กนก วงษ์ตระหง่าน หารือเรื่องการแบ่งแยกประเทศสหรัฐอเมริกาและประนีประนอมที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น โดยเน้นย้ำความสำคัญของหลักการประชาธิปไตยและความยุติธรรมในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการประนีประนอมของระบบประชาธิปไตยของอังกฤษ และการปรับปรุงวุฒิสภาของประเทศไทยให้เข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น โดยเน้นย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของวุฒิสภาและการเลือกตั้งที่มีความเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ
ขอประทานโทษครับท่านประธาน ผมจะพยายามเข้าสู่ประเด็นให้เร็วนะครับ ขอประทานโทษนะครับ แต่ขออนุญาตท่านประธานว่าขอให้ผมได้พูดครบในประเด็นที่ผมต้องการจะพูด เพราะผมคิดว่า อันนี้เป็นหน้าที่ของผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อประชาชนและต่อประเทศไทย ครับ ท่านประธานครับ สหรัฐอเมริกาเขามีเซเน็ท การที่เขามีวุฒิสภาตอนที่ตั้งชาติเขานี่ เขาทะเลาะกันครับท่านประธาน เขาทะเลาะกันก็คือว่ารัฐใหญ่จะมีตัวแทนอยู่ในสภา ที่เขาเรียกว่า เฮ้าส์ ออฟ เรพริเซ้นท์เททีฟ (House of Representatives) หรือภาษาของเรา เรียกว่า สภาผู้แทนราษฎร มากกว่ารัฐเล็กครับ เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐเล็กก็บอกว่ามีเหตุผลอะไร ที่ผมจะไปรวมเป็นอเมริกา เพราะถ้าผมไปรวมอเมริกาผมก็เป็นลูกน้องรัฐใหญ่อยู่ดี ตรงนี้สหรัฐอเมริกาถูกดันเข้าไปสู่เหตุการณ์ที่จะต้องมีการแบ่งแยกประเทศครับท่านประธาน จึงเกิดการประนีประนอมในเชิงหลักการว่า ถ้าอย่างนั้นเราต้องให้น้ําหนักกับรัฐเล็กให้มากขึ้น วิธีการจะทําอย่างไร ในตอนนั้นเขาก็ไปคิดการมีสภาเซเน็ทขึ้นมา เพื่อให้มีวุฒิสภาจํานวน เท่ากันคือรัฐละ ๒ ท่าน และยิ่งไปกว่านั้นได้มอบอํานาจที่สําคัญให้วุฒิสภาหรือสภาเซเน็ทนี้ สามารถวีโต้ (Veto) กฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรได้ คําถามก็คือทําไมรัฐใหญ่ยอมครับ รัฐใหญ่ทําไมไม่ยกมือแล้วบอกว่าผมไม่ยอม เพราะผมเสียประโยชน์หรือผมไม่เชื่อแบบนั้น ประเด็นชัดเจนครับก็คือถ้าไม่ยอมหมายถึง สหรัฐอเมริกาต้องแบ่งเป็น ๒ ประเทศ หรือเป็น ๓ ประเทศ การที่จะรักษาสหรัฐอเมริกาไว้เป็นประเทศเดียวจึงเกิดการประนีประนอมครับ ท่านประธาน ผมไม่อยากเห็นประเทศไทยจะต้องเจอกับวิกฤตแบบนั้น เพราะฉะนั้น ความหมายประนีประนอมของผมจึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการเกี๊ยเซี๊ยแบ่งผลประโยชน์ แต่เป็นเรื่องของการนําหลักการของทุกฝ่ายมาพิจารณาและยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็น หลักในการแก้ไขปัญหาครับท่านประธาน
กรณีที่ ๒ ครับท่านประธาน ประเทศอังกฤษเขามีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วหลังจากนั้นเกิดการเรียกร้องจากพวกขุนนางและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของภาษี จึงทําให้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของอังกฤษได้คลายประนีประนอม ด้วยการให้เกิดสภาขุนนางขึ้นที่เรียกว่า เฮ้าส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lord) หรือเราเรียกว่า สภาสูง สภาสูงของอังกฤษนี้ทํางานมาเป็นเวลาหลายร้อยปีนะครับท่านประธาน จนกระทั่ง ประชาชนอังกฤษบอกว่าถึงเวลาสักที ที่เราจะต้องประนีประนอม ด้วยการให้อํานาจของประชาชนเข้าไปมีส่วนในการ บริหารประเทศ จึงทําให้อํานาจของขุนนางต้องยอมครับ เมื่อด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองจึงเกิด สภาผู้แทนราษฎร หรือเรียกว่า เฮ้าส์ ออฟ คอมมอนส์ (House of Commons) เกิดขึ้น ในประเทศอังกฤษ ทีนี้ประเด็นที่เป็นคําถามที่สําคัญครับท่านประธาน ทําไมประเทศอังกฤษ จึงไม่ยกเลิกสภาขุนนางละครับ ประเทศอังกฤษเขาไม่รู้เรื่องประชาธิปไตยหรือครับ ประเทศอังกฤษไม่ต้องการเป็นประชาธิปไตยหรือครับ แต่ที่เขารักษาสภาขุนนางไว้ เพราะสภาขุนนางมันมีประโยชน์ครับ มันทําหน้าที่บางอย่างที่สภาผู้แทนราษฎรทําไม่ได้ ตรงนี้จึงเป็นการประนีประนอมของระบบประชาธิปไตยของอังกฤษซึ่งไทยเรายึดเป็นแม่แบบ จนถึงทุกวันนี้ครับท่านประธาน จากตัวอย่างตรงนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน กลับเข้ามาสู่ประเทศไทยของเรานะครับว่า ในกรณีของประเทศไทยของเรา ตั้งแต่เรา เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เราก็มีวุฒิสภามาโดยตลอด อาจจะ เว้นวรรคเป็นบางช่วงสั้น ๆ คําถามก็คือว่าเรามีไปทําอะไรครับ ชัดเจนครับ เราต้องการผู้รู้ ต้องการคนที่มีคุณภาพ ต้องการคนที่มีมโนธรรม มีอิสระ ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก เข้ามาช่วยประคับประคองและช่วยเสริมเติมให้เต็มจากบทบาทหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุผลตรงนี้ครับจึงเกิดการประนีประนอม ถ้าท่านประธานกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ การเมืองไทยนะครับ ท่านก็จะเห็นว่าในหลายช่วงเราก็ไม่อยากมีวุฒิสภาครับ แล้วก็มี การต่อสู้กันทางความคิดแล้วก็อภิปรายกันในสภาแบบนี้ แต่ในที่สุดผู้ที่มีอํานาจแต่ละยุค ที่ผ่านมาในอดีต ก็ได้ยอมรับในหลักการและความสําคัญ และความจําเป็นของวุฒิสภา จึงได้ประนีประนอมแล้วก็รักษาวุฒิสภา แต่ได้มีการปรับปรุงให้เข้าไปอยู่ใกล้หรือยึดโยงกับ ประชาชนมากขึ้น ตรงนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ แต่วันนี้ในแง่ของผมถ้ามองในแง่ดีนะครับ กรรมาธิการบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่เราไม่จําเป็นจะต้องมีวุฒิสมาชิกที่มาจาก การสรรหาที่จะมีคุณสมบัติที่จะทําหน้าที่ที่สภาผู้แทนราษฎรทําไม่ได้ เราไม่ต้องมีอีกแล้ว เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราได้ทําหน้าที่เหล่านั้นได้ด้วยตัวเราเองครบถ้วนแล้ว ผมไม่เข้าใจเป็นอย่างอื่นนอกจากแบบนี้เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าวุฒิสมาชิก ไม่ควรจะมาจากวิธีการอื่นเลยนอกจากวิธีการเลือกตั้ง ในมิติของเขตพื้นที่หรือภูมิศาสตร์ โดยใช้ปริมาณเสียงเป็นตัวตัดสิน ซึ่งตรงนี้ผมได้อภิปรายไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านประธานว่ามันมีข้อจํากัด มันทําไม่ได้ ผมอยากถามท่านประธานนะครับอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าเราเลือกวุฒิสภา วุฒิสมาชิก จากการเลือกตั้งในความหมายดังกล่าว ผมถามว่า ผลประโยชน์ในเรื่องของวิชาชีพที่จะเป็นหลักประกันของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และวิชาการของประเทศจะมีผู้แทนได้อย่างไรครับ วันนี้เรารู้นะครับว่าประเทศไทย เศรษฐกิจของไทย ขับเคลื่อนได้โดยผู้ที่มีความรู้ครับ และการแข่งขันของโลกอนาคต เป็นการแข่งขันที่ใช้ความรู้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้คําถามก็คือว่า ถ้าเราใช้วิธีการ เลือกตั้งในมิติของภูมิศาสตร์พื้นที่และใช้คะแนนเสียงที่มากกว่าเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะ ผมถามว่าวิชาชีพแพทย์ วิชาชีพต่าง ๆ เศรษฐกิจที่มีความสลับซับซ้อน ใครจะเป็นผู้ช่วยเรา ในการพิจารณาครับ ด้วยเหตุผลตรงนี้เองผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญที่เราจะต้อง ประนีประนอมนะครับท่านประธาน
ประการที่ ๓ ครับท่านประธานที่สําคัญ ก็คือความเป็นอิสระของวุฒิสภา ท่านประธานครับ ในการเลือกตั้งที่ผมได้อธิบายเมื่อสักครู่นี้เราได้ผู้แทนซึ่งจะให้ความสําคัญ กับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วก็นําปัญหานั้นไปสู่การแก้ไขกฎหมาย ตรงนี้ ถ้าพูดในภาษาวิชาการเราเรียกว่าการเป็นตัวแทนครับท่านประธาน ตัวแทนคือผู้ที่จะไป รักษาประโยชน์เฉพาะ ไปรักษาประโยชน์เฉพาะไปรักษาผลประโยชน์เจาะจงในแต่ละเรื่อง ในแต่ละพื้นที่ หรือพูดง่าย ๆ เราเรียกว่าเป็น สเปซิฟิค อินเทอเรสต์ (Specific interest) ท่านประธาน ส่วนประเทศ ของเรานั้นไม่ได้มีเฉพาะผลประโยชน์เฉพาะหน้า หรือผลประโยชน์เฉพาะพื้นที่เท่านั้น แต่เรา ยังมีผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติบ้านเมืองครับท่านประธาน ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่า วันที่ประเทศไทยของเราจะต้องเจรจาทางด้านการค้า ซึ่งมีความสลับซับซ้อน วันที่ประเทศไทย ของเราจะต้องคํานึงถึงการแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ วันที่ประเทศไทยของเรา จะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องความแห้งแล้งของประเทศโดยรวม คําถาม เราจะใช้ผู้แทน เฉพาะเขต เฉพาะจังหวัดมาตัดสินแต่เพียงอย่างเดียวได้หรือไม่ สิ่งที่ผมกําลังเรียกร้องกับ ท่านประธานก็คือว่า ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนไทยผมต้องการคนที่จะมาดูแล ผลประโยชน์โดยส่วนรวมของประเทศ ผมเคารพผลประโยชน์เฉพาะเขตเลือกตั้ง ส.ส. กัลยา รุ่งวิจิตรชัย จะดูแลผลประโยชน์ของจังหวัดสระบุรี อําเภอเมือง อําเภอหน้าพระลาน เป็นความถูกต้องของ ส.ส. กัลยาครับ ท่านประธานครับ แต่เราต้องการ ส.ส. ที่จะดูแล ผลประโยชน์ของประเทศไทยด้วยครับ ท่านประธานครับ และถ้าท่านประธานบอกว่า ผลประโยชน์ของประเทศไทยก็ดูแลได้ด้วยการให้ ส.ส. ทุกจังหวัด ทุกเขตทั้งประเทศมาเป็น ผู้ดูแล ตรงนั้นเป็นการมองที่คับแคบ ผมจะอธิบายให้ท่านประธานได้เข้าใจว่ามันไม่ได้อย่างไร ท่านประธานครับ ท่านประธานเป็นวิศวะ ท่านประธานจะทราบดีนะครับว่าหลักทาง คณิตศาสตร์ ๑ บวก ๑ เป็น ๒ ครับ ท่านประธานครับ