโยงกับประชาชน ส่วนตัว ท่านประธานเองครับ ท่านประธานมาจากการเลือกตั้งวุฒิสภา ท่านประธานมาจาก การเลือกตั้งโดยการเลือกของพี่น้องประชาชนในจังหวัด แต่สิ่งที่ท่านต่างกับกระผมก็คือว่า ท่านไม่ได้เป็นผู้สมัครในฐานะพรรค ท่านไม่มีความจําเป็นต้องเอานโยบายของพรรค เข้ามานําเสนอให้กับพี่น้องประชาชน สิ่งที่ท่านแนะนําได้ก็เพียงการแนะนําตัวท่านเอง และขณะเดียวกันก็คือประวัติส่วนตัว ประวัติการทํางานของท่านเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชนทราบว่า ตัวท่านจะเข้ามาทําหน้าที่อย่างไรในสภา สิ่งเหล่านี้ละครับ คือความแตกต่าง ของการทําหน้าที่ของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ตลอดช่วงระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา การทํางานของพวกเราทั้งสภาบนและสภาล่างสามารถ ทํางานด้วยกันได้ด้วยดีครับ มีกฎหมายหลายอย่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่าน และนําไปให้วุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาหลายเรื่องเป็นจํานวนมากที่เป็นเรื่องของความเดือดร้อน เป็นความจําเป็นของพี่น้องประชาชนสามารถนํามาเป็นกฎหมายและนํามาใช้ปฏิบัติง่าย ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นการกระทําร่วมกันของพวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กฎหมายแม้แต่พวกผมได้มีการพิจารณา แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดไปมากกว่านั้นก็คือว่า ความรอบคอบในฐานะของการเป็นรัฐสภานั้น ได้มีการกลั่นกรองให้เกิดขึ้น พวกผมแม้จะ มาจากการเลือกตั้งของผู้แทนราษฎรทั้ง ๕๐๐ คนจากประชาชน แต่ก็นั่นละครับ ความรอบรู้ ความหลากหลายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การมีอาชีพของแต่ละท่านก่อนที่จะ มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่สามารถที่จะรอบรู้ในหลาย ๆ เรื่อง สิ่งเหล่านี้ละครับ มันทําให้ประโยชน์ของการมีวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และวุฒิสมาชิกที่มาจาก การสรรหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีความชํานาญในสาขาอาชีพต่าง ๆ สามารถที่จะใช้ความรู้ ความสามารถของท่านเหล่านั้นในฐานะอาชีพของท่านเหล่านั้น สามารถที่จะช่วยพิจารณา และกลั่นกรองกฎหมายให้มีความรอบคอบสมบูรณ์ ท่านก็จะเห็นได้ครับ แม้กฎหมาย ที่มีการผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อไปถึงวุฒิสภามีหลายกฎหมาย มีหลายฉบับ ที่ไม่สามารถมีความเห็นที่ลงรอยกันได้ แล้วสุดท้ายก็ต้องมีการร่วมกันตั้งคณะทํางานร่วมกัน ขึ้นมาเพื่อพิจารณากฎหมายฉบับดังกล่าว สิ่งเหล่านี้ละครับ ที่จะทําให้ความแลกเปลี่ยน ระหว่างสมาชิกของวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิดขึ้น และเมื่อมีข้อตกลง มีข้อยุติสิ่งเหล่านี้ก็จะออกมาเป็นกฎหมาย และนี่ละครับ คือการทํางานร่วมกันของ ทั้งสองสภา ท่านประธานครับ มีกฎหมายกว่า ๖๐ ฉบับที่ผ่าน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถ บ่งบอกได้เลยว่าการทํางานนั้นไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ในหลาย ๆ เรื่องครับ ที่พวกผม ไม่เห็นด้วยในเรื่องของกฎหมายที่ฝ่ายรัฐบาลหรือแม้แต่เพื่อนสมาชิกที่เป็นฝ่ายรัฐบาลได้ เสนอขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ก็ต้องมาพูดจาและมีการนําเสนอกันในสภา พวกผมไม่สามารถยอมรับ ในกฎหมายหลาย ๆ อย่างที่รัฐบาลนําเข้ามา เพราะผมเห็นว่าไม่มีความจําเป็นในเรื่อง กฎหมายดังกล่าวที่จะต้องมีความเร่งด่วนมากกว่าเป็นความเดือดร้อนของประชาชน สิ่งเหล่านี้ละครับ มันทําให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น และในวันนี้เรื่องที่เข้ามาในวันนี้ รวมทั้งเรื่องก่อนหน้านี้อีก ๒-๓ เรื่อง นี่ละครับ เกิดความขัดแย้งขึ้นในสภา ท่านประธานครับ รวมไปทั้งตัวของท่านเองด้วย ก่อนที่ท่านจะมาเป็นวุฒิสภา ท่านวุฒิสมาชิกท่านก็ทราบ ตัวท่านเองอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ปี ๒๕๕๐ นี้ที่ได้กําหนดไว้ ตัวท่านเอง ท่านก็ทราบดีว่า ท่านไม่สามารถยึดโยงกับพรรคการเมืองได้ ท่านไม่สามารถมีญาติพี่น้อง หรือบุพการี หรือใครก็แล้วแต่ที่อยู่ในสมาชิกรัฐสภาได้ หรือแม้แต่การสังกัดของ พรรคการเมือง หรือแม้แต่วาระของการดํารงตําแหน่ง ท่านทราบดีครับว่าท่านจะมีวาระของ การทํางานอยู่แค่ ๖ ปีเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ท่านทราบมาตั้งแต่แรก แต่ท่านตัดสินใจเลือกตัวเอง นําเสนอตัวเองให้พี่น้องประชาชนได้รับการเลือกเข้ามา ท่านทราบครับ ท่านทราบดี ผมเองก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เหมาะสมและมีความเหมาะสมในการทําหน้าที่ ในฐานะวุฒิสมาชิกของท่าน ส่วนตัวของผมเองนั้นการทําหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั้น เขามีกําหนดอายุให้เพียงแค่ ๔ ปีเท่านั้นครับ ๔ ปีของการทํางาน แล้วก็ต้องไปลงรับสมัครเลือกตั้ง ใหม่ นําเสนอแนวความคิดใหม่ นําเสนอนโยบายใหม่ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือกกระผม เข้ามาทําหน้าที่ในสภานี้อีกครั้ง นี่คือความแตกต่างในบทบาทและหน้าที่ของเราครับ ปัจจุบันความขัดแย้งตรงนี้ได้เกิดขึ้น รวมทั้งแม้แต่กระทั่งตัวของท่านเอง ผมเชื่อเลยครับว่า ตลอดช่วงระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา ในการทํางานในวุฒิสภามีหลายเรื่องที่ขัดแย้ง มีหลายเรื่องที่เห็นตรงกัน แต่สิ่งนี้ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เวลานี้ ท่านเห็นเลยครับ มีความขัดแย้ง เกิดขึ้นของพวกท่านมากกว่าตัวกระผมเองด้วยซ้ํา วุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา วุฒิสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้ง มีความเห็นในประเด็นและมุมมองที่ต่างกัน ในหลาย ๆ ท่านที่ ได้อภิปรายออกไปมีคําพูดแรง ๆ รุนแรง ไม่สามารถที่จะสมานความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันได้ ความรู้สึกขัดแย้งของการเป็นวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการ เป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ทําให้เกิดความขัดแย้งในตัวของกลุ่มของพวกท่านเอง นี่ละครับ คือสิ่งที่ทําให้ผมกังวลว่าการทํางานต่อไปของพวกเรานั้น ในบทบาทของการทํางานในรัฐสภา แม้ว่าพวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาด้วยกันจะมีความเห็นในหลาย ๆ เรื่องที่ตรงกัน แต่วันนี้ ความเห็นตรงนี้มันไม่ตรงกันและต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ นี่คือความขัดแย้งที่ไม่จําเป็น และไม่ได้เงื่อนไขของเวลาเลยครับที่จะเหมาะสมที่จะนําเข้ามาในขณะนี้ สุดท้ายที่สุดครับ การแก้ไขปัญหาที่ท่านคิดว่าเป็นเรื่องจําเป็นของส่วนตัวของท่าน เพื่อเพราะว่าเวลาของท่านนั้น อาจจะใกล้เวลาแล้ว ผมจึงเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ การแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ไม่มีความจําเป็นเลย มากกว่าในเรื่องของความเดือดร้อนของราษฎรที่กําลังเกิดขึ้น ผมเอง ไม่มีเวลาเลยครับที่จะได้มีโอกาสไปพบปะไปทําหน้าที่เป็นเหมือนไปรษณีย์ที่จะนําในสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในสภากลับไปบอกกับพี่น้อง หรือแม้แต่เรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้อง ที่นํามาสะท้อนในสภา แทบจะไม่มีโอกาสเลยครับ เพราะเราใช้เวลาไปกับเรื่องที่มันเป็นเรื่อง ความจําเป็นของคนอื่นทั้งสิ้น ผมจึงขอโอกาสนี้ครับ ฝากเรียนไปถึงท่านสมาชิกทุกท่าน รวมทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ท่านวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา วุฒิสมาชิกที่มาจาก การเลือกตั้ง ขอความกรุณาครับ มีความจําเป็น มีเรื่องเร่งด่วนอีกมากมายที่เป็นความจําเป็น และความเดือดร้อนของราษฎรที่น่าพวกเราจะได้นําเข้ามาพิจารณา แล้วก็แก้ไข แล้วก็ หาทางช่วยเหลือ ผมจึงขอโอกาสนี้ฝากความหวังไว้ว่าในโอกาสต่อไปเรื่องนี้น่าจะได้มี การชะลอเอาไว้ก่อน และเราสามารถนําเรื่องเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่กลับมาเล่าสู่กันฟัง แล้วตัวของท่านเองในฐานะวุฒิสมาชิกก็นําเรื่องนี้ไปพิจารณาแล้วก็แก้ไขปัญหาออกมาเป็น กฎหมายให้ประชาชนทั้งประเทศได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในเรื่องปัญหาของเขาที่เดือดร้อน ครับ ในโอกาสนี้ผมขอขอบพระคุณท่านประธานที่ท่านได้ให้โอกาสพูด แล้วก็หวังใจ เป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอของผมนี่ครับคงจะเป็นประโยชน์ แล้วก็ทําให้พวกเรากลับมายืน ในสิ่งที่พวกเราควรจะเป็น แล้วเราควรจะทําหน้าที่ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ