อรรถพร พลบุตร เสนอการแปรญัตติเพื่อคงระบบเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแบบเขตประเทศแทนระบบจังหวัด โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างของอำนาจและสถานะพิเศษที่ควรต้องเป็นอิสระจากการเมือง ไม่เหมือนสภาผู้แทนราษฎร และยืนยันว่าการตัดระบบสรรหานั้นอาจนำไปสู่การสูญเสียสมดุลอำนาจและการย้อนยุคไปสู่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่เคยเกิดวิกฤตการณ์
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่เป็นไรครับ ท่านเกียรติ์อุดมประท้วง แต่ว่าท่านอาจจะไม่ได้ฟัง การอภิปรายของผมโดยตลอดนะครับ ผมตั้งข้อสังเกตครับ ด้วยความเป็นห่วง เป็นกังวล ต่อท่านประธานสภา ท่านประธานรัฐสภา เพราะว่าผมเกรงว่าเรื่องเหล่านี้ การแสดงออก อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันจะมีผลในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็เตือนด้วยความห่วงใย และหวังดีนะครับ ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นซึ่งผมจะพูดไม่ยาวมากนัก ผมขอใช้สิทธิพาดพิง นิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ตลอดเวลา ๕ วันที่รัฐสภาของเราได้พิจารณาเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ มันจะมีคําพูดหนึ่ง ซึ่งถูกพูดหลายครั้งนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน คําพูดนั้นมันมีความเสียหายเกิดขึ้น กับพวกเราหลายส่วน หลายคน ท่านประธานกรรมาธิการได้ย้ําอยู่ตลอดเวลาเรื่องความเชื่อมั่น ในอํานาจของประชาชนนะครับ ท่านย้ําจนประหนึ่งว่าพวกเราที่มีความคิดในทางเดียวกันว่า มันควรจะมีสมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหาขึ้นมาด้วยไม่เชื่อมั่นในอํานาจของประชาชน ตรงนี้ผมเชื่อว่า ถ้าไม่ได้อธิบายตรงนี้สักสั้น ๆ มันก็จะเกิดความเสียหายและเข้าใจ เจตนารมณ์ของเราไปในทางอื่น ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอกครับ ผมใช้สิทธิพาดพิง สั้น ๆ ว่า ไม่จริงหรอกครับ ที่บอกว่าเราไม่เชื่อมั่นในอํานาจของประชาชน ถ้าเราไม่เชื่อมั่น ในอํานาจของประชาชน เราคงไม่มาเดินและก้าวเดินบนเส้นทางประชาธิปไตย ด้วยระบบเลือกตั้งมาหลายครั้งหลายหน หลายท่านที่มีส่วนได้ถูกพาดพิงยืนอยู่บนเส้นทาง ตรงนี้อย่างเหนียวแน่นมา ๓๐ ปี ๔๐ ปีแล้ว ผมเองก็เป็นเวลานานมากครับ เราเชื่อมั่น อย่างยิ่งต่ออํานาจของประชาชน เพียงแต่ว่าอํานาจของประชาชนมันถูกใช้ได้หลายทาง มันก็ต้องมีวิธีการที่มีความเหมาะสม สมดุล และเกิดสมดุลแห่งอํานาจ ในทางกลับกันครับ ถ้าเราเชื่อในคําพูดนี้จริง เราเชื่อมั่นในอํานาจของประชาชนจริง ผมไม่ทราบว่า ทําไมเวลาพี่น้องม็อบสวนยางพาราภาคใต้เขาชุมนุมต่อสู้ ถ้าเชื่อในอํานาจประชาชนจริง ทําไมบุคคลสําคัญหลายคนบอกว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังละครับ ถ้าเชื่อมั่นในอํานาจ ของประชาชนก็ต้องเชื่อว่าเขามีสิทธิที่จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อชีวิต เพื่อความทุกข์ของเขา ทําไมต้องมีใครไปบงการเขาอยู่เบื้องหลัง เพราะฉะนั้นถ้าเราเชื่อมั่นในอํานาจของประชาชนจริง ๆ เราก็ต้องมีความเข้าใจ และเชื่อจริง ๆ มากกว่าเป็นคําพูดเพื่อประโยชน์ในสถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็น ๒ มาตรฐานนะครับ ผมฝากเป็นข้อสังเกตและแก้ไขการพาดพิง ที่เกิดขึ้น ผมไม่อยากได้ยินคําพูดอย่างนี้อีก ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรานี้ คือมาตรา ๔ ไว้ ๒ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรกเป็นเนื้อความที่ได้พูดถึงการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในระบบ การเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นนี้ผมก็จะก้าวข้ามไปครับ เพราะว่าการแก้ไขของผม ซึ่งมีเนื้อความว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในระบบเลือกตั้งให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ก็มีความสอดคล้องต้องกัน กับมติเสียงส่วนใหญ่ในมาตรา ๓ ผมก็ข้ามประเด็นนี้ไป แต่ว่าผมก็มีความแตกต่าง ในการแปรญัตติในประเด็นที่ ๒ ผมได้ใช้ข้อความอย่างนี้ครับ มาตรา ๔ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และใช้ความต่อไปนี้ แทน มาตรา ๑๑๓ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑๑ (๒) ให้ใช้เขตประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกที่มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าวไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับถึงวันเลือกตั้งมีสิทธิออกคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้สมัครได้หนึ่งเสียง และให้ใช้วิธีการ ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ผมเชื่อว่าตรงนี้มิได้ขัดหลักการใด ๆ ของการพิจารณา มาตรา ๓ ที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๐๒ ผมยังมีความเชื่อว่า ตราบใดที่รัฐสภายังไม่ได้ลงมติในวาระที่ ๓ หลักการเนื้อความต่าง ๆ มันมีสิทธิถูกปรับแก้ได้ ตามมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ เป็นไปได้ทั้งนั้นละครับ ถ้ามีการอภิปรายที่ประกอบ ไปด้วยเหตุด้วยผลที่มีความเหมาะสมรับฟังได้ น่าเชื่อถือ ชี้ให้สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่เห็นว่า การตัดสมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหานั้น มันทําให้เกิดการกินรวบประเทศไทย หรือดุลอํานาจในทางการเมืองมันเสียลง มันทําให้เกิดการย้อนยุคไปสู่วิกฤต การณ์ที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นไปได้ที่อาจจะทําให้สมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะอยู่ พรรคไหนก็อาจจะเห็นสอดคล้องเป็นทางเดียวกัน แล้วได้เห็นตระหนักถึงความสําคัญของ ลักษณะพิเศษของวุฒิสภา อํานาจพิเศษของวุฒิสภา หรือสถานะพิเศษของวุฒิสภา แล้วก็ อาจจะมีการลงมติในช่วงท้ายที่จะปรับเปลี่ยนข้อความต่าง ๆ ให้มันสอดคล้องต้องกัน และ ธํารงรักษาสมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหาเอาไว้ได้ มิได้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องย้ําประเด็นนี้อีกครั้งหนึ่งในประเด็นที่แตกต่าง จากการอภิปรายในวาระที่ ๓ ผมต้องการจะบอกท่านประธานว่า สมาชิกวุฒิสภาแตกต่าง จากสภาผู้แทนราษฎรหลายสิ่งหลายส่วนนะครับ สมาชิกวุฒิสภามีอํานาจพิเศษเป็นอํานาจเฉพาะซึ่งแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ดี จึงได้กําหนดรูปแบบของ คุณสมบัติและวิธีการได้มาที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร การอภิปรายของท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติหลายท่านก็ได้ย้ําให้เห็นชัดเจนว่า ถ้าเราเชื่อว่าการเลือกตั้งคือการยึดโยงกับประชาชนเป็นประชาธิปไตยในทางตรง เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ทําไมตําแหน่งที่มีความสําคัญในทางบ้านเมืองอีกหลายตําแหน่ง เราจึงไม่ใช้วิธีการเลือกตั้ง เช่นตําแหน่งประธานศาลฎีกา เช่นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือประธาน ป.ป.ช. หรือผู้ประธานผู้ตรวจเงินแผ่นดินต่าง ๆ เหล่านี้ทําไมเราไม่ใช้ วิธีการเลือกตั้ง ก็เพราะว่าผู้ดํารงตําแหน่งเหล่านี้มีสถานะพิเศษ และมีอํานาจพิเศษ และที่สําคัญ ก็คือมีสถานะพิเศษตรงที่ว่าเขาต้องเป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เขาไม่อาจจะ มาจากสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างแน่นอน เพราะสภาผู้แทนราษฎรนั้นยึดโยงกับเรื่องของ เสียงข้างมาก เรื่องของพรรคการเมือง เรื่องของนโยบายพรรค เรื่องของสัญญาประชาคม ที่ให้ไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องแยกอํานาจของวุฒิสภาออกมา เป็นอํานาจพิเศษ เหตุผล ๓ ข้อง่าย ๆ ที่ผมเชื่อว่าถ้าผมอภิปรายผ่านท่านประธานสภาไปยัง พี่น้องประชาชนเจ้าของประเทศที่รับฟังอยู่ทางบ้านก็จะเห็นสอดคล้องต้องกัน การบัญญัติ ให้สมาชิกวุฒิสภามีอํานาจพิเศษตรงนี้ อย่างน้อย ๆ มันจึงเกิดเหตุการณ์ ๓ อย่างที่เกิดขึ้น
ประการที่ ๑ คือมันเลยมี ๒ สภาครับ การที่มี ๒ สภานั้นก็เหตุผลเดียวครับ เขาต้องการให้วุฒิสภามีสถานะพิเศษและใช้อํานาจพิเศษโดยเป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับ พรรคการเมืองด้วยทุกมิติ
ประการที่ ๒ เขาจึงให้อํานาจวุฒิสภาในการแต่งตั้งถอดถอนตําแหน่งที่มี ความสําคัญอย่างยิ่งในการบริหารบ้านเมือง ตุลาการรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ป.ป.ช. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน หรือคณะกรรมการอื่น ๆ อีกจํานวนมากมาย ถ้าเขาไม่ต้องการสถานะที่พิเศษหรืออํานาจพิเศษ เขาก็คงใช้อํานาจนี้เป็นอํานาจของ สภาผู้แทนราษฎร แต่มันเป็นไปไม่ได้ครับ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งยึดโยงกับพรรคการเมือง ยึดโยงกับนโยบายของพรรค หรือสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน หรืออาจจะยึดโยงกับ คนอยู่แดนไกลอะไรก็ว่าไป ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมาให้กําเนิดองค์กรเหล่านี้ ก็เสร็จหมดละครับ อย่างที่ผมได้เคยอภิปรายไปในมาตรา ๓ เขาจึงต้องแยกให้องค์กรซึ่งมีผลต่อบ้านเมืองเหล่านี้ มาถูกกําหนดการกําเนิดการแต่งตั้งถอดถอนต่าง ๆ จากองค์กร ซึ่งไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง เขาจึงกําหนดคุณสมบัติและที่มาของวุฒิสภาที่แตกต่างจากผู้แทนราษฎรโดยสิ้นเชิง และเหตุผลที่ ๓ ที่เห็นกันง่ายที่สุด ท่านประธานครับ ในวุฒิสภาไม่มีตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้าน ในวุฒิสภา ซึ่งแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีตําแหน่งนี้ เหตุผลมีอย่างเดียวเขาไม่ต้องการ ให้วุฒิสภาแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายรัฐบาล เป็นฝ่ายสนับสนุน เป็นฝ่ายตรวจสอบ คัดค้าน สมาชิกวุฒิสภาที่มีจํานวน ๑๕๐ คนตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีสถานะเดียวกัน ทั้งสิ้น ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ก็คือการใช้อํานาจในการตรวจสอบ ในการกลั่นกรอง ในการ กําเนิดและถอดถอนองค์กรอิสระ ทั้งหมดนี้ท่านประธานคงเห็นนะครับว่า สมาชิกวุฒิสภา มีสถานะพิเศษ มีอํานาจพิเศษ ที่มาจึงต้องแตกต่างจากพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรมีคุณสมบัติเดียวกัน แตกต่าง แค่เรื่องอายุ ซึ่งก็ไม่เป็นนัยสําคัญเพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอายุเกินกว่า ๔๐ ปี ก็เป็นส่วนใหญ่ของสภาอยู่แล้ว เมื่อไม่มีความแตกต่างกันทั้งสิ้นในเรื่องของคุณสมบัติ มันก็ไม่มีเหตุผลความจําเป็นอะไรทั้งสิ้นที่จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภา และผมถือว่าเรื่องนี้ ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นพวกเราจึงมีความเห็นว่ามันยังต้องดํารงตําแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหาเอาไว้เพื่อจะทําหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เกิดความสบายใจมากขึ้นในเรื่องของที่มา ที่มาแต่เดิมสมาชิกวุฒิสภาก็มาจากคณะกรรมการทั้งหมด ๗ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งจริง ๆ ๗ ตําแหน่งนี้ก็ถือเป็นบุคคลซึ่งสังคมให้ความไว้วางใจ อย่างสูงสุดครับ แต่ว่าถ้าเรายังมีความรู้สึกว่าจะให้คน ๗ คนมาใช้สิทธิแทนประชาชน ๖๕ ล้านคนได้อย่างไร ไม่เป็นการยึดโยงกับประชาชน ผมก็จึงแปรญัตติตรงนี้เพื่อแก้ไข ช่องโหว่หรือความไม่ไว้วางใจตรงนี้ ก็แปรญัตติว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้เป็นการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาในระบบสรรหาโดยการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็ให้ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาในระบบนี้ ๑๐๐ คน ก็ลงสมัครครับ ก็สร้างบัญชีขึ้นมาเป็นผู้สมัครเบอร์ ๑ ไปถึงเบอร์ ๒๐๐ เบอร์ ๓๐๐ เบอร์ ๔๐๐ แต่ประชาชนก็มีสิทธิลงคะแนนได้ ๑ เสียง ๑ คน ผมเชื่อในกระบวนการอย่างนี้ มันจะทําให้วุฒิสภาก็ไม่ต้องยึดโยงกับเรื่องของพื้นที่ ซึ่งมีสภาผู้แทนราษฎรหรือพวกเรา ทําหน้าที่ในมิติของพื้นที่หรือมิติของจังหวัดอยู่แล้ว ก็จะเกิดความยึดโยง เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเกิดระบบที่เปิดกว้างเช่นนี้ผู้ที่จะลงสมัครก็จะมีความหลากหลายในอาชีพ ยกตัวอย่างครับ ในสภาของเรามันควรจะมีตัวแทนพี่น้องชาวประมงอย่างน้อยสัก ๑ ท่าน ๑ คน วันนี้ก็แทบ ไม่มีนะครับ ที่มีก็คือฝากงานฝากภาระไว้กับพวกเรานี่ครับ แต่ถ้ามีการเลือกตั้งทั้งประเทศ ๑๐๐ คน ๒๐๐ คนต่าง ๆ ก็ว่าไปนี่ ผมเชื่อว่าถ้าเขาลงระบบ ๑ จังหวัด ต่อ ๑ คน เขาอยากมาก เพราะชาวประมงจะเป็นเสียงส่วนน้อยในแต่ละจังหวัด แต่ถ้ารวมทั้งประเทศ ผมเชื่อว่าชาวประมง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน เขาสร้างตัวแทนเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้ได้ เช่นเดียวกับตัวแทนชาวไร่ข้าวโพด ตัวแทนชาวสวนยาง ตัวแทนของมิติทางสังคมเศรษฐกิจ อื่น ๆ อีกมากมายก่ายกอง ผมเชื่อว่าโดยระบบแห่งนี้ครับ มันจะมีสมาชิกวุฒิสภา ในระบบสรรหาที่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง ไม่ถูกครหาหรือถูกบิดเบือนเจตนาไปอย่างที่ผ่านมา ว่ามาจากคนแค่ ๗ คนนะครับ ฉะนั้นคิดว่าจึงเป็นประเด็นการแปรญัตติที่ผมเชื่อว่า ผมก็จะพยายามใช้โอกาสตรงนี้และในมาตราต่อไป รวมทั้งเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกหลายท่านที่จะแปรญัตติและอธิบายเหตุผลเพื่อโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ ให้เห็นสอดคล้องต้องกัน ซึ่งนั่นเป็นสิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ
สุดท้ายท่านประธานครับ วันนี้ผมพูดจาไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมานะครับ เพราะว่าก็ต้องการให้บรรยากาศมันเดินสบาย ๆ ผมก็ขอจบลงด้วยเรื่องเบา ๆ สักเรื่องหนึ่ง เพื่อให้บรรยากาศสภาแห่งนี้เป็นไปอย่างผ่อนคลายมีสีสันมากขึ้น แต่ว่ามันก็เป็นตัวอย่าง ซึ่งเทียบเคียงกับประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยดูหนัง ไหมครับ มันมีภาพยนตร์ไทยอยู่เรื่องหนึ่งนะครับ ซึ่งเขายกย่องว่าเป็นหนังสยองขวัญที่ดีที่สุด ตั้งแต่ประเทศไทยเคยสร้างมานะครับ เรื่องชัตเตอร์กดติดวิญญาณ เรื่องนี้ฝรั่งยังซื้อเอาไป รีเมค (Remake) ที่ฮอลลีวูด (Hollywood) นะครับ คนนิยมมาก ผมก็เคยดูอยู่ครั้งหนึ่งครับ ก็ต้องยอมรับว่าไอเดีย (Idea) คนสร้างเขาสุดยอด แล้วมันก็เทียบเคียงได้กับการเมืองไทย เรื่องชัตเตอร์ติดวิญญาณนี่ครับ พระเอกอยู่ดี ๆ มันเมื่อยที่คอครับ เมื่อยที่หลังครับ ไปหาหมอหมอก็ไม่พบเหตุผิดปกติอะไรครับ ก็ไม่รู้มันเมื่อยมันปวดหลังปวดคออยู่ตลอดเวลา เพราะเหตุอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถ่ายรูปแล้วมันไปติดรูปขึ้นมารูปหนึ่งซึ่งเห็นแล้ว แทบช็อคครับ มันติดวิญญาณ คือมันมีวิญญาณผู้หญิงคนหนึ่งที่พระเอกไปทําให้เสียชีวิต เอาไว้วิญญาณมันมาขี่อยู่ที่คอครับ มองด้วยตาเปล่ามองไม่เห็น แต่พอถ่ายรูปติดวิญญาณ ขึ้นมามันขี่คอและตรงนั้นเดินไปไหนมันขี่คอตลอดเลย มันทําให้พระเอกก็ปวดคอ อยู่ตลอดเวลานะครับ มันก็เทียบเคียงคล้าย ๆ ประเทศไทยเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าวันนี้มันมี ใครขี่คอประเทศไทยอยู่บ้างหรือไม่ และคําถามสุดท้ายผมขอฝากถึงท่านประธานครับ ท่านประธานเมื่อยคอบ้างไหมครับ ขอบคุณครับ