มณเฑียร บุญตัน หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 113 ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และขอให้กรรมาธิการทบทวนความคิดของตนเองว่าการกำหนดให้ประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้งเป็นเรื่องที่เหมาะสม
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่น ก่อนอื่นกระผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานนะครับที่ได้ให้โอกาสพวกเราที่ได้ สงวนคําแปรญัตติ ได้อภิปรายชี้แจงเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเรายังคงยืนยันที่จะชี้แจง เหตุผลของเรา แม้ว่าสาระสําคัญส่วนหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้มีการลงมติไปแล้ว ในมาตรา ๓ ก็ตามนะครับ ทั้งนี้พวกกระผมเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ มีผลเป็นการกระทบต่อสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ดุลอํานาจระหว่างสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และก็ตุลาการ รวมถึงองค์กรอิสระนะครับ เพราะฉะนั้นการเอ่ยถึงเชื่อมโยงไปยังมาตราที่ได้ลงมติไปแล้ว หรืออาจจะต้องมีการเชื่อมโยงไปยังมาตราอื่นหลังจากนี้ กระผมจะพยายามหลีกเลี่ยงครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางส่วนนั้นมีความจําเป็นต้องเชื่อมโยงนะครับ ไม่มีเจตนาจะไป ล่วงล้ําก้ําเกินผู้ใดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าผมเองจะไม่เห็นด้วยกับหลักการ ในการแก้ไขครั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้วนะครับ ผมก็เลยมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าการที่เราได้ยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ โดยให้เหตุผลว่าเมื่อไม่มี ส.ว. สรรหาแล้วนี้ก็ไม่มี ความจําเป็นต้องมีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีความจําเป็นจะต้องกําหนด วิธีการสรรหาหรือแม้กระทั่งหลักเกณฑ์ คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการสรรหา เราตัดแค่นั้นครับ แต่ว่าเรายังคงทิ้งร่องรอยของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาไว้ในมาตราอื่น ผมเข้าใจว่า เกิดจากความเผลอเรอ ไม่ได้เกิดจากเจตนาอะไรหรอกครับ แต่ความเผอเรอนี่ละครับ ที่มันจะเป็นปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปในอนาคต เพราะว่าเรามีรัฐธรรมนูญ ที่กล่าวถึงสิ่งที่ได้ตัดออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในมาตรา ๒๓๕ ซึ่งกําหนดให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและจัดการสรรหา ในมาตรา ๒๓๘ และมาตรา ๒๔๐ ก็ได้กล่าวถึงเรื่องของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา แม้ว่าท่านจะได้กล่าวถึงในมาตรา ๑๐ ว่าจะมีการพิจารณาในลําดับต่อไปก็ตามนะครับ ผมคิดว่าตราบใดที่เรายังพิจารณามาตรา ที่ยังคงกล่าวถึงหรือยังคงไว้ซึ่ง ส.ว. สรรหา การตัดออกไปเลยอาจจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติได้ อย่างไรก็ตามเมื่อกระผมได้ยอมรับมติในมาตรา ๓ ไปแล้ว กระผมก็ได้แปรญัตติที่สอดรับ เสมือนว่าผมจะรู้ชะตากรรมล่วงหน้านะครับท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้แปรญัตติ ไม่ได้ไปขัดต่อหลักการในเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครับ และแม้ว่าการกําหนดให้ ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง กระผมก็ได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งท่านก็ได้โหวตไปแล้ว นี่นะครับแล้วผมก็แพ้แล้วนี่นะครับ ผมก็ยังมีความคาดหวังว่าหากท่านกรรมาธิการได้ฟัง คําอภิปรายของกระผมแล้วเผื่อท่านจะได้ทบทวนความคิดของท่านว่าการกําหนดให้ ประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้งนั้นน่าจะมีความเหมาะสม น่าจะได้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิของคนไทยทั้งชาติ เป็นคนที่จะทําหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ ถ่วงดุล โดยปราศจาก อคติ ปราศจากความลําเอียง เพราะมีที่มาซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของ ประชาชนในเชิงประเด็นต่าง ๆ ทั้งในเรื่องสาขาอาชีพ สถานะทางสังคม ความเชื่อ ทางศาสนา พื้นฐานทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ เป็นต้นนะครับ กระผมคิดว่าในมาตรา ๔ ที่กระผมได้ขอแปรญัตติเป็นมาตรา ๑๑๓ นั้น ได้กําหนดที่มาของผู้ที่จะได้รับการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ซึ่งกระผมคิดว่าที่มาหรือฐานที่เราจะใช้เป็นตัวกําหนดผู้ที่จะได้รับ เลือกตั้งนั้น ส.ว. สรรหาได้กําหนดไว้ดีแล้วครับท่านประธาน ส.ว. สรรหาตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันได้แบ่งกลุ่มผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเอาไว้ ๕ กลุ่ม ไม่ได้แบ่งมาก ไม่ได้ซอยย่อย ไปตามชื่อสาขาอาชีพครับ แล้วผมเห็นด้วยกับท่าน ขอประทานโทษนะครับ ท่านประธาน กรรมาธิการก็ดี หรือท่านผู้นําพรรคฝ่ายค้านก็ดีว่าการแบ่งสาขาอาชีพนั้นอาจจะแบ่งได้ยาก เพราะไม่รู้จะกําหนดสาขาอาชีพอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นการแบ่งกว้าง ๆ ๕ กลุ่ม เช่น วิชาการ วิชาชีพ ภาครัฐ ภาคเอกชน ซึ่งก็คงหมายถึงธุรกิจเอกชน และภาคอื่น ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ก็หมายถึงองค์กรภาคประชาสังคมหรือองค์กรพัฒนาเอกชนนั่นเอง การกําหนดไว้ ๕ กลุ่มใหญ่ ๆ นี่ละครับจะเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความหลากหลายในด้านต่าง ๆ สามารถ ที่จะได้รับการได้เสนอชื่อ ที่กระผมกําหนดให้คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งจัดทําบัญชี รายชื่อบุคคลที่เหมาะสมที่ทําหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาครับ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากองค์กร ด้านเหล่านี้นะครับ ทั้ง ๕ ภาคนี่นะครับ เสร็จแล้วกรรมการจัดการเลือกตั้งก็นํามาตรวจสอบ คุณสมบัติเบื้องต้น ซึ่งเราจะกล่าวในมาตราต่อไปในอนาคตนะครับ เมื่อคุณสมบัติครบถ้วน แล้วก็นํามาจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อครับ อาจจะใช้วิธีจับฉลาก อาจจะใช้วิธีเรียงตามตัวอักษรอันนั้นก็แล้วแต่ครับไปกําหนดไว้ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ครับ กระผมเชื่อว่าถ้าเราใช้บัญชีรายชื่อที่มาจาก การเสนอชื่อขององค์กรต่าง ๆ ทั้ง ๕ ภาค เป็นฐานในการให้พี่น้องประชาชนได้ตัดสินใจ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเชื่อในอํานาจ เชื่อในเสรีภาพ เชื่อในศักยภาพของพี่น้องประชาชนครับว่า ถ้าเราได้จัดทําบัญชีรายชื่อที่สะท้อนถึงความหลากหลาย สะท้อนถึงคุณสมบัติที่แตกต่างจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะหน้าที่ต่างกัน อํานาจหน้าที่ต่างกันนะครับ เพราะฉะนั้น เมื่อคุณสมบัติสะท้อนความหลากหลายของสังคมเช่นว่านี้แล้ว พี่น้องประชาชนก็สามารถ ที่จะใช้วิจารณญาณ ใช้เสรีภาพในการที่จะเลือกบุคคลที่ถือว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ ที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาทําหน้าที่ เข้ามาทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายครับ เพราะกฎหมายนี้เราจะใช้กับคนทั้งชาติ เราไม่ได้ใช้กับคนพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จะทําหน้าที่ ติดตามตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งก็จะทําหน้าที่อย่างเป็นอิสระ ไม่ยึดโยงกับ พรรคการเมือง ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของการอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นอุปถัมภ์ในเชิงเครือญาติ อุปถัมภ์ในเชิงเพื่อนฝูงหรือว่าอุปถัมภ์ในเชิงของอุดมการณ์ของพรรคการเมืองที่สังกัด หรือที่รู้จัก เพราะฉะนั้นการยึดโยงกับพี่น้องประชาชนถามว่ายึดโยงหรือไม่คําตอบคือยึดโยงครับ เพราะองค์กรที่จะเสนอรายชื่อบุคคลเพื่อรับการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนก็เป็นองค์กร ที่มาจากประชาชนครับ สะท้อนความหลากหลายในสังคมปัจจุบันครับ พี่น้องประชาชนทั้ง ๖๕ ล้านคนทั่วประเทศได้ใช้สิทธิในการเลือกบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยเลือกเพียง ๑ คนจากแต่ละบัญชีรายชื่อครับ เราจะไม่บังคับให้พี่น้องประชาชนไปลงทะเบียนสังกัดกลุ่ม ภาคหนึ่งภาคใดครับ แต่ท่านสามารถเลือกได้ทั้ง ๕ บัญชีเพียงแต่ว่าท่านจะเลือกได้บัญชีละ ๑ คน การนับคะแนนก็เอาคนที่มีคะแนนสูงสุดเรียงลําดับไปจนถึงคนที่มีคะแนนน้อยสุด ตามจํานวนที่เราต้องการครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอของกระผม ผมคิดว่ายังใช้ได้และไม่ได้ ขัดกับหลักการของการเลือกตั้งครับ ไม่ได้ขัดหลักการประชาธิปไตยทั้งประชาธิปไตย แบบตัวแทนและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แม้ว่ากระผมจะไม่ได้แปรญัตติไปไกลถึงขนาดที่ กระผมได้นําเสนอแนวคิดบนเฟสบุ๊ก (Facebook) เมื่อ ๒ วันก่อนนะครับ แต่กระผม อยากจะฝากไว้เลยนะครับว่า ถ้าเราคิดว่าการเลือกตั้งโดยตรงเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นตัวชี้วัด ความเป็นประชาธิปไตยแล้วละก็ เราน่าที่จะกําหนดกติกาของเราให้ยอมรับว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะเลือกว่าเขาจะสังกัดพรรค หรือไม่สังกัดพรรคใดก็ได้ สมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ควรมีข้อห้ามครับ แต่อย่างไรก็ตามก็คงจะไปพูดในคุณสมบัติ ในมาตรา ต่อไป แล้วถ้าการเลือกตั้งเป็นตัวชี้วัดความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แล้ว ฝ่ายบริหาร ก็ควรจะเป็นอิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติโดยสิ้นเชิง นายกรัฐมนตรีก็ควรจะมาจากการเลือกตั้งครับ และถ้าเราจะกระจายอํานาจกันสุด ๆ ไม่มีการแทงกั๊ก แสดงความจริงใจต่อพี่น้องประชาชน เราก็ควรจะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัดไปเลยนะครับหรืออาจจะยกระดับ อบจ. ให้ทําหน้าที่แทนแล้วก็ยุบราชการส่วนภูมิภาคไปเลย เหล่านี้เป็นต้นครับ ระบบราชการ ทั้งหมดก็ควรจะเลือกตั้งกันให้หมดไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้อํานวยการ โรงพยาบาล ผู้อํานวยการโรงเรียนครับ ผมคิดว่าสังคมน่าจะเริ่มเรียนรู้ได้แล้วนะครับว่า การเลือกตั้งนั้นแม้ว่าเป็นหัวใจสําคัญของประชาธิปไตยเรา แต่ก็ใช่ว่าการเลือกตั้งจะใช้ได้ ทุกกรณีนะครับ การเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการหนึ่งของการกําหนดกติกาการเข้าสู่อํานาจหรือ การเข้าสู่ตําแหน่งที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งก็ต้องกําหนดเกณฑ์กติกาให้เหมาะสม อย่างไรก็ตามครับ ผมไม่ปฏิเสธการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครับ แล้วผมก็ได้เสนอแนวทาง ไว้แล้วก็คือเป็นการเลือกตั้งโดยอาศัยประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้งให้คณะกรรมการจัดการ เลือกตั้งจัดทําบัญชีรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะเป็น ส.ว. จากองค์กรภาคต่าง ๆ ทั้ง ๕ ภาค สะท้อนหลักการวิธีการเดียวกันกับ ส.ว. สรรหา เพียงแต่ว่าเรา ไม่ได้รบกวนให้ท่านผู้อาวุโส ท่านผู้มีตําแหน่งอันทรงเกียรติ ๗ ท่าน แต่เปลี่ยนไปให้ พี่น้อง ๖๕ ล้านคนเป็นผู้เลือกแทน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราก็จะได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณสมบัติ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสะท้อนความหลากหลายของสังคม แถมยังไม่พอมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของผู้ใดครับ พี่น้องทั้งประเทศ เป็นผู้เลือกครับ และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ ผมคิดว่า ข้อเสนอของผมนั้นน่าจะมีน้ําหนักพอ น่าจะเป็นประชาธิปไตยพอ น่าจะสะท้อนความเป็น ธรรมาภิบาลพอ และน่าจะสะท้อนการถ่วงดุลอํานาจซึ่งเป็นสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ถ้าทําเช่นนี้แล้วผมคิดว่าเรายังคงรักษาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่กระทบ สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ และเป็นการเดินหน้าประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริงครับ กระผมจึงขอเรียนฝากท่านประธานและคณะกรรมาธิการวิสามัญได้โปรดรับข้อเสนอของผม ไว้พิจารณา ท่านยังสามารถจะทบทวนได้นะครับ ไม่มีความจําเป็นจะต้องเร่งรัด รีบเร่ง รวบรัดตัดตอนครับ เรายังมีเวลาครับ ปัญหาของพี่น้องประชาชนมีหลายอย่างที่ควรจะได้รับ การแก้ไขครับ เรื่องของการปฏิรูปทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ควรจะกระทํา ด้วยความรอบคอบ ใช้สติให้มากที่สุดครับ มองรอบด้านครับ และพี่น้องประชาชน และพวกเราทุกคนในประเทศนี้จะได้รับประโยชน์ถ้วนหน้ากันครับ ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน