รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

สุรศักดิ์ ศรีอรุณ แปรญัตติเรื่องการยกเลิกมาตรา 113 ของรัฐธรรมนูญ 2550 โดยอ้างว่ามาตรานี้มีเจตนารมณ์ที่จะแก้ปัญหาสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงในอดีต และการยกเลิกมาตรานี้จะทำให้สมาชิกวุฒิสภามีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมได้แปรญัตติในมาตรา ๔ ไว้ สืบเนื่องจากในมาตรา ๔ ท่านกรรมาธิการได้เขียนว่า ถ้ายกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ได้บอกแล้วนะครับว่าพี่น้องประชาชน กําลังฟังการอภิปรายและการถ่ายทอดอยู่ ผมพูดว่ามาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ก็คงไม่ทราบว่ามันคืออะไรนอกจากบางคนทราบนะครับ เพราะว่า จากสถิตินี้ชัดเจนนะครับว่ามีคนอ่านรัฐธรรมนูญนั้นน้อยมาก แม้แต่ในสภาเองเราก็ไม่มั่นใจ ว่ากี่เปอร์เซ็นต์นะครับ ความจริงมีผู้อภิปรายในประเด็นนี้แล้ว ท่านประธานครับ ที่ท่านกรรมาธิการไปตัดมาตรา ๑๑๓ ของเดิมออก มันมีข้อความว่าอย่างนี้ครับ มาตรา ๑๑๓ ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจํานวนหนึ่งคน และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจํานวนหนึ่งคนเป็นกรรมการ ทําหน้าที่สรรหาบุคคลตามมาตรา ๑๑๔ ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับ บัญชีรายชื่อจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วแจ้งผลการสรรหาให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศผลผู้ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาวรรคสองมีข้อความว่า ให้กรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกกันเอง ให้กรรมการผู้หนึ่งเป็นประธานกรรมการ วรรคสาม มีข้อความว่า ในกรณีที่ไม่มีกรรมการในตําแหน่งใดหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ากรรมการที่เหลืออยู่นั้นมีจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งให้คณะกรรมการสรรหาวุฒิสภา ประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่ อันนี้ครับผมมีความจําเป็นต้องอ่านเพื่อให้พี่น้องประชาชน ซึ่งฟังการอภิปรายเข้าใจว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้ตัดไปนั้นคืออะไร ท่านประธานครับ เราดูแค่นี้ นี่นะครับเราอาจจะสงสัยว่าเขาร่างมาตรานี้ขึ้นมาทําไมในการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มันมีเจตนารมณ์ครับ ท่านประธานครับ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มานี่นะครับ เจตนารมณ์ที่กําหนดคณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีเกียรติน่าเชื่อถือได้ เราจะหาได้นะครับจากบันทึกการประชุมของ สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้ มีประโยชน์นะครับท่านประธานครับ เพราะว่าเมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา ท่านประธานก็ปล่อยให้ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาบางท่านพูดจาเสียดสีพาดพิงกรรมการสรรหาในทางที่เสียหายว่าเป็น ๗ อรหันต์บ้าง เป็นใครที่มีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนซึ่งเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งขึ้นมา ท่านประธานครับ คณะกรรมการสรรหาไม่ได้เสนอตัวขึ้นมาทําหน้าที่ ท่านทําหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญ กรรมการสรรหาทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการที่จะไปพาดพิงโดยที่ กรรมการสรรหาไม่มีโอกาสชี้แจง ก็ทําให้พี่น้องเข้าใจผิดนะครับ เจตนารมณ์ที่เลือกคณะกรรมการสรรหามานี่ก็เพื่อจะแก้ปัญหาสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงในอดีต ผมไม่อภิปรายซ้ํานะครับว่าในอดีตสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่นั้น มาจากการแต่งตั้ง โดยปกติแล้วก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลสมัยที่ดํารงตําแหน่งอยู่นั้น เป็นผู้แต่งตั้งไว้ เหตุผลที่เขาทําอย่างนั้นก็เนื่องจากว่าเลือกตั้งครั้งต่อไปเราไม่ทราบว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาล การที่ให้อํานาจนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็เพื่อจะได้ ชี้แจงข้อเท็จจริงในปัญหาที่เกิดขึ้น มันเป็นองค์ประกอบที่มีความสมบูรณ์ ยกเว้นกรณีเดียว นะครับ ครั้งเดียวนะครับ ก่อนปี ๒๕๕๐ ก็มีข่าวว่าผู้ที่เสนอรายชื่อสมาชิกวุฒิสภาชุดนั้น มีการเลือกเก็บเงิน ไปเก็บเงินจากผู้ที่จะมาเป็นซื้อขายตําแหน่งนะครับ เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จึงแก้แล้วมีการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ เมื่อท่านประธานดูรายชื่อ ของคณะกรรมการสรรหาแล้วนะครับ ท่านประธานจะเห็นว่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่มาจาก ศาลปกครอง ศาลฎีกา ถึง ๓ ท่านทั้งหมดนะครับ ทุกท่านเหล่านั้นคงไม่มีความประสงค์ ที่อยากจะมาทําอะไรซึ่งทําให้ท่านต้องเสียชื่อเสียงและเกียรติยศ ประเทศเราอยู่ได้ ด้วยความผาสุกมาแม้กระทั่งทุกวันนี้นะครับ องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติยังถูกการแทรกแซง จากภายนอกยากที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่กรรมาธิการได้ไปตัด มาตรา ๑๑๓ ออก เป็นสิ่งที่ผมยอมรับไม่ได้ ถ้าเผื่อผมจะอธิบายคําแปรญัตติของผมนะครับ ท่านประธาน ก็อาจจะไม่สบายใจ หาว่าลงมติใน มาตรา ๓ ไปแล้ว จะไปพูดอะไรที่เอ่ยคําว่าสรรหานั้น ก็จะผิดหลักการ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ หลักการ ข้อบังคับ กับรัฐธรรมนูญ เราเถียงกัน มาจนไม่มีที่ยุติแล้วครับ ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิพากษา ว่าระหว่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ฉบับแรกนะครับ ซึ่งได้รับการลงประชามติจาก พี่น้องประชาชน ๑๔ ล้านเสียง กับข้อบังคับซึ่งผ่านสภาแห่งนี้ สมาชิก ๖๕๐ คน สิ่งใดมีศักดิ์ในทางกฎหมายเหนือกว่ากัน คําพิพากษาวันนั้นจะเป็นสิ่งซึ่งจะชัดเจนว่า ประเทศไทยเราจะดํารงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงนี้นะครับท่านประธานครับ หลายครั้งเราอภิปรายในสภาแห่งนี้เราก็ไม่ได้ ชี้ความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยธรรมดาที่เอ่ยลอย ๆ เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา กับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้นมันมีความแตกต่างกันอย่างไร มันแตกต่างกันมากนะครับท่านประธานครับ สมัยก่อนนั้นในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ มาตรา ๓ จะเขียนไว้ชัดว่าอํานาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อํานาจนั้น ทางรัฐสภา ทางรัฐบาล ๓ อํานาจ นะครับ อํานาจตุลาการอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดนะครับ เราเอามาแก้เมื่อปี ๒๕๔๐ เองนะครับ ว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อํานาจนั้นผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมดทั้ง ๓ สภา นะครับ ซึ่งความจริงไม่ถูกนะครับ ไม่ถูกนะครับ แต่เราก็ยังพูดโดยไม่ทําให้อนุชนรุ่นหลังของเรา ได้เข้าใจว่าของเราแตกต่างกับประเทศสหรัฐอเมริกามาก ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบ ก็ไม่ได้ให้คํานิยามของคําว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเหมือนกับที่เราพยายามพูด ด้วยความเข้าใจผิด ท่านประธานครับ ผมได้ชี้แจงให้สภาแห่งนี้ทราบแล้วในวาระที่แล้ว ในมาตราที่แล้วนะครับ ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ดี และมาจากการสรรหาก็ดี มีทั้งข้อดีและข้อด้อย เพราะฉะนั้น สสร. ชุดที่แล้วเขาจึงจับองค์ประกอบทั้ง ๒ อันนั้น มาประสานกันให้มีทั้งเลือกตั้งและสรรหา เพื่อให้ทั้ง ๒ ฝ่ายช่วยดุลกัน คําว่า ดุลยภาพ ตรงนี้มีความสําคัญนะครับ เพราะว่ามันเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเขียนไว้ชัดเจน สิ่งใดที่ไปทําให้ดุลยภาพสิ่งนี้เสียไป ผมคิดว่าสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่ท่านทําอยู่นี้ขัดรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒ ที่ทางกรรมาธิการได้ตัดไป คือมาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๔ ของเดิมเขียนว่า ให้คณะกรรมการ สรรหาสมาชิกวุฒิสภาดําเนินการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อ จากองค์กรต่าง ๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่น ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติการตามอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา เป็นสมาชิกวุฒิสภา เท่าจํานวนที่พึงจะมีตามที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่ง วรรคสองของมาตรา ๑๑๔ มีข้อความว่า ในการสรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่งให้คํานึงถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของวุฒิสภาเป็นสําคัญ และให้คํานึงถึง องค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน โอกาสและ ความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลในแต่ละภาคตามวรรคหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งการให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย วรรคสาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ผมอ่าน ความละเอียดตรงนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า สิ่งที่กรรมาธิการตัดไปนั้นทําให้เกิด ประโยชน์ หรือเกิดผลเสียแก่พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ขณะนี้กรรมาธิการยังติด กับดักในสิ่งซึ่งผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีภูมิรู้ มีความสามารถ มีความรักชาติ มีความรักประชาชน มีความบูชาระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เหตุผลครับ ท่านประธานครับ เราติดอยู่กับ การเลือกตั้งตามที่ผ่านมาตรา ๓ มา ในมาตรา ๓ ก็แก้เป็นมาตรา ๑๑๒ คือสรุปหมายความว่า กรรมาธิการต้องการเลือกตั้งโดยใช้เขตจังหวัด ท่านไปติดอยู่แต่มิติในทางภูมิศาสตร์ อย่างเดียว ในสมัยโบราณนั้นเป็นไปได้ครับ เพราะว่าการประกอบอาชีพมันมีความไม่มากมาย หลากหลายเหมือนปัจจุบัน ในยุคปัจจุบันนั้นการเลือกตั้งไม่ควรไปอยู่เฉพาะมิติทางด้านพื้นที่ มันควรจะมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ท่านประธานตอบผมได้ไหมครับ ว่าระหว่าง การเลือกตั้งที่ท่านไปติดยึดอยู่เฉพาะพื้นที่ กับการเลือกตั้งที่ท่านให้โอกาสพี่น้องประชาชน ซึ่งกว้างขวางกว่า ให้เขามีสิทธิเลือกตั้งในกระบวนการ วิธีการ ซึ่งมีมิติของสังคมและเศรษฐกิจ ไปเกี่ยวข้อง ท่านประธานเข้าใจใช่ไหมครับว่าปัจจุบันนั้นคนเรามีอาชีพที่หลากหลาย แล้วก็ ทางด้านสังคมนี้ก็มีความหลากหลาย เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้อภิปรายแล้วว่า อยากได้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากกลุ่มคนซึ่งด้อยโอกาส หรือคนพิการ นั่นครับมันอยู่ ในมาตราที่กรรมาธิการตัดไปละครับผมไม่ต้องอ่านซ้ํา จะได้ประหยัดเวลา คือทั้งหมดนี้ เมื่อตัด ท่านประธานตอบได้เลยนะครับว่าระหว่างการเลือกตั้ง ซึ่งวิธีการเลือกตั้ง ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการที่จะใช้กระบวนการซึ่งใช้พื้นที่อย่างเดียว ใช้พื้นที่ อย่างเดียวกับใช้ทั้งมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ สิ่งใดพี่น้องประชาชนจะมีประโยชน์ มากกว่ากันครับ ไม่ต้องตอบครับท่านประธานครับ สิ่งนี้เราควรจะทําประชามติ เราควร จะทําประชามติ เราจะอ้างว่าเราได้รับเลือกตั้งมา ๑๕ ล้านเสียงแล้ว จะแก้อะไรไปก็ได้ ผมคิดว่าเราจะทําให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้นเสียหายครับท่านประธานครับ มันยังไม่สายเกินไปครับที่สมาชิกรัฐสภาทุกท่านจะช่วยกันโหวตไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรายังมีปัญหาของชาติบ้านเมืองอีกเยอะ รัฐบาลนี้มีโอกาสอีก ๒ ปีนะครับ ท่านมีโอกาส ที่จะทําสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะรับท่านได้ แล้วร่วมมือกับท่าน และรักท่านด้วย ผมวิงวอน นะครับ เพราะฉะนั้นก็ยังไม่สายเกินไปนะครับ ท่านประธานครับ ผมไม่กล่าวซ้ํานะครับว่า สมาชิกที่มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันมีความแตกต่างจากสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านกรรมาธิการได้ไปแก้ไขว่าให้เลือกตั้งทั้งหมด ให้เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรก็มีอยู่ ๒ ประเภทนะครับ ท่านมีทั้งบัญชีรายชื่อและท่านมีทั้งจากเขตพื้นที่ ทั้งหมดมันมีความขัดแย้งกันอยู่ แล้วก็ท่านกรรมาธิการก็ไม่ได้เขียนให้ชัดว่าเจตนารมณ์