กนก วงษ์ตระหง่าน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก และเสนอแนวคิดที่จะเลือกตั้งวุฒิสมาชิกโดยไม่ใช้การเลือกตั้งในพื้นที่ แต่โดยการเลือกตั้งในความหมายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การเลือกตั้งในพื้นที่เพียงอย่างเดียว
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะอภิปรายในการแปรญัตติในมาตรา ๔ ของผม ซึ่งผมก็ขอขอบพระคุณท่านประธานและ ท่านกรรมาธิการที่ได้ให้โอกาสกระผมที่จะอภิปรายในประเด็นนี้ ผมอยากจะขออนุญาต ที่จะเรียนเป็นพื้นฐานก่อนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องของการให้ได้มา ซึ่งวุฒิสมาชิก เฉพาะจากการเลือกตั้งเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะผมคิดว่าความหมายของ การเลือกตั้งที่เราใช้กันมาอยู่ในปัจจุบันเป็นความหมายที่แคบและไม่สอดคล้องกับ สถานการณ์ของความเป็นจริง เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตท่านประธานที่จะย้อนกลับไป พูดถึงหลักการบางอย่างเพื่อที่จะได้เข้าใจตรงกันและผมก็จะเข้าสู่ประเด็นครับ ท่านประธานครับ เรามีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยยึดเขตพื้นที่หรือที่เรียกว่ามิติภูมิศาสตร์ เป็นหลักของการเลือกตั้ง แล้วเราได้กําหนดเพียงอายุของผู้มีสิทธิแล้วก็การมีภูมิลําเนาอยู่ใน พื้นที่เจตนารมณ์ของการเลือกตั้งอันนี้ก็คือเพื่อให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหา เข้าใจความเดือดร้อน เข้าใจความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็เป็นเรื่องที่เราใช้กันมาโดยตลอด ส่วนวุฒิสภาซึ่งเรามีตั้งแต่เปลี่ยนแปลง การปกครองเป็นต้นมา เราต้องการให้วุฒิสภาทําหน้าที่อีกแบบหนึ่งในเรื่องของ การกลั่นกรอง ในเรื่องของการถอดถอน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นสภาที่จะให้คําปรึกษา แนะนํา ซึ่งจะต้องใช้บุคคลที่มีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ และที่สําคัญก็คือ มีคุณธรรมแล้วก็มีความเป็นอิสระ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองวิธีการได้มาของวุฒิสมาชิก จึงแตกต่างจากวิธีการได้มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ตรงนี้หลักการ ที่สําคัญก็คือว่าถ้าเราใช้วิธีการเดียวกัน คือการเลือกตั้ง ในความหมายของเขตพื้นที่ และผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่เหมือนกัน คําถาม เราจะได้ผู้แทนที่มีคุณภาพ ที่มีคุณสมบัติ ที่ต่างกันได้อย่างไร ตรงนี้เป็นปัญหาครับ ท่านประธานครับ และนี่คือเหตุผลที่ในอดีต เราได้เห็นความจริงอันนี้มาตั้งนานแล้ว จึงได้เลือกวิธีการใหม่ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งในอดีต เราใช้คํานั้นว่าการสรรหา การสรรหาก็ได้มีการวิวัฒนาการ มีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และผมเข้าใจครับที่ท่านประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงเรื่องการเลือกตั้ง ถ้าท่านประธาน จะเห็นนะครับว่าการสรรหาที่ผ่านมาของไทย ก็ได้แปรสภาพเข้าไปใกล้เคียงกับประชาชน มากขึ้นตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถที่จะใช้การเลือกตั้งด้วยวิธีการที่เหมือนกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและให้ได้วุฒิสมาชิกที่มีคุณภาพ ที่มีคุณสมบัติ ที่แตกต่างกัน ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นในเชิงหลักการที่มีความสําคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้อง เข้าใจให้ตรงกัน ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผมจึงอยากจะขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานว่าการเลือกตั้งที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า เป็นการเลือกตั้งในเชิงพื้นที่ซึ่งใช้ประชากร แล้วก็ผู้มีสิทธิออกเสียงเป็นตัวตัดสิน คําถามก็คือว่า การเลือกตั้งในเชิงพื้นที่สามารถให้ผู้แทนได้ครบถ้วนในทุกมิติที่สังคมไทยหรือประเทศไทย ต้องการในวันนี้หรือไม่ คําตอบชัดเจนครับ ไม่ได้ สังคมไทยวันนี้มีความสลับซับซ้อน มีความต้องการที่หลากหลาย มีผลประโยชน์ มีวัตถุประสงค์ที่หลากหลายมากมาย เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองจําเป็นที่จะต้อง มีการเลือกตั้ง ในความหมายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การเลือกตั้งในความหมายของพื้นที่ แต่เพียงอย่างเดียว ผมขออนุญาตยกตัวอย่างประกอบสั้น ๆ ให้ท่านประธานได้เห็นภาพนะครับ ความหลากหลายในการประกอบวิชาชีพ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องครู เราให้มี การเลือกตั้งครู ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ของครูก็เลือกครู แล้วก็ปัญหาของเรา เราพบว่า ครูส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องหนี้แล้วก็มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่เพียงพอ เราก็ได้ผู้แทนครูจากการ เลือกตั้งที่จะต้องไปแก้ไขปัญหาหนี้ แก้ไขปัญหารายได้ของครู แต่ในความเป็นจริงเราพบว่า ครูคือคนที่ทําหน้าที่ผลิตบุคลากรของประเทศ คุณภาพทางด้านการศึกษาเป็นเรื่องที่สําคัญ ถ้าเราใช้การเลือกตั้งในความหมายแคบแบบเดิม เราก็จะได้ครูที่เป็นผู้แทนมาแก้ปัญหาหนี้ และแก้ปัญหารายได้ของครูเท่านั้น แต่เราจะไม่มีผู้แทนของครูที่จะมาเอาจริงเอาจังแก้ไข ปัญหาคุณภาพการเรียนการสอน การพัฒนาคุณภาพของเด็กในโรงเรียน นี่คือตัวอย่าง ที่ชัดเจนครับท่านประธานที่ผมคิดว่าการเลือกตั้งในความหมายที่เราพูดถึงของการเลือก ส.ส. จึงมีความหมายที่จํากัดดังที่ผมได้กล่าวแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เราพบก็คือว่า ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน อีกสุดขั้วหนึ่ง คือ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ วันนี้เรามี การเลือกตั้ง ส.ส. จาก ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ส.ส. ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ก็จะให้ ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้อง ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนใน ๓ จังหวัด ชายแดนใต้ แต่ตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมา ประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ที่เป็นมุสลิม ได้เรียกร้องถึงสิทธิของการแสดงออกเชิงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเอง แต่ปรากฏว่า การเลือกตั้งที่เราได้ ส.ส. มาอยู่ในสภาแห่งนี้ไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการ ในเชิงอัตลักษณ์ทางด้านศาสนาของประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ถ้าพูดให้ถึงที่สุดครับ ท่านประธาน การเลือกตั้งของเราที่ผ่านมากับ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ คือการผลักพี่น้องมุสลิม ให้ออกจากกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย และวันนี้เรากําลังเผชิญการจับอาวุธ ขึ้นต่อสู้กับอํานาจรัฐไทยในวันนี้ ตรงนี้ก็เป็นผลพวงจากการที่เราปิดความคิดในเรื่อง การเลือกตั้งของเราในเชิงพื้นที่ที่แคบเกินไป เราไม่คํานึงถึงการมีตัวแทนในเชิงวัฒนธรรม การมีตัวแทนในเชิงอัตลักษณ์ที่มีความสําคัญ ผมไม่ขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องคนพิการ เรื่องผู้ด้อยโอกาสอีกนะครับซึ่งมีมากมาย ตรงนี้ประเด็นที่สําคัญที่ผมต้องการก็คือว่า ผมต้องการจะเรียนผ่านท่านประธานไปยังประธานกรรมาธิการว่า ท่านยอมรับเถอะครับว่า การเลือกตั้งในมิติพื้นที่ ในเชิงปริมาณที่ใช้คะแนนเสียงเป็นตัวตัดสินนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่มีข้อจํากัดครับท่านประธานครับ และคําถามที่สําคัญก็คือว่าเราจะแก้ไขข้อจํากัดเหล่านี้ อย่างไร และเมื่อเรานําข้อจํากัดตรงนี้มาทาบกับความต้องการของการมีวุฒิสภาเพื่อปฏิบัติ หน้าที่ดังกล่าว เราก็เห็นชัดเจนแล้วครับว่ามันมีข้อจํากัด กล่าวคือวิธีการเลือกตั้ง ในความหมายที่กรรมาธิการได้นําเสนอนั้นไม่สามารถให้วุฒิสมาชิกที่มีคุณสมบัติและคุณภาพ ที่จะปฏิบัติหน้าที่ในความหมายของวุฒิสภาดังที่เราได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธการยึดโยงกับประชาชน การยึดโยงกับประชาชนเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ดีไม่พอ สําหรับวุฒิสภา วุฒิสภายังต้องการเรื่องอื่น ๆ อีกที่เป็นคุณสมบัติที่สําคัญ ซึ่งผมขออนุญาต ที่จะไม่พูดซ้ําจากที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับท่านประธาน จึงเป็นเรื่องที่สําคัญที่ผมคิดว่าประเทศไทย วิชารัฐศาสตร์ไทย จะต้องกลับมาทบทวน ความหมายของคําว่าเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน ในความหมายดังกล่าวนี้ ถ้าย้อนกลับไปดูประเด็นที่ ๒ ของผมครับท่านประธาน ก็คือวุฒิสภาจะต้องคํานึงถึง ความเป็นจริงของประเทศในแต่ละช่วงเวลา เราก็พัฒนาแล้วก็ปรับปรุงวุฒิสภาของเรา วุฒิสภาผมไม่พูดอีกแล้วนะครับว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง เพราะว่าได้มีการพูดกันไปแล้วชัดเจน แต่บทเรียนที่เราเรียนจากโลกนี้แล้วก็จากประเทศไทยของเรา ว่าการเมืองที่จะรักษาชาติไว้ได้ จะต้องเป็นการเมืองที่มีทั้งศาสตร์และมีศิลปะของการประนีประนอม ประเทศหลายประเทศ เสียหายแม้นกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ หรือแม้นกระทั่งสูญเสียประชาธิปไตยและ ไปสู่สภาวะของอาณาธิปไตย เกิดขึ้นเพราะสถาบันทางการเมืองและบุคลากรในสถาบัน เหล่านั้นไม่สามารถที่จะประนีประนอมหลักการบางอย่างได้ ผมขออนุญาตที่จะยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นในความหมายที่ยังไม่ได้มีการพูดถึงในการอภิปรายครั้งนี้ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาเขามี เซเน็ท (Senate) ที่เราแปลว่า วุฒิสภา ความจริงแล้วเซเน็ทถ้าในความหมายวุฒิสภาไทยเขาไม่ใช่ครับ แต่ไม่เป็นอะไรอันนี้ เป็นมิติในเชิงภาษา ซึ่งเป็นปัญหาอีกเช่นเดียวกันเดี๋ยวสักครู่ผมจะอธิบายกับท่านประธานว่า เวลาเราพูดคํา ๆ เดียวกันแต่ความหมายเราไม่เหมือนกัน