รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
ประการแรก อยากจะเรียนท่านประธานรัฐสภาว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ผมเข้าใจเป็นอย่างดีนะครับว่า การเลือกตั้งเป็นหัวใจที่สําคัญที่สุด แต่ขออนุญาตเรียนว่า การเลือกตั้งไม่ใช่เป็นคําตอบที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าระบอบการปกครองของประเทศไทย จะมีด้วยกันหลายระบอบ แต่ก็ยอมรับว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นก็นับว่าเป็นระบอบ การปกครองที่มีความเร็วน้อยที่สุดในปัจจุบัน ก็จากการเลือกตั้งซึ่งเป็นหัวใจสําคัญของ ระบอบประชาธิปไตยแล้ว ประการสําคัญที่สุดนั้นมันยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ อีก ซึ่งปัจจัยที่ สําคัญก็ได้แก่ ความรู้ของประชากรของประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาธิปไตยของไทยนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงมานับถึงปัจจุบันได้ ๘๑ ปีแล้ว เราได้มีการ เปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ท่ามกลางความ ไม่พร้อมของประชาชน เราพยายามไปนําต้นแบบมาจากต่างประเทศ ซึ่งในต่างประเทศนั้น มีปัจจัยของประชากร ที่สําคัญก็คือส่วนใหญ่จะมีบุคคลชั้นกลางไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนในประเทศไทยเรานั้น บุคคลส่วนใหญ่ของประเทศนั้นเป็นชนชั้นเกษตรกรรม และชั้นแรงงาน ซึ่งก็มีไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน ความสําคัญที่แตกต่างนั้น มันเป็นปัจจัยอย่างยิ่งที่ทําให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยเรานั้นไม่เหมือนระบอบ ประชาธิปไตยของนานา ณ ประเทศนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อบุคคลที่เป็นชนชั้นไม่ใช่ ชนชั้นกลาง จะมีการศึกษาที่ไม่มากนัก จะหลงในคําเชื่อ คําป้อยอ แล้วก็หลงต่อคําที่จะ ถูกบิดเบือนนะครับ ในที่สุดก็มีความอ่อนไหวต่อการที่จะถูกบุคคลใดก็แล้วแต่ที่จะชักนําไป ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นจะใช้วาจาอย่างไร ผมอยากยกตัวอย่างเช่นว่า มีการใช้วาจาว่าการแก้ รัฐธรรมนูญของประเทศไทยครั้งนี้เป็นการแก้เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งก็ยังไม่เห็นว่า เมื่อแก้ไปแล้วเป็นประชาธิปไตยที่ดีหรือไม่ เพียงแต่บอกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ได้ มีความสําคัญว่าแก้ไปแล้วประชาชนจะมีประชาธิปไตยที่ดี สามารถให้ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยของประเทศไทยนั้นมันไปสู่ความก้าวหน้า ไม่เกิดปัญหาความขัดแย้ง ต่าง ๆ มีความกล่าวว่าประชาธิปไตยนั้นเกิดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความเจริญเติบโต ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ประชาธิปไตยนั้นมาตายที่ประเทศไทย ก็แสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตย ของประเทศไทยนั้นเป็นประชาธิปไตยแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ มันยังไม่มีความสมบูรณ์เต็มที่ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราคิดว่าการเลือกตั้งเป็นหัวใจสําคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย มันคงไม่มีผลของการสํารวจออกมาว่า นักการเมืองประเทศไทยนั้นมีการคอร์รัปชันมากที่สุด เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ จากปัจจัยที่เรียนว่า การเลือกตั้งนั้นถึงจะเป็นหัวใจสําคัญ ของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งมิใช่เป็นคําตอบที่ดีที่สุดสําหรับประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น ในระบอบประชาธิปไตยของไทย ที่บอกว่า ก่อนที่มันจะตายนั้น มันควรจะหาวิธีการที่ ผสมผสานไประหว่างการเลือกตั้ง การสรรหาหรือการแต่งตั้ง เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ของไทยให้มีความเจริญมั่นคงและก้าวหน้าไปยิ่งขึ้น ในลําดับต่อไปผมอยากจะขอกราบเรียน ท่านประธานถึงวิวัฒนาการของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทยนั้น มันมีมาทั้งการแต่งตั้งแล้วก็การเลือกตั้ง ในอดีตเริ่มต้นสมาชิกวุฒิสภาด้วยการแต่งตั้ง ซึ่งการแต่งตั้งนั้นกระทําโดย ถ้าเริ่มต้นจากการปฏิวัติก็ทําโดยคณะปฏิวัติ ต่อมาเมื่อมี ฝ่ายบริหาร มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาก็มาจากการเลือกตั้งโดยฝ่ายบริหาร ในครั้งนั้น มีคํากล่าวหาว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่สามารถที่จะมีความเป็นกลาง ไม่สามารถทําหน้าที่ ในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้ เพราะว่ามีการแต่งตั้งมาโดยฝ่ายบริหาร ด้วยเหตุผล จากปัญหาของสมาชิกวุฒิสภาจากการแต่งตั้ง พอมาถึงรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มันก็นําปัญหา ที่เกิดขึ้นจากสมาชิกวุฒิสภาจากการแต่งตั้งนั้นมาปรับรูปใหม่ให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มีสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ๒ ชุด ชุดแรกเกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๓ มีอายุ ๖ ปี เริ่มแรก สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้เป็นชุดที่ประชาชน ให้ความชื่นชม เป็นชุดที่ประชาชนมีความหวังว่าจะเป็นองค์กรที่จะมาตรวจสอบถ่วงดุล คานอํานาจฝ่ายบริหารได้ แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเข้ามาสู่ปี ๒๕๔๔ เหตุการณ์นั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปนะครับ มีการดําเนินการของฝ่ายบริหารที่จะเข้าไปควบคุมเสียงข้างมาก ในวุฒิสภา จนเกิดปัญหาขึ้นมาว่าสามารถที่จะเข้าไปควบคุมวุฒิสภาได้ เมื่อควบคุม วุฒิสภาได้ ก็เข้าไปสามารถที่จะแทรกแซงองค์กรอิสระได้ ซึ่งในขณะนั้นเป็นที่ทราบกัน เป็นอย่างดีว่า ถ้าหากว่าใครมีความต้องการที่จะเข้าไปอยู่ในตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารก็จะต้องไปหาผู้มีอํานาจคนหนึ่ง ถ้าผู้มีอํานาจ คนนั้นรับรอง ก็มีโอกาสที่จะผ่านเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ เพราะขณะนั้นในวุฒิสภานั้น จะกําหนดถึงการเลือกบุคคลเข้ามาดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระนั้นเป็นจํานวน ๒ เท่า วุฒิสภามีอํานาจในการเลือก ๑ ใน ๒ นั้น เพราะฉะนั้นก็เห็นแล้วว่าถ้าใครสามารถ คุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาแต่งตั้งในขณะนั้นได้ ก็สามารถที่จะคุมบุคคลที่เข้ามาเป็น องค์กรอิสระได้ ด้วยเหตุนี้เองครับ มันจึงเกิดปรากฏการณ์ที่เหตุการณ์ของการแทรกแซง องค์กรอิสระ เกิดปรากฏการณ์ถึงสามหนาห้าห่วงนะครับ เกิดปรากฏการณ์ถึงการแทรกแซง ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระอีกหลาย ๆ องค์กร จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันจึงเป็นเหตุผลหนึ่ง ในการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ซึ่งเหตุผลนั้นก็คือ สังคมเกิดความแตกแยก มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ มีการโกงกิน มีการหมิ่นเจ้า อันนี้เป็นเหตุผลของการที่เกิด การปฏิวัติ วันที่ ๑๙ เพราะฉะนั้นจะเรียนว่าสาเหตุของวุฒิสภาขณะนั้นเป็นสาเหตุหนึ่ง ของการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ต่อมาเมื่อเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ก็เกิด รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีการกล่าวหาโจมตีว่า เป็นรัฐธรรมนูญมาจากเผด็จการ แต่ไปปรากฏดูว่าถ้าได้ไปดูแล้ว ไม่ปรากฏว่าคณะรัฐประหารนั้นได้เข้าไปแทรกแซงในการ ร่างรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ซ้ําร้ายที่สุดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังเป็นรัฐธรรมนูญที่ ผ่านการลงประชามติ ซึ่งเป็นฉบับเดียวของประเทศไทยที่มีอยู่ ถึงแม้จะกล่าวหาว่าเป็น การลงประชามติท่ามกลางภาวะเผด็จการ แต่ประชาชนก็ลงประชามติ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้มีการนําสรุปสาเหตุปัญหาของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งผมขอ ย้อนกลับไปนิดหนึ่งว่า ชุดต่อไปเป็นชุด ปี ๒๕๔๙ ยิ่งซ้ําร้ายหนักไปว่า มีการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ เมื่อเลือกตั้งเข้ามาก็ถูกกล่าวหาว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งที่มาจากเลือกตั้งมีความสัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองของฝ่ายบริหาร จนถูกสังคมและสื่อมวลชนขนานนามว่าเป็นสภาผัวเมีย ซึ่งทุกท่านคงทราบเป็นอย่างดีแล้ว ด้วยเหตุนี้ละครับ ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ จึงนําปัญหา ที่เกิดขึ้นจากสมาชิกวุฒิสภาที่มีการแต่งตั้งก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นําปัญหาที่เกิดขึ้นจาก รัฐธรรมนูญที่มีการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาผสมผสานกัน จึงได้ออกแบบ โครงสร้างของสมาชิกวุฒิสภาขึ้นมาใหม่ ให้มาจาก ๒ แบบ คือสมาชิกจากสรรหาส่วนหนึ่ง และสมาชิกจากการเลือกตั้งอีกส่วนหนึ่ง โดยการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน เมื่อเหลือ การเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน แล้ว ในส่วนที่เหลือจาก ๑๕๐ คน ก็จะเป็นสมาชิกวุฒิสภา สรรหาจากภาคต่าง ๆ
ประเด็นที่ ๓ ผมอยากขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า การแก้ไขนั้น โดยทั่วไปจะต้องเป็นการแก้ไขที่แก้ไขแล้วให้มันดีขึ้น แต่ไม่ใช่แก้ไขแล้วกลับให้เกิดผล ของความเลวร้ายมากยิ่งขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ไปสู่การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ก็สรุปว่าเท่ากับกลับไปใช้วิธีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีปัญหานําไปสู่การแทรกแซงองค์กรอิสระ กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง แต่ซ้ําร้าย มีความเลวร้ายมากว่านั้น เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้กําหนดวาระการดํารงตําแหน่ง ของสมาชิกวุฒิสภาไว้เพียง ๑ วาระ จะดํารงติดต่อไปไม่ได้ แต่ในการแก้ครั้งนี้ แก้สมาชิก วุฒิสภานั้นให้สามารถดํารงตําแหน่งต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ระยะเวลาก็มากกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีระยะเวลาอยู่ในตําแหน่ง ๔ ปี แต่สมาชิกวุฒิสภาที่แก้ใหม่นั้น ๖ ปี ๖ ปี แล้วดํารงตําแหน่งไปอย่างไม่จํากัด มีการแก้ไข กลับไปสู่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีปัญหา ก็คือแก้ไขให้ถึงความเชื่อมโยง มีการแก้ไข ความเชื่อมโยงกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ให้สามารถ เป็นบุคคลที่เป็นบุพการี เป็นคู่สมรส เป็นบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นบุพการี เป็นคู่สมรส เป็นบุตร ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อย่างนี้ก็จะเห็นได้ว่ามันจะมีความ เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นระหว่างสมาชิกวุฒิสภากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเรียน ท่านว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อย่างที่ได้กราบเรียนแล้วนะครับว่า การแก้ไขนั้น ต้องแก้ไขให้ดีขึ้น แล้วต้องแก้ไขเป็นระบบ เราจะต้องรักษาระบบประชาธิปไตยไว้ ถ้าแก้ไข โดยคิดว่าแก้ครั้งนี้แล้วตัวเองจะได้ประโยชน์ ก็อยากฝากกราบเรียนไปว่าอย่าคิดว่าขณะนี้ ท่านเป็นฝ่ายรัฐบาล เป็นฝ่ายบริหาร และจะยืนยาวสามารถที่จะบริหารประเทศไทย ไปชั่วกาลนาน โอกาสมันปรับเปลี่ยน ถ้าปรับเปลี่ยนมาแล้วได้มีอีกฝ่ายหนึ่งมาเป็นฝ่ายบริหารและเขา สามารถมีอํานาจที่จะเข้าไปควบคุมสมาชิกวุฒิสภาขึ้น ท่านก็จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าแก้ไข เมื่อแก้ไขจะต้องแก้ไขให้เป็นระบบ แล้วเป็นระบบที่สามารถ ที่จะรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ ถึงแม้ว่าผมเป็นทหาร แต่ผมอยากที่จะช่วยท่านที่จะให้ท่าน ได้ช่วยกันรักษาประชาธิปไตยนะครับ ผมกราบเรียนว่าขณะนี้ที่เกิดขึ้น ส.ว. ชุดปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นที่มาจากการเลือกตั้ง ปัจจุบันจํานวน ๗๖ ท่านมาจากการสรรหาจํานวน ๗๓ ท่าน สาเหตุที่ยังไม่ครบ ๑๕๐ ท่านก็เนื่องจากจังหวัดบึงกาฬนั้นเป็นจังหวัดที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ยังไม่มี สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าหากว่าการแก้ไขของท่านสําเร็จ สมาชิกในชุดนี้ก็คงจะ จบเพียงแค่นี้ แต่อยากเรียนท่านว่าผมยังไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากสมาชิกวุฒิสภานั้นในชุดนี้ ว่าถูกตําหนิติเตียนว่าไม่สามารถดํารงความเป็นกลาง ไม่สามารถที่จะทําการตรวจสอบ ถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้ สิ่งที่เป็นปัญหาของสมาชิกวุฒิสภาสรรหาที่ถูกกล่าวหาในขณะนี้ อย่างเดียว ก็คือการที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐบาลได้ ผมอยากเรียน ท่านนะครับว่าสมาชิกวุฒิสภาสรรหาไม่ใช่เป็นฝ่ายค้านในวุฒิสภาตามที่สมาชิกบางท่าน เป็นผู้กล่าวหาในสื่อมวลชน อยากกราบเรียนขอย้ําตรงนี้นะครับว่าสมาชิกวุฒิสภาสรรหานั้น ไม่ใช่เป็นฝ่ายค้านในสมาชิกในวุฒิสภา เราทําหน้าที่ของเราที่จะรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ ท่านลองไปดูนะครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายกี่ฉบับที่เป็นกฎหมายที่ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน สมาชิกวุฒิสภาสรรหานั้น ให้การสนับสนุนทั้งสิ้น ยกเว้นในสิ่งที่สมาชิกวุฒิสภาสรรหามีความเคลือบแคลงสงสัยว่า การออกกฎหมายฉบับนั้นหรือการดําเนินการนั้นมันเป็นการดําเนินการที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม ประเทศชาติอาจจะเสียผลประโยชน์ เราก็จะคัดค้าน เพราะฉะนั้นผมยืนยันต่อท่าน ณ ที่นี้ นะครับว่าสมาชิกวุฒิสภาสรรหานั้นยังยึดโยงต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก แต่เราไม่ยึดโยงผลประโยชน์บุคคล เราไม่ได้ตอบสนองรัฐบาลไปทุกเรื่อง สิ่งใดที่รัฐบาล สามารถทําในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนแล้ว เราพร้อมให้ การสนับสนุน แต่สิ่งใดที่รัฐบาลทําแล้วเรามีความเคลือบแคลงสงสัยว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นมันจะมี ผลประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ อย่างไร แต่ถ้าหากว่ารัฐบาลให้ความร่วมมือกับเรา มาตอบความเคลือบแคลงสงสัยนั้น ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทําแล้วมีผลประโยชน์ ต่อประเทศชาติ ผมยืนยันต่อท่านว่ารัฐบาลสรรหา สมาชิกวุฒิสภาสรรหานี้พร้อมที่จะให้ การสนับสนุนต่อรัฐบาลทุกประการ
สิ่งที่จะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาต่อไป ก็คือว่าอํานาจหน้าที่ของสมาชิก วุฒิสภานั้นมีอํานาจหน้าที่ที่สําคัญ ประการแรกก็กลั่นกรองกฎหมาย ประการที่ ๒ เห็นชอบ แต่งตั้งบุคคล ประการที่ ๓ ก็คือการถอดถอนบุคคล อํานาจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอํานาจที่มี ความสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าสมาชิกวุฒิสภาที่ได้มาจากการเลือกตั้งครั้งใหม่นั้นถูกครอบงํา มีความยึดโยงกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีความยึดโยงกับพรรคการเมือง มีความยึดโยง กับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ขอให้ท่านได้มองภาพของสมาชิกวุฒิสภา ของวุฒิสภาที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าว่าถ้าเป็นวุฒิสภาที่มีในอนาคตข้างหน้านั้นมีสภาพอย่างที่เกิดขึ้น มันจะเป็นไปได้อย่างไรละครับว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นจะมีความเป็นกลาง โอกาสเกิดขึ้นไม่มี เมื่อโอกาสเกิดขึ้นไม่มี ฝ่ายบริหารก็สามารถจะเข้าไปครอบงําเสียงข้างมากในวุฒิสภา ได้ครอบงําเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ก็มีอํานาจเข้าไปกําหนดตัวบุคคลในองค์กรอิสระได้ เมื่อเป็นอย่างนั้นอยากเรียนท่านว่าประวัติศาสตร์มันกลับเดินมาซ้ํารอยอีกครั้งหนึ่ง มันก็จะทําให้เกิดวิกฤติของประชาธิปไตย ซึ่งผมเรียนท่านตามตรงนะครับว่า ถึงแม้เป็นทหาร ไม่อยากให้เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกครั้งหนึ่งในประเทศไทย ประเทศไทยจะต้องเดินไปด้วย ระบอบประชาธิปไตย แต่ระบบประชาธิปไตยจะต้องเกิดด้วยการประคับประคองให้ค่อย ๆ ก้าวเดินไป บางครั้งการเจริญเติบโตเหมือนเด็ก เมื่อเริ่มเดินก้าวอาจหกล้มลุกคุกคลานได้บ้าง แต่เมื่อล้มลุกคุกคลานแล้วเราต้องช่วยกันประคองนะครับ ให้เขามีความเจริญเติบโตขึ้น
ท่านสมเจตน์ครับ ขอความ กรุณากระชับสักนิดหนึ่งครับ ให้เข้าประเด็นนิดหนึ่ง
อยู่ในประเด็น ครับท่าน เมื่อวันก่อน
กระชับ กระชับสักหน่อย นะครับ
ขออนุญาต ท่านประธาน ผมไม่ได้เถียงท่าน เมื่อวานผมจะพูดสิ่งนี้ในมาตรา ๒ ก็ขอให้ผมมาขยายความ ในมาตรานี้พอมาถึงมาตรานี้จะให้ผมไปขยายความมาตราไหนละครับ ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภานะครับ ผมเป็นทหารนะครับ มาถูกกล่าวหาว่าเผด็จการ แต่ไม่เคยใช้ อํานาจเผด็จการในตัวผมเอง ผมยอมรับฟังทุกท่าน ไม่เชื่อขอให้ท่านไปถามบรรดาสมาชิก วุฒิสภาได้ เพราะฉะนั้นขอให้มีโอกาสผมไม่ได้เป็นคนชอบอภิปรายนะครับ มีโอกาสที่จะได้ อธิบายนะครับ ไม่ได้มีความชํานาญในการอภิปราย ท่านไม่เปิดโอกาสให้ผมหรือครับ จริง ๆ แล้ว จะจบอยู่แล้ว ผมเพียงแต่พูดขึ้นว่าประวัติศาสตร์มันซ้ํารอย เมื่อซ้ํารอย เกิดการ แทรกแซงองค์กรอิสระขึ้น เกิดการสะดุดหยุดลงของประชาธิปไตย แล้วเราจะโทษใคร ละครับ เราต้องโทษพวกเรากันเอง พวกเราสร้างปัญหากันเองนะครับ การแก้ไขมันต้องแก้ไข ให้ดีขึ้น แต่ทําไมถึงแก้ไขให้มันเลวร้ายลง ในที่สุดประชาธิปไตยหยุดลง ไปโทษทหาร โทษไม่ถูก เพราะทหารนั้นแน่นอนละครับ เขาไม่ยอมให้ประเทศชาติมันต้องล่มสลายไป อย่างแน่นอน ในที่สุดถึงแม้เขาไม่อยากทํา ผมคิดว่าเมื่อประเทศชาติมันจะต้องเลวร้ายลงไป มันก็ต้องทํา เพราะฉะนั้นอยากกราบเรียนท่านเป็นสุดท้ายนี้ว่า ประชาธิปไตยจะอยู่รอดได้ ก็ด้วยพวกเราทุกคนต้องช่วยกันประคับประคอง อย่าถือว่าเลือกตั้งอย่างเดียว แล้วจะเป็น สิ่งที่เป็นคําตอบที่ดีที่สุด ไม่ใช่นะครับ ขอบคุณครับท่านครับ
ขอบคุณครับ รัฐสภายินดี ต้อนรับอาจารย์และคณะนักศึกษา สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ด้วยความยินดีครับ
ท่านสมาชิกครับมีแจ้งจากกรมประชาสัมพันธ์นะครับ เราจะมีการถ่ายทอด ตลอดที่มีการประชุมนะครับ ยกเว้นในช่วงเวลา ๑๗.๓๐-๑๙.๐๐ นาฬิกา ที่จะตัดกลับไป ถ่ายทอดการแข่งขันกีฬานครลําปางเกมส์นะครับ แล้วก็ช่วงข่าวในพระราชสํานัก เวลา ๒๐.๐๐-๒๐.๓๐ นาฬิกา จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ ท่านสมาชิกครับเนื่องจาก วุฒิสมาชิก มีแจ้งความจํานงที่จะอภิปรายเยอะมากนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็จะให้โอกาส วุฒิสภาสัก ๒-๓ ท่าน แล้วค่อยสลับมาที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ไปที่พรรคเพื่อไทย สลับไปอย่างนี้นะครับ
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการได้ยืนและยกมือขึ้น
ท่านวิชาญมีอะไรครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตหารือ ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกครับ ขณะนี้เราได้พิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ เป็นเวลาเข้าวันที่ ๓ ทีนี้ประเด็นก็คือว่าต้องขอบคุณท่านประธานเองที่ผ่อนคลายรวมถึง เพื่อนสมาชิกที่ให้ความร่วมมือ ถ้าเป็นไปได้ประเด็นในเรื่องของวาระที่สอง คือท่านประธาน เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสได้เสนอความคิดนี่ แต่ขอให้ท่านประธานได้ช่วยหารือกัน นะครับ ว่ากําหนดเวลาการอภิปรายให้อยู่ในกรอบสักหน่อยหนึ่ง เพราะว่าผมฟังดูแล้ว เนื้อหาจริง ๆ แล้ว มันจะไปคุมอยู่ในวาระที่หนึ่ง หมดนะครับ ถ้าเป็นไปได้ แล้วก็มันจะได้ กระชับเวลาขึ้นมาเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ประสงค์อยากจะอภิปรายจะได้ใช้เวลาได้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมดูแล อยู่ครับ บางทีท่านอภิปรายไม่มากอาจจะมีนอกประเด็นไปบ้างก็ปล่อยไปครับ ถ้าประท้วงไป ประท้วงมามันก็เสียเวลา ยิ่งเสียเวลากันไปใหญ่ อะไรอนุโลมได้ก็อนุโลมไปครับ ไม่ได้เร่งร้อน อะไรหรอกครับ เชิญ ส.ว. อีกท่านครับ ท่านปรเทพ สุจริตกุล เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม ปรเทพ สุจริตกุล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคงมีความจําเป็น ต้องย้อนนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าเรื่องที่ผมแปรญัตติไว้ มันมีเหตุผลสืบเนื่องต่อกันมานะครับ
ประการแรก คือเรื่องการที่จะให้ ส.ว. มี ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด เมื่อกี้พอดี ท่านสมเจตน์พูดไปส่วนหนึ่งแล้ว ผมขอพูดนิดเดียวครับ ขอพูดว่าการเลือกตั้งเป็นเพียง กระบวนการในการที่จะได้คนมาทํางานได้คนแบบหนึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งได้คนแบบหนึ่ง มาทํางานในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น การเลือกตั้งเราเคยชินเรารู้จักมันมากจนเรามองว่า มันเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย แต่ที่จริงแล้วความเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เพียงอย่างเดียวนะครับ การบริหารจัดการอย่างโปร่งใส การมีธรรมาภิบาล การถ่วงดุล การไม่ลุแก่อํานาจ ก็เป็นเหตุผลสําคัญนะครับ แล้วก็ประชาธิปไตยต้องถ่วงดุลกัน ๓ อํานาจ นะครับ อํานาจบริหาร อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจตุลาการ อํานาจบริหารไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดนะครับ อํานาจบริหารส่วนหนึ่งได้มาจากการเลือกตั้ง รัฐมนตรีบางท่านไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งนะครับ เช่นกัน ผู้พิพากษาก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนะครับ อํานาจนิติบัญญัติ ก็เช่นกัน ในหลาย ๆ ประเทศบางส่วนมาจากการเลือกตั้งและบางส่วนไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเรามักจะพูดเหมารวมกันเสมอว่าการเลือกตั้งคือทําให้เป็น ประชาธิปไตย ผมอยากกราบเรียนว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย เป็นบางส่วนเท่านั้นเองครับ เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่คําตอบสุดท้ายแล้วไม่ใช่คําตอบเดียว นะครับ
ประการที่ ๒ ท่านอยากได้ ส.ว. จากการเลือกตั้งโดยวิธีการเดียวกันกับ ส.ส. ผมกราบเรียนถามว่าถ้าโดยวิธีเดียวกันเช่นนี้เราจะได้ ส.ว. แบบไหนครับ เราก็จะได้ ส.ว. ที่เหมือนกับ ส.ส. ท่านจะเอามาทําไมครับ ในเมื่อท่านเอา ส.ว. มาทํางานที่แตกต่างกับ ส.ส. มากลั่นกรองกฎหมายที่ ส.ส. ทําขึ้นมา มาตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล ซึ่ง ส.ส. ส่วนใหญ่นี้ก็เป็น ส.ส. ภาครัฐบาล แล้วเราจะตรวจสอบกันได้อย่างไรในเมื่อฐานเสียงที่มา เป็น ส.ว. นี้มันหนีไม่พ้นที่จะต้องไปพึ่งพาพรรคการเมืองนะครับ ใครอยากเป็น ส.ว. ต่อไปนี้ ในอนาคตวิ่งเข้าหาพรรคการเมืองอย่างเดียว เพราะถ้าไม่ไปหาพรรคการเมืองจะเอาเสียง มาจากไหนครับ ไม่มีครับอย่างมากก็ ๑๐ ๒๐ จะมีอย่างคุณรสนาคนเดียวมั่งครับที่ไม่ต้อง อาศัยพรรคการเมือง อาศัยตัวเอง อย่างนี้จะมี ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นไปได้นะครับ ท่านลองคิดดู ในอนาคตสมมุติว่าเรามี ส.ว. อยู่ ๕๐๐ พรรคการเมือง พรรคหนึ่งมีฐานเสียงอยู่ เลือกตั้งมาแล้วได้ ส.ส. มา ๓๐๐ แปลว่า ๓ ใน ๕ เมื่อมี ๓ ใน ๕ ผมเรียนถามว่า แล้ว ส.ว. ที่จะมาในอนาคตนี้ก็คือ ๓ ใน ๕ ของพรรคการเมืองที่มีเสียง ข้างมาก เสียงข้างมากมี ๓๐๐ แล้วนะครับ บวกอีก ๑๒๐ ๑๒๐ คือมาจาก ๒๐๐ ก็คือ ๓ ใน ๕ ก็คือมี ๔๒๐ ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านเดิมมีเสียงน้อยกว่า ๑๐๐ เสียง แต่ต่อไป ฝ่ายค้านจะมีเสียงน้อยกว่าถึง ๑๔๐ เสียง กู่ไม่กลับแล้วครับ การเผด็จการรัฐสภา มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ เพราะอํานาจมันเสพติดนะครับ ไม่สามารถที่จะทําให้สภานี้ เป็นประชาธิปไตยได้ ผมจะเข้าเรื่องแล้วครับท่านครับท่านใจเย็น ๆ ครับ
ครับ ก็ขอให้กระชับหน่อย นะครับ เข้าประเด็นเลยครับ
นิดเดียวครับ
มีผู้ประท้วง
ไม่เกิน ๖ นาทีผมจะจบ
ไม่เป็นไรครับ อย่าประท้วง เลยครับ ก็ได้เตือนท่านแล้ว
แล้วขณะเดียวกัน ท่านก็ไปแก้รัฐธรรมนูญให้ผัวเมีย พ่อแม่ พี่น้องเป็นรัฐธรรมนูญครอบครัว มาอยู่ด้วยกันหมด พรรคการเมือง ส.ส. รัฐมนตรี แม้แต่ ส.ว. ก็เข้ามาเลือกตั้งได้เองหมด ไม่ต้องเว้นวรรค ไม่ต้องทําอะไรทั้งสิ้น ข้อต้องห้ามเอาทิ้งหมด ผมเรียนถามว่าเมื่อท่านเอาทิ้งไปหมด แล้ว ส.ส. เหล่านี้จะไปทําอะไรกัน มันเหมือนกันหมดครับ ส.ว. ก็คือ ส.ว. เพราะฉะนั้น ผมจึงเรียนว่าผมขอแปรญัตติที่แตกต่างไปจากที่หลาย ๆ ท่านได้แปรญัตติมา
อย่าประท้วงเลยครับ คงใช้เวลาไม่มาก
นิดเดียวครับ ผมเข้าแปรญัตติแล้วครับ เรื่องที่ผมแปรญัตติในวาระสาม ในมาตรา ๑๑๑ นะครับ
ท่านต่อเลยครับ เชิญครับ
ผมแปรญัตติให้มี ส.ว. เลือกตั้งตามที่ท่านต้องการ เพราะว่ามันเป็นหลักการ ผมไม่กล้าไปทําให้เสียหลักการ ของท่านนะครับ แต่ว่าการเลือกตั้งนั้นต้องไม่ยึดโยงกับพรรคการเมือง จะทําอย่างไรถึงไม่ ยึดโยงกับพรรคการเมือง ผมก็เลยแบ่ง ส.ว.
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
เชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิก วุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้กําลังอภิปรายเนื่องจากว่า ได้อภิปรายเสียดสี ใส่ร้ายสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ตามข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ข้อ ๔๓ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อภิปรายอยู่นี้ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชน ไม่ได้วิ่งหาพรรคการเมืองไหนเลยนะครับ ไปสมัครด้วยตนเอง ลาออก จากข้าราชการ ผมสังกัดพรรคไหน ไม่มีนะครับ แล้วก็พรรคการเมืองก็ไม่ได้ช่วยผมเลย ตัวเองแท้ ๆ นะครับที่มานี่
เอาละครับอย่าไปพาดพิงกลับ ไม่เป็นไรผมปิดไมโครโฟนไปแล้ว ทีนี้ประเด็นอย่างนี้ครับ สงบอารมณ์ด้วยครับ พอแล้วครับ นั่งเถอะครับ ใจเย็น ๆ ท่านเชิญครับ
ผมขออนุญาต กราบเรียนท่าน ส.ว. เมื่อสักครู่นะครับ ผมมิได้หมายถึงตัวท่าน และมิได้หมายถึง ส.ว. ที่อยู่ในปัจจุบันนี้นะครับ ผมหมายถึงว่าในอนาคต
ท่านครับ เอาอย่างนี้ ระมัดระวังหน่อยก็แล้วกัน ท่านต่อของท่านเลยครับ เชิญครับ
ผมพูดถึงอนาคตครับ ผมไม่ได้พูดถึงวันนี้ ผมคิดว่ากฎหมายนี้ถ้าออกไปอนาคตมันจะเป็นอย่างไร ไม่ได้ หมายความว่าที่ผ่านเป็นอย่างไร และผมอยากจะเรียนว่าที่ผ่านมานี้ผมและ ส.ว. ทุกท่าน ทํางานร่วมกันมาอย่างมีความสุข แล้วก็มีความเข้าอกเข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกันมาตลอด ไม่ได้มีความคิดว่า ส.ว. แต่ละท่านมีความไม่ดีตรงไหนเลย ไม่ว่าจะสรรหาหรือเลือกตั้ง เราทํางานร่วมกันได้ดีมาตลอด และที่ผ่านมามีอะไรที่เกิดขึ้นถ้ากระทบ ส.ว. ผมปกป้อง มาตลอด เพราะฉะนั้นผมขอเรียนว่าไม่ได้พูดถึงตัวท่าน ไม่ได้พูดถึงอดีต ไม่ได้พูดถึงปัจจุบัน พูดถึงอนาคตครับ ผมขออนุญาตเรียนต่อในญัตติที่ผมขอแปรญัตตินะครับ ผมขอแปรญัตติว่า ในบ้านเรามีประชากรอยู่ ๖๕ ล้านคน ประมาณ ๔๐ ล้านคนมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ๔๐ ล้านคนนี้ ผมแบ่งออกเป็นกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ประมาณ ๒๐-๓๐ กลุ่ม แล้วแต่จะแบ่ง แต่ละกลุ่มมีไม่น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คนนะครับ แล้วก็ให้แต่ละกลุ่มเลือกกันเอง เช่น กลุ่มทางการแพทย์ก็จะมีคนประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คนนะครับ เขาก็ กลุ่มทางการแพทย์ คนก็รีจิสเตอร์ (Register) เข้าไปอยู่ในกลุ่มทางการแพทย์ แล้วเสร็จ แล้วก็เลือกกันในกลุ่มทางการแพทย์ขึ้นมาจํานวนหนึ่งนะครับ สมมุติว่า ๑๐ คนในกลุ่มทาง การแพทย์มีคนเป็น ส.ว. ได้ ๑๐ คน ใน ๑๐ คนนี้เราก็ให้เลือกมา ๒๐ คนนะครับ เมื่อเลือก มาได้ ๒๐ คนแล้ว ก็มาจับฉลากกัน ทําไมต้องจับฉลากครับ เพราะว่า ๒๐ คนนี้ดีหมดเท่ากัน เพราะประชาชนเลือกมา แต่ที่ต้องจับฉลากเพราะปกป้องการซื้อเสียง ต้องมาจับฉลาก เลือกเอาไว้ ๑๐ คน แล้วที่เหลือก็เก็บสํารองไว้ เมื่อคนใดคนหนึ่งหายไป ก็มาจับฉลาก ส่วนที่เหลือเข้ามาแทนที่นะครับ ผมแปรญัตติเช่นนี้ เหตุผลหลัก ๆ ของผมก็คือว่า ไม่ต้องการให้ ส.ว. ต้องไปยึดโยง ต้องไปผูกติดกับการเมืองในอนาคตนะครับ ต้องการให้ ส.ว. มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงนะครับ ไม่สามารถถูกครอบงําโดยพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งได้นะครับ ผมก็ขอกราบเรียนท่านประธานเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านมีอะไร เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตสั้น ๆ นะครับ ท่านประธานคงรู้สึก เหมือนผมนะครับ ว่าเมื่อวานนี้การประชุมรัฐสภาดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย เพราะ ท่านประธานได้กรุณาอะลุ่มอล่วยให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้อภิปรายนะครับ เมื่อวานนี้ ผมมีความประทับใจมากครับ ผมมองเห็นแสงสว่างของความปรองดองเล็ก ๆ เมื่อวานนี้ครับ ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านคงเห็นเหมือนผมนะครับ อยากให้บรรยากาศวันนี้ เป็นไปเหมือนเมื่อวานนะครับ คือขอความกรุณาอย่าได้มีการประท้วง เพราะ ๑. การประท้วง มันทําให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ ก็ขอความกรุณาท่านประธานว่า ท่านประธานช่วยทําเหมือนที่ ท่านประธานได้ทําเมื่อวานนะครับ ให้ทุกคนได้พูด เมื่อพูดแล้วทุกอย่างจะจบครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ก็จะพยายาม นะครับ ผมก็พยายามที่จะไม่ให้มีการประท้วง แต่ถ้ามันมีเหตุจําเป็นก็ต้องอนุญาตให้ได้ ประท้วงนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอความร่วมมือ ทีนี้ต้องขอความร่วมมือกับผู้อภิปราย ด้วยนะครับ ประเด็นต้องเข้าใจนะครับ ที่สงวนไว้ ที่แปรญัตติไว้ ประเด็นมันมีอยู่นิดเดียว เพราะฉะนั้นก็จะมีคนพูดอยู่หลายท่าน ก็จะซ้ํากันไปซ้ํากันมา เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณา อย่าให้มันวกวนหรือซ้ําซากนะครับ เชิญทางท่านประกอบ จิรกิติ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประกอบ จิรกิตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมในการอภิปรายคําแปรญัตติของผม ในมาตรา ๓ นี้ โดยผมได้แปรญัตติปรับจํานวนวุฒิสมาชิกที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๑ จากจํานวน ๒๐๐ คน ลดลงเหลือ ๑๐๐ คน โดยผมได้แปรญัตติไว้ว่า มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๑๐๐ คน ส่วนถ้อยคําอื่น ๆ นั้นเป็นไปตาม ร่างที่เสนอต่อสภา เหตุผลในการที่กระผมได้แปรญัตติปรับลดจํานวนวุฒิสมาชิกลง จากจํานวน ๒๐๐ คน เหลือเพียง ๑๐๐ คนนั้น เพราะกระผมเห็นว่า บทบาทหน้าที่ของ วุฒิสมาชิกตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะเห็นได้ว่าได้วางบทบาทของวุฒิสมาชิกไว้ เป็นประหนึ่งสภาพี่เลี้ยง คอยทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ตลอดจนทําหน้าที่ถอดถอนบุคคลที่ดํารงตําแหน่งระดับสูง ทั้งภาคราชการและภาคการเมือง ตลอดจนการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าบทบาทหน้าที่ของ วุฒิสมาชิกนั้น เราต้องการบุคคลที่มีคุณวุฒิ ความรู้ ความสามารถที่จะมาทําหน้าที่ในการ พิจารณากลั่นกรองกฎหมาย ตลอดจนการพิจารณาเรื่องตัวบุคคล จึงไม่มีความจําเป็น ที่จะต้องใช้จํานวนวุฒิสมาชิกมากมาย เช่นเดียวกับผู้ที่ทําหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ประการถัดมา การที่มีจํานวนวุฒิสมาชิกเพียง ๑๐๐ คน ก็จะมีผลให้มี การแข่งขันกันมากขึ้น ทําให้ได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ ของพี่น้องประชาชน เป็นการลดผลกระทบของการพึ่งพิงอํานาจอิทธิพลของพรรคการเมือง ในเขตเลือกตั้งที่ลดน้อยลง ถ้าหากว่าเรามีจํานวนวุฒิสมาชิกมากเช่นเดียวกับทํานองเดียวกับ ส.ส. แล้ว ในกรณีดังกล่าวก็น่าที่จะมีสภาเพียงสภาเดียว คือสภาผู้แทนราษฎรไปเลย นอกจากนั้นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในปัจจุบันเรามีจํานวนวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้ง ๗๖ คน จาก ๗๗ จังหวัด การเพิ่มจํานวนขึ้นเป็น ๑๐๐ คน ก็จะเห็นว่ามีจํานวนเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๓๒ หรือเกือบ ๑ ใน ๓ ของจํานวนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งน่าจะเป็นจํานวนที่น่าจะ พอเพียงต่อการทําหน้าที่ของวุฒิสมาชิกในฐานะผู้ที่กลั่นกรองกฎหมาย ในฐานะผู้ที่พิจารณา ถอดถอนบุคคลที่ดํารงตําแหน่งระดับสูงทั้งการเมืองและข้าราชการประจํา ตลอดจน การพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมในการที่จะไปดํารงตําแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระต่าง ๆ นอกจากนั้นการที่มีจํานวนวุฒิสมาชิกจํานวน ๑๐๐ คนนั้น ก็จะทําให้จํานวนวุฒิสมาชิก ในแต่ละจังหวัดเมื่อคํานวณออกมาแล้วจะมีจํานวนแตกต่างกันไม่มากนัก ไม่เหมือนกับว่า มีจํานวนวุฒิสมาชิกจํานวนถึง ๒๐๐ คน ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงได้ขออนุญาตแปรญัตติ ลดจํานวนของวุฒิสมาชิกจาก ๒๐๐ คน เหลือเพียง ๑๐๐ คน หวังว่าท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญและคณะกรรมาธิการวิสามัญจะได้เห็นชอบกับคําแปรญัตติ ของกระผม ขอบคุณครับ
ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล แล้วตามด้วยท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล สมาชิกรัฐสภา ท่านครับตามวาระที่สอง ที่ได้ดําเนินการมา ประเด็นแรกขอยกย่องชมเชยท่านประธานนิดหนึ่งว่าใช้วิธีการในสภา ที่ได้รับการยอมรับ จากวันแรกถึงวันที่ ๒ วันที่ ๓ ก็คิดว่าการใช้การยืดหยุ่นนี้จะเป็น ประโยชน์ที่สุดในการปรองดองในอนาคตข้างหน้า ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ สิ่งหนึ่งที่อยากกล่าวอภิปรายเพื่อทําให้พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นก็คือ จากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๓๐๙ มาตรา ๑๕ หมวด ๑ บทเฉพาะกาลนี้ ถ้าเราหยิบ เป็นประเด็นเกี่ยวกับ มาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๒๑ ในหมวดของวุฒิสมาชิกนี้ เราก็จะมี มุมมองอยู่ด้านเดียว จากมุมนี้ไปมุมนี้ ก็หมายถึงว่าถ้าแนวทางความคิดของแต่ละคนก็อาจจะ มีมุมมองว่า ถ้าเป็นการเลือกตั้งทั้งหมดก็จะเป็นการยึดสภาสูง บางคนก็ใช้คําคํานี้ บางคน ก็อาจจะเข้าไปยึดโยงกับพรรคการเมือง จริง ๆ แล้วความแตกต่างของทางการเมือง กับวุฒิสมาชิกนี้มันมีแนวทางที่แตกต่างกันที่เห็นชัดเจนก็คือ
ประเด็นแรก สภาผู้แทนราษฎรนี้จะมีการยุบสภา มีวาระ ๔ ปี วุฒิสภา ๖ ปี วุฒิสภาจะไม่มีการยุบสภา ความแตกต่างกันตรงนี้ที่มาของวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ที่มาจากการสรรหา ความแตกต่างกันก็คือแนวทางตามธรรมชาติของที่มาครับท่านประธาน ความรู้สึกจากที่มาของประชาชนมันจะมีความภาคภูมิใจอยู่ส่วนหนึ่งว่าเราแข่งขันกัน ในกฎกติกา มันมาจากการแข่งขันสร้างคุณงามความดีกัน มันไม่ได้มาจากเส้นสาย มันมาจาก กระบวนการที่สร้างคุณงามความดีในแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีแนวคิดแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ภาคเกษตรกรก็จะคิดไปอีกอย่างหนึ่ง อย่างมีการลงเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในพื้นที่ของ จังหวัดกาฬสินธุ์ก็เคยมีผู้ว่าราชการจังหวัดลง ปรากฏว่าสายปกครอง ท่านนายอําเภอ ท่านกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็จะไปสนับสนุนในโครงสร้าง ของการปกครอง ส่วนหนึ่งมาจากข้าราชการครู ผอ.เขต ผอ.เขตการศึกษา ก็จะไปสนับสนุน อีกโครงสร้างหนึ่ง ผู้นําเกษตรกรก็จะไปอีกโครงสร้างหนึ่ง สายข้าราชการครูไปอีก โครงสร้างหนึ่ง มันมีความเป็นธรรมชาติในตัวมันอยู่แล้วครับตรงนี้ แล้วอีกอย่างหนึ่ง ผมไม่อยากให้พี่น้องและท่านสมาชิกหลายคนมีความกังวลว่ามันจะต้องไปยึดโยงกับ พรรคการเมือง จากความแตกต่างของมันเราจะเห็นได้จากการพัฒนาของชาวบ้าน ผมได้วิเคราะห์ดูในภาคการเมือง จากการที่ท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้แก้ไขกฎหมาย มาตรา ๑๙๘ มาตรา ๑๙๙ ในสมัยท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัยอยู่พรรคความหวังใหม่ ปรากฏว่าการกระจายอํานาจตรงนี้ทําให้ประชาชนได้เรียนรู้กระบวนการของประชาธิปไตย ซึ่งมันไม่มีโรงเรียนที่แท้จริงไปสอนว่า ๑ ๒ ๓ ๔ อย่างนี้ ปรากฏว่าหลังจากมีการกระจายอํานาจ ออกไป มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตําบล ชาวบ้านได้เรียนรู้กระบวนการ ของการบริหารจากส่วนกลาง จากการมีนายกรัฐมนตรี จากการมีนายกองค์การบริหาร ส่วนตําบลของตําบล ได้เรียนรู้สมาชิก มีรองนายก มีเลขานุการส่วนตัวอะไรต่าง ๆ ปรากฏว่า ชาวบ้าน รู้เห็นครับ ได้รู้เห็นกระบวนการของประชาธิปไตยตรงนี้ จากการเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จากการเลือกตัวแทนของ ส.ว. จากการมีใบแดง จากการมีใบเหลือง ปรากฏว่า การพัฒนาของประชาชนได้เรียนรู้ตั้งแต่ยุคนั้นครับ ยุคการกระจายอํานาจ มีใบแดง ใบเหลือง เลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เลือกสมาชิก เลือก ส.ท. เลือกอะไรต่าง ๆ ปรากฏว่า การพัฒนาตรงนี้ทําให้ชาวบ้านเก่งขึ้น เราจะเห็นจากการที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ การที่ พรรคพลังประชาชนถูกยุบ ชาวบ้านก็ยังเลือก เขาเลือกเนื้อใน เลือกประโยชน์จากที่เขาได้รับ จากแนวนโยบายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อันนี้มันเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาในทางการเมือง ของชาวบ้านสูงมาก จนมีบางจุด มีบางจังหวัดเราสามารถพูดกันได้ว่าผู้ลงสมัครถูกชาวบ้านต้ม เอาเงินครับ บางคนบางพรรคหมดกันเป็นร้อย ๆ ล้าน แจกกันจนไม่มีแบงก์ร้อยก็มี ท่านครับ บางจุดใช้แบงก์ ๕๐๐ ใช้แบงก์ ๑,๐๐๐ แต่สรุปแล้วตกครับ ตกเลือกตั้ง ชาวบ้าน เก่งมากครับในยุคเทคโนโลยีที่มีมือถือ ชาวบ้านรวมตัวกัน รวมความคิดกัน มีหลายจุด หลายประเด็นที่เกิดขึ้นในแนวทางนี้ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่าประเทศไทยได้เดินไปในทาง การพัฒนาประชาธิปไตยอย่างรวดเร็วหลังจากมีการแก้ไขกฎหมายมาตรา ๑๙๘ มาตรา ๑๙๙ ให้สภาตําบลเป็นนิติบุคคล ชาวบ้านเลือกพรรคเพื่อไทย ชาวบ้านเลือกพรรคไทยรักไทย มาเป็นพรรคพลังประชาชน ถูกยุบทั้ง ๒ ครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ถูกปลด ท่านนายกรัฐมนตรีสมชายถูกปลด แต่ชาวบ้านก็ยังเลือกกลับมา แนวทางความคิด ของชาวบ้านมีแนวความคิดว่า หลังจากการเมืองในรูปแบบเก่า ๆ ได้พัฒนามารูปแบบใหม่ แล้วก็มีกลางเก่ากลางใหม่ อย่างแนวคิดที่ผมเคยคุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านมีความคิดว่า สมัยก่อนใช้แนวทางการค้าแบบเสรีมาพัฒนาประเทศ พอเราบอกว่าแนวทางนี้ถ้าเป็น แนวทางของวิชาการ เขาเรียกว่าเอาปลาใหญ่กับปลาเล็กมารวมกัน ปรากฏว่าปลาใหญ่กินปลาเล็กท่านประธาน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก พอหลังจากมีแนวทาง ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ปรากฏว่าได้มีการแยกแนวทางการบริหารประเทศ แบบแยกการค้าเสรีกับประชานิยมที่ยั่งยืน แยกออกจากกัน ถ้าแปลความแล้วก็ ปลาใหญ่ ไปรวมกับปลาใหญ่ ปลาเล็กมารวมกับปลาเล็ก ปรากฏว่าชาวบ้านอยู่ได้ครับท่านประธาน ตัวอย่างเช่น นโยบายของเอสเอ็มแอล (SML) นี่ชัดเจนตัวเอสเอ็มแอล ถ้าเราแปลออกมา เป็นแนวทางของการเมืองแล้วสามารถเรียกได้ว่าเป็นสภาบ้านเลยครับ เงินไม่บิ่นสักสลึง ท่านประธาน เงินโอนเข้าไปบัญชีหมู่บ้าน ก ข มีวัด บ้าน โรงเรียน มีปราชญ์ชาวบ้าน มีคณะกรรมการ ประชุมกันตัดสินกันว่าจะใช้เงินอะไรจะใช้เงินไปในทิศทางไหน ที่เป็นประโยชน์ อย่างนี้ครับท่าน มันเกิดสภาบ้านขึ้น เพราะฉะนั้นการแยกแนวทาง เอาปลาใหญ่รวมกับปลาใหญ่ ปลาเล็กเป็นปลาเล็ก ชาวบ้านก็ชอบในแนวทางนี้ มันเหมือน การจัดยาถูกโรค พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน ก็ได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกหลาย ๆ ครั้ง อีกหลาย ๆ ครั้งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแนวทางการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าเราจะคิดว่า การเลือกตั้ง ส.ว. เป็นการยึดสภาสูง จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ถ้าเราดูจากกฎหมาย ๓๐๙ มาตรา ๑๕ หมวด ๑ บทเฉพาะกาลนี่สภาสูงมันถูกยึดไปตั้งแต่ร่างกฎหมาย ปี ๒๕๕๐ จากคณะปฏิวัติแล้วครับท่านประธานครับ ทําไมผมถึงพูดอย่างนี้ เพราะว่าการแบ่งครึ่งกัน ระหว่าง ส.ว. ๑๕๐ คน ครึ่งต่อครึ่งอีกครึ่งหนึ่งมันเป็นสรรหา สรรหาส่วนใหญ่อาจจะ ไม่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ครึ่งหนึ่งนี่เราสามารถชี้ได้เลย ชี้ได้เลย จิ้มได้เลยว่าใคร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ คงไม่เอาคนที่ไม่อยู่ฝ่ายตัวเองเข้ามา อันนี้เป็นธรรมชาติส่วนหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่ง ของการเลือกตั้งมันประกอบด้วยฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล ส.ว. อิสระที่มัน เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอีกครึ่งหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นแตงโมแบ่งครึ่งครับ มันเป็น ประมาณ ๕ เสี่ยงด้วยกันอีกครึ่งหนึ่งนี่ เพราะฉะนั้นในกลไกของการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จริง ๆ มันถูกยึดสภาสูงไปตั้งแต่นานแล้วครับ ผลในการยึดสภาสูงมันก็เลยเกิดขึ้น จากการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามารถที่จะปลดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้ ชาวบ้านเลือกมา ๑๔ ล้านคน ๑๕ ล้านคน ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเลือกเข้ามา ๑๕ ล้านคน แต่ใช้คน ๙ คน นี่ ๙ ในด้านหลักการ แต่จริง ๆ แล้ววิธีการนี่ใช้ ๕ คน ใช้ ๕ คน ๕ คน ก็เพราะว่าถ้า ๓ คน ๔ คน เลือกเสมอ อีก ๕ คน เอา ๓ ต่อ ๒ แค่นี้ก็สามารถ ปลดนายกรัฐมนตรีได้ครับ ท่านประธานครับ ๑๔ ล้านคน ๑๕ ล้านคน ใช้ ๓ คน ใช้ ๕ คน หรือไม่เกิน ๙ คน ในด้านหลักการ เพราะฉะนั้นแนวทางการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญตรงนี้ ก็คือการเข้าไปถ่วงดุลจุดหนึ่ง องค์กรอิสระได้รับการสรรหาการเลือกตั้งเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่การใช้กฎหมาย ปี ๒๕๕๐ แล้วก็มาเขียนครอบคลุมไว้ในกฎหมายมาตรา ๓๐๙ นี่ถ้าแปลเป็นภาษาธรรมดาแบบชาวบ้านเรียนตรง ๆ เลยว่ากลุ่มคนที่มาจากการปฏิวัติ จากการตั้ง สสร. จากการตั้งองค์กรอิสระ ถ้าใช้มาตรา ๓๐๙ มาตราเดียวครับท่านครับ เรียนตรง ๆ ว่าคนกลุ่มนี้อยู่เหนือกฎหมายครับท่านประธาน อยู่เหนือกฎหมาย แต่มันเป็น การเขียนด้านกฎหมายเฉย ๆ แล้วผมจําได้ว่าจากการร่างกฎหมาย ช่วงเอาไปประชามติมันไม่ใช่ ๓๐๙ มาตรา มันเป็น ๒๙๙ มาตราครับ แล้วหลังจากผ่านแล้ว ก็เอามาเขียนเองอีก ๑๐ มาตรา ก็เลยกลายเป็น ๓๐๙ มาตรา ท่านครับ เพราะฉะนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญ ๓๐๙ มาตรา ๑๕ หมวดนี้มันเป็นการยึดอํานาจของประเทศ แต่ว่า เป็นการกระทําที่ถูกกฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ถ่วงดุลตรงนี้ไว้แล้วโยนกลับไปให้ พี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งมันก็ไม่สามารถที่จะแก้ได้ เอาแค่ว่ากฎหมายมาตรา ๒๙๑ ที่เราจะตั้ง สสร. จากรัฐบาลก็ยังถูกยับยั้งตรงนี้ เพราะฉะนั้นพอมาแก้เป็นรายมาตราเราก็หา ข้อมูลที่ว่ามันเป็นเหตุหรือเป็นต้นเหตุ ต้นเหตุกับเหตุกับผลต่อเนื่องมันต่างกัน ตัวเหตุจริง ๆ มันถูกเอามายึดอํานาจต่อจากสภาสูงท่านครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ตรงสภาสูงปั๊บมันจะ คลี่คลายไปในทางที่ดีทันที แล้วรายละเอียดต่าง ๆ ที่เราจะดําเนินการองค์การ องค์กร ส่วนใหญ่ที่มีการถ่วงดุลมันเกิดขึ้นมาอย่างมากมายท่านประธานครับ จริง ๆ มันไม่ได้มีอยู่ ๓ อํานาจหรอกที่ผมดู มันไม่ใช่นิติบัญญัติไม่ใช่บริหารแล้วก็ตุลาการ มันมีอํานาจ ของทหารด้วย มีอํานาจของสื่อมวลชนด้วยมีอํานาจของประชาชนด้วย แล้วก็มีอํานาจ ขององค์กรอิสระด้วย หลายองค์กรที่แต่งตั้งขึ้นมา ท่านครับ ถ้าทําอะไรไม่ผิดสักอย่าง ตามมาตรา ๓๐๙ แล้ว ผมว่ามันมีอยู่อีก ๑๐ กว่าอํานาจที่อยู่ในเครือข่ายของมัน เราคง ไม่เจาะลึกลงไปว่าอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แต่จะพูดเป็นองค์รวมผมคิดว่าเป็นการแก้ไขปัญหา ของประเทศที่ถูกต้อง แล้วมันจะคลี่คลายในทางที่ดี โดยเฉพาะอีกปี ๒ ปีจะมีการเปิด อาเซียน ท่านครับ มีคําพูดคําหนึ่งเสียงกระซิบเล็ก ๆ เข้าหูมาจากภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคมการเมือง ความมั่นคงมีคําหนึ่ง ๆ ที่ผมได้ยินเขาบ่นประจําจากช่วงเดือน ๒ เดือนนี้ครับ ท่านทราบไหมครับว่ามันเป็นคําพูดอะไร เขาบอกว่าข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกเสียเวลาทํามาหากินครับ เขาพูดแค่นี้ท่านประธานครับ มันไม่เข้า ยุคสมัยแล้ว การเดินขบวนเสื้อสีนั้นสีนี้มันไม่เข้ายุคแล้ว เพราะว่าภาคธุรกิจจากกลุ่มทุน ส่วนหนึ่งจากการร่วมทุนกลุ่มหนึ่ง ไทยต่างประเทศอีกส่วนหนึ่ง แล้วการกู้เงินที่จะมาสร้าง โอกาสในการพัฒนาประเทศในด้านเศรษฐกิจจากเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ดึงดูดนักลงทุน คําพูดคํานี้จึงเกิดขึ้นครับท่านเสียเวลาทํามาหากินท่านประธานครับ ถ้าจะสร้างข้อขัดแย้งให้เกิดขึ้น ขอขอบพระคุณครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับผู้นํา ชุมชนจากอําเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ด้วยความยินดีนะครับ ท่านมีอะไรหรือครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาครัฐ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าเนื่องจากกรณีที่ผู้อภิปรายที่เพิ่งจบไปเมื่อสักครู่นั้น ได้อภิปรายพาดพิง ซึ่งผมไม่อยากที่จะประท้วงเพื่อไปขัดจังหวะการอภิปรายของท่าน ท่านได้อภิปรายว่า ส.ว. สรรหาชุดนี้ถูกยึดนะครับ ก็อยากทราบว่าใครเป็นผู้ยึด ส.ว. สรรหานี้ แล้วชี้ตัวได้เลยอย่างผมใครยึดผม เพราะฉะนั้นขออนุญาตท่านประธานท่านได้วินิจฉัยว่า เป็นการอภิปรายที่พาดพิงก่อให้เกิดความเสียหายครับ
ก็กระทบไปนิด กระทบไปหน่อยก็ธรรมดาครับ ก็ขอเตือนให้ช่วยระมัดระวังคําพูดกันหน่อยต่อไปเลย ดีกว่าครับ เชิญท่าน ส.ว. วิชาญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันนี้เป็นร่างมาตรา ๓ ซึ่งในวันนี้ผมและคณะ ซึ่งประกอบด้วยท่านจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชัยนาท ท่านสุอําภา คชไกร สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุโขทัย ท่านสมพร จูมั่น สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านศรีสกุล มั่นศิลป์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครสวรรค์ ท่านรองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา และพลตํารวจโท ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหา ทั้งหมดรวมกัน ๖ คนนะครับ ก็ได้มีการแปรญัตติร่วมกันในมาตรา ๓ ซึ่งประกอบด้วยมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ท่านประธานครับ บังเอิญในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ในมาตรา ๓ ไปเชื่อมโยงกับมาตรา ๔ คือมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายในส่วนนี้ร่วมกันนะครับ เพราะว่า คือถ้าพิจารณามาตรานี้แล้วเสร็จ ถ้าเกิดทางกรรมาธิการชนะนะครับหมายถึงว่าท่านสมาชิก เห็นด้วยกับกรรมาธิการ นั่นหมายความว่าในมาตรา ๔ ผมจะอภิปรายไม่ได้นะครับ ฉะนั้น ขออนุญาตอภิปรายใน ๒ มาตราควบกันไปเลยเพื่อจะได้ให้เห็นภาพว่าสิ่งที่ผมและคณะ ได้มีการแปรญัตติร่วมกันนั้นมันมีประเด็นอะไรบ้างจะได้สอดคล้องสัมพันธ์กัน ก็ขออนุญาต ท่านประธานครับ ในส่วนแรกในส่วนของมาตรา ๓ นะครับ ก็มีการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ ในส่วนที่ร่างเดิมแล้วก็กรรมาธิการยืนนะครับก็คือมี ๒ ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกก็คือ เรื่องของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีใหม่นี้นะครับ คือเรามีการเพิ่มจากเดิมจาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน แล้วก็กระผมและคณะก็มีการแปรญัตติขอให้ลดจํานวนมาเท่าเดิมคือที่ ๑๕๐ คน ในส่วนที่ ๒ ก็คือแต่เดิมมีสมาชิกวุฒิสภา ๒ ประเภท คือประเภทสรรหา และประเภทเลือกตั้ง ในมาตรา ๑๑๑ ก็ให้มีการเลือกตั้งเพียงประเภทเดียว ส่วนมาตรา ๑๑๒ นั้นก็เป็นเรื่องของการใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็ท่านกรรมาธิการ ได้มีการปรับแก้เพิ่มนะครับก็ให้มี ๑ คน ก็มี ๑ เสียง หรือที่เรียกว่าวันแมน วันโหวต (One man One vote) อันนี้ก็เป็นที่กรรมาธิการเพิ่มเติมขึ้น ใน ๒ มาตรานี้ผมอยาก กราบเรียนว่าของเราและคณะได้เห็นว่าในมาตรา ๑๑๑ นั้น ให้ลดจํานวนที่กรรมาธิการ เห็นชอบตามร่างเดิมคือ ๒๐๐ คน เหลือ ๑๕๐ คน เหตุผลมีเหตุผล ๒ ประการ
ประการแรก ก็เกี่ยวกับเรื่องของค่าใช้จ่าย รวมทั้งสถานที่ทํางาน ที่ประชุม ต่าง ๆ ท่านประธานครับ วันนี้เรามีสมาชิกวุฒิสภา ๑๕๐ คน เราทํางานได้ในช่วงเวลา ๕ ปีเศษ ผมเชื่อว่าผลงานวุฒิสภาก็สามารถเป็นที่ประจักษ์ของท่านสมาชิกรัฐสภาแล้วก็ พี่น้องประชาชน ใน ๑๕๐ คนถ้ามีการเพิ่มเป็น ๒๐๐ คน สิ่งที่จะเกิดขึ้น ปัญหาข้อแรกที่จะ กระทบก็คืองบประมาณ ท่านประธานครับ จากตัวเลขที่ผมได้เก็บมาจากสํานักงาน เลขาธิการวุฒิสภานะครับ โดยเฉลี่ยแล้วใน ๑ ปี ค่าใช้จ่ายโดยรวมต่อสมาชิกวุฒิสภา ๑ ท่านจะใช้เงินงบประมาณประมาณ ๕,๑๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเราใช้ตัวเลขกลม ๆ คือ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเราเพิ่ม ๕๐ คน ในเวลา ๑ สมัยก็คือ ๖ ปี เราต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น ๑,๕๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ในงบประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ถามว่ามีความจําเป็น ไหมที่จะเพิ่ม ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน ผมคิดว่าความจําเป็นมันไม่มีความจําเป็นขนาดนั้น ถ้าเราใช้เงิน ๖ ปี ๑,๕๐๐ ล้านบาท เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้เยอะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล ในการดูแลคนต่าง ๆ ฉะนั้น เรื่องแรกคืองบประมาณ อันที่ ๒ คือห้องทํางานท่านประธานครับ คือขณะนี้ถึงแม้ว่า ท่านประธานจะอนุมัติ สภานี้จะอนุมัติไปแล้วนะ ให้มีการสร้างอาคารใหม่ แต่อาคารใหม่ ก็จะต้องมีการเพิ่มห้องเพื่อรองรับสมาชิกวุฒิสภาที่เพิ่มขึ้นมา ต้องมีห้องประชุมห้องนี้ ห้องนี้ได้ออกแบบมาสมัยก่อนที่รองรับสมาชิกประมาณ ๗๐๐ คน วันนี้เรามี ๖๕๐ คน แต่ก็ถึงแม้ ๖๕๐ คน เราก็ยังต้องนั่งเบียดกัน จนต้องวิ่งหาที่สอดแทรกกัน ถ้าเพิ่มขึ้นอีก นั่นหมายความว่าห้องนี้ปีหน้าจะเริ่มทํางานต้องเพิ่มขยายห้อง เพื่อจะให้รองรับ สมาชิกวุฒิสภาที่เพิ่มขึ้นมา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนนํามาซึ่งการสูญเสียงบประมาณที่จะเกิดขึ้น ฉะนั้น ๑,๕๐๐ ล้านบาทก็ไม่พอ อาจจะเพิ่มเป็น ๒,๐๐๐ ล้านบาท คําตอบก็คือว่า ความจําเป็นเมื่อเทียบกับ ๑๕๐ คน ที่ปัจจุบันไม่ได้มีความต่างในเรื่องของจํานวน เพราะฉะนั้น ประเด็นแรกเราขอลดจํานวนที่กรรมาธิการเห็นชอบจาก ๒๐๐ คน เหลือ ๑๕๐ คน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าสมาชิกในจํานวนที่มา ท่านมาประเภทเดียวก็คือว่า ไปเลือกแบบจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง หมายความว่าก็ดูว่าปริมาณจังหวัดไหนมีประชากรมาก ใช้สัดส่วน ๓๐๐,๐๐๐ คน ท่านก็จะได้ ส.ว. มากขึ้น ซึ่งมันก็จะมีลักษณะอย่างเดียวกัน ก็คือว่าไปเลือกเอาตามความรู้ความสามารถ ความสนิทสนม สิ่งซึ่งประกอบกันมากับ ตัวสมาชิก ซึ่งสุดท้ายมันก็ไม่ได้มีความแตกต่างและหลากหลาย ทางเพื่อนสมาชิกที่ร่วมกัน แปรญัตติได้มีการเสนอขอให้มีการแยกสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งเป็น ๒ ประเภทครับ ท่านประธาน โดยแบ่งประเภทที่ ๑ เป็นสมาชิกวุฒิสภาแบบเขตเลือกตั้ง อันนั้นหมายความว่า จะให้ ๑ จังหวัด มี ๑ คน ตามระบบเดิม ก็คือว่าทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใหญ่ จังหวัดเล็ก ก็จังหวัดละคน ถามว่าทําไมให้เพียงแค่จังหวัดละคน กรุงเทพมหานครควรจะมี ๑๘ คน ทําไมให้แค่คนเดียว ท่านประธานครับ เราไม่ได้มีความจําเป็นที่จะต้องมีตัวแทนไปดูแล พี่น้องประชาชนในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาเหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะยึดโยงจะเชื่อมโยงโดยตรงกับประชาชนในแง่ของการที่จะ ดูแลทุกข์สุขต่าง ๆ ฉะนั้นความจําเป็นที่จะต้องมี ส.ส. เขตต่าง ๆ นี่ ที่ใกล้ชิดกับประชาชน มากกว่า แต่ในกรณีของวุฒิสภาสมาชิกนั้นอํานาจหน้าที่ที่จะทํางานในสภาแห่งนี้มีความต่าง จากสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นสัดส่วนความจําเป็นในเรื่องของจํานวนที่จะต้องมายึดโยงเป็น สัดส่วนว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ต่อ ๑ คน ลักษณะเดียวกันคล้าย ๆ กับสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่มี ความจําเป็นครับท่านประธาน ฉะนั้นแบบที่ ๑ ก็คือว่าแบบเขตเลือกตั้งคือใช้จังหวัดละ ๑ คน ส่วนแบบที่ ๒ นั้นเรียกว่าสมาชิกวุฒิสภาแบบสาขาอาชีพ ก็คือจํานวนที่เหลือคือ ๑๕๐ ลบด้วย ๗๗ ก็จะเหลือ ๗๓ คน ถ้าหากจะมีการเพิ่มจังหวัดขึ้นไปเป็น ๗๘ ๗๙ ๘๐ ก็ลดในส่วนของสมาชิกแบบสาขาอาชีพลงไปในอนาคต ถามว่าตรงนี้จะดีกว่าอย่างไร แน่นอนครับ เมื่อเทียบกับระบบสรรหาที่หลายท่านอาจจะมองว่ามันมีข้อบกพร่องอยู่ ในระบบผมเองคงไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบสรรหาก็จะเป็นปัญหาทั้งหมด มันก็มีข้อดีในส่วนของการสรรหาด้วย ผมเองในส่วนตัวก็มาจากระบบการสรรหาซึ่งปฏิเสธ ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสภานี้รับหลักการว่าสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ผมและคณะก็ได้มีการแปรญัตติว่ามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่การเลือกตั้งมี ๒ แบบ คือแบบเขตเลือกตั้งและแบบสาขาอาชีพ ในส่วนสาขาอาชีพนั้นก็จะไปเชื่อมโยงกับ มาตรา ๑๑๒ แล้วก็ใน มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ด้วยนะครับ ก็คือว่าถามว่าจะมาได้อย่างไร เป็นแบบสาขาอาชีพ ก็คือให้ผู้ที่สนใจจะลงแบบสาขาอาชีพ ก็ไปขึ้นทะเบียนกับ กกต. นะครับ ก็คงจะต้องไปดูแก้ไขในกฎหมายเลือกตั้งต่อไปครับ แล้วก็ให้ประชาชนในสาขาอาชีพต่าง ๆ มาเลือก คือขั้นตอนอาจจะมีความยุ่งยากหน่อย แต่สิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นก็คือว่า ให้สาขาอาชีพต่าง ๆนั้น สามารถเลือกผู้แทนของตนเองโดยทางตรง เข้ามาทําหน้าที่ ในวุฒิสภา ผมคิดว่าต้องนี้เป็นความจําเป็นครับ เพราะจากประสบการณ์ ๕ ปีเศษ ในฐานะที่ ผมมาจากสาขาอาชีพประมง เราจะเห็นเลยว่าในวุฒิสภา ในรัฐสภา เมื่อใดก็ตามที่มีการ พิจารณาในเรื่องที่เกี่ยวกับสาขาอาชีพประมง ก็จะเห็นว่ามีปัญหาอยู่มากมาย และสมาชิก ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ การที่มีตัวแทนอยู่ก็สามารถที่จะอธิบาย ที่จะทักท้วง ที่จะเสนอแนะให้ข้อมูลต่าง ๆ กับรัฐสภา วุฒิสภาได้ เพียงแต่ว่าประเด็นก็คือว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราไม่ได้ให้ความสําคัญกับสาขาอาชีพเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลัก วันนี้ในสภามีหลายท่านอาจจะมีการประกอบอาชีพเกษตร แต่เป็น อาชีพรอง หลายท่านอาจจะมีความมักคุ้นหรือว่าในครอบครัวจะมีอาชีพเกษตร แต่ก็ไม่มี ความรู้เกษตรในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นการที่จะให้ตัวแทนของสาขาอาชีพต่าง ๆ เข้ามาสู่รัฐสภา ก็มีความจําเป็น ฉะนั้นการเลือกตั้งแบบสาขาอาชีพอันนี้ก็จะตอบโจทย์ ก็จะไปทดแทนของ การสรรหา เพราะว่าในการสรรหาก็มีข้อจํากัดโดยรัฐธรรมนูญเอง ก็มีการกําหนดไว้ว่ามีเพียง ๕ กลุ่ม ซึ่ง ๕ กลุ่มมีความหลากหลายน้อยมาก ซึ่งสะท้อนมาให้เห็นจากการเลือกตั้ง จากการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ๒ ครั้ง บางอาชีพขาดหายไป คนบางกลุ่ม ผู้ด้อยโอกาส บางกลุ่มขาดหายไป ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย ฉะนั้นการที่เราและคณะเสนอแปรญัตติ แก้ไขในมาตรา ๓ มาตรา ๔ ซึ่งประกอบด้วยมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ นั้น ก็เพื่อที่จะให้เป็นการเติมเต็มและแก้จุดบกพร่องที่มีอยู่ รวมทั้งแก้ไขสิ่งที่ อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ไม่อย่างนั้นแล้ว ประเด็นปัญหาก็คือว่า เราก็มีประสบการณ์ ท่านประธานครับในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เราก็ มีประสบการณ์ มีบทเรียนมาแล้ว แล้วกรรมาธิการก็พยายามจะเอาบทเรียนที่เรามีปัญหา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใส่ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ด้วย ซึ่งผมเองไม่เห็นด้วย มีหลาย ๆ อย่าง คือ ถ้าแก้โดยการเพิ่มให้สิทธิประโยชน์กับคนที่จะเข้ามาสู่การเลือกตั้ง รวมทั้งให้สิทธิสมาชิกวุฒิสภาในชุดปัจจุบันด้วย แต่ประเด็นก็คือว่า ท่านไปปลดในหลาย ๆ ประการที่มีปัญหา โดยท่านเองท่านคิดว่าไม่มีความสําคัญ ผมอยากกราบเรียนว่า ที่จริงแล้ว ผมไม่ได้ต่อต้านในเรื่องของการที่จะให้ครอบครัวนักการเมืองเข้ามาสู่การเมือง แต่ประเด็น ปัญหาก็คือว่าวุฒิภาวะต่างหากนะครับ ในการที่จะทําหน้าที่ ที่ผ่านมาผมคิดว่ามันสะท้อน ให้เห็นว่าวุฒิภาวะในการที่จะทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภานั้น หลาย ๆ ท่านที่มาจากครอบครัว ก็ทําได้อย่างดี แต่หลาย ๆ ท่านก็ไม่สามารถทําได้ แยกแยะได้ ว่าการทําหน้าที่ในวุฒิสภา กับสภาผู้แทนราษฎร มีความแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้ไม่รวมถึงสภาท้องถิ่นต่าง ๆ เราก็จะ เห็นว่าคนในครอบครัวเดียวกันมีตําแหน่งหน้าที่ในสภาต่าง ๆ ในระบบเลือกตั้งต่าง ๆ ผมเคารพ ในสิทธิของท่านเหล่านั้น แต่สิ่งซึ่งเป็นกังวลก็คือว่า วุฒิภาวะในการทํางาน เพราะว่าถ้าเรา บอกว่าอยู่ในระบบรัฐสภาได้ คืออยู่ในสภาล่างได้ อยู่ในสภาบนได้ เป็นพี่น้องก็ได้ เป็นพ่อลูก ก็ได้ เป็นสามีภรรยาก็ได้ ประเด็นก็คือว่า ท่านมีวุฒิภาวะอย่างไรในการแยกแยะในการ ทําหน้าที่ตรงนั้น บทเรียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราเห็นชัดมาแล้ว รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถึงแม้วันนี้จะมีข้อห้าม แต่ข้อห้ามเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นเครื่องกีดกันให้วุฒิภาวะในการ แสดงออกมันดีขึ้นเลย หลายท่านบอกว่าห้ามสามีภรรยา สิ่งที่เราเห็นก็คือว่าวันนี้ ไม่จดทะเบียนกัน จดทะเบียนแล้วก็หย่าขาดจากกัน เพราะเห็นว่าคนละบุคคลแล้ว แต่ก็ไป ตกลงกัน รวมตัวกันเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ ก็มาทําหน้าที่ร่วมกัน โดยไม่ได้ใช้วิจารณญาณ ในการแยกแยะว่าบทบาทหน้าที่ของตัวเองนั้นมีหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบจะต้องควบคุมดูแล หรืออาจจะต้องมีบทบาทในการแต่งตั้ง ถอดถอนต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกําหนดด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่าที่เราอภิปรายกันมา ๒-๓ วัน ตัวสําคัญที่สุดมันไม่ใช่ เรื่องของความเป็นวงศาคณาญาติหรือไม่อย่างไร หรือว่าแม้แต่เรื่องของการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งหรือสรรหาก็ตาม ผมคิดว่าสุดท้ายคําตอบก็คือวุฒิภาวะของคนต่างหากที่จะเป็น ปัญหา แล้ววันนี้ถ้าเรายังคิดว่าการเลือกตั้งคือคําตอบสุดท้าย ประเด็นหนึ่งก็คือว่าทําอย่างไร เราจะได้คนที่มีวุฒิภาวะเข้ามาสู่ตําแหน่ง แล้วก็มาทําหน้าที่ในสภาแห่งนี้ให้เกิดประโยชน์ กับชาติบ้านเมือง อันนี้คือความสําคัญ เพราะถ้าเราไปเกี่ยงว่ากติกาเป็นอย่างนี้ ไม่เป็น ประชาธิปไตยบ้าง กติกาแบบนี้มีปัญหาบ้าง ก็สุดแท้แต่มุมมอง เพราะว่าแม้แต่ข้อบังคับ ท่านประธานก็ทราบ ข้อบังคับที่เรายกร่างขึ้นมา มีข้อความเขียนไว้อย่างชัดเจนชัดแจ้ง จะตีความอย่างไรก็ไม่สามารถตีความแตกต่างกันได้ แต่ก็ยังมีบางคนใช้วาทกรรมทําให้เกิด ความแตกต่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่คือผลสะท้อนนะครับว่า ที่มาไม่ได้มาจากเลือกตั้ง ไม่ได้มาจาก การสรรหาเท่านั้น ฉะนั้นท่านประธานครับ ขออนุญาตกลับมาสู่ในประเด็นตรงนี้ มาตรา ๓ และมาตรา ๔ แก้ไขทั้ง ๒ มาตรานั้น ผมและคณะไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่จะมีการแก้ไข ก็โดยขอนําเสนอเป็นประเด็นอย่างนี้ครับว่า โดยสรุปไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่จะมี ๒๐๐ คน และขอให้คงแปรญัตติกลับมาที่ ๑๕๐ คน แล้วก็ไม่ใช้ระบบเขตจังหวัดทั้งหมด โดยให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็น ๒ แบบ คือแบบเขตเลือกตั้งและแบบสาขาอาชีพ
มีประเด็นสุดท้ายนิดเดียวครับ เพราะว่า ๒-๓ วัน ที่ผ่านมาผมฟังอภิปราย มีหลายท่านพูดว่าสมาชิกระบบสรรหาดีอย่างโน้นอย่างนี้ พอไปดูในบทท้ายนะครับ ที่ในเรื่อง ของบทเฉพาะกาล ปรากฏว่าในฟากฝั่งที่บอกว่าสรรหาดีนั้น ก็แปรญัตติหรือสงวน คําแปรญัตติ ขอให้สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาไปพร้อมกับสมาชิกเลือกตั้งที่จะหมดวาระ ในวันที่ ๒ มีนาคม ศกหน้าด้วย ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านทําในช่วง ๒ วันที่ผ่านมา ยกย่องว่า ระบบการสรรหาดีอย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายทําไมท่านจะให้ไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ท่านเจือ ราชสีห์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในนามสมาชิกของรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตทําหน้าที่ ในการที่จะอภิปรายการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมเองขอแปรญัตติไว้ แต่ว่าขออนุญาตเพื่อที่จะให้สภาหรือท่านผู้ฟังเองจะได้เข้าใจ ในประเด็นของคณะกรรมาธิการที่ได้ขอแก้ไข สาระของคณะกรรมาธิการที่ขอแก้ไขก็คือว่า ให้ยกเลิกวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา แล้วให้กําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด จํานวน ๒๐๐ คน จากเดิมวุฒิสมาชิกของสภาเรา ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี ๑๕๐ คน มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง และก็มาจากการสรรหาวิชาชีพครึ่งหนึ่ง ผมเองขอแปรญัตติไว้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการที่ได้ขอแก้ไข ผมขอแปรญัตติ มาเป็นดังนี้ครับ คือคล้าย ๆ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เดิม ผมแปรไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วย สมาชิกจํานวนรวม ๑๕๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และมาจากการเลือกตั้งจากกลุ่มอาชีพเท่ากับจํานวนรวมข้างต้นหักด้วยจํานวนสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด นั่นคือประเด็นแรกนะครับ แล้วก็วรรคต่อไป ก็คล้ายเคียงกัน ที่ผมได้แปรญัตติไว้อย่างนี้ แล้วก็ไม่เห็นด้วยในคําของท่านกรรมาธิการนั้น ผมมีเหตุผลในการสนับสนุนอยู่หลายประการครับท่านประธาน ท่านประธานคงจําได้ว่า สมาชิกในสภาแห่งนี้มีความประสงค์ มีความตั้งใจอยากจะขอแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ครั้งหนึ่งแล้ว แล้วจนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญต้องไปฟัง ความเห็นของพี่น้องประชาชนเสียก่อน นั่นคือประเด็นหลักนะครับ หลังจากนั้นเสียงข้างมาก ก็ได้ยื่นขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญอีก ๓ ฉบับ ฉบับวันที่เรากําลังอภิปรายกันขณะนี้คือ ฉบับแรก ซึ่งมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมเองไม่เห็นด้วยในหลักการกฎหมายรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ตั้งแต่ในวาระที่หนึ่ง ผมไม่รับหลักการ ซึ่งผมเห็นว่าการกระทําครั้งนี้ การขอแก้ไขครั้งนี้ เป็นการรีบเร่ง เป็นการกินรวบประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง การเริ่มพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ามีการรีบเร่ง รวบรัดจริง ๆ ครับ จนท่านประธาน ซึ่งเป็นประธานที่ประชุมอยู่ในวันนั้นได้บอกกับพวกเราว่าเป็นอย่างไรเป็นกัน
เข้าประเด็นดีกว่า กระมังครับ เข้าประเด็นดีกว่าครับ
ผมเองจําเป็นต้อง บันทึกการประชุมเอาไว้นะครับท่านประธานครับ เพราะในวันนั้นผมพยายามยกมือที่จะ ขออภิปรายในที่ประชุมนี้หลายครั้งครับ ผมอยากจะฝากข้อความคิดของผมในที่ประชุมว่า เราอย่าเดินไปในทางที่ผิดพลาด แล้ววันหนึ่งการขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเราอาจจะ ไม่ได้ใช้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะบอกกับท่านประธานในวันนั้น แต่ว่าผมก็ไม่ได้รับโอกาส โอกาสในวันนี้ผมขออนุญาตเรียนกับท่านประธานว่าการขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่าเราไม่ได้ถามความเห็นของพี่น้องประชาชน เมื่อสักครู่ผมได้บอกว่า การแปรญัตติของผมนี้คล้าย ๆ กับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้นะครับ คือ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง ๗๗ คน แล้วมาจากการเลือกในวิชาชีพกันเองประมาณ ๗๓ คน รวมเป็น ๑๕๐ คน คล้ายกัน เหตุผลที่ผมให้คล้ายกันกับปี ๒๕๕๐ เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อย่างน้อย ๆ ผ่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมา ได้ใช้เวลามากนะครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้เสนอความเห็น ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีที่มา ไม่มีความเห็นของพี่น้องประชาชนการมีส่วนร่วม ปี ๒๕๕๐ เราได้ลงประชามติ ฟังความเห็นพี่น้องทั่วประเทศ อันนั้นคือเป็นสิ่งที่สําคัญมากที่ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานคณะกรรมาธิการพยายามจะอธิบายให้ที่ประชุมได้รับทราบว่าการเลือกตั้ง ของวุฒิสมาชิกทั้ง ๒๐๐ คนมาจากพี่น้องประชาชน อํานาจของพี่น้องประชาชนผมรับได้ ผมเองก็มาจากการเลือกตั้งผมเห็นด้วย แต่ว่าถ้าท่านประธานจําได้ว่าการเลือกตั้งหลายครั้ง ที่ทําให้การเลือกตั้งไม่ได้บริสุทธิ์ยุติธรรมหลายครั้ง องค์กรอิสระอย่างน้อย ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคําวินิจฉัยยุบพรรคหลายครั้ง เพราะอะไรครับ เพราะว่าพรรคการเมืองบางพรรคพอได้ อํานาจแล้ว คิดกินรวบประเทศไทย อย่างน้อยคําสั่งหรือคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ๒ ครั้ง อยู่ในมือผมนี้นะครับ คําวินิจฉัยที่ ๓๐๕/๒๕๕๐ เรื่องอัยการสูงสุดขอให้มีคําสั่ง ยุบพรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทยและพรรคไทยรักไทย เป็นการเลือกตั้งเหมือนกัน คราวนั้นเป็นการเลือกตั้งมาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน แต่ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ วันนั้น บ้านเมืองของเราไม่พร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตยอย่างน้อยผมเป็นสมาชิกสภาในวันนั้น และเป็นอดีตสมาชิกสภาในวันนั้น ผมเองไม่ได้ลงเลือกตั้งในวันนั้นมีพรรคการเมือง พรรคเดียวเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ นั่นคือรูปแบบที่ท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญ ได้อ้างว่าอํานาจอยู่ที่พี่น้องประชาชนแต่ว่าถ้าวันไหนกลไกของประชาธิปไตยไม่ได้เดินไป ในทิศทางที่ควรจะเป็นอํานาจโดนรวบอยู่กับผู้มีอํานาจแล้วอันตรายมาก ซึ่งการแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญในวันนี้กําลังจะเดินไปในแนวทางนั้นครับ วันนั้นมีพรรคการเมืองใหญ่ พรรคการเมืองเดียว ลงส่งสมัคร ส.ส. แล้วไม่มีพรรคการเมืองอื่น คําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนว่ามีพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็กลงสมัครเพื่อประกอบให้ครบ นั่นคือ สิ่งแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นประโยชน์ครับ แต่ว่าการเลือกตั้งที่ รวมอํานาจที่เข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ อย่างน้อย กกต. ที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านประธานครับ ผมเลยอยากจะต้องเรียนกับท่านประธานว่าสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เราต้องมา พูดกันในที่ประชุมว่าบางครั้งการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมเราก็เอามาอ้างไม่ได้ จนให้ องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคมาแล้วอย่างน้อย ๒ ครั้ง เหตุผลเหล่านี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมเองไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าการขอแก้ไข
มีคนประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน เทียบจุฑา ขาวขํา ในฐานะที่สมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วง ท่านประธาน ในข้อ ๕ นะคะ แล้วก็ขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปราย ในข้อที่ ๔๓ ค่ะ ดิฉันขอให้ ท่านประธานได้โปรดพิจารณาให้อยู่ในประเด็นด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ไม่เป็นไรครับ ก็ทนฟังกัน อดทนสักนิดครับ ท่านสมาชิกครับ เอาท่านเอาอยู่ในประเด็นอย่าไปพาดพิงอะไรมากมาย เอาพอสมควรนะครับ เชิญต่อเลยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมก็อยู่ในประเด็นนะครับ เพียงแต่ว่าผมจะชี้แจงให้สภาเพื่อนสมาชิก ได้เห็นว่า
ต่อของท่านเลยครับ ต่อเลยครับ ก็ให้กระชับสักนิดนะครับ
ขอบคุณครับ สิ่งที่ผมเชื่อว่าผมได้แปรญัตติไว้นั้นผมต้องอธิบายให้เพื่อสมาชิกในสภาได้เห็นด้วยในแนวคิด ของกระผมว่าวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ ท่านนั้น เป็นที่พอสมควรอีกครึ่งหนึ่ง มาจากการเลือกกันเองของสภาวิชาชีพนั่นคือความหลากหลาย นั่นคือความจําเป็น เพื่อให้ สภาของเราได้มีความสมบูรณ์ในการออกกฎหมาย ในการกลั่นกรองกฎหมาย แล้วสิ่งที่ ผมเห็นว่าท่านคณะกรรมาธิการไม่เคยตอบเลยก็คือว่า สมาชิกที่มาจากการสรรหา มีข้อบกพร่อง มีความผิด ไม่ดีอย่างไรในการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ให้ผมได้เชื่อว่าจําเป็นต้อง มาจากการเลือกตั้ง นั่นคือสิ่งที่คณะกรรมาธิการไม่ได้ตอบให้สภาได้รับทราบ นอกจากว่า ยืนยันว่าการเลือกตั้งนั้นมาจากพี่น้องประชาชนอย่างเดียว ซึ่งผมใช้เหตุผลของผม ให้ท่านประธานได้รับทราบไปแล้วว่า ผมไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งแต่ละครั้งมันจะบริสุทธิ์ ยุติธรรมเหมือนที่ผ่านมาได้เกิดขึ้นมาหลายครั้ง ท่านประธานครับ ทุกครั้งเวลาเราพูดถึง กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่ว่าพวกเราในสภานี้ก็ตาม คนข้างนอกก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ได้ ข้อสรุปร่วมกันว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ องค์กรอิสระมีความจําเป็น มีความสําคัญ มาก ๆ ได้ช่วยเหลือ ได้ดูแลในขบวนการประชาธิปไตยของเราอย่างดี แต่ว่าหลังจากนั้น องค์กรอิสระของเราได้ถูกบั่นทอน ได้ถูกแทรกแซง ผมเชื่อว่าการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ คราวนี้เพื่อให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจะเป็น ส.ว. ที่ถูกครอบงําโดยเสียงข้างมาก ในสภานี้ เพื่อที่จะเดินไปสู่ที่ตัวเองต้องการ เพื่อที่จะไปสู่ที่จะไปแทรกแซงองค์กรอิสระ หลาย ๆ องค์กรที่เคยถูกแทรกแซงมาแล้ว วุฒิสมาชิกมีความสําคัญมาก ๆ ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อนในสภานี้ได้ชี้แจงหลายครั้ง วุฒิสมาชิกมีหน้าที่ในการกลั่นกรอง กฎหมาย มีหน้าที่แต่งตั้งถอดถอนตําแหน่งสําคัญ ๆ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระทุกองค์กร ฉะนั้นวันนี้ผมรับไม่ได้ครับในการขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๑๑ ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เสนอมาในสภา ผมมีเหตุผลประกอบ ตามที่ได้เรียนกับท่านประธานไว้เมื่อสักครู่แล้วครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่าน ส.ว. ประสงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาในขณะนี้ ท่านประธานครับ สาระสําคัญของกระผม ที่ท่านประธานได้เรียกผมมาให้อภิปรายในวันนี้ก็เพื่อที่จะชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่า คําที่ผมแปรญัตติไปตามร่างแก้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ในเบื้องต้นนั้น ผมมีเจตนาอย่างไร เจตนาสําคัญซึ่งเป็นหลักสําคัญมากในประเด็นดังกล่าว คือผมยืนยัน อยากจะเห็นประเทศไทยยังมีสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒ ประเภท คือประเภทหนึ่งมาจาก การเลือกตั้งโดยตรง โดยประชาชนไปลงคะแนนเลือกตั้งหยอดบัตรลงในหีบเลือกตั้ง เพื่อจะแสดงว่าเขามีความประสงค์ที่จะเลือกบุคคลผู้ใดให้เป็นตัวแทนของเขาในฐานะสมาชิก ซึ่งเป็นวุฒิสภา
อีกทางหนึ่งคือการเลือกตั้งทางอ้อม ประเด็นนี้ผมจะไม่ขออธิบายว่า เป็นอย่างไร เพราะเมื่อวาน ขอประทานโทษที่เอ่ยชื่อ ท่านศุภชัย ใจสมุทร ท่านได้พูดถึง อย่างชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งทางอ้อมมันเป็นอย่างไร แต่เป็นวิธีการหนึ่งครับ ที่จะให้ สมาชิกได้มาทํางานร่วมกันในฐานะสมาชิกของวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งและมาจาก การสรรหา ท่านประธานครับ กระบวนการสรรหากับกระบวนการการเลือกตั้ง เมื่อได้มา รวมตัวทํางานกันในฐานะสมาชิกของวุฒิสภาแล้ว ทํางานกันได้อย่างกลมเกลียวมาตลอด เท่าที่ผมสังเกตมาในระยะเกือบ ๖ ปีแล้วครับ ยกตัวอย่างครับ ผมเองซึ่งเป็นคนอําเภอ หลังสวน จังหวัดชุมพร ผมมาจากการสรรหา ผมได้ทํางานร่วมกับท่าน ส.ว. พลตรี กุลชัย สุวรรณบูรณ์ ซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังผมนี่นะครับ ซึ่งเป็น ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง จากจังหวัดชุมพร เราทํางานร่วมกันอย่างมีประโยชน์ และคนในพื้นที่มีความพึงพอใจ มากว่า ส.ว. ทั้ง ๒ ประเภทนั้นมีการทํางานที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่งที่จะให้กับประเทศไทย อย่างน้อยก็ในพื้นที่ที่เราอยู่ด้วยกัน นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพว่า ส.ว. สรรหานั้นหาได้เป็นโทษเหมือนที่คนบางคนได้กล่าวไว้ครับท่านประธาน ผมเอง ผมอภิปรายในวันนี้ เพราะว่าผมมีส่วนได้เสียในการที่จะให้ผลจากการอภิปรายเกิดขึ้น ประการหนึ่งประการใด ผมขอกราบเรียนท่านประธานเลยครับว่าหลังจากวาระของการเป็น สมาชิกวุฒิสภาของผมจบสิ้นลงด้วยประการใดก็ตามแต่ จะโดยการถูกไล่ออก หรือจะการจบ ตามวาระผมจะไม่ขอกลับเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาอีกต่อไป เพื่อจะ พิสูจน์ตัวเองว่าผมได้ต่อสู้ในสิ่งที่ผมไม่ต้องการจะได้รับผลประโยชน์ เกิดขึ้นจากการต่อสู้ ของผมเป็นการส่วนตัว ผมมีวินัยส่วนตัวของผม ผมมีจริยธรรมของผมที่จะไม่รับประโยชน์ จากสิ่งนั้น ผมอยากจะให้ผลประโยชน์ของผมที่ผมต่อสู้ในวันนี้หวังจะให้เกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนและประเทศไทยเป็นส่วนรวมครับท่านประธานที่เคารพ ผมอาจจะต้อง ใช้เวลาสักนิด เพราะผมมีความจําเป็นที่จะต้องอธิบาย ผมรู้ครับว่าคงจะเป็นการยากที่จะ เปลี่ยนใจคนบางคน ซึ่งหัวใจถูกล็อคไว้แล้วครับว่าจะตัดสินใจอย่างไรในประเด็นนี้ และผู้ซึ่ง ถือกุญแจไว้อยู่ไกลมากครับ ยากครับที่จะไขล็อคนั้นได้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอ ชี้แจงให้ท่านประธานได้ทราบว่า มีการที่บางคนได้พูดในสภานี้บ่อยครั้งว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการ ที่จะให้มี ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งผมไม่เคยเห็นตัวหนังสือสักตัวหนึ่งในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ว่า ส.ว. คนไหนมาจากการแต่งตั้ง ไม่มีครับ การพูดในลักษณะของการแต่งตั้งนั้น คล้ายกับว่าเป็นการประชดประชันต่อ ส.ว. ซึ่งมาจากกระบวนการการสรรหา กระบวนการ การสรรหานั้นมันแตกต่างไปจากการแต่งตั้งมากมาย ท่านประธานที่เคารพ มีบุคคลบางคน ในสภาแห่งนี้พยายามที่จะพูดอยู่เสมอว่าเขาไม่ต้องการที่จะไม่ให้มี ส.ว. แต่งตั้ง ไม่เคยมี ในสมัยที่ผมเป็น ส.ว. มา ๖ ปีครับว่าจะมีใครมาจากการแต่งตั้งแม้แต่คนเดียว นี่ละครับ เป็นปัจจัยอันหนึ่งที่ผมมีความเจ็บปวดอยู่ในหัวใจเป็นอย่างมาก บางคนพูดถึงว่าขนาดลากตั้ง เอามาจากไหนพูดครับ สังคมนี้อยู่ที่การประชดประชันกันเช่นนี้หรือครับ พูดความจริง ยอมรับความจริง และปฏิบัติต่อกันด้วยความเป็นจริงสิครับ อย่านึกว่าใครคนหนึ่งซึ่งมีเงินมาก มีฐานะมีฐานมาก จะเอาเปรียบคนอื่นซึ่งมีฐานและมีฐานะด้อยกว่า นั่นไม่ใช่เรื่องของ ประชาธิปไตย การเป็นประชาธิปไตย ท่านประธานครับ จะต้องยอมรับในสิ่งซึ่งเสียงข้างน้อย เขาจะต้องได้รับผลกระทบกระเทือน บุคคลผู้ซึ่งมีความชื่นชมอยู่กับการหลงอํานาจ ผมว่า ผู้คนเหล่านั้นเป็นนักประชาธิปไตยปลอมครับท่านประธานที่เคารพ นักประชาธิปไตยปลอม ไม่แตกต่างไปกับการถือพันธบัตรปลอมครับ นอกจากผิดกฎหมายแล้วยังจะทําให้สังคมนี้ วุ่นวายด้วย ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมจะต้องพูดให้ประชาชนฟังให้ชัดเจนในขณะนี้ ให้ประชาชนได้มีความเข้าใจว่า ส.ว. ซึ่งมาจากการสรรหานั้นจะเป็นบุคคลซึ่งทํางานร่วมกับ ส.ว. ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และจะดํารงไว้ซึ่งประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง ผมขอ ร่ายยาวนะครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะผมมีความตั้งใจว่าวันนี้อาจจะเป็นวาระสุดท้าย ที่ผมจะได้มีโอกาสพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ การมี ส.ว. สรรหา เป็นกระบวนการหนึ่งครับท่านประธาน ที่จะพิสูจน์ถึงความต้องการของประชาชน ของประเทศไทยที่จะให้มีการพัฒนาทางการเมือง การเมืองเดินไปข้างหน้าจะต้องมี การปรับปรุงให้ดีกว่าอยู่ตลอด ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยพูด อยู่เสมอว่าท่านมีความประสงค์ที่ต้องการพัฒนาทางการเมือง การมีของเดิมซ้ําซาก และก็ ได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย เป็นเรื่องที่มีแต่ความเสื่อมเสีย แล้วก็จะไม่เปลี่ยนแปลง หรือครับ การเปลี่ยนแปลงไปในสิ่งที่ดีกว่า การนําสิ่งใหม่ ๆ เข้ามานั้น แล้วก็ทําให้สังคม มีโอกาสในการได้รับผลประโยชน์ที่ดีกว่านั้น ผมว่านี่แหละครับคือคําจํากัดความของคําว่า การพัฒนา ท่านคิดว่าการมี ส.ว. สรรหานั้น จะทําให้ระบบประชาธิปไตยเสื่อมลงได้อย่างไรครับ ผมไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นไปได้ แล้วก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ว่าการมี ส.ว. สรรหานั้น จะทําให้สังคมนี้ต้องเสียหาย การเป็นประชาธิปไตยนั้นทุกคนคงจะเข้าใจ และคงจะ ทราบดีว่าจะเอาแต่อําเภอใจตัวเองไม่ได้ ต้องฟังคนอื่นด้วย ผมหวังว่าเราทุกคนฟัง ซึ่งกันและกัน ให้โอกาสซึ่งกันและกันในการที่จะให้ความรู้ซึ่งกันและกัน ในการที่จะรับฟัง และปฏิบัติที่จะให้เป็นประโยชน์ร่วมกันในสังคม ท่านประธานครับ ผมมีอีกหลายประเด็น ครับท่านประธาน ผมจะพูดให้หมด แต่วันนี้ท่านประธานครับ ส.ว. สรรหาเป็นการเลือกตั้ง ทางอ้อม เมื่อกี้ผมได้พูดไว้แล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้รับการบอกเล่าว่าการเป็น ส.ว. สรรหานั้น ใครก็ตามแต่ที่ถ้ารู้จักคณะกรรมการสรรหาเพียงคนเดียวจะได้รับ การเลือกตั้ง ผมจะขอพิสูจน์เดี๋ยวนี้ครับ ผมคงจะยกตัวอย่างคนอื่นไม่ได้ แต่ผมจะยกตัวอย่าง กระผมเองว่าผมได้เป็น ส.ว. สรรหามาถึง ๒ ครั้ง ผมเป็นเพราะคุณสมบัติครับ ไม่ได้เป็น เพราะผมรู้จักคนหนึ่งคนใด ผมเชื่อครับท่านประธานที่เคารพ ว่าถ้าใครก็ตามแต่ได้อ่าน คุณสมบัติที่ผมส่งแนบไปให้เพื่อจะพิจารณาในการที่ผมลงสมัครเป็น ส.ว. สรรหา ไม่ใช่ผม ลงสมัครที่องค์กรอิสระ ซึ่งไม่ค้ากําไร เสนอตัวผมไป ซึ่งผมเองได้ถูกเสนอโดยองค์กร ฝ่ายผู้ใช้แรงงานครับ สหภาพแรงงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นผู้เสนอผม นี่ละครับ เพราะว่าผมมีความผูกพัน มีความเกี่ยวพันและได้ปฏิบัติภารกิจในด้านแรงงาน มาเป็นเวลานาน ผมก็ไม่ทราบว่าท่านสมาชิกที่จะต้องตัดสินเรื่องนี้ในสภาแห่งนี้กี่คนที่จะได้ มีโอกาสเข้าเรียนที่ต่างประเทศเกี่ยวกับด้านแรงงานโดยเฉพาะ โดยทุนของเอเอฟแอล-ซีไอโอ (AFL-CIO) ซึ่งสมัยนั้นนายจอห์น สวีนีย์ (Sweeney) เป็นประธานใหญ่ ผมเป็นคนหนึ่งครับ ที่เป็นผลผลิตจากสถาบันแรงงานของประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า การพิจารณาของกรรมการสรรหานั้น ไม่ได้ถือฐานไปจากการรู้จักคนหนึ่งคนใด ผมเชื่อมั่นว่า ผู้ซึ่งเป็นกรรมการสรรหาทุกท่านจะเป็น ๗ คน ๖ คน ก็ตามแต่ เป็นผู้ซึ่งมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี เป็นผู้ซึ่งได้รับการยอมรับในสังคมมาเป็นเวลานาน บางท่านเรารู้จักท่านดี แต่ผมเองไม่ได้รู้จัก ใครมากครับ เพราะผมไม่ได้อยู่เมืองไทยมา ๓๗ ปี ผมห่างประเทศไทยไป แต่ผมไม่ได้ห่างไป โดยเด็ดขาด ผมพยายามที่จะทําทุกสิ่งทุกอย่างในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศให้ได้รับประโยชน์ โดยมีซื่อเสียงจากประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่าง การพูด การอภิปราย ให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนต้องมีตัวอย่างประกอบครับ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนที่ผมลงสมัคร หรือถูกเสนอตัวครั้งแรก ประวัติที่ผมส่งไปให้กับคณะกรรมการสรรหาได้ทราบ ๘๑ หน้า เป็นประวัติการทํางานของกระผม ที่ผมทําอะไรบ้างในประเทศสหรัฐอเมริกา ผมคิดว่าจะเป็น ประโยชน์อย่างมากถ้าคณะกรรมการสรรหาอ่าน ๘๑ หน้าที่ผมส่งไปแล้ว ผมคิดว่าไม่มีใคร กล้าปฏิเสธที่จะให้ผมได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองของประเทศไทย ในฐานะ สมาชิกวุฒิสภาครับท่านประธาน ท่านประธานเคยเห็นไหมครับว่ามีคนไทยที่ไหนบ้าง คนไทยที่ไปอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งหมด มีโอกาส มีเรื่องราวกิจกรรมเกี่ยวกับ การทํางานด้านการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฏอยู่ในข่าวหน้าหนึ่งของ หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ (New York Time) เคยมีไหมครับ ท่านประธานครับ หรือใครมี เชิญเลยครับ ผมครับ เกือบจะเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้ทํางานด้านการเมืองในประเทศ สหรัฐอเมริกา ได้รับเกียรติอย่างสูงสุดในหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ ที่มีคนซื้อมากที่สุด อ่านมากที่สุดในโลกลงข่าวหน้าหนึ่งของกระผมในการทํางานในการเมือง ท่านประธานครับ นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าคณะกรรมการสรรหาไม่ได้พิจารณาบุคคล เพราะ การรู้จักเป็นการส่วนตัว ผมคิดเป็นอย่างยิ่งว่าผมไม่ได้โม้ ผมพิสูจน์ได้ครับท่านประธาน เอกสารมีอยู่ครับ หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๘๗ อ่านได้ครับ ในกูเกิล (Google) ท่านประธานครับ หลังจากผมได้ครบรอบ ๓ วาระครั้งที่ ๓ วาระที่หนึ่ง ผ่านไป ผมได้ถูกเสนอชื่ออีกครั้งหนึ่ง ที่ผมจําเป็นพูดเพราะว่าเน้นให้รู้ว่าคณะกรรมการ สรรหานั้น เขาไม่ได้มองที่การรู้จักส่วนบุคคล เขามองที่คุณสมบัติของผู้สมัคร คนอื่น ผมไม่ทราบนะครับ แต่ตัวผมเองผมต้องพิสูจน์สิ่งที่เกี่ยวกับตัวผมครับ ๓ ปีแรกที่ผมทํางาน อยู่วุฒิสภาได้มีการประชุม ๑๔๐ ครั้ง ผมไม่เคยขาดการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ผมได้ลา ประชุม ๑๕ ครั้ง เพราะการลาประชุมนั้นเป็นการลาประชุมเพื่อไปทําภารกิจด้านอื่น ของวุฒิสภา ไม่ได้ลาเพื่อกิจการส่วนตัวและผมได้มาประชุม ๑๒๕ ครั้ง เป็นประวัติอันหนึ่ง ในการที่จะเสนอให้คณะกรรมการสรรหาเขาพิจารณา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าผมได้เสนอ การทํางานครับท่านประธาน
ท่านประสงค์ครับ เอาเป็นว่า อย่างนี้ครับ มีผู้ประท้วงแล้วขอให้กระชับครับ
เชิญครับ ผมรับฟังครับ
ท่านครับ ขอให้กระชับ สักนิดเถอะครับ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาประท้วง
ผมมีความจําเป็น ท่านประธาน ที่ต้องอธิบายให้ประชาชนได้รู้ว่า ส.ว. สรรหานั้นเขาไม่ได้ถูกเลือกมาเพราะ รู้จักคณะกรรมการ
ท่านครับ ขอให้กระชับ สักนิดครับ อย่าประท้วงเลยครับท่านประสิทธิ์ ท่านเชิญต่อครับ
ถ้าท่านประธานคิดว่า จะเป็นการมากไป ยังมีอีกเยอะครับท่านประธาน แต่ผมก็จะถือโอกาสพูดต่อไปในสิ่งที่คิดว่า จะไม่เป็นการลําบากนะครับ ผมคิดว่าท่านประธานและพี่น้องประชาชนคงจะเข้าใจดังที่ ผมเรียนให้ทราบแล้วครับว่า ประชาชนเขาจะต้องรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าอะไรเกิดขึ้น กับประเทศไทยในวันนี้ อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอีก ๒ ๓ ๔ ๕ เดือนข้างหน้า และในอนาคตทั้งหมด ผมในฐานะเป็น ส.ว. สรรหาครับท่านประธานที่เคารพ ผมต้องรักษา สถานะของผมให้ชัดเจนว่าการที่รัฐธรรมนูญให้มี ส.ว. สรรหานั้นมันมีประโยชน์สําหรับ ประเทศไทย แล้วก็จําเป็นที่จะต้องมีทั้ง ส.ว. สรรหาและ ส.ว. เลือกตั้ง ซึ่งทํางานเคียงคู่กันไป เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องอธิบาย ผมไม่ได้ลุกขึ้นมาพูดเองนะครับ ท่านประธานเรียกชื่อผม ผมลุกขึ้นมาแล้วก็อธิบายตามหลักการที่มีอยู่ครับท่านประธานที่เคารพ
ต่อของท่านเลยครับ เอาเข้าประเด็นของท่านเลยครับ ขอกระชับสักนิดหนึ่งครับ
ยังมีอีกเยอะครับ ท่านประธานครับ ประเด็นมีอยู่แล้ว ประเด็นคือว่าผมต้องการจะชี้แจงว่า ส.ว. สรรหานั้น มีความจําเป็นจะต้องมีอยู่ นี่คือประเด็นครับ เพราะฉะนั้นผมต้องอธิบายให้ประชาชนผู้ฟัง อยู่ที่บ้านเข้าใจครับว่าสําคัญอย่างไร นี่ละครับคือประเด็น ประเด็นอยู่ตรงไหนอีกครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมพูดตามหลักเกณฑ์ หลักการ แล้วประเด็นเป๊ะเลยครับ คือการที่ ผมไม่เห็นด้วยที่จะตัด ส.ว. สรรหาออกจากรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ผมมีหน้าที่ ในการอธิบายให้ท่านประธานเข้าใจ ให้สมาชิกท่านอื่นเข้าใจ ให้ประชาชนเข้าใจ นี่ละครับ เป็นภารกิจของผมที่มาในวันนี้ ผมได้รับเงินเดือน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อเดือน เพื่อปฏิบัติ หน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ผมปฏิบัติภารกิจของผมอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ แล้วท่านประธานจะห้ามไม่ให้ผมปฏิบัติหน้าที่หรือครับ ท่านประธานครับ ให้เวลาผมเถอะครับ ผมรับรองว่าผมจะไม่ใช้เวลาทั้งวัน ผมจะใช้เวลาตามสมควร ความสมควรของผมในฐานะ ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาขออธิบายครับ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ อภิปรายไม่ได้อยู่ ในกรอบที่ขอสงวนคําแปรญัตติไว้เลยครับ ดังนั้นอยากให้ท่านประธานกําชับ ทั้งที่ท่านประธาน ก็เคยกําชับไปแล้ว แต่ผู้อภิปรายก็ยังไม่เข้าประเด็นสักทีครับด้วยความเคารพ ให้ท่านวินิจฉัย ด้วยครับ
ครับ ที่จริงก็ไม่ถึงกับ นอกประเด็นนะครับ แต่อยากจะให้กระชับสักนิด มันฟุ่มเฟือยไปหน่อยครับ ท่านช่วยกระชับ สักนิดเถอะนะครับ เชิญต่อครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ที่ได้วินิจฉัย ผมจะปฏิบัติตามครับ ท่านประธานที่เคารพ อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ผมอยากจะขอถือโอกาสนี้ขออนุญาตท่านประธานอ่านจดหมายซึ่งพี่น้องประชาชน ในสหรัฐอเมริกาได้ส่งมาถึงผม ถ้าให้ผมอ่านจดหมายฉบับนี้ใช้เวลาประมาณ ๒ นาที จะทําให้การอภิปรายของผมด้วยคําพูดผมเองอาจจะต้องตัดทอนไปอีกเยอะ ผมขออนุญาต ท่านประธานได้ไหมครับ
เชิญครับ
จดหมายที่พี่น้องชาวไทย ในอเมริกาเซ็นชื่อมาประมาณ ๔๐ ท่านนะครับ เป็นการตื่นตัวของพี่น้องชาวไทยที่อยู่ ต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งพวกเราน่าจะชื่นชมยินดีในการที่ว่าคนไทยซึ่งอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งผมเองเป็นบุคคลคนหนึ่งหรือเกือบจะเป็นคนแรกที่ต่อสู้เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนคนไทย ที่อยู่ต่างประเทศได้มีสิทธิเลือกตั้ง ผมว่ารัฐบาลในสมัยปี ๒๕๓๖ ที่ผมได้ประสานงาน ในครั้งนั้นคงจะทราบดีว่าผมคือบุคคลคนหนึ่ง คือจะเป็นคนแรกที่ต่อสู้ตลอดมาจนประชาชน ที่อยู่ต่างประเทศมีสิทธิเลือกตั้ง จดหมายฉบับนี้ครับ เรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรียน สมาชิกรัฐสภาผ่านประธานรัฐสภา ข้าพเจ้าคนไทยโพ้นทะเล ซึ่งมีรายชื่อดังต่อไปนี้ มีความเห็นพ้องต้องกันว่าการที่สมาชิกรัฐสภาจํานวนหนึ่งได้เสนอแก้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และได้ผ่านการรับหลักการไปแล้วนั้น เป็นการ ดําเนินการโดยปราศจากเหตุผลที่เพียงพอ ขาดความจําเป็น ไม่ได้เป็นผลดีต่อประชาชน และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขประการหนึ่ง ประการใดเลย ผู้แทนปวงชนชาวไทยทั้งหลายควรจะต้องปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย จากประชาชนจัดดําเนินการทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติและความทุกข์ยากของพี่น้อง ประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก การเสนอเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและดําเนินการอย่างรีบเร่ง ผิดปกติครั้งนี้ ชัดเจนว่ามีนัยซ่อนเร้นอยู่หลายประการ เช่น การยกเลิกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการสรรหา เป็นต้น การมีสมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหานั้นเป็นกระบวนการ พัฒนาทางการเมืองที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงมาก่อน สถาบันวุฒิสภา ซึ่งมีสมาชิกจาก การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวที่ผ่านมา วุฒิสภาซึ่งเป็นสถาบันนิติบัญญัติ ทําหน้าที่กลั่นกรอง แต่งตั้ง ติดตาม ตรวจสอบและถอดถอน ไม่ควรมีพื้นฐานจากการเมืองเดียวกันกับฝ่ายบริหาร สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหาที่ผ่านมา ๕ ปี ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีคุณภาพและเป็น ที่พอใจของประชาชน หากจะให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ไม่มีความจําเป็นที่จะให้มีสมาชิกวุฒิสภาอีกต่อไป จึงขอเรียนเสนอมาเพื่อสมาชิกรัฐสภา จะได้พิจารณา ขอให้ชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไว้ก่อน และให้ยังคงมีไว้ซึ่งสมาชิก วุฒิสภาจากการสรรหา แล้วก็ลงรายชื่อหลายท่านครับ ประมาณ ๔๐-๕๐ ท่าน เช่น นายพูลศักดิ์ พลพิบูลย์ และมีใครอีกหลายท่าน ซึ่งผมจะขอฝากอันนี้ให้ท่านประธานได้ทราบในโอกาส ต่อไปด้วยครับ ท่านประธานครับ นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง
ท่านอย่าประท้วงเลยครับ ผมดูแลอยู่ เชิญต่อเถอะครับ ประท้วงใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยประท้วงแบบนี้เลยครับ แต่รับไม่ได้ จดหมายแค่ ๔๐ คนมาอ่านทําไม ไปดูกรุงเทพโพลล์สิท่าน ๕๙ เปอร์เซ็นต์ อยากให้วุฒิสภามาจาก การเลือกตั้ง ท่านประธานต้องควบคุมนะครับ ไม่ได้ ดูถูกสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง รับไม่ได้ครับ
ไม่เป็นไรครับ เชิญต่อะครับ
ครับ ผมขออภิปรายต่อ นะครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอบพระคุณเป็นอย่างมากที่ได้มี การแสดงออกอย่างชัดเจนของสมาชิกแห่งรัฐสภาแห่งนี้ ไม่ยอมรับความคิดเห็นของบุคคลอื่น ในนามของผู้ซึ่งทํางานในระบอบประชาธิปไตย
ท่านต่อของท่านเถอะครับ และขอกระชับด้วยนะครับ ใช้เวลานานพอสมควรแล้วครับ
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านครับ เอากระชับสักนิด เถอะครับ อย่าไปถึงขนาดนั้นเลยครับ จ่าประสิทธิ์ครับ พอเถอะครับ อย่าประท้วงเลยครับ
ขอบคุณครับ ท่านครับ ผมขอต่อนะครับ คือผมต้องพูดให้จบครับท่านประธาน เพราะผมเตรียมมานะครับ การพิสูจน์ถึงความยึดโยงกับประชาชนซึ่งผมมีอยู่ และผมอยากจะทราบเป็นมาตรฐาน และตัวอย่างให้กับประเทศไทยนี้ด้วยว่าการเป็นผู้แทนปวงชนนั้นจะต้องอยู่ใกล้ชิด กับประชาชน ผมให้เบอร์โทรศัพท์ประชาชนตลอดเวลา วันนี้จะให้อีกครับท่านประธานครับ ถ้าไม่ปฏิเสธผ่านท่านประธานนะครับ เบอร์โทรศัพท์ผม๐๘ ๓๑๓๑ ๑๐๒๔ พี่น้องประชาชน มีปัญหาสิ่งใดผมพร้อมที่จะรับปัญหาเสมอ มิหนําซ้ําครับท่านประธานพิสูจน์หนักไปอีกครับ ผมได้เปิดตู้จดหมาย
ท่านครับ เอาเข้าประเด็น ดีกว่าครับ เข้าใจครับ มันฟุ่มเฟือยเกินไปครับ เอาเข้าให้มันกระชับหน่อยเถอะครับ ไม่อย่างนั้นก็มีผู้ประท้วงอย่างนี้ครับ
ผมเคารพท่านประธานครับ ผมมีตัวอย่างเยอะแยะว่า ส.ว. สรรหาทุกคนมีความผูกพันยึดโยงกับประชาชนตลอด ๒๔ ชั่วโมงครับ ท่านประธานครับ เดี๋ยวขอปิดโทรศัพท์หน่อยโทรมาอีกแล้วครับ เบอร์นี้ เบอร์สาธารณะครับ
จ่าประสิทธิ์นั่งเถอะครับ จ่าประสิทธิ์ครับ นั่งเถอะครับ
ครับ ท่านประธานครับ ผมรับฟังอยู่ครับ
เชิญต่อเลยครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ อีกอันหนึ่งครับ การที่จะให้มี ส.ว. สรรหานั้นในทัศนะของผมซึ่งผมคิดว่าผมได้เรียนรู้ และศึกษาวิถีทางการเมืองในประเทศพัฒนาแล้วมามากพอสมควรว่าการมี ส.ว. สรรหานั้น เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ซึ่งมีความประสงค์และมีความพร้อมจะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีทางเลือกกว่าจะเลือกทางสรรหาหรือเลือกทางลงสมัครรับเลือกตั้งให้ประชาชนเลือก โดยตรง ผมคิดว่า ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมดมีโอกาสที่จะเข้าสู่กระบวนการสรรหา ถ้าเขาต้องการ ที่จะลงและก็ตัดสินใจที่จะเข้าสู่กระบวนการสรรหา ไม่มีใครห้ามครับ และการที่เข้าสู่ กระบวนการสรรหานั้นไม่ได้มาสิ่งไหนที่จะห้ามได้เลยถ้าหากว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนนะครับ ท่านประธานครับ นี่ก็เป็นการพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่าการเป็นนักประชาธิปไตยนั้นมีความ จําเป็นจะต้องยอมรับ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสได้เลือกมากขึ้นนั่นละครับ คือความเป็นนักประชาธิปไตยซึ่งมีความน่าชื่นชมยินดี แต่ยังมีนักประชาธิปไตยบางคนครับ ท่านไม่ต้องการที่จะให้มีโอกาสเปิดกว้างให้กับประชาชนแต่บอกว่าเขาเป็นนักประชาธิปไตย เอาเลือกทางเดียวพอครับ ไม่ต้องไปหลายทาง นี่ครับตัวอย่างอันหนึ่งครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ผมก็ไม่อยากจะขัดใจท่านประธานนะครับ และก็ไม่อยาก ที่จะขัดใจเพื่อนสมาชิกหลายท่านซึ่งไม่อยากจะฟังที่ผมพูด เพราะว่ามันปวดและบางครั้ง ถ้าพูดผมไม่หมด แต่ไม่เป็นไรครับ ผมก็จะเก็บความเจ็บปวดนั้นไว้ที่ผมคนเดียวเพื่อที่จะให้ พี่น้องประชาชนได้รู้ว่าพร้อมที่จะทํางานและก็พร้อมที่จะยึดมั่นหลักการของประชาธิปไตย ต่อไป และก็ยืนยันครับว่าข้อเสนอที่ผมจะให้ยังมี ส.ว. สรรหาต่อไปนั้น พี่น้องครับ พี่น้อง ประชาชนขอผ่านท่านประธานว่ารับไว้เถอะครับ เป็นแนวทางการพัฒนาการเมืองที่มีคุณค่ายิ่ง สําหรับประเทศไทยในอนาคตต่อไป ถ้าหากว่าใครผู้ใดก็ตามแต่ที่นําเสนอแนวทางนี้มานะครับ มีเจตนาซ่อนเร้นในตัวเองหวังจะได้รับผลประโยชน์อะไรจากการเสนอการแก้ไขครั้งนี้ ผมขอ ถือโอกาสนี้กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ ช่วยสาปแช่งบุคคลเหล่านั้นให้มีอันเป็นไปด้วยเถอะครับ เพราะว่าผมเชื่อมั่นครับว่า ส.ว. สรรหายังมีประโยชน์ท่านประธานที่เคารพ นาฬิกาของเรา นาฬิกาที่มีอยู่นี่นะครับ เดี๋ยวผมขอล้วงมาก่อน ถ้านาฬิกามันไม่เสียนะครับ จะไปซ่อมมัน ทําไมครับท่านประธาน
ท่านประสงค์ครับ ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ผมว่าถ้าท่านวุฒิสมาชิกที่มาจากสาย สรรหานี่ครับจะอภิปรายเหตุผลผมก็ฟังตลอด แต่ผมอยากให้เคารพในระบบประชาธิปไตย คือผมนี่เป็นคนเสนอแก้ ท่านจะมาบอกว่าคนเสนอแก้มีแอบแฝงสาปแช่งไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ และผมเองรู้ความจริงด้วยว่าท่านได้มาเพราะอะไรด้วย
อย่ากระทบกลับเลยครับ เอาละครับพอนะครับ
คําสาปแช่งเพราะผมรู้เรื่อง
เอาละครับ พอแล้วครับ ท่านสุนัยพอเถอะ นั่งเถอะครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย ท่านประสงค์ครับช่วยระมัดระวังคําพูดด้วย แล้วกระชับด้วย ท่านครับขอความกรุณาครับ
ท่านประธานครับ ผมขอ กราบเรียนท่านประธานครับว่าผมอยากให้ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่นี้เปิดเผยประวัติของผม ด้วยครับ เพราะผมพร้อมที่จะเปิดเผยตลอดเวลาครับ แล้วก็ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ประการต่อไปครับ เมื่อสักครู่ผมบอกว่าถ้ามีเจตนาไม่สุจริตครับ ผมสาปแช่งบุคคลเหล่านั้น ถ้ามีเจตนาสุจริตเจตนาดีแล้วไม่ต้องเดือดร้อนครับ แต่ไม่เป็นไรครับนั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหลักคือว่าผมยังยืนยันต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศผ่านทางท่านประธานรัฐสภาว่า ผมยังต้องการที่จะเห็นประเทศไทยแห่งนี้ยังมีสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหาได้ทํางาน เคียงคู่ไปกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ช่วย ๆ กันพัฒนา ประเทศไทยตามแนวทางและนโยบายในการที่จะพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทยต่อไป ขอขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ
เชิญครับ ท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ อยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าขอความกรุณท่านประธานได้ช่วยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ โดยให้ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและที่ประชุมวุฒิสภาหรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ขอให้ได้แสดงข้อเท็จจริงบางครั้งผมฟัง ๆ ดูก็อยากฟังข้อเท็จจริงเพราะเมื่อสักครู่เหมือนท่าน จะเปรียบเทียบว่าเหมือนนาฬิกาที่ยังไม่เสียจะไปซ่อมทําไม ก็หมายความว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มันไม่ควรจะไปแก้ เพราะว่าฉบับเดิมก็ยังใช้งานได้อยู่ แล้วก็ยังมีวุฒิสภาอยู่ ความหมายผมฟังไว้อย่างนั้น แต่ถ้าเมื่อท่านประธานไปตัดบทก็จะทําให้ไม่ได้รับครบถ้วน กระบวนความแค่นั้นเองครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ก็มีผู้ประท้วงก็ให้ใช้สิทธิ ประท้วงเท่านั้นละครับ แล้วก็ประท้วงนานแล้วด้วยหลายคน ผมก็พยายามห้ามไม่ให้ มีการประท้วงครับ หลายครั้งท่านก็ให้ความร่วมมือ เชิญท่านธนาครับ ไม่มีอะไรแล้วท่านสุนัย จบแล้วละครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัยครับ ผมขอประท้วงท่านประธานที่อยากจะให้ท่านประธาน ใช้การบังคับควบคุม คือการอภิปรายความเห็นไม่เป็นไรครับ แต่ว่าไปละเมิดความคิดเห็น ของเพื่อนสมาชิกคนอื่น ผมขอร้องครับ ผมว่าถ้าท่านจะให้เหตุให้ผลว่าไปเถอะครับ เรานั่งฟัง อย่างดี แล้วผมก็อดทนไม่ตอบโต้อะไร แต่ว่าขออย่าให้เกิดการละเมิดนิดหน่อย ก็ไม่ว่าครับ ถ้าเกินหนักเกินไป ก็ขอความกรุณาแค่นั้นนะครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ผมได้วินิจฉัยไปแล้วครับ ได้เตือนไปแล้ว เชิญท่านธนาดีกว่าครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้แปรญัตติตัดข้อความ ในมาตรา ๓ ทั้งหมด ซึ่งผมจะได้ใช้สิทธิในการอภิปรายต่อไป แต่ก่อนอื่นท่านประธาน ที่เคารพครับ ขออนุญาตเอ่ยนามถึงท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ที่ได้อภิปรายไป เมื่อช่วงเช้า ท่านได้พูดอยู่คําหนึ่งครับว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นที่มาจาก การเลือกตั้งในระบอบรัฐสภาเป็นการปกครองที่ดีที่สุดหรือถ้าจะเลวก็เลวน้อยที่สุด ผมขออนุญาตเพิ่มเติมท่านครับ ด้วยปรัชญาทางการเมืองและได้รับการยอมรับแล้วว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นคือการปกครองที่ดีที่สุดในขณะนี้หรือถ้าจะเลวก็เลว น้อยที่สุด แต่ถ้าเมื่อไรคนที่มาจากการเลือกตั้งได้อํานาจรัฐมาจากประชาชน ไม่ได้ทําหน้าที่ ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศชาติ มุ่งเน้นแต่ ผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ไม่ได้สนใจว่าจะดําเนินการนั้นขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม จริยธรรมอันดีต่อสังคมหรือไม่ เมื่อนั้นแหละครับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะเป็น การปกครองที่เลวร้ายที่สุด ชั่วที่สุด เพราะอ้างอํานาจของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตท่านประธาน ก่อนที่ผมจะเข้า เราเสียโอกาสครับท่านประธานครับ ที่ประเทศ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สามารถก้าวให้พ้นในการทําหน้าที่ให้กับพี่น้อง ประชาชนให้สมกับที่เขาได้ยึดมั่นในแนวทางนี้ นักเลือกตั้งหรือนักประชาธิปไตยหลายคน อาศัยอํานาจของพี่น้องประชาชนมาอ้างอิงเป็นอํานาจของตนเอง เราได้เห็นแล้วครับ ท่านประธาน ว่ากลยุทธ์ของนักเลือกตั้งนั้นในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีหลายรูปแบบ แต่ในขณะนี้ที่ดําเนินการและนิยมกันที่สุดในทั่วโลกก็คือหลักการประชานิยม เพราะเป็น การแบ่งสรรผลประโยชน์ให้กับประชาชนโดยไม่ได้ยึดถือผลประโยชน์หลักของประเทศ หลายประเทศครับที่ก้าวไม่พ้นระบอบประชาธิปไตยที่ดี ไม่ว่าจะเป็นอาร์เจนติน่า กรีซ และท้ายที่สุดท่านประธานก็คงจะเห็นในขณะนี้คือประเทศอียิปต์ ได้รับการเลือกตั้ง อย่างท่วมท้นจากพี่น้องประชาชนให้เข้ามาทําหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชน แต่ท้ายที่สุดไม่ได้มุ่งเน้นที่จะทําหน้าที่นั้นอย่างแท้จริง คนที่เลือกก็ออกมา ขับไล่แล้วก็เกิดความเสียหายมากมายอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่า แล้วถ้าอย่างนั้นผมยังยึดมั่นในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา หรือไม่ ผมยังเชื่อมั่นครับ เพราะเหตุที่พวกผมเชื่อมั่นพวกผมจึงต้องทําหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้หลักการในระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ถูกทําลายลงไป ระบอบประชาธิปไตย ที่สําคัญที่สุดคืออํานาจในการตรวจสอบ เพราะเมื่อไรก็ตามที่อ้างอํานาจประชาชน ยิ่งใหญ่ มากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าถามประชาชนว่าเห็นด้วยไหมกับการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน ผมเชื่อว่าไม่มีคนไหนไม่เห็นด้วยครับ แต่ต้องบอกประชาชนให้ทราบว่า ถ้าการเลือกตั้งนั้นมันเป็นกลอุบาย มันเป็นแผนการที่แยบยลและมันเป็นส่วนหนึ่งของการ ดําเนินการเพื่อให้ได้อํานาจรัฐ เพื่อเข้าไปสู่การแทรกแซงกระบวนการอื่น ๆ และทําให้ กระบวนการในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสียไป ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ไม่เห็นด้วยหรอกครับ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผมจะลุกขึ้นมาอภิปรายโต้แย้งในประเด็น การเลือกตั้ง ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เพราะฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพ การที่จะอธิบายในเรื่องของกฎหมายสําคัญของประเทศ ในเรื่องแนวความคิดทาง การเมือง ในเรื่องของผลได้ผลเสีย จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เวลาและใช้ตรรกะในการที่จะ ทําให้พี่น้องประชาชนและสมาชิกรัฐสภาได้เห็นด้วยกับกระผม ท่านประธานที่เคารพครับ เรามาทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งหนึ่งที่เราปฏิญาณตนร่วมกันก็คือเราจะปฏิบัติตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ท่านจะเห็นด้วย ท่านจะชอบหรือไม่ชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีวิวัฒนาการมาเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่ไปขัดขวางการดําเนินการ ไปขัดขวาง ผลประโยชน์ ไปติดขัดกับแนวทางทางการเมืองของพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด หรือไม่ เราไม่สามารถหยิบยกเอาเหตุผลส่วนตัวมาเพื่อทําลายล้างหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติในการปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าวันที่เรา รับหลักการโดยพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ผมจะไม่อ่าน ทั้งหมดครับ แต่จะอ่านสาระสําคัญที่ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคน หลายคนอาจจะละเลย พี่น้อง ประชาชนหลายคนอาจจะไม่ทราบ แต่เป็นหน้าที่โดยตรงของพวกเราที่จะต้องทําหน้าที่ ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นวิถีทางในการ ปกครองประเทศ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีบทบาทและมี ส่วนร่วมในการปกครอง และตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม การกําหนดกลไก สถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถี การปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้ศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยสุจริตเที่ยงธรรม กฎหมายทุกกฎหมายมีเจตนารมณ์ครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับ การเห็นชอบจากพี่น้องประชาชนว่าเราทุกคนจะต้องช่วยกันผดุงให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นหลักให้กับพี่น้องประชาชน ต้องส่งเสริมให้ศาลและองค์กรอิสระให้เขาสามารถทําหน้าที่ได้ ส่งเสริมให้มีการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอย่างเต็มที่ ท่านประธานที่เคารพ ในมาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้น ผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ ของรัฐสภาซึ่งกําลังทําในวันนี้ล่ะครับ คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม มาตรา ๑๒๒ ครับท่านประธาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความ ผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านประธานเห็นนะครับว่ามาตรานี้ใช้บังคับทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่เราเรียกกันว่า ส.ส. ต้องอยู่ ภายใต้พรรคการเมือง เพราะเราถือว่าสถาบันทางการเมืองนั้นจะสามารถควบคุมและกํากับ การทําหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นอย่างดี แต่ในขณะที่ส่งเสริมสถาบันทาง การเมืองคือพรรคการเมือง แต่เขาก็ยังเขียนไว้ครับว่าแม้ว่า ส.ส. จะมาจากพรรคการเมือง แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ นี่ผมไม่ได้พูดถึงสมาชิกวุฒิสภาเลยนะครับ ที่เขาบอกอยู่เสมอ เขากําหนดอยู่เสมอในหลายมาตราว่า วุฒิสมาชิกนั้นต้องมีความเป็นอิสระ และมีความเป็นกลาง เพราะการทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ดั่งที่ผมได้เคยกราบเรียนท่านประธานว่าวุฒิสมาชิกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้เป็นวุฒิสภาตรายางเหมือนในอดีต ไม่ได้มีอํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรอง กฎหมาย แม้จะฟังดูดีครับกลั่นกรองกฎหมาย แต่ท้ายที่สุดถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วย วุฒิสมาชิกหรือวุฒิสภาก็ไม่มีอํานาจเหนือสภาผู้แทนราษฎร ตราบใดที่สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันมติเดิม แต่วันนี้สิ่งที่พวกเราลุกขึ้นอภิปรายมา ๓ วัน เพราะวุฒิสภาในชุดที่เรากําลัง ใช้อยู่นี่ละครับ ไปมีอํานาจที่จะทําให้กระบวนการในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เบี่ยงเบนและเสียหายได้ เพราะฉะนั้นผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งผมเชื่อมั่นในระบอบ รัฐสภา ผมจึงต้องลุกขึ้นทําหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้เห็นว่าหากการแก้ไขบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญครั้งนี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาจะเกิดความเสียหายกับบ้านเมือง และพี่น้องประชาชนอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนหน้านี้มีสมาชิกพรรครัฐบาล ขออนุญาตไม่เอ่ยนามท่านเพื่อไม่ให้เกิดการพาดพิง ท่านบอกรัฐธรรมนูญฉบับนี้องค์กรอิสระ หลายครั้งทําหน้าที่เหมือนกับไปขัดแย้งกับสิทธิของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยยกประเด็นของการยุติการทําหน้าที่ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านสมัคร สุนทรเวช ขออนุญาตเอ่ยนามด้วยความเคารพผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ถ้าผมในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่ได้ลุกขึ้นมาชี้แจงในประเด็นนี้ก็จะเกิดความเสียหายว่า องค์กรอิสระไม่ได้ทําหน้าที่อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ องค์กรอิสระ โดยเฉพาะ ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถูกก่อตั้งมาเพื่อธํารงและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมาย สูงสุดที่พวกเราต้องจะถือปฏิบัติ ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญพูดกันมากเลยครับว่าจะต้องเป็น ที่ยอมรับของสังคมได้ การที่ท่านสมาชิกลุกขึ้นและกล่าวว่าให้คน ๙ คน แล้วถ้าจะพูดจริง ๆ หมายถึงคน ๕ คน มาตัดสิทธิคนที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าพูดแค่นี้ เกิดความเสียหายแน่นอนครับ แต่ท่านต้องพูดต่อสิครับว่า คน ๙ คนนั้นมาจากไหน ในระบบ ศาลไทยแม้จะพูดกันชัดเจนว่า เรามี ๓ ศาล ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา องค์คณะ ในการพิจารณาพิพากษาคดีทุกศาล เขากําหนดไว้องค์คณะ ๓ คน ทําไมศาลรัฐธรรมนูญ ถึงต้องกําหนด ๙ คน เราต้องยอมรับว่าคนที่จะขึ้นไปสู่ศาลฎีกาได้ และมีโอกาส
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ เป็นการอภิปรายที่ไม่อยู่ ในประเด็นแล้วก็วนเวียน ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ท่านได้อภิปรายไปถึงเรื่อง ของอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจริง ๆ มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ พูดถึงที่มา และก็สัดส่วนต่าง ๆ ก็ขอให้ท่านอยู่ในประเด็น อย่างที่ ๒ ก็คือท่านได้อภิปรายในมาตรา ๑ มาตรา ๒ ไปแล้ว ในเรื่องของสาเหตุที่ท่านตัดออกทั้งหมดทุกมาตรา ผมเองได้รับทราบ แนวความคิดท่านแล้วว่า ท่านไม่ต้องการให้มีการปรับแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ สิ่งที่ท่านพูดมา ทั้งหมดก็เป็นการย้อนของเก่าว่าทําไมท่านตัดออกทุกมาตราอีกครั้งหนึ่ง ก็พยายามที่จะไม่ตัดสิทธิ แต่ก็อยากให้ท่านประธานได้ควบคุมอภิปรายอยู่ในกรอบ แล้วก็ใช้เวลาอย่างเหมาะสมครับ ขอบคุณครับ
ท่านธนาครับ ก็ขอให้ กระชับสักนิดนะครับ มันจะฟุ่มเฟือยไปหน่อย ก็ยังไม่ถือว่านอกประเด็นอะไรมากมาย เพียงแต่ต้องให้กระชับหน่อย เพราะถ้ามันฟุ่มเฟือยก็ถือว่าห้ามด้วยข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อยู่แล้ว นะครับ ขอความร่วมมือด้วยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตลอดการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญมา ๓ วัน เมื่อมีผู้ลุกขึ้นอภิปรายและได้ซักถาม ท่านประธานได้ให้สิทธิประธาน กรรมาธิการซึ่งเป็นตัวแทนของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ลุกขึ้นตอบข้อสงสัยซักถาม ตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันครับท่านประธาน ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งแน่นอนครับท่านประธานกรรมาธิการไม่ชี้ให้ผมพูดแน่นอน เพราะสิ่งที่ผมพูดนั้นไม่ได้ เป็นไปตามความต้องการ หรือเสียงของเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเพื่อนสมาชิกได้เสนอ ความเห็นในประเด็นที่อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในการลงมติว่าสมควรที่จะให้มี การเลือกตั้งวุฒิสภามาจากประชาชนโดยตรงหรือไม่ ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จําเป็นครับ เพราะประเด็นของการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายมหาชน มีความเกี่ยวเนื่องต่อโยงกันในทุก ๆ มิติทางการเมือง และทุกมิติของกฎหมาย ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมจะไม่ใช่เวลาให้เยิ่นเย้อ แต่จะพูดถึงสาระสําคัญ ที่จําเป็นเท่านั้น ทําไมศาลรัฐธรรมนูญต้องมีกําหนดองค์คณะ ๙ คน และคนที่จะมาเป็น กรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นั้น เขามีข้อจํากัดครับว่าต้องเป็นผู้ที่ผ่านการพิพากษา อรรถคดีมาและต้องเป็นที่ยอมรับของวงการตุลาการ และอย่างน้อย ๆ ก็ต้องทําหน้าที่ และมีตําแหน่งในระดับที่สูงพอที่จะมีวุฒิภาวะ เขาไม่เอาตัวแทนจากศาลในระดับล่าง ๆ ลงมา เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะได้ให้เป็นข้อยุติว่า กระบวนการของศาลชั้นต้นองค์คณะ ๓ ท่าน ศาลอุทธรณ์ ๓ ท่าน ศาลฎีกา ๓ ท่าน เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาจะวินิจฉัย หรือศาลรัฐธรรมนูญจะดําเนินการพิจารณาในเรื่องใด เขาก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสมให้เป็น ที่ยอมรับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านบอกว่าคน ๕ คนมาตัดสิทธิคนที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการที่ท่านบอกว่าคน ๕ คน มาตัดสิทธิคนที่มาจากการเลือกตั้งในการดํารง ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ถ้าพูดแค่นี้มันจะไม่ครบถ้วนทุกประเด็น แต่ผมเรียนว่าคนที่ มาเป็นศาลฎีกา แผนกคดีอาญานั้น ทุกคนผ่านการทําหน้าที่มาอย่างเต็มที่ ถ้าท่านพูด อย่างนั้นแสดงว่าท่านไม่ได้เคารพในกระบวนการยุติธรรม เรื่องศาลต้องวินิจฉัยพิพากษาคดี อยู่แล้วมีทั้งผิดมีทั้งถูก ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เราก็ต้องเคารพในกระบวนการ ยุติธรรม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยืนยันกับท่านก็คือกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยนั้น ได้รับการยอมรับในนานาอารยะประเทศว่า มีความศักดิ์และดําเนินกระบวนพิจารณาด้วย ความเที่ยงตรง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ที่ผมอยากเรียนท่านก็คือว่า ถ้าท่านบอกว่าไม่ได้รับ ความเป็นธรรมวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช หลุดจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาก็กลับมาได้นี่ครับ ท่านก็เลือกกลับมาได้ในการโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป แต่ท่าน ก็ไม่เอาครับ ท่านเลือกคนอื่น นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะพูดให้ที่ประชุมนี้ได้รับทราบว่า ถ้าจะพูดข้อเท็จจริงเราก็ต้องพูดกันให้หมด ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดความเข้าใจที่ไขว้เขว ซึ่งกันและกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๓ นี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ติดตาม การถ่ายทอดมาตลอดระยะเวลา ๓ วัน หลายคนมีความรู้มีพื้นฐานทางกฎหมาย หลายคน ไม่มี หลายคนอาจจะเพิ่งเปิดทีวีเข้ามารับฟัง แล้วเมื่อรับฟังแล้วการเข้าใจในการที่จะใช้ ดุลยพินิจในการตัดสินนั้นก็มีไม่เท่าเทียมกัน ผมขออนุญาตท่านประธานครับ เพราะว่า ผมได้ดูมาตลอดครับว่า ได้มีใครหยิบยกให้พี่น้องประชาชนได้ฟังหรือไม่ว่ามาตรา ๓ นี้ มันเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน ก่อนที่ จะยกเลิก ท่านต้องไปดูก่อนครับว่ามาตรา ๑๑๑ นี่เขาระบุว่าอย่างไร กรรมาธิการหรือที่ สภาได้มีการมีมติที่จะรับหลักการในการที่จะเปลี่ยนแปลงนั้น เขาเปลี่ยนแปลงว่าอย่างไร มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้นหักด้วย จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในกรณีที่มีการเพิ่มหรือลดจังหวัดในระหว่าง วาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่ เหตุใดก็ตามที่ทําให้จํานวนสมาชิกวุฒิสภาไม่ครบตามจํานวน แต่มีจํานวนไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๙๕ ของจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ก็ให้ถือว่ามีองค์ประกอบในการทําหน้าที่ ส่วนไหน ถ้าไม่จําเป็นผมก็จะพยายามข้าม และในมาตรา ๑๑๒ ครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในแต่ละจังหวัด ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และให้มีสมาชิกวุฒิสภาจํานวนหนึ่งคน โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง รับเลือกตั้งได้ ๑ เสียง และให้ใช้วิธี ลงคะแนนโดยตรงและลับ เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สามารถหาเสียงได้ แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการเลือกตั้ง การหาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการ ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ท่านไปขอยกเลิกในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความนี้แทน มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวนสองร้อยคน ในกรณีที่ตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงไม่ว่า ด้วยเหตุใด และยังไม่ได้มีการเลือกตั้งขึ้นแทนตําแหน่งที่ว่าง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก วุฒิสภาเท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่มีเหตุใด ๆ ทําให้สมาชิกวุฒิสภาไม่ครบจํานวนตามวรรคหนึ่ง แต่มีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕ ของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ให้ถือว่าวุฒิสภา ประกอบจํานวนสมาชิกจํานวนดังกล่าว แต่ต้องมีการเลือกตั้งให้ได้สมาชิกวุฒิสภาครบจํานวน ตามวรรคหนึ่งภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์ดังกล่าว และให้สมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามานั้นอยู่ในตําแหน่งเพียงวาระของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ และในมาตรา ๑๑๒ ที่ท่านขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งเป็นสาระสําคัญอย่างยิ่ง การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภามีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้ ๑ คน และให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ การคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภา ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีให้คํานวณตามวิธีที่บัญญัติในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม ก็คือการเลือกตั้ง ส.ส. กรณีที่จังหวัดใด อันนี้ไปเพิ่มเติมภายหลังของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในกรณีที่ จังหวัดใดมีสมาชิกวุฒิสภาได้มากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุด เรียงตามลําดับจนครบจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะพึงมีได้ในจังหวัดนั้น เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการเลือกตั้งและการหาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานที่เคารพ ที่ผมอ่านให้ท่านประธาน สาระสําคัญอย่างหนึ่ง ของการแก้ไขมาตรานี้ ก็คือท่านกําลังขอเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อ่านคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้วินิจฉัยในกรณีที่ รัฐสภาแห่งนี้ได้มีมติในการดําเนินการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๐ และศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติคําสั่งให้งดเว้นการลงมติในวาระที่ ๓ และให้ถือว่าการดําเนินการที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ไม่ชอบ แต่ผมจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอ่านให้ท่านประธานได้ฟัง เพราะคําสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กร ซึ่งรวมถึงที่ประชุมรัฐสภา อํานาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมือง หรืออํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอํานาจของประชาชนอันเป็นที่มาโดยตรงในการให้ กําเนิดรัฐธรรมนูญ โดยถือว่ามีอํานาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งระบบกฎหมายและองค์กร ทั้งหลายในการใช้อํานาจทางการเมือง การปกครอง เมื่อองค์กรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอํานาจ ตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรนั้นใช้อํานาจ ที่ได้รับมอบมาจากรัฐธรรมนูญนั้นเองกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเหมือนการใช้อํานาจแก้ไข กฎหมายธรรมดา สําหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายที่ยึดหลักความเป็น กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญจะต้องกําหนดวิธีการหรือกระบวนการแก้ไข เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากกฎหมายโดยทั่วไป ท่านประธานที่เคารพ ผมจะเน้นความท่อนแรกที่ผมอ่านให้ท่านประธานฟัง
ท่านธนาครับ ไม่อยาก ขัดจังหวะนะครับ ที่จริงเอกสารจะเอาอะไรมาอ่านต้องขออนุญาตประธานก่อน แต่ท่านก็ ไม่ได้ขออนุญาต แต่ผมก็ไม่ทักท้วงนะครับ ผมให้เกียรติ ทีนี้ขอความกรุณานิดหนึ่งครับ อยากให้กระชับ อย่าฟุ่มเฟือยเกินไปนะครับ ให้ช่วยกระชับหน่อยเถอะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้เขียนไว้ชัดเจนครับในคําสั่ง อํานาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมือง หรืออํานาจ สถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน อันเป็นที่มาโดยตรงในการให้กําเนิดรัฐธรรมนูญ วันนี้ท่านกําลังยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติที่ว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ผมกราบเรียนท่านครับในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย วุฒิสภาถือเป็นองค์กรสูงสุดทางการเมือง อย่างหนึ่ง ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และการปกครองนี้ ใช้อํานาจผ่านที่ประชุมรัฐสภา วุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งของอํานาจนิติบัญญัติ มีอํานาจหน้าที่ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้ครับว่าวุฒิสภาคือองค์กรสูงสุดองค์กรหนึ่ง ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เมื่อท่านจะแก้ที่มา หรือองค์กรที่เป็นองค์กรสูงสุดท่านทํา ไม่ได้ ท่านต้องไปขอความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชน เพราะนี่คือหลักการรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีอํานาจหน้าที่ในการที่ จะไปแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้อํานาจตัวเองมาทําหน้าที่ นี่คือหลักการข้อหนึ่งที่ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเราไม่ยึดถือกฎกติกา ไม่ยึดถือกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก ในการเดินหน้าให้ประเทศเกิดความผาสุก แล้วเราจะยึดถือหลักอย่างไรในการทํางานเพื่อ บ้านเมืองล่ะครับ เราไม่ปฏิเสธครับ เรายอมรับกันทุกคน แต่ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ก็เคยที่จะ พยายามไม่รับฟังคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลรัฐธรรมนูญจําเหตุการณ์คราวนั้นได้ไหมครับ ดึงดันไปจนกระทั่งจะมีการลงมติในวาระที่สาม ท้ายที่สุดศาลต้องมีคําวินิจฉัยลงมาอย่างที่ผม ได้อ่านให้ท่านประธานฟัง แล้ววันนี้เราเอาคําพิพากษานั้นมาวินิจพิจารณาหรือไม่ครับว่า เรากําลังจะทําความผิดซ้ําซาก แล้วทําเป็นครั้งที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เพราะมีรัฐธรรมนูญที่จะขอ แก้ไขเพิ่มเติมนี้ รออยู่อีก ๒ ฉบับ รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ครับว่า ท่านแก้ไขทั้งฉบับไม่ได้ จะต้องแก้ไขรายมาตรา เพิ่มเติมในบางประเด็น ท่านก็เอาเลยครับ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ลงมติในวาระที่สาม ท่านก็ใช้วิธียื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็น ๓ ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแยกประเด็นกันไปพิจารณา เพียงเพื่อหลีกเลี่ยง ดุลยพินิจคําวินิจฉัยของศาล ที่เขียนว่าทําทั้งฉบับไม่ได้ ถ้ารัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้มีความเคารพ ในคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง จงใจที่จะปฏิบัติหลีกเลี่ยงไม่ให้คําพิพากษา ของศาลนั้นมีผลบังคับ หลายคนพูดกันว่าเหมือนกับพยายามที่จะเลี่ยงบาลี มีที่ไหนครับ ท่านประธาน
มีผู้ประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพ ท่านผู้อภิปรายนะครับท่านประธาน ผมขอประท้วงท่านกําลังอภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็น วกเวียนซ้ําซาก ในข้อ ๔๓ เพราะว่าสิ่งที่ท่านพูดมานั้น ไม่ใช่ท่านที่แปรญัตติในมาตรา ๓ นะครับท่านประธาน ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วก็ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ อย่างเคร่งครัด ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ท่านธนาครับ ผมได้กําชับ หลายครั้งแล้วนะครับ ขอให้ท่านช่วยกระชับด้วยนะครับ มันฟุ่มเฟือยเกินไปครับ อยากให้ กระชับสักนิดหนึ่งครับนะครับ ก็ขอความร่วมมือหลายครั้งแล้วครับ ขอความกรุณา นะครับ เชิญต่อเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมตั้งใจ อภิปรายเพราะเป็นเรื่องสําคัญ และคําอภิปรายของผมไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับท่านประธาน ที่จะอภิปรายในเรื่องหลักการ ปรัชญาและการดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในการ ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าคําว่าอภิปรายทั้งหมดของผมยังอยู่ในประเด็นและเกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน สิ่งที่ผมพยายามโยงให้ท่านประธานได้เห็นก็คือว่า การเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนาที่ไม่สุจริต ส่วนไม่สุจริตอย่างไรผมก็กําลังจะอธิบายให้ ท่านประธานได้ฟัง แต่ประเด็นแรกที่ผมได้หยิบยกมาก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดต่อ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และมีคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญยืนยันในความคิดที่ผมได้ อภิปรายเมื่อสักครู่นี้
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ เราทุกคนยืนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้หลักประกันในการที่พวกเราจะมีสิทธิและเสรีภาพในการที่จะอยู่ภายใต้บทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญเท่าเทียมกัน ถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด การแก้ไข กฎหมายนั้นจะต้องทําเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ไม่มีสิทธิที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ของนักการเมือง หรือกลุ่มคนใด กลุ่มคนหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือ เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน มันถึงกลายเป็นวัวพันหลักอย่างไรครับ ท่านประธาน ไม่ว่าจะขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ผมได้กล่าวมาแล้ว และขัดบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่ผมจะได้กราบเรียนต่อไป ท่านประธานดูมาตรา ๒๗๔ สิครับ มาตรา ๒๗๔ สมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลงคะแนนซึ่งต้องกระทําโดยวิธีลงคะแนนลับ มติที่ให้ ถอดถอนผู้ใดออกจากตําแหน่ง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตําแหน่งให้ผู้นั้นพ้นจากตําแหน่ง หรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการ ดํารงตําแหน่งใดในทางการเมืองหรือการรับราชการเป็นเวลาห้าปี ผมจะไม่พูดอีกครับว่า วุฒิสภามีอํานาจในการถอดถอนใครบ้าง ผมได้อภิปรายเมื่อวานนี้แล้ว แต่ท่านประธาน จะได้เห็นว่าถอดถอนได้ทั้งหมด ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงมาถึงบุคคลสําคัญ ไม่ว่าจะเป็น ท่านประธาน สมาชิกรัฐสภา ก้าวเลยไปถึงองค์กรอิสระทุกองค์กร เท่านั้นไม่พอ ถอดถอน ผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรมได้ทุกคน อัยการสูงสุดและผู้มีตําแหน่งระดับสูง ถอดถอน ได้หมดครับ เพราะฉะนั้นเขาถึงต้องเขียนว่าอย่างไรครับ มาตรา ๒๗๔ เมื่อวุฒิสภามีอํานาจ เสมือนหนึ่งผู้พิพากษา การดํารงความยุติธรรมจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ความมีอิสระ ในการวินิจฉัยและตัดสินจึงจําเป็นอย่างยิ่งสําหรับหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา เมื่อท่านไปแก้ไข ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ผมถึงบอกว่าท่านกําลังแก้ไขกฎหมายที่ทําให้สมาชิกวุฒิสภา ไม่สามารถมีความอิสระในการทําหน้าที่ต่อไป เพราะการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนนั้น ประกอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของท่านในมาตราต่าง ๆ ได้ชี้ให้เห็นว่าท่านไม่ได้ ใส่ใจที่จะให้วุฒิสภาคงความเป็นอิสระอีกต่อไปในการทําหน้าที่ และนี่เป็นการขัดบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญชัดเจน เพราะบทบัญญัติของการทําหน้าที่ของวุฒิสภายังคงมีอยู่ เมื่อท่านแก้ไข แล้ววุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๗๔ หรือมาตราอื่นใดที่ผมได้ หยิบยกขึ้นมาเบื้องต้น ท่านประธานที่เคารพครับ วุฒิสภามีอํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งบุคคล สําคัญ ยกตัวอย่าง องค์กรตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๒๙ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีก ๔ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา ผู้ซึ่งมีความเป็นกลาง ทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง เอาเฉพาะ กกต. ก่อนครับ ท่านให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ตัดข้อจํากัดที่เคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด ให้อดีตสมาชิก วุฒิสภา ให้อดีต ส.ส. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. ที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ถ้ามีการเลือกตั้งลาออก พรุ่งนี้ลงสมัครได้ทันที ท่านยกเว้นข้อจํากัดเรื่องของสมาชิกผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง และไม่จําเป็นว่า จะต้องพ้นจากตําแหน่งในพรรคการเมืองนั้นเมื่อไร นั่นหมายถึงอะไรครับ หมายถึงว่าพรุ่งนี้ มีการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. คนที่ทํางานในพรรคการเมือง มีตําแหน่งในพรรคการเมือง ลาออกแล้วก็มาลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ทันที ท่านตัดข้อจํากัดที่เคยเป็นเรื่อง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และท้ายที่สุดที่กําลังพูดกันว่าขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามมิให้สมาชิกวุฒิสภาที่ดํารงตําแหน่งอยู่ดํารงตําแหน่งเป็นครั้งที่ ๒ ท่านไปแก้ไขให้เขาดํารงตําแหน่งได้โดยไม่มีข้อจํากัด สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธาน จากเหตุผลที่ผมได้ยกมาทั้งหมดท่านประธานเห็นไหมครับ ท่านเปิดกว้างให้นักการเมือง ทุกองค์กร ทุกคนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา และด้วยเงื่อนไขการเลือกตั้งที่เขตจังหวัดเป็นเขต ที่ใหญ่ และให้สามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ท่านไม่ได้คงเจตนารมณ์ที่มีอยู่เดิมไว้ของ รัฐธรรมนูญ เพราะท่านกําลังเห็นว่าคนที่จะเป็นวุฒิสมาชิกในการแก้ไขฉบับนี้ได้ ๑. ไม่จําเป็นต้องเป็นคนดี คนที่ได้รับการรับรองยกย่องของสาธารณชน คนที่เมื่อประกาศตัว ลง ส.ว. แล้วคนก็พร้อมจะเลือก แต่ด้วยเงื่อนไขทั้งหมดที่ท่านแก้ไขที่ผมชี้ให้เห็น ท่านต้องการให้คนการเมืองมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วเมื่อถึงเวลาในการเลือกตั้งกรรมการ การเลือกตั้งที่ท่านต้องเลือกคนที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความสุจริตเป็นที่ ประจักษ์ท่านจะเลือกได้อย่างไร ในเมื่อท่านก็มาจากการพรรคการเมือง มาจากนักการเมือง ท่านไม่สามารถทําหน้าที่ในการที่จะเลือกตั้งให้คนที่มาดํารงตําแหน่งทางการเมือง ที่มีข้อจํากัดว่าคนมาเป็นกรรมการการเลือกตั้งต้องเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ในเมื่อตัวท่านยังไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองท่านจะทําหน้าที่ ได้อย่างไร รัฐธรรมนูญที่เขาเขียนมาทั้งหมดเขามีเหตุผลและมีความจําเป็นสอดรับกันว่า การที่ให้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกมาจากการสรรหาส่วนหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่งเพราะ เขาไม่ปฏิเสธว่าการเลือกตั้งเป็นอีก ๑ กระบวนการที่สังคมยอมรับ แต่ในขณะที่อํานาจของ วุฒิสภานั้นมันมีสูงส่งมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ําไปเพราะไปพิพากษาตัดสิทธิ ตัดสินคนได้เสมือนหนึ่งเป็นผู้พิพากษา เพราะฉะนั้นคนที่จะมาตัดสินคนอื่นได้มันต้องมี ความดีเป็นที่ประจักษ์ มันต้องมีคุณธรรมเป็นที่ประจักษ์ มันต้องมีจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับของสังคม แต่วันนี้ท่านเปิดให้นักเลือกตั้งทั้งหมดของประเทศเข้าสู่กระบวนการการมาเป็นสมาชิก วุฒิสภา แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้สนใจความเป็นกลางทางการเมือง ท่านไม่ได้ให้วุฒิสมาชิก มีความเป็นอิสระที่จะทําหน้าที่นี้ต่อไป แล้วผมถามคนที่มีความดีเป็นที่ประจักษ์กับ นักเลือกตั้งเวลาลงเลือกตั้งเขตจังหวัดใหญ่ ๆ เอาละครับ ผมไม่พูดถึงกรุงเทพมหานคร ๑,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร คนดีเป็นที่ประจักษ์ของสังคมจะสู้นักเลือกตั้งที่มีพรรคการเมือง นักการเมือง ทุนการเมืองหนุนหลังได้อย่าไร เอาเฉพาะเงินค่าใช้จ่ายที่ต้องติดป้าย ประชาสัมพันธ์ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านอนุญาตให้เขาหาเสียงได้อย่างไรครับ ส.ส. คนหนึ่งกฎหมายกําหนดว่า ให้ใช้เงินในการหาเสียงเลือกตั้งได้ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท กรุงเทพมหานครมี ส.ส. ๓๐ คน ยกตัวอย่าง เท่าไรครับ ๔๕ ล้านบาท ถ้าคนไม่รู้จักว่าคนนี้ ลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วเขาจะไปเลือกได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ากฎหมาย ที่ท่านแก้ ท่านมุ่งเน้นให้ทุนทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ท่านมุ่งเน้นให้อํานาจทางการเมืองและพรรคการเมืองที่ในกฎหมายฉบับเก่าเขาไม่เปิดโอกาส ให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองเข้าไปสนับสนุนคนที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพราะ เขารู้ว่าเมื่อไรก็ตามที่นักเลือกตั้งเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมันก็จะมีผลประโยชน์ตอบแทนทาง การเมือง เขาถึงห้ามอย่างไรครับ แล้วท่านแก้ ท่านดูผลประโยชน์ของประเทศ หรือท่านดู ผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ถ้าท่านแก้เพราะว่าวุฒิสมาชิกในอดีตที่ผ่านมาลงมติ ในหลายเรื่องที่ท่านไม่ถูกใจ แล้วท่านก็ล้มระบบที่มามีเหตุมีผล ต่อไปนี้คนที่มีอํานาจ และเข้าสู่อํานาจทางการเมืองก็จะทําอย่างที่ท่านทําในวันนี้ นอกจากจะแก้กฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน กลุ่มการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองแล้ว การเข้าสู่อํานาจ ยังแก้ไขกฎหมายให้ตัวเองไม่ต้องรับผิดได้ แก้ไขกฎหมายในข้อห้ามที่บัญญัติไว้ก็ได้ แก้ไข กฎหมายอาญาที่มีการกระทําความผิดต่อส่วนรวม ก็ยังแก้ได้ ผมจะมั่นใจได้อย่างไรครับว่า ในอนาคตการกระทําผิดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านจะไม่แก้ เพราะมันมีขบวนการอยู่ในศาล อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ที่ผมชี้เจตนาให้ท่านเห็นว่า ท่านไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ไขใช้บังคับ คนทําหน้าที่วุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๔ ยังมีความอิสระในการทําหน้าที่หรือไม่
ท่านธนาครับ มีผู้ประท้วง ท่านครับ เชิญผู้ประท้วงครับ
ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วง ท่านประธานตามข้อ ๕ และประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ วนเวียนซ้ําซากกับประเด็น ที่ผู้อื่นได้พูดมาเยอะ ปัญหาที่สําคัญก็คือเกณฑ์ผู้อภิปรายขอตัดมาตรา ๓ ทั้งมาตราครับ ท่านประธาน ทีนี้ผมยังไม่เข้าใจ ข้อ ๙๙ เขียนไว้ชัดเจนว่า ให้อภิปรายเฉพาะข้อความที่มี การขอสงวนความเห็นหรือขอตัดไว้ ปรากฏว่าถ้อยคําเมื่อตัดไปทั้งมาตราแล้ว มันก็ขัดกับ ข้อ ๙๙ อย่างสิ้นเชิง เอากันพอดี ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน ให้อยู่ในกฎระเบียบข้อบังคับครับ
ผมขอวินิจฉัยนะครับ วันนี้เป็นการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่สอง เพราะฉะนั้นข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๙ เราจะประชุม เราจะพิจารณาแต่ชื่อร่าง คําปรารภ แล้วพิจารณาเรียงลําดับ รายมาตราท่านอภิปรายได้เฉพาะประเด็นที่ท่านขอแปรญัตติ ก็คือท่านขอตัดมาตรา เนื่องจากมาตรานี้เป็นมาตราว่าด้วยเรื่องที่มาของ ส.ว. นะครับ แล้วก็เขตเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นท่านกรุณากระชับนะครับ เข้าอยู่ในประเด็นที่มาของ ส.ว. ไม่อย่างนั้น ท่านจะประท้วง ความจริงแล้วท่านประธานได้บอกท่านหลายครั้งแล้วว่าขอให้กระชับ ขอให้อยู่ในประเด็นนะครับ ท่านธนาครับขอความร่วมมือเถอะครับ เพราะว่าประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านเขาก็ฟังอยู่ว่าวิธีการออกกฎหมาย วิธีการพิจารณากฎหมายวาระที่สอง นั้น พิจารณาอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาครับ ซึ่งขณะนี้ผมขออนุญาตนิดเดียว อาจจะขัดไปบ้าง เนื่องจากว่ามีท่านผู้มาเยี่ยมชมจากสมาชิกสภาเทศบาล อําเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งนํามาโดยท่าน ส.ส. เรวัต อารีรอบ ได้เข้ามาเยี่ยมชมด้วย แล้วมีเด็กนักเรียน อีกคณะหนึ่ง ผมเข้าใจว่าเป็นนักเรียนจากโรงเรียนบุรารักษ์ จากจังหวัดสมุทรปราการ เข้ามาชมด้วย ท่านกรุณานะครับ เพื่อเป็นการสอนเด็ก สอนนักเรียน สอนผู้ใหญ่ในเรื่อง ของการพิจารณาในวาระที่สอง เชิญท่านอภิปรายต่อครับ ขอให้อยู่ในประเด็นครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมไม่ใช่ผู้แปรญัตติอย่างเดียวครับ ผมเป็นตัวแทน ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความเห็นไว้เพื่ออภิปราย ผมเหนื่อยครับ ท่านประธาน เพราะผมต้องสู้กับขบวนการที่มีความแยบยลครับ ศาลรัฐธรรมนูญบอกท่าน แก้ทั้งฉบับไม่ได้ท่านก็มาแก้รายมาตรา เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นคําวินิจฉัย ผมมาสู้ว่ารัฐธรรมนูญ ที่ท่านแก้ไขไม่ถูกต้อง มาตรา ๑ วาระที่หนึ่ง ผมควรได้ใช้สิทธิอภิปรายไหมครับท่าน ท่านก็ ปิดปากผมอย่างไรครับ ใช้เสียงข้างมากลากไปปิดที่ประชุม ผมพูดไม่ได้ครับ เข้ากรรมาธิการ ท่านก็พิจารณาว่าคําแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกทั้งสภาและของผมขัดต่อหลักการ ผมก็ยืนยัน ท่านว่าไม่ขัดหลักการ เพราะนี่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามหมวด ๑๕ ข้อบังคับจะใหญ่กว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ ผมมาแปรให้ท่านเห็นว่านี่คือการเขียนกฎหมายที่ขัดต่อบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ และขัดกันเองในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมถึงต้องโยงที่มาว่า เมื่อที่มาของ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น มันจะขัดอย่างไร แล้วมันจะทําให้ ส.ว. ที่เขามาจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถทําหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ผมอภิปรายนอกประเด็นตรงไหนครับ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อสักครู่นี้ผมพูดถึงกรรมการการเลือกตั้งให้ท่าน ท่านต้องเลือกคนที่ มีความเป็นกลางและซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ในขณะที่คนเลือกไม่สามารถที่จะพูดได้ว่า มีความเป็นกลางและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง แล้วผมจะได้กรรมการการเลือกตั้งที่จะ ดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมได้อย่างไรล่ะครับ ในอดีตเคยมีไหมครับท่านประธาน กรรมการการเลือกตั้ง ไม่มีครับ ก่อนปี ๒๕๔๐ ไม่มี ทําไมปี ๒๕๔๐ ถึงต้องมี เพราะเกิด การเรียกร้องของพี่น้องประชาชนในปี ๒๕๓๕ อย่างไรครับ ว่าขบวนการการเลือกตั้งเป็น อีกหนึ่งในการสืบทอดอํานาจของผู้มีอํานาจขณะนั้น เพราะกํากับดูแลหน่วยปกครองต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถึงต้องมีองค์กรอิสระอย่าง กกต. มาทําหน้าที่ในการกํากับดูแลการเลือกตั้ง และสาระสําคัญก็คือประธานวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภาจะต้องเป็นผู้ดําเนินการ แล้วต้อง แต่งตั้งคนที่มีความเป็นกลางทางการเมือง ท่านจะแต่งตั้งได้อย่างไรครับท่านมาจาก การเมืองครับ ท่านเกี่ยวพันทางการเมือง เพราะเจตนารมณ์ของการแก้ไขนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า ท่านต้องการเอาคนจากการเลือกตั้ง นักการเมือง นักเลือกตั้งกลับเข้าสู่องค์กรวุฒิสภา ท่านเคยพูดอย่างไรครับว่าท่านมีแก้ว ๓ ประการ มีพรรคการเมือง มีการต่อสู้ของพี่น้อง ประชาชนและมีกองกําลัง ท่านรู้ไหมครับว่า ๓ ประการของท่านก็ยังไม่พอ เพราะมันมี ขบวนการของรัฐธรรมนูญที่จะขัดขวางในการทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่ ถึงต้องเกิดแก้วประการที่ ๔ อย่างไรครับ เข้าไปดําเนินการกับการทําหน้าที่ของวุฒิสภา ไม่ได้ให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วก็แทรกแซงองค์กรอิสระ ที่ผมพูดมา มีข้อเท็จจริงสอดรับทั้งหมด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราเชื่อกันว่าดีที่สุด เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน แต่ท้ายที่สุดนักเลือกตั้งที่มองเฉพาะการเลือกตั้งครั้งต่อไปเขาก็มีช่องทาง ในการที่จะได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนั้น และเข้าไปแทรกแซง ไปครอบงํา ทําให้ กระบวนการต่าง ๆ ไม่สามารถทําหน้าที่ของตัวเองได้ แล้วท้ายที่สุดก็เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ที่ท่านพูดเสมอละครับ แต่ท่านต้องพูดก่อนว่าก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร มันเกิดอะไรขึ้นกับแผ่นดินนี้ ผมอยากจะรู้ว่าอยู่ ๆ มันไม่มีเหตุนี่ใครกล้าปฏิวัติ ปฏิวัติแล้ว ไม่มีแผ่นดินจะอยู่นี่ใครกล้าถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย
ท่านธนาครับ ผมเตือน ท่านแล้วนะครับว่าขอให้ท่านนั้นได้หยุดอภิปราย อยู่ในประเด็นมาตรา ๓ แก้มาตรา ๑๑๑ ก็คือที่มาของ ส.ว. ก็คือมาจากเลือกตั้งแล้วก็เขตเลือกตั้ง เพียงแค่นี้ครับ ท่านไปไกล ผมอยากจะเรียกท่านกลับมาแล้วครับ กลับมาเถอะครับ อย่าไปไกลกว่านี้เลย ท่านสุนัย ประท้วงอะไร เชิญครับ
ท่านครับ ผม สุนัย จุลพงศธร เพื่อให้การอภิปรายนี้ราบรื่น ทางฝ่ายรัฐบาลนี้นะครับ พวกเรา ก็บอกกันแล้วว่าให้รับฟังเขาเต็มที่ เพียงแต่ขอว่าอย่ากระทําการอภิปรายเลยมาผิดข้อบังคับ และเป็นการละเมิดบุคคลอื่น อย่างกรณีข้อ ๔๓ ที่ผมประท้วง เช่น บอกว่าผู้ที่แก้ไข รัฐธรรมนูญมีเจตนาซับซ้อนเพื่อที่จะรวบอํานาจ อย่างนี้เราเสียหาย ๒. พยายามโยงไปถึง การรัฐประหารว่ามีเหตุการณ์ไม่ดี ตอนนั้นผมก็เป็น ส.ส. อยู่ ดังนั้นผมคิดว่า ท่านประธานครับ ถ้าเราจะเคารพซึ่งกันและกัน
ให้เขาประท้วงก่อนครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยก่อนครับ
ถ้าเราจะเคารพซึ่งกันและกันเรารับฟังกันครับ แต่ผมคิดว่าเราอย่าก้าวล่วง การละเมิดกัน ผมก็ไม่เคยไปตําหนิว่าบุคคลที่ขัดขวางการแก้ไขนี่ชอบการแต่งตั้ง ผมก็ไม่กล่าวครับ ผมก็ไม่เคยตําหนิว่าบุคคลเหล่านี้ชอบการรัฐประหาร ผมก็ไม่กล่าวครับ ดังนั้นผมคิดว่าขอให้ ท่านได้ใช้ ข้อ ๔๔ ประกอบด้วยเถอะครับว่าถ้าประธานเห็นว่าผู้ใดได้อภิปรายพอสมควรแล้ว ประธานจะให้ผู้นั้นยุติการอภิปรายก็ได้แต่ที่ผ่านมานั้นท่านประธานไม่ได้ใช้ ข้อ ๔๔ เลย เราก็ไม่เคยประท้วง ดังนั้นผมคิดว่าถ้าจะให้ราบรื่นอย่าละเมิดกันแล้วก็ไปได้ แต่ถ้ายังมี การละเมิดอย่างนี้อยากจะให้ท่านประธานใช้ ข้อ ๔๔ ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ผมขอวินิจฉัยนะครับ ความจริงแล้วผมก็ให้เกียรติกับผู้อภิปรายนะครับ แล้วก็บอกว่าท่านได้กรุณากลับเข้าสู่ในร่อง เถอะครับ นั่นก็คือในเรื่องของมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ที่ท่านขอตัดออกนะครับ ท่านพยายามนะครับ
(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
คงไม่ต้องประท้วงแล้ว กระมังครับ ประท้วงว่าอย่างไร เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ประท้วง เมื่อสักครู่ว่าให้ท่านทนฟังสักหน่อย จริง ๆ แล้วท่านธนาอภิปรายอยู่ในประเด็นทั้งนั้น ทุกอย่าง ที่ท่านธนายกขึ้นมามันเป็นข้อเท็จจริงที่ผ่านมาแล้วในอดีต แล้วมันก็จะเห็นว่าการแก้ไขที่มา ของ ส.ว. มันจะนํากลับไปสู่ภาพในอดีตอีกนะครับ ท่านก็เห็น ท่านก็ทราบ พิธีกรรม มีสามหนาห้า ห่วง ศาลก็ตัดสินแล้วว่าผิดจริง นี่ครับ มันจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ท่านธนา ก็เลยยกตัวอย่างให้ดู ทนหน่อยครับ ไม่ได้ละเมิดใครหรอกครับ หรือมันไปสะกิดต่อมอะไรที่ท่าน ทนไม่ได้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านกุลเดชครับ เป็นหน้าที่ผมเองนะครับ ท่านธนาครับ ผมขอความร่วมมือนะครับ ผมให้เกียรติท่าน อย่างมากเลยนะครับ ท่านกรุณากระชับหน่อยนะครับ เพราะว่าผมจะได้เปิดโอกาสให้ ท่าน ส.ว. ซึ่งขณะนี้มีรอคิวเยอะมากนะครับ ท่านยังมีโอกาสได้อภิปรายอีกหลายมาตรา นะครับ ท่านไม่ต้องห่วง เอาเฉพาะประเด็นที่มา ส.ว. แล้วก็เขตเลือกตั้ง เอาแค่นั้นละครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมพยายามที่จะอภิปรายให้กับท่านประธานและพี่น้องประชาชนที่ได้ติดตามฟัง การอภิปรายในวันนี้ได้เข้าใจ เพราะนี่คือเรื่องของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น ผมกําลังจะอภิปราย ให้ท่านประธานได้ทราบว่าเจตนาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อพี่น้อง ประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศชาติ สิ่งที่ผมพยายามหยิบโยงให้เห็นก็คือนี่คือ การเปิดโอกาสให้นักเลือกตั้ง พรรคการเมืองกลุ่มการเมือง มามีเวทีอีกเวทีหนึ่งที่จะมาทํางาน การเมืองเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่พวกท่านหรือคนที่คิดว่าจะเข้ามาใช้อํานาจในทาง วุฒิสภาได้ทําหน้าที่ และผมก็ได้หยิบยกข้อกฎหมายให้เห็นว่าถ้ามันมีที่มาอย่างนี้วุฒิสภา จะทําหน้าที่ได้อย่างไร ในเมื่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เหลือทั้งหมดซึ่งท่านไม่ได้แก้ไข เขาให้ อํานาจวุฒิสภาไว้ ผมกําลังชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่านี่อย่างไรครับ คือสิ่งที่พวกผมรับไม่ได้ กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านจะเห็นว่าการสรรหาวุฒิสภาจากอาชีพต่าง ๆ มันมีข้อจํากัด มันมีข้อเสีย ท่านหาทางสิครับที่จะให้ได้วุฒิสภาที่จะมาทําหน้าที่อย่างเต็มที่ตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่มีอํานาจในการแต่งตั้งถอดถอนคน อํานาจที่ผมได้บอกไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านต้องไป ศึกษาและมาตอบที่ประชุมสภาว่าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทางการแก้ไข มันต้องเป็นอย่างนี้ แต่ว่าสิ่งที่ท่านทํานี่ผมในฐานะที่ผมได้ศึกษามันไม่มีทางมองเป็นอย่างอื่น เนื่องจากท่านกําลังจะเอานักการเมือง นักเลือกตั้ง ไปนั่งที่วุฒิสภา และที่ผมบอกท่านว่า เมื่อมีการเลือกตั้งคนดีเด่นดังของสังคมจะไม่ได้รับกลับเข้ามาเป็นวุฒิสภาอย่างไรครับ วุฒิสภาสรรหาแม้ว่ากระบวนการท่านอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ท่านยอมรับ ไหมครับว่าเขาได้รับการสรรหามาจากวิชาชีพสาขาและก็เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับ ในสาขาอาชีพของเขา แต่ว่าสิ่งที่ท่านกําลังทําก็คือว่าท่านไม่เอาแล้วครับ ไม่มีใครสําคัญ เท่ากับนักเลือกตั้งที่จะมาเป็น ส.ว. อย่างไรครับ ท่านถึงไปแก้กฎกติกาทั้งหมดที่ผมได้อ่าน ให้ท่านประธานฟังแล้วถ้านักเลือกตั้งอย่างนี้เข้ามา พรรคการเมืองหนุนหลังเข้ามา แล้ววันนี้ไม่ห้ามด้วยนะครับ พรรคการเมืองช่วยหาเสียงได้ แล้วเป็นอย่างไรละครับ วุฒิสภา จะทําหน้าที่ให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ผมอภิปรายไม่อยู่ในประเด็น ตรงไหนครับ ท่านดูนะครับ มาตรา ๒๔๒ ผู้ตรวจการแผ่นดินสําคัญไหมครับ มีจํานวน ๓ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือ ของประชาชน มีความรอบรู้และประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสาธารณะและมีความสุจริตเป็นที่ตั้งเป็นที่ประจักษ์ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องเลือกคนที่นึกถึงผลประโยชน์ร่วมกันของสาธารณะ ก็คือนึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติประชาชน ผมจะมั่นใจได้อย่างไรละครับ ก็เพราะว่ามี ส.ว. ชุดนี้ขณะนี้ที่อยู่นี่ครับมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการสรรหาก็ดี กําลังแก้กฎหมายให้ตัวเองกลับไปลงเลือกตั้งได้ ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายห้ามอยู่ ถามว่าสิ่งที่ทํา เพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือประโยชน์ส่วนตัว พวกเราลุกขึ้นทักท้วงท่านหลายครั้ง ว่ามันไม่เหมาะสม มันขัดต่อหลักการ ท่านพูดได้อย่างไรครับว่ายังไม่รู้ว่าจะลงเลือกตั้ง หรือเปล่าแม้ให้สิทธิ ก็พูดกันอย่างนี้ละครับ การที่ท่านเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ให้ตัวเอง ได้รับสิทธิ นั่นก็เสียหายรุนแรงแล้วครับ ท่านจะลงหรือไม่ลงเป็นเรื่องของท่าน ผมจะเชื่อ มั่นได้อย่างไรครับว่า ส.ว. ที่จะกลับไปสู่การเลือกตั้งอีก ที่กําลังทําหน้าที่ให้กับประโยชน์ ส่วนตัวโดยไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม จะทําหน้าที่สรรหา หรือเลือกผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่จะมีภารกิจที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนสาธารณะมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ผมจะเชื่อมั่น ได้อย่างไรครับ เพราะท่านไมได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์กับพี่น้องประชาชนในรัฐสภาแห่งนี้ว่า เมื่อต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ท่านเลือกอะไร ท่านเลือกเอาผลประโยชน์ส่วนตัวก่อนอย่างไรครับ แล้วคนที่เลือกผลประโยชน์ส่วนตัว ก่อนจะไปคัดเลือกคนมาทําหน้าที่ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างไรละครับ ท่านเห็น หรือยังครับ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนท่านว่าองค์กรอิสระเหล่านี้เป็นองค์กรสําคัญครับ ถ้าองค์กรเหล่านี้ไม่สามารถทําหน้าที่ได้ ท้ายที่สุดระบอบประชาธิปไตยก็จะล้มเหลว ผมไม่ทราบว่าท่านต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยล้มเหลวหรือไม่ แต่ผมคนหนึ่งที่จะต่อสู้ จนถึงที่สุดให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ใช้อํานาจผ่านทาง ระบบรัฐสภา ยังสามารถเป็นที่พึ่งพิงของพี่น้องประชาชนได้ พวกผมถึงสู้กันมาตลอดอย่างไร ครับท่านประธาน ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ คือที่ที่พวกผมจะได้ใช้สิทธิในฐานะปวงชนชาวไทย ที่เขาได้มอบหมายมาทําหน้าที่ อภิปราย ๓ วัน อย่าไปตกใจเลยครับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในสมัยท่านประธานาธิบดีริชาร์ด มิลเฮาท์ นิกสัน ส.ส. ฝ่ายค้านเขาอภิปราย ๒๔ ชั่วโมง ติดต่อกันครับ เพราะนี่คือการแสดงออกอย่างหนึ่งของฝ่ายค้านและเสียงข้างน้อยที่แสดง ให้เห็นว่ารัฐสภาไม่ได้เคารพในเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ นอกจากแก้ไขให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งผมได้ยืนยันกับท่านประธาน หลายครั้งว่า จะไม่เหลือความเป็นกลางอีกต่อไป ผู้ตรวจเงินแผ่นดินให้กระทําโดย คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นอิสระและเป็นกลาง พนักงานอัยการมีอิสระในการ พิจารณาสั่งคดีและปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เป็นไปโดยความเที่ยงธรรม การแต่งตั้งอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นหัวหน้าขององค์กรอัยการ ต้องเป็นไปตามมติของคณะกรมการอัยการ ได้รับ ความเห็นชอบจากวุฒิสภา ท่านเห็นไหมคะอํานาจมากขนาดไหน ถ้าวุฒิสภามาจากคนที่ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จะเลือกอัยการสูงสุดและเห็นชอบคนดี ได้อย่างไรล่ะครับ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าการเลือกตั้งไม่ใช่คําตอบสุดท้ายที่ท่านจะ เหมารวมว่านี่คือการให้อํานาจประชาชน แต่ต้องดูว่าการทําหน้าที่ขององค์กรส่วนใดจําเป็น จะต้องใช้ขบวนการการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าท่านยืนยันกับผมและหลักการของท่าน ส่งเสริม ให้คนดี คนเด่น คนดังของสังคม คนที่มีคุณธรรม คนที่มีจริยธรรม ได้มีโอกาสรับเลือกตั้งได้ ผมเห็นด้วยกับท่านเลยครับ แต่ก็เพราะว่าท่านไปตัด ข้อจํากัดของนักการเมืองทั้งหมดครับ มันมีมาตราไหนไหมครับที่ท่านไปเพิ่มแล้วทําให้คนดี มีความรู้ความสามารถ แต่เขาไม่สามารถมาผ่านทางกระบวนการการเลือกตั้ง ได้มีโอกาสเป็น สมาชิกวุฒิสภา มีไหมครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าถ้าท่านไม่รับฟัง ความคิดเห็นต่าง ถ้าท่านไม่ยอมฟังว่าคนอีกส่วนหนึ่งของสังคมซึ่งท่านพูดเสมอว่าท่านเป็น เสียงข้างมาก มาจากการเลือกตั้งท่านจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจํานวนกี่สิบล้าน หรือทั้งประเทศ แต่ท่านก็ไม่มีสิทธิที่จะทําในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิที่จะทําในสิ่งที่ขัดต่อ หลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ท่านมาจากการเลือกตั้ง ท่านไม่ได้ ส่งเสริมให้วุฒิสมาชิกชุดที่จะผ่านพ้นหลังจากที่รัฐสภานี้ให้ความเห็นชอบในการแก้ไข รัฐธรรมนูญตามที่ท่านต้องการ ได้ทําหน้าที่เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเลย เท่านั้น ไม่พอครับ ท่านใช้วิธีการตอบแทนกันทางการเมือง ผลัดกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตที่จะพาดพิงถึงวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งบางท่าน หลายท่านท่านไม่กล้าลง เสนอในฐานะผู้เสนอญัตติฉบับนี้ หรือผู้รับรอง เพราะอะไรครับ เพราะท่านก็รู้ว่ากฎหมาย ฉบับนี้มันขัดต่อผลประโยชน์ที่ท่านจะได้รับ แม้กระทั่งท่านประธานรัฐสภาซึ่งทําหน้าที่อยู่ ในขณะนี้ ถ้าท่านไม่รู้สึกว่านี่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มันไม่มีเหตุผลไหนที่ท่านจะไม่ ลงชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือจริยธรรม คุณธรรม ที่เราเรียกร้อง ถ้าคนไม่มีคุณธรรมจริยธรรมจะไปตัดสินพิพากษาคนอื่นเขาได้อย่างไรครับ จะไปเลือกคนดี ได้อย่างไรละครับเมื่อยังไม่รู้เลยว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพครับว่านอกจากนั้นท่านก็รู้ว่าการมีอํานาจมันเสพติด หลายประเทศที่เขาผ่าน กระบวนการประชาธิปไตยมามากมาย เขารู้ว่าเมื่อใดก็ตามใครที่มีอํานาจและอยู่ในอํานาจ นานเกินไป ท้ายที่สุดจะเสพติดอํานาจ หลายประเทศถึงต้องจํากัดครับว่าคนเป็นประธานาธิบดี ให้เป็น ๒ สมัย ทั้ง ๆ ที่ประชาชนอยากจะเลือกอีกแต่ก็เลือกไม่ได้เพื่อตัดวงจรของการ เสพติดอํานาจ เพราะเมื่อเสพติดอํานาจเมื่อไรก็จะไม่มองถึงผลประโยชน์ของประชาชน วุฒิสมาชิกมีสถานะที่ต่างจากสภาผู้แทนราษฎรอย่างสิ้นเชิง จะต้องดํารงไว้ซึ่งความเป็นกลาง เป็นผู้ใหญ่ ท่านรู้ไหมครับว่า
ท่านธนาครับ มีคนประท้วง ท่านพิชิตครับ
ผม พิชิต ชื่นบาน บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ประเด็นวนเวียน ซ้ําซากแล้ว และขอประท้วงท่านประธานข้อ ๕ ท่านครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๖ (๑๑) ขณะนี้เรากําลังให้ความเห็นชอบพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งก็ได้เคย ใช้ข้อบังคับก็ตามมาตรา ๑๓๗ เพราะฉะนั้นเวลานี้ประเด็นของข้อบังคับก็คือผู้ที่สงวน ตัดทั้งมาตรา ไม่มีถ้อยคําหรือข้อความใด ๆ ที่สงวนไว้เลยที่จะพูดตามถ้อยคําหรือข้อความ ที่ตัวเองสงวน ข้อบังคับที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๗ ให้อํานาจไว้ มันไม่ใช่เรื่องข้อบังคับจะมาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ แต่ข้อบังคับนี้ออกโดยอํานาจของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ แล้วในวาระที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนะครับ รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๓๖ (๑๑) ระบุไว้ชัดเจน แล้วในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ ครั้งที่ผ่านมาก็ใช้ ข้อบังคับที่อาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ ออก ดังนั้นแล้วผมเห็นว่าแม้ผู้อภิปราย จะอภิปรายในประเด็นที่ดี ผมก็นั่งฟังนะครับให้ประโยชน์กับประชาชน แต่ผู้อภิปรายต้อง เคารพรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ (๑๑) มาตรา ๑๓๗ และข้อบังคับในข้อ ๙๙ ครับ ไม่มีใคร จะละเมิดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับได้ครับ ขอประธานได้โปรดวินิจฉัยครับ
ผมขอวินิจฉัยท่านพิชิตนะครับ คือผมได้เตือนท่านธนาหลายครั้งนะครับ ว่าขอให้ท่านได้อยู่ในประเด็นที่ท่านขอตัดในเรื่อง ของที่มาของ ส.ว. แล้วก็เขตเลือกตั้ง ท่านก็อภิปรายตรงนี้ เพราะว่าเดี๋ยวท่านยังมีมาตราอื่น อีกนะครับ ขณะนี้ท่านใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมงแล้ว ท่านอภิปรายมันก็อยู่ในวาระที่หนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นกรุณานะครับ
(ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณะสมภพ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยวครับ อาจารย์ตรึงใจ ประท้วงก่อนนะครับ เชิญบอกข้อบังคับ บอกเหตุที่ประท้วงด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ดิฉัน ขอประท้วงท่านที่ประท้วงท่านธนาเมื่อสักครู่นี้นะคะ เพราะว่าดิฉันเห็นว่าท่านธนา
เดี๋ยว ๆ ประท้วงข้อไหนครับ อาจารย์บอกข้อมาด้วยครับ ประท้วงข้อ
ข้อบังคับเดี๋ยวดิฉันจําไม่ได้ ข้อ ๕ นะคะ
ไม่ต้องครับ
คือดิฉันอยากจะขออธิบายว่าท่านธนากําลังอธิบายถึงคุณลักษณะของ ส.ว. สรรหา ทั้ง ๆ ที่ ท่านเป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านไม่ได้พูดเพื่อตัวของท่านเอง แต่ท่านได้พูดถึง คุณสมบัติของผู้อื่น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าท่านทนฟังสักหน่อยให้เป็นความรู้ประดับ สติปัญญาท่านนะคะ
อาจารย์ครับ เดี๋ยวครับ
ดิฉันคิดว่าท่านธนาได้อธิบายอย่างดีแล้วก็ละเอียดเรียบร้อย
ผมขออนุญาตนะครับ คือเวลาจะประท้วงมันมีข้อบังคับประชุมนะครับ อาจารย์ก็บอกว่าเป็นข้ออะไร ประท้วง เพราะอะไร คือถ้าขึ้นมาอย่างนี้ผมก็ไม่ได้ เดี๋ยวก็โวยวายในห้องประชุมอีกนะครับ
(นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านพุทธิพงษ์ครับ ประท้วง เรื่องอะไรครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ ผมอยากให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจในการที่เพื่อนสมาชิกลุกขึ้นประท้วง และท่านก็กรุณา วินิจฉัยเมื่อสักครู่ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานว่าท่านธนาใช้สิทธิได้บอกหลายครั้งว่า นอกเหนือจากท่านได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้แล้ว ท่านยังเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านมีสิทธิที่จะอธิบาย ผมและเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ไม่มีโอกาสได้ไปเป็นกรรมาธิการ ก็จะไม่ทราบว่าที่มาที่ไปกว่าที่จะมาเป็นรูปแบบแบบนี้มันเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นจะมา ตัดสิทธิว่านี่คือผู้อภิปรายท่านหนึ่ง กําหนดเวลาและความคิดเห็นอันนั้นก็ส่วนหนึ่งครับ แต่คําอธิบายที่ตามมาอาจจะไม่ถูกใจ อาจจะขัดแย้งกับทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก พวกเราไม่ได้อยู่ในกรรมาธิการเราก็ต้องรับฟังว่าเสียงข้างน้อยเขาไปสู้อย่างไร ด้วยเหตุผล อะไร อยากจะให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาเวลามีประท้วงว่าข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานกรุณาพินิจพิเคราะห์ในการประท้วงด้วย แล้วก็ให้โอกาสท่านธนาในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย เพื่อพวกเราก็จะได้รับประโยชน์จริง ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ
ผมขอวินิจฉัย นะครับท่านพุทธิพงษ์ คืออย่างนี้ครับ คือข้อบังคับประชุมพวกท่านเป็นคนร่างขึ้นมา แล้วร่าง ขึ้นมาในข้อ ๙๙ วิธีการพิจารณาในขั้นของวาระที่สอง นั้น เริ่มชื่อร่าง ชื่อคําปรารภ แล้วก็ เรียงลําดับรายมาตรา อภิปรายได้เฉพาะประเด็นที่ท่านขอแปรญัตติ ขอสงวนความเห็น หรือประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไขนะครับ กรรมาธิการก็ไม่ได้มีสิทธิอะไรที่เหนือกว่าสมาชิกเลย เพราะว่าเรากําลังพิจารณาในมาตราที่ ๓ ว่าด้วยการแก้ไขที่มาของ ส.ว. คือมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ เพราะฉะนั้นท่านไม่ใช่ว่าเป็นกรรมาธิการเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย แล้วมี สิทธิอภิปรายอย่างอื่น ไม่ใช่แล้วครับ ท่านอย่าเข้าใจผิดแล้วครับ ผมขอให้ท่านพุทธิพงษ์ เรากําลังพูดถึงมาตรา ๓ กันอยู่นะครับ นี่เราไม่ได้พูดวาระที่หนึ่ง เลยนะครับ ผมวินิจฉัยแล้ว คําวินิจฉัยผมเป็นที่สุดครับ
(นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านอนุรักษ์ครับ
ผมใช้สิทธิประท้วง ครับท่านประธาน
เดี๋ยวเขาประท้วงอยู่ครับ
นิดหนึ่งครับ
ท่านอนุรักษ์ก่อน เสียหาย ตรงไหนครับ
ให้ท่านก่อนก็ได้ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อีกครั้งหนึ่งครับ ผมเคารพในการตัดสินใจ ของท่านประธาน เมื่อสักครู่ ผมประท้วงท่านประธาน ผมก็บอกว่าให้ท่านใช้ดุลยพินิจให้ รอบครอบ แล้วท่านก็วินิจฉัยว่าท่านจะเอาแบบนี้ เพียงแต่ว่าท่านบอกว่าท่านตีความ ความหมายผมผิด แล้วผมจะเสียหาย ผมไม่ได้บอกว่าท่านธนามีสิทธิมากกว่าคนอื่น เพียงแต่ ผมบอกว่าท่านธนาท่านเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วย ฉะนั้นการที่ท่านอภิปราย เหตุผลต่าง ๆ ก็มีความจําเป็นที่จะต้องมากกว่าผู้อื่น เพื่อจะได้เข้าใจได้ว่าในกรรมาธิการนั้น ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ผมไม่ได้มีความหมายเลยครับว่าท่านธนาจะต้องได้สิทธิพิเศษมากกว่า ผู้อื่นในการอภิปราย เพราะท่านเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ไม่ใช่ครับ สมาชิกทุกคนในที่นี้ มีสิทธิตามข้อบังคับเท่าเทียมกันหมด เพียงแต่ว่าผมบอกว่าท่านไม่ได้ออกนอกกรอบ ท่านอาจจะได้พูดบรรยายมากขึ้นกว่าคนอื่นนิดหน่อย เพราะท่านเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เราก็ได้ฟังเหตุและผลเท่านั้นเอง ท่านอย่าไปตีความผมผิด ผมเสียหายนะครับ ผมมองว่า ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในสภาแห่งนี้คน เพื่อนสมาชิกทุกคน ผมไม่ได้บอกว่าท่านธนามีสิทธิ มากกว่าคนอื่นเลยครับ ขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ แค่นี้ครับ
ขอบคุณท่านพุทธิพงษ์นะครับ ผมถึงบอกว่าเวลานี้เรากําลังพิจารณาในมาตรา ๓ ว่าด้วยการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ คือที่มาของ ส.ว. และเขตเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเวลาอภิปรายก็อภิปรายอยู่ในประเด็นนะครับ เชิญท่านอนุรักษ์ครับ
กราบท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานในเรื่องท่านประธานทําผิดข้อบังคับข้อ ๙๙ ขอโอกาสชี้แจง ดังต่อไปนี้นะครับ ก็คือ ๑. ผู้อภิปรายได้ทําการอภิปรายยกเลิกในส่วนมาตรา ๓ โดยเฉพาะ ที่มา ส.ว. ซึ่งผมก็นั่งฟังตลอดนะครับ ซึ่งประเด็นที่ท่านพูดเป็นประเด็นที่ท่านไม่เคยมี การอภิปรายในสภาแห่งนี้ ซึ่งท่านได้พูดว่าประเด็นที่ว่า ถ้ามีกรณีที่มี ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งที่มาจะทําให้เกิดการแทรกแซงองค์กรอิสระอย่างไรบ้าง ซึ่งท่านกําลังไล่ลําดับเหตุการณ์ ตั้งแต่ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่น ซึ่งผมกําลังจะฟังท่านนี่ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการสิทธิ หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านั้นจะเป็นอย่างไร ผมกําลังตั้งใจฟังอยู่ แล้วท่านบอกว่าไม่อยู่ในประเด็น ซึ่งผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับมาตรา ๙๙ นะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านอนุรักษ์ ความจริงแล้วผมถือปฏิบัติตามข้อ ๙๙ ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องนะครับ แล้วผมไม่ต้องอ่านอย่างท่านด้วยครับ ผมจําได้หมดครับ ข้อบังคับอะไรต่าง ๆ ขอเถอะครับ ขอท่านได้กรุณาอยู่ในกรอบนะครับ
(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านกุลเดชไม่ต้องหรอกครับ เอา เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมขอประท้วงท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ ตามข้อ ๙๙ ผมขอประท้วง ท่านประธานครับ
ท่านไหน ท่านประท้วง ท่านอนุรักษ์นะ
ไม่ใช่ครับ ท่านทนาย
ท่านพิชิต เดี๋ยวบันทึกไม่ถูก เชิญครับ
ผมจําได้แต่ ทนายครับ แล้วก็ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับข้อ ๙๙ ครับ ท่านครับ ข้อ ๙๙ บอกว่าให้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามชื่อร่าง คําปรารภและถ้อยคําและข้อความที่ แก้ไขเพิ่มเติม แต่ต้องเรียนท่านอย่างนี้ครับ การอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การตอบ เลขคณิตนะครับ จะได้ ๑ บวก ๑ เป็น ๒ ต้องมีเหตุผลที่มาครับ วันนี้ท่านธนากําลังพูดถึง ที่มา แล้วหลายคนก็พูดว่าเป็นการถกเถียงกันในระหว่างกรรมาธิการเสียงข้างมาก กับเสียงข้างน้อย ซึ่งเราสมาชิกในห้องนี้ไม่ได้ฟังกันหรอกครับ วันนี้ท่านธนามาขยายความ ในห้องประชุมให้เราฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเอาไว้ประดับความรู้ครับ ก็กราบเรียนท่านประธาน กรุณาวินิจฉัย
ผมวินิจฉัยแล้วครับ ท่านธนาท่านยังมีมาตราอื่นอีกเยอะนะครับ เวลานี้ท่านใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมง ๑๐ นาที แล้วครับ ท่านสรุปแล้วเดี๋ยวไปมาตราอื่น ท่านยังมีโอกาสอีก ขอให้ท่าน ส.ว. ท่านอื่น และท่านอื่น พรรคอื่นได้อภิปรายบ้างครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานรู้ไหมครับว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ มาตรา ๓ สําคัญที่สุดเลย เพราะนี่คือหัวใจ นี่คือการเปลี่ยน องค์กรหลักในการปกครองประเทศ ตามระบอบประชาธิปไตย ถ้าผ่านมาตรานี้ไปได้ มาตราอื่น ก็ไม่มีความหมายนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นมาตรานี้คือมาตราที่จะหยิบโยง ความเกี่ยวพันเกี่ยวเนื่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมอภิปรายทั้งหมด ไม่ได้อยู่นอกประเด็นเลยครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ ผมอภิปรายค้างว่า การเสพติดอํานาจเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับว่า การที่อยู่ในอํานาจนาน ๆ แล้วก็อยู่ในตําแหน่งที่สําคัญ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติของประชาชน โดยหลักการ แล้ว เขาก็จะไม่ให้อยู่นาน แต่ยิ่งโดยเฉพาะคนที่เป็น ส.ว. ซึ่งจะต้องมีหน้าที่ทําหน้าที่ อย่างเป็นกลางและอิสระ ยิ่งจําเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ที่จะต้องมีวาระการดํารง ตําแหน่งชัดเจน ทําไมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถึงให้ดํารงตําแหน่งเดียวละครับท่านประธาน เพราะมันมี ส.ว. บางประเภทท่านประธาน ใช้อํานาจหน้าที่บางคน ไปติดต่อเกี่ยวพัน ขอผลประโยชน์หรือได้ประโยชน์จากผู้บริหารหรือรัฐบาล และใครจะให้ท่านฟรี ๆ ละครับ มันก็ต้องแลกเปลี่ยนกับการทําหน้าที่ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สําคัญของสมาชิกวุฒิสภา เขาถึงบอกว่า ส.ว. ต้องไม่อิงฐานทางการเมือง ต้องไม่อิงทุนทางการเมือง ต้องไม่อิงนักการเมือง เพื่อที่จะ ได้ทําหน้าที่ ไม่ต้องตอบแทนผลประโยชน์ทางการเมือง
ท่านเกียรติ์อุดม เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ต้องขอประทานอภัยครับ ผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ยิ่งฟังยิ่งผิด ข้อ ๔๓ วรรคสอง เดี๋ยวนี้ท่านกําลังให้ร้ายเสียดสี พูดจาวกไปเวียนมาอยู่นั่นละครับ ข้อ ๙๙ ก็ชัดเจนนะครับท่านประธาน ทั้งที่ท่านประธานใช้ข้อบังคับข้อ ๕ ท่านก็ยิ่งไม่ฟังนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานควรจะใช้ข้อ ๔๔ ให้ชัดเจนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมก็จะวินิจฉัย นะครับ คือไม่เป็นไร ท่านธนาท่านบอกว่ามาตรา ๓ สําคัญมาก เพราะฉะนั้นถ้ามาตรานี้ จะผ่านไป แล้วก็มาตราอื่นก็ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องประท้วงแล้ว ให้ท่านพูดไป นะครับ เพราะขณะนี้มีนักวิชานิติศาสตร์ชั้นปี ๑ มาดูงานด้วย เราพิจารณาในวาระ ๒ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นท่านก็เอาเข้าประเด็นตามหลักตามข้อบังคับประชุม ในข้อ ๙๙ ผมจะไม่ทักท้วงอะไรท่าน ให้ท่านธนา เพราะว่าชั่วโมงกว่า เดี๋ยวท่านก็หยุดแล้วครับ เพราะว่าท่านจะได้พักเอาแรงเพื่อไปมาตราอื่น เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ ผมกําลังจะโยงให้ท่านประธานเห็นว่า ถ้าที่มาของ ส.ว. ไม่ถูกต้อง การทําหน้าที่ไม่มีทางที่จะ ถูกต้องได้เลย ที่เขาบอกว่า ส.ว. ต้องเป็นอิสระ พรรคการเมืองก็ไปช่วยหาเสียงไม่ได้ ที่มาของเขาต้องการเอาคนดีคนเด่นคนดัง ที่เขาสู้ไม่ได้กับระบบเลือกตั้ง แต่อยากจะทํางาน ให้บ้านให้เมือง เอาคุณงามความดีที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ให้ประชาชนได้พิจารณา แต่กฎหมาย ที่ท่านแก้อยู่มันต้องส่งเสริมให้ดีได้เข้ามามีโอกาสเป็นวุฒิสภาเป็นวุฒิสมาชิก แต่แก้กฎหมายแบบของท่าน คนดีเหล่านี้ไม่มีโอกาสเป็นสมาชิกวุฒิสภาเลย ถ้าไม่เข้าไป อ้อนวอนขอพรรคการเมือง นักการเมือง หรือสนับสนุนทุนทางการเมืองเพื่อให้ชนะ การเลือกตั้ง เขาถึงต้องเขียนว่าคราวที่แล้ว ส.ว. ห้ามพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง การโฆษณาหาเสียงนั้น กกต. ดําเนินการให้ เพื่อให้คนดีสามารถเข้าสู่กระบวนการ ของการเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ทุนไม่ใช่เรื่องจําเป็นสําหรับการมาเป็นวุฒิสภา แต่พอท่าน ไปกําหนดว่าต้องมีการเลือกตั้งหาเสียงได้ เขาจะเอาทุนที่ไหนละครับมาหาเสียง มาประชาสัมพันธ์ให้คนได้รู้จัก เขตใหญ่ ๆ กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานีมี ส.ส. ๖ คน ต้องใช้เงินเท่าไรและถึงจะได้รับการรับรู้จากประชาชนแล้วมาเลือกตั้ง ท้ายที่สุดก็ไปอาศัย พรรคการเมือง นักการเมือง ซึ่งท่านประธานปฏิเสธผมไม่ได้หรอกครับว่ามันเป็นเรื่องจริง เขาถึงกลัวว่าพอไปอ้างอิงไปอาศัยเขาแล้วท้ายที่สุดต้องตอบแทนเขาครับ แล้ววุฒิสมาชิก นอกจากมีอํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้ง ถอดถอน บุคคลสําคัญแล้ว ท่านประธานก็ทราบดีครับ อํานาจให้ความเห็นชอบในเรื่องที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ วันนี้ก็มีแก้เข้ามาครับ คาอยู่ครับ ให้อํานาจรัฐบาลไปดําเนินการเกี่ยวกับผลประโยชน์ นอกอาณาเขตประเทศไทย กล้าเขียนได้อย่างไรครับท่านประธาน ในอดีตนะครับ ผลประโยชน์ของประเทศไม่ว่าที่ไหนต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพราะเกิด ความเสียหายมาในอดีต
ท่านธนา เอาเฉพาะเรื่อง ไม่มีใครประท้วงครับ เอาเฉพาะเรื่องของ ส.ว. นะครับ เชิญครับ
กําลังรออยู่ครับ วันนี้ผลประโยชน์ ของประเทศไม่ได้อยู่เฉพาะในอาณาเขตของประเทศเท่านั้น พื้นที่นอกอาณาเขตก็มี ผลประโยชน์
คือถ้าท่านไปพูดถึง ฝ่ายบริหาร ความจริงเรากําลังพูดถึงที่มาของ ส.ว. นะครับ ท่านจะพูดเรื่องอื่นก็ได้นะครับ แต่ว่าท่านพูดอย่างนี้ปั๊บจะมีคนประท้วง ผมนึกแล้วนะครับว่าจะต้องมีคนประท้วงท่าน ขอความร่วมมือนะครับ ท่านขจิตร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายว่าผิดข้อบังคับหลายข้อ และผมกําลังอธิบายทุกข้อ ที่มีการใช้บังคับในสภานี้เกี่ยวกับเรื่องนี้ทําผิดหมด แล้วก็ผิดข้อ ๑๑๗ เหตุที่เป็นอย่างนี้ จริง ๆ แล้วท่านไม่มีสิทธิจะอภิปรายอย่างนี้ ถ้าตามหลักพิจารณากฎหมาย ท่านต้องไปยื่น ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะที่ประชุมนี้ลงมติแล้วว่าแปรญัตติขัดหลักการ ท่านก็ไม่ยอมรับครับ ที่จริงมันผิดหลายข้อมาก ตั้งแต่ข้อ ๙๖ ข้อ ๙๙ ข้อ ๑๑๗ ที่ประชุมทั้งหมดลงมติแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมรับ สิ่งที่อภิปรายทั้งหมดมันอยู่ในวาระที่หนึ่ง ผ่านมาแล้ว เขาก็ไม่ยอมรับ แล้วจะเอาข้อบังคับอะไรครับมาใช้กับเขาได้ เขาทะลุไปแล้ว ถ้าเขาเคารพเขาต้องไปยื่น ศาลรัฐธรรมนูญ การมาพิจารณาอยู่อย่างนี้ใช้บังคับไม่ได้ คนไม่เคารพข้อบังคับสักข้อ ข้อ ๙๙ เขาว่าอย่างไร กรรมาธิการเขาบอกว่ามาตรา ๙๖ วรรคสาม ขัดหลักการไม่ได้ เขาก็บอกว่าขัดได้ อย่างนี้เอาอะไรมาบังคับได้ เพราะฉะนั้นการอภิปรายนี้ตามจริง ถ้าท่านประธานไม่อนุโลม บุคคลคน ๆ นี้กําลังอภิปรายอยู่ ได้รับการอภิปรายโดย ท่านประธานอนุโลม เพราะฉะนั้นข้อบังคับอะไรก็ใช้ไม่ได้ครับถ้าไม่ยอมใช้ เพราะฉะนั้น ผมเรียนท่านประธานว่าถ้าจะใช้ข้อบังคับก็ใช้ข้อไหนไม่ได้ทั้งนั้นละครับ เพราะว่ามันผิด ทั้งข้อ ๔๓ ข้อ ๔๔ ข้อ ๔๕ ท่านประธานวินิจฉัยแล้วเขาก็ไม่ยอมรับ ข้อ ๑๑๗ ทั้งสภานี้ ลงมติแล้วเขาก็ไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้นจะใช้อะไรกับเขาได้ เพราะฉะนั้นก็อภิปรายไปเรื่อย ๆ ตามที่ท่านประธานอนุโลม เพราะเขาไม่ได้เอาใจใส่ข้อบังคับแล้ว และเขากําลังบอกว่า พวกผมแก้รัฐธรรมนูญผิดหมด และคิดไม่ดีด้วย ถ้าอย่างนี้ต้องไปฟ้องศาล พิสูจน์กันเลย ท่านทนายใหญ่ครับ แต่ว่าพูดในนี้ไม่มีอะไรจะใช้กับเขาได้หรอกครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ผมขอวินิจฉัยนะครับ ข้อบังคับ ๑๑๘ ข้อ ๑๑๙ ข้อนะครับ ก็ท่านร่างขึ้นมาเองนะครับ ร่างมาเองแล้วก็ถ้าจะใช้ ท่านก็อ้างข้อบังคับ ไม่ใช้ท่านก็ไม่ต้องอ้าง เพราะฉะนั้นท่านธนาครับ คือท่านขอความกรุณา เพราะว่ามีประชาชนที่ดูอยู่ทางบ้าน ทีวีเอ็นบีที (TV NBT) ทีวีของรัฐสภามีประชาชนนะครับ ที่มานั่งเฝ้าดู รวมทั้งนักศึกษานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสยามก็ดี ประชาชนก็ดี มาชม การประชุม ซึ่งวันนี้เป็นการประชุมในวาระที่สอง นะครับ ก็คือท่านขอตัดมาตรา ๓ ออก ทั้งมาตรา ท่านก็บอกเหตุและผลนะครับ ท่านอย่าได้เข้าไปสู่วาระที่หนึ่ง ซึ่งวาระที่หนึ่ง มันผ่านมาตั้งแต่วันที่ ๔ แล้วครับ ขอความกรุณา ผมไม่อยากจะใช้อํานาจในการให้ท่านยุติ นะครับ ขอให้ท่านได้ให้ความร่วมมือหน่อย ผมยังมีเพื่อน ๆ รอคิวอีกเยอะนะครับ ท่านกรุณาสังเกต เมื่อกี้ต้องออกไปทานข้าวครับ เพราะที่รอคิวรอไม่ไหวจะเป็นลมครับ ส.ว. จะเป็นลมแล้ว ช่วยยุติแล้วก็หยุด เอาจบเร็ว ๆ เถอะครับ ขอความร่วมมือเถอะครับ ด้วยความเคารพนะครับ อยู่ กทม. มาด้วยกันนะครับ ขอความร่วมมือครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ความจริงถ้าไม่ลุกขึ้นมาประท้วงผม นะครับ ผมยังเหลือประเด็นอยู่แค่ประเด็น ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง พอท่านลุกขึ้นมาทีผมก็ต้อง กลับไปพูด เพราะไม่อย่างนั้นคนที่เขาติดตามชมเขาก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นผมเรียนเลยครับว่า สิ่งที่ผมอภิปรายนี่ ผมรับผิดชอบ ถ้าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผม ท่านมีสิทธิ ลุกขึ้นมาโต้แย้งคําอภิปรายของผม แล้วผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนและสมาชิกรัฐสภาจะได้ รับฟังและมีวิจารณญาณ ผมอีก ๒ ประเด็นเท่านั้นครับท่านประธาน ถ้าไม่ลุกขึ้นมาขัด ผมไม่ยาวแน่นอน ผมถึงบอกว่าการไปแก้ไขให้ ส.ว. ดํารงตําแหน่งได้ตลอดไปโดยไม่จํากัด มันเสี่ยงอย่างยิ่งครับต่อการที่จะต้องเข้าไปพึ่งพิงในการที่จะมุ่งหวังว่าตัวเองจะได้กลับมาเป็น ส.ว. อีก ในอดีตเขาให้เป็นสมัยเดียวครับ เพื่อที่จะได้ทุ่มเทตั้งใจทําหน้าที่เพื่อประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน เพราะคุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาในการเป็น ส.ว. ทําหน้าที่ให้ดีเพื่อรักษา ระบอบนี้ไว้ แต่งตั้งใคร ถอดถอนใคร ทําตามโดยอิสระแต่เมื่อรู้ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งอีก ท้ายที่สุดมันก็หนีไม่พ้นวังวนของนักเลือกตั้งครับ มันก็ต้องคิดว่าเลือกตั้งคราวหน้าจะชนะไม่ชนะ จะชนะต้องทําอย่างไร ทําอย่างไรจะชนะ ก็ต้องไปหานักการเมือง ไปหาพรรคการเมืองที่เขา ได้คะแนนเสียง มีคะแนนเสียงให้เขาสนับสนุน แล้วท้ายที่สุดมันก็ไม่จบอย่างไรครับ มันเป็น วงจรที่สร้างความเสียหายอย่างไรครับ แล้วผมถึงจะบอกว่าวุฒิสภาชุดนี้
มีคนประท้วงอีกแล้ว ท่านประท้วงนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายมงคล ศรีคําแหง ส.ว. จังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก็นั่งฟังผู้อภิปราย มานานนะครับ ท่านประธาน ก็ไม่อยากจะประท้วงหรือโต้แย้งอะไรให้เสียเวลา แต่ว่า ผู้อภิปรายนี่พูดพาดพิงเสียดสี ส.ว. เลือกตั้งชุดนี้มากมายเหลือเกินนะครับ ก็กล่าวหาว่า อิงแอบพรรคการเมืองบ้าง ใกล้ชิดพรรคการเมืองบ้าง แก้เพื่อตัวเองบ้าง แก้แล้วประชาชน ได้อะไร ไม่รู้หรืออย่างไรครับว่า แก้แล้วประชาชนได้สิทธินั้นคืนมา สิทธิที่ประชาชนจะเลือก ตัวแทนปวงชนของเขาเข้ามาทําหน้าที่ แล้วบอกว่าผมนี่อยากจะไปเป็นอีก พวกผมอยาก ไปเป็นอีก ถามว่าแก้แล้วเป็นได้เลยไหม ก็ต้องให้ประชาชนเป็นคนเลือก ลงแล้วไม่รู้จะได้ หรือเปล่านะครับ แล้ว ส.ว. สรรหานี้เป็นมา ๓ ปี กลับมาเป็นอีก ๖ ปี ซ้ําซากไหม เป็น สนช. มา ๒ ปี ตอนปฏิวัติ ไม่เห็นเป็นไรนะครับ ปากประชาธิปไตยใจเผด็จการ อย่ามาใช้กับพวกผม
ท่านมงคลครับ
มันเกินไป
ท่านมงคลครับ เอาละ พอแล้วนะ
ขอบคุณครับท่านครับ
ท่านมงคลครับ ท่านมงคล สิ่งที่ท่านพูดไปนะครับ ท่านใช้วาจาอย่างนี้ท่าน ขอให้ท่าน ไม่ต้อง ๆ อันนี้เดี๋ยวผมบอกกับ ท่านเองผมรู้ครับ ผมรู้ว่าจะทําอย่างไรนะครับ ท่านมงคลครับ ท่านถอนคําพูดเสีย ปากเป็น อะไรนั่นนะครับ เอาออกเสียนะ อย่าให้ปรากฏนะท่าน
ผม มงคล ศรีคําแหง ครับ ส.ว. จันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ คือถ้าเรามาจากการเลือกตั้งนี้เราจะไปเห็น เป็นอย่างอื่นไม่ได้หรอก หลักการประชาธิปไตยต้องมาจากการเลือกตั้ง แล้วมากล่าวหา พวกผม แก้แล้วนะครับก็อยากเป็นอีก อยากเป็นแล้วอยากเป็นกันอีก แล้วอยากเป็นได้ไหม ถ้าประชาชนไม่เลือก แล้ว ส.ส. เป็นกี่ครั้ง กี่หน ไม่เห็นมีปัญหาเลย
เอาล่ะท่านมงคล ท่านมงคล ถอนคําพูดนะครับ
ให้ผมถอนอะไรครับ ท่านประธานครับ ให้ผมถอนอะไรบอกมาเลยครับ
ท่านปากเป็นอะไรที่ท่านพูด นะครับ
ให้ถอนอะไร ผมก็ยินดีครับ ถ้าผมพูดแล้วมันผิด ผมอยากจะรู้ให้ผมถอนอะไร
ไม่อย่างนั้นจะมีคนประท้วง ท่านครับ
(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เดี๋ยว ท่านกุลเดช เชิญ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมขอประท้วงท่านที่กําลังประท้วงอยู่ เมื่อสักครู่ ท่าน ส.ว. จันทบุรี ท่านครับ ต้องเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับ เหตุผลที่ ท่านธนาพูดท่าน ส.ว. ตรึงใจก็บอกแล้ว ผู้ชมทางบ้านเขาโทรศัพท์มาบอกผมว่ากําลังฟังอยู่ เหตุการณ์มันเป็นอย่างไรอยากรู้ น้อง ๆ ที่นั่งอยู่ข้างบนก็อยากรู้ ไม่มีใครบอกว่าเบื่อสักคน ท่าน ส.ว. ที่เบื่อก็ลุกออกไปทํากิจกรรมอื่นก็ได้ ไม่ต้องมาร้อนตัวหรอกครับ ท่านธนาพูด มันพฤติกรรมความเป็นจริงทั้งนั้น แล้วอีกเรื่องหนึ่งผมขอให้ถอนคําพูดเมื่อกี้ครับ ปากอะไร ใช้ไม่ได้ครับ
คือท่านธนาบอกเมื่อสักครู่นี้ บอกเหลือแค่ ๒ ข้อถูกไหมที่จะจบแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอไม่ต้องประท้วงนะครับ ขอให้ท่านธนาได้พูดต่อนะครับ ท่านทวนคําพูดสิ ท่านพูดว่าอย่างไรนะครับ ท่านกุลเดช ท่านทวนคําพูดสิ
เขาพูดว่า ปากประชาธิปไตยใจเผด็จการ ครับ อย่าเอานิสัยตัวเองมาพูดว่าคนอื่นครับ
ท่านมงคลครับ ถ้าท่านพูด คําเมื่อกี้ที่เขาประท้วงท่านก็ถอนคําพูดเสียนะครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ ว่าใครนะครับ ถ้าใครปากเป็นประชาธิปไตยแล้วใจเป็นเผด็จการ ถ้าใครยอมรับผมก็จะถอน ผมไม่ได้ว่าใครเลย ผมนี่มาจากการเลือกตั้ง
เอาอย่างนี้ท่านมงคลครับ ความจริงงานนี้มันจะจบอยู่แล้วนะครับ ท่านก็ฟังเราทนมาตั้งแต่แรกแล้ว ทนต่อไปครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ถอนเถอะครับ
ถอนตรงไหนครับท่าน
ถอน ปากประชาธิปไตย ใจเผด็จการ ท่านถอนเถอะครับ
หรือปากว่าตาขยิบ
ไม่ต้องแล้ว
ไม่ใช่ ใช่ไหมครับ
ท่านถอนเถอะ
ปากประชาธิปไตย ใจเผด็จการ หรือครับ ถ้ามันไปโดนใจคนไหน ผมก็ถอนได้ครับ
โอเคครับ ท่านถอนแล้ว
ถ้าใครยอมรับก็ถอนให้
ถอน ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว นะครับ พอดีพ่อแม่พี่น้องจากจังหวัดสกลนคร จากอําเภอกุสุมาลย์ สมาชิกเทศบาลได้มาชม อยู่ด้วย นักศึกษาก็มาชมอยู่ด้วย ทีวีถ่ายทอดทั่วประเทศเขาก็ชมอยู่นะครับ เขารู้เองนะครับ ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องประท้วงหรอกครับ เชิญท่านธนา ท่านอีก ๒ ข้อ ท่านจบแล้ว ท่านว่าไปเลยครับ เขาถอนไปแล้ว เขาถอนคําพูดแล้ว ท่านธนา เชิญครับ เอาอย่างนี้ท่านลบออกจากในบันทึกการประชุมเลยนะครับ ไม่ว่าจะคําพูดไหนนะครับ ประธานสั่งให้ถอน เอาท่านมงคลเมื่อสักครู่นี้ปากว่าตาขยิบอีกคําหนึ่งนะครับ ชาวบ้านคนฟัง เขาจะได้รู้ว่าท่านพูดคํานี้นะครับ เชิญครับ ถอนไปเลยครับ
ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมเคารพจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่แกล้งเคารพ ผมถอนครับ
ก็ถอนเรียบร้อยนะครับ เชิญท่านธนาต่อนะครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมไม่ติดใจนะครับคําพูดที่ท่านพูดขึ้นมาเพราะว่ากรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา สิ่งที่ผมอภิปรายทั้งหมด ผมกําลังโยงให้เห็นว่าประเทศชาติจะเสียหายอย่างไรถ้ามีการ ดําเนินการในลักษณะอย่างนี้ ส่วนท่านก็มีสิทธิครับ ผมเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาประชาธิปไตย ส่วนท่านก็มีสิทธิครับ ผมเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาประชาธิปไตย ผมก็ต้องพร้อมที่จะรับฟัง ความคิดเห็นต่างจากคนที่คิดต่างจากผม ไม่เป็นไรครับ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมพูดทั้งหมด จะบันทึกไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ และสิ่งที่ผมพูดเป็นการแสดงให้เห็นว่ามันจะมีการดําเนินการ ที่ไม่ชอบมาพากลอย่างไร สุดท้ายครับท่านประธาน เพราะว่าผมก็อยากให้เพื่อนสมาชิก ได้ใช้สิทธิกันอย่างเต็มที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้กรรมาธิการไปแก้ แล้วท้ายที่สุดก็จะขัด รัฐธรรมนูญอีกครับ ขัดเยอะมากครับ ท่านต้องยอมรับนะครับว่าวุฒิสภาเป็นองค์กร หลักในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เมื่อสักครู่นี้ผมอ่านให้ท่านฟังตอนต้นแล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่จะไปเกี่ยวข้องแก้ไขกับอํานาจหลัก องค์กรหลักในระบอบ ประชาธิปไตยนั้นท่านทําไม่ได้ ท่านต้องไปขอความเห็นชอบจากประชาชน วันนี้หวาดระแวงกัน ถึงขนาดว่าให้สถาบันวุฒิสภาทําหน้าที่ไม่ได้ เพียงเพราะหวาดกลัวว่าพอไม่มีวุฒิสมาชิกที่ มาจากการเลือกตั้งแล้ว ท่านถึงไปเขียนบทบัญญัติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ในระหว่าง มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ห้ามวุฒิสมาชิกที่เหลืออยู่คือวุฒิสมาชิก ที่มาจากการสรรหาปฏิบัติหน้าที่ ท่านมีสิทธิอะไรไปห้ามคนที่เขามาจากรัฐธรรมนูญ แล้วรัฐธรรมนูญกําหนดให้ทําหน้าที่ ท่านมีสิทธิตรงไหน ท่านใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้อย่างไรครับ แล้วบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ต้องกําหนดการทําหน้าที่ของ ส.ว. แล้วท่านจะทําอย่างไร มาตรา ๒๐๖ ผมไม่ยกทุกมาตราหรอกครับ แต่ยกให้ท่านเห็นว่าสมมุติว่าระหว่างนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกิดมีความจําเป็นจะต้องมีการคัดสรร มีการเลือกกันโดยวุฒิสมาชิก ท่านไปแก้ไขกฎหมายว่าไม่สามารถทําหน้าที่ได้จนกว่าวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง จะเข้ามาทําหน้าที่ ท่านมีสิทธิหรือครับ แล้วบทบัญญัติมาตรา ๒๐๖ กําหนดไว้ว่า ให้คณะกรรมการสรรหาตุลาการรัฐธรรมนูญคณะหนึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคนเป็นกรรมการ ทําหน้าที่สรรหาและคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) แล้วหลังจากนั้น ให้วุฒิสภาดําเนินการเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อให้มีมติ ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับ การคัดเลือกตาม (๑) ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายชื่อ ท่านไปเขียนยกเว้น รัฐธรรมนูญได้อย่างไรครับ ท่านไปเขียนไม่ให้รัฐสภา วุฒิสภาทําหน้าที่ได้อย่างไรครับ และนี่คือ การไปรัฐสภาแห่งนี้ได้เห็นว่าเจตนาในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีเจตนาเพื่อ ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ แต่เป็นเจตนาที่จะเข้ามาสู่กระบวนการ ของการแทรกแซงวุฒิสภา และเลยไปถึงการแทรกแซงการทําหน้าที่ขององค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อํานาจในการแต่งตั้ง ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งการเมือง ซึ่งรวมถึง ผู้พิพากษาศาลทุกคน อัยการทุกคน ตําแหน่งระดับสูงในประเทศนี้ทุกคน เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดก็คือถ้าท่านเลือกที่จะแก้ไขเพื่อประโยชน์ ของพรรคการเมือง นักการเมือง นักเลือกตั้ง ทุนนิยมที่จะใช้การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยใฝ่หาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ผมจึงไม่สามารถที่จะเห็นด้วย กับการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้งได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการ เดี๋ยวครับ พอแล้วกระมัง เดี๋ยวให้ท่านกรรมาธิการเขาช่วยชี้แจงหน่อยครับ ท่านขจิตร เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกรัฐสภา ผมเพียงแต่อธิบายด้วยเหตุผล ผมถูกใส่ร้ายในเรื่อง เจตนาในการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะบอกสั้น ๆ ว่า สิ่งที่ท่านอภิปรายมาทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องความจริงตามที่ท่านจินตนาการ ยกตัวอย่าง จังหวัดจันทบุรี พรรคการเมืองหนึ่ง ก็ได้ ส.ส. หมด ท่านก็ไม่ได้ ส.ว. หรอกครับ นี่คือเรื่องจริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านอภิปรายมา ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปได้ เป็นจินตนาการของท่านเท่านั้น ผมมีเจตนาที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน เพื่อจะได้ ส.ว. เขากลับมาครับ
เอาละครับ จบไปแล้วครับ เดี๋ยวให้กรรมาธิการเขาได้ชี้แจงนะครับ แล้วจึงจะท่านพิษณุ แล้วก็ท่านสายนะครับ ขอให้ กรรมาธิการจะชี้แจง ท่านสามารถเสร็จแล้วก็ ท่านชวลิตนะครับ เชิญ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ที่จริงแล้วการพิจารณา ในวาระนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๔) ก็เป็นการพิจารณาวาระที่สอง เรียงตามลําดับ มาตรา ผมก็นั่งฟังมา ๔ ชั่วโมงนะครับ เพื่อจะเก็บประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๓ ที่กําลัง พิจาณาก็ปรากฏว่าหลายท่านก็ไปอภิปรายที่มันไม่ตรงกับหลักการที่รัฐสภาได้รับนะครับ ฉะนั้นผมจะตอบเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับหลักการที่รัฐสภาได้รับมา นั่นก็คือ ให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งนะครับ คือกราบเรียนเพื่อนสมาชิกครับว่า กรรมาธิการเรานี้นะครับ เราได้ พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบครอบนะครับ เราก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งได้ยกเลิก มาตรา ๑๑๑ กับมาตรา ๑๑๒ และบัญญัติขึ้นใหม่ ในมาตรา ๑๑๑ ก็กําหนดให้มี ส.ว. จํานวน ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งของราษฎรนะครับ แล้วก็พูดถึงวิธีการเลือกตั้ง พูดถึง ส.ว. ว่าเมื่อขาดจากตําแหน่งจะเอาตรงไหนมาทดแทนอย่างไรนะครับ ก็ปรากฏว่า ผมฟังแล้ว หลายท่านก็จะติดใจเฉพาะว่า ๒๐๐ คนมาจากไหน จริง ๆ เมื่อคืนนี้ก็ชี้แจงไปรอบหนึ่งแล้ว นะครับ ๒๐๐ คนนี่ เราก็เอาสัดส่วนของ ส.ส. ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ จํานวน ๕๐๐ คน เทียบกับจํานวน ส.ว. ที่ควรจะมี แล้วไปเทียบเคียงย้อนไปไปตั้งแต่สมัยเราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้ มันก็เป็นสัดส่วนที่กําลังเหมาะสม ก็เลยบัญญัติไว้ว่าเป็น ๒๐๐ คน ทีนี้วิธีการเลือกตั้ง เราก็ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วให้ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนน ๑ ท่าน เลือกได้เบอร์เดียว กรณีที่จังหวัดที่มี ส.ว. เกินกว่า ๑ ท่านนะครับ ก็เป็นเรื่องที่ กรรมาธิการเห็นว่ามีความเหมาะสม แล้วท่านไม่ต้องกลัวนะครับว่า การเลือกด้วยวิธีนี้ พรรคการเมืองที่มีความนิยม มีเสียงนิยมมาก จะครองเสียง ส.ว. ในจังหวัดนั้นได้ทั้งหมด นะครับ เพราะคะแนนมันก็เฉลี่ยกันไป ใครที่ได้รับความนิยมมาก คะแนนก็อาจจะโด่งกว่า คนอื่น แต่คนที่ ๒ คนที่ ๓ คนที่ ๔ ก็มีโอกาสที่จะเข้ามา รวมไปถึงผู้ที่เป็นกลางไม่ได้ฝักใฝ่ พรรคการเมืองไหนแต่สนใจจะสมัคร เขาก็มีโอกาสนะครับ ทีนี้ท่านประธานครับ มีหลาย ความคิดเห็นที่อาจจะทําให้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน และท่านสมาชิกรัฐสภาอาจจะ เกิดความเข้าใจผิดนะครับ
เรื่องแรก ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ท่านบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะทําผิดรัฐธรรมนูญนะครับ ก็กราบเรียนว่าถ้าท่านไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่ให้อํานาจรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ เขาห้ามไว้ ๒ เรื่องเท่านั้นเองนะครับ ผมย้ําอีกทีนะครับ ห้าม ๒ เรื่อง ถ้าเราไปแก้ ๒ เรื่องนี้มันทําไม่ได้ ก็คือ ๑. ไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กับ ๒. ไปเปลี่ยนรูปของรัฐ นะครับ ถ้าไม่เกี่ยวกับ ๒ เรื่องนี้ ทําได้ แต่ทีนี้เราเคยทําที่จะแก้ทั้งฉบับ มาตรา ๒๙๑ ก็ปรากฏว่ามีการไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคําวินิจฉัยบวกความเห็น บอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้สถาปนามาจากประชาชน ถ้าจะทําทั้งฉบับให้ไปถามประชามติก่อน แต่ถ้าจะทําเป็นรายมาตราก็ทําได้ วันนี้เราก็แก้เป็นรายมาตรามานะครับ แยกเป็น ๓ ฉบับ ทีนี้ท่านก็ถามว่าทําไมต้องแยกเป็น ๓ ฉบับ ทําไมไม่ทําฉบับเดียว ผมก็ถามย้อนกลับไปเหมือนกันครับว่าสมัยท่านเป็นรัฐบาล ท่านได้แก้มา ๒ ฉบับ ท่านแก้ฉบับแรกนี้ว่าถึงการแก้ไขเรื่องเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง ท่านแก้มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘ ซึ่งแต่เดิม รัฐธรรมนูญเดิมที่ก่อนท่านแก้นี้ ก็บอกให้มี ส.ส. จํานวน ๔๘๐ คน ๔๐๐ คนมาจากเขต โดยใช้วิธีแบ่งเป็นเขตละ ๓ คน เวลาเลือกต้องเลือกเป็น ๓ คน เรียงเบอร์ แล้วก็ให้มี การแบ่งโซน (Zone) ประเภทออกเป็น ๘ โซน ให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อโซนละ ๑๐ คน รวมกันแล้ว ๔๘๐ คน แต่เดิมนะครับ ท่านก็มาแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ให้มี ส.ส. ๕๐๐ คน ใช้วิธี ๑ เขต ๑ คน แต่ท่านไปลดจํานวน ส.ส. เขต เดิมมี ๔๐๐ คน ท่านให้เหลือก ๓๗๕ คน แล้วท่านก็ไปทําบัญชีรายชื่อใหม่เป็น ๑๒๕ คน และใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง อันนี้ท่าน ก็ทํามาแล้ว ท่านก็ไม่ได้ไปถามประชามติที่ไหน แล้วถ้าถามว่าอันนี้มันกระทบกับสถาบัน นิติบัญญัติไหม ทําให้รูปแบบจํานวนของ ส.ส. เปลี่ยนไปนี่ มันก็เปลี่ยนนะครับ ท่านก็ทํา ขณะเดียวกันอีกฉบับหนึ่งฉบับที่ ๒ ท่านก็แก้มาตรา ๑๙๐ แต่ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ท่านประธานไปดู เถอะครับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทรงลงพระปรมาภิไธยวันเดียวกัน คือวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔ แต่แยกเป็น ๒ ฉบับ ก็เหมือนกันละครับ ของผมก็จะทํากัน ๓ ฉบับ แล้วก็ ดําเนินการถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ถูกต้องสอดคล้องตามคําแนะนําของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่น่าจะเป็นห่วงว่ามันจะไปผิดรัฐธรรมนูญที่ตรงไหน ทีนี้กราบเรียนต่อไปครับ ท่านก็ เป็นห่วงเป็นใยว่าถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาจากประชาชนโดยตรงแล้ว เกรงว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือวุฒิสภาทั้งหลายนี้จะถูกครอบงําโดยพรรคการเมือง ซึ่งจะมีผล ให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระทั้งหลายที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญจะถูกครอบงําไปด้วย ก็กราบเรียนท่านนะครับว่าถ้าท่านเข้าใจและท่านพูดให้มันลึกหน่อย ท่านจะเห็นว่าระบบ การที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ องค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายนี้เขามี กระบวนการสรรหามาแล้ว แล้วท่านมาดูจากที่เขาสรรหามาว่าจะเอาหรือไม่เอา เหมือนเขา เอาใส่ถาดมาให้ท่านเลือกนี่ละครับ ท่านไม่ใช่ไปหยิบมาตั้งแต่ต้น ผมยกตัวอย่างนะครับ ท่านพูดถึง กกต. นี่ กกต. ๕ คนนี้มาจากไหนครับ เขาบอกให้ตั้งคณะกรรมาการสรรหา ๗ คน ไปสรรหา กกต. มาให้วุฒิสภาว่าจะให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กรรมการสรรหาทั้ง ๗ คน ก็ประกอบด้วยท่านประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็บุคคลที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาเลือกมา ๑ คน บุคคลที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดเลือกมาอีก ๑ คน เหล่านี้ เป็นกรรมการสรรหา ก็ไปสรรหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เอาชื่อเหล่านั้นใส่ถาดมาให้ท่าน นะครับ ท่านไม่มีทางไปเลือกหยิบจากที่อื่น ก็หยิบจากที่เขาสรรหามาให้ เหมาะสมหรือไม่ เหมาะสมนี้ ไม่ใช่วุฒิสภาเป็นคนไปเลือก เขาเลือกกันมาแล้ว ให้ท่านมาหยิบอีกทีหนึ่ง ถ้าท่านโหวต (Vote) ไม่เอาด้วยเขาก็ไปผ่านกระบวนสรรหากลับมาใหม่ เอามาเสนอ ท่านใหม่ อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ และเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ป.ป.ช. ก็ดี ที่เราใช้เป็นองค์กรที่จะมาช่วยตรวจสอบก็มีลักษณะเหมือนกัน ก็มีการสรรหาจากองค์กร ต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างศาลรัฐธรรมนูญซึ่งใช้กับ ป.ป.ช. โดยอนุโลมนะครับ เขาบอกว่า ให้ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งได้รับการเลือก โดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาด้วยวิธีลงคะแนนลับ เสนอชื่อมา ๓ คน ให้ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด โดยวิธีลงคะแนนลับ ก็เสนอมาอีก ๒ คน ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์หรือผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสาขา นิติศาสตร์อย่างแท้จริงได้รับการเลือกตามมาตรา ๒๐๖ ก็คือสถาบันทั้งหลายที่สอนนิติศาสตร์อะไรเขาก็เลือกกันมาอีก ๒ คน และให้ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ซึ่งมีความรู้ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง เลือกมาอีก ๒ คน เลือกใส่ถาดมานะครับ แล้วก็ ส.ว. ทั้งหลายท่านก็มาดู ฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะบุคคลที่เขาเสนอชื่อมานี่ องค์กรต่าง ๆ ที่เป็นที่เชื่อถือของสังคมเขากลั่นกรองมาแล้ว ส.ว. มาเพียงแต่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เห็นด้วยก็ไปเป็น ไม่เห็นด้วยก็เอากลับไปสรรหากลับมาให้ผมดูใหม่สิ มันก็มี ระบบถ่วงดุลกันอย่างนี้ ฉะนั้นผมว่าอย่าไปคิดมากครับ ถ้าเราคิดว่าประชาชนที่บ้านฟัง มันเหมือน ส.ว. นี่ใหญ่จริง อยากตั้งใครเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งเป็น ป.ป.ช. ตั้งเป็น กกต. ก็ไปตั้งได้เลย มันไม่ได้นะครับ ระบบมันต้องสรรหา แล้วเอามาเสนอท่าน ส.ว. ทั้งหลาย ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ผมว่าที่ผ่านมาเราเป็นประชาธิปไตยมา ๘๐ ปี กําลังย่าง ๘๑ ปี เมื่อเช้าผมฟังท่าน ส.ว. สายทหาร ท่านก็บอกว่าการเลือกตั้งมันไม่ใช่คําตอบสุดท้าย ก็น่าเห็นใจครับ ระบอบประชาธิปไตยไทย เราเป็นมา ๘๐ ปี เรามีการปฏิวัติรัฐประหาร ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ผมมาไล่ดูเราต้องมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้พวกกบฏ ทั้งหลายที่มายึดอํานาจ ๒๓ ครั้ง ไม่รวมครั้งที่ ๒๔ ที่นิรโทษกรรมให้นิสิตนักศึกษา ประชาชนที่ปฏิวัติตอน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เอาเฉพาะทหารทั้งหลาย ผู้มีอํานาจ มีกองทัพ ที่ทําปฏิวัติรัฐประหาร ต้องนิรโทษกรรม ๒๓ ครั้ง เราเป็นประชาธิปไตยมา ๘๐ กว่าปี เฉลี่ยแล้วปฏิวัติ ๓ ปีครั้ง แล้วท่านจะไปหวังว่าให้ประชาชนได้ซาบซึ้งประชาธิปไตย ให้เข้าใจ ประชาธิปไตยเหมือนอเมริกาเขาที่เป็นประชาธิปไตยมา ๒๐๐ ปีได้อย่างไรครับ เราต้อง ให้โอกาสประชาชนเรียนรู้ เราต้องศรัทธาในพี่น้องประชาชน และวันนี้ผมเชื่อนะครับว่า ประชาชนเขาได้เรียนรู้ทางการเมือง ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น วิกฤตทั้งหลายที่เกิดขึ้นทางการเมือง ความไม่เข้าใจ ซึ่งเรามองว่าเป็นวิกฤต เป็นปัญหา ของบ้านเมือง มันก็สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้การเมือง เขาติดตามใกล้ชิดนะครับ ฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านทั้งหลายได้มั่นใจ ได้ศรัทธาในประชาชนว่าเมื่อเขามีโอกาสเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภา แล้วเขาทราบเขาตระหนักว่าบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาจะต้องเข้ามา กลั่นกรองกฎหมาย จะต้องมาแต่งตั้ง มาถอดถอน เขาก็จะใช้ดุลยพินิจเลือกผู้ที่เหมาะสม ที่สุดเข้ามาทําหน้าที่แทนเขา ส่วนประเด็นอื่นที่ยังไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๓ ผมก็ยังไม่ตอบ หรอกครับ เดี๋ยวให้ไล่ไปทีละมาตรา ถ้าเกี่ยวข้องกันตรงไหนผมก็จะถือโอกาสเรียนชี้แจงท่าน ต่อไปครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านชวลิต เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ กรรมาธิการเสียงข้างมากเคารพในความคิดเห็นของกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยและผู้แปรญัตติ เราเคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แต่ความเห็นอาจจะ แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามก็มีประเด็นที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นตรงกับกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยและผู้แปรญัตติ นั่นก็คือการให้ความสําคัญกับองค์กรวุฒิสภา ซึ่งหลายท่าน ก็กล่าวไปแล้วว่าอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภานั้นสําคัญยิ่ง เมื่ออํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา สําคัญดังกล่าว กรรมาธิการเสียงข้างมากจึงเห็นว่าการได้มาของ ส.ว. หรือที่มาของ ส.ว. นั้น จึงต้องยึดโยงกับเจ้าของอํานาจอธิปไตย นั่นก็คือยึดโยงกับอํานาจของประชาชน มีประเด็นที่ถกเถียงกันก็คือ ส.ว. ควรมีความเป็นกลางทางการเมือง โดยใครจะเป็นกลาง ทางการเมืองมากกว่ากัน ระหว่าง ส.ว. สรรหา กับ ส.ว. เลือกตั้ง ท่านมองว่ามือ ของประชาชน ๑๕๐,๐๐๐ คน หรือใกล้เคียงน่าจะไม่เป็นกลางเท่ากับมือที่ใช้ในการสรรหา ไม่กี่มือ หรือผู้ที่มีอํานาจครอบงําเจ้าของมือ เราเคารพในความคิดเห็นของท่าน แต่เราไม่เห็นตามท่านและที่สําคัญ ส.ว. ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ถ้าไม่ดีไม่เด่นดังจริง ไม่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนอย่างแน่นอน ท่านประธานที่เคารพครับ กรรมาธิการเห็นว่า เมื่อบ้านเมืองเริ่มเป็นประชาธิปไตย ก็จําเป็นที่จะต้องพัฒนากติกาสูงสุดของประเทศ ให้เป็นประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้จะยังแก้ไม่ได้ทั้งหมด จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ที่ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องอดทน และหาหนทางที่จะให้กติกาของบ้านเมือง คือกฎหมายรัฐธรรมนูญได้เป็นประชาธิปไตย ที่แท้จริงต่อไป คงจะท้อถอยไม่ได้ กรรมาธิการเสียงข้างมากรู้สึกแปลกใจที่ยังมีท่านสมาชิก หลายท่านยังทุ่มเทรักษารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นมรดกจากการปฏิวัติรัฐประหาร พวกกระผมพยายามเรียกร้องในการที่จะให้กติกาเป็นประชาธิปไตย มีการหาเสียง กับพี่น้องประชาชนว่าเมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามา ก็จะขอแก้ไขกติกาบ้านเมืองให้เป็น ประชาธิปไตย ก็ดําเนินการตามที่ได้หาเสียงไว้ การแก้ครั้งนี้เป็นเพียงการแก้รายมาตรา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้แนะนําหลังจากที่เราคาการแก้ทั้งฉบับอยู่ในสภาตามคําแนะนํา ของศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน และถ้าพรรคของท่านไม่เคยแก้เป็นรายมาตราดังที่ท่านประธาน สามารถได้กล่าวมาก่อนเมื่อสักครู่ก็คงจะไม่เป็นประเด็นที่จะมาถกเถียงกัน ณ ขณะนี้ กรรมาธิการหวังว่าเมื่อโลกล้อมประเทศ เราไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกได้ กติกาของบ้านเมืองของเราจะต้องพัฒนาต่อไปให้ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศ และนานาอารยประเทศต่อไป การยุบพรรคการเมืองโดยง่าย การนิรโทษกรรมตนเอง ทั้งในอดีต ปัจจุบันยันอนาคตจะต้องหมดไป พวกเราไม่ท้อถอยในอันที่จะทําให้กติกา เป็นประชาธิปไตยในที่สุด ขออนุญาตกราบเรียนในเบื้องต้นเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
เอาครับท่านพิษณุครับ เดี๋ยว ๆ ครับท่านชินวรณ์ เชิญครับ ท่านชินวรณ์เชิญครับ ท่านชินวรณ์ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมขอประท้วงตามข้อบังคับ เนื่องจากว่าเพื่อนที่เป็น กรรมาธิการเสียงข้างมากเมื่อสักครู่ได้มาอ่านข้อความทําให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อย และพวกกระผมเกิดความเสียหาย ซึ่งท่านได้อ่านว่า ทําไมจึงมีความดึงดันที่จะต่อต้าน ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ซึ่งโดยข้อเท็จจริง แล้วในกรรมาธิการเราก็ได้แสดงความคิดเห็นกันชัดเจนครับท่านประธานในเรื่องนี้ว่า ในส่วนของการเลือกตั้งนั้นพวกผมไม่ขัดข้องแต่ว่าเป็นความพยายามในการที่จะไปแก้ไขให้ กระบวนการได้มาขอสมาชิกวุฒิสภานั้นไปเกี่ยวโยงกับการกําหนดให้วุฒิสภานั้นสามารถที่จะ ลงซ้ําได้เหมือนกับการเกาหลังกัน และนําไปสู่การใช้ฐานเสียงทางการเมืองเพื่อที่จะให้ พรรคการเมืองเข้าไปครอบงําในการที่จะให้มีวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง และที่เป็นห่วงมาก เหมือนท่านธนา ขอประทานโทษที่เอ่ยนามได้กล่าวถึง ก็คือว่านําไปสู่การที่จะก้าวล่วง ในการแต่งตั้งและถอดถอนองค์กรอิสระ ก็เหมือนเคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้วนะครับ ในสมัยที่ พรรคไทยรักไทยก็ได้ดําเนินการในการเข้าไปก้าวล่วงคณะกรรมการองค์กรอิสระ จนทําให้ เกิดปัญหาในการแทรกแซง ตรงนี้จึงเป็นที่ที่เพื่อนสมาชิกให้ความเป็นห่วงใย ไม่ใช่ พวกกระผมไม่เห็นด้วยกับระบอบประชาธิปไตย หรือไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ข้อความที่อ่านเมื่อสักครู่ เป็นข้อความตามใบสั่งหรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่กระผมขอยืนยัน อีกครั้งหนึ่งครับว่า พวกผมต่อสู้เพื่อสร้างระบบดุลยภาพในทางการเมือง ที่ให้มีการตรวจสอบ และถ่วงดุล เพื่อให้เป็นระบบประชาธิปไตยที่เป็นสากล อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ก็ด้วยความห่วงใย ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ก็ระมัดระวังนะครับ เป็นความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายนะครับ แต่มันตรงกัน ก็คือท่านก็มีจุดยืนของท่านนะครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย คราวนี้ผมต้องชี้แจงที่ท่านชวลิต ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากชี้แจงลักษณะอย่างนั้นทําให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อย เสียหาย ในชีวิตของผมผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนมาตลอด มีครั้งเดียวเท่านั้น คือในปี ๒๕๓๙ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา หนึ่งในจํานวน ๒๖๐ คน เพราะฉะนั้นผมยืนยันมาตลอดเวลาว่า บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยนั้น นักการเมือง เป็นตัวแทนของประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่มันมีผลครับ ว่าการเลือกตั้ง กับการแต่งตั้งมันมีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ซึ่งตอนอภิปราย ผมใช้เวลาอภิปราย ผมจะชี้ให้ละเอียดชัดเจน ผมอยู่ตรงนั้นมา ๑๑ ปี วุฒิสภา เดี๋ยวผมจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าพูดอย่างนี้พวกผมเสียหายว่าทําไมผมมาค้านที่ให้เลือกตั้งทั้งหมดจากประชาชน จํานวน ส.ว. คนเราจะอยู่ตรงไหนก็ตามมันอยู่ที่ดีชั่ว อยู่ที่คน ไม่ใช่ว่ามาจากตรงไหนครับที่เขา แต่งตั้งมา เขาดี เขามีความสามารถ มีความรู้เยอะแยะ เป็นคนดี ไม่โกงบ้าน โกงเมือง ไม่กินบ้านกินเมืองเยอะแยะ แต่นักการเมืองขณะนี้ถูกประณามจากประชาชน จากทุกองค์กร ว่ากินบ้านกินเมือง โกง อันนี้ไม่ใช่ที่มาหรอกครับว่าทําให้นักการเมืองเป็นคนดีได้
ท่านนิพนธ์เดี๋ยวถึงคิวท่าน แล้วท่านอภิปรายได้ไหมครับ
อันนี้ผมก็ต้องเรียนนิดหนึ่ง ครับว่า ผมต้องประท้วง ไม่อย่างนั้นพวกผมเสียหาย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วเวลาผมใช้สิทธิอภิปราย ผมจะอธิบายถึงที่มาทั้งหมดตั้งแต่วุฒิสภาแต่งตั้ง และวุฒิสภา เลือกตั้ง ที่ผมเลือกตั้งในปี ๒๕๔๓ ว่าที่ผมเลือกตั้ง ๒๐๐ คนนั้น มีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง นี่ละมาจากประชาชนทั้งประเทศ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวถึงคิวท่าน ท่านค่อย อภิปรายนะครับ ท่านชวลิตครับ ท่านพยายามอย่าแสดงอะไรที่ทําให้คนอื่นเขาประท้วงอีก นะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ในฐานะกรรมาธิการ ปกติผมเป็นคนประนีประนอม อยู่แล้ว ต้องขอประทานโทษถ้าจะทําให้ได้เข้าใจไปในอย่างนั้นนะครับ แต่ว่าถ้าได้ดู กระบวนการในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑ ที่ดําเนินการแก้ไขทั้งฉบับ เป็นต้นมา ก็จะเข้าใจกระบวนการทั้งหมด ผมให้ความเห็นสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านพิษณุครับ ถึงคิวท่านแล้ว ท่านนิพนธ์ครับ เดี๋ยวถึงคิวท่านแล้วค่อย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าผมมีความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยไม่น้อยกว่าท่านชวลิตอย่างเด็ดขาดนะครับ ผมยืนยันอย่างนั้นครับ แล้วผมมีส่วนในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตลอด ไม่ใช่เฉพาะ ฉบับนี้นะครับ ก่อนที่ท่านชวลิตจะมาเป็น ส.ส. ด้วยซ้ําไป ขอบคุณครับ
โอเคนะครับ ท่านพิษณุครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พี่น้อง ประชาชนที่รับฟังการถ่ายทอดสดอยู่ที่ทางบ้านครับ วันนี้รัฐสภาของเราซึ่งประกอบไปด้วย ส.ส. และ ส.ว. กําลังพิจารณากฎหมายที่เป็นกฎหมายสําคัญที่สุดของประเทศไทยนั้น นั่นก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ วันนี้เราอยู่ในวาระที่สองซึ่งเป็นการพิจารณารายมาตรา และที่สําคัญวันนี้เราพิจารณามาตรา ๓ ซึ่งประกอบไปด้วยหัวข้อสําคัญ ๆ ๒ อัน ท่านประธานครับ ขออนุญาตอ่าน มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ขณะนี้เรากําลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ พี่น้องครับตามผมมาว่า มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ประกอบไปด้วยเรื่องอะไร มาตรา ๑๑๑ เป็นเรื่องของ จํานวน ส.ว. และประเภทของ ส.ว. เดิมรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่าเรามี ส.ว. ทั้งหมด ๑๕๐ คน มาตรา ๑๑๑ บอกไว้ว่ามี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ก็ประมาณ ๗๖ คน แล้วก็ที่เหลือมาจากสรรหาก็ประมาณ ๗๔ คน รวมเป็น ๑๕๐ คน นี่คือมาตรา ๑๑๑ แต่คณะกรรมาธิการที่เราตั้งขึ้นไป ซึ่งได้แต่งตั้งโดยรัฐสภาแห่งนี้เพื่อพิจารณาการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ได้มีการดําเนินการประชุมหารือกันจนได้มาถึงข้อสรุปว่าไม่มีข้อสงสัยที่เราโหวต ในวาระที่หนึ่ง ให้ ส.ว. นั้นมาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จากการอภิปราย ของเพื่อนสมาชิกหลายท่านในวันนี้ก็ทําให้เสมือนหนึ่งว่าเรากลับไปอภิปรายในวาระที่หนึ่ง อีกครั้ง แต่ท่านประธานครับ ไม่เป็นไรครับเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ ได้ร่วมตัดสินใจไปกับ พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็คิดว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนอีกมาตราหนึ่งที่เรากําลัง จะแก้ไขกันวันนี้ก็คือมาตรา ๑๑๒ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. สายเลือกตั้ง ชัดเจนครับ รัฐธรรมนูญฉบับเดิมบอกไว้ว่าประชาชนเลือก ส.ว. ได้จังหวัดละ ๑ คน นี่คือกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ๒ มาตราที่เรากําลังพิจารณาแก้ไขกันอยู่ปัจจุบันนี้ นั่นคือมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ผมขออนุญาตท่านประธานสั้นๆ คงไม่ใช้เวลานาน เพื่อจะย้ําให้ พี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าวันนี้ถ่ายทอดไปทั่วประเทศ และผมเห็นด้วย ในหลักการที่จะมี ส.ว. หรือว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว และมีการเดินหน้าเรื่องของ การประชาธิปไตยมาตลอดเวลา เช่น ประเทศฝรั่งเศสมี ๒ สภา ประเทศเยอรมนีมี ๒ สภา ก็ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ประเทศฝรั่งเศสมี ๒ สภาก็มาจากการเลือกตั้ง ประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา นี่คือยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็น นอกจากนั้นครับทําไมเราถึงอยากให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ด้วยความเคารพ ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ซึ่งผมทราบดีว่าทุกท่าน ก็มีความรู้ความสามารถกว่าที่จะผ่านมาเป็น ส.ว. ในจุดนี้ได้ แต่ท่านครับในวาระที่หนึ่ง เราได้ตัดสินใจกันเรียบร้อยแล้วว่าเราอยากให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง เพราะเราต้องการ ให้พี่น้องประชาชนเป็นคนตัดสินใจเลือกตัวแทนของเขาในวุฒิสภา ทําไมต้องเป็นอย่างนั้น ท่านประธานครับเพราะเราต้องการแยกกันให้ชัดเจน เนื่องจากว่า ส.ว. สรรหา ที่ผมเรียน ท่านด้วยความเคารพท่าน ผมไม่ได้มีความจงเกลียดจงชังท่าน เพียงแต่ว่าต้องการให้มันมี หลักการ ต้องการทําให้บ้านนี้เมืองนี้มีระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ถามว่าทําไม พวกผมถึงต้องมีความสนใจเหลือเกินอยากให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเพราะ ส.ว. นั้น มีบทบาทอํานาจหน้าที่ที่สําคัญมากในประเทศนี้ครับ ทั้งออกกฎหมาย กลั่นกรองกฎหมาย ตามมาตรา ๑๔๗ ถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง มาตรา ๑๖๔ มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๔ ถอดถอนใครได้ ส.ว. ถอดถอนนายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. เอง ประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาด้วยครับท่านประธาน นี่คืออํานาจบทบาทหน้าที่ของ ส.ว. เพราะฉะนั้นถ้ากลับมา ดูว่า ส.ว. สรรหามาจากใคร ท่านประธานครับ ส.ว. สรรหาก็มาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาซึ่งอยู่ ใน มาตรา ๑๑๓ ผมแตะนิดเดียว เพราะว่าผมจะไม่อภิปรายในมาตรา ๔ เรื่องมาตรา ๑๑๓ ผมจะเอาเฉพาะตรงนี้ ส.ว. สรรหามาจากคณะกรรมการสรรหา ซึ่งอ่านชื่อ ใครเป็นคน สรรหา มีอยู่ ๗ ท่านด้วยกันครับ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตัวแทนผู้พิพากษาในศาลฎีกา ตัวแทนตุลาการ อย่างน้อยมี ๒ ท่านละครับที่จะมีปัญหา ขึ้นมา เพราะต้องสรรหาด้วย แล้วก็คนปลดท่านเหล่านั้นได้ก็คือ ส.ว. ที่ท่านสรรหาเข้าไป ตรงนี้มันก็พันเป็นงูกินหาง เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าเพื่อให้ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเหล่านี้ ทั้ง ๗ ท่าน ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการสรรหา ท่านเองเวลาสรรหาผมก็มั่นใจว่าท่านเอง ก็ไม่สบายใจเท่าไรหรอกครับท่าน ลําบากใจว่าจะเลือกใครจากบัญชีที่เขาส่งมา ส่งมาจากใคร บัญชีที่ส่งมาก็จากภาคต่าง ๆ นะครับ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็บอกไว้ในมาตรา ๑๑๔ ว่า ส่งมาจากภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ เขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญกันกว้าง ๆ อย่างนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันถึงเป็นปัญหา ต้องตีความกันตลอดเวลาอย่างไรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเพื่อตัดปัญหาและเพื่อให้ มีความสง่างามของสมาชิกวุฒิสภา พวกกระผมจึงเห็นในวาระที่หนึ่งแล้วว่าให้ ส.ว. ทุกท่าน มาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน และเราจะต้องรับผิดชอบหรือท่านเหล่านั้นจะต้อง รับผิดชอบเอาเอง ถามว่ารับผิดชอบอย่างไร ก็คือว่าปลดล็อคให้กับท่าน ท่านสามารถที่จะลง ส.ว. กี่ครั้งก็ได้ อยู่ที่ประชาชนตัดสินใจ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดมาแล้ว ทั่วโลก ประเทศที่เจริญแล้วก็ฝ่าฟันแล้วก็ต่อสู้กันมาหลายครั้ง ประเทศที่มีการต่อสู้ รัฐประหาร พอรัฐประหารเสร็จปั๊บก็จะมี ส.ว. สายสรรหาขึ้นมาเพื่อคานอํานาจกันไว้ มันก็เป็นวงจรอยู่อย่างนี้ แต่ผมไม่ได้ว่าท่านเหล่านั้นนะครับ เพียงแต่ว่าเราต้องการให้มันมี หลักเกณฑ์ของบ้านนี้เมืองนี้
สิ่งสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง ผมขออนุญาตเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลากลับมาที่ มาตรา ๓ อีกครั้งหนึ่ง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ผมเห็นด้วย อย่างยิ่งกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งแต่เดิมนั้นในมาตรา ๑๑๒ เขียนสั้น ๆ ไว้ว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เพิ่ม เข้ามา เพิ่มคําว่า โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สมาชิกเลือกตั้งในเขตนั้นได้ ๑ คน และให้ใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าประชาชนคนหนึ่งเลือก ส.ว. ของเขาได้ ๑ คน และนอกจากนั้นครับ คณะกรรมการเสียงข้างมากก็ยังเพิ่มมาอีกว่า ในกรณีที่จังหวัดใดมีสมาชิกวุฒิสภาได้มากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุดเรียงตามลําดับจนครบจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ที่จะพึงมีได้ในจังหวัดนั้น เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา แปลไทยเป็นไทยง่าย ๆ มาตรา ๑๑๒ ก็ชัดเจนท่านประธานครับ ชัดเจนว่า ให้ประชาชนได้รู้ว่าต่อไปเขาสามารถ ที่จะเลือก ส.ว. ได้ ๑ คน แล้วในกรณีที่จังหวัดใหญ่ ๆ ก็ประชากรหรือว่าจํานวน ส.ว. ก็จะแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นถ้าจังหวัดใดมีประชากรที่หารแล้วมี ส.ว. ๓ คน ท่านที่ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. ลําดับที่ ๑ ที่ได้คะแนนที่ ๑ จนถึงที่ ๓ เขาเหล่านั้นก็จะได้มีสิทธิ ก็จะได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมเรียนท่านประธานว่าการตั้งกฎหมายหรือการเขียนกฎหมาย อย่างนี้เป็นเรื่องของความแฟร์ (Fair) ครับ เป็นเรื่องของความยุติธรรม เพื่อนสมาชิก หลายคนที่เห็นต่างตั้งแต่เมื่อเช้า ตั้งแต่เมื่อวานนี้บอกว่า จะเป็นการเผด็จการ จะอย่างนั้น อย่างนี้ผมว่าไม่ใช่ เพราะว่าเลือกตั้งได้เพียง ๑ คนเท่านั้น เรียนท่านตรง ๆ ว่าแต่ละจังหวัด พี่น้องประชาชนคิดไม่เหมือนกันครับ บางจังหวัดเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งจังหวัด อย่างนี้เขาก็ อาจจะคิดไม่เหมือนกับที่จังหวัดเลือกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งจังหวัดเหมือนกัน แต่ถ้าหากว่า ให้เลือกได้เรียงลําดับ ๑ ๒ ๓ ท่านประธานครับ ไม่ว่าเขาจะเชียร์พรรคไหนทุกพรรค มีคะแนนอยู่แล้ว อันนี้พูดถึงว่าในกรณีที่เราจะคลาสสิฟายด์ (Classified) หรือเราจะแบ่ง ประชาชนตามการเลือกตั้งที่เข้ามา แต่ผมมั่นใจว่าการเลือกตั้ง ส.ว. กับเลือกตั้ง ส.ส. ประชาชนมีวิจารณญาณ เพราะเขารู้ว่าเลือก ส.ว. เข้ามาทําหน้าที่อะไร เลือก ส.ส. เข้ามา ทําหน้าที่อะไร ดังนั้นการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย มาตรา ๓ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า เมื่อบังคับเป็นกฎหมายแล้วจะต้องดําเนินการอย่างไรจะต้อง ทําอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งและคิดว่าท่านประธานจะได้มีการโหวตกันต่อไป ถ้าหากว่าเป็นความจําเป็นที่จะต้องขอคําตัดสินจากสภาแห่งนี้ ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ
เดี๋ยวผมหารือกับ ท่านหมอวรงค์หน่อย ท่านขอเปลี่ยนคิวกับท่านชุมพลใช่ไหม ท่านชุมพลยินยอมเรียบร้อย เดี๋ยวพอท่านสายเสร็จ แล้วท่านนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สาย กังกเวคิน สมาชิกรัฐสภา จังหวัดระยอง ท่านประธานครับ คนอภิปรายทีหลัง จะเสียเปรียบเพราะว่าหลักเกณฑ์ข้อมูลต่าง ๆ คนอภิปรายไปล่วงหน้าก็พูดกันไปหมดแล้ว นะครับในเหตุผล ที่ว่าจะให้คงให้มี ส.ว. สรรหาหรือไม่ โดยเฉพาะการอภิปรายของท่าน ส.ส. ธนา ชีรวินิจ ละเอียดถี่ถ้วนมีเนื้อหาสาระมาก และท่าน ส.ว. กทม. คุณรสนา โตสิตระกูล ก็อภิปรายไว้อย่างมีเหตุมีผล นอกจากนั้น พันเอก วินัย สมพงษ์ ก็ชี้ให้เห็นเหตุผล มากมายในการที่จะคง ส.ว. สรรหาไว้ ผมก็จะขอเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยครับ คงไม่เกิน ๕ นาที ท่านประธานครับ ท่านประธานก็มาจากการเลือกตั้งเหมือนผม ย่อมตระหนักดีว่า การเลือกตั้งจะได้มาเป็น ส.ว. มันยากแค้นแสนเข็ญนะครับ เพราะว่าพื้นที่การเลือกตั้ง ทั่วประเทศอยู่ในอาณัติของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นการที่ ส.ว. จะมาจาก การเลือกตั้งได้ มันหนีไม่พ้นยากที่จะพ้นจากระบบประชานิยม ระบบอุปถัมภ์เข้ามา ยุ่งเกี่ยวด้วย ผมเห็นว่าการคง ส.ว. สรรหาไว้นั้นน่าจะมีประโยชน์ถ้าว่าเอาตัดทิ้งออกเสียเลย ถ้าไม่มี ส.ว. สรรหาก็จะไม่ได้คนอย่างท่านวันชัย สอนศิริ นั่งอยู่ข้างหน้าผม อย่างท่านคํานูณ อยู่ขวามือ ท่านตรึงใจอยู่ซ้ายมือ ก็จะขาดบุคลากรที่มีความสามารถมาจากอาชีพต่าง ๆ มาช่วยกันบริหารบ้านเมือง ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ว. ปี ๒๕๔๙ กับท่านประธาน แล้วก็ เป็น ส.ว. ชุดปัจจุบันนี้ด้วย เราร่วมงานกับ ส.ว. สรรหามา ๕ ปี ไม่เคยมีปัญหานะครับ ทํางานร่วมกันด้วยดีได้นะครับ ก็ถ้าจะเปลี่ยนให้มีการเลือกตั้งอย่างเดียว เพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ทั้ง ๒๐๐ คนนั้น ผมก็เกรงว่าระบบอุปถัมภ์ก็ดี ระบบประชานิยมก็ดีนะครับ จะกีดกันให้ คนดี ๆ ที่มีความรู้หลายหลากสาขาอาชีพโอกาสที่จะเข้ามา ผ่านการเลือกตั้งเข้ามามาเป็น ส.ว. คงจะยาก เพราะฉะนั้นผมจึงแปรญัตติให้คงมี ส.ว. สรรหาไว้ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่เราได้รับฟังจากท่าน ส.ว. ที่ผมยกตัวอย่างให้เพียง ๓ ท่าน ๔ ท่านนะครับว่ามีเหตุผล ที่น่ารับฟังนะครับก็เห็นว่าการคง ส.ว. สรรหาไว้น่าจะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองในอนาคต ถ้าในปัจจุบันดีกว่าที่เราจะตัดทิ้งไปครับ ขอบคุณครับ
คุณหมอวรงค์ครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอแปรญัตติในมาตรา ๓ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยากจะเรียนกับท่านประธานไปยังเพื่อนกรรมาธิการว่า ผมฟังเพื่อนกรรมาธิการได้ชี้แจง พวกเราหลายคําแล้วเราไม่สบายใจ มีท่านประธานกรรมาธิการบอกว่าเราเป็นประเทศ ประชาธิปไตยมา ๘๐ ปี เรายังไม่จําบทเรียนในหลาย ๆ อย่างในอดีตที่ผ่านมาหรือ และหลายคนก็บอกว่าประชาธิปไตยต้องมีการยึดโยงกับประชาชน และผมเชื่อว่าการแก้ไข ครั้งนี้ก็คือการแก้ไขที่มาของ ส.ว. ให้มีการเลือกตั้ง และมิหนําซ้ําเป็นการเพิ่มติ่ง ซึ่งผมถือว่า ติ่งนี้เป็นติ่งอัปลักษณ์ครับท่านประธาน ก็คือเพิ่มให้ ส.ว. สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ โดยไม่จํากัดวาระ ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปยังเพื่อนกรรมาธิการว่า ท่านจําบทเรียน ในอดีตของสังคมไทยไม่ได้หรือครับ ตอนปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น มีการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งเราไม่ปฏิเสธ แต่ก็สร้างความเสียหาย สร้างความอัปยศให้กับสภา ของไทย จนกระทั่งมีการฉายาว่าเป็นสภาผัวสภาเมีย และแล้วขณะนี้รัฐบาลชุดนี้ สภาชุดนี้ ก็กําลังจะดึงอดีตของสภาไทยกลับเข้าสู่ปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในอดีตที่ผ่านมาท่านประธานครับ ใช้สติลองคิดดี ๆ ว่า อดีตเคยเจอปัญหามา และสุดท้าย ปัญหาบ้านเมืองวุ่นวายแล้วนําไปสู่การปฏิวัติ และเมื่อวันที่ท่านได้อํานาจกลับขึ้นมา ท่านก็ จะใช้อํานาจของท่านเอาเรื่องเก่า ๆ กลับขึ้นมาอีก และท่านแน่ใจหรือครับว่าปัญหาต่าง ๆ จะไม่กลับมาเหมือนเดิม ผมอยากจะคุยกับท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการครับ ผมเห็น ท่านพูดหลายครั้งว่าการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยจะต้องยึดโยงกับประชาชน เวลาฟังดูแล้ว มันดูสง่าดูเท่ห์มากท่านประธาน เห็นนักการเมืองทุกคนพยายามอ้างอิงเรื่องประชาธิปไตย และนักการเมืองทุกคนก็ต้องบอกว่าเมื่อพูดถึงประชาธิปไตยแล้วต้องมีการเลือกตั้ง ยึดโยง กับประชาชน ท่านพูดสิ่งเหล่านี้ไม่หมดครับท่านประธาน และบอกไปยังเพื่อนกรรมาธิการ ทุกท่านว่าท่านอ้างอิงประชาธิปไตย ท่านบอกว่าต้องยึดโยงกับประชาชน ท่านบอกว่าต้องมี การเลือกตั้ง และท่านพูดแค่นี้ ถ้าผมจะเปรียบเทียบมันเหมือนท่านกําลังอ่านเอกสาร ฉบับหนึ่งสักพารากราฟ (Paragraph) หนึ่ง แล้วท่านอ่านไม่จบ ท่านอ่านแค่วรรคประโยค ที่ท่านคิดว่าท่านได้ประโยชน์ แต่ถ้าท่านอ่านทั้งหมด ทั้งสาระของมันแล้วจะรู้ว่าอันนั้นเป็น แค่ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่ง แสดงว่าคําว่า ประชาธิปไตย มันมีองค์ประกอบที่กว้างขวางกว่า บังเอิญผมไปค้นเอกสารมาท่านประธาน ผมจําเป็นต้องไปค้นเอกสารเรื่องหลักการ ประชาธิปไตยเพื่อจะมานั่งเถียงกับพวกท่าน เพราะเห็นท่านบอกว่าประชาธิปไตยคือ การเลือกตั้งทุกอย่างจบ มันไม่ใช่ท่านประธาน หลักประชาธิปไตยมันต้องมีให้ครบ ๕ ข้อ และต่อไปต้องเรียกร้องนักการเมืองทุกคนเวลาบอกว่าประชาธิปไตย ๆ ไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีการเลือกตั้งอย่างเดียว ท่านต้องกระทําคําว่าประชาธิปไตยให้ครบ ๕ ข้อ ดังต่อไปนี้ คือหลักประชาธิปไตยข้อ ๑ ก็คือหลักอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชน อันนี้ท่านพูดถูกครับ ประชาชนใช้อํานาจอธิปไตย ส่วนใหญ่ก็คือผ่านการเลือกตั้ง แต่วันนี้ผมก็เชื่อว่าแม้แต่ สื่อมวลชนก็ยังวิพากษ์วิจารณ์ว่าประชาธิปไตยแค่ไม่ถึง ๑ นาที ก็คือประชาชนเข้าคูหาแล้ว กาปุ๊บ สุดท้ายประชาชนอยู่โน้นเลย อยู่สุดลูกหูลูกตาแล้วก็รัฐบาลก็ไม่เคยสนใจ พวกเราเคย เรียกร้องวันที่ประชาชนเดือดร้อน ปัญหาทุกอย่าง ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ปัญหา ค่าครองชีพ ปัญหาอะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด แต่รัฐบาลไม่เคยสนใจ แต่ทีจะเอาคะแนน จากประชาชนท่านอ้างประชาธิปไตย ถามว่าลําพังแค่ข้อ ๑ ท่านก็สอบตกแล้ว ดังนั้นต่อไปนี้ อย่ามาอ้างอย่างเดียว ว่าประชาธิปไตยต้องยึดโยงกับประชาชน เอาแค่คะแนนเสียง ประชาชนในช่วงเข้าคูหา แต่เวลาประชาชนเดือดร้อนไม่สนใจ นายกรัฐมนตรีหนีไป ต่างประเทศอยู่เรื่อย เที่ยวต่างประเทศอยู่เรื่อย นี่หรือประชาธิปไตย ท่านบอกนายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง แต่ฟังประชาชนไหม ไม่ฟัง และเอาข้อนี้ มาอ้าง ดังนั้นผมจึงเรียนไปยังประธานกรรมาธิการท่านอาจจะไปนั่งพักข้างล่าง ก็คงได้ฟัง ท่านอย่าอ้างซ้ํา ๆ ซาก ๆ ว่าต้องยึดโยงกับประชาชน ต้องยึดโยงเรื่องการเลือกตั้ง ลําพัง ข้อ ๑ ก็คือ ป๊อปปูล่าร์ โซเวอเรจ์นตี้ (Popular Sovereignty) หรืออํานาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชน ไม่ใช่แค่กาบัตรในคูหาเลือกตั้งเท่านั้น แต่มันหมายถึงการตอบสนองต่อความต้องการ ของพี่น้องประชาชนด้วย ซึ่งเฉพาะข้อนี้ท่านก็สอบตกครับ และผมจําเป็นต้องพูดเรื่องหลักนี้ ให้ครบครับ อย่างน้อยเวลาเราคุยกันในสภาของเรา เราพูดถึงเรื่องหลักการประชาธิปไตย มันต้องครบ ๕ ข้อ ไม่ใช่ข้อเดียว เรื่องการเลือกตั้งเท่านั้น
ข้อที่ ๒ ก็คือหลักเรื่องเสรีภาพ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้ท่านอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยจริง เชื่อมโยงประชาชน ท่านให้เสรีภาพกับประชาชน จริง ๆ หรือไม่ครับ ท่านไม่เป็นธรรมท่านประธาน ทีพี่น้องประชาชนเสื้อแดงไปบุก บูม บูม บูม บูม บูม ตํารวจนั่งเฉยนั่งเงียบครับ ท่านเห็นไหมครับ ประชาชนคนเสื้อแดงไปบุก ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนคนเสื้อแดงไปบุกที่ ป.ป.ช. นายกรัฐมนตรีบอกว่าเป็นการ แสดงออกในระบอบประชาธิปไตย เวลามีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งจะมาแสดงออกในเรื่อง การแก้ไข พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ท่านมีการประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคง นี่หรือคือเสรีภาพ ในการชุมนุม แค่นี้ข้อนี้ท่านก็สอบตกแล้ว
คุณหมอครับ เดี๋ยว คุณสุมาลวตีประท้วงท่านครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทยค่ะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงผู้ที่กําลัง อภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ค่ะ ใส่ร้าย เสียดสี และกล่าวถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า ไปเที่ยวเมืองนอก ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ในเวทีโลกให้การยอมรับ เพราะฉะนั้นตรงนี้นั้นทําให้นายกรัฐมนตรีเสียหาย ขอให้ถอนคําพูด ด้วยค่ะ
ผมวินิจฉัยก็แล้วกันนะครับ เอาอย่างนี้นะครับคุณหมอ วันนี้เราแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภาเรานะครับ พูดเฉพาะ ในเรื่องสภาของเรานี่นะครับ อย่าไปก้าวล่วงที่อื่นนะครับ ขอให้ท่านได้ดําเนินการต่อไปครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนเพื่อนสมาชิกนะครับ ผมไปอ่านหนังสือมาทั้งคืนครับเมื่อคืน ผมไปอ่านเรื่องหลักการประชาธิปไตยนะครับ พรินซิเพิล ออฟ ดิมอคราซี (Principle of Democracy) ครับ และจดมาเพื่อจะมาเถียงกับท่านครับ เพราะผมไม่เชื่อว่าท่านประธาน กรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกบอกว่าประชาธิปไตยต้องยึดโยงกับประชาชน และคําตอบแค่นี้ คือประชาธิปไตย มันไม่ใช่ ผมกําลังจะชี้ว่าถ้าท่านเป็นประชาธิปไตยจริงท่านต้องทําให้ครบ ๕ ข้อ และผมจะยอมรับท่านครับ อะไรจะเกิดผมจะยอม แต่วันนี้ลําพังแค่ข้อที่ ๑ ผมบอกว่า มันไม่ใช่ ไม่ใช่ประชาชนเข้าคูหากากบาทเลือกตั้งและนั่นคือประชาธิปไตย เพราะท่าน ยังไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชน พี่น้องประชาชนยางราคาตกต่ํา
เดี๋ยวครับ คุณกุสุมาลวตี ประท้วงท่านอยู่ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท ดิฉันขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปราย แล้วก็ พูดจาเสียดสีให้นายกรัฐมนตรีเสียหาย การเดินทางไปต่างประเทศนั้นได้ถูกรับเชิญ แล้วก็ได้รับเกียรติสูงสุดในการตั้งแถวกองเกียรติยศ มันเป็นหน้าตาของประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีถูกรับเชิญนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันคิดว่าทําให้รัฐบาลเสียหาย ทําให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียหายค่ะ ขอให้ถอนคําพูดด้วยค่ะ
เมื่อกี้ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ คือผมได้เตือนท่านคุณหมอวรงค์แล้วนะครับ ว่าพยายามอย่าให้พูดถึงเรื่องของฝ่ายบริหาร นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะไปตามคําเชิญหรือไปอะไรก็แล้วแต่นะครับ
ไม่ได้ค่ะ ท่านพูดว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปเที่ยว เพราะฉะนั้นดิฉันในฐานะที่เป็นรองประธาน คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ดิฉันเห็นว่ามันเป็นเกียรติของประเทศไทยในเรื่องนี้ และท่านนายกรัฐมนตรีเสียหายค่ะท่านประธาน ขอให้ถอนคําพูดด้วยค่ะว่าไม่ได้ไปเที่ยว ไปทํางาน เป็นเกียรติ เป็นหน้าเป็นตา เป็นศักดิ์ศรีของประเทศไทยค่ะ
เอาอย่างนี้แล้วกันนะครับ คุณหมอครับ ถ้าเกิดมีคําว่า ไปเที่ยว ท่านก็เปลี่ยนจาก ไปเที่ยว เป็น ไปราชการ นะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ จริง ๆ แล้ววาระสําคัญขนาดนี้ ท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ หรือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเรื่อง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เป็นเรื่องสําคัญของประเทศ นายกรัฐมนตรีต้องอยู่ ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ไปเที่ยวก็ไปพักผ่อนก็แล้วกัน
คุณหมอครับ การแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นเป็นการเข้าชื่อกันของท่านสมาชิกรัฐสภานะครับในการที่จะแก้ไข เป็นเรื่อง ของสภานะครับ ท่านต้องแยกครับ ตรงนี้ท่านอย่าได้ไปก้าวล่วงนะครับ ขอให้ท่านได้ดําเนิน เรื่องต่อเถอะครับ ท่านอย่าไปพูดถึงเรื่องของฝ่ายบริหารนะครับ เอาเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ ของเราครับ เชิญครับ
ผมอยากจะ เรียกร้อง ส.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับ ท่าน ส.ส. ท่านนั้นควรจะเข้ามาทําหน้าที่ในสภาบ้าง เพราะว่าผมเชื่อว่าท่านมีส่วนในการตัดสินใจประโยชน์ของประชาชน ก็เลยต้องเรียกร้อง ส.ส. ยิ่งลักษณ์
เอาอย่างนี้ เชิญท่าน อภิปรายต่อดีกว่าครับ ผมกําลังฟังอยู่ครับ กําลังฟังอยู่จริง ๆ นะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วจะมี คนประท้วงนะครับ
ผมขอ อนุญาตเรียนกับท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าเรากําลังคุยถึงหลักวิชาการครับ เพราะในเมื่อ คณะกรรมาธิการได้เอาวิชาการมาคุยกับผม
เดี๋ยวครับท่าน ท่านกุสุมาลวตี ผมว่าไม่ต้องประท้วงแล้วนะครับ ผมได้เตือนคุณหมอแล้วนะครับว่าพยายามอย่าได้ไป ก้าวล่วง อย่าไปเอ่ยชื่อคนที่ไม่อยู่ในที่ประชุม หรือว่าบุคคลภายนอก ท่านว่าของท่านไปเถอะ
ท่านประธาน ผิดพลาดนะครับ ส.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่เป็นบุคคลภายนอกนะครับ ส.ส. ยิ่งลักษณ์ ต้องทํา หน้าที่ในสภานะครับท่านประธาน ไม่ถือว่าเป็นบุคคลภายนอกครับท่านประธาน
เขาไปทําหน้าที่อีกอย่าง ซึ่งวันนี้เวลานี้เราพูดถึงเรื่องแก้ธรรมนูญ มาตรา ๓ อยู่นะครับ เชิญครับ มาตรา ๓ ท่านอย่าได้ไปที่อื่นเลยครับ กลับมาเถอะ
ท่านประธาน เคยเห็นลูกเราในเวลาขออนุญาตเราไปติวไหมครับ ท่านประธาน แล้วปรากฏติวไปติวมา สอบตกอยู่เรื่อยแล้วเราจับได้ทีหลังว่าไปเที่ยวกับเพื่อน เหมือนกันครับท่านนายกรัฐมนตรี ไปภารกิจต่างประเทศ ถ้าพวกผมดีขึ้น ประเทศชาติดีขึ้น เราจะไม่พูดสิ่งเหล่านี้ แต่ปรากฏว่า ไปภารกิจต่างประเทศ ประเทศชาติก็แย่เอา แย่เอาครับ
เดี๋ยวอย่างนี้ครับ เดี๋ยวครับ เดี๋ยวท่านค่อยอภิปรายตอนที่เรื่องของงบประมาณหรือว่าเงินกู้นะครับ แต่วันนี้เราขอ อภิปรายเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ อยู่ครับ เชิญท่านนะครับ ไม่ต้องแล้ว นะครับ เดี๋ยวประท้วงครับ จ่าประสิทธิ์ไม่ต้องครับ เอาคุณกุสุมาลวตีครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันประท้วงผู้ที่กําลัง อภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วขอประท้วงท่านประธาน ในข้อ ๕ ขอให้ท่านได้โปรด กรุณาวินิจฉัยให้ผู้ที่กําลังอภิปรายนั้นได้ถอนคําพูดเนื่องจากคําพูดของท่านนั้น ทําให้ผู้อื่น เสียหายเป็นการเสียดสี แล้วการกระทําของนายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปเที่ยวนะคะ เพราะฉะนั้น ไปราชการ แล้วในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในสมัยก่อน ไอพียู (IPU) นั้น ทราบไหมคะว่า รัฐบาลที่มาจากเผด็จการในครั้งนั้น สมาชิกไม่สามารถที่จะเข้าไปประชุมในฐานะ ดิลีเกท (Delegate) ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้นั้นเป็นสิ่งที่ชี้วัดว่ารัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็น รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย แล้วก็ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ค่ะ ก็อยากจะขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ขอให้ถอนค่ะ
ผมวินิจฉัยนะครับ คือขณะนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ไปราชการต่างประเทศถูกไหมครับ ไปปากีสถานเพราะฉะนั้น คือคุณหมอ คือท่านใช้ คําว่า ไปเที่ยว ถ้าอย่างนั้นคุณหมอก็ถอนตรงนี้เสียเปลี่ยนจากคําว่า ไปเที่ยว เป็นคําว่า ไปราชการ นะครับ มันก็จบเรื่อง มันก็สามารถที่จะอภิปรายไปต่อนะครับ เชิญคุณหมอครับ เชิญครับ อาจารย์รัชฎาภรณ์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันประท้วงท่านประธานค่ะ อย่าให้คนอื่นประท้วงซ้ําซากที่จริงแล้ว ดิฉันว่าถ้าคนอภิปรายไปแล้วอภิปรายยังอยู่ในเนื้อหาแล้วก็เกี่ยวเนื่องนี้ก็ชอบที่จะพูดได้ เพราะว่าคนอื่นคนที่จะมาออกรับหน้าแทนนี้นะคะ ก็ที่จริงก็ไม่ได้ทราบหรอกรายละเอียด อะไรทั้งหลาย แล้วก็คุณหมอวรงค์กําลังพูดถึงว่า ส.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่มาทําหน้าที่ในสภา รู้ล่วงหน้าทั้งนั้นนะคะ แล้วก็เห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสําคัญ แล้วทําไมจะต้องมีภารกิจ ไปต่างประเทศ ซึ่งมันไม่ใช่ ถ้าไปประชุมอะไรใหญ่ ๆ ที่เป็นที่รู้กันก็ไม่เป็นไร แต่อันนี้รู้สึก ไปเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์นะคะ
อาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ ก็จะมีคนประท้วงซ้อนอีกนะครับ
ก็ไม่เป็นไรค่ะ ก็ให้ประท้วงได้ก็ไม่ต้องชี้แทนอย่างไรคะ ใครจะไปรู้ดีเท่ากับตัวท่านก็ให้ ท่านมาชี้แจงเองทีหลังสิคะ ไม่ใช่เป็นผู้หญิงแล้วก็จะต้องชี้แจงแทนทุกครั้งเลย ดิฉันไม่เข้าใจค่ะ เพราะฉะนั้นผู้หญิงไม่ได้ทําหน้าที่อะไรเลยในสภาก็มีหน้าที่ประท้วงอย่างเดียว
อย่างนี้ครับ เวลาอภิปราย อย่าได้พาดพิงถึงคนอื่นนะครับ ท่านกรุณาอย่าได้พาดพิง ถ้าท่านพาดพิงมันก็ต้องมีคน ประท้วงอย่างนี้แหละครับ คืออย่าได้พาดพิงนะครับ เพราะฉะนั้นข้อบังคับประชุม ท่านก็ เขียนขึ้นมา ถ้าผมไม่ทําตามท่านก็ว่าผมไม่รักษาการระเบียบตามข้อประชุม แต่ข้อประชุม คือบอกอย่าได้พาดพิงให้คนอื่นได้เสียหายนะครับ ท่านพูดถึงแก้รัฐธรรมนูญท่านก็ว่ากันไป นะครับ คุณกุสุมาลวตีประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันขอประท้วงผู้กําลังอภิปรายและผู้ประท้วง เมื่อสักครู่นะคะ ได้ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ใส่ร้ายเสียดสีดิฉันด้วยนะคะ ถ้าท่านประธานได้ฟัง โดยตลอดจะเห็นว่าพี่สาวคือพี่ปุ๊นี้ก็ใส่ร้ายดิฉันด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เป็นหลายสมัย ดิฉันก็คิดว่าดิฉันทําหน้าที่ควบคุมดูแล การประชุมให้ตรงตามข้อบังคับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และนอกเหนือจากนั้นดิฉันก็ พยายามทําหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดีที่สุด แม้ว่าเรื่องในพื้นที่แล้วก็เรื่องในสภา และดิฉันเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ดิฉันเป็นสมาชิกไอพียู เพราะฉะนั้นดิฉันเข้าใจ ดิฉันทราบในการทํางานด้านการต่างประเทศเป็นอย่างดีค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันไม่ได้มีหน้าที่มาปกป้องใครคนใดคนหนึ่ง แต่ดิฉันรู้สึกว่าการพูดของสมาชิก บางคนนั้นพยายามทําร้าย เสียดสี แล้วก็ใส่ร้ายบุคคลอื่นอย่างไม่เป็นธรรมค่ะท่านประธาน ได้กรุณาโปรดวินิจฉัย แล้วก็ขอให้ถอนคําพูดด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
เอาละ เพื่อให้การประชุม เดินหน้าไปได้ผมวินิจฉัยนะครับ คุณหมอวรงค์ครับ คุณหมออย่าได้พูดจาซึ่งไปพาดพิง หรือเสียดสีไปยังบุคคลอื่น ทําให้บุคคลอื่นเขาเสียหายนะครับ เพราะฉะนั้นด้วยความกรุณา เมื่อสุภาพสตรีเขาขอแล้วว่าให้ท่านถอน ท่านก็ถอนคําพูดตรงนี้ออกเสีย ท่านจะได้อภิปราย ต่อนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ท่านประธานดูรูปนี้ครับ บังเอิญเพื่อนส่งมาให้ คือรูปท่านนายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจในสถานที่ที่เรียกว่าคนเข้าไป เที่ยวกันก็คือทัชมาฮาล จะไม่ให้ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปเที่ยวได้อย่างไรครับ ท่านประธาน แล้วบังเอิญ
ท่านยังจะพูดไปเที่ยว ท่านก็บอกไปปฏิบัติภารกิจ เมื่อสักครู่ผมก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าโอเค ถูกต้องอย่างนี้ ก็แค่นั้น นะครับ
ผมเรียน ท่านประธานครับ คือผมเข้าใจนะครับ ผมไม่เคยพูดเรื่องนี้ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา ผมเข้าใจว่า ท่านไปปฏิบัติภารกิจในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่เวลาไปเยอะ ๆ เยอะ ๆ เข้า แล้วไป ในสถานที่ท่องเที่ยว มันให้ผมมีสิทธิคิดว่าไปเที่ยวได้ ถ้าวันนี้ประเทศชาติไม่ดีขึ้น การส่งออก ก็ไม่ดี เศรษฐกิจก็แย่ ถ้าไปแล้วการส่งออกดีขึ้น ประเทศชาติดีขึ้น ผมถือว่าไปปฏิบัติภารกิจ แต่ถ้าไปแล้วบ้านเมืองไม่ดีถือว่าไปเที่ยว
อย่างนี้ไม่ได้นะครับ ถ้าอย่างนี้ปั๊บก็จะมีคนประท้วงนะครับ
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
จ่าประสิทธิ์ประท้วง ซ้อนประท้วงเยอะไปหมดแล้วครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอเตือนคุณหมอนะครับ ท่านอย่าได้เอาภาพขึ้นมาโชว์ (Show) เพราะท่านยังไม่เคยขออนุญาตจากผมเลยนะครับ ท่านอย่าได้เอาภาพขึ้นมานะครับ ขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมโดยเคร่งครัดด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปรายโดยเฉพาะคุณหมอวรงค์ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ประเด็นที่ใส่ร้ายนายกรัฐมนตรี ว่าไปเที่ยว ท่านนายกรัฐมนตรีไปราชการต่างประเทศ และได้รับเกียรติจากต่างประเทศ รับเชิญไปราชการ นายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากระบอบประชาธิปไตย จัดตั้ง รัฐบาลในสภา ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารซึ่งเขาไม่เชิญ ท่านประธานต้องให้ถอน อย่างนี้ เสียหาย ท่านไปราชการ ท่านไม่ได้ไปเที่ยว ชาวโลกเขาชื่นชม เขานิยม เขาให้เกียรติ
เอาละท่าน เข้าใจแล้วครับ ว่าท่านจะประท้วง
ดังนั้นต้องถอนครับท่านประธาน ไม่ได้ เสียหายมากครับ
จะให้ทําอะไรครับ
ให้ถอนครับ คําว่า นายกรัฐมนตรีไปเที่ยว ต้องถอน ไม่ถอนไม่ได้ครับ เสียหายครับ
ได้ ได้ ได้ เดี๋ยวประท้วง ทีละคน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ข้อ ๔๓ ที่ท่านผู้อภิปราย ไม่ได้อยู่ในประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ ข้อ ๙๙ นะครับ ผมไม่รู้จะประท้วงข้อไหน เพราะว่าทําผิด ข้อบังคับก็ไม่ยอมรับ ท่านประธานวินิจฉัยแล้วว่าให้ถอนก็ไม่ถอน ก็ยิ่งพูดไป อันนี้ สภาผู้แทนราษฎรนะครับท่านประธาน รัฐสภาต้องให้เกียรติรัฐสภา ไม่ให้เกียรติตัวเองก็ต้อง ให้เกียรติรัฐสภา เพราะฉะนั้นต้องถอน คุณจะอภิปรายอย่างไร เรื่องรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ที่มา ส.ว. คุณก็อภิปรายไป คุณจะไปอภิปรายฝ่ายบริหารเขาทําไม เพราะฉะนั้นร่างขึ้นมา ทําไมข้อบังคับถ้าคุณไม่ปฏิบัติตาม ขอด้วยวินิจฉัยให้ถอนคําพูดครับท่านประธาน ถ้าไม่ถอน ต้องเชิญออกห้องประชุม ต้องใช้มาตรการเด็ดขาดครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ประท้วง ๓ คนนะครับ คุณมุกดา เชิญครับ เดี๋ยวครับ ยังประท้วงไม่หมดครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันขอประท้วงท่านประธาน ในข้อ ๕ และประท้วง ผู้ประท้วงไป ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ในข้อ ๔๓ วรรคสอง ท่านพูด ใช้วาจาไม่สุภาพ ใส่ร้าย ท่านหาว่าผู้หญิงมีหน้าที่ประท้วงอย่างเดียวในสภา ดิฉันมาจาก พี่น้องประชาชน มาทํางานนะคะท่าน ท่านต้องให้ถอน เพราะว่าดูถูก ใส่ร้าย บอกว่ามีหน้าที่ ประท้วงอย่างเดียว ท่านประธานโปรดวินิจฉัยค่ะ
ตกลงมีถอน ๒ เรื่องนะครับ คุณหมอวรงค์ถอนว่า นายกรัฐมนตรีไปเที่ยว คุณรัชฎาภรณ์ต้องถอน ผู้หญิงมีหน้าที่ประท้วง อย่างเดียว เอาอย่างนี้ เพราะอย่างไรข้อบังคับการประชุม พวกท่านร่างกันมา ๑๑๙ ข้อ ไม่มีใครปฏิบัติตามสักข้อหนึ่ง ไม่มีใครปฏิบัติเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ร่างเองนะครับ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องประท้วงแล้วครับคุณหมอวรงค์จะได้อภิปรายต่อ ตอนนี้ไพรม์ไทม์ (Prime time) แล้วครับ คนฟังอยู่ ท่านถอนนะ ท่านรัชฎาภรณ์ก็ถอน ถอนเถอะ
กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้นะครับ เมื่อสักครู่นี้พี่น้องชาวพิษณุโลกบ้านผมอยากให้ผมถามประธานครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจ ผมพยายามจะพูดภาษาราชการครับ ที่ประเทศยูกันดา และประเทศแทนซาเนีย มีอยู่ ๑ วันได้ยกเลิกภารกิจแล้วไปที่ซาฟารีพร้อมลูกชาย เขาให้ผม ถามว่าอย่างนี้เรียกว่าไปเที่ยวไหม ท่านบอกว่าไม่ใช่ไปเที่ยว ก็ได้ครับ ผมก็ว่านี่เรียกว่า ไปเที่ยวก็ได้ แล้วก็ประชาชนก็ถามมาว่าไปประเทศทาจิกิสถานมีคนไทยอยู่ร้อยกว่าคน
เอาอย่างนี้ครับคุณหมอ คุณหมอครับ ด้วยความเคารพนะครับ คุณหมอเคยก็เป็นข้าราชการ ผมก็เคยเป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้นเวลาผู้นําและหน่วยงานไปนี่เราถือว่าไปราชการนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ เรามันผู้ใหญ่ด้วยกัน เรานาน ๆ ไปครั้งหนึ่ง ปีหนึ่งไปสัก ๒ ครั้ง อันนี้นายกรัฐมนตรี ๒ ปีไปถึง ๔๗ ครั้งมันเยอะเกิน ถ้าประเทศชาติเจริญขึ้นผมจะไม่ว่า ไข่ก็แพงขึ้น อะไรก็แย่
อย่างนี้ครับคุณหมอ ถ้าคุณหมออย่างนี้ปั๊บ ก็จะทําให้คนประท้วงแล้วก็เกิดความเสียหาย
โอเคครับ ผมจะไปด้วยความรวดเร็วครับท่านประธาน ผมถอนครับอย่างนั้น
ถอนนะครับ
ผมถอนเลย นะครับ ให้ประชาชนเข้าใจเองก็แล้วกันว่าภารกิจพฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี เป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ผมถอนแล้วนะครับท่านประธาน ผมจะได้เดินต่อ
โอเค ถอนคําว่า นายกรัฐมนตรี ไปเที่ยว
ตกลง ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปเที่ยว ท่านนายกรัฐมนตรีท่านจําไว้ด้วยนะครับว่าผมไม่ได้ กล่าวหาว่าท่านไปเที่ยวแล้ว แต่แล้วแต่ว่าประชาชนจะเข้าใจ
ถอนนะ อย่าให้ปรากฏอยู่ ในรายงานการประชุม คุณมุกดาไม่พอใจนะครับ ผู้หญิง อาจารย์รัชฎาภรณ์ถอน เราสตรี ด้วยกันนะครับ ทุกคนอาสาสมัครมาทํางานในรัฐสภานะครับ ถอนเถอะอาจารย์ ไหน ๆ เราก็สอนประชาธิปไตยมาด้วยกัน
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่จริงดิฉันยังว่าประธานนี่ แปลกนะ เวลาเราอภิปรายไปถ้ามีคนประท้วง แล้วก็ประท้วงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ท่านจะ คล้อยตามผู้ประท้วง เพื่อที่จะให้มันเสร็จใช่ไหมคะ
นี่ ๆ อาจารย์ครับ อาจารย์ กําลังกล่าวหาผมอีกแล้ว
ท่านประธาน ดิฉันกําลังจะเรียนท่านว่า ดิฉันนี่เป็นคนไม่ค่อยจะลุกขึ้นมาอภิปรายหรือว่า โต้แย้งกับผู้หญิงเพราะไม่อยากจะเกิดภาพว่าผู้หญิงทะเลาะกับผู้หญิงกันเอง เพียงแต่ดิฉัน ก็รู้สึกว่าปกติก็ไม่ค่อยเห็นผู้หญิงลุกขึ้นมาอภิปรายอะไรมากมาย ยกเว้นว่าเวลาใครแตะ นายกรัฐมนตรีแล้วก็ลุกขึ้นมาอภิปรายปกป้องนายกรัฐมนตรี ซึ่งบางทีถ้าอย่างนั้นนี่นะคะ ถ้าบอกว่านายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติราชการ
ถ้าอาจารย์
ไม่เป็นไร ดิฉันกําลังจะขอว่าขอกําหนดการหน่อยว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปที่ไหน แล้วก็ไปทํา อะไร ของอย่างนี้เปิดเผยอยู่แล้วท่านประธาน ไม่ต้องโห่ค่ะ ดิฉันกําลังพูดในหลักทั้งนั้นละ ดิฉันไม่ได้กระทบกระทั่งใคร
ผมขออนุญาตนะครับ ผมต้องขอปิดไมโครโฟนนะครับ เพราะว่าเขาบอกให้อาจารย์รัชฎาภรณ์ถอนคําพูดที่ ส.ส. สตรีมีหน้าที่ประท้วงอย่างเดียว คือเราเป็นคนที่อบรมผู้นําสตรี เราหวังว่าสตรีนั้นจะเข้ามาสู่ การเมือง จะรับผิดชอบสังคม แต่อาจารย์กําลังจะทําเกียรติประวัติอันนี้หายไปนะครับ อาจารย์เชื่อผมเถอะครับ เชิญครับ
ดิฉันก็พยายามอย่างไรคะ ก็เลยกําลังจะตั้งข้อสังเกต ดิฉันก็อยากจะให้ผู้หญิงอภิปราย เนื้อหาสาระต่าง ๆ ในสภาให้มาก ไม่ใช่ว่าดิฉันจะไปลบทิ้ง ดิฉันอยากจะขอกลับไปด้วยว่า ให้ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ถอนคําพูด รัฐบาลไหนที่ตั้งรัฐบาลในค่ายทหารพูดมาให้ชัดเลย ไม่อย่างนั้นต้องถอนคําพูด สําหรับดิฉันถอน ดิฉันไม่ติดใจ ดิฉันถอนก็ได้ค่ะประธาน
อย่างนี้อาจารย์ถอน มีเงื่อนไขอาจารย์ถอนคําพูดไปแล้วใช่ไหมครับว่าผู้หญิง
ถอนอย่างมีเงื่อนไข ท่านประธาน ประเด็นนี้ดิฉันถอนได้ แต่ดิฉันก็มีประเด็นขอให้ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไม่ใช่เงื่อนไขแต่เป็นคนละข้อ
จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ เข้าใจแล้วนะครับ คุณมุกดาเขาถอนแล้วนะครับ คุณกุสุมาลวตีเขาถอนแล้วนะครับ เชิญคุณกุสุมาลวตีแล้วนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และดิฉันก็เป็น ส.ส. ผู้หญิงนะคะ แล้วท่านรัชฎาภรณ์ ได้กล่าวผู้หญิงไม่อภิปราย ผู้หญิงมีหน้าที่แค่ประท้วง ดิฉันได้รับความเสียหาย เพราะดิฉัน ได้อภิปราย ไม่ว่าเรื่องไซเตส (CITES) ไม่ว่าเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ได้ยื่น กระทู้ถาม ได้ถาม ได้ทํางาน และตลอดเวลาการเลือกตั้ง ดิฉันเคยได้รับคะแนนจากพี่น้อง ประชาชนมาหลายหมื่นคะแนน หลายสมัย ได้รับการยอมรับ แล้วดิฉันถามว่าผู้ที่ประท้วง ดิฉันลงเคยได้รับเลือกตั้งไหม ถ้าไม่เป็นปาร์ตี้ลิสต์ (Party List) นะคะ ขอบคุณค่ะ
คืออย่างนี้เป็นเรื่องอีก เอาอย่างนี้ผมขอสรุปอย่างนี้ เสื่อสักครู่อาจารย์รัชฎาภรณ์ถอนเรื่องของว่าสตรีนั้น มีหน้าที่ประท้วง แต่เวลานี้ท่านกุสุมาลวตีไปบอกว่าท่านไม่ได้รับเลือกตั้ง ท่านถอนคําพูดเลย ไม่ต้องหรอกอาจารย์ เดี๋ยวผมบอกให้เขาถอน ท่านช่วยถอนครับ เชิญท่านถอนคําพูดเถอะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม ดิฉันมองว่าคําพูดไม่ได้ทําให้เสียหาย เพราะเป็นข้อเท็จจริงว่าลงเลือกตั้งครั้งใด ก็ไม่เคยได้รับเลือกตั้ง ก็ต้องมาลงปาร์ตี้ลิสต์ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงนะคะ มันเสียหายตรงไหนคะ
ทนฟังนะครับ วีรสตรี ต่อสตรีนะ มาตรงนโยบายผมเลยครับ สตรีกําลังจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินครับ เชิญอาจารย์ รัชฎาภรณ์ครับ ว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานค่ะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท นะคะ ดิฉันไม่ติดใจหรอกค่ะที่พูด เพราะนั่นคือ เรื่องจริง ดิฉันเคยลงแล้วไม่ได้ ๑ ครั้ง แต่ขอโทษนะคะ คนที่มาลงแล้วได้ปาร์ตี้ลิสต์เสียหาย ตรงไหน นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ลงเขตนะคะ เพราะฉะนั้นเวลาจะว่าคนอื่นต้องดูตัวเองด้วย เหมือนกัน ดิฉันก็เทียบลงปาร์ตี้ลิสต์เหมือนท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ
คือยกนี้เสมอกันนะครับ
ท่านประธานดิฉันถอนไปแล้วนะ เมื่อสักครู่ดิฉันถอนแล้วนะคะ
ขอโทษนะอาจารย์นะครับ ยกนี้เสมอกัน เดี๋ยวผมจะต่อไปที่ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ เชิญ
กติกาถ้าถอนแล้วยังอย่างนี้ มันจะถอนแล้วมีประโยชน์อะไร ถอนแล้วก็คือถอน แล้วยังจะมา ตอแยทําไมอีก เพราะฉะนั้นเป็นประเด็นต่อไปที่ดิฉันขอให้ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ถอนนะคะ
ตอนนี้สุดท้ายแล้ว จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ พูดเมื่อสักครู่ใช่ไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ผมพูดว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์นี้เป็นรัฐบาลที่จัดตั้งรัฐบาลในสภา และไปพูดพาดพิงถึงว่ารัฐบาลที่แล้ว จัดตั้งในค่ายทหาร แล้วทําให้เขาเสียหาย
ตรงนี้ถอนเลยครับ
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ด้วยความเคารพข้อบังคับ ข้อเท็จจริง เขาจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารจริง ๆ ผมไม่ถอน ผมยินดีที่จะเดินออกจากสภา ไม่ต้องให้ ตํารวจมาเชิญครับ ขอบคุณครับ
ถ้าอย่างนั้นไปพักข้างนอก ก่อนนะครับ ให้ไปพักครึ่งชั่วโมงครับ อาจารย์กดไมโครโฟน (Microphone) โอเคนะครับ อาจารย์จบเถอะครับ
ก็จบแล้ว จะบอกว่ากรุณาว่าอย่าพูดอีก เพราะพูดหลายครั้งแล้วและเราไม่ติดใจ แต่คราวนี้ รู้สึกพูดบ่อยเกินไป ทําอย่างกะเห็นมากับตา ฟังเขาพูดมาทั้งนั้นละค่ะ เพราะฉะนั้นกรุณา บอกด้วยนะคะว่าอย่าพูดอีก ถ้าพูดอีกดิฉันจะประท้วงทุกครั้งเลย
จบแล้วครับ เชิญคุณหมอครับ คุณหมอพยายามอยู่ในนั้นนะครับ ผมอยากให้มันเดิน เพราะเวลาประท้วงไม่สนุกเลยนะครับ
ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ท่านประธานครับ นี่คือประชาธิปไตย ครับท่านประธาน คนที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนได้เข้ามาทําหน้าที่ วัน ๆ เอาแต่ใส่ร้าย ป้ายสีแล้วโกหกครับ ผมว่าผมก็เสียหายในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ครับ เพราะผมจําได้ว่าผมนี่เป็นคนหนึ่งมานั่งโหวตท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในที่ประชุมแห่งนี้ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพวกผมเป็นคนโหวตให้ในที่ประชุม และวันนั้นผมจําได้ว่าคนที่พรรคพลังประชาชนไม่กล้าเสนอแข่งคือหัวหน้าพรรคเขา แต่ไปเสนอท่านประชา พรหมนอก
ท่านครับก็ขออภัยนะครับ ตัดเลยครับ ขอเข้าประเด็นรัฐธรรมนูญเถอะครับ เรื่องตั้งรัฐบาลเอาไว้ มันนอกประเด็นครับ ขอเข้าประเด็นเถอะครับ มันจะได้ไม่ต้องมีคนประท้วง ท่านคุณหมอวรงค์ครับเข้าประเด็น แล้วท่านจะได้อภิปรายอย่างราบรื่นครับ มันจะไม่มีใครมาขัดจังหวะนะครับ คุณหมอเชิญต่อ เถอะครับ
ท่านประธานครับ ผมว่าท่านประธานก็ควรจะต้องกําหนดเวลาบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งประธานครับ ถ้าจะกําหนดไปเลย ไม่อย่างนั้นมันก็เข้ามาอีกครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นสภาก็วุ่นวายอีก ครับท่านประธาน
เอาพักผ่อนสบาย ๆ สักครึ่งชั่วโมง เชิญต่อครับ บังเอิญผมเป็นประธานครับ เอาครึ่งชั่วโมงครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ต่อไปนี้ถ้าเกิดมีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมาด่า ๆ แล้วก็เดินออกไปได้ไหมท่านประธาน ใช่ไหมครับ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมาด่า ๆ อย่างโน้นอย่างนี้ ท่านประธานอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วผม ขอออกนอกห้องประชุม แล้วไปนั่งกินกาแฟแล้วก็กลับเข้ามาเหมือนเดิมได้ไหม เอาเลยครับ พวกเราเอาเลยประธานโอเค ท่านประธานต้องมีกฎเกณฑ์สิท่านประธาน ด่าประธานเลย แล้วก็เดินออก
ครับ ถ้าถือว่าเป็นเรื่องดี ก็เชิญเถอะครับ ก็ผมวินิจฉัยไปแล้ว ผมเป็นประธานครับ ก็น่าจะจบ ทําไมอะไรก็ต้องให้ได้ อย่างที่ตัวเองคิดล่ะครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภานะคะ สมาชิกที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ดิฉันกรุณาเงียบ ๆ ดิฉันเสียสมาธิ ท่านคะ ดิฉันไม่ใช่ บอกว่าไม่ได้อย่างใจแล้วก็ประท้วงท่านนะคะ แต่เมื่อสักครู่ท่านประธานก่อนที่จะลงไป ท่านเป็นคนกําหนดว่า ๑ ชั่วโมง คล้อยหลังไปไม่ถึง ๕ นาที ท่านขึ้นมาท่านบอกครึ่งชั่วโมง ได้อย่างไร
อย่างนั้น ๑ ชั่วโมงก็ได้ครับ ไม่เป็นไรครับ ก็เอาตามที่ท่านประธานวุฒิสภาพูดอย่างนั้นใช่ไหมครับ ก็ ๑ ชั่วโมง ไม่เป็นไร เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ที่ผมเรียนชี้แจงเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรีระหว่างท่านอภิสิทธิ์ กับท่านประชา พรหมนอก เป็นการชี้แจงข้อกล่าวหาเพื่อนสมาชิก ที่กล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ซึ่งเป็นการกล่าวหาลอย ๆ เพียงแต่ว่าผมก็ต้องการจะชี้แจงว่า สถานที่แห่งนี้พวกเราเป็นคนเลือกตั้งท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พวกนั้นแพ้แล้ว อันธพาล ก็เลยไปกล่าวหาอย่างอื่นไปเรื่อย แล้วผมถือว่าผมเคลียร์ประเด็นแล้ว แล้วพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจว่าท่านอภิสิทธิ์มีความชอบธรรมในการเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ว่ามีกลุ่มบางคนที่มารังควานและอันธพาลท่านเท่านั้นเอง ผมกลับเข้าสู่ประเด็นเดิม ผมกําลังจะชี้เรื่องระบอบประชาธิปไตยครับท่านประธาน เพราะว่าคณะกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกจํานวนไม่น้อยพยายามอ้างอิงว่าประชาธิปไตยก็คือการเลือกตั้ง แล้วผมก็ บอกว่าท่านต้องพูดคําว่าประชาธิปไตยให้ครบ ๕ ข้อ คณะกรรมาธิการและเพื่อนรัฐบาล ที่เป็นรัฐบาลมักจะอ้างอยู่เสมอว่าเป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งนั้น ท่านต้องปฏิบัติให้ครบ ๕ ข้อ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงเรื่องหลักในการเลือกตั้งไปแล้ว ผมพูดถึงเรื่องปัญหาเรื่อง หลักเสรีภาพไปแล้ว และข้อ ๓ ก็คือเรื่องหลักของความเสมอภาค ผมถามท่านว่า พวกท่าน ได้ให้ความเสมอภาคกับประชาชนหรือไม่ครับ ถ้าท่านไม่ได้ให้ความเสมอภาคกับประชาชน ต่อให้ท่านเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งท่านก็ไม่มีความชอบธรรม และถือโอกาสนี้ กราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนะครับว่านี่คือหลักทฤษฎีทางวิชาการแท้ ๆ ต่อไปนี้เราอย่าไปหลงเชื่อพวกที่อ้างว่ามาจากประชาชนหรือเลือกตั้งจากประชาชนและเป็น เสียงมากแล้วทําอะไรได้ทุกอย่าง ไม่ใช่ เขาต้องทําให้ครบ ๕ ข้อ เขาถึงมีความชอบธรรมครับ โดยเฉพาะข้อที่ ๓ คือหลักความเสมอภาคของประชาชน มันมีรัฐบาลที่ไหนในโลกนี้ ท่านประธาน คนที่เป็นรัฐบาล คนที่เป็นฝ่ายบริหารบอกว่าจังหวัดไหนไม่เลือกพวกตัวเอง แล้วไม่ดูแล แล้วยิ่งชัดเจนที่สุดก็คือที่จังหวัดภูเก็ต มีรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ไม่เอ่ยชื่อครับ เพราะทุกคนรู้อยู่แล้ว พูดง่าย ๆ ภาษาชาวบ้านคือไม่สบายใจ ก็เลยยังไม่อยากจะโอน งบประมาณมาให้ในการก่อสร้าง แล้วนี่หรือคือหลักเสมอภาคท่านประธาน
คุณหมอต้องขออภัยจริง ๆ นะครับ เอาอย่างนี้ครับ ขออนุญาตทําความเข้าใจนิดหนึ่ง ผมอาจจะตามคําอภิปรายท่าน ไม่ทันก็ได้นะครับ แต่ผมขอความกรุณาอย่างนี้นะครับ ท่านแปรญัตติไว้ในประเด็นไหน แล้วท่านติดใจประเด็นไหนที่มีการแก้ไข ท่านชี้ประเด็นแล้วท่านค่อยอธิบายประกอบ ประเด็นตรงนั้นนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผมตามท่านไม่ทัน
ท่านตามผม ไม่ทันจริง ๆ ครับ วันนี้ท่านตามไม่ทันแน่นอน เพราะเมื่อคืนผมอ่านหนังสือรัฐประศาสนศาสตร์ ว่าด้วยการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อย่างนั้นท่านช่วยให้ผม ตามทันหน่อยเถอะ ท่านชี้ประเด็นให้ผมด้วยนะ
ได้ครับ ท่านประธานตั้งใจฟังนะครับ
ท่านชี้ประเด็นด้วย ท่านสงวนตรงไหน หรือท่านติดใจสิ่งที่แก้ไขตรงไหน แล้วค่อยอธิบายประกอบตรงนั้น เอาอย่างนั้นนะครับ ผมจะได้ตามทันครับ
ผมให้ ความรู้เป็นวิทยาทานครับท่านประธาน ผมบอกว่า เพื่อนสมาชิกที่รัก ท่านอย่าอ้างแต่คําว่า การเชื่อมโยงกับประชาชนหรือการมาจากการเลือกตั้งแล้วเป็นประชาธิปไตย เพราะท่าน
ท่านครับ คุยกันแล้วครับ ท่านตั้งประเด็นให้หน่อย ผมตามท่านไม่ทันอย่างไร ท่านกําลังพูดประเด็นไหนที่ท่านสงวนไว้ แล้วค่อยอธิบายประกอบ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผมตามไม่ทัน
ท่านพร้อม นะครับ
ผมพร้อมนานแล้วครับ ท่านชี้ประเด็นให้หน่อยครับ
ท่านประธานครับ สบายใจ ผมติวเตอร์ (Tutor) เก่าท่านประธาน เดี๋ยววันนี้จะติวประธาน ท่านประธาน ตั้งใจฟังนะครับ คือในระบอบประชาธิปไตย ส.ว. ที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้งในมาตรา ๑๑๑ เขาอ้างว่าต้องการจะเชื่อมโยงกับประชาชน บอกว่าในระบอบประชาธิปไตยต้องผ่าน การเลือกตั้งจากประชาชน นี่คือมาตรา ๑๑๑ ที่กําหนดไว้ ผมบอก ผิด ผมบอกว่า ท่านต้องอ้างระบอบประชาธิปไตยให้ครบทั้งหมด ๕ ข้อ เพราะหลักการประชาธิปไตย คือหลักของเสลิร์ม (SLERM) เอส แอล อี อาร์ เอ็ม ประธานจดไว้เลย เดี๋ยวผมอธิบาย ให้ฟังต่อ หลักของเสลิร์มคือหลักการประชาธิปไตย ข้อที่ ๑ คือปอปปูลาร์ โซเวอเรนตี ก็คือหลักอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชน พวกท่าน พวกฝ่ายบริหารชอบอ้างข้อนี้ บอกว่า ถ้าเป็นประชาธิปไตยต้องมาจากการเลือกตั้ง ผมบอกลําพังข้อนี้อย่างเดียวไม่ได้ แล้วการเลือกตั้งไม่ใช่เข้าคูหาแค่ ๑ นาทีแล้วทุกอย่างจบ ท่านตอบสนองความต้องการของ ประชาชนด้วย ถ้าประชาชนเดือดร้อน ปัญหาอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นความเดือดร้อนของ ประชาชนถ้าท่านตอบสนองอย่างนั้นพอรับได้ว่านี่ท่านกําลังตอบสนองต่ออํานาจอธิปไตย ของประชาชน ผมชี้ข้อที่ ๑ ให้ท่านเห็น แล้วเมื่อสักครู่ผมชี้ให้เห็นว่าท่านต้องทําข้อที่ ๒ ด้วย คือเรื่องเสรีภาพ แล้วผมก็ชี้ให้เห็นตัวอย่างว่าทําไมประชาชนคนเสื้อแดงไปล้อมศาล ไป ป.ป.ช. ท่านบอกว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ทําไมทีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งเขามา ชุมนุม ท่านมีการประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคง มันไม่ให้เสรีภาพกับเขา หลักเสรีภาพท่านก็ สอบตกแล้ว นี่คือ ข้อที่ ๒ แล้วข้อที่ ๓ ก็คือหลักของความเสมอภาค ซึ่งเมื่อสักครู่ผมได้เริ่ม ตอบครับ ท่านต้องดูแลประชาชนด้วยความเสมอภาค คําถาม ถามว่าวันนี้ฝ่ายเสียงข้างมาก ดูแลประชาชนด้วยความเสมอภาคหรือไม่ จังหวัดไหนที่ไม่เลือกพวกท่าน ท่านไม่ดูแลหรือ เพราะจังหวัดภูเก็ตชัดเจนครับ มีพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตออกมาขับไล่รัฐมนตรีบางคน เพราะไปบอกว่าถ้าไม่ได้เลือกพวกเขาแล้วเขาไม่สบายใจที่จะโอนงบประมาณให้ แม้แต่ ผมเองท่านประธานตอนผมเป็น ส.ส. ปี ๒๕๔๘ อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งก็เคยบอกว่า จังหวัดไหนไม่เลือกไทยรักไทยจังหวัดนั้นจะไม่ได้รับการดูแล ผมเป็น ส.ส. จังหวัดพิษณุโลก แล้วมีประชาชนชาวพิษณุโลกคนหนึ่งเขามาร้องเรียนรัฐบาลว่าทําไมเขตเขาไม่มีรถโดยสาร อย่างโน้นอย่างนี้ ปรากฏว่าอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนั้นบอกว่าทําไมเขตนี้ไม่เลือกพรรคไทยรักไทย หารู้ไม่ว่า เขตที่ประชาชนร้องเรียนเป็น ส.ส. ไทยรักไทย แต่ผมต้องการจะชี้ว่าท่านต้องดูแลประชาชน ให้เท่าเทียมกัน ก็คือหลักของความเสมอภาค ดังนั้นเวลาอ้างประชาธิปไตยต้องอ้างให้ครบ ๕ ข้อ และข้อที่ ๔ ก็คือ รูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) ครับท่านประธาน คือหลักของ กฎหมาย แล้ววันนี้ท่านก็กําลังทําลายหลักของกฎหมาย หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม แม้แต่ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมซึ่งหลายฝ่ายออกมาคัดค้านต่อต้านทุกคนไม่เห็นด้วยครับ เป็นไปได้ ที่ไหนคนที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าทุจริตในโลกนี้ไม่เคยมีการนิรโทษกรรมให้ ท่านก็ใช้อํานาจ เสียงข้างมากที่จะจัดการให้หรือแม้แต่คนที่เผาบ้านเผาเมืองการชุมนุมที่ติดอาวุธ ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รายงานออกมา อย่างนี้แล้วท่านจะออกกฎหมาย นิรโทษกรรมให้มันขัดหลักรูล ออฟ ลอว์
ท่านครับ ถ้าศาลพิพากษาว่า เขาเผาบ้านเผาเมืองจริงท่านจะเอามาพูดผมคงไม่ขัดนะครับ แต่นี่มันยังไม่ได้มีการพิสูจน์ ศาลก็ยังไม่ได้ตัดสิน เรื่องมันอยู่ในขั้นตอนยุติธรรมอยู่ ถ้าไปพูดอย่างนั้นมันก็เข้าข่ายใส่ร้าย มันก็จะไม่จบก็จะมีคนประท้วงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาครับ เพื่อการอภิปราย ราบรื่นท่านจะได้พูดอย่างไม่ต้องมีใครมาขัดจังหวะ ก็อย่าไปพูดใส่ร้ายหรือพาดพิงให้เกิด ความเสียหาย ต้องขอความร่วมมือนะครับ ท่านก่อแก้วผมได้เตือนไปแล้วคงพอแล้วไหมครับ ไม่เป็นไร ผมเตือนไปแล้วไม่เป็นไรหรอก เอาละ พอเถอะครับ มันจะได้ว่าต่อได้ ขอบคุณครับ เชิญครับ คุณหมอครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ มันเป็นความชอบธรรมที่ผมจะต้องคัดค้านคณะกรรมาธิการชุดนี้ซึ่งเดี๋ยวจะ โยงต่อไป อันนี้แค่ประเด็นแรกในการเชื่อมโยงกับประชาชนและท่านอ้างว่าประชาธิปไตย ผมถึงบอกว่ามันไม่พอ ท่านต้องให้ครบ ๕ ข้อ มันเหมือนท่านอ่านเอกสารแค่พารากราฟหนึ่ง แล้วได้ประโยชน์ก็เอาพารากราฟนี้ไปอ้างเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง แต่ถ้าอ่านทั้งหมดแล้ว จะรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างก็มีความขัดแย้งกับตัวท่านครับ และโดยเฉพาะประเด็นสุดท้าย ท่านประธาน หลักของเสียงข้างมากคือข้อนี้สําคัญครับท่านประธาน แต่ท่านต้องเคารพสิทธิ ของเสียงข้างน้อยครับ หลักของเสียงมากเคารพสิทธิของเสียงข้างน้อย คือท่านอยู่ในสภา แห่งนี้ท่านอะไรก็อ้างเสียงข้างมาก ๆ ผมนี่ได้ให้สัมภาษณ์กับพี่น้องสื่อมวลชนเพื่อไปบอก ประชาชนทั้งประเทศว่าเสียงข้างมากอย่างเดียวไม่พอในระบอบประชาธิปไตย เสียงข้างมากนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของส่วนรวม ประโยชน์ของสังคม ประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เสียงข้างมากเพื่อใครคนใดคนหนึ่งอย่างนี้ไม่เรียกว่าเสียงข้างมาก อย่างนี้เรียกว่า เผด็จการ ดังนั้นคําว่า ประชาธิปไตย มันถึงมีให้ครบทั้งหมด ๕ ประเด็น และผมต้องย้ําครับ ท่านประธานครับ ต้องย้ําอยู่เสมอว่าพวกผมนี่เป็นเสียงข้างน้อยท่านต้องเคารพสิทธิของผม ในโครงสร้างประชาธิปไตยเขาเขียนไว้ชัดเจนว่าเสียงข้างมากชนะเสียงข้างน้อย แต่ขณะเดียวกันเสียงข้างน้อยย่อมมีสิทธิถ้าสิ่งใดผมรู้สึกว่าท่านผิดแน่ ๆ ท่านโกงแน่ ๆ เขาจึงคุ้มครองพวกผมครับท่านประธาน คุ้มครองสิทธิของผมเพื่อไปร้อง ป.ป.ช. ที่เป็น องค์กรอิสระเพื่อให้ไปดําเนินการกับศาลฎีกาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นี่คือ การคุ้มครองสิทธิของเสียงข้างน้อย และอีกอย่างหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่าน มีโอกาสได้อ่านระบบสภาของอเมริกันมีเพื่อนสมาชิกเอามาให้อ่านบางครั้งการต่อสู้ ทางกฎหมายที่เราไม่เห็นด้วยเขาให้อภิปรายวันหนึ่งคนหนึ่งบางครั้งพูดเป็น ๒๔ ชั่วโมง ท่านประธาน มีเอกสารออกมาท่านประธานครับ ในสภาคองเกรส (Congress) ของอเมริกัน เสียงข้างน้อยเขาคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ สภาเขาไม่มารวบรัดตัดตอนครับ เพราะเขาถือว่า เสียงข้างน้อยมีสิทธิเต็มที่ในการต่อสู้เหมือนพวกผมกําลังต่อสู้ครับ ผมจําได้ว่ามีท่านหนึ่ง เอามาให้อ่านว่าเขาอภิปราย ๒๔ ชั่วโมงหลังจากอภิปรายครบ ๒๔ ชั่วโมง เสียงข้างมาก ใจอ่อนครับ สุดท้ายกฎหมายฉบับนั้นตกไปครับ พวกผมก็ต้องการใช้สิทธิอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ใช้สิทธิของเสียงข้างน้อยในการอภิปรายให้ประชาชนเข้าใจ ให้เพื่อนสมาชิก ที่คิดว่ากําลังทําเพื่อประโยชน์ของประเทศเข้าใจ ให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศให้สื่อมวลชน ได้เข้าใจครับ ถ้าเข้าใจแล้วจะได้เผื่อกระแสจะทําให้กดดันให้ท่านเปลี่ยนใจครับ ดังนั้น กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านประธานกรรมาธิการครับ เพราะผมเชื่อว่าถ้าท่าน รักประชาธิปไตยจริง ๆ ท่านต้องปฏิบัติให้ครบ ๕ หลักของหลักการประชาธิปไตย แต่ผมเห็น วันนี้ท่านเอาแต่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้งข้อเดียวเท่านั้นเองครับ มันไม่เพียงพอครับ การอ้างบอกว่ามาจากการเลือกตั้งมันไม่แตกต่างจากการปฏิบัติตามใบสั่ง ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านประธานกรรมาธิการว่าผมก็เคยศรัทธาท่าน แต่นาน ๆ ไป นับวันเข้า ๆ ชักไม่มั่นใจ เหมือนกับตัวท่านประธานเองบางครั้งท่านทําหน้าที่ผมก็มี ความรู้สึกว่าท่านเป็นอิสระในการคิดและตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม แต่หลายสิ่ง หลายอย่างท่านก็พูดมาแล้วว่าเหมือนกับท่านเตือนไปแล้วทําไมไม่ฟัง ท่านคงจําได้คลิปที่ ท่านพูดที่เพชรบูรณ์ก็เท่ากับท่านก็มีใบสั่งมา แม้แต่ท่านประธานกรรมาธิการผมก็สงสัยว่า ท่านก็มีใบสั่งมา เพราะผมเชื่อว่าในสามัญสํานึกของความเป็นผู้แทนราษฎรของท่าน ถ้าท่าน คิดไกล ๆ ต่ออนาคตของประเทศ ท่านคงไม่ดีไซน์ (Design) ระบบการเลือกตั้ง ส.ว. มาในรูปแบบนี้
ท่านคุณหมอครับ ถ้าสมมุติว่าผมหรือท่านประธานกรรมาธิการพูดคําเดียวกันว่าท่านก็มีใบสั่งเหมือนกัน อย่างนี้ ต้องถอนไหมครับ เพราะฉะนั้นกรุณาเถอะครับอย่าไปกล่าวร้ายใส่ร้ายคนอื่นเขา ไม่อย่างนั้น มันก็จะมีคนประท้วงอยู่เรื่อย ๆ ท่านอภิปรายในหลักการเอาในหลักการก็จะไม่มีใคร ประท้วงเลย ผมก็จะไม่ต้องมาขัดจังหวะให้เสียความรู้สึก ขอความกรุณาเถอะครับ ไม่ใช่ อภิปรายไปใส่ร้ายไปมันไม่ได้ครับ ขอความกรุณานะครับ เชิญท่านต่อครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านอยากดูใบสั่งผมไหมครับ เดี๋ยวผมให้เพื่อนสมาชิกเอาไปให้ท่าน เพื่อน ๆ ส่ง ประชาชนส่งเมสเสจ (Message) มาให้ผมเยอะแยะเลยให้ผมสู้เต็มที่ ประชาชนสั่งผมมา เดี๋ยวไปให้ท่านอ่านได้เลยครับ แล้วผมเชื่อว่าท่านมีสิทธิชี้แจง เราต่อสู้กันด้วยเหตุด้วยผลนะ เพราะผมดูแล้วพฤติกรรมผมไม่เชื่อว่าวิธีคิดคนอย่างท่านจะคิดได้แค่นี้ มันเป็นเหตุเป็นผล ท่านก็รู้อยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ส.ว. ที่เกิดขึ้นก็คือรูปแบบที่ท่านเอาเข้ามามันมี ปัญหามาอยู่แล้ว แล้วท่านจะเอามาอีกทําไม ถ้าท่านอ้างว่าต้องการจะเชื่อมโยงกับประชาชน มีหลายรูปแบบ เดี๋ยวผมจะเสนอให้ท่านฟัง แต่ท่านพูดขึ้นมาลอย ๆ อย่างนี้มันดูผิวเผิน แล้วมันดูโอเคเวลามาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงแล้วทุกอย่างจะโอเคทุกอย่าง จะจบแล้วจะดูสละสลวย แต่ว่าวันนี้บ้านเมืองเละเทะ ก็เพราะว่าการเลือกตั้งเหมือนกัน ท่านปฏิเสธไหม ฉะนั้นแสดงว่าเราต้องคิดรูปแบบใหม่ในการปกครองประเทศ แต่โอเคเราอิง อยู่ว่าประโยชน์ของประชาชนบนฐานประชาชน แต่มันควรจะมีหลากหลายรูปแบบให้มี การบาลานซ์ (Balance) และถ่วงดุลกัน ผลกล้ากราบเรียนท่านประธานไปยังประธาน กรรมาธิการ ผมเชื่อว่าปัญหาใหญ่กําลังจะรุกคืบเข้ามา ลําพังพวกผมไม่มีอํานาจหรอก ท่านหัวหน้าผมไม่มีกําลังพลอะไรที่ไปจัดการพวกท่าน แต่ถึงวันหนึ่งประชาชนทนไม่ได้ เตือนท่านนะครับ ท่านก็รู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยปี ๒๕๑๕ ปี ๒๕๑๖ ขนาดจอมพล ถนอม จอมพล ประภาส มีกองกําลังอาวุธใหญ่โต มาร์กอส ซูฮาร์โต ยังอยู่ไม่ได้เลย แต่พฤติกรรม ที่ท่านกําลังดีไซน์รูปแบบการปกครองที่เอา ส.ว. ในรูปแบบนี้มามันกําลังจะนําไปสู่จุดนั้น ฟังต่อนะครับ ผมกําลังจะชี้ให้ท่านเห็นว่าพฤติกรรมที่ท่านกําลังเอามาอ้างไม่เพียงพอนะครับ แล้วถือโอกาสย้ํากับพี่น้องประชาชนว่าอย่าไปหลงเชื่อพี่น้องที่รักทุกท่าน ตอนนี้ผมไม่มอง ประธาน ผมกําลังนึกถึงพี่น้องที่อยู่ที่บ้าน ต่อไปนี้ถ้านักการเมืองอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง อย่าไปฟังพวกเขา พี่น้องต้องดูว่าพวกเขาทําประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ พี่น้อง ถึงจะฟังเขา พวกนี้เวลาผิวเผินชอบอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมาก แล้วพวกนี้ หลอกพวกเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกําลังจะเรียนกับท่านประธานไปยังประธาน กรรมาธิการและเพื่อนกรรมาธิการทุกท่านว่าขณะนี้ระบบได้ออกแบบ ส.ส. มาทําหน้าที่ อย่างหนึ่ง ส.ส. พวกเรามามีหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน เพราะเราต้องลงพื้นที่ เราสังกัดพรรคการเมือง เราลงเลือกตั้งได้อีก ประชาชนเดือดร้อนประชาชนมาหา ส.ส. ส.ส. ก็มานําเสนอปัญหาในสภาผู้แทนราษฎรหรืออาจจะตั้งกระทู้ถาม ขณะเดียวกันเสียงข้างมาก ก็มีการรวมตัวกันเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี นั่นคือระบบออกแบบ ส.ส. มาทําหน้าที่ ขณะเดียวกันในระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เราก็มีการออกแบบ ส.ว. มา ซึ่ง ส.ว. เองก็มี หน้าที่ในการถ่วงดุลครับ กฎหมายก็เขียนไว้ชัดเจนว่าให้มีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลด้วย เพียงแต่ว่าไม่ให้ลงมติไม่ไว้วางใจอภิปรายได้เฉย ๆ และกฎหมายก็จะมีการออกแบบว่าให้ ส.ว. มีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย แต่จุดที่สําคัญอีก ๒ ข้อที่กฎหมายออกแบบ ส.ว. มา คือการแต่งตั้งและถอดถอน อันนี้คือหัวใจอันสําคัญครับท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าในเมื่อกฎหมายออกแบบให้ ส.ว. มีการแต่งตั้ง ถอดถอน กลั่นกรองกฎหมาย และตรวจสอบรัฐบาล เขาจึงออกแบบให้ ส.ว. เป็นอิสระทางการเมืองท่านต้องเข้าใจนะครับ ทําอย่างไรก็แล้วแต่ให้ออกแบบระบบให้มีฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ส.ว. ให้ยากที่สุด วิธีการที่ทําให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ส.ว. ให้ยากที่สุดเขาจึงแบ่งแยก ส.ว. ออกมา เป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือเป็นตัวแทน ประชาชนจากแต่ละพื้นที่ ก็คือเป็นตัวแทนจังหวัด จังหวัดละ ๑ คนเพราะเขาก็ถือว่า ส.ว. แต่ละจังหวัดไม่ต้องเยอะมาก เพราะมี ส.ส. รับเรื่อง อยู่แล้ว ส.ว. ให้ดูในภาพรวมเฉย ๆ และส่วนหนึ่งผมอาจจะใช้ภาษาที่ทันสมัยนิดหนึ่งก็คือ เป็นการเลือกตั้ง ส.ว. ทางอ้อม ผมใช้คําว่าเลือกตั้ง ส.ว. ทางอ้อมอีก ๗๓ คน เพื่อมาทํา หน้าที่ และหัวใจที่สําคัญที่สุด และต้องย้ํา จะต้องจําไว้เลยว่านั่นคือการจํากัดวาระ ส.ว. ไว้แค่ ๑ วาระ อันนี้สําคัญมากท่านประธาน เพราะการจํากัดวาระ ส.ว. ไว้แค่ ๑ วาระ เท่ากับว่าต่อไปนี้ ส.ว. ไม่ต้องคิดแล้ว จะตัดสินใจอะไรเดี๋ยวตัวเองก็หมดวาระ จะได้ไปทํา อย่างอื่น การเมืองแทรกแซงไม่ได้ครับ ยกเว้น ส.ว. บางคนที่ต้องการอยากได้สตางค์ ต้องการเป็นสภาทาส หรือต้องการเป็นขี้ข้าชั้นสูง มันมีครับท่านประธาน อันนั้นอีกส่วนหนึ่ง ก็ไปทําหน้าที่ไป แต่ ส.ว. ระบบที่ออกแบบมามันทําให้ฝ่ายการเมือง พรรคการเมือง แทรกแซงเขายาก เขาจะได้มีการตัดสินใจแบบอิสระ แต่ถ้าเล่นมาแก้ไขอย่างนี้ครับ คือถ้าเล่นยกเลิกของเก่าทั้งหมดแล้วให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มันดูดี แต่มันจะมี ปัญหาตามมา ขนาดในระบบเก่า ๗๖ กับ ๗๓ เป็น ๑๕๐ ท่านไม่ปฏิเสธใช่ไหม ๗๖ กับ ๗๔ ท่านคงไม่ปฏิเสธว่ามี ส.ว. จํานวนไม่น้อยที่ถูกแทรกแซงจากพรรคการเมือง ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้ผมไม่เคยคิดว่าจะมีพฤติกรรมของเพื่อน ส.ว. บางท่าน อย่างเกมการเมือง มันเป็นเกม (Game) ระหว่าง ส.ส. ระหว่างพรรคการเมือง การตรวจนับคะแนน การตรวจ นับองค์ประชุมหรือการเสนอปิดการอภิปรายมันควรเป็นเรื่องของ ส.ส. เขาสู้กัน เพราะ ส.ว. คือผู้ทรงคุณวุฒิครับ ส.ว. คือสภาสูง เป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ แต่ถ้า ส.ว. คนใดมาเสนอนับ องค์ประชุม หรือ ส.ว.คนใดมาเสนอปิดประชุมมันผิดปกติ ผมเชื่อว่ามีการแทรกแซงเกิดขึ้น ดังนั้นการที่ท่านแก้ รื้อระบบเก่าทั้งหมด จัดให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ มันจึงเป็นการง่ายมากที่พรรคการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงการให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ครับ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อ ๕ ท่านประธานปล่อยให้เพื่อนสมาชิกอภิปรายกล่าวหา ใส่ร้าย ส.ว. สมาชิกวุฒิสภา ท่านจะมีความเชื่อ ท่านจะมีจินตนาการใดก็ตาม นั่นคือ ความเชื่อของท่าน แต่ท่านอย่าได้กล่าวร้าย ใส่ร้ายในสภาแห่งนี้ ซึ่งขัดข้อบังคับ ขอให้ ท่านประธานควบคุมและให้อยู่ในวาระที่สองด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอให้อภิปรายในหลักการ ครับคุณหมอ แล้วจะไม่มีผู้ประท้วงอย่างที่ผมได้ทักท้วงหลายครั้งนะครับ ถ้าพูดไปแล้ว ผสมผสานใส่ร้ายไปด้วยมันก็จะมีคนประท้วงไปเรื่อย ๆ ก็ทําให้ท่านไม่สามารถ มันขัดจังหวะ ท่านจะได้พูดอภิปรายได้อย่างราบรื่น พูดในหลักการอย่างเดียว ผมว่ามันจะน่าฟังกว่า เชิญคุณหมอเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ ประชาธิปัตย์ พิษณุโลก สมาชิกรัฐสภา ที่ผมพูดมันคือ หลักการครับท่านประธาน แล้วไมได้พาดพิงถึงตัวบุคคลนะครับ คําว่า ส.ว. เป็นภาพหลักการ ใหญ่ ๆ ที่เราไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ถ้าท่านไม่ให้ผมยกตัวอย่าง มันไม่สามารถอธิบายให้คนเข้าใจได้ มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน ดังนั้นผมต้อง ย้ําว่ารูปแบบที่ท่านเอากลับมาใช้และเป็นการปลดล็อกให้ ส.ว. ลงสมัครรับเลือกตั้ง ท่านลอง นึกภาพตามผมช้า ๆ เหมือนพวกเราเป็น ส.ส. เขตครับท่านประธาน ทุกคนเป็น ส.ส. เขต เสร็จภารกิจในสภาก็ต้องรีบกลับบ้านไปพบพี่น้องประชาชน เวลาไปพบพี่น้องประชาชน เสร็จแล้วก็ต้องกลับมาที่พรรค ถ้า ส.ว. สามารถที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก ท่านปลดล็อก เพราะทุกคนต้องมาจากการเลือกตั้ง ส.ว. เสร็จแล้วก็ต้องไปงานศพ งานบวช เหมือนกับ ส.ส. ครับ เจอกันสนุกสนานเลยครับ การไปลงพบปะพี่น้องประชาชนมันก็เป็นการง่าย ที่พรรคการเมืองจะเข้ามาแทรกแซง ส.ว. คนนั้นครับ สุดท้าย ส.ว. คนนั้นก็เหมือนกับ ส.ส. พวกผมมีอะไรผมก็ประชุมในที่ประชุมพรรค พรรคมีมติอะไรผมก็จะเดินตามพรรค ส.ว. เหมือนกันครับ เวลาลงไปพบปะพี่น้องประชาชนมาก ๆ ประชาชนเดือดร้อนก็ต้อง ไปวิ่งเต้นรัฐบาล หนีไม่พ้นครับท่านประธาน แล้วสุดท้ายจะเอาอย่างไรก็ต้องฟังทิศทางของ พรรครัฐบาลซึ่งเราไม่ได้บอก หมายความว่าอนาคตพรรคไหนจะไปเป็นรัฐบาล สุดท้าย ส.ว. เหล่านั้นก็จะถูกครอบงําจากรัฐบาลทั้งสิ้น แล้วถามว่าอย่างนี้มันจะเป็นประโยชน์หรือครับ ในเมื่อเขาดีไซน์เขาออกแบบระบบว่า ส.ว. ต้องไม่ให้การเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่การที่ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วก็ ส.ว.
ท่านจุลพันธ์ ปล่อยท่าน เถอะครับ อย่าประท้วงเลยครับ พอเถอะครับให้ท่านว่าไปก่อน จะได้จบ ไม่เป็นไรครับ อย่าประท้วงเลยครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ผมว่าท่านวกไปเวียนมา พวกเราเข้าใจแล้วว่าท่านไม่เชื่อในการเลือกตั้งของ ส.ว. ประเด็นนี้สรุปความชัดเจนแล้ว ท่านก็ไม่เอาตั้งแต่วาระที่หนึ่ง วาระที่สอง ตอนนี้ผมอยากฟังว่าท่านแปรญัตติท่านจะทําอะไร กันแน่ ท่านต้องการ ส.ว. จากการสรรหากี่คน ทั้งหมดเลยหรืออย่างไร ท่านมีการแปรญัตติไว้ ในหน้า ๒๒ อยู่แล้ว ท่านช่วยเข้าประเด็นด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอให้กระชับหน่อยครับ เข้าประเด็นเลย เอากระชับ ๆ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ อยากให้เพื่อนสมาชิกใจกว้าง ๆ รับฟังผม เพราะว่าขณะนี้ผมกําลังปูทางนําไปสู่ การที่ผมกําลังจะเสนอทางออก เผื่อท่านประธานคณะกรรมาธิการจะได้แก้ไข เพราะผม ชี้แล้วว่าขณะนี้ในร่างที่ท่านนํามามันมีปัญหาการเมืองจะเข้ามาแทรก แล้วเกิดถ้าการเมือง สามารถแทรก ส.ว. ได้นี้ ท่านประธานที่เคารพ ก็ตําแหน่งสําคัญไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์กร อิสระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครอง อัยการสูงสุด กกต. ป.ป.ช. สุดท้าย อยู่ที่ ส.ว. ทั้งสิ้น เกิดถ้าองค์กรอิสระเหล่านี้คนไหนไม่เชื่อฟัง คนไหนให้ความร่วมมือไม่ดี ก็หาประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ยื่นเรื่องถอดถอนใน ส.ว. สุดท้ายก็ถูกถอดถอนหมด มันก็เข้าสู่ กระบวนการยึดประเทศนะท่านประธาน ในเมื่อยึดสภาล่างได้แล้วก็ยึดสภาสูง เมื่อยึดสภาสูง เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถูกพาดพิงไปถึงองค์กรอิสระต่าง ๆ อย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าระบบ ประชาธิปไตยบ้านเรามันสามขา ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ แล้วจะมีตรงกลาง แท่งตรง ๆ ออกมาเล็ก ๆ ก็คือองค์กรอิสระ แต่ปรากฏว่าขณะนี้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ถูกรวบมาเป็นแท่งเดียว และเกิดถ้ามีการเลือกตั้ง ส.ว. เข้ามาแล้ว สุดท้ายองค์กรอิสระ ก็ถูกฝ่ายบริหารครอบงํา ท่านจําคําพูดผมไว้เลยนะครับ ในสังคมใดก็แล้วแต่ อวัยวะใด ก็แล้วแต่ ถ้ามันไม่สมดุลมันอยู่ไม่ได้ ร่างกายเราธรรมชาติยังสร้างมาให้มีซ้ายมีขวา ทุกอย่าง มันต้องสมดุลกันมีซ้ายมีขวา มันจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะอยู่ตรงกลาง ถ้าอะไรก็แล้ว แต่ถ้ามีหนึ่งเดียวสิ่งนั้นตรงเป็นกลาง อย่างนั้นวันนี้ท่านจะพยายามยึดทั้งหมด ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง ส.ส. ส.ว. และองค์กรอิสระ แล้วปล่อยให้ฝ่ายค้านมีอยู่นิดเดียวมันไปไม่ได้ ผมบอกท่านประธานและเตือนท่านประธานกรรมาธิการครับว่า อย่างไร ๆ ประเทศไทย ก็ไปไม่ได้ อย่างไรก็ไปไม่ได้ แล้วจะเป็นตราบาปพวกท่านด้วย เพราะท่านเป็นคนสร้าง สิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเอง วันนี้อย่างไรโหวตท่านก็ชนะพวกผม และผมบอกพวกท่านนะปัญหา ประเทศวันนี้มันไม่ใช่เรื่องพวกนี้ ปัญหาประเทศอยู่ข้างนอกที่อยู่กลางทุ่งกลางนาปัญหายาง ปัญหาหลาย ๆ อย่าง ท่านกลับไม่แก้ ท่านกลับมาแก้สิ่งเหล่านี้ แล้วผมท้าเลยมันไปไม่ได้ คอยดูต่อไป ถึงมันผ่านไปแล้วมันก็ไม่จบครับ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ผมเองก็เคยเป็นฝ่ายค้าน ก็เข้าใจอารมณ์ของคุณหมอดี ขอประทานโทษ นะครับที่จะต้องอภิปรายอย่างนี้ แต่บังเอิญก็ทําหลักการถูกครับ อภิปรายเจาะไปเฉพาะ ประธานกรรมาธิการ เดี๋ยวท่านประธานกรรมาธิการก็จะตอบ แต่พูดไป ๆ เผลอครับ พวกท่าน ๆ จะทําให้เกิดตราบาปอย่างนี้คนอื่นเสียหายนะครับ ท่านประธานครับ ท่านจะ วินิจฉัยด้วยคนเดียวแล้วคนอื่นผิดหมดก็เป็นเรื่องของท่าน ผมเข้าใจว่าท่านอยู่โรงพยาบาล ก็จะลําบากมากอย่างนี้ ขอความกรุณาเถอะครับ
ท่านอย่าไปพาดพิง ตรงนั้นเลยครับ ถอนที่อยู่โรงพยาบาลลําบาก ถอนเถอะครับ อย่าไปพาดกลับเลยครับ
ผมขอถอนครับ เพราะว่าไม่มีเจตนาอื่น แต่ผมกราบเรียนท่านประธานตั้งแต่ต้นแล้วว่าเราอดทนฟังความเห็น แตกต่างแน่นอนครับ เพียงแต่ว่าอย่าละเมิดกันเลยครับ เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยกัน เราก็ผ่านการเลือกตั้งของประชาชนมาด้วยกัน ท่านจะบอกว่าคนเลือกตั้งมาไม่ดี ก็ท่านว่าตัวท่านเองด้วยว่าผมด้วย ผมเองขอว่าอะไรที่เป็นทั่ว ๆ ไปก็ว่าไปเถอะครับ แต่อย่า เจาะลงมาว่าพวกผมจะไปสร้างตราบาปให้ประเทศมันรุกล้ําจนเกินไปครับ ขอความกรุณา ท่านประธานเถอะครับ ช่วยกําชับเถอะครับ ผมว่าเรามีมารยาทกันอย่างนี้ดีกว่าครับ การอภิปรายต่าง ๆ มันจะเดินไปได้ เราก็อดทนมากเลย กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ถ้าต่างฝ่ายต่างยึดหลักนี้ มันก็ไม่มีการประท้วง มันก็ไม่วุ่นวาย เพราะฉะนั้นท่านครับพูดในหลักการนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันประชาธิปไตยที่ให้พวกผมแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ทุกอย่างที่ผมแสดงความคิดเห็นมันเป็นเสรีภาพของผมบนพื้นฐานของเหตุและผล แน่นอน ผมไม่เห็นด้วยผมก็ต้องพยายามชี้ให้เห็นว่ามันจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ มันเป็นการวิเคราะห์ เชิงเหตุเชิงผลที่ผมจะนําเสนอแก่ท่าน และเสนอไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ คนอื่น คงไม่ต้องเดือดร้อน เพราะผมก็มีสิทธิที่จะวิเคราะห์มันก็ตรงไปตรงมา ก็รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเหมือนตั้งกันเป๊ะท่านก็เอามาใช้ เพราะครั้งที่แล้วมันมี ปัญหาสภาผัวสภาเมีย แล้วสุดท้ายก็ถูกปฏิวัติและมาครั้งนี้ถ้าเอากลับมาใช้หนักขึ้นกว่าเดิม เพราะครั้งที่แล้วท่านให้มีสภาผัวเมีย แต่แค่วาระเดียว แต่ถ้าครั้งนี้ถ้าให้มีสภาผัวเมีย แต่ไม่จํากัดวาระก็ยิ่งไปกันใหญ่ คนที่พอเข้าใจอะไรได้ก็วิเคราะห์ได้ท่านประธาน แล้วการแสดง ความเห็นของผมเป็นเชิงเหตุเชิงผลครับ แล้วก็อภิปรายไปท่านก็มีสิทธิที่จะชี้แจงถ้าท่าน ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านบอกว่าผมวิเคราะห์ผิด ถ้าท่านมีข้อมูลที่เหนือกว่าเด็ดกว่าท่านก็ชี้แจงมา แล้วเผื่อผมก็จะคล้อยตามท่านไปอีกทีหนึ่ง แล้ววันนี้พี่น้องประชาชนทางบ้านก็ฟังอยู่ครับ เพราะผมก็ต้องบอกประชาชนเพราะอย่างไรพวกผมโหวตแพ้ท่านอยู่แล้ว ผมก็ต้องบอกให้ พี่น้องประชาชนเข้าใจครับ เพราะนี้คือสิทธิของเสียงข้างน้อย ในการโน้มน้าวเพื่อนสมาชิก และพี่น้องประชาชนว่าถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ออกไปแล้ว ส.ว. จะถูกเข้าค่าย จะถูกเข้าคอก จากแต่เดิมเป็นสภาทาส ต่อไปก็จะกลายเป็นสภาขี้ข้า แล้วถามอะไรเกิดขึ้น ก็จะมีการยึดองค์กรอิสระเกิดขึ้น เมื่อยึดองค์กรอิสระเกิดขึ้นคําถามก็คือว่ามันก็จะเป็น การยึดครองและครอบงําประเทศ เมื่อเกิดการยึดครองและครอบงําประเทศท่ามกลาง การทุจริตอย่างมโหฬารอย่างนี้ ผมท้าเลยท่านประธานครับ ชีวิตนี้ผมได้เห็นแน่นอนอีกไม่นาน แต่ถ้ายึดครองประเทศ ผมให้ข้อคิดที่ดีครับ ถ้าแน่จริงทําแบบสิงคโปร์สิ สิงคโปร์เขายึดครอง ประเทศเหมือนกันครับ แต่ประชาชนรวยครับ ประชาชนอยู่ดีกินดี รายได้ของเขาประชาชาติ เขาอยู่ติด ๑ ใน ๔ ของโลก อย่างนี้ผมเชื่อว่าประชาชนเขาอาจจะรับได้ แต่ของเรานับวัน แย่ลง ๆ อะไรก็แย่ แค่นี้ก็มีการทุจริตกันเยอะแยะไปหมด แล้วถามว่าถ้าเกิดมีการยึดเข้าไปอีก ใครจะไปยอม พวกผมก็ไม่ยอม อันนี้คือข้อคิดเห็นที่ผมเตือนไปยังท่าน โดยเฉพาะท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ เพราะผมก็คิดว่าท่านก็เป็นคนมีเหตุมีผล แต่ผมกําลังชี้ให้เห็นว่าขณะนี้ วิธีคิดของท่านในการตอบพวกผมมันเหมือนมีคําตอบมาให้ท่านในการตอบพวกผม แต่ถ้า ท่านลองพยายามเอาตัวเองให้หลุดจากความรู้สึกนี้ออกไปสิ ขนาดพวกผมยังคิดได้ แค่ ส.ส. ๓ สมัย พวกผมยังคิดได้ ท่านเป็น ส.ส. มาหลายสมัย เป็นตําแหน่งประมุขอะไร ใหญ่ ๆ โต ๆ มาแล้วท่านต้องคิดได้อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ผมต้องเรียกร้อง ประธานคณะกรรมาธิการ เผื่อประธานคณะกรรมาธิการเปลี่ยนใจแล้วบอกเพื่อนกรรมาธิการ งานนี้สงสัยประเทศจะไปไม่ไหวก็ต้องเปลี่ยน แต่ถ้าไม่เปลี่ยนก็ช่วยไม่ได้ นี่เป็นคําแนะนํา ของผม บทสรุปของผมก็คือว่า ผมไม่ปฏิเสธการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเลือกตั้ง ส.ว. ๑๐๐ คน จากแต่ละจังหวัด แต่ขณะเดียวกันผมก็มีข้อเสนอแนะว่า เป็นไปได้ไหมว่าในระบบ ส.ว. เอง มันก็ควรจะต้องมีการถ่วงดุล เพราะว่าเกิดท่านมีการเลือกตั้งตรงไม่มีการถ่วงดุล สุดท้าย ถูกเข้าคอกหมด คอกไหนดีก็ดีไปคอกไหนไม่ดีก็เป็นขี้ข้า แล้วอยู่ ๖ ปีอีกต่างหาก ลดลงได้อีก ต่างหาก ไปกันใหญ่แล้วประเทศนี้ สาธุประเทศนี้ ผมว่าน่าอายครับ อบต. เองเขาคงหัวเราะ เยาะเหมือนกันนะครับ เพราะ อบต. เขาอยู่ ๔ ปีก็มีการเลือกตั้งเหมือนกัน เดี๋ยว อบต. ก็คงขอให้มีการแก้ไขขออยู่ ๖ ปีเหมือนกัน อีกหน่อย ส.ส. อาจจะต้องแก้ไขเป็น ๖ ปี คือดูแล้วตรรกะที่ท่านพูดมาฟังไม่ขึ้นครับท่านประธาน แล้วผมกําลังชี้ให้เห็นว่าการบาลานซ์ ด้วยการถ่วงดุล ส.ว. ส่วนหนึ่งเป็นการเลือกตรงจากพี่น้องประชาชน ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็น การเลือกตรงจากวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งผมไม่ลงรายละเอียดแล้ว เพราะผมกินเวลาไปเยอะ ผมยกตัวอย่างเช่น สมมุติวิชาชีพครู เพื่อนครูทั่วประเทศ ทั้งครูปัจจุบัน ครูอดีต ศิษย์เก่าครู ทั่วประเทศผมว่าอาจจะเป็นล้านคน เขาอาจจะเลือกกันมาได้ ๕ คน หรือ ๑๐ คนก็แล้วแต่ ซึ่งผมไม่ลงรายละเอียด ซึ่งอย่างนี้ไม่มีการซื้อเสียงแน่นอน ประชาชนเหล่านี้หรือแม้แต่ วิชาชีพทหาร ตํารวจ ทั้งประเทศมีเกือบเป็นล้านคน รวมทั้งคนที่เกษียณไปแล้วด้วย ให้เขาเลือกกันเองเข้ามาจะเป็น ๕ คน ๑๐ คน วิชาชีพแพทย์ พยาบาล เภสัช ทันตะอะไร วิชาชีพนี้ไปเลือกกันเองเป็นเขตประเทศ ทุกอย่างเป็นเขตประเทศหมด ถามว่าใครจะมา ซื้อเสียง ฉะนั้นผมถึงต้องการนําเสนอว่าท่านต้องหาทางออกให้ประเทศไปได้ อย่ามารวบ อย่ามาผูกขาด รูปแบบที่ท่านทํากันอันนี้มันนําไปสู่การผูกขาดประเทศ ฉะนั้นผมจึงคัดค้าน และไม่เห็นด้วยในมาตรานี้ครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญประธานกรรมาธิการครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานกรรมาธิการ ผมคงไม่สามารถจะตอบชี้แจง ท่านผู้อภิปรายที่เพิ่งอภิปรายจบ เพราะว่าการอภิปรายของท่านไม่ได้อยู่ในหลักการที่รัฐสภา ให้การรับรองไว้เมื่อเรารับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ครับ ผมก็ขอใช้สิทธิ ในฐานะที่ท่านพาดพิงหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านบอกว่าผมรับใบสั่งจากใคร หรือเปล่า ก็สารภาพครับว่าผมรับใบสั่งครับ ผมรับใบสั่งจากที่ประชุมรัฐสภานี่ละครับ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน รับหลักการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ผมคง ทําเป็นอื่นไม่ได้ ผมจะไปแก้หลักการในที่ประชุมกรรมาธิการของผม มันก็ทําไม่ได้ ผิดข้อบังคับนะครับ แล้วก็ผิดสิ่งที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบไว้ ฉะนั้นผมก็ขอความกรุณา ได้โปรดเข้าใจบทบาทหน้าที่ด้วย ผมก็เป็นนักศึกษาอยู่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นะครับ ก็พอรู้ เหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น ที่ท่านหยิบยกว่าถ้าเราปล่อยให้รัฐธรรมนูญแก้ไข มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง และเราทําอะไรต่อมิอะไรอยู่ แล้วในที่สุดจะเกิดกลียุคเหมือน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ก็กราบเรียนท่านนะครับ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เบื้องหลังลึกกว่านั้นเยอะ ซึ่งพูดไม่ได้ ผมก็ไม่พูดที่นี่ ขณะที่ท่านพูดผมรู้ละครับว่าประเทศไทยจะมีทางออกอย่างไร จะไปอย่างไร ถ้าท่านจะกรุณาใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ท่านเข้ามติชนออนไลน์นะครับ มีจดหมายเปิดผนึกจากท่านอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กราบเรียนท่านประธานที่ปรึกษา พรรคประชาธิปัตย์ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย พูดถึงคําเตือนของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในสมัยนั้น ก็คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราในอนาคตต่อไปละครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมได้ขอแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๑ ของมาตรา ๓ ดังต่อไปนี้นะครับ มาตรา ๑๑๑ ที่กระผมแก้ไขจะมีข้อความว่า วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจาก การสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้น หักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จากข้อความอันนี้นะครับ ผมก็โดนกรรมาธิการตัดสิทธิไป แต่บัดนี้ท่านคืนสิทธิแล้วครับ เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ผมก็จะไม่ไปอภิปรายหรืออะไรต่าง ๆ พวกนี้นะครับ นอกจาก มีความเชื่อมโยงหรือมีเหตุผลที่จําเป็นต้องอธิบาย
ท่านครับ ขออภัย มีผู้ประท้วง เชิญท่านบุญยอด
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอกราบ ขออภัยท่านผู้อภิปรายนะครับ เนื่องจากว่ามีสมาชิกที่ไม่ได้ทําตามสิ่งที่ท่านประธาน ได้วินิจฉัยสั่งไว้นะครับ ก็คืออดีต จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ เมื่อสักครู่ผมเข้าใจว่า มีข้อตกลงกับท่านว่าจะใช้เวลา ๑ ชั่วโมง ในการออกไปจากสภาแห่งนี้
เพื่อไม่ให้เสียเวลา ท่านต้อง ๑๖.๓๐ นาฬิกา ครับ ท่านเชิญข้างนอกก่อน อีกครึ่งชั่วโมงครับ ไปนั่งกินกาแฟสบาย ๆ อีกครึ่งชั่วโมง ๒๖ นาทีเอง เปลี่ยนเป็นชั่วโมงหนึ่งครับ อีก ๒๖ นาทีครับ จะได้ไม่ต้อง เสียเวลา เชิญต่อเลยครับท่านครับ
กระผม ขออนุญาตต่อนะครับ ท่านประธานครับ ข้อ ๒ ผมได้ขอเพิ่มเติมข้อความต่อไปนี้ เป็นวรรคสอง ของมาตรา ๑๑๑ ของมาตรา ๓ ข้อความมีใจความว่า ในกรณีที่มีการเพิ่มหรือลดจังหวัด ในระหว่างวาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก เท่าที่มีอยู่ ข้อ ๓ ผมให้แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๒ ของมาตรา ๓ เป็นดังนี้ มาตรา ๑๑๒ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละจังหวัด ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและให้มีสมาชิก วุฒิสภาจังหวัดละหนึ่งคน โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัคร รับเลือกตั้งได้หนึ่งเสียง และให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
ต่อไปในวรรคสอง ข้อความเดิมที่เขียนว่าการคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิก วุฒิสภาที่มาแต่ละจังหวัดจะพึงมีให้คํานวณตามวิธีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม กระผมขอให้ตัดข้อความนี้ทิ้งทั้งหมด วรรคต่อไปผมไม่อ่านนะครับ
ผมขออนุญาตชี้แจงเป็นข้อ ๆ ตั้งแต่ข้อ ๑ นะครับ ข้อ ๑ ที่ผมให้แก้ไข เพิ่มเติมว่า มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวน ๑๕๐ คน ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด ๆ ละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้น หักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในข้อความนี้มีคําที่ผมจําเป็นที่จะต้อง อธิบายท่านประธาน ๓ คําด้วยกันนะครับ คําแรกก็คือคําว่า วุฒิสภา คําที่ ๒ ก็เกี่ยวกับ เรื่องจํานวนสมาชิกของวุฒิสภา คําที่ ๓ ก็คือคําว่า สรรหา ท่านประธานครับ วุฒิสภา เมื่อเช้านี้นะครับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้อธิบายพอสมควรแล้วว่าประเทศไทยเรามี ๒ สภา เป็นสภาคู่ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับว่าเหตุผลที่จําเป็นที่จะต้องมีวุฒิสภานั้นก็ ๑. ด้านโครงสร้างครับ เนื่องจากประเทศไทยเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงนี้ไม่เหมือนกับประเทศสหรัฐอเมริกา ผมขอย้ํานะครับ ตรงนี้ไม่เหมือนกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายท่านมักจะอภิปราย แล้วก็มีวิทยุชุมชน หลายแห่งก็พยายามไปให้ข้อมูลซึ่งผิดพลาดนะครับ เมื่อเราปกครองในระบอบนี้ หลายประเทศ ในต่างประเทศเขาต้องมีวุฒิสภานะครับ
เหตุผลประการที่ ๒ ที่มีวุฒิสภา นอกจากด้านโครงสร้างนะครับ ก็คือเพื่อ เป็นการคานอํานาจ ท่านประธานครับ เพื่อป้องกันการเผด็จการโดยสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหลักประกันเสรีภาพและคุ้มครองไม่ให้สภาผู้แทนราษฎรใช้อํานาจโดยมิชอบ ในการออกกฎหมาย อันนี้เป็นเหตุผลประการที่ ๒ ที่มีวุฒิสภานะครับ
เหตุผลประการที่ ๓ ท่านประธานครับ เพื่อให้มีตัวแทนจากชนกลุ่มน้อย หรือผู้ด้อยโอกาส หรือกลุ่มอาชีพต่าง ๆ มีโอกาสในทางการเมือง
เหตุผลประการที่ ๔ ที่ให้มีวุฒิสภานะครับ ก็เพื่อเป็นสภาพี่เลี้ยงช่วยเหลือ สภาผู้แทนราษฎรไม่ให้บัญญัติกฎหมายรีบร้อนเกินไป หรือพิจารณากฎหมายโดยไม่รอบคอบ หรือคล้อยตามข้อเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีเหตุผลหรือมีสิ่งยั่วยุทางการเมือง มีสิ่งล่อใจ ทางการเมือง ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้คิดเองครับท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้มาจากการที่วุฒิสภา ได้จัดให้มีการเสวนาให้ความรู้แก่ประชาชนที่วุฒิสภานะครับ ซึ่งจัดเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ มันมีรายละเอียดเป็นเอกสารซึ่งท่านประธานสามารถที่จะไปสืบค้นดูได้ว่าเหตุผล ที่ผมอ้างมาทั้งหมดนี้มันมีความสําคัญเชื่อมโยง ทําไมผมถึงจึงต้องแปรญัตติในลักษณะนี้ นะครับ
คําต่อไปครับเกี่ยวกับเรื่องจํานวน ที่ท่านกรรมาธิการแก้ไขว่า สมาชิกวุฒิสภา ต่อไปจะมี ๒๐๐ คน มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้พยายามอธิบายให้เห็นแล้วว่า ๑. จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินเป็นจํานวนมาก เพราะแต่ละท่านจะต้องเสีย ค่าใช้จ่าย รวมทั้งเงินเดือนทั้งหมดประมาณ ๕.๑ ล้านบาทต่อปี แต่เดิมมีอยู่ ๑๕๐ คน ก็สามารถที่จะทําหน้าทีนี้ได้นะครับท่านประธาน เสร็จแล้วเมื่อเพิ่มเป็น ๒๐๐ คน ก็ต้องเอา ๕๐ คูณ ๕.๑ ล้านบาท ขณะนี้ประเทศไทยเราก็เสี่ยงต่อสภาพความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ เมื่อเช้าตัวเลขตกลงมา ไม่ถึง ๔ แล้วนะครับ ๓.๘ จีดีพี (GDP) อันนี้ก็เกือบจะเข้าขีดอันตราย เพราะเมื่อใดที่จีดีพีตกไปต่ํากว่า ๔ เมื่อมันถึง ๓ เมื่อไรมันจบนะครับ ก็อย่าได้ประมาท เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็ไม่ได้ตอบชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องความสิ้นเปลือง ความไม่คุ้มค่า สิ่งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าท่านกรรมาธิการได้ละเลยในสิ่งซึ่งจะทําให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน อย่าลืมว่าตอนที่ท่านยกร่างมานี้นะครับ ท่านอ้างนะครับ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ประชาชนต้องเสียภาษีครับ ถ้าเกิดภาษีนั้นไม่ได้ถูกใช้ให้เกิดความคุ้มค่านั้นก็จะเป็น ความเสียหายนะครับ ผมก็ขอให้ท่านกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงอีกครั้งหนึ่งว่าอีก ๕๐ คน ที่จะเพิ่มมานั้น ท่านจะแก้ไขหรือว่าทําให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนี้ได้อย่างไร คําที่ ๓ นะครับ คํานี้ก็มีพูดกันเยอะแล้ว ผมก็มีโอกาสได้ชี้แจงต่อท่านประธานและพี่น้องประชาชน ว่า สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้น ความจริงแล้วก็เป็นกระบวนการเลือกตั้ง โดยทางอ้อมนั่นเลย เพราะว่า ๑. ไม่ได้ไปสมัครได้ใช่ไหมครับ จะต้องผ่านองค์กร สมาคม นิติบุคคล ที่ไม่ได้แสวงประโยชน์ อันนี้เพื่อประหยัดเวลาท่านประธานนะครับ ผมก็จะไม่ต้อง อธิบายมาก คิดว่าท่านประธานคงเข้าใจแล้วว่าพวกสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในสภาแห่งนี้นะครับ มาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เราไม่ได้ไปขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน อันนี้ไม่จริงนะครับ ก็ขอย้ําอีกครั้งนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้นะครับ ก็มีผู้อภิปรายแล้วว่าประเทศไทย เรานี้นะครับ เราปกครองโดยมีวุฒิสภามาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ในสมัยนั้นเขาก็เรียกชื่อว่า พฤฒสภา ต่อไปรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๔๙๐-๒๕๓๔ วุฒิสภานี้จะประกอบด้วยสมาชิกนะครับ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้ความชํานาญในอาชีพต่าง ๆ ปี ๒๕๓๔ มีข่าวเรื่องการซื้อขายตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งนะครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นที่มาว่าทําไมในปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงถูกออกแบบมาให้แก้ไข โดยให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งนี้นะครับ จํานวน ๒๐๐ คน ผลก็ปรากฏมาว่า ถูกแทรกแซง อันนี้หลายคนพูดแล้ว ผมจะไม่อภิปรายซ้ําในประเด็นนี้ให้เกิดมีผู้ประท้วง หรือหาว่าผมอภิปรายซ้ําซาก บทเรียนซึ่งมันสร้างปัญหาให้แก่ประเทศนี้นะครับ ผมคิดว่า เราควรจะพยายามหลีกเลี่ยงตรงนี้เสียนะครับ เพราะว่า ๑. มันไม่มีประโยชน์ในการที่จะ พาประเทศชาติถอยกลับไปในทางที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเกิดทําให้พี่น้องประชาชน เสียโอกาส แล้วก็เป็นปัจจัยหนึ่งนะครับ ทุกคนก็คงจะไม่ปฏิเสธ ว่าที่เขาออกมาปฏิวัติ รัฐประหารอะไรต่าง ๆ นี้ มันก็มีส่วนด้วยจากการที่วุฒิสภาถูกแทรกแซง ท่านประธานครับ ผมก็ไม่ชอบการปฏิวัติรัฐประหาร ถึงแม้ผมเป็นทหารเพราะเขาไม่เคยมาบอกผม เพราะเขา ไม่เคยมาเชิญผมไปร่วมอะไรทั้งสิ้น ผมมีโอกาสได้ทุนไปเรียนต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นว่าในต่างประเทศเขาไม่ทํากันเรื่องนี้ ผมยังยินดีนะครับ ที่จะให้ทหารอยู่ภายใต้ การควบคุมของพลเรือน ทั้งหมดนี้นะครับก็เพื่อจะให้ความแตกแยกระหว่างทหารกับ พลเรือนในประเทศไทยมันสูญสลายไปเสียทีหนึ่ง อย่าได้ไปโจมตีเลยนะครับ ว่าประเทศไทย เราประชาธิปไตยมันล้มลุกคลุกคลาน ทหารมาปฏิวัติทําให้ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน อันนี้มันเป็นข้อกล่าวหา ซึ่งไม่ครบถ้วน ความจริงแล้วผมจะตําหนิทหารเสียด้วยนะครับ เขาไม่ควรเลย ไปเรียนนอกตั้งยังเยาว์วัย แล้วคบใครก็ไม่รู้ที่ร้านกาแฟในปารีส กลับมา ก็มาทําการปฏิวัติ ไปแย่งอํานาจมาจากพระมหากษัตริย์ เสร็จแล้วก็ไปไม่รอดสร้างปัญหา จนบัดนี้ ทหารผิดครับ เพราะฉะนั้นจึงมีประเพณีอย่างไร ท่านประธานครับ ว่าทําไม นักเรียนทหารที่ไปจบนอกเขาถึงไม่ให้เป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพราะเขากลัวว่าไปเอาสิ่งที่ มันไม่เหมาะสมมาใช้กับประเทศ ประเทศไทยเราเป็นประชาธิปไตยแบบนําเข้าครับ ท่านประธานครับ เราไม่เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกานะครับ ซึ่งเขาเป็นประชาธิปไตย เกิดจากความคับแค้นใจนะครับ จากการปกครองในระบอบกษัตริย์ ซึ่งเขาไม่ชอบแล้วก็ หนีไปอยู่ที่โน่น ทุกคนมีความรู้สึกกดดันตรงนี้เป็นประเทศซึ่งตั้งใหม่ แล้วประเทศนั้น มันกว้างครับท่านประธานครับ มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมากจะปกครองแบบรัฐเดียว แบบประเทศไทยเราก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผมต้องการเรียนให้ท่านประธาน ทราบว่าประเทศไทยเรานั้น เรามีความจําเป็นที่จะต้องออกแบบประชาธิปไตยนี่ครับ รวมทั้งวุฒิสภาให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ จารีตประเพณี และลักษณะนิสัยประจําชาติของคนไทย ท่านประธานคงทราบนะครับว่าลักษณะนิสัยประจําชาติของคนไทยเรานั้นเราก็ไม่เหมือนฝรั่ง ท่านประธานคงเห็นใช่ไหมครับ เมื่อวันอังคารเราเกิดปัญหาวุ่นวายมาก เมื่อวานนี้ด้วย ความขอบคุณท่านประธานอีกครั้ง ท่านประธานใช้ความอดทนและอดกลั้น ท่านผ่อนปรน เมื่อวานนี้ไหลลื่นไม่มีอะไรนะครับ วันที่ประท้วงมากไปหน่อยก็ทําให้เสียเวลาไป เพราะฉะนั้นในการที่จะออกแบบประชาธิปไตยที่เหมาะสมนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวุฒิสภา เรามีความจําเป็นที่จะต้องให้เหมาะสมนะครับ เราได้เรียนมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘-๒๕๕๐ แล้ว สิ่งใดไม่เหมาะสมเราไม่ควรไปลองทําอยู่ เพราะมันไม่มีทางเกิดประโยชน์ ถ้าเผื่อท่านจะ แก้ไข ถ้าเป็นห่วงว่าในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภานั้น หรือว่าการเลือกตั้งทางอ้อมยังไม่ เหมาะสมหรือยังไม่ถูกใจ ท่านจะต้องทําในสิ่งซึ่งพี่น้องประชาชนมีโอกาสที่จะได้สิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่ถอยไปตามแบบเดิมแล้วสุ่มเสี่ยงทําให้เกิดปัญหา เดี๋ยวรถถังก็จะออกมาอีก ออกมานี่ ท่านประธานผมก็เดือดร้อน พี่น้องประชาชนก็เดือดร้อน คนที่ไปยุให้คนเขาทะเลาะกันนี่ ไม่เดือดร้อนนะครับ ทั้งหมดผมทราบท่านประธานเป็นนักประชาธิปไตยท่านไม่อยากให้ บ้านเมืองเกิดความไม่สงบ ท่านอยากเห็นความปรองดอง เมื่อเช้าผมกราบเรียนท่านประธาน ไปนิดหนึ่งนะครับว่าเมื่อวานผมเห็นแสงแวบ ๆ ของความปรองดองในสภาแห่งนี้ บังเอิญ วันนี้แสงมันน้อยไปหน่อยครับ มันหายไปแล้วนะครับ เดี๋ยววันต่อ ๆ ไปเรายังมีอยู่อีก เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ถ้าเผื่อในสภานี้เราสร้างความปรองดองได้ปัญหาข้างนอก ก็จบนะครับ ปัญหาบางอย่างที่คนที่เขาอยู่ต่างประเทศไม่อยากจะแก้นี่ บางทีอาจจะมี เส้นผมบังภูเขา เดี๋ยวขออนุญาตนอกเรื่องไปนิดหนึ่ง ฝากท่านประธานไปนะครับ ท่านประธานครับ ก็มีผู้กล่าวแล้วว่าถ้าเผื่อเราไปเดินทางเดิมโดยเปิดโอกาสแผนแบบ ประชาธิปไตยให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงนี่นะครับ อันนี้เพื่อความชัดเจน เพราะว่าเราพูดกันมาก ฝ่ายที่เห็นด้วยว่าควรจะมาจากการเลือกตั้ง อีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่า ไม่ควรจะมาจากการเลือกตั้ง มันมีเอกสารทางวิชาการครับท่านประธาน มีตารางเปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสียของวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ท่านประธานครับ โดยวิธีการเลือกตั้ง ข้อดีนะครับ คือ ๑. คือที่มาของ สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่วุฒิสภาต้องเป็น ตัวแทนของปวงชนชาวไทย หลักประชาธิปไตยเมื่อกี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้อธิบายแล้ว มันมี ๕ ข้อ ไปแค่กาบัตรเลือกตั้งอันเดียวนี่นะครับ อันนั้นไม่ถูกต้อง ก็ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยว่าในการที่จะเผยแพร่เรื่องหลักการประชาธิปไตยผ่านวิทยุรัฐสภา ต้องครบทั้ง ๕ ข้อครับ เพราะว่ามันไปอยู่ข้อ ๑ ข้อเดียว ก็จะเลือกตั้งลูกเดียวนะครับ
ข้อดีประการที่ ๒ ประชาชนทราบที่มา ข้อมูล แนวคิด อุดมการณ์ ทัศนะ ในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และลักษณะของสมาชิกวุฒิสภาที่เสนอตัวเข้ามารับ การเลือกตั้ง
ข้อดีประการที่ ๓ ท่านประธานครับ มีบทบาท มีส่วนร่วมกับประชาชน ให้ความสําคัญกับประชาชน ทั้งหมดเป็นตัวอย่างง่าย ๆ ซึ่งในการเสวนานั้นเราได้สรุปมา คนที่มีส่วนร่วมมาให้ข้อคิดตรงนี้นะครับ
ข้อเสียท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนี้นะครับ
ข้อเสียประการที่ ๑ มีการกระจุกตัวในบางมิติค่อนข้างสูง เช่น สาขาอาชีพ วุฒิการศึกษา ท่านประธานก็คงทราบใช่ไหมครับว่าประเทศไทยเรานั้นอาชีพต่าง ๆ เราแบ่งไปเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ความจริงมันเกินกว่า ๕ กลุ่มนะครับที่ทาง กกต. ได้แบ่งสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ใช้ เหตุผลที่แบ่งเป็น ๕ กลุ่มก็เพราะว่าข้อมูลที่มาจากกระทรวง แรงงานก็ดี อะไรต่าง ๆ ก็ดีมันกระจัดกระจาย เราไม่มีข้อมูลที่จะแม่นยําว่าเราควรจะให้ อาชีพแต่ละกลุ่มควรจะมีเท่าไร ตัวนี้เป็นปัญหาโลกแตกสําหรับประเทศไทย ประเทศอื่น ไม่มีนะครับ เพราะเขาจะเก็บข้อมูลแน่ชัดว่าแต่ละอาชีพจะมีจํานวนเท่าไร ใน ๕ ปีข้างหน้า เขาจะมีตาราง
ข้อเสียประการที่ ๒ มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองท้องถิ่นและพรรค การเมือง ทําให้การกลั่นกรองกฎหมาย การตรวจสอบไม่ทําอย่างเต็มที่ หรือกระทํา ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้แก่นักการเมืองท้องถิ่น อันนี้เป็นความจริง เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธาน เพราะว่าขณะนี้เราได้กระจายอํานาจไปสู่การเมืองท้องถิ่น นะครับ หลายแห่งก็มีปัญหาในเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง การไปหลอกลวงพี่น้องประชาชน บางจังหวัดหัวคะแนนก็ไปหลอกประชาชนอีกทีหนึ่ง คนที่สนใจสมัครแล้วก็เสียเงินฟรีไป ประชาชนเป็นแพะลูกเดียว ไม่ใช่ประชาชนหลอกผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งไม่ใช่ครับ หัวคะแนนไปหลอกนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ถ้าเผื่อท่านแก้ตามที่กรรมาธิการเสนอมันจะมี โอกาสเกิดเยอะ
ข้อเสียประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ถูกครอบงําทางการเมือง ทําให้ วุฒิสภาไม่มีความเป็นอิสระ มีคนอภิปรายมากแล้ว และผมคิดว่าท่านประธานถ่ายทอด อย่างนี้ผมมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนคงจะเห็นว่า ๑. มันเป็นข้อเสียซึ่งพี่น้องประชาชนจะต้อง ชั่งใจ รวมทั้งกรรมาธิการด้วยครับ ประเทศชาติขึ้นอยู่กับท่านนะครับ ขณะนี้ท่านมีโอกาส ที่จะพาให้ประเทศชาติไปรอดหรือสิ่งที่จะไปตกเหว
ต่อไปท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาก็มีทั้งข้อดี และข้อเสีย
ข้อดีครับ ได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีความหลากหลายในสาขาอาชีพ ทําให้ การพิจารณากฎหมายเกิดความรอบคอบ อันนี้ผมก็ไม่อยากประเมินตัวเองนะครับท่านประธาน ให้สถาบันพระปกเกล้าไปประเมินพวกผมที่มาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มา ๒ ซีกอย่างนี้ ดูสิว่าทําหน้าที่ตรงนี้มีปัญหา มีข้อบกพร่องอะไรไหม
ข้อดีประการที่ ๒ ได้สมาชิกวุฒิสภาที่ไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือ พรรคการเมือง ทําให้การพิจารณากฎหมายเป็นไปเพื่อสังคมโดยแท้จริง อันนี้ท่านประธาน ก็ควรจะต้องยอมรับถูกไหมครับ เพราะว่าเมื่อไม่ต้องไปพึ่งพรรคการเมือง นักการเมือง สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาก็มีความเป็นอิสระคือหมายความว่า ๖ ปีเราหมดวาระ แน่นอนแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อใกล้ ๆ มี พ.ร.บ. ซึ่งผ่านมา ซึ่งถ้าสมมุติว่าไปออกเสียงยกมือ ก็จะทําให้ประชาชนที่เลือกมาเขาไม่เลือก การมีอยู่ ๒ ซีกตรงนี้มันก็ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ไปได้ นะครับ
ท่านประธานครับ ข้อเสียของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาก็มี คณะกรรมการสรรหาพิจารณารายชื่อของผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาสรรหา จากการเสนอชื่อ ขององค์กรต่าง ๆ นับพันชื่อ ซึ่งคณะกรรมการไม่สามารถรู้จักบุคคลเหล่านั้นได้ทั้งหมด การตัดสินใจเลือกโดยการอ่านประวัติในเอกสาร ให้อํานาจคณะกรรมการใช้ดุลยพินิจแทน ประชาชนทั้งประเทศจึงไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อันนี้เป็นข้อเสีย ผมอธิบายนะครับ
ข้อเสียประการที่ ๒ ความหลากหลายของสมาชิกวุฒิสภาถูกกําหนดจาก คนกลุ่มเดียว โดยเฉพาะในกรณีซึ่งรัฐบาลหรือพรรคการเมืองควบคุมกรรมการสรรหาได้ จึงอาจไม่ถือว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยได้อย่างแท้จริง ตรงนี้ท่านประธานและ ท่านกรรมาธิการอ่านลึก ๆ นะครับ และท่านก็มองไปไกล ๆ ด้วย ผมอ่านซ้ําอีกครั้งนะครับ ข้อเสียประการที่ ๒ ความหลากหลายของสมาชิกวุฒิสภาถูกกําหนดจากคนกลุ่มเดียว โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลหรือพรรคการเมืองควบคุมการคัดเลือกกรรมการสรรได้จึง ไม่อาจถือเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยได้อย่างแท้จริง แต่ในทางตรงข้ามถ้าสมมุติว่า พรรคการเมืองไม่สามารถจะแทรกแซงกรรมการสรรหาได้ปัญหาเรื่องนี้ก็จะไม่มี แต่มันจะมี ถ้าสมมุติว่ากรรมการสรรหานั้นถูกแทรกแซง
ข้อเสียประการที่ ๓ ประชาชนไม่ทราบที่มา ข้อมูล แนวความคิด อุดมการณ์ ทัศนะในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของตัวสมาชิกวุฒิสภาสรรหา ทั้งหมดนี้เป็น การเปรียบเทียบซึ่งยุติธรรม เพราะว่าผมไม่ได้คิดเอง มาจากการเสวนา
ท่านประธานครับ คราวนี้เราไปดูสิว่ากรรมการสรรหานั้นเป็นที่น่าไว้วางใจ ได้หรือไม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ กรรมการสรรหาก็จะประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่คัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ในศาลฎีกา และท่านสุดท้ายคือ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรานะครับ องค์กรฝ่ายตุลาการ เป็นองค์กรที่ถูกแทรกแซงน้อยที่สุด เพราะอะไรจึงน้อยที่สุดครับ เพราะ ๑. ประเทศไทยเรา เราต้องมาด้วยการถ่วงดุลระหว่าง อํานาจทั้ง ๓ อํานาจ บริหาร อํานาจนิติบัญญัติ และอํานาจตุลาการ เราไม่เหมือนประเทศ สหรัฐอเมริกานะครับ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ท่านประธานก็คงทราบใช่ไหมครับ ประธานาธิบดีเขามีความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองนะครับ แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ของประเทศสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายค้านด้วยซ้ําไป ประธานาธิบดีจะเอาอะไร ก็อาจจะต้องไปเจรจา ไปอธิบายความให้สมาชิวุฒิสภาเขามาก ทั้งหมดมันมีความสมดุล เพราะฉะนั้นก็กลับไปตอบคําถามที่ผมได้เสนอท่านประธานตั้งแต่ต้นนะครับ ว่า ๑. ในการที่ กรรมาธิการจะแก้องค์ประกอบของสมาชิกวุฒิสภา ท่านจะต้องคํานึงเรื่องนี้ให้ละเอียด อย่างลึกซึ้งนะครับ ผมมั่นใจในความรู้ความสามารถของท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ถามว่า ๗ คนนี้ จะโปร่งใสหรือจะยุติธรรมไหม ผมมั่นใจนะครับ ว่าทั้งหมด ๗ ท่านนี้ ท่านก็คงประหวั่นพรั่นพรึงอยู่พอสมควร ท่านก็คงไม่อยากจะเลือกคน ซึ่งเข้ามาแล้วไปรับเงิน เวลาจะโหวตไปยกมือ เพราะ ๑. ทําให้ท่านมัวหมองไปด้วย เพราะในอาชีพที่อยู่ในองค์กร ทั้งหมด อยู่ด้วยประวัติซึ่งขาวสะอาด แล้วมันมีสําคัญอีกอันท่านประธานครับ เป็นห่วงว่า เหมือนกับเป็นผลโยชน์ตอบแทนว่ากรรมการทั้ง ๗ ท่านนี้เป็นคนสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ต่อไปสมาชิกวุฒิสภาจะไม่ใช่ถอดถอน มันมีเงื่อนของกาลเวลาอยู่ด้วยครับ เพราะส่วนใหญ่แล้ว กรรมการสรรหาท่านก็จะมีวาระ มีอายุนะครับ ท่านสรรหาสมาชิวุฒิสภามาก็จะทยอย เกษียณออกไป เพราะฉะนั้นโอกาสที่วงจรตรงนี้มันจะมาผลประโยชน์ตอบแทนค่อนข้าง จะยาก เพราะท่านสังเกตใช่ไหมครับว่าที่เราผ่านมาทั้งหมดทําหน้าที่มาไม่ว่าจะเป็น การแต่งตั้งหรือการถอดถอนก็ดีจะทําได้ยาก ถามว่าทําได้ยากดีหรือไม่ดี อันนี้เป็นสิ่งที่สําคัญ นะครับ เพราะ ๑. ถ้าสมมุติว่าการแต่งตั้งและถอดถอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอดถอน ออกจากตําแหน่งทําได้ง่ายมันเหมือนดาบสองคม เมื่อใดที่สมาชิกวุฒิสภาถูกครอบงําแล้ว อํานาจนี้อาจจะถูกนําไปใช้ในทางที่มิชอบ เราก็เห็นใช่ไหมครับ ว่ามีองค์กรบางองค์กรอยู่กับ รัฐบาลนี้ทําตัวแบบนี้ พอเปลี่ยนอีกรัฐบาลหนึ่งสิ่งที่ตัวเองเคยพูดก็ไม่ทําตามนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทั้งหมดที่ผ่านมาถ้าเผื่อคณะกรรมาธิการยังไม่สามารถชี้ว่าองค์ประกอบ ของสมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่ ๒ ส่วน มีข้อเสียหายที่ร้ายแรงอะไรนะครับ ท่านก็ควรที่จะแก้ไข ตามที่กระผมได้กราบเรียนดีกว่าที่ท่านจะนําประเทศไปสู่ความสุ่มเสี่ยงต่อความเสียหาย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตย้อนไปนิดหนึ่งครับ เกี่ยวกับเรื่องหลักการและเหตุผล ซึ่งเรา พูดในวาระที่หนึ่ง แต่มันเชื่อมโยงตรงนี้นะครับ เพราะว่าในสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้แก้ไขมา ท่านเขียนว่า วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ท่านเขียนมาในส่วนเหตุผลนะครับ ท่านเขียนอย่างนี้หมายความว่า ความจริงแล้วผมก็ไม่เห็นด้วยในตอนที่มันผ่านวาระที่หนึ่งนะครับ
ข้อ ๑ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขามีพรรคนะครับ ถ้าเขียนแบบนี้เวลา ไปตีความแล้วมันก็เหมือนกับทําให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งต่อไปต้องไปอิงพรรค หรือมีพรรคนะครับ เมื่อเช้าท่านประธานก็เห็นใช่ไหมครับ ว่ามีเพื่อนสมาชิกสภาซึ่งมาจาก การเลือกตั้งชุดนี้ ท่านก็ไม่สบายใจ ท่านมายืนยันต่อที่ประชุมแล้ว ว่าท่านได้มาในการ เลือกตั้งครั้งนี้ ท่านไม่ได้ไปอิงพรรคการเมืองเลย ผมเชื่อครับ ท่านไม่อิงนะครับ แน่นอนครับ เพราะว่า ๑. รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เที่ยวนี้มันกําหนดเงื่อนไขอะไรไว้มากทําให้สมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องเกิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ นะครับ เพราะฉะนั้น กฎเกณฑ์ทั้งหมดนี้ทําให้ท่านสามารถยืนได้อย่างสง่างาม และท่านประธานครับ ผมมีโอกาส ไปดูงานและไปปฏิบัติการร่วมกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงครับ เพราะว่าเพื่อนผมที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นหนึ่งเดียวในจังหวัด เป็นตัวแทนจังหวัดครับ มันมีความภูมิใจมากกว่าจังหวัดละ ๕ คน คือไปแล้วผมก็ไม่สามารถจะยืดอกได้ว่าคนที่เดินข้าง ๆ ผม พาผมไปดูพี่น้องประชาชนเขา เป็นหนึ่งในจังหวัดนั้น เขาอาจจะเป็น ๓ ๒ อะไรต่าง ๆ พวกนี้ อันนี้ผมเสียดายนะครับ และเมื่อเช้านี้นะครับ ก็มีผู้ที่อธิบายความต่อท่านประธานแล้วว่าขณะนี้ในการปกครองของ ประเทศไทยเรานี่นะครับ เราได้กระจายอํานาจ เรามีผู้แทนตั้งแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรามีผู้แทนเหล่านี้มาเพียงพอแล้ว มันไม่มีความจําเป็น ที่จะต้องมีผู้แทนอีก ๒๐๐ ท่านที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะมันจะไปซ้ําซ้อน แล้วต่อไป ประชาชนก็จะไม่รู้ว่าเมื่อมีเรื่องทุกข์ร้อนควรจะไปแจ้งใครดี ทั้งหมดนี่นะครับ ถ้าสมมุติว่า เราไม่แบ่งงานกันทํา ๑. ก็สิ้นเปลืองภาษีอากรของประเทศ
ท่านประธานครับ ไปข้อที่ ๒ ที่ผมเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่มีการเพิ่มหรือลดจังหวัด ในระหว่างวาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก เท่าที่มีอยู่ แต่ท่านกรรมาธิการได้ตัดข้อความนี้ออกไปนะครับ ไปอยู่ในส่วนไหนไม่ทราบ ข้อความนี้เป็นส่วนที่สําคัญนะครับ ถ้าเผื่อมันไม่อยู่ตรงจุดนี้ตามที่ผมแปรญัตติไว้นี่นะครับ มันก็ไม่สามารถที่จะเชื่อมโยงแล้วทําให้วาระในการดํารงตําแหน่งนี่ไหลลื่นนะครับ
ข้อ ๓ ท่านประธานครับ ที่ผมขอแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๑๒ นะครับ แต่เดิมมันขาดคําว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละจังหวัด มันขาดคําว่าตรงนี้ไป นะครับ เมื่อขาดตรงนี้ไปนี่นะครับ ในการที่จะตีความไปปฏิบัตินี่นะครับ จะทําให้เกิดปัญหา แก่ผู้ที่ปฏิบัติ เพราะว่าผู้ที่เวลาเขาสมัครเข้ารับเลือกตั้งแล้วนี่นะครับ เวลาไม่ได้แล้วนี่เขาจะ ถือโอกาสร้องเรียนอะไรต่าง ๆ นะครับ แล้วผมก็เพิ่มข้อความว่า และให้มีสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดละหนึ่งคน อันนี้ก็เพื่อจะให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผมเสนอในวรรคแรกนะครับ วรรคสอง ที่ผมตัดไปนะครับ ก็คือการคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาแต่ละจังหวัดจะพึงมี ให้คํานวณตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม คือทั้งหมดนี่ในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม นี่นะครับ ตรงนี้ใช้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นเกณฑ์ในการคํานวณ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจังหวัดหรืออะไรต่าง ๆ ผมเกรงว่าจะทําให้เกิดความสับสน ในการที่จะไปออกกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ มันมีปัญหาสําคัญอีก นะครับ กรรมาธิการก็ไม่เคยพูดนะครับ ประเทศไทยเรานี่นะครับ มันมีความหนาแน่น ของแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน ในภาคอีสานก็จะมีจํานวนจังหวัดนี่มาก จํานวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรก็มาก แล้วต่อไปจํานวนสมาชิก เนื่องจากพลเมืองตรงนั้นเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นจํานวนสัดส่วนตรงนี้ก็จะมาก ก็จะทําให้ผู้ที่ได้รับการสรรหาเข้ามาเป็น องค์ประกอบของวุฒิสภามันเกิดปัญหา อันนี้ครับ ทําให้สหรัฐอเมริกาเขาได้ออกแบบของเขา เขาถึงได้มีอิเล็กโทรอล โหวต (Electoral Vote) เพื่อให้รัฐใหญ่กับรัฐเล็กมีความเสมอภาค ทั้งหมดท่านออกไปอย่างนี้นะครับ ก็ขัดกับหลักประชาธิปไตย ฝากท่านกรรมาธิการท่านไป คํานวณใหม่อีกครั้งหนึ่ง ท่านต้องแก้ปัญหาในเรื่องความหนาแน่นของประชากรซึ่งมีอยู่ ในแต่ละภาคส่วนของประเทศไทยนั้นไม่เท่ากัน ผมขอย้ําอีกทีนะครับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ตั้งประเทศเขาตระหนักดีว่ารัฐใหญ่ที่มีประชากรมาก ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ถ้าเผื่อปล่อยโดยไม่มีการคานและถ่วงดุลอํานาจนี่นะครับ มันจะทําให้เกิดการเบี่ยงเบน และผลเสียก็จะเกิดแก่ประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขอให้ตัดสิ่งนี้นะครับ
ท่านประธานครับ ในวรรคสุดท้ายของมาตรา ๑๑๒ ในร่างของกรรมาธิการ นะครับ เขียนว่า หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการเลือกตั้งและการหาเสียงเลือกตั้งของ สมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ผมไปเปิดดูแล้วพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีนะครับ ไม่มีนะครับ มันมีแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งหมด มันจะอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ (๑) ซึ่งท่านกรรมาธิการไม่ได้บอกให้แก้ไข
ท่านครับ ขอให้กระชับ สักนิดเถอะครับ ช่วยกระชับสักหน่อยครับ
ครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานเข้าใจหรือเปล่าครับ ผมได้เสนอให้แก้ไขอะไรครับ ขออนุญาต ท่านประธานอย่างนี้นะครับ ๑. ผมไม่ทราบว่าพิมพ์ผิด เพราะว่าในร่างของกรรมาธิการบอกว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเลือกตั้งและการหาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา ที่ขอแก้ไขไปนี่ครับ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มันไม่มีนะครับ ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๘ (๑) ไปดูนะครับ ชื่อที่ถูกต้องของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันชื่ออย่างนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เพราะฉะนั้นผมถึงให้เพิ่มคําว่า และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ให้มันตรง เพราะว่าท่านกรรมาธิการ ในหลักการและเหตุผล ท่านไม่ได้ชี้ว่าให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ (๑) อันนี้ผมมีความจําเป็นต้องชี้แจง ก็คงกระชับนะครับท่านประธาน ท่านประธานครับ กรรมาธิการได้ชี้แจงข้อความหลายประการนะครับ ระหว่างที่เพื่อนสมาชิก รัฐสภาได้สอบถามนะครับ ท่านอ้างว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านทําตามคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านทําตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นะครับ ทําให้ผมมองเห็นเลย ครับว่าปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้เพราะท่านกรรมาธิการให้ความสําคัญกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสองน้อยไป รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง เมื่อเช้านี้ก็มีผู้ที่อธิบายแล้ว หลายท่านนะครับ แต่ผมคิดว่ากรรมาธิการคงยังไม่ได้ฟัง เมื่อไม่ได้ฟังเสร็จท่านก็ ยังชี้แจงซ้ําเดิมว่าอะไรที่แก้ไขตามมาตรา ๒๙๑ แล้วทําได้หมด อันนี้บ้านเมืองถึงมีปัญหา แล้วก็วิทยุมวลชนที่ไปออกข่าวโจมตีต่าง ๆ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดี ชั่วร้าย อะไรต่าง ๆ พวกนี้นะครับ มันถึงไม่จบอย่างไรครับ ผมขออนุญาตอ่านให้ฟังอีกทีนะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง ฟังดี ๆ นะครับ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม มีเพื่อนสมาชิก รัฐสภาทั้งผู้อาวุโสและผู้ที่แม่นยําในเรื่องกฎหมายพยายามชี้หลายครั้งแล้วเรื่องหลักนิติธรรม แต่กรรมาธิการก็ไม่ได้ตระหนักตรงนี้เลย ชี้แจงย้ําอยู่เรื่องเดียวว่าทําไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๐ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถูกต้อง ปลอดภัย มันไม่ได้นะครับ หลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่ สําคัญที่สุด รัฐธรรมนูญในอดีตไม่มีความในมาตรา ๓ วรรคสอง เพราะฉะนั้นการที่จะไปกล่าวหา ศาลรัฐธรรมนูญว่าทําเกินหน้านั้นท่านไปดูหรือยัง ผมว่าไม่ดู ถ้าเผื่อท่านดูแล้วท่านจะไม่ทํา อย่างนี้เลยครับท่านประธาน หลักนิติธรรมนี่ครับ ง่าย ๆ มันมีทั้งหมด ๖ ประการด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ ก็คือหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ประการที่ ๑ นะครับ หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ท่านประธานก็เห็นใช่ไหมครับ ศาลตัดสินอะไร มีม็อบ ไปกดดันศาล อย่าลืมว่านายกรัฐมนตรีท่านเป็นประธานคณะกรรมการตํารวจแห่งชาติ นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เที่ยวหน้ามีไม่ได้แล้วครับท่านประธาน หลักข้อที่ ๒ กฎหมาย ไม่มีผล
ท่านครับ ขอช่วยกระชับ สักนิดเถอะครับ มันฟุ่มเฟือยครับ มันก็เข้าข้อ ๔๓ นะครับ ขอความร่วมมือด้วยนะครับ ช่วยกระชับหน่อยเถอะครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต เนื่องจากว่าหลักนิติธรรม ผมยังไม่ได้ยินคําชี้แจงจากกรรมาธิการโดยชัดเจน ก็ทํา ให้ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการให้ความสนใจต่อเรื่องหลักนิติธรรมน้อยเกินไป หลักนิติธรรมสูง กว่ากฎหมายนะครับ ภาษาอังกฤษเรียกว่า รูล ออฟ ลอว์ ลอว์ สําคัญ แล้ว รูล ออฟ ลอว์ สําคัญมากกว่า
ข้อ ๒ กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง กฎหมายไม่มีผลย้อนหลังที่เป็นโทษ เพราะฉะนั้นใครที่ไปแปรญัตติไว้เมื่อเวลาถูกศาลพิพากษาแล้วก็อย่ามาโทษกล่าวหานะครับ
ข้อ ๓ กฎหมายต้องประกาศให้ประชาชนทราบ
ข้อ ๔ กฎหมายต้องใช้บังคับเป็นการทั่วไป และท่านไปดูแล้วกันสิ่งที่ท่าน แก้ไขมานี่นะครับ เดี๋ยวยังมีอีกหลายมาตราท่านดูสิว่ามันตกข้อไหนนะครับ
ข้อ ๕ สําคัญมากครับท่านประธาน เจ้าหน้าที่รัฐ สมาชิกวุฒิสภา เราก็เป็น เจ้าหน้าที่รัฐนะครับ จะใช้อํานาจภายใต้อํานาจที่กฎหมายให้ได้เท่านั้นนะครับ
ข้อ ๖ ประการสุดท้ายครับ ห้ามยกเว้นความรับผิดให้แก่การกระทํา ในอนาคต ทั้งหมดผมคิดว่าหลักนิติธรรมนี้เป็นสิ่งมีความสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ในการชี้แจงรอบต่อไปของกรรมาธิการ ตอบคําถามของเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ก็ขอให้ กรรมาธิการได้สะท้อนว่าท่านตีความหลักนิติธรรมว่าอย่างไร และสิ่งที่ท่านเสนอมานี่ มันถูกต้องไหม สรุปครับ ท่านประธานครับ ผมขอให้ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก รัฐสภาได้ช่วยกรุณาสนับสนุนร่างแก้ไขญัตติของผมนะครับ ถ้าสมมุติว่าท่านเห็นว่าเขียนคําว่า สรรหา นั้นไม่ถูกต้อง ท่านอาจจะใช้เป็นการเลือกตั้งโดยทางอ้อมหรืออะไรผมยินดีรับครับ ขออนุญาตขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานนะครับ ตามข้อบังคับข้อ ๕ และก็ข้อ ๔๓ เมื่อสักครู่ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านสามารถ ขออภัยนะครับ ได้กล่าวพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ โดยได้พูดถึงจดหมายเปิดผนึกของ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่มีถึงท่านชวน หลีกภัย ท่านสามารถได้พยายามบอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านไม่ได้ตอบคําถามของคุณหมอวรงค์โดยตรง แต่ท่านประธานสามารถ ได้ตอบคําถามโดยยกจดหมายเปิดผนึกของอาจารย์ชาญวิทย์ที่มีต่อ ท่านชวน หลีกภัย ขึ้นมาตอบคําถามของคุณหมอวรงค์ บังเอิญผมไม่ได้ดูหรอกครับว่าอาจารย์ชาญวิทย์เขาได้ เขียนกฎหมายว่าอย่างไร เพราะอาจารย์ชาญวิทย์เป็นที่ปรึกษาหรือเป็นกลุ่มของคนเสื้อแดง ซึ่งผมไม่ยอมรับความคิดของท่านอยู่แล้ว ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน เพราะว่ามติชนในระยะหลัง เป็นสื่อที่สะท้อนสิ่งทั้งหลายผิดไปจากความเป็นจริง เป็นกระจกที่ฝ้ามัวและมีอคติ จนกระทั่งได้ มีการกล่าวว่ามติชนจริง ๆ แล้วก็คือมติชิน แต่ว่าข้อความที่ท่านประธานสามารถยกจดหมาย เปิดผนึกของอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ขึ้นมาถึงท่านชวนนั้น ท่านประธานสามารถบอกว่า ให้ไปอ่านจดหมายของอาจารย์ชาญวิทย์ที่มีถึงท่านชวนนั่นเป็นคําตอบของท่าน ท่านประธานครับ ท่านอาจารย์ชาญวิทย์ได้บอกว่าพวกเราซึ่งเป็นพรรคประชาธิปัตย์นั้น ได้พยายามปลุกระบบอนาธิปไตยขึ้นมา ท่านบอกว่าการที่พวกเราจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคมนั้น เป็นการป่วนถนน และ ๒ วันที่ผ่านมานั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้มีพฤติกรรม ในการป่วนสภาผู้แทนราษฎรหรือป่วนรัฐสภา ผมคิดว่าการตอบอย่างนั้นของท่านสามารถนั้น เป็นการตอบที่ผมไม่อยากใช้คําว่า เห็นแก่ตัว นะครับ หรือเอาอาจารย์ชาญวิทย์มาบังตนเองอยู่ แล้วใช้ข้อความของอาจารย์ชาญวิทย์นั้นใส่ร้ายป้ายสีพรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับว่าการที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านรวมทั้งท่านวุฒิสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้น เราไม่ได้เป็นกระบวนการป่วนสภาหรือเป็นกระบวนการ ที่ปลุกอนาธิปไตยขึ้นมาในประเทศนี้ แต่เรากําลังสู้กับระบอบเสียงข้างมากที่เป็นเผด็จการ ผมกล่าวหาตรง ๆ นะครับ เรากําลังสู้กับระบอบเผด็จการรัฐสภา เรากําลังสู้กับระบอบ เผด็จการที่ไม่คํานึงถึงเหตุผล ไม่คํานึงถึงเสียงข้างน้อย ผมกําลังบอกท่านประธานฝากไปถึง ท่านสามารถว่าระบบที่ท่านกําลังทําอยู่นี้ไม่ใช่ระบบประชาธิปไตยในความเห็นของกระผม ระบบประชาธิปไตยในความเห็นของกระผมนั้นต้องเป็นระบบประชาธิปไตยที่มนุษย์ทุกคน ในประเทศนี้สามารถเดินทางไปแสดงความคิดเห็นได้ทุกตารางนิ้วของประเทศนี้ ไม่ใช่ ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนส่วนหนึ่งไม่สามารถไปยังพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่งได้ ถ้าใครทํา สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นผมคิดว่ามนุษย์พวกนั้น พรรคการเมืองเหล่านั้นหรือกลุ่มการเมืองเหล่านั้น ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย นี่คือสิ่งที่เรามองระบอบประชาธิปไตยต่างกันครับ ถ้าท่านคิดว่ากลุ่มการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพล ของท่านกระทําสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ท่านชื่นชมและเป็นประชาธิปไตย ผมกล่าวหาท่านเลยว่า ท่านนั่นแหละมีความคิดมนุษย์ที่เป็นเผด็จการ ผมเรียนท่านประธานนะครับ พรรคประชาธิปัตย์ เราไม่ได้อาศัยทหารขึ้นมาปลุกอนาธิปไตยขึ้นมาในประเทศนี้เราไม่อาศัยประโยชน์จากทหาร แต่ว่าอย่าลืมนะครับว่าอดีตนายกรัฐมนตรีอดีตหัวหน้าพรรคของท่าน ประมาณปี ๒๕๓๓ หรือปี ๒๕๓๔ คุณทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่หรือครับที่เข้าไปกอดทหารที่มาจากการยึดอํานาจ แล้วขอผลประโยชน์จากทหาร พรรคประชาธิปัตย์เราไม่เคย
ผมว่ามันจะไปไกล แล้วครับท่าน ผมว่าพอแล้วกระมัง
ขออนุญาต ท่านประธานนะครับ ถ้าท่านสามารถ แก้วมีชัย จะกล่าวหาหรือพาดพิงถึงกระผม ยืนขึ้น อย่างลูกผู้ชายและกล่าวหามาเลยครับ อย่าเอาอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ซึ่งเป็น คนเสื้อแดงมาบังตัวของท่าน แล้วเรามาสู้กันด้วยเหตุด้วยผลของสภาแห่งนี้ ผมกล่าวหาอดีต หัวหน้าพรรคท่านนะครับ ผมกล่าวหาหัวหน้าพรรคของท่าน คุณทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์ จากระบบเผด็จการครับ ขอบพระคุณครับ
ผมขอความกรุณานะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ครับ
ท่านครับ สักครู่ครับ ขอความกรุณาครับ จะเป็นการอภิปรายหรือเป็นการชี้แจงอะไรก็แล้วแต่ ขออย่าไปพาดพิงกัน โดยที่มันไม่จําเป็น ไม่มีเลยจะดีมากนะครับ เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือด้วยครับ เชิญครับ
ยินดีครับท่านประธาน ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนิพิฏฐ์ครับ ผมก็ไม่ได้ยกขึ้นมาอ่านอะไรเลยนะครับ ผมเห็นเป็นถ้อยคําที่ปรากฏในสื่อ ก็เป็นสื่อสาธารณะ แล้วเป็นจดหมายเปิดผนึกนี่แปลว่า ใครก็อ่านได้ทั้งนั้น ผมก็เห็นก็เป็นเพียงความคิดที่ท่านอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในฐานะ นักประวัติศาสตร์ท่านก็เสนอจดหมายไปถึง ฯพณฯ ชวน ในฐานะประธานที่ปรึกษาของพรรค อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็นผู้อาวุโสของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งก็เป็นสถาบันเดียวกับ ผมนี่ละครับ กระผมก็ไม่ได้ไปหยิบยกมาอ่านเลยนะครับ เพียงแต่ว่าเป็นข่าวที่สาธารณะทั่วไป ก็รับทราบรับรู้ก็แล้วแต่ว่าอ่านแล้วจะคิดกันอย่างไร ผมก็เพียงแต่ว่าก็เป็นความคิดหนึ่ง ของนักวิชาการท่านหนึ่งที่ท่านเอาประสบการณ์จากประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นมา มานําเสนอ เพราะว่าปกติประวัติศาสตร์มันก็หมุนเวียนย้อนรอยกันอยู่อย่างนี้ละครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
มันขยายความ เลยยาวเลย เชิญครับ ไหน ๆ ก็มีคนตั้งประเด็นแล้ว
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานไม่อนุญาตให้ผมได้พูดเรื่องนี้จนจบสิ้นกระแสความ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะยาวครับ และผมคิดว่าจะสร้างความวุ่นวายจนกระทั่งการประชุมสภา อาจจะดําเนินการต่อไปไม่ได้ครับ เอาสิครับ ไม่มีปัญหานี่ครับ
ไม่เป็นไร ท่านเชิญ ตามสบายครับ
ท่านอนุญาต ให้ผมพูดนะครับ ผมพูดไม่ยาวหรอกครับ ผมเพียงแต่ว่าผมก็เคารพท่านสามารถนะครับ แล้วผมไม่เคยล่วงเกินท่านไม่ว่าต่อหน้าและลับหลัง แต่ว่าท่านสามารถวันนี้ผิดบุคลิกไป ท่านเอาคําของอาจารย์ชาญวิทย์ ซึ่งด่าพวกเราเป็นประชาธิปัตย์ครับ ยกคําเหล่านั้น ยกจดหมายนั้นมาด่าเราอย่างนี้ไม่ใช่ลูกผู้ชายครับ ถ้าท่านคิดว่าพวกเราทําผิดอย่างไร ท่านยืนขึ้นสิครับ ไม่ต้องไปบังแอบคนอื่นอยู่ ท่านเอาความคิดของนักวิชาการเสื้อแดง อาจารย์ชาญวิทย์ที่มีถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่มีถึงท่านชวนและมาใส่ร้ายประชาธิปัตย์ ในจดหมายดังกล่าวมันยกเหตุการณ์เมื่อปี ๒๔๙๐ ขึ้นมา เรากําลังเอาเหตุผลของคนปัจจุบัน ไปตัดสินการกระทําของคนในอดีต เราไม่รู้หรอกครับว่า เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ซึ่งมีการยึดอํานาจนั้นเหตุผลเขาเป็นอย่างไร เราไม่รู้ แล้วผมบอกท่านประธานต่อไปครับว่า วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตอนที่เขามีการยึดอํานาจกับคุณทักษิณไปดูสิครับข้อมูลย้อนหลัง ประชาชนคนในประเทศนี้ ๘๓ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการยึดอํานาจจากคุณทักษิณ ชินวัตร แต่ว่าวันนี้กระแสมันตีกลับเพราะเหตุผลอะไรผมไม่ต้องกล่าวหรอกครับ แต่คนในประเทศนี้ จากผลการสํารวจของสํานักโพลล์ (Poll) ทุกแห่งนะครับ ทุกสํานักเขาเห็นด้วยจากการ ยึดอํานาจคุณทักษิณ ชินวัตร เพราะในขณะนั้นคุณทักษิณ ชินวัตร สร้างความเสียหาย
เอาละครับอย่าไป ถึงขนาดนั้นเลย เดี๋ยวก็ไม่จบ อย่าไปใส่ร้ายกันอย่างนั้นครับ ใส่ร้ายกันไปใส่ร้ายกันมาไม่จบ นะครับ
ท่านยกเรื่องนี้ ขึ้นมาก่อน ผมนี่ฟังมาตั้ง ๓ วัน ผมไม่อภิปรายเลยนะครับ ผมไม่ใช้สิทธิอภิปรายครับ แต่ว่า เรื่องนี้ท่านยกขึ้นมาแล้วใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์โดยใช้จดหมายเปิดผนึก ผมไม่ได้อ่าน เพราะผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์มติชน ผมไม่เชื่อมติชนมาตั้งนานแล้ว แต่ท่านยกจดหมายฉบับนี้ ขึ้นมาแล้วมาใส่ร้ายเรา ผมกราบเรียนอีกสักครั้งนะครับว่าสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทํามานั้น นะครับไม่ใช่การป่วนถนน ไม่ใช่การปลุกระบอบอนาธิปไตยขึ้นมา เราเป็นเสียงข้างน้อย ท่านสิครับต้องปกป้องเสียงข้างน้อย มีประเทศไหนล่ะครับ มีรัฐไหนล่ะครับที่เขาไม่ปกป้อง เสียงข้างน้อย ไม่มีนอกจากประเทศไทย ท่านเป็นเสียงข้างมากท่านเดินไปได้ทุกตารางนิ้ว ของประเทศนี้ แต่ท่านใช้อันธพาลของพวกท่านครับ
ผมว่าพอแล้วครับ ผมอนุญาตได้แค่นี้ครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านก่อแก้วครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านผู้กําลังอภิปรายอยู่นะครับ ตามข้อ ๔๓ ท่านเองได้กล่าวหาบุคคลภายนอกหลายครั้งแล้วก็พูดถึงนักวิชาการซึ่งไม่ได้ เกี่ยวข้องอยู่ในสภาแห่งนี้นะครับ ข้อเท็จจริงสังคมก็รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อกี้ท่านก็บอกว่า ท่านไม่เคยป่วนในท้องถนนผมถามนะครับว่า สัปดาห์ที่แล้วใครล่ะครับปรากฏชื่อไปชวน แกนนําพันธมิตรมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลครับ นี่คือข้อเท็จจริงครับท่านประธาน
เอาละครับ สรุปแล้ว จะเปลี่ยนเรื่องพูด ไม่ได้คุยเรื่องรัฐธรรมนูญแล้วนะ ชวนกันเปลี่ยนเรื่องพูดแล้วใช่ไหมครับ จริง ๆ ไม่น่าตั้งประเด็นขึ้นมาเลย ผมว่าพอสมควรแล้วครับได้อธิบายเกิน เขาพูดนิดเดียว เท่านั้นเอง เอาอย่างนี้ผมให้ท่านสามารถถอนครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ท่านสามารถถอน แล้วจบครับ พอแล้วครับ ท่านสมาชิกครับผมอยากให้การประชุมดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย ผมก็พยายามเปิดโอกาสและให้เกียรติท่านนิพิฏฐ์ได้พูดและพูดมามากพอสมควรแล้ว ไม่ใช่ ท่านจะเอาอะไรให้ได้ดั่งใจทั้งหมดนะครับ ผมวินิจฉัยให้ท่านสามารถถอนครับ ท่านจะให้ ท่านก่อแก้วถอนอะไรบ้าง
ท่านประธานครับ ท่านฟังผมสิครับ ท่านประธานที่เคารพครับ
เชิญเถอะครับพ่อคุณทูนหัว เชิญครับ
ผมไม่ได้เป็น พ่อทูนหัวของท่านนะครับ ถ้าผมเป็นพ่อทูนหัวของท่านผมจะสั่งสอนท่านครับ แล้วท่านต้อง ฟังผม เอาไหมละครับ ท่านประธานครับ คุณก่อแก้ว พิกุลทอง ได้พูดเมื่อสักครู่ว่าการที่ พวกผมไปทํากิจกรรมการเมืองข้างนอกนั้นมันเป็นการป่วน มันไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นการป่วนถนน ท่านพูดอย่างนั้น นี่ละครับเรามองประชาธิปไตยต่างกัน เวลาเสียงข้างน้อย ทํากิจกรรม เวลาเสียงข้างน้อยนําประชาชน
ท่านผมขอนิดเดียว เดี๋ยวผมให้ท่านพูด แต่ขอความร่วมมือนิดเดียวนะครับ ท่านอภิปรายในสิ่งที่ท่านเสียหาย แต่อย่าไปใส่ร้ายหรือพาดพิงทําให้เขาเสียหายอีก จะได้จบนะครับ เอาประเด็นที่ท่านเสียหาย แล้วท่านจะให้ถอนตรงไหนท่านก็บอกผมจะได้ใช้ดุลยพินิจวินิจฉัย เอาอย่างนั้นนะครับ จะได้จบครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมไม่ประสงค์จะให้คุณก่อแก้วได้ถอนคําพูดครับ เพราะผมถือว่าคําพูด ของคุณก่อแก้วนั้นไม่มีสาระที่ผมจะนํามาคิด แต่ผมเรียนท่านประธานว่าผมจําเป็นต้องชี้แจง เท่านั้นเอง ไม่จําเป็นต้องถอนนะครับ ท่านอย่าเพิ่งปิดไมค์ผมนะครับ ก่อแก้ว พิกุลทอง ไม่ต้องถอนคําพูด แต่ผมจะชี้แจงคุณก่อแก้ว พิกุลทอง ว่าการทํากิจกรรมทางการเมือง ของพวกผมกับก่อแก้ว พิกุลทอง นั้นต่างกันครับเวลาเสียงข้างน้อยอย่างพวกเรานําประชาชน ไปทํากิจกรรมบนท้องถนน สิ่งที่เราทําต่างกับก่อแก้ว พิกุลทอง คือเราไม่เผาบ้านเผาเมืองครับ
ผมจะอนุญาตให้ท่านพูด พูดในสิ่งที่ท่านใช้สิทธิขอพาดพิงทําให้เสียหาย เพราะฉะนั้นท่านชี้แจงในสิ่งที่ท่านเสียหาย อย่าไปใส่ร้ายคนอื่นเขากลับไปอีก มันไม่จบ ผมขอความร่วมมือแค่นี้ครับ ขอแค่นี้แล้ว ผมให้ท่านพูดได้เต็มที่ แต่อย่าไปใส่ร้ายให้คนอื่นเสียหาย ท่านก็ไม่ให้ความร่วมมือ มันก็ไม่จบ ถ้าบริสุทธิ์ใจครับเอาเฉพาะที่พาดพิงและเสียหาย อย่าไปใส่ร้ายเขา เดี๋ยวเขาก็ต้องมาโต้ไป โต้มากันอีก มันก็ไม่จบ ขอแค่นี้ละครับได้หรือเปล่าครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านประธานใจเย็น ๆ นะครับ ถ้าท่านประธานปล่อยให้ผมได้ชี้แจงผมคิดว่า ไม่เกิน ๓-๔ นาทีก็จบแล้ว ผมเริ่มต้นบอกกับท่านประธานว่าความขัดแย้งในประเทศนี้ หรือในรัฐสภานี้เพราะเรามองประชาธิปไตยต่างกัน เรามองประชาธิปไตยต่างกันแล้วนํามาสู่ ความขัดแย้ง คุณก่อแก้ว พิกุลทอง บอกว่าที่ผมและประชาธิปัตย์ไปชวนพันธมิตรหรือกลุ่ม การเมืองข้างนอกทํากิจกรรมนั้นกําลังเป็นการป่วนระบอบประชาธิปไตย ผมบอกว่านี่ละครับ ที่เรามองต่างกันครับ ผมจําเป็นต้องชี้แจง ผมบอกท่านประธานฝากไปถึงก่อแก้ว พิกุลทอง ว่าเราทํากิจกรรมทางการเมืองต่างกันครับ ผมนี่เป็นเสียงข้างน้อย เวลาเสียงข้างน้อยชักชวน ประชาชนไปทํากิจกรรมหรือแสดงความคิดเห็น สิ่งที่เราทําคือเราไม่เผาบ้านเผาเมือง เราไม่ทําความเสียหายให้กับประเทศนี้ แต่เวลาเสียงข้างมากอย่างท่านทํากิจกรรม ท่านสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาตินั่นคือสิ่งที่เราต่างกัน ท่านเชื่อผมไหมละครับ เห็นไหมล่ะครับ เวลาพวกผมทํากิจกรรมบนท้องถนนบ้านเมืองไม่เสียหาย คนไม่บาดเจ็บ และไม่ล้มตาย แต่เสียงข้างมากของท่านทํากิจกรรมทางการเมืองบนท้องถนน
นี่พูดไปใส่ร้ายไป พูดไปใส่ร้ายไป
นี่ละครับ ผมกล่าวหาเลยละครับ นี่ละครับที่เราเห็นต่างกัน แล้วผมทํากิจกรรมนี่มาต่อว่าผมได้ อย่างไรครับ ก่อแก้ว พิกุลทอง มาต่อว่าพรรคประชาธิปัตย์และผมได้อย่างไรละครับ ตรงไหน มันเสียหายหรือครับ ประเทศชาติมันเสียหายจากการทํากิจกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ไหม แต่ประเทศชาติเสียหายจากการทํากิจกรรมการเมืองของก่อแก้ว พิกุลทอง และคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นขาหนึ่งของพรรคเพื่อไทย
นี่อย่างนี้ใส่ร้ายเขาไหม เขาพูดนิดเดียวเท่านั้นเองครับ แล้วก็ใช้วิธีโห่อย่างนี้ เอาครับ เชิญครับ จบหรือยังครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ พวกผมนี่ทํากิจกรรมทางการเมืองตามมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญ เรารู้ว่า การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธนั้นเราทําได้ นั่นคือสิ่งที่เราต่างกับท่าน ท่านทํา การเมืองทุกครั้งประชาชนบาดเจ็บและล้มตาย บ้านเมืองเสียหาย ผมไม่มีครับ แล้วผม จะบอกท่านครับ ในอนาคตข้างหน้าเราจะยกระดับให้ท่านดู เราอาจจะมีการชุมนุมเป็นแสนคน แต่ประชาชนจะไม่บาดเจ็บล้มตายไม่เหมือนพวกท่าน ประชาธิปัตย์ทําการเมืองไม่ต้องใช้ กฎหมายนิรโทษกรรมครับ ไม่ใช่อันธพาลอย่างพวกท่านครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านก่อแก้ว ผมจะอนุญาต ให้ท่านนะครับ แต่เอาเฉพาะที่พาดพิงและเสียหาย แล้วอย่าไปพาดพิงกลับนะครับ ขอความร่วมมือนะครับ เราจะได้เดินต่อนะครับ
กราบเรียน ประธานสภาด้วยความเคารพ ผมเองพยายามพูดให้สั้นที่สุด ตามที่ท่านนิพิฏฐ์เองได้พาดพิง ว่าพวกผมเองบ้านเผาเมือง กราบเรียนท่านนะครับว่าวันนี้ศาลเขาได้มีคําสั่งยกฟ้องผู้ที่ ถูกฟ้องข้อหาเผาเซ็นทรัล วันนี้ใครเผาเซ็นทรัลเราไม่รู้ แต่ว่าปรากฏชัดเจนว่าศาลมีคําสั่ง ชี้ชัดแล้วครับว่ามีคนฆ่าประชาชน ๑๐ ศพ
เอาแล้วครับ พอแล้วครับ เอาเฉพาะที่เราเสียหายนั่นแหละ
(นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ยังไม่จบหรือครับ ก็เมื่อสักครู่เขาจะพาดพิงผมปิดไมค์แล้วนี่ครับ ยังไม่จบ เอา ๆ เชิญ
ท่านประธานครับ มันยังไม่จบหรอกครับ ผมจะตอบคุณก่อแก้วนิดเดียวว่าสิ่งที่ท่านบอกว่าศาลยกฟ้องแล้วนั้น วันนี้เขาอุทธรณ์อยู่ครับ ยังไม่จบครับ แล้วท่านไปฟังความเห็นของอัยการสิครับ ที่เขา อุทธรณ์คดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์นั่นครับ อัยการเขามั่นใจครับว่าคนเสื้อแดงเป็นคนเผาครับ เขาเลยอุทธรณ์นะครับ แล้วคดีเผาศาลากลางล่ะครับ คดีเผาศาลากลาง
เอาละครับ อันนั้นเขาไม่ได้ พาดพิง พอแล้วครับ เขาไม่ได้พาดพิงอะไรแล้วนี่ครับ พอเถอะครับ
คนเผา ศาลากลาง เป็นคนของท่านนะครับ เป็นคนที่คุณทักษิณบอกว่าถ้ามีปัญหาให้ไปรวมตัว ศาลากลาง
เอาละครับ พอแล้วครับ
คุณทักษิณ เลยต้องบินไปต่างประเทศอย่างไรครับ
เอาละครับ พอแล้ว พอครับ เชิญท่านเทอดพงษ์ครับ อย่าประท้วงเลยครับ พอแล้วครับ จบแล้ว พอเถอะครับ ท่านนิยมพอเถอะครับ จบแล้วครับ พอแล้ว ท่านบุญยอดพอแล้ว ท่านช่วยถอนหน่อย
ท่านประธานที่เคารพ ผมก็รอจะถอนอยู่นานแล้วนะครับ พอดีมีคู่ใหม่ ผมไม่ได้มีเจตนาจะไปละลาบละล้วงท่าน
ไม่เป็นไรครับ บอกถอน ก็จบครับ
ขออนุญาตถอนสิ่งที่ ผมพูดว่าให้ไปอ่านมติชนออนไลน์นะครับ ขออนุญาตถอนครับ
ขอบคุณครับ เชิญครับ ท่านเทอดพงษ์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมมาจาก จังหวัดตากครับ ต้องเรียนว่าจริง ๆ สภาก็อย่างนี้นะครับ บางครั้งบางคราวเวลาพูดจาก็ต้อง ระมัดระวังกันไว้บ้างนะครับ ผมก็แนะนําท่านประธานกรรมาธิการเหมือนกัน บางทีก็อาจจะ พูดเกินเลยกันไปก็ทําให้เกิดปัญหากันขึ้นมาได้ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติเอาไว้ จริง ๆ ก็ไม่ได้คิดว่าจะดําเนินการอะไรกันมากมาย ผมแปรญัตติในเรื่องนี้ไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งขอแก้ไขในมาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๑๕๔ คน แทน ๒๐๐ คน ผมขอเหลือ ๑๕๔ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๒ คน ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า จริง ๆ การเลือกตั้งนั้นถือว่าเป็นหัวใจของระบอบ ประชาธิปไตยนะครับ ประชาธิปไตยก็ต้องมีการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งนั้นเพื่อจะคัดเอา ตัวแทนของประชาชนเข้ามาเพื่อทําหน้าที่ในการบริหารประเทศ ในการบริหารราชการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งที่ว่าเป็นหัวใจนั้นถูกต้องครับ แต่ว่าการเลือกตั้งที่เป็นหัวใจจริง ๆ นั้น ก็คือการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่คือปัญหา นี่คือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นเป็นองค์ประกอบ เพราะฉะนั้นเมื่อกี้ผมเห็นท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งท่านลุกขึ้นมา แล้วก็มาอธิบายถึงว่า มันจําเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งมา วุฒิสภาจะต้องมีการเลือกตั้งให้ได้ นี่คือระบอบ ประชาธิปไตยจริง ๆ ระบอบประชาธิปไตยหลักใหญ่นั้น ผู้แทนราษฎรก่อนละครับ ส่วนอื่น ๆ นั่นคือองค์ประกอบนะครับ จะเลือกไม่เลือก ความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ตรงนั้นทั้งหมด ที่ผมพูดในเรื่องอย่างนี้ ผมอยากจะอธิบายโดยเริ่มต้นสักนิดว่าจริง ๆ แล้วบ้านเราได้มี วุฒิสภา ได้มีวุฒิสมาชิกกันมาตั้งนานแล้วนะครับ ไม่ใช่ว่าไม่มี เริ่มมาจากตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ นั้น เรามีสภา ซึ่งในชั้นแรกนั้นเป็นสภาเดี่ยว เรามีสภาเดี่ยวนั้น สภา ๒ สภา จากการเลือกตั้ง แล้วก็การแต่งตั้งเอามารวมกัน แล้วก็เรียกว่าสภา มี ส.ส. ประเภท ๑ ส.ส. ประเภท ๒ ก็คง เคยได้ยินกันอยู่ เมื่อก่อนนั้นเราจะมี ส.ส. ประเภท ๑ เลือกตั้ง ส.ส. ประเภท ๒ แต่งตั้ง แล้วก็เอามารวมอยู่ในสภาเดียวกัน อันนั้นเรียกว่าสภาเดี่ยว พอถึงปี ๒๔๘๙ อันนั้นได้มี สภาคู่เป็นครั้งแรก แล้วก็จะมี ส.ส. แล้วก็จะมีสภาที่เรียกว่า พฤฒสภา ที่หลายคนได้พูดกัน ไว้แล้วนะครับ พฤฒสภาที่ว่านี้มาจากการแต่งตั้ง ในต่อมานั้นก็จะมีการแต่งตั้งกันเรื่อยมา แล้วก็มีสภาคู่มาเรื่อยนะครับ จะมีสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแน่นอนครับอันนี้คือหลักใหญ่ ส่วนวุฒิสภาหรือพฤฒสภา วุฒิสภา ที่เรียกตอนหลังนั้น เป็นสภาที่ถือว่าเป็นสภาที่คอยดูแล กันมา ถามว่าทําไมที่มีการแต่งตั้งกันมาได้โดยตลอด เพราะว่าอํานาจหน้าที่ที่เขาให้กัน ในขณะนั้น วุฒิสภาเป็นเพียงสภาที่คอยกลั่นกรองงานของสภาผู้แทนราษฎร คอยดูแลแทน เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอํานาจมีเท่านั้น การแต่งตั้งก็จําเป็นนะครับ การแต่งตั้งน่าจะดูดีกว่า ด้วยซ้ําไป เพราะว่าเป็นคัดสรรหาเอาคนที่มีประสบการณ์เยอะ ๆ เอาเข้ามา ถ้าเราเลือกตั้ง เราอาจจะไม่ได้คนประสบการณ์ดี ๆ มาเพื่อคอยกลั่นกรองสิ่งที่บรรดาสภาผู้แทนราษฎร ทํามาก็ได้ ในยุคนั้นสมัยนั้นเขาพอตั้งมาอย่างนี้ครับ และเขาก็ได้ไปพิจารณากันมาว่าทั้งหมดที่ ผู้แทนราษฎรได้ดําเนินการนั้นก็เข้าไปถึงวุฒิสภา วุฒิสภาเขาก็ดูว่าจากประสบการณ์ที่เขาทํานี้ มันควรจะเป็นอย่างนี้นะครับ เขาก็ส่งมาแก้ไขกันมา อํานาจใหญ่นั้นอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร แต่พอต่อมาในปี ๒๕๔๐ ที่เราเริ่มมีรัฐธรรมนูญใหม่ออกมานี้นะครับ เราก็คิดว่าวุฒิสภานั้น จําเป็นที่จะต้องมีการเลือกตั้ง นั่นก็โดยเหตุผลเขานะครับ แต่ว่าจริง ๆ ถามว่าแต่งตั้งได้ไหม ก็ยังแต่งตั้งได้ แต่ว่าบังเอิญมันมีเงื่อนไขหลายอันขึ้นมา เรามีองค์กรอิสระเรามีองค์กรต่าง ๆ อีกเยอะแยะเลยครับ หาผู้คนที่จะมาตั้งเรื่องบรรดาผู้คนเหล่านี้ไม่มีก็อาศัยวุฒิสภา เพราะ จะเอาสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นคนดําเนินการก็เกรงว่าจะเป็นข้อครหานะครับ เพราะฉะนั้น ก็เลยให้วุฒิสภามีอํานาจมากขึ้น วุฒิสภาที่มีอํานาจมากขึ้นนั้นถ้าจะแต่งตั้งกันเข้าไป ก็เกรงว่าจะเกิดครหากันขึ้นมา ก็เลยคิดกันไปว่าในปี ๒๕๔๐ ก็เลยมีรัฐธรรมนูญที่ให้มี วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนะครับ เพราะฉะนั้นพอเลือกตั้งเข้ามาแล้วนั้น ก็ต้องเรียนว่าเราก็ดูว่าเหมือนกับจะไม่มีปัญหา แต่พอเอาเข้าจริง ๒ สภาสภาคู่ในขณะนั้น ดําเนินการกันมาในระยะหนึ่งนั้น ก็มีปัญหา ไม่ใช่ไม่มีปัญหา ระยะหลังเลยมีปัญหาเรื่อยมา เพราะว่าวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ในชั้นต้นนั้นใหม่มากครับ เพราะผมจําเหตุการณ์ พวกนี้เหล่านี้ได้หมด เพราะว่าอยู่ในสถานการณ์พวกนี้มาหมด ตอนนั้นใหม่มาก วุฒิสภา ที่เข้ามาไม่มีใครสนใจ พอเข้ามาเสร็จ เลือกตั้งเข้ามาเสร็จ ปรากฏว่าความสําคัญของวุฒิสภานั้น แต่งตั้งองค์กรอิสระ แต่งตั้งต่าง ๆ อีกเยอะแยะเลยครับ เห็นเป็นความจําเป็นขึ้นมาก็เลย ถูกแทรกแซง นั่นถูกแทรกแซงกันจริง ๆ นะครับจากระบอบการเมือง จากพรรคการเมือง พรรคการเมืองที่มีอํานาจก็เข้าไปแทรกแซง แทรกแซงเสร็จ ในวุฒิสภานั้นในช่วงนั้นครับ ก็เกิดการบิดเบี้ยวไป การแทรกแซงอย่างไรนี่ค่อนข้างจะหนักหนารุนแรงไปจนกระทั่งมี การจ่ายเงิน มีการซื้ออะไรต่าง ๆ ผมไม่พูดอะไรไปเยอะกว่านี้เพราะว่าคนที่จะอธิบาย ได้ละเอียดจริง ๆ นั้นก็คือรองประธานวุฒิสภา คุณนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ท่านคงมาเล่า ให้ฟังครับว่าจริง ๆ การแทรกแซงเป็นอย่างไร การดําเนินการเป็นอย่างไร ความเสียหาย เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นพอเกิดขึ้นมาตอนนั้น วุฒิสภาช่วงนั้นพอมีปัญหาขึ้นมา พอในปี ๒๕๔๐ มีการพิจารณากันอีกว่าในรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในปี ๒๕๔๐ นั้นมีอะไรบ้างก็มาแก้ไขครับ การแก้ไขทั้งหลายนั้น เรื่องวุฒิสภาก็เป็นหนึ่งในนั้น ก็เป็นการเอามาดูกันแล้วก็บอกว่า ถ้าเลือกตั้งอย่างเดียวก็ถูกแทรกแซงได้อีก เพราะฉะนั้นก็หาหนทางว่าทําอย่างไร แต่งตั้ง เข้ามาได้สักส่วนหนึ่งไหม ในที่สุดแล้วก็ออกแบบรัฐธรรมนูญ ก็คือมีวุฒิสภา ทั้งเลือกตั้ง ทั้งแต่งตั้ง เพื่อที่จะได้มาคอยดูแลด้วยกัน ที่ผมเล่าให้ฟังนี้เพราะว่านี่มันคือประวัติที่มัน เรียงกันมาว่าทําไมวุฒิสภาในปัจจุบันที่มีการเลือกตั้งด้วยและแต่งตั้งด้วย หลายคนที่ประกาศว่า แต่งตั้งแล้วมันสุดยอด ถ้าเลือกตั้งแล้วมันจะต้องเบ็ดเสร็จ มาจากพี่น้องประชาชน เรียบร้อย ทุกอย่าง ดีเยี่ยม จริง ๆ มันขึ้นอยู่กับคนนะครับ ถ้าคนขาดความสํานึกในการเป็นเรื่องราว อย่างนี้ ทําอย่างไรมันก็ไปไม่ได้ครับ มันก็จะมีปัญหากันอยู่อย่างนั้นละ เพราะฉะนั้นวุฒิสภา ของปี ๒๕๔๐ จึงมีปัญหาที่จะต้องแก้ไขกันอย่างที่ว่านั้นนะครับ จนปี ๒๕๕๐ พอมาถึง ปี ๒๕๕๖ คือตอนนี้ครับ เราก็มาดูกันเสร็จ แล้วก็ก็เริ่มกลับไปใหม่ กลับไปอย่างปี ๒๕๔๐ อีก จริง ๆ ทั้งหมดทั้งหลายนี้นั้นมันมีประวัติ มันมีเส้นทางการดําเนินการมาทั้งหมด แล้วเส้นทาง ที่การดําเนินการมาทั้งหมดนั้น ประวัติศาสตร์มันซ้ํารอยครับ เราจัดได้ เราทําได้ครับอย่างนี้ เสร็จแล้วเราก็ลงมติเลือกตั้ง สุดท้ายเราก็มีวุฒิสภาอย่างนี้ละครับ ออกมา ๒๐๐ คน เลือกตั้ง แบ่งเขตกันตามปกติเหมือนอย่างที่เคยทํากันมา กลับเข้ามาเสร็จ อีกไม่ช้าไม่นานเราก็จะเจอ ปัญหาครับ ปัญหาอย่างที่ว่านี้เขาเคยกันมา ไม่ใช่ผมคิดเอาเองนะครับ ไม่ใช่ผมจินตนาการ เอาเอง ไม่ใช่ฝันเอาเอง เห็นมาแล้วครับ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ พอมาถึงอย่างนั้นเสร็จเราก็ จะหงุดหงิดกันอีก แล้วก็หาทางแก้ไขกันอีกว่าจะออกแบบกันอย่างไรดีที่จะทําให้ตรงนี้มัน ได้สมบูรณ์กันไป ผมถึงบอกว่าจริง ๆ แล้วหลายคนคิดว่าการเลือกตั้งวุฒิสภานั้น ถ้าเลือกตั้ง ถ้ามีคําว่าเลือกตั้งแล้วนั้นคือประชาธิปไตยเต็มรูปจริง ๆ ประชาธิปไตยนั้นมันเต็มรูปอยู่ตรงที่ เราเลือกผู้แทนราษฎรแล้วครับ หลังจากนั้นองค์ประกอบเหล่านั้นจะเป็นอย่างไรไม่เป็นไร ถ้ามันออกแบบแล้วมันสอดคล้องกับการดําเนินการมาได้ อันนั้นมันใช้ได้ทั้งนั้นละครับ ไม่จําเป็นว่าถึงแม้ว่าจะแต่งตั้ง ถ้ามันสมบูรณ์แบบ ถ้าเราดูแล้วเรียบร้อยดี มันทําแล้ว สามารถที่จะทําให้งานทั้งหมดดําเนินการได้ด้วยดีก็เป็นประชาธิปไตยได้ครับ เพราะว่า อํานาจใหญ่จะอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร แต่พอเลือกตั้งกันเข้ามาอย่างนี้เราก็มีอํานาจอยู่ ๒ อํานาจ อํานาจอันหนึ่งก็ไปอยู่ที่วุฒิสภา แบ่งอํานาจจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเคยมีเต็มที่ เมื่อสมัยก่อน ก็แบ่งไปให้เขาส่วนหนึ่ง จริง ๆ รัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ไขเพิ่มนะครับ ในอนาคต ก็แก้ไขกันไปอีกว่าอํานาจที่จะแบ่งกันไปนั้นไปแค่ไหนอีก เพราะฉะนั้นขั้นตอนนั้นบรรดา ผู้แทนราษฎรทั้งหลายนะครับท่านต้องนั่งเรียงดูกันว่าจริง ๆ อย่าไปคิดว่าการเลือกตั้ง อย่างเดียวแล้วมันจะไปเป็นประชาธิปไตยอย่างที่ท่านหลายคนได้ลุกขึ้นมาพูดกันไป จริง ๆ แล้วพื้นฐานมันมีอยู่แล้วนะครับ ที่ผมเล่ากันให้ฟังอย่างนี้นั้นก็จะเห็นว่าขั้นตอน ทั้งหลายที่เรียงมานั้นมันน่าจะมีอย่างไร เราลองมาคิดว่ามันควรจะออกแบบอย่างไร บังเอิญวันนี้นั้นเราได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่หนึ่งมาแล้วนะครับ เนื่องจากการผ่าน วาระที่หนึ่งมาแล้ว ก็คือเราผ่านว่าเราจําเป็นที่จะต้องมีการเลือกตั้ง แล้วในกรรมาธิการเอง ก็ยังยืนยันว่าเราจะมีการเลือกตั้งมาจากประชาชนนี่นะครับในลักษณะที่ท่านให้เหตุผลเลย นะครับว่า เพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งวุฒิสภามีหลักเช่นเดียวกับวิธีการซึ่งได้มาของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร อันนี้มันอยู่ในวาระที่หนึ่งแล้ว ผ่านมาแล้วพอผ่านมาแล้วมันก็แก้ไข อย่างอื่นไม่ได้แล้วนะครับ มันก็จําเป็นว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ทําอย่างไรที่จะให้สถานการณ์ตรงนี้ ให้มันดีที่สุดครับ ให้มันได้ดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ เท่าที่จะคิดกันได้นะครับ สําหรับผมนั้น ผมคิดกันได้อย่างของผม คิดว่าการแปรญัตติที่จะมาทํากันตอนนี้นั้นก็คือเราทําน้อยนี่ เอาล่ะ คุณจะเลือกตั้งก็เลือก เราก็อยากจะได้คนที่มันดีกว่านั้นอยากได้คนดีกว่าเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่เข้ามาแล้วจํานวนหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ ที่ไปทําความเสียหายตอนนั้น ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ คงมาเล่าให้ฟังต่อไปนั่นละครับ เดี๋ยวท่านคงมาเล่าให้ฟัง นะครับว่าเป็นอย่างไร ว่าวุฒิสภาตอนนั้นทําอย่างไรกันบ้าง ผมเล่าให้ฟังว่าไม่อยากให้เกิด เหมือนอย่างปี ๒๕๔๐ เราจะทําอย่างไร เราก็คิดว่าสิ่งที่เราน่าจะแก้ไขในส่วนตรงนี้ได้ นี่นะครับ เราก็น่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งที่มันแตกต่างกันนะครับ กับการที่ได้มาซึ่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิก คําว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือสมาชิกของตัวแทน คือเราเป็น ตัวแทนของประชาชน ของราษฎร เราคือตัวแทนของราษฎร เราเป็นตัวแทนของคนเท่าไร เขาหารกันมาแล้ว ๑ คนต่อจํานวนเท่าไรที่ว่ากันไป ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ อะไรก็ว่าไป นั่นเราเป็นตัวแทนของคนตรงนั้นครับ ตอนนี้พอมาวุฒิสมาชิก เราก็ยังจะเอา ตัวอย่างนั้นไปหารกันอีก แล้วเราก็บอกว่าตอนนี้จํานวนให้มันลดลงมาหน่อยหนึ่ง ก็หารเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นคนที่ได้มาก็คือวุฒิสมาชิกก็คือตัวแทนราษฎรจํานวนที่มัน มากขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่ง มันต่างกันตรงไหนครับ มันต่างกันตรงไหนกับความเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภานั้นก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันที่ ๒ เอาอย่างนี้ ก็แล้วกันครับ เป็นอันที่ ๒ ก็คืออันเดียวกันนั่นแหละครับ แต่ถ้าสมมุติว่าเราแยกออกไป ให้เห็นว่า จริง ๆ แล้ว สภาผู้แทนราษฎรนั้นคือองค์กรใหญ่สุด ตัวแทนของประชาชนอันใหญ่ ที่สุดแล้ว วุฒิสมาชิก คือส่วนที่จะเข้ามาช่วยเสริมสนับสนุนแนวทางเหล่านี้ จําเป็นจะต้อง เลือกตั้งแล้ว เอาละเลือกตั้งเราจะเอาอย่างไรครับ ผมอยากคิดอย่างนี้นะครับว่า ถ้าเราจะเอา เลือกตั้งนั้น เราเอาตัวแทนจังหวัดมาดีไหมครับ เอาตัวแทนจังหวัด ให้ประชาชนเลือกตัวแทน จังหวัดไปทําหน้าที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ก็คือหน้าที่ของวุฒิสภานั่นแหละครับ เพราะฉะนั้น คนที่ได้มาก็คือเป็นตัวแทนของจังหวัดนั้น ผมอยู่จังตากก็จะมีคนเป็นตัวแทนจังหวัดตาก มาทําหน้าที่ ถามว่าเป็นผู้แทนราษฎรไหม ให้ราษฎรเลือกตัวแทนของจังหวัดมา แต่ถ้า ผู้แทนราษฎรนั้นก็มีอยู่แล้วครับ ๓ เขต ๓ คน นั่นเขาทําหน้าที่ผู้แทนเขาก็เต็มไปแล้ว แต่ตัวแทนจังหวัดที่มานี้ก็จะมาทําหน้าที่ตรงนี้ ตัวแทนจังหวัดนั้นเมื่อก่อนนี้ถ้าเราคิดกันไปว่า ถ้าคนเดียวมันจะน้อยไป เอา ๒ คนครับ จังหวัดละ ๒ คน เท่า ๆ กัน ถามว่ากรุงเทพฯ ทําไมมีเยอะแยะคนเยอะแยะก็ตัวแทนกรุงเทพฯ อย่างไรครับ มี ๒ คน จังหวัดระนองล่ะครับ จังหวัดระนองก็ตัวแทน ๒ คนครับ เพราะให้เป็นตัวแทนจังหวัดไม่ใช่ให้เป็นตัวแทน ผู้แทนราษฎรนะครับ ไม่ให้เป็นผู้แทนราษฎร ให้เป็นตัวแทนของจังหวัดเข้ามา จังหวัดละ ๒ คน ๒ คน การค้านกันนี้นะครับ เวลาพูดจากันนี่สภาของวุฒิสภานี้ก็จะเป็นสภาคอยกลั่นกรอง จริง ๆ ครับ คุณไม่ต้องไปดูรายละเอียด คุณไม่ต้องไปนั่งทําหน้าที่แทนผู้แทนราษฎร เขามีแล้วผู้แทนราษฎรนะ เพราะฉะนั้นก็พอมาเป็นแล้วก็เข้ามาตรวจสอบคอยมาดูว่าอะไร มันเกิดขึ้นบ้าง อะไรที่มันไม่ถูกต้องกลั่นกรองเสร็จ หรือว่าจะแต่งตั้ง หรือว่าจะดําเนินการ อย่างไร สมาชิกวุฒิสภาที่ว่านี้ซึ่งเป็นตัวแทนจังหวัดนั้นท่านก็คอยดูกัน ท่านก็จะกลั่นกรอง ท่านไม่ต้อง ไปทําหน้าที่ในรายละเอียดอย่างนั้นอย่างผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะทําให้ความ เท่าเทียมกันของแต่ละจังหวัดนั้นมีกันมากเต็มที่ เป็นคําอธิบายกันได้มากกว่าจะเอาตัวแทน ผู้แทนราษฎร หมายเลข ๒ มาอีกคนหนึ่ง แล้วในที่สุดก็มานั่งเถียงกันว่าผมก็มาเหมือนกับคุณ แล้วทําไมคุณให้อํานาจผมมาเท่านี้ คุณมีอํานาจมากใช่ไหม แบ่งมาให้ผมบ้าง แล้วก็มานั่ง ถกกันไปถกกันมา วุฒิสมาชิกก็จะไม่ยอม จริง ๆ เราแบ่งงานกันทําว่าควรจะทําอย่างไร ตัวแทนราษฎรก็ว่ากันอย่างหนึ่ง ตัวแทนจังหวัดที่จะมาดูแลก็ว่ากันอย่างหนึ่ง จริง ๆ ทั้งหมด ทั้งหลายนี้ที่ผมได้แปรญัตติอย่างนี้เพื่ออย่างน้อยจะทําให้ได้มองเห็นภาพว่าเราได้จัดการ แบ่งงานกันทําและการได้มา ซึ่งทั้ง ๒ สภานั้นได้มีความแตกต่างกันไปตามสมควรทีเดียว นะครับ และการได้มานั้นก็จะไม่เหมือนกันอย่างที่ท่านต้องการนะครับ ที่ท่านเขียนนี่มันไม่ใช่ ถ้าท่านได้มาอย่างนี้ผู้แทนเหมือนกันหมดครับ เพราะฉะนั้นที่ผมเล่าให้ฟังทั้งหลายนี้ ผมคิดว่า ถ้าเราได้ออกมาอย่างนี้บางครั้งบางคราววุฒิสภา วุฒิสมาชิกนั้นที่เราจะได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งท่านเขียนมาอย่างนี้นะครับ ไม่อย่างนั้นจะมีการแต่งตั้งครึ่งหนึ่งผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ว่าอันนี้ พอเขียนออกมาอย่างนี้เราก็เอาละ เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เห็นว่า ถ้าเราได้ตัวแทนในระดับจังหวัดขึ้นมานี้นั้นจะทําให้การดําเนินการของสภาทั้ง ๒ สภา น่าจะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นนะครับ จริง ๆ สิ่งที่เราพูดกัน เมื่อกี้กรรมาธิการท่านหนึ่งได้ลุกขึ้นมา อ่าน อ่าน อ่าน แล้วท่านก็อธิบายว่าต้องเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย พี่น้องประชาชนวุฒิ มันต้องเลือกตั้งมาถึงจะเป็นประชาธิปไตยอะไรต่าง ๆ นี่ จริง ๆ ไม่ใช่หรอกครับ ประชาธิปไตย ถ้าไม่เลือกผู้แทนนี่นั่นละค่อยว่ากัน ถ้าท่านเลือกผู้แทนมาทั้งหมดแล้วเรามีตัวแทนชาวบ้าน ประชาชนมาแล้วครับ อย่างที่ผมว่านั่นส่วนนั้นคือองค์ประกอบ เพราะฉะนั้นถ้าท่านพูด อย่างนั้นว่าถ้าไม่เลือกตั้งวุฒิสมาชิกไม่เป็นประชาธิปไตย มันมีหลายประเทศครับ เอาประเทศใหญ่ ๆ อย่างประเทศอังกฤษอย่างนี้ครับ เราก็เอาแบบอย่างของประเทศอังกฤษ เขามานะครับ เราเลือกผู้แทนมาเสร็จ ผู้แทนมาเลือกนายกรัฐมนตรี ถามว่าประเทศอังกฤษ วุฒิสภาอยู่ไหน เขามีสภาขุนนางครับ สภาขุนนางนั้นคัดเอามาเลย ใครเป็นขุนนางเก่า ๆ ก็เอามาใส่ สภาขุนนางก็คอยมากลั่นกรองดูแลกันนิดหน่อย เขาก็ทํางานของเขาได้ ก็ไม่เห็น เลือกตั้งเขาก็เป็นประชาธิปไตยได้นะครับ ที่อ้างว่าต้องเลือกตั้งถึงจะเป็นประชาธิปไตย ผมว่าท่านไปเขียนเอามาจากหนังสืออะไรก็ไม่รู้ครับ มายืนอ่าน อ่าน อ่าน คงไม่ใช่ครับ ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ จริง ๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับเหตุอยู่กับผลแต่ละรายการกันไปว่าที่ไหน ควรจะใช้อย่างไร ส่วนของเรานั้นเราคิดว่าเรามีหน้าที่มากขึ้น เอาละครับจะเลือกตั้งกันขึ้นมา สมมุติอย่างที่ผมว่าเลือกตั้งขึ้นมาก็มีแบบอย่างครับ ไม่ใช่ไม่มีแบบอย่าง แบบอย่างของที่เป็น วุฒิสมาชิกก็คือสภาซีเนท (Senate) ของประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเอามารัฐละ ๒ คน เป็นตัวแทนอะไรครับ ตัวแทนของรัฐ ผู้แทนเขามีไหม เขามีครับ ผู้แทนก็มี เขามาจากคันทรี (Country) ต่าง ๆ เลือกผู้แทนมาแล้วผู้แทนก็ว่าของคุณไป แต่ว่าสภาซีเนทวุฒิเขา เขาเอามา จากตัวแทนของรัฐ รัฐละ ๒ คน ผมเองจริง ๆ ก็ไม่ได้ไปเทียบเคียงว่ารัฐละ ๒ คน แบบเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาอะไรหรอกครับ แต่คิดว่าจํานวน ๑๕๔ คนมันเหมาะพอดี และจังหวัดละ ๒ คนก็พอดีด้วย มันก็กําลังพอดีพอเหมาะ ถ้าออกมาอย่างนี้เราก็จะมีตัวแทน ของจังหวัดเข้ามา ถ้าเป็นตัวแทนผู้แทนราษฎรอย่างที่ผมเล่าให้ฟังครับ ถ้าเป็นผู้แทนราษฎร เป็นวุฒิสมาชิกมาแบบผู้แทนราษฎร ในที่สุดก็จะมีท้วงครับ คุณกับผมมันต่างกันตรงไหน ผมก็มาเหมือนคุณนั่นแหละ แล้วทําไมคุณให้อํานาจผมแค่นี้ เพราะฉะนั้นผมเอาอํานาจเพิ่ม อีกหน่อยได้ไหม เสร็จแล้วก็มาทวงเอาอํานาจจากผู้แทนราษฎร งานใหญ่มันอยู่ตรงนี้ครับ สภาผู้แทนราษฎรครับ นี่ผมอยากให้ทําอย่างนั้นนะครับ อันนั้นคือองค์ประกอบส่วนที่เราจะ มาช่วยสนับสนุนการเมือง เพราะฉะนั้นที่ผมเล่าให้ฟังนี้นั้นถ้าออกมาอย่างนี้เราก็จะมี ผู้แทนราษฎรที่ทําหน้าที่ได้ตามกําหนดอย่างที่ว่านี้นะครับ ผมแปรญัตตินี้ก็โชคไม่พอดี อยู่นิดหนึ่งนะครับ กําลังจะลุกขึ้นพูด บังเอิญท่านประธานกรรมาธิการท่านก็ไปเปิดแนวทาง ก็เลยยาวไปนิดหนึ่ง แต่ผมคิดว่าเท่าที่ผมแปรญัตติอย่างนี้ ผมก็เลยคิดว่าจะขอแปรญัตติ เป็นจังหวัดละ ๒ คน ให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละ ๒ คน ผมคงมีเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานกรรมาธิการ ขอบพระคุณนะครับท่านสมาชิก ผู้อาวุโสที่เพิ่งอภิปรายจบ คืออย่างนี้ครับ ผมก็เอามาจากรัฐธรรมนูญว่าทําไม ส.ว. ถึงต้อง ควรมาจากประชาชนเลือก ฟังท่านพูดนี้เหมือนหนึ่งว่าเลือก ส.ส. ก็พอแล้ว ส.ว. ไม่จําเป็น ในรัฐธรรมนูญผมยกแค่ ๓ มาตราแล้วท่านจะเห็นความเกี่ยวโยง มาตราแรกคือมาตรา ๓ ที่บอกว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย มาตรา ๒ คือมาตรา ๘๘ เขียนว่า รัฐสภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และมาตรา ๑๒๒ เขียนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ฉะนั้นผู้แทนราษฎรมาจากการยึดโยงของ พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ขณะเดียวกันเมื่อรัฐสภาต้องประกอบด้วย วุฒิสภาด้วย วุฒิสภากับผู้แทนราษฎรในมาตรา ๑๒๒ บอกเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ฉะนั้น การที่เขาจะไปยึดโยงกับประชาชนก็ไม่ได้มีอะไรผิดนะครับ อันนี้เราก็อยากจะให้ทั้งสองสภา มีความยึดโยงกับพี่น้องประชาชน และผมกราบเรียนนิดหนึ่งนะครับ ตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกที่ให้ ส.ว. มาจากประชาชนโดยตรง ผมเป็นสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ด้วยนะครับ ร่างแรกไม่ได้คิดจะให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนะครับ วุฒิสมาชิก บอกว่าให้มาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ปรากฏว่าเถียงกันไปเถียงกันมาถามว่า ใครคือตัวแทนกลุ่มอาชีพที่จะเสนอตัววุฒิที่มาจากกลุ่มอาชีพ กลุ่มสตรี จะเอาตรงไหน ละครับ จะเอาสภาสตรี หรือจะเอาสมาคมสตรี หรือจะเอากลุ่มพัฒนาสตรี เอากลุ่มแม่บ้าน กลุ่มชาวนา จะเอาใครละครับที่เป็นตัวแทนกลุ่มชาวนา ในที่สุดเถียงกันไปเถียงกันมา ก็เกรงว่าเดี๋ยวจะมีการตั้งกลุ่มขึ้นมาเยอะแยะในบ้านในเมืองเพื่อจะเอาสิทธิในการที่จะส่ง ตัวแทนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากกลุ่มอาชีพ ในที่สุดก็เลยบอกว่าคืนอํานาจให้กับประชาชน เขาเลือกเขาเองดีกว่า มันก็เป็นที่มาว่าในที่สุดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็บัญญัติให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง และเราก็ใช้กันมาตั้ง ๙ ปีนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ประกาศใช้ปี ๒๕๔๐ มาจนถึงปี ๒๕๔๙ แล้วถูกปฏิวัติฉีกทิ้งไป ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมันมีปัญหาอะไร ส่วนใครคิดว่า มันเป็นปัญหาอย่างไรก็อาจจะเป็นประสบการณ์ที่ท่านไปเจอ ไปพบ แต่ในที่สุดอยู่มายาวกว่า รัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ด้วยซ้ําไป ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญครับ
ผมขอ สั้น ๆ นิดเดียวครับ จริง ๆ ต้องอธิบายท่านประธานสามารถนะครับว่า ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ววุฒิสมาชิกหรือว่าผู้แทนราษฎรนั้นเขียนในรัฐธรรมนูญเรียกว่าทุกฉบับ เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยทั้งนั้น ที่จะมาแต่งตั้ง เลือกตั้ง เขาก็บอกว่าให้เป็นตัวแทน ของปวงชนชาวไทย แต่ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้ว่าจะไม่ให้เลือกตั้ง ไม่ใช่ครับ ก็เลือกตั้ง ท่านก็ใส่มาแล้ว แต่ผมอธิบายให้ฟังว่าการแต่งตั้งกับการเลือกตั้งนั้น จริง ๆ แล้วเลือกตั้ง ฐานใหญ่ จริง ๆ ความเป็นประชาธิปไตยอยู่ที่ผู้แทนราษฎรครับ ส่วนวุฒิสภาท่านจะมา อย่างไร ๆ ให้มันพอไปได้ก็ได้หมด แต่ว่าในที่สุดท่านมาเสนออย่างนี้บอกว่าให้มีการเลือกตั้ง ผมก็แปรญัตติเลือกตั้งไม่ใช่ว่าผมไปแปรญัตติไม่เลือกตั้ง เลือกตั้งก็เลือกตั้ง แต่ว่าเลือกตั้ง ให้จังหวัดละ ๒ คน ก็หย่อนบัตรนะครับ ไม่ใช่ว่าไม่หย่อนบัตรนะครับ หย่อนบัตร แล้วก็ไม่ใช่ว่า ไม่เคยมี คราวที่แล้วนี้จังหวัดละ ๑ คน ผมเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง เท่านั้นเอง เท่าเก่า ไม่ได้มีอะไร ผิดเพี้ยนไปเลย เพียงแต่ว่าของผมที่เสนอมาอย่างนี้มันน่าจะเหมาะกว่า ที่ท่านเอาไปหารกัน ตัวเลข ซึ่งหารตัวเลขนั้นท่านอธิบายไม่ได้หรอกครับ เพียงแต่ว่าเป็นผู้แทนหมายเลข ๒ เท่านั้นเองครับ ผมอธิบายเท่านั้นเองครับ
เชิญท่านสมชาย แสวงการ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาจากภาควิชาชีพสื่อสารมวลชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นคงต้องขอบคุณท่านผู้แทนจากทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ จากทางฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านและวุฒิสภา ซึ่งผมจะไม่เรียกว่าวิป ๓ ฝ่าย เพราะว่าไม่ใช่การประชุมวิป ๓ ฝ่าย แต่เป็นการประชุมของผู้แทนทั้ง ๓ ส่วนที่ทําให้การประชุมเดินต่อไปได้ เนื่องจากว่า ในวันแรกได้เกิดเหตุวุ่นวายก็เพราะท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญตัดสิทธิพวกผม ๕๗ คน ที่จะต้องพูดถึงเพียงเล็กน้อยก็เพราะว่าเป็นการตัดสิทธิที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙๑ ระบุไว้ชัดเจนครับ ว่าขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรียงลําดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ว่าไป ท่านเอา ข้อบังคับ ซึ่งเล็กกว่าตามศักดิ์ชั้นแล้วมากําหนดไม่ได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ กําหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ อันนี้ผมจะไม่พูด กล่าวกลับไปอีก แต่จะบอกว่า
ท่านครับ ขออภัยครับ เรื่องมันผ่านไปแล้วอย่าไปเอามาพูด มันพูดมานานทั้งวันแล้วครับ แล้วประเด็นนี้ ผมก็ยังยืนยันว่ามันขัดหลักการและเอามาพูดไม่ได้ แต่ที่ให้ได้พูดเพราะอะลุ่มอล่วยกัน เพื่อให้บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยดีเท่านั้นเองนะครับ แล้วการประชุมมันก็ไม่ใช่ เรื่องของวิป ๓ ฝ่าย เพราะฉะนั้นไม่อยากให้พูดถึงครับ บรรยากาศมันดีอยู่แล้วก็ว่า ประเด็นของท่านเลยดีกว่าที่สงวนไว้ครับ
บรรยากาศก็ดี อยู่แล้วนะครับท่านประธาน ยังไม่เห็นมีใครทําบรรยากาศเสียเลยครับ นอกจากท่านประธาน รีบกดไมค์เสียก่อน
ท่านเข้าประเด็นของท่าน เลยดีกว่า
ผมเรียนนี้เพราะว่า อย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะในข้างล่างนี้ยังเขียนว่า อนึ่งประธานกรรมาธิการได้วินิจฉัยว่า คําแปรญัตติดังกล่าวขัดหลักการแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๕๓ ข้อ ๙๖ (๓) ซึ่งผมก็ต้อง ยืนยันครับ ว่าสิ่งที่ผมจะเสนอกับท่านประธานนั้น ไม่ขัดต่อหลักการ มันเป็นธรรมดาครับ ที่จะต้องเกริ่นถึงครับท่านประธาน ท่านประธานจะไม่ให้เกริ่นถึงจะเข้าใจต่อเนื่อง ได้อย่างไรครับ ที่ผมจะอธิบายเหล่านี้มันไม่ขัดหลักการอย่างไร ไม่ขัดหลักการข้อที่ ๑ ที่ผม บอกแล้วก็คือ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งไม่แปลกครับ ความเห็นต่างของท่านประธานและที่ประชุม กับผมนั้น ก็คงไปสิ้นสุดที่ศาลรัฐธรรมนูญ อันนั้นก็ว่ากันไปนะครับ ผมก็กราบเรียนว่า ก็ขอบคุณคณะที่ไปทํางานเพื่อให้การเดินหน้า การประชุมเดินต่อไปได้ แล้วพี่น้องประชาชน ก็จะได้รับทราบ รับรู้ รับฟังนะครับ นั่นเป็นข้อมูลในการเรียนรู้ประชาธิปไตยร่วมกัน ไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวาย
ท่านครับ ที่จริงอยากจะให้ เข้าประเด็นเลยเรื่องนี้เราคุยกันมามากแล้ว แล้วพอพูดแล้วก็ทําให้ผมเสียหาย เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ท่านกับผมเห็นไม่ตรงกัน แต่มันเป็นมติของรัฐสภาแห่งนี้ครับ ว่ามันขัดหลักการ อภิปรายไม่ได้ ผมก็ดําเนินการตามมติของรัฐสภาเท่านั้นเอง แต่ก็มีปัญหาวุ่นวาย พอวุ่นวายแล้ว เพื่อให้บรรยากาศการประชุมดําเนินไปด้วยดี ผมก็อนุโลมให้ท่านได้พูด ก็เท่านั้นเองครับ อยากให้จบอยู่แค่นี้ ท่านเข้าประเด็นของท่านเถอะครับ
ท่านประธาน ก็ยังฟังความไม่สิ้นกระแส ท่านประธานก็เข้าใจและวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ผมก็ต้องพูด เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ ระบุว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้น เป็นอันใช้บังคับมิได้ ผมก็ต้องยืนยันตามนี้ครับ ท่านประธาน ท่านประธานจะยืนยันอย่างไร ก็สุดแท้แต่ท่านประธาน มติที่ประชุมผมก็ไม่ได้ขอให้มีการดําเนินการใหม่ก็ว่ากันไป นี่ก็ขอบคุณคณะ ๓ ฝ่ายที่ไปเจรจากัน จะขอบคุณเพิ่มเติมก็คือทราบว่า วันนี้ประชุมถึง ๔ ทุ่ม แล้วท่านก็จะไปประชุมงบประมาณ
ก็แปลกใจ ท่านประธาน ผมจะชมก็ไม่ได้นะครับ ผมก็ชมจริง ๆ ครับ ขอบคุณนะครับ จะเรียกว่าอะไรก็ตาม เพราะว่าวิป ๒ ฝ่ายไม่ได้ประชุม แต่ผมที่ต้องอธิบายเพราะว่าที่ผมเสนอคําแปรญัตติ ในมาตรา ๓ ท่านไปตัดแก้ไขเรื่องที่มาของ ส.ว. มันมีเหตุผลที่ต้องอธิบายครับท่านประธาน เราทราบกันดีครับว่า เรามี ส.ว. มาแล้วหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง ไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้ง แล้วก็ครั้งนี้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ผสมผสาน เพราะมันมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ ไม่ดีปรากฏขึ้นมากมาย ท่านประธานก็ทราบดี ผมขอกราบเรียนว่าสิ่งที่ต้องพูดนั้นก็ต้องใช้ เวลาและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในการรับรู้รับฟัง ซึ่งผมก็บอกว่าไม่เสร็จคืนนี้ ก็ไปต่อสัปดาห์หน้า อันนี้ถูกแล้วนะครับ สิ่งที่ต้องพูดก็คือว่า เมื่อจะยืนยันถึงการแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๑๑ ซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เดิม ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจน เหมือนกันในคําปรารภแห่งรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทําขึ้นใหม่นี้ มีสาระเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทยในการธํารงไว้ซึ่งเอกราชและ ความมั่นคงของชาติ การทํานุบํารุงรักษาศาสนาทุกศาสนาให้สถิตสถาพร ผมจะไม่อ่าน ทั้งหมด แต่จะอ่านตรงท่อนสําคัญคือ การกําหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้ สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตยุติธรรม เที่ยงธรรม ที่ผมต้อง กล่าวตรงนี้เพราะสิ่งที่ท่านกําลังแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ท่านได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง อํานาจของประเทศนี้ เปลี่ยนแปลงอย่างไรครับ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นี้ และรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้ปี ๒๕๔๐ ก็ตาม เรายอมรับให้มีระบบ ๒ สภา ๑. คือสภาผู้แทนราษฎร ๒. คือวุฒิสภา และในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้ก็ระบุให้สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑๑ ประกอบด้วย สมาชิกจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคนซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้น หักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า ๑๕๐ คนในช่วงที่แล้วมีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๖ จังหวัด ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดละ ๑ คน ก็มีสมาชิกที่มาจากการสรรหาจาก ๕ กลุ่ม สาขาอาชีพ ๗๔ คน ต่อมาเมื่อมีการเพิ่มจังหวัดใหม่อีก ๑ จังหวัด สมาชิกที่มาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิประจําจังหวัด จังหวัดละ ๑ คนก็จะเปลี่ยนเป็น ๗๗ คนในการเลือกตั้ง คราวหน้า ขณะที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ๕ กลุ่มอาชีพก็จะเหลือเพียง ๗๓ คน การเช่นนี้ก็เป็นเพราะมันมีบทเรียนจากเหตุการณ์รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งความจริง ตอนร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ นั้นเป็นเจตนาที่ดีครับท่านประธาน เลือกมาจากกลุ่มบุคคล หลากหลายอาชีพแล้วก็อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการซึ่งท่านเป็น สสร. อยู่ด้วยได้บอกแล้ว ในความจริงนั้นมีข้อขัดแย้งอยู่บ้างในการศึกษาของคณะร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้น แต่ในที่สุด คณะกรรมาธิการยกร่างก็แพ้เสียงของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากผู้แทนจังหวัดละ ๑ คนเหมือนกันในขณะนั้น ในท้ายที่สุดก็เลยกลายเป็นการเลือกตั้งอย่างเดียวซึ่งความจริง มีการพูดถึงเรื่องการเลือกกลุ่มอาชีพด้วย อันนี้ผมก็จะเรียนให้ท่านที่ประชุมทราบนะครับว่า ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวตั้งแต่ต้นเหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อสมาชิก วุฒิสภาในปี ๒๕๔๓ ซึ่งเลือกเข้ามาแล้วนี่ทําหน้าที่ก็ปรากฏว่าในช่วงต้นก็ทําได้ดีครับ แต่เมื่อ มีการเมืองที่เข้มแข็งบางส่วนเข้าไปแทรกแซง อันนี้เป็นเหตุสําคัญประการหนึ่งที่ทําให้เกิด การรัฐประหาร การเข้าไปแทรกแซงสมาชิกวุฒิสภาในช่วงท้าย ๆ ทําอย่างไรครับท่านประธาน มีบุคคลท่านหนึ่ง ขอไม่เอ่ยนาม สามารถกล้าให้สัมภาษณ์หรือบอกกับสื่อมวลชนในขณะนั้นว่า เขาสามารถคุมเสียงในสภาได้ตั้งแต่ ๘๐ คนถึง ๑๒๐ คน แล้วบุคคลผู้นั้นก็ได้รับการปูนบําเหน็จ เป็นรัฐมนตรีในเวลาอีกไม่นานหลังจากหมดการเป็นสมาชิกวุฒิสภา มีสมาชิกวุฒิสภาในสมัยนั้น เล่าให้ผมฟังว่า มีการจ่ายเงินเดือนเป็นรายเดือนให้กับการจัดการสมาชิกวุฒิสภาในขณะนั้น ไม่น้อยกว่า ๘๐ คนจริง มีการแจกหุ้นของ ปตท. ให้กับสมาชิกวุฒิสภาจํานวนหนึ่งเพื่อให้เกิด กระบวนการเรียกว่า เข้ามุ้ง เข้าคอก ท้ายที่สุดสมาชิกวุฒิสภาขณะนั้นเลยกลายเป็น สื่อมวลชน ขนานนามว่า เป็นสภาทาส
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายนอกกรอบประเด็นที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ท่านประธานได้กล่าวเตือนหลายครั้งก็ยังไม่เข้าประเด็น ประกอบกับท่านประธานได้ให้ผม ออกจากห้องประชุมเมื่อ ๑๕.๒๙ นาฬิกา ท่านประธานคนแรกให้ผมออก ๓๐ นาที ท่านประธานคนที่สองที่เพิ่มอีก ๓๐ นาที แล้วผมก็เข้ามาแล้วครับ ผมเข้ามาตรงเวลาเป๊ะ
ครับ เข้าใจ ขอบคุณมาก ท่านสมชายครับ ขอบคุณนะครับที่พูดแล้วไม่พาดพิงเอ่ยชื่อ แล้วก็ขอให้ช่วยกระชับสักนิด ขอความร่วมมือด้วยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ก็เรียนว่าการเรียนรู้ประชาธิปไตยร่วมกันกับพี่น้องประชาชนนั้นจําเป็นที่ต้อง อธิบายความ ผมต้องอธิบายความให้ท่านคณะกรรมาธิการเข้าใจว่าสิ่งที่ผมคัดค้านและผม ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการนั้นเป็นอย่างไรครับท่านประธาน โดยเฉพาะท่านประธาน กรรมาธิการก็เป็น ส.ส.ร. ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ อันนี้ อ้างอิงจากเอกสารงานวิชาการของหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐ และกฎหมายมหาชนของสถาบันพระปกเกล้า ต้องกราบเรียนว่าเอกสารรายงานฉบับนี้ได้รับ การเสนอในที่ประชุมเคพีไอ คองเกรส (KPI Congress) ได้พบอย่างนี้ครับว่าเมื่อมีการใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้มีการเลือกวุฒิสภาชุดแรกของประเทศไทยที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน แล้วก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าประสบความล้มเหลว ต้องขออภัยนะครับ อันนี้ก็เป็นข้อมูลในวิชาการนะครับ เมื่อคํานึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้วุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งเพื่อทําหน้าที่เป็นสภากลั่นกรองกฎหมายและสภาตรวจสอบนั้น เพราะแทนที่วุฒิสภาจะเป็นองค์กรตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ตามรัฐธรรมนูญและความคาดหวังของสังคม แต่ในทางปฏิบัติกลับกันเป็นในทางตรงข้าม สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นครับท่านประธาน และมันตามมาด้วยองค์กรอิสระครับท่านประธาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นก็ออกแบบไว้ดี ให้เกิดการตรวจสอบ ถ่วงดุลด้วยไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ กกต. ซึ่งมีหน้าที่กํากับดูแลการเลือกตั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบทุจริตประพฤติมิชอบ ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ในขณะนั้น และองค์กรอื่น ๆ อีกมากมายถูกแทรกแซงครับ ถ้าท่านประธานจําได้ นอกเหนือจากที่สื่อมวลชนขนานนามว่า สภาทาส หรือถูกเรียกว่า สภาหมอนข้าง หรือ ถูกเรียกว่า สภาผัวเมีย สิ่งที่ปรากฏเป็นความบอบช้ําของรัฐสภาไทยเช่นกันครับ สิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไรครับ ถ้าท่านจําได้ คณะกรรมการ กกต. ถูกกล่าวหาและเป็นคดีอยู่ในศาลตั้งแต่ ศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และในที่สุดเพิ่งหลุดในศาลฎีกา ในคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง คณะกรรมการองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตถูกวุฒิสภาในขณะนั้นเลือกบุคคล ที่สงสัยว่าอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐบาลเข้าไปเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่รวมถึง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่รวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ไม่รวมถึงกรรมการ สิทธิมนุษยชน กรรมการอัยการ กรรมการตุลาการทั้งหลายแหล่ ซึ่งมีหน้าที่ในการที่จะเป็น องค์กรอิสระในการตรวจสอบ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เกิดความเคลือบแคลง แล้วท้ายที่สุด เมื่อมีการรัฐประหารและเกิดวิกฤติในทางการเมือง เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และนําไปให้ประชาชนลงมติ ผมจําได้เหมือนกันครับว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กรรมาธิการยกร่างและสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นก็มีการถกเถียงกันมากว่า เราควรกลับไปเป็นสภาเดี่ยว สภาเดียว หรือเราควรจะเป็นสภาคู่ รวมถึงในสภาคู่ซึ่งมี วุฒิสภานั้นควรจะมาจากการสรรหาโดยตรงทั้งหมด หรือการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด แต่ในที่สุดก็พบกันครึ่งทางครับ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นก็เปิดเผยข้อมูลในทางวิชาการ หลายประการครับว่า สรุปก็คือว่าเราล้วนแต่มีการทดสอบประชาธิปไตยไทยมาตั้งแต่ มีวุฒิสภาครั้งแรกที่เรียกว่า พฤฒสภา จากการแต่งตั้งมาถึงการเลือกตั้ง ๒๕๔๐ แล้วก็ ไม่ประสบความสําเร็จเท่าที่ควรในฐานะที่มีบทบาทหน้าที่ในการทําหน้าที่สภากลั่นกรอง ทําหน้าที่ตรวจสอบการบริหารและองค์กรอิสระ ทําหน้าที่แต่งตั้งและถอดถอนบุคคลผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นจึงได้ออกแบบให้มีการ ผสมผสานกันระหว่างสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ๗๖ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ซึ่งผมก็กราบเรียนว่าในแต่ละจังหวัดนั้นผมมาจากการสรรหาท่านมาจากการเลือกตั้ง ท่านเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัดได้เป็นอย่างดี ส่วนวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหาซึ่งก็ประกอบด้วยหลากหลายวิชาชีพ ก็มาทําหน้าที่ช่วยกันในสภา กราบเรียนครับว่าในสมัยที่เกิดขึ้น แม้ผมจะอยู่ในวุฒิสภานี้มา ๕ ปีแล้วก็ตาม มีความขัดแย้ง อยู่บ้าง แต่ก็เป็นความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์เป็นความขัดแย้งในบางเรื่องบางราวเกี่ยวกับ ข้อคิดเห็นทางกฎหมาย แต่ก็เรียนว่ามันก็สามารถทํางานไปได้ด้วยดี สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือผลงานไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรอาจจะไม่สบายใจนัก ที่วุฒิสภาแก้ไขกฎหมายท่านบางเรื่อง บางครั้งต้องถึงกับตั้งคณะกรรมาธิการร่วม แต่ก็กราบเรียนครับว่าเพราะคุณสมบัติที่มี ๒ อย่างประกอบกันของผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากต่างจังหวัดร่วมกันทั่วประเทศ กับคุณสมบัติของ ส.ว. ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในแต่ละสาขาวิชาชีพนั้น เราสามารถช่วยกันกลั่นกรองกฎหมายได้เป็นอย่างดีครับ เราสามารถช่วยกันในฐานะการทําหน้าที่ในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ได้เป็นอย่างดีครับ รวมถึงเราทําหน้าที่ในการเลือกหรือแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง ในองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีครับ มีอย่างเดียวครับที่ยังทําไม่สําเร็จคือการ ถอดถอนบุคคล การถอดถอนบุคล ซึ่งก็เป็นสมัยแรกขอวุฒิสภาชุดนี้ก็คือการถอดถอนบุคคล ๓-๔ ท่าน ซึ่งผมจะไม่เอ่ยถึงนะครับ เนื่องจากจํานวนเสียงไม่เพียงพอ หรือประเด็นที่ส่งมา ถอดถอนนั้นยังไม่เพียงพอ ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ กําหนดชัดเจนครับว่า ผมขออนุญาตอ่านนะครับที่เขียนไว้ในบันทึกเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เจตนารมณ์กําหนดให้สมาชิกวุฒิสภาที่มีที่มาหลากหลายเพื่อให้เกิดการตรวจสอบอํานาจรัฐ เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ และทําให้การปฏิบัติหน้าที่ขอสมาชิกวุฒิสภามีความเป็นกลาง ขีดเส้นใต้ครับ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง กําหนดวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เป็น ๒ ทาง คือ ๑. วิธีการเลือกตั้ง ๒. วิธีการสรรหา อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังคงให้ความสําคัญกับวิธีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามากกว่าสรรหา โดยกําหนดให้มีสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ก็กราบเรียนครับว่า อันนี้คือเจตนารมณ์ซึ่งผมไม่อ่านทั้งหมด แต่กราบเรียนท่านประธานว่ามีเจตนารมณ์ชัดเจน ให้วุฒิสภามีความเป็นกลางและปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ที่ผ่านมาอาจจะมีบ้างครับที่มีข่าวว่าล็อบบี้ (Lobby) อะไรนี่ แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ทางการเมืองที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอยากให้สมาชิกวุฒิสภาเห็นด้วย กับกฎหมายของตัวเองหรือกับผู้ที่โดนตัวเองแนะนํารู้จักให้เลือก เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่การเข้าไปครอบงําถึงขนาดบัญชาการสั่งการผมคิดว่ายังไม่มี แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่เรากําลังจะแก้กลับไปนั้นจริงอยู่ครับ ท่านอาจจะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง ผมก็เรียนว่าเป็นความจริงครับ มาจากการร่างของ คณะกรรมการ สสร. ที่ช่วยกันร่าง ผมเห็นด้วยครับ แต่กฎหมายครับท่านประธาน ใช้แล้ว มีช่องว่างช่องโหว่ ในสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเองท่านก็ทราบดีและท่านก็มอบให้ มหาวิทยาลัยหลาย ๆ มหาวิทยาลัยช่วยกันศึกษาวิจัยว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้มานานขนาดนั้น มีช่องว่างช่องโหว่อะไร มหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยก็ได้ศึกษาครับ พบว่าช่องว่าง ช่องโหว่ ๘-๙ ประการนั้นมาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งต้องปรับปรุงแก้ไข แต่บังเอิญ เกิดวิกฤติการเมืองขึ้นก่อน รัฐธรรมนูญฉบับนั้นจึงไม่ได้ถูกแก้ไขและกลายเป็นการถูกฉีก รัฐธรรมนูญโดยการรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็เป็นที่น่าเสียดายครับ มาถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เกิดขึ้นแล้วโดยประชามติของพี่น้องประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไร แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีที่รับรองมาจากประชามติชัดเจนครับว่าได้ถูกเขียนให้มีโครงสร้าง ของวุฒิสภามาจาก ๒ ส่วน แล้วผมก็ในความเห็นของทั้งส่วนตัวและความเห็นทางวิชาการ หลายประการก็ยืนยันว่าเป็นแบบอย่างที่ดีครับ หลายสิ่งหลายอย่างเราอาจจะอ้างไปถึง ต่างประเทศ ผมขอเรียนว่าถ้าจะอ้างนั้นจําเป็นต้องอ้างทั้งหมดครับ มีข้อเขียนในบทวิชาการ อันนี้ที่ต้องขอเรียนให้ท่านประธานและท่านผู้ฟังได้ทราบด้วยนะครับ ในหลายประเทศ มีวิธีการเลือกวุฒิสภาแตกต่างกัน เพียงแต่ประเทศไทยนั้นกําหนดให้มีการเลือกตั้งเมื่อ ปี ๒๕๔๐ แล้วกําหนดให้มีการเลือกตั้งและสรรหาผสมกันในปี ๒๕๕๐ ผมกราบเรียน เพื่อเป็นข้อมูลครับ ในหลายประเทศที่มีการเลือกตั้งทางตรงแล้วก็มีการแต่งตั้ง ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบประชาธิปไตยก็ใช้วิธีการแต่งตั้ง โดยเรียกว่าสภาขุนนางนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่หลายท่านได้พูดไปแล้วก็มาจากการเลือกตั้งรัฐละ ๒ คน ขณะเดียวกันประเทศอย่างออสเตรเลียก็มีการเลือกตั้ง แต่ว่าในส่วนสําคัญก็คือว่า เป็นตัวแทนของการปกป้องของสิทธิแห่งรัฐ ไม่ใช่สภาที่ใช้วุฒิภาวะหรือความรู้มากกว่า เป็นตัวแทนกลุ่มเชื้อชาติมากกว่านะครับ ในส่วนของฝรั่งเศสอันนี้ของเขาน่าสนใจครับ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยทางอ้อม โดยผู้มีสิทธิเสียงเลือกตั้งจํานวนประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คน ประกอบด้วยนายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเมืองต่าง ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้เป็นการเลือกโดยระบบตัวแทนเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ระบบดังกล่าวมีแนวโน้มว่า องค์ประกอบสมาชิกสภาสูงก็จะมาจากในชนบทเสียมากกว่า แล้วก็สภาสูงของสภาล่างของ ฝรั่งเศสก็มีอํานาจใกล้เคียงกันนะครับ สามารถเสนอกฎหมายได้เช่นเดียวกัน ในกรณีของ เยอรมนีสภาสูงของเยอรมนีนั้นแตกต่างกันครับ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนะครับ มาจาก การแต่งตั้งของคณะรัฐมนตรีแต่ละรัฐ ในหลายประเทศก็มีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นของ อิตาลีซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งใช้อายุฐานที่อายุ ๒๕ ปีก็เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้นะครับ มีถึง ๓๑๕ คน ขณะที่สมาชิกของสวิตเซอร์แลนด์ก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงรัฐละ ๒ คน เหมือนกันนะครับ สิ่งเหล่านี้ที่ผมกราบเรียนครับว่าในแต่ละประเทศในโลกนี้มีทั้งสองสภา และมีทั้งสภาเดียว แล้วในสมาชิกวุฒิสภาก็มีวิธีการที่แตกต่างกัน วันนี้เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี มีเจตจํานงที่อยากจะเห็นการปฏิรูปการเมืองไทยกําลังจะตั้งสภาปฏิรูปที่จะประชุม ในวันอาทิตย์ที่ ๒๕ นี้ ผมคิดว่าเป็นการดีครับถ้าเราจะได้พูดถึงอนาคตของประเทศไทยว่า จะเดินไปอย่างไร วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่ต้องพูดถึงเช่นกันในการ ที่ต้องปฏิรูปผมก็ไม่เข้าใจครับว่าคณะผู้ประสานงานซึ่งได้ประสานงานเชิญผมเองเข้าอยู่ ๑ ใน ๖๙ คนที่จะเข้าที่ประชุมสภาปฏิรูปของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านบอกว่าวันหนึ่ง เราคงต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ร่วมกัน ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยครับท่านประธาน ว่าในอนาคตอาจจะอีก ๑ ปี ๒ ปีหรืออีก ๓ ปีก็แล้วแต่หรืออันใกล้ก็แล้วแต่ประเทศไทย ซึ่งมีความแตกแยกกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อหลากสีจําเป็นต้องมี กติกาใหม่ร่วมกัน กติกานั้นต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจริง ๆ ครับท่านประธาน แต่ต้อง มาจากความจริงใจและความตั้งใจและต้องเป็นที่สังคมยอมรับได้ ไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งได้ ฝ่ายหนึ่งเสียหรือฝ่ายหนึ่งเสียตลอด เพราะฉะนั้นการร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นก็อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคตซึ่งผมไม่ทราบเมื่อไร แต่ท่านผู้ประสานงานกับผมบอกอย่างไรครับ ผมบอกว่าเงื่อนไขผมมีแค่ ๒ ข้อท่านประธานครับ ข้อแรกกฎหมายนิรโทษกรรมมันเป็น ฟืนร้อนที่กําลังเกิดปัญหาขึ้นในสังคมให้ท่านหยุดไว้ก่อน ประการที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ เรื่องเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรา ๖๘ มาตรา ๑๙๐ แล้วที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ก็เป็นเรื่องร้อนประการหนึ่งเพราะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอํานาจ ท่านผู้ประสานงาน บอกว่าไม่เป็นไรหรอกครับแก้ไปก่อนแล้วค่อยมาแก้กันใหม่ทีหลัง ซึ่งผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า
ท่านสมชายขออภัย ท่านสงวนไว้
ครับผมกําลัง จะสรุปแล้วท่านประธานครับ
ในประเด็นจํานวน ของวุฒิสมาชิกแล้วก็ที่มา ท่านสงวนไว้เท่านี้นะครับ แล้วก็รู้สึกไปขัดกับหลักการตรงนั้น แต่ก็ไม่เป็นไรอะลุ้มอล่วยกัน ขอให้ท่านกระชับเถอะครับเอาเข้าประเด็น
ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวจะกระชับแล้วครับท่านประธาน อยากอธิบายความเพราะว่าจะได้เข้าใจตรงกันว่า มีเจตจํานงในเรื่อง
เข้าใจความปรารถนาดี ของท่านนะครับ แต่ทีนี้อยากให้มันอยู่ในประเด็นมันจะได้กระชับมากขึ้น ขอความกรุณา เถอะครับ
ใช้เวลาสัก อีก ๒-๓ นาทีท่านประธานครับ ก็เรียนนะครับว่าจริง ๆ แล้วผมกราบเรียนว่าการที่เราจะมี สมาชิกวุฒิหรือมีสองสภาหรือสภาเดียวสภาคู่นี่นะครับ เป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องตกลง ร่วมกัน เราจะร่างให้สมาชิกวุฒิสภาทําหน้าที่อะไร กําหนดบทบาทอย่างไร ผมคิดว่าเรา ร่างกันใหม่ได้ครับ มันอาจจะไม่มีความจําเป็นต้องมี ๒ สภาก็ได้ครับถ้ามันมีฐานที่มาของ คะแนน หรือฐานของบุคคลมาจากที่เดียวกัน ท่านประธานครับ ผมตรวจดูแล้วครับว่า สิ่งที่ต่างกันระหว่างคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านเสนอ มาใหม่นั้นต่างกันแค่ ๒-๓ ประการ ๑. คืออายุครับ อายุสภาผู้แทนราษฎรเริ่มที่ ๒๕ ปี สมาชิกวุฒิสภาเริ่มที่ ๔๐ ปี ๒. คือวุฒิปริญญาตรีกับไม่ต้องมีปริญญาตรี และ ๓. ก็คือวาระของ ผู้แทน ๔ ปี กับวาระของวุฒิสภา ๖ ปี สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการทําให้เห็นว่าฐานการได้มา ของบุคคลก็ยังมีปัญหาอยู่ มันก็ไม่ต่างอะไรครับท่านประธานว่าเราจะได้ ๒ สภาที่มาจาก ฐานเดียวกัน ผมเคยพบครับ ไปที่จังหวัดหนึ่งขอไม่เอ่ยจังหวัดนะครับ เจอที่ทําการพรรค พรรคหนึ่งมีป้ายของสมาชิก ส.ส. อยู่ ๓ ท่าน และในอาคารเล็ก ๆ หลังเดียวกันก็มีป้าย ที่ทําการของ ส.ว. อยู่ด้วย นั่นหมายความว่าเกิดอะไรขึ้นครับเพราะฐานคะแนนเดียวกัน ทําให้เราเห็นว่ามันมีที่มาจากที่เดียวกัน และท้ายที่สุดสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นก็คือการไปเลือก องค์กรอิสระหรือการตรวจสอบนั้นก็จะเกิดปัญหาขึ้น ไม่เกิดการถ่วงดุลหรือไม่เกิด การตรวจสอบซึ่งกันและกัน ผมกราบเรียนครับว่ามีความจําเป็นที่เราจะต้องพูดเรื่องที่มาของ วุฒิสภาแบบเดียวกับที่เราต้องพูดที่มาของ ส.ส. ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีปาร์ตี้ลิสต์ จํานวนเท่าไร หรือการต้องสังกัดพรรคหรือไม่ แต่สิ่งเหล่านี้ผมกราบเรียนว่าที่ผมยังเห็น ให้คงตามร่างเดิมของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งไม่ตรงกับคณะกรรมาธิการ ไม่ได้หมายความว่า อยากจะอยู่ในตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาต่อไปหรือไม่ อย่างไร เหตุผลก็คือว่าท่านไม่ได้ตัด สิทธิของผมเลย ผมยังเหลือวาระในการดํารงตําแหน่งอีก ๓ ปี ๔ เดือน เพราะฉะนั้นยืนยันครับ ว่าไม่ได้เสียประโยชน์ แล้วก็ตรวจสอบแล้วก็ตัดไม่ได้แม้ว่ามีผู้สงวนคําแปรญัตติอย่างใดก็ตาม แต่ขณะเดียวกันครับผมกลับเป็นผู้ได้ประโยชน์เสียด้วยซ้ํา เพราะถ้าผมลาออกจากสมาชิก วุฒิสภาหรือหมดวาระก็สามารถไปดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น แต่ผมคิดว่ามันเดินต่อไป ลําบากครับถ้าเราจะมีการปฏิรูปประเทศไทย เรารีบแก้ไขรัฐธรรมนูญไปเสียก่อน แล้วเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปเสียก่อน ก่อนที่เราจะเกิดสิ่งที่เราตกผลึกร่วมกันในสังคม ผมก็กราบเรียนครับว่าถึงขณะนี้ผมยังจําเป็นต้องยืนยันครับว่ายังขอให้คงตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการที่ขอให้วุฒิสภาประกอบด้วยจํานวนสมาชิกรวม ๑๕๐ คน ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดละ ๑ คน และมาจากการสรรหาโดยหักจากจํานวนที่เหลือ รวมถึงตามมาตรา ๑๑๒ ว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็กราบเรียนท่านประธานครับว่าขอยืนยันว่าจะคงให้มี ส.ว. ไว้ตามเดิมครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านชุมพล จุลใส
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๓ แล้วก็ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมได้ลงไปด้าน ห้องโถงของรัฐสภา ผมได้เดินผ่านท่านประธานรัฐสภาไป แล้วก็ท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ในการทําหน้าที่ที่ประชุมและถูกสมาชิกรัฐสภาประท้วงอย่างต่อเนื่องและเป็นไปด้วย ความวุ่นวายว่า
ท่านครับ เอาในประเด็น เราดีกว่า อันนั้นมันนอกประเด็นท่านเอาเข้าประเด็นเถอะ
ท่านประธานครับ ในประเด็นครับที่ผมจะพูด ท่านประธานจะรู้ได้อย่างไรว่าผมจะพูดอะไรครับ ท่านประธาน ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ปวดหัว มีเหนื่อยเล็กน้อย แต่โคตรเบื่อเลย ผมยืนฟังอยู่นะครับ ท่านประธานเมื่อวานนี้ ผมเรียนถามท่านประธานว่า ท่านประธานครับ ท่านคือประธาน เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัตินะครับ ท่านให้สัมภาษณ์อย่างนี้ไม่ถูกต้องครับ เพราะเขาเลือก ท่านมาทําหน้าที่ แต่ถ้าท่านเบื่อครับยังมีคนที่จะมาทําหน้าที่แทนท่านอีกหลายคน
นี่ใช่ไหมอยู่ในประเด็น เข้าประเด็นเถอะครับ ผมไม่ไปโต้แย้งกับท่าน ท่านเข้าประเด็นเถอะ
ท่านประธานครับ ก็ท่านประธานให้สัมภาษณ์อย่างนี้ถึงมีปัญหาครับ ผมเข้าประเด็นเลยครับท่านประธาน กระผม นายชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดชุมพร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแปรญัตติในมาตรา ๓ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๑๑ ซึ่งผมขอแก้ไข มาตรา ๑๑๑ วุฒิสมาชิกประกอบด้วยสมาชิก จํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละ จังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และจากการสรรหาเท่ากับจํานวนข้างต้นหักด้วยจํานวนสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ผมก็เป็นกังวลใจครับท่านประธานครับว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี้มันไปลําบากลําบนให้กับใครนักหนาครับท่านประธาน ผมว่าวุฒิสภาชุดนี้ ทําหน้าที่ได้ดีเป็นอย่างยิ่งครับ ผมขอชมเชยครับ ไม่ว่าทั้งฝ่ายเลือกตั้งและฝ่ายสรรหา ซึ่งไม่มี ประเทศไหนในโลกครับท่านประธานที่บอกว่า สมาชิกวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้ง อย่างเดียวเพื่อยึดโยงกับพี่น้องประชาชน ไม่มีหรอกครับ ท่านประธานครับ ผมไปดูครับ ในประเทศอังกฤษ ในประเทศอังกฤษนี่รัฐสภาเขามี ๒ สภาเหมือนกันครับ มีสภาสามัญ และสภาขุนนาง สภาขุนนางนี่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ตามคําแนะนําของนายกรัฐมนตรี แล้วอีกประเทศหนึ่งครับผมยกตัวอย่างครับ ประเทศมาเลเซียครับ รัฐสภาของสหพันธรัฐ มาเลเซียประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ๒๒๒ คน แล้วก็มีวุฒิสภา ๗๐ คน มาจากการสรรหาและมาจากการแต่งตั้ง นี่อย่างไรครับ เขาไม่เป็นประชาธิปไตยหรือครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานกรรมาธิการบอกว่า ยึดโยง อยู่กับพี่น้องประชาชน ผมถามครับ ถามท่านประธานนะครับ มันไม่เป็นประชาธิปไตย ตรงไหนครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านเอาเหตุผลตรงนี้มาอ้างผมว่าไม่ถูกต้องหรอกครับ ท่านประธานจําได้ไหมครับ มีการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการขอแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ให้มี สสร. มายกร่าง แต่หลังจากนั้นครับศาลรัฐธรรมนูญเบรก (Brake) เรื่องการยกร่าง รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยอ้างว่าต้องไปทําประชามติมาก่อน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นไปทํา ประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมบอกกับท่านประธานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นั้นไม่ถูกต้องครับ ไม่ถูกต้องอย่างไรครับ ท่านประธาน หลังจากศาลรัฐธรรมนูญสั่ง ก็มีบุคคล บุคคลหนึ่งนะครับก็บอกว่าถ้าเดินหน้าแก้ทั้งฉบับจะมีปัญหาถูกยื่นตีความอีกได้ ทําให้รัฐบาลล้มได้ แต่ถ้าแก้ไขก็แก้ไข
ท่านครับ ขออภัย ท่านได้สงวนเอาไว้ในกรณีจํานวนของวุฒิสภาและก็ที่มาของวุฒิสภาท่านสงวนไว้เท่านี้ เพราะฉะนั้นท่านพูดอยู่ในกรอบประเด็นที่ท่านสงวนนะครับ แล้วที่สําคัญสงวนไว้ขัดกับ หลักการ ซึ่งที่จริงอภิปรายไม่ได้ แต่ก็อะลุ่มอล่วยเพื่อให้การประชุมดําเนินไปด้วยดีนะครับ เพราะฉะนั้นท่านเข้าประเด็นแล้วก็ช่วยกระชับนะครับ ขอความกรุณาครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ทันพูดจบท่านก็ทักท้วงขึ้นมาครับ ให้ผมพูดให้จบก่อนได้ไหมครับท่านประธาน
ผมให้ท่านเข้าประเด็น ที่ท่านสงวนครับ ตามข้อบังคับครับ ท่านอย่าแย้งเลยครับ ท่านเอาเข้าประเด็นเลยดีกว่า
ถ้าอย่างนี้ ผมก็อภิปรายไม่ได้ครับท่านประธาน ผมขอเริ่มใหม่นะท่านประธานครับ มีคนพูดว่า ถ้าเดินหน้าแก้ทั้งฉบับจะมีปัญหา ถูกยื่นตีความอีกได้ ทําให้รัฐบาลล้มได้ แต่ถ้าแก้ เป็นรายมาตราก็ไม่มีปัญหา สามารถทยอยแก้ไขได้ ถ้าไม่แก้เป็นรายมาตราก็คงแก้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ คําพูดนี้คือเป็นคําพูดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่สไกป์ (Skype) เข้ามาในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย
เอาละครับ สรุปท่านจะอภิปรายประเด็นอะไร ท่านแปรญัตติเรื่องทักษิณหรือ ก็ท่านแปรญัตติในส่วน ที่จํานวนวุฒิสภา แล้วก็ที่มาเท่านั้นเอง ท่านก็พูดสิ พูดในเรื่องของจํานวนและที่มาของ วุฒิสภาแล้วผมย้ําอีกทีนะครับ เป็นการแปรญัตติขัดหลักการ ซึ่งผมได้อะลุ้มอล่วยเพื่อ การประชุมดําเนินการไปได้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นให้อยู่ในประเด็นดีกว่าครับ บรรยากาศ กําลังดีครับ เชิญต่อเถอะครับ อยู่ในประเด็นนะครับ อย่าประท้วงเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดชุมพร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผมพูดก็ไม่มีใครเสียหาย แล้วไม่ได้ทําความเสียหายให้กับใครเลย แล้วผมก็จะได้พูดถึงว่า ทําไมผมจึงได้คงร่างเดิมไว้ว่า ให้มี ส.ว. เลือกตั้งกับ ส.ว. สรรหาอย่างไร แต่ผมคิดว่าประธาน คนใหม่ขึ้นมาทําหน้าที่ก็คงให้โอกาสผมพูดนะครับ เพราะท่านใจดีครับ
ก็พูดตามที่ท่านขอแปรญัตติไว้ นะครับ
ผมก็พูดตามที่ผม แปรญัตติไว้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ให้ผมพูดเลยก็ทําอย่างไรได้ครับ ท่านประธานครับ เมื่อผมยืนยันตามหลักการมันเป็นเอกสิทธิ์ของผมนะครับในฐานะที่ผมแปรญัตติไว้
ไม่ บางเรื่องคือท่านขอ แปรญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ นะครับ ท่านอภิปรายตรงนั้น ถ้าท่านจะพูด ถ้าพูดนอกเรื่อง เดี๋ยวผมขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ ก็คือท่านต้องยกเว้นข้อบังคับการประชุมนะครับ ผมถึงบอกว่าอยากอะลุ้มอล่วย ไม่ต้องหรอกครับ ท่านว่าต่อเลยครับ ไม่ต้องประท้วงครับ ท่านว่าต่อครับ ผมยังไม่ได้ทําอะไรผิดนะครับ เชิญท่าน เชิญชุมพลว่าต่อครับ
มีคนประท้วงครับ ท่านประธานครับ
ก็ท่านประท้วงกันเอง นี่ท่านประท้วงผมหรือครับ เชิญครับ ประท้วงว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานครับ ผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา คือที่ผมประท้วงนี่ ท่านประธานจะบอกว่าท่านยังไม่ได้ทําอะไรก็ไม่ใช่ครับ เพราะว่าผมประท้วงผู้ทําหน้าที่ประธานในตําแหน่ง ทีนี้ผมคิดว่ากรณีที่เพื่อนสมาชิกกําลัง อภิปรายอยู่นี้มันเป็นเหตุผลประกอบในการที่ทําไมท่านถึงมีเหตุผลที่จะอธิบายต่อว่า ท่านไม่สนับสนุนร่างนี้เพราะอะไรอย่างไร ซึ่งถ้าจะบอกว่าให้พูดตามเฉพาะที่แปรญัตติไว้ ตรงนั้น ไม่อย่างนั้นท่านให้สมาชิกทุกท่านลุกขึ้นอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนก็จบแล้วครับ มันไม่ใช่ ผมคิดว่าท่านต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกได้พูดในเหตุผลที่เขาต้องการจะพูดครับ ขอบพระคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ คือพูดได้ ก็คือท่านอ้างเหตุและผล แต่ว่าอย่าไปก้าวล่วงถึงคนอื่น ว่าไปเลยครับท่าน เชิญต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ กระผม นายชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดชุมพร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมยังยืนยันหลักการเดิมว่าสมาชิกวุฒิสภาต้องมาทั้งการเลือกตั้ง และการสรรหา ที่ผมพูดเหตุผลตรงนี้ไม่ใช่ผมไม่นิยมความเป็นประชาธิปไตยนะครับ ท่านประธานครับ เพราะจากที่ผมยกตัวอย่าง ที่ผมบอกท่านประธานว่า ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ไม่จําเป็นต้องสมาชิกวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ท่านประธานครับ ท่านประธานก็เคยเห็นแล้วนะครับว่าในยุครัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีที่มาอย่างไร เมื่อสักครู่ ท่านวุฒิสมาชิกท่านหนึ่งได้พูดว่าในยุคนั้นสมัยนั้นมีการจ่ายเงินจ่ายทองให้กับสมาชิกวุฒิสภา และเป็นที่มาของสภาทาสครับ แต่ ณ วันนี้มันยิ่งกว่านั้นครับ ท่านประธานครับ ลักษณะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างนี้นั้นมันจะเป็นลักษณะที่แก้ไขที่กินรวบประเทศไทยครับ ผมจะอธิบายท่านประธานว่า กินรวบประเทศไทยอย่างไร ถึงอย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นั้นท่านบอกว่าให้มาจากการเลือกตั้ง ตั้ง ๒๐๐ คน ร่างของคณะกรรมาธิการการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คน ผมเข้าใจได้ครับ ดังที่เพื่อนได้อภิปรายกัน มาตลอดว่ามันเอื้อผลประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองหนึ่ง มันเอื้อผลประโยชน์กันครับ เพราะอํานาจของวุฒิสภานั้นมันมีมากครับ ที่ประธานคณะกรรมาธิการบอกว่าเขาเอาขนม ใส่เข่งมา เราไม่เลิกได้ เราต้องไปหยิบที่เขาใส่เข่งมา และมาเลือก ผมว่าไม่ใช่หรอกครับ ท่านประธานครับ อํานาจของวุฒิสภานั้นมีมากครับ มี ๖ ข้อ ใหญ่ ๆ มี ๑. ด้านนิติบัญญัติ ๒. ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ๓. ให้ความเห็นชอบในเรื่องสําคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ของแผ่นดิน ๔. พิจารณาเลือกแต่งตั้งให้คําแนะนํา ให้ความเห็นชอบบุคคล ในองค์กรตรวจสอบ ๕. ถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง ๖. บทบาทและอํานาจหน้าที่ อื่น ๆ แต่ที่น่าสนใจท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เขาบอกว่า ลูกเมียลงสมัครได้ ผัวกับเมียลงสมัคร ส.ว. ได้ ท่านประธานครับ เหตุผลนี้ก็เป็น เหตุผลหนึ่ง แล้วถ้าเกิดว่าผัวเป็นรัฐมนตรี เมียเป็น ส.ว. เป็นประธานตรวจสอบทุจริตผัว ทําได้ไหมครับท่านประธานครับ นี่ละครับ ผมถึงบอกเป็นที่มาที่ว่ามันไม่บริสุทธิ์ครับ มันไม่ใช่ เป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตย ผมก็สงสัยเหมือนกันครับ ว่าวิธีการอย่างนี้นั้น มันเป็นประชาธิปไตยแล้วหรือครับ ลูกกล้าตรวจสอบพ่อที่เป็นรัฐมนตรีไหมครับ หรือท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเกิดประธานรัฐสภาซื้อนาฬิกามาเรือน ๗๕,๐๐๐ บาท แล้วก็ตั้งให้เลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้ตรวจสอบ ประธานรัฐสภากล้าไหมครับ นี่ผมยกตัวอย่างครับ แล้วก็นาฬิกาเรือน ๗๕,๐๐๐ บาท ของสภาก็มีจริงครับ พี่น้องประชาชนที่บ้านผมเขาบอกว่าเขาอยากเห็นนาฬิกาเรือน ๗๕,๐๐๐ บาท ทําไม มันแพงนักหนาครับ เขาถามผมว่ารุ่นอะไร ผมก็ตอบไม่ถูกครับ แต่ผมตอบไปว่ารุ่น โกงบ้านกินเมืองครับ นี่ละครับท่านประธานครับ ถึงเป็นที่มาว่าการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ผมไม่เห็นด้วย และนี่ละครับ ที่ผมบอกว่าจะเป็นลักษณะการกินรวบประเทศไทย ที่หลาย ๆ คนบอกว่า ณ วันนี้นั้น
ท่านจิรายุประท้วงแล้ว เชิญครับ
ท่านประธานครับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านประธานฟังไม่สะดุ้งบ้างหรือครับ เขาบอกนาฬิกาท่านประธาน โกงบ้านกินเมือง ยังไม่ได้ชี้แจงกันเลยนะครับ คณะกรรมการก็ยังไม่ได้สอบ ขอให้ ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับว่า ให้ผู้อภิปรายได้ถอนคําพูดนี้ก่อน เดี๋ยวบันทึกไปแล้ว มันยุ่งท่านประธานครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ เขาพูด เกี่ยวพันไปเรื่อยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านยกตัวอย่างท่านก็ยกไปเรื่อยนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านกรุณายกอย่างอื่นนะครับ อะไรที่ผลการสอบยังไม่ปรากฏชัด ท่านอย่าไปพูด ท่านกรุณา นะครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดชุมพร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมยังไป ไม่ได้หรอกครับท่านประธานครับ ที่ผมยกตัวอย่างเป็นตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นว่าถ้า ส.ว. เลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คน แล้วก็ผมก็อธิบายถึงว่าพ่อลูก ผัวเมีย และมาถึงการยกตัวอย่าง และผมไม่ได้ไปเจาะจงว่าใคร เป็นการยกตัวอย่าง และยกตัวอย่างถึงนาฬิกาของรัฐสภาว่า เรือนละ ๗๕,๐๐๐ บาท พี่น้องเขาถาม เพราะว่าอยากจะเห็นว่าอยู่แบบไหน ๗๕,๐๐๐ บาท และเขาถามว่า ส.ส. รุ่นอะไร ผมก็บอกว่ารุ่นโกงบ้านกินเมือง นี่เป็นความคิดของผมไหมครับ ก็ผมไปตอบกับชาวบ้าน แล้วใครเสียหายครับ ผมว่าไม่มีใครเสียหายนะครับท่านประธาน
ไม่เสียหายก็ไม่เสียหาย เขายังไม่ทันสอบเลยครับ ท่านอย่าเพิ่งไปคิด อย่าไปสอบเลย รอผลสอบหน่อย ผมก็อยากจะ รู้เหมือนกันนะครับ เชิญท่านอภิปรายต่อครับ
ผมก็ลืมหมดเลย ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดชุมพรนะครับ ผมดีใจครับที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ โดยเฉพาะ ส.ว. เลือกตั้ง ส.ว. สรรหาหลายคนครับ ที่เห็นแก่ความถูกต้องของชาติบ้านเมือง ที่เห็นแก่ความถูกต้อง แล้วก็อย่างน้อยนะครับ ผมยกตัวอย่างได้เต็มปากเต็มคํา ที่ขออนุญาตต้องเอ่ยนามคือ ส.ว. สมาชิกวุฒิสภา ท่านรสนา โตสิตระกูล นะครับ อันนี้ผมยกตัวอย่างได้เต็มปากเต็มคําเพราะอะไรครับ เพราะผมยกตัวอย่างให้เห็นว่าท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ผมพูดตรง ๆ ว่าท่านมีส่วนได้เสียมาก นี่ผมยกตัวอย่างท่านนะครับ ก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียหาย แต่ท่านบอกว่า ท่านก็ไม่เห็นด้วยเลย ท่านรสนานี่ครับเป็นผู้ที่กล้าหาญ สู้เพื่อพี่น้องประชาชน ผมยกตัวอย่าง ท่านเป็นประธานกรรมาธิการสามัญวุฒิสภากล้าตรวจสอบ ปตท. ที่มีงบประชาสัมพันธ์ มหาศาล ทํากิจกรรมปิดปากสังคม สร้างภาพว่าเป็นคนดี ท่านกล้าตรวจสอบเรื่องต้นทุน ในการทําธุรกิจของ ปตท. ท่านประธานครับ ตรวจสอบเรื่อง ปตท. ที่ผลักภาระค่าแก๊สหุงต้ม ให้ประชาชนแบกรับภาระเอง เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ข้าวแกงจานละ ๔๐ บาท คนจนจะ อยู่ไหวหรือครับ นี่คือท่านรสนา ซึ่งเป็น ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง นี่อย่างไรครับในส่วนของ ส.ว. สรรหาที่ดี ๆ มีเยอะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยเลยที่จะให้ สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คน แล้วก็ผมก็เป็นกังวลใจครับท่านประธาน ที่ผมบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญลักษณะอย่างนี้เป็นลักษณะค่อย ๆ กินรวบประเทศไทย ไปทีละเล็กทีละน้อย และไปจนถึงการที่มีคนบางคนที่เป็นประธาน นปช. ที่เคยพูดในเวที เสื้อแดงว่าเราจะสร้างรัฐไทยใหม่อย่างไรครับท่านประธานครับ นี่ละครับเป็นอันตราย ผมเลยบอกว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คนครับ ผมยังยืนยัน หลักการเดิมว่ามาจากการเลือกตั้ง ๗๗ สรรหา ๗๓ ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านชุมพลครับ ขอบคุณมาก ต่อไปนะครับ อาจารย์ตรึงใจครับ อยู่ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิก วุฒิสภาสรรหา ภาควิชาการ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขออภิปรายในมาตรา ๓ การแก้ไข รัฐธรรมนูญเพิ่มเติมในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ โดยดิฉันจะขอแยกพูดเป็น ๒ ประเด็น
ประเด็นแรกคือการเพิ่มจํานวน ส.ว. จาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน ซึ่งดิฉัน ได้แปรญัตติให้มีจํานวน ๑๕๐ คนเท่าเดิม
ประเด็นที่ ๒ คือที่มาของ ส.ว. ดิฉันได้แปรญัตติให้มี ส.ว. สรรหาเหมือนเดิม
ดิฉันจะขอพูดถึงการเพิ่มจํานวนของ ส.ว. ก่อนว่าจํานวน ๒๐๐ คนนั้นมัน มากเกินไป โดยจะขอเปรียบเทียบจํานวน ส.ส. และ ส.ว. ของประเทศที่เจริญแล้ว ในบางประเทศซึ่งมีดังนี้นะคะ ตอนนี้มีตัวเลขเยอะหน่อย ตั้งใจฟังหน่อยนะคะ ประเทศญี่ปุ่น มีประชากร ๑๒๗,๗๐๐,๐๐๐ คน ๒ เท่าของประเทศไทย แต่มี ส.ส. เพียง ๔๘๐ คน น้อยกว่าเมืองไทยนะคะ ส.ว. มี ๒๔๒ คน มากกว่าที่ท่านเสนอเพียง ๔๒ คน แต่อย่าลืมว่า ประชากรของเขามากกว่าเรา ๑ เท่าตัวค่ะ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีประชากร ๓๑๘,๗๐๐,๐๐๐ คน เกือบ ๕ เท่าของประเทศไทย มี ส.ส.เพียง ๔๓๕ คน และ ส.ว. มีเพียง ๑๐๐ คน น้อยกว่าประเทศไทยทั้ง ส.ว. และ ส.ส. ประเทศออสเตรเลีย มีประชากร ๒๓,๔๐๐,๐๐๐ คน น้อยกว่าประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่ง แต่มีจํานวน ส.ส. เพียง ๑๕๐ คน และ ส.ว. มีเพียง ๗๖ คน ขอยกตัวอย่างแค่นี้นะคะ ท่านจะได้ทราบว่าจากข้อมูล เพียง ๒-๓ ประเทศนี้ แสดงให้เห็นว่าประเทศที่เจริญแล้ว ไม่จําเป็นที่จะต้องมีจํานวน ส.ว. และ ส.ส. มากเกินความจําเป็น เพราะฉะนั้นดิฉันจึงขอยืนยันว่าจํานวน ส.ว. ๑๕๐ คน ก็เหมาะสม แล้วก็มากเกินพอแล้วค่ะ ดิฉันก็อยากจะทราบเหตุผลจากผู้เสนอ และกรรมาธิการเสียงข้างมากที่เสนอให้มี ส.ว. เลือกตั้งถึง ๒๐๐ คน เพราะไม่แน่ใจว่า ท่านต้องการเสียงสนับสนุน ซึ่งมาจากฐานเสียงของท่านให้มีเสียงข้างมากในสภาหรือเปล่า จํานวน ส.ว. ถึง ๒๐๐ คนนี้ ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกมาก อย่าลืมว่าวุฒิสภา ๑ คน จะต้องมีทั้งผู้ชํานาญการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้ช่วยอีก ๗-๘ คน เพราะฉะนั้น จํานวนวุฒิสภา ๑๕๐ คนนี้ ก็มากพอแล้ว เหมาะสมแล้ว ถ้าท่านคํานึงถึงงบประมาณของ ประเทศชาติไม่ถลุงภาษีอากรของประชาชน ท่านไม่ควรแม้แต่จะคิดเพิ่มจํานวนของ สมาชิกวุฒิสภา หากท่านเสนอเพิ่มจํานวน ส.ว. ท่านก็ควรจะไปลดจํานวน ส.ส. ลง ท่านเห็นด้วยไหมคะ ดิฉันขอกราบเรียนว่า ส.ส. ก็มีทั้ง ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง และ ส.ส. แบบสัดส่วน ส่วนที่เรียกว่าปาร์ตี้ ลีสต์ ซึ่ง ส.ส. แบบสัดส่วนก็ได้รับการแต่งตั้งมาจากพรรค และให้ประชาชนรับรองอีกที ถ้าท่านต้องการให้มี ส.ว. เลือกตั้ง เราก็ถอยหลังกลับไปเหมือน เมื่อหลายปีที่แล้ว เหมือนสมัยสภาผัวเมีย สภาทาส ต่างกันเพียงแต่ว่าสมัยปัจจุบันอาจจะได้ สมญานามใหม่ ซึ่งเราคงจะได้ยินมาแล้ว เดี๋ยวนี้เขาก็เริ่มจะเรียกว่าสภาอะไร ซึ่งถ้ามีแต่ ส.ว. เลือกตั้งก็จะหนีไม่พ้นสมญานามนั้นอย่างแน่นอนค่ะ ดิฉันอยากจะขอเตือนไว้นะคะ ส.ว. มีหน้าที่ตรวจสอบและกลั่นกรองกฎหมาย ถ้า ส.ว. ไม่มีคนหลากหลายอาชีพที่มี ความเชี่ยวชาญในอาชีพนั้น ๆ แล้ว จะไปพิจารณากฎหมายว่าถูกต้องได้อย่างไร ยกตัวอย่าง กฎหมายเกี่ยวกับคนพิการ ถ้าไม่มี ส.ว. เช่น ท่านมณเฑียร บุญตัน ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน กฎหมายนั้นก็จะไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ซึ่งแม้แต่ในรัฐสภาเองก็เห็นความสําคัญ ของคนพิการถ้าท่านมองไปที่จอก็จะเห็นว่าได้มีล่ามภาษามือด้วย ขณะนี้ก็มีการพิจารณา พ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ถ้าไม่มีผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะทางเข้ามาเป็น ส.ว. จะพิจารณา กฎหมายมหาวิทยาลัยเหล่านั้นได้อย่างไร การแก้ไขที่มาของ ส.ว. ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูสภาทาส สภาผัวเมียให้คืนชีพ ซึ่งจะส่งผลกระทบทางการเมือง เพราะการให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง อย่างเดียว ส่วนใหญ่คนที่ได้รับการเลือกตั้งก็มักจะมาจากฐานเสียงของพรรคการเมือง อาจจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองด้วยซ้ํา ซึ่ง ส.ว. เหล่านี้ก็จะตอบแทน พรรคการเมืองที่สนับสนุนตนเอง หรือสนับสนุนคนที่แนะนําสั่งการนะคะ เมื่อวานนี้ ท่านประธานกรรมาธิการชี้แจงว่าประชาชนเดี๋ยวนี้ตื่นตัวไม่ถูกชี้นํา ดิฉันขอเถียงว่าไม่จริง หรอกค่ะ เพราะตอนนี้ก็มีประชาชนถูกชี้นําโดยโรงเรียน นปช. อยู่ตลอดเวลา ชี้นําในเรื่อง ประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยในระบอบของท่าน แถมยังมีการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อเพิ่มความแตกแยกเข้าไปอีก ดิฉันก็คิดว่าการที่ให้มี ส.ว. หลากหลายนี้จะดีกว่านะคะ ประชาชนควรจะต้องได้รับความรู้ในเรื่องประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ประชาธิปไตยของ พรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะฉะนั้นประเทศไทยประเทศของเราจะเป็นประชาธิปไตยได้ดิฉัน คิดว่าเรายังต้องรอเวลา เราต้องมีประชาชนที่มีความรู้อย่างทั่วถึง ปัจจุบันนี้ประชาธิปไตย ด้วยการเลือกตั้งอย่างเดียวดิฉันคิดว่ายังไม่เหมาะสมกับประเทศไทยค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ขณะนี้ความแตกแยกทั้งในสภาและบ้านเมืองกําลังเริ่ม รุนแรงมากขึ้น เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราต่าง ๆ มาตราที่เรากําลังอภิปรายอยู่นี้ นับว่ายังไม่รุนแรงมากนะคะ ยังมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายมาตราอื่น ๆ ที่รัฐบาล กําลังจะเสนอเข้าสู่สภา เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง นักการเมือง และประโยชน์ ส่วนบุคคล ดิฉันคิดว่ารังแต่จะสร้างความแตกแยกร้าวฉานให้กับคนในประเทศ เราคงจะต้อง ดูกันต่อไปค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณอาจารย์มากนะครับ ท่านสงกรานต์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมจะอภิปรายในมาตรา ๓ เกี่ยวกับเรื่องที่มาของ ส.ว. นะครับ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยตามที่ได้มีการแก้ไขที่จะให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๒๐๐ คน โดยการเลือกตั้ง สิ่งที่ผมขอแปรญัตติไว้ก็คือผมขอให้มีการเลือกตั้งเป็น ๒ แบบ คือ ใน ส.ว. ๑๐๐ ท่านแรกนั้นให้มาจากการเลือกตั้ง แล้วอีก ๑๐๐ คนให้มาจากกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ ๑๐ องค์กร ซึ่งผมจะไม่ลงในรายละเอียดนะครับ สาเหตุที่ผม ขอแปรญัตติเพื่อจะให้มีการเลือกตั้งทั้งจากประชาชนโดยตรงและจากกลุ่มองค์กรต่าง ๆ นั้น ผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ท่านเห็นนะครับว่าถ้ามีการเลือกตั้งจากประชาชน โดยตรง จํานวน ๒๐๐ ท่าน แล้วมันจะแตกต่างอะไรจากการเลือกตั้ง ส.ส. ครับ และเท่าที่ ทราบมาจากที่ท่านเขียนไว้ก็คือว่าวุฒิสมาชิกนั้นลงแล้วสามารถลงใหม่ได้ก็ยิ่งไม่แตกต่างกัน เลยครับ เพราะว่าการเลือกตั้งทุกครั้งอย่างที่หลายท่านทราบดีครับว่าคนที่จะได้รับ การเลือกตั้งนั้นไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียงหรือดีอย่างเดียวนะครับ แต่ต้องเป็นคนที่มี พรรคพวกด้วย ฉะนั้นการที่เราให้มีการเลือกตั้งจากจํานวน ๒๐๐ ท่านทั้งหมดก็จะไม่ได้ แตกต่างอะไรเลย แต่สิ่งที่แตกต่างชัดเจนที่เห็นก็คือว่าอํานาจของ ส.ว. นั้นต่างจาก ส.ส. ค่อนข้างเยอะนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอํานาจที่ท่านกําหนดไว้ว่ามีสิทธิที่จะตรวจสอบ องค์กรอิสระแล้วก็แต่งตั้งตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์กรอิสระได้นั้นเป็นอํานาจหน้าที่ ส.ส. ไม่มี ในส่วนนี้นะครับ ฉะนั้นการที่จะเลือกโดยจากการเลือกตั้งทั้งหมดผมคิดว่าไม่เหมาะนะครับ ผมคิดว่า ส.ส. แล้วก็ ส.ว. ต้องมีความแตกต่างกันครับ สิ่งที่ผมเสนอก็คือว่าใน ๑๐๐ คน ที่มานั้นควรจะให้โอกาสกับกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เพื่ออย่างน้อยให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการ เข้าไปพิจารณาทบทวนตรวจสอบกฎหมายต่าง ๆ คนเหล่านี้นะครับ บางครั้งบางกลุ่ม เป็นกลุ่มที่มีความรู้ความสามารถ แล้วต้องการที่จะไปดูแลผลประโยชน์ของกลุ่มของตัวเอง ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา แต่ไม่สามารถที่จะเข้าไปได้โดยการเลือกตั้งตามปกตินะครับ เพราะอย่างที่ผมเรียนว่ามันมีองค์ประกอบหลายอย่าง นี่คือข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ เรื่องโอกาสครับ อย่างที่ผมเรียนเมื่อกี้ว่าถ้าท่านใช้การเลือกตั้ง ทั้งหมด ท่านก็จะได้ ส.ว. แบบที่ท่านเห็น เมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อนครับ ก็จะมีมาจาก หลายส่วน หลายภาคนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านเห็นและผมคิดว่าในเมื่อท่านทํากับ ส.ส. ทําไมท่านไม่ทําแบบเดียวกันกับ ส.ว. เพราะ ส.ส. ก็เหมือนกันครับ ส.ส. นั้นมีทั้งจาก บัญชีรายชื่อและจากการเลือกตั้ง สาเหตุหนึ่งที่เราบอกว่าเราให้มี ส.ส. จากบัญชีรายชื่อ เพราะเราบอกว่ามีคนบางกลุ่มที่มีความรู้ ความสามารถ มีความพร้อมที่จะทํางาน แต่อาจจะ ไม่ชํานาญหรือไม่เชี่ยวชาญในด้านการที่จะไปพบปะผู้คนจํานวนมาก ๆ เราก็จัดพวกเขา ให้ไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ และเราก็เลือกทั้ง ส.ส. จากการเลือกตั้งและจากบัญชีรายชื่อเข้ามา พร้อมกัน ถ้ายึดหลักการนี้นะครับ ส.ว. ก็เหมือนกันครับ ทําไมเราไม่เปิดโอกาสให้ ๑๐๐ คน ได้มาจากกลุ่มต่าง ๆ แล้วถ้าเกิดแตกต่างจากครั้งที่แล้วก็คือว่าถ้าจะมีข้อครหาว่า ในการเลือกตั้ง ส.ว. ชุดที่แล้วจากการแต่งตั้งนั้นมีคณะกรรมการสรรหาเพียงไม่กี่คนที่มีสิทธิ เลือกถึง ๗๐ กว่าคน เที่ยวนี้เราสามารถแก้ไขได้ครับ เราให้แต่ละกลุ่มได้มีโอกาสคัดเลือก แต่ละกลุ่มของตัวเองมาเองนะครับ และนําเสนอขึ้นมาโดยการเลือกจากทั้งประเทศ นั่ นก็เหมือนกับเป็นตัวแทนของประชาชนเหมือนกันครับ แต่เป็นตัวแทนเฉพาะวิชาชีพของ แต่ละวิชาชีพ นั่นคือข้อที่ ๒ นะครับ
ข้อที่ ๓ ท่านประธานครับ ท่านรู้ครับว่าการเป็น ส.ส. กับ ส.ว. แตกต่างกัน ส.ส. นั้นมีสังกัดพรรค มีการรวมกลุ่มกัน มีการปรึกษาหารือกัน แล้วก็มีการพูดคุยกันตลอดว่า จะทําอย่างไรบ้าง แต่ ส.ว. นั้นไม่มีพรรคครับ ถ้าท่านให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มันหลีกหนีไม่ได้ว่า ส.ว. หลายท่านอาจจะต้องวิ่งหาพรรคการเมือง เพื่อจะหาฐานเสียง ของตัวเอง เมื่อได้รับการเลือกตั้งมาแล้วเขาก็หนีไม่ออกหรอกครับ ต้องฟังคนที่สามารถช่วย ให้เขาได้เป็น ส.ว. มา ฉะนั้นเราจะได้ ส.ว. บางส่วนที่ต้องอิงอยู่กับอํานาจหรือผู้มีอิทธิพล ในท้องที่ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่ามันไม่ดีกับระบบของเรา ไม่ดีกับประเทศของเรา ส.ว. ที่เราจะได้ มานั้นควรจะเป็น ส.ว. ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับผู้ใดนะครับ และที่สําคัญที่สุด ท่านเปิดช่องให้เขาสามารถเป็นต่อได้ ซึ่งอันนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะว่าการเปิดช่อง ให้เป็นต่อได้ นั่นเท่ากับเป็นการเปิดประตูให้ ส.ว. เหล่านั้นว่าถ้าอยากได้รับเลือกตั้ง เที่ยวต่อไปต้องทําให้ประชาชนรัก ต้องทําให้ฐานมวลชนรัก ซึ่งอันนั้นจะไปขัดแย้งกับสิ่งที่เรา ตั้งใจให้ ส.ว. ได้ทํางาน เพราะ ส.ว. ต้องเป็นกลาง ต้องคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลัก ต้องทําโดยคิดถึงประชาชนของประเทศทั้งหมด ฉะนั้นถ้าเกิดเราได้ ส.ว. ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดแล้วผมคิดว่าความเป็นกลางตรงนี้หาไม่ได้หรอกครับ ทั้งหมดเป็น ๓ เรื่อง ที่ผมใช้เหตุผลที่ผมอยากจะขอให้วิธีการเลือกตั้งโดยการใช้ ๑๐๐ คนมาจากการเลือกตั้ง โดยตรง และอีก ๑๐๐ คนมาจากสภาวิชาชีพต่าง ๆ ขอบคุณครับ
ไปที่ท่านมณเฑียรนะครับ แล้วก็กลับมาที่ท่านศรีสมร อยู่ทุกคนนะครับ จะได้เตรียมตัวไว้ ท่านมณเฑียรครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตท่านประธานก่อนครับว่า แม้ว่าการอภิปราย ครั้งนี้ของกระผมนั้นเป็นการอภิปรายในส่วนของมาตรา ๓ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของจํานวน และที่มาของวุฒิสภา แต่เนื่องจากว่ามันมีเหตุผล ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับร่างของคณะกรรมาธิการนะครับ เพราะฉะนั้นหากมีการอภิปรายโยงถึงมาตราอื่นบ้าง ไม่ได้เป็นเจตนาที่จะทําให้ที่ประชุมเสียเวลาครับ แต่จะเป็นด้วยว่ากระผมจําเป็นต้องหยิบยก เหตุผลประกอบ และกระผมจะพยายามอย่างเต็มที่สุดที่จะไม่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้ได้รับ ความเสียหายครับ เพื่อป้องกันการประท้วงในระหว่างการอภิปราย
ประการแรกครับ ผมคิดว่าเราใช้คําว่า ประชาธิปไตยกันมากในขณะนี้ ซึ่งผม ก็ยอมรับนะครับ ว่าประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา เป็นระบอบการปกครอง ที่ดีที่สุด หรือเลวน้อยที่สุด แต่ว่าถ้าเราจะลองพิจารณาแล้วประชาธิปไตยนั้นก็มีวิวัฒนาการ ประชาธิปไตยในปัจจุบันหรือหลายท่านอาจจะมองว่าเป็นประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้น โดยทั่วไปแล้วเราจะพูดถึงประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมควบคู่กับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ในอดีตหลายสิบปีก่อนเราอาจจะคุ้นเคยกับคําว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทน เป็นส่วนใหญ่ แน่นอนครับ ขณะนั้นสังคมยังไม่สลับซับซ้อน ลักษณะภูมิศาสตร์ทําให้การมีส่วนร่วม ของประชาชนนั้นเป็นไปด้วยความยากลําบาก แต่ว่าเมื่อสังคมมีความสลับซับซ้อน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมีมากขึ้น ระบบสื่อสารดีขึ้น การมีส่วนร่วม ของประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ ก็มีมากขึ้นเป็นธรรมดา ประชาธิปไตยแบบตัวแทนอย่างเดียว จึงไม่เพียงพอครับ นอกจากนี้ประชาธิปไตยแบบสมัยใหม่ในระดับในองค์การสหประชาชาติ เท่าที่ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับผู้รู้หลายท่านนี้ ท่านบอกว่า ใช้คําว่า ประชาธิปไตย หรือดีมอคเครซี (Democracy) อย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอเสียแล้ว ด้วยสังคมที่ สลับซับซ้อนขณะนี้มีการแนะนําให้ใช้คําว่าประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลครับ ดีมอคเครซี แอน กู๊ด โกเวอร์แนนซ์ (Democracy and Good Governance) เป็นคําที่ได้รับการส่งเสริม ชี้ชวนให้ประเทศต่าง ๆ ได้นําไปพิจารณาปฏิบัติมากขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงคําว่า ประชาธิปไตยในยุคนี้จึงจําเป็นต้องพูดถึงธรรมาภิบาลไปในคราวเดียวกัน นั่นเป็นประการแรก ที่สนับสนุนการแปรญัตติของกระผม
ประการต่อมาก็คือ คําว่า การยึดโยงกับประชาชน ซึ่งเป็นเหตุผลของ คณะกรรมาธิการที่ท่านได้กําหนดหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็เพื่อให้สมาชิก วุฒิสภานั้น มาจากการเลือกตั้งของราษฎร ซึ่งกระผมเห็นด้วยนะครับ ผมคิดว่าแม้ว่า การเลือกตั้งไม่ได้เป็นทุกเรื่องของประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยนั้น หมายถึงการได้มา ซึ่งอํานาจและการใช้อํานาจ ตลอดจนการตรวจสอบการใช้อํานาจ ดังนั้นเมื่อท่านพูดถึงคําว่า ยึดโยงกับประชาชร โดยกําหนดว่าเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน เช่นเดียวกันสภาผู้แทนราษฎร นี่ละครับที่เป็นปัญหาครับ เพราะกระผมคิดว่า คําว่า ยึดโยงกับประชาชนนั้น ในสังคมประชาธิปไตยแบบไทยเท่าที่ผ่านมาท่านอาจจะ ให้น้ําหนักกับคําว่า การยึดโยงกับประชาชน โดยอาศัยพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ท่านจึงให้ ความสนใจไปยังเขตเลือกตั้งที่กําหนดตามพื้นที่อย่างไรครับ และข้อเสนอของท่านที่ได้เสนอ ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็กําหนดโดยเขตพื้นที่เช่นกันครับ การกําหนด โดยเขตพื้นที่นี้ สมัยก่อนก็คงไม่มีคนหยิบยกเรื่องปัญหาขึ้นมาพูดเท่าไรครับ แต่ต่อมาก็ได้ พิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอที่จะทําให้เกิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมหรือประชาธิปไตย และธรรมาภิบาล เพราะว่าประชาชนนั้น ไม่ได้ประกอบกันขึ้น โดยอาศัยพื้นที่เป็นหลัก เท่านั้นนะครับ ประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้น ได้คํานึงถึงกลุ่มประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่เพื่อน สมาชิกหลายท่านได้ใช้คําว่า กลุ่มสาขาอาชีพ แต่กระผมขอหลีกเลี่ยงไม่ใช้ เพราะว่ากลุ่มประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อาจไม่ได้หมายถึงเฉพาะ โดยพื้นฐานของสาขาอาชีพอย่างเดียวครับ อาจจะหมายถึงกลุ่มสตรี กลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มคนพิการ กลุ่มคนเปราะบางทางสังคมอีกมากมายครับ เพราะฉะนั้นกลุ่มต่าง ๆ ทางสังคมนั้นมีโครงสร้าง มีที่มาแตกต่างกัน ในการพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การยึดโยงกับประชาชนจึงจําเป็นต้องยึดโยงทั้งเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ แต่สิ่งที่ท่านกําลังเสนอที่จะนําการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาไปสู่ การเลือกตั้งในลักษณะเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้นําเสนอเฉพาะเชิงพื้นที่ อย่างเดียวครับ แม้กระทั่งในสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นต้นมาครับ รัฐธรรมนูญก็ได้กําหนดให้มีที่มาของ ส.ส. ถึง ๒ ประเภทซึ่งกระผมจะไม่กล่าวโดยละเอียด เพราะว่าหลายท่านได้กล่าวไปแล้ว เพียงแต่ว่าเสียดายครับ ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปีก่อน กระผมได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะอธิบายรายละเอียดของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อนั้น ให้สะท้อนความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มประชากร แต่ข้อเสนอของกระผมไม่ได้รับการ พิจารณาโดยสภาแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ทีนี้ในกรณีวุฒิสภาครับ กระผมคิดว่าข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการนั้นดูจะมองว่าการเลือกตั้งแบบเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นคําตอบซึ่งกระผมไม่เห็นด้วยครับ กระผมได้แปรญัตติในลักษณะที่ว่าการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภานั้นให้มีจํานวน ๑๕๐ คน ซึ่งโดยจํานวนแล้วผมคิดว่าจํานวน ๑๕๐ คนนั้นน่าจะ เหมาะสมกับทั้งสภาพปัจจุบัน สัดส่วนที่ไม่มากไม่น้อยเกินไปกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และไม่เป็นการเพิ่มภาระงบประมาณแผ่นดินนะครับ แม้ว่าในการสร้างอาคารรัฐสภา แห่งใหม่ท่านอาจจะสร้างเผื่อไว้ก็ตามนะครับ แต่ผมคิดว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องไปเพิ่มนั้น สมาชิกหลายท่านก็ได้พูดไปแล้ว ผมจะไม่ใช้เวลามาก แต่ว่าวิธีการที่ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาครับ ซึ่งเดิมทีกระผมเองก็คัดค้านตั้งแต่ขั้นรับหลักการแล้วว่า กระผมไม่เห็นด้วยกับ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพราะว่ากระผมกลัวเสียประโยชน์ครับ เพราะว่า การแก้ไขในครั้งนี้ไม่มีผลต่อตัวกระผมเองแต่ประการใด แต่จะมีผลกระทบไปถึง กลุ่มประชาชนซึ่งเขามีโอกาสได้เสนอรายชื่อคนเข้ามารับการสรรหาในปัจจุบัน หรือแม้ว่า จะกลายเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ไม่ได้กําหนดวิธีการเลือกตั้งที่ครอบคลุมกลุ่มประชาชน เชิงประเด็นด้วย คนเหล่านี้เขาสูญเสียโอกาสโดยสิ้นเชิงครับ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ต่าง ๆ พี่น้องกลุ่มเปราะบางทางสังคม หรือแม้กระทั่งกลุ่มอาชีพ สตรีซึ่งก็ต้องยอมรับว่า มีสัดส่วนน้อยมากในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ โดยระบบการเลือกตั้งแบบเหวี่ยงแห ไม่มีหลักประกันความเท่าเทียมอยู่แล้วนะครับ เพื่อสร้างหลักประกันในการให้เกิดความ เท่าเทียมจําเป็นต้องออกแบบระบบที่มาให้ชัดเจนนะครับ ในการแปรญัตติของกระผมนั้น ผมได้ใช้หลักการในทํานองเดียวกันกับการได้มาซึ่งวุฒิสภาจากการสรรหาครับ โดยกําหนด ให้มีบัญชีรายชื่อ บัญชีรายชื่อของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภา อันนี้ก็ใช้ เทียบเคียงจากกรณีสรรหาในปัจจุบัน โดยให้ประชาชนนั้นสามารถเลือกสมาชิกวุฒิสภา ได้บัญชีละ ๑ คน แล้วก็นับจํานวนคนที่คะแนนมากที่สุดไปจนถึงจํานวนคนตามที่ต้องการ สมมุติว่ากลุ่มที่มาจากภาครัฐ ผมอิงระบบบัญชี คล้ายกับการสรรหาในปัจจุบันนะครับ เพราะผมคิดว่าการแบ่งส่วนเป็นรายละเอียดมากนั้นก็ไม่รู้จบนะครับ แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามีกี่สาขา อาชีพด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ๕ กลุ่มนี้ก็มีความเหมาะสมอยู่แล้วนะครับ เมื่อมีการเลือก โดย ๑ คนก็เลือก ๑ รายชื่อจาก ๑ บัญชี แล้วก็นับคะแนนจากมากไปหาน้อย โดยอาศัยประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ด้วยเหตุที่กระผม แปรญัตติแบบนี้ก็จะได้เข้าด้วยกับความเห็นของท่านกรรมาธิการอย่างไรครับว่า เพื่อให้ วุฒิสภานั้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ยึดโยงกับประชาชน แต่ไม่จําเป็นต้องยึดโยง ในเชิงพื้นที่ครับ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ทําหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรในเชิงพื้นที่ เรามี พี่น้อง ส.ส. อยู่แล้ว หน้าที่มันต่างกันนะครับ กระผมจะไม่พูดใช้เวลามากครับ แต่อยากจะ ขอเรียนเปรียบเทียบว่าเมื่อหน้าที่ต่างกัน การออกแบบที่มาหรือวิธีการเลือกตั้งก็ควรจะ ต่างกัน สมาชิกวุฒิสภาไม่ควรยึดโยงกับพื้นที่ แต่ควรยึดโยงกับภารกิจในการทําหน้าที่ ๔-๕ อย่าง ซึ่งท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าวไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมาย กลั่นกรองกฎหมายคงไม่ได้กลั่นกรองเพื่อพื้นที่ใด ๆ หรอกครับ แต่กลั่นกรองเพื่อคน ทั้งแผ่นดินครับ ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คงไม่ได้ตรวจสอบการบริหาร ราชการแผ่นดินเพื่อจังหวัดใด ๆ ครับ แต่เป็นการตรวจสอบโดยภาพรวม และไม่ได้ มีผลประโยชน์เพราะไม่มีโอกาสตั้งรัฐบาลอยู่แล้ว การแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลต่าง ๆ อันนี้สําคัญมากครับ กระผมคิดว่าการออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภา แม้จะมาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องเป็นการเลือกตั้งที่มีฐานคะแนนที่มีฐานที่มาที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎรมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายบริหารอย่างเห็นได้ชัด เพราะเสียงข้างมาก ได้จัดตั้งรัฐบาล เปรียบไปก็เหมือนกับฝ่ายผลิตสินค้าครับ ท่านผลิตสินค้าแล้วการควบคุม คุณภาพหรือการประกันคุณภาพนี่ ถ้าเอาฝ่ายผลิตหรือเอาคนที่ฝ่ายผลิตสามารถขอร้องกันได้ บงการได้ มาอยู่ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ ควบคุมคุณภาพ มันก็ไม่มีหลักประกันว่าสินค้านั้น จะมีคุณภาพดี อันนี้ง่าย ๆ เลยครับ เราคงไม่เอาฝ่ายโปรดัคชัน (Production) ไปกํากับ ควบคุมดูแลฝ่ายโพลิตี้ อินชัวรันซ์ (Policy insurance) นะครับ ท่านทั้งหลายอยู่ใน วงการธุรกิจคงทราบดี คงยุ่งแน่นอนนะครับ สินค้าก็คงจะมีลักษณะที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้คุณภาพ ดังนั้นเขาก็ออกแบบวุฒิสภาในลักษณะนั้น อดีตเป็นมาอย่างไรผมจะไม่ พยายามพูดถึงนะครับ เพราะเกรงว่าจะพาดพิงถึงผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย แต่ที่แน่ ๆ ก็คือว่าการออกแบบให้วุฒิสภานั้นทําหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุลฝ่ายบริหาร เป็นสิ่งที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คําปรารภที่พูดถึง ดุลยภาพของสถาบันทางการเมืองระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงองค์กรอิสระนั้น เป็นสาระสําคัญของโครงสร้างการปกครองที่บัญญัติโดยรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ความพยายามใด ๆ ที่จะแก้ไขให้โครงสร้าง ที่มา ตลอดจนความเชื่อมโยงของผู้ที่จะมา ดํารงตําแหน่งในฝ่ายที่ควรจะต้องตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ย่อมมีความสุ่มเสี่ยงต่อการทําลายโครงสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้นะครับ และผมเรียนด้วยความเป็นห่วง นะครับว่าการแก้ไขครั้งนี้สุ่มเสี่ยงต่อการกระทบสาระสําคัญซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้มีทั้งฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง อันนี้ถือว่าเป็นข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านยังรักษาไว้นะครับ ปี ๒๕๔๐ เป็นครั้งแรกที่เราใช้หลักการสตรอง เอ็กเซคคูทีฟ (Strong Executive) ฝ่ายบริหารเข้มแข็งครับ โดยให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง กําหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค แล้วก็ยังไปกําหนดให้ฝ่ายตรวจสอบมีองค์กรอิสระต่าง ๆ แต่ว่าการออกแบบให้วุฒิสภานั้นมาจากการเลือกตั้งโดยความบริสุทธิ์ใจตั้งแต่แรก ท่านคง ไม่นึกมาก่อนว่าในที่สุดแล้ววุฒิสภาไม่สามารถทําหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างแท้จริง เพราะว่าฐานที่มาของตัววุฒิสภาเองนั้นไปซ้ํากับฐานที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านอาจไม่ได้ตั้งใจครับ แต่ว่าผลมันก็คือเราได้รับความเจ็บปวดด้วยกันมาแล้ว เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดให้มีวุฒิสภา ๒ แบบ ซึ่งกระผมเองนั้น โดยส่วนลึกก็คิดว่ายังทํางานได้ดีอยู่นะครับ ยังทํางานได้ดีอยู่ แม้ว่าหลายท่านอาจจะรู้สึก ข้องใจสงสัยในองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ผมคิดว่าเราแก้ไขได้ครับ เพราะว่า การแก้ไขในส่วนองค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาไม่กระทบสาระสําคัญของการแบ่งแยก อย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายผลิตคือฝ่ายบริหารและฝ่ายตรวจสอบหรือฝ่ายควบคุมคุณภาพ อย่างที่ผมว่าอย่างชัดเจน ต้องป้องกันไม่ให้ ๒ ฝ่ายนั้นเป็นเนื้อเดียวกันครับ เพราะถ้าเป็น เนื้อเดียวกันไม่อาจตรวจสอบซึ่งกันและกันไม่อาจตอบโจทย์คําว่า ประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลได้ครับ ท่านอาจจะบอกว่ามันขึ้นอยู่กับบุคคลคนในครอบครัวเดียวกัน ก็ตรวจสอบกันได้ จริงครับ ผมเชื่อแน่ว่าบางท่านเป็นอย่างนั้นจริงครับ แต่ว่าการออกแบบ โครงสร้างของแผ่นดินการบริหารราชการแผ่นดินนั้นจะไปคาดหวังความดีส่วนบุคคล คาดหวังว่าให้เขามีวิจารณญาณสุ่มเสี่ยงไม่ได้ครับ เราต้องออกแบบโครงสร้างป้องกัน ไม่ให้เกิดการฮั้วกันระหว่างฝ่ายผลิตและฝ่ายตรวจสอบคุณภาพนะครับ ไม่ได้เกิดจาก การที่เราเชื่อว่าใครเป็นคนไม่ดีครับ ผมเชื่อว่ารัฐบาลทุกชุด ท่าน ส.ส. ทุกท่าน ส.ว. ทุกท่าน ล้วนแล้วแต่มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ แต่นี่เป็นหลักการครับ หลักการถ่วงดุล ระหว่างฝ่ายบริหารก็คือฝ่ายผลิตและฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ เพื่ออะไรครับ เพื่อประโยชน์ ของประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคอย่างไรครับ อันนี้ละครับผมคิดว่าเป็นเสน่ห์ของการแยก ให้ชัดเจนแยกให้เห็นความแตกต่างครับ เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าการใช้คําว่า สรรหา หรือเลือกตั้ง แต่เพียงลําพังโดยไม่มีคําอธิบายที่ชัดเจนถึงกระบวนการเลือกตั้งหรือสรรหา อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอที่จะอธิบายให้กับสาธารณชนให้เข้าใจครับ จําเป็นต้องนําหลักการ คําว่า เลือกตั้ง เลือกตั้งอย่างไรฐานที่มาของการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งโดยอาศัยฐาน เชิงพื้นที่หรือเชิงประเด็นหรือทั้ง ๒ อย่าง การสรรหานั้นเป็นการสรรหาโดยใครเสนอชื่อ โดยใคร อันนี้ต้องทราบกันทั้งหมดครับ เพราะจะได้เกิดความเป็นธรรมครับ เท่าที่ผ่านมา ผมคิดว่าฐานที่มาของ ส.ว. ที่มาจากการสรรหานั้นไม่ได้เป็นปัญหาครับ เพราะว่า เป็นการสะท้อนการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนเชิงประเด็นครับ ไม่ได้เชิงพื้นที่ครับ อย่างตัวกระผมนั้นได้รับการเสนอชื่อและเห็นชอบจากองค์กรคนพิการระดับชาติ ซึ่งมีตัวแทนทั่วประเทศมีสมาชิกเป็นเรือนล้านคนครับ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ ครับ แต่กระผม จะไม่เสียเวลาพูดถึงเรื่องนี้นะครับ เพราะอยากจะชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน ในสังคมประชาธิปไตยแผนใหม่หรือสังคมประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วม หรือสังคมประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลนั้นมันมีความสลับซับซ้อนยิ่งกว่าการแบ่งประชาชนตามพื้นที่เท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่ท่านได้แก้ให้กลับไปใช้วิธีการเลือกตั้งที่สะท้อนเฉพาะในเรื่องของพื้นที่ โดยยังคงให้ ส.ว. นั้น สะท้อนที่มาในระดับจังหวัดนั้น แม้ว่าผมจะเคารพท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง และผมคิดว่าท่านทั้งหลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเขาถึงใช้คําว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ได้ใช้คําว่า ผู้แทนนะครับ เพราะไม่ได้ทําหน้าที่เป็นผู้แทนทําหน้าที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผมก็คิดว่าไหน ๆ ก็จะต้องเลือกตั้งแล้วไหน ๆ ก็จะทําหน้าที่เป็นผู้ควบคุมคุณภาพแล้วเป็น คิวซี (QC) แล้วก็น่าจะเป็นคิวซีสําหรับคนทั้งชาติใช้ประเทศไทยใช้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพทั้งคนแข็งแรงทั้งคนอ่อนแอเลือกตั้งทีเดียวหนึ่งเขตทั่วประเทศ แล้วกําหนด ฐานที่มาโดยแบ่งไปตามบัญชี ๕ บัญชี ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ ภาควิชาการ และภาคอื่น ใครจะเป็นคนจัดการในเรื่องจัดทําบัญชีครับ ก็คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง ปัจจุบันนี้ละครับ กกต. ครับจัดทําบัญชี จัดทําบัญชีนั้นโดยให้องค์กรต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติ ตามที่กฎหมายจะกําหนดต่อไปนี่นะครับเสนอรายชื่อคนเข้ามา จะเสนอมาบัญชีละกี่ร้อย กี่พันไม่ได้เป็นประเด็นครับ ก็นําเอาคนที่ได้รับการเสนอชื่อมาตรวจสอบคุณสมบัติ เมื่อคุณสมบัติถูกต้องแล้วก็จัดเรียง อยู่ตามบัญชี พี่น้องประชาชนก็หยิบบัญชีละ ๑ ท่าน แล้วก็นับไปเลยครับ ๑๕๐ คน ท่านอาจจะแบ่งบัญชีละ ๓๐ ซึ่งผมไม่ได้กําหนดไว้ในตัวร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ไปกําหนดไว้ ในกฎหมายซึ่งจะแก้ไขต่อไปได้ ท่านเห็นว่าภาคอื่นมีความกว้างขวางก็อาจจะเพิ่มสัดส่วน ภาคอื่นเป็น ๕๐ คน ส่วนที่เหลืออาจจะเหลือแค่ ๒๕ คนก็ได้เพื่อสะท้อนสัดส่วนที่กระจาย ออกไปนะครับ ส่วนเรื่องที่เป็นการไปปลดล็อกในการดํารงตําแหน่งสําหรับสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นกระผมคิดว่าเช่นเดียวกันครับ เราไม่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภา มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเชิงของความรู้จักคุ้นเคย เราไม่ต้องการให้มีเครือข่ายอุดมการณ์เดียวกันระหว่างฝ่ายผลิตและฝ่ายตรวจสอบ ต้องเห็น ต่างกันครับ ต้องมีการตรวจสอบครับโดยบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นถ้าอยู่นานอยู่ติดต่อกันแบบ ไม่มีวันจบสิ้นก็จะเกิดการสถาปนาเครือข่ายความเห็นร่วมระหว่างฝ่ายผลิตกับฝ่ายตรวจสอบ ครับท่านประธาน คุณภาพไม่เกิดแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นล้วนแล้วแต่ไม่เห็นด้วย ให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถลงรับสมัครเลือกตั้งชั่วนาตาปีครับ ต้องมีการเว้นวรรคเพื่อไม่ให้ เกิดการต่อสายเชื่อมโยงกับฝ่ายผลิตหรือฝ่ายบริหารนั่นเอง ท่านต้องกลับไปพักหรือไปทํา อย่างอื่นชั่วคราวก่อนแล้วกลับมาใหม่ แล้วการตรวจสอบไม่จําเป็นต้องสถาปนาความคุ้นเคย ไม่จําเป็นต้องสถาปนาโครงข่ายอํานาจ ไม่จําเป็นครับ เพราะตรวจสอบแบบตรงไปตรงมา กันอยู่แล้วไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันอยู่แล้ว อันตรายของผลของการเกรงอกเกรงใจระบบ อุปถัมภ์ ระบบเครือญาติ ระบบให้คุณให้โทษกันเป็นเครือข่ายเพื่อนฝูงเป็นปัญหาต่อ การพัฒนาประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลของสังคมไทยครับ ในชั้นนี้กระผมคิดว่าผมได้ อภิปรายเพื่อสนับสนุนข้อสงวนคําแปรญัตติของกระผมในระดับหนึ่งแล้วนะครับ ในส่วนของ มาตรา ๕ ซึ่งจะว่าด้วยเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่กระผมได้พูดถึงเรื่องของ การคงไว้ ซึ่งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้น กระผมจะเรียนชี้แจงต่อที่ประชุมต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ
ขอบคุณอาจารย์มณเฑียรครับ ต่อไปท่านศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ แล้วก็ต่อด้วยท่านวันชัย สอนศิริ แล้วกลับมาที่ ท่านอลงกรณ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ทุกมาตรา เพราะว่าปัจจุบันรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็มีความเหมาะสมมีความสมดุลและยังมิได้มีปัญหาในการทําหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใดนะคะ ดิฉันจึงถามว่าทําไมถึงต้องแก้ แก้เพื่ออะไร แก้เพื่อ จะได้ลงสมัครอีกสมัยใช่ไหม เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ได้ล็อกไว้เพียงหนึ่งวาระเท่านั้น ใช่ไหม นี่คือการแก้ไขในครั้งนี้เพื่อที่จะได้ลงอีกสมัยหนึ่งใช่หรือไม่นะคะ การแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้เสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญมีผลประโยชน์ทับซ้อน ดิฉันจึงไม่เห็นด้วย ตั้งแต่ในการโหวตวาระแรก เมื่อวันที่ ๔ ที่ผ่านมา แต่รัฐสภาแห่งนี้ได้ใช้เสียงข้างมากลากไป จนผ่านวาระแรก แล้วก็วันนี้ได้พิจารณาวาระที่สอง ซึ่งดิฉันได้ใช้สิทธิในการสงวน คําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ เพื่อแสดงความเห็นแล้วก็ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมตามความ ในมาตรา ๑๑๑ แล้วก็มาตรา ๑๑๒ ไว้ดังนี้ มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้ ตามรายละเอียดในร่างรัฐธรรมนูญของที่ทางกรรมาธิการได้ แก้ไว้ในหน้า ๒๒ นะคะ ตัวดิฉันเองก็คงไม่พูดถึงรายละเอียดนะคะ แล้วก็ได้แปรญัตติ ในมาตรา ๑๑๒ ในการเลือกตั้งวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑๑ (๑) ให้ใช้เขตจังหวัดเป็น เขตเลือกตั้งตามหน้า ๔๔ ของร่างแก้ไขของกรรมาธิการนะคะ เหตุผลที่ดิฉันได้ขอแปรแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ มาตรา ดิฉันคิดว่าการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกมาจาก หลากหลายสาขาอาชีพที่จะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ ที่จะต้องเข้ามาทําหน้าที่เพื่อมีอํานาจหน้าที่ที่จะมากลั่นกรอง ถอดถอน แล้วก็ตรวจสอบ การทํางานของสภาอย่างเป็นอิสระ จะต้องไม่อยู่ภายใต้พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก จะต้องมีความแตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อต้องการให้ ส.ว. เหล่านั้นมาทําหน้าที่เพื่อสร้างความสมดุล เพื่อความมีดุลยภาพของ ระบบการเมือง เพื่อป้องกันการครอบงําจากพรรคการเมือง ไม่เช่นนั้นอาจจะนําไปสู่ การแทรกแซงการทําหน้าที่ของ ส.ว. ในอนาคตได้ การที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้แก้ไขให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด จํานวน ๒๐๐ ท่านนั้น ดิฉันคิดว่าไม่เหมาะสม การได้มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดนั้นบุคคลที่จะได้ดํารงตําแหน่ง ส.ว. ก็ไม่ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ เพราะดิฉันเชื่อว่าการที่ผู้ที่จะกล้าลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น ในสนามเลือกตั้งก็จะต้องมั่นใจว่า สมัครแล้วจะต้องได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ถ้าผู้ที่มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ ในด้านต่าง ๆ ไม่มีฐานเสียงของตัวเอง ไม่มีหัวคะแนนก็จะยากที่จะได้รับการเลือกตั้ง เข้ามานะคะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจะต้องมาจากฐานการเมืองทั้งหมดนะคะ ดิฉันจึงคิดว่าสมาชิกวุฒิสภาก็จะมาจากสายการเมืองแล้วก็จะถูกครอบงําจากพรรคการเมือง จะไม่มีอิสระในการทําหน้าที่ ในอนาคตข้างหน้าประเทศไทยจะถูกครอบงํา ถูกแทรกแซง แล้วก็ถูกกินรวบจากฝ่ายผู้มีอํานาจนะคะ ท่านประธานที่เคารพถ้าผู้มีอํานาจเป็นคนดี เห็นแก่ประเทศชาติ เห็นแก่ประชาชนประเทศชาติก็จะดีไปด้วยนะคะ แต่ถ้าผู้มีอํานาจ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ขี้โกง ประเทศก็จะล่มสลายไปในที่สุดนะคะ ดิฉันจึงขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายกฎหมายสําคัญ ๆ เช่นนี้ ถึงแม้ว่าจะโหวตกี่ครั้งก็แพ้นะคะ กี่มาตราก็โหวต แพ้อยู่ทุกมาตรา เสียงข้างมากลากไปจนชนะจนได้นะคะ แต่ดิฉันก็มีความภาคภูมิใจที่ได้ ทําหน้าที่คัดค้านกฎหมายฉบับนี้ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวไทยคนหนึ่งค่ะ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ที่กําลังจะผ่านวาระที่สอง วาระที่สามดิฉันคิดว่ากําลังจะนําไปสู่ การทําลายระบอบประชาธิปไตยของไทยในอนาคตนะคะ ดิฉันได้มีประชาชนคนหนึ่ง ได้ส่งข้อความมาให้ ให้ถามท่านประธานนะคะว่า ถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญตอนนี้จะมีใคร จะเป็นจะตายไหมคะ ขอบพระคุณค่ะ
คําถามที่ไม่ต้องการคําตอบ เชิญท่านวันชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาท่านประธานครับ ก่อนที่ผม จะอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานถึงข้อแปรญัตติของกระผม ดังนี้ครับท่านประธาน
มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวน ๑๕๐ คน ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และมาจากการเลือกตั้งกันเองของบุคคล จากองค์กรในภาคสาขาอาชีพต่าง ๆ เท่ากับจํานวนรวมข้างต้นหักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง หลักเกณฑ์และวิธีการนั้นให้ กกต. นั้นเป็นคนกําหนดรายละเอียด ในกฎหมายต่อไป นี่คือสาระที่ผมได้แปรญัตติครับท่านประธาน แล้วก็ขอกราบเรียนต่อ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งในชุดปัจจุบัน ว่าสิ่งที่ผมจะกราบเรียนต่อท่านประธานไปทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับท่านเลย และไม่ได้เกี่ยวกับ ท่านประธานด้วย แต่จะพูดในหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายที่กําลังจะแก้ไขนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานฟังผมอยู่นะครับ
เชิญต่อเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ มีเพื่อนสมาชิกผมคนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งได้บอกว่าจังหวัดเขานั้นขณะนี้มี ส.ว. ได้ ๖ คน ท่านประธานรู้ไหมว่าพรรคการเมืองบางพรรคนั้นเขาจองเรียบร้อยแล้ว และเพื่อน สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งท่านบอกว่าอย่างไรครับ ท่านบอกว่าคุณวันชัยผมคงลําบากที่จะ ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะพรรคการเมืองเขาจองพื้นที่กันหมดแล้ว ท่านประธานครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ลงพื้นที่ในหลายจังหวัด แล้วก็ไปงานกิจกรรมทางสังคมมากพอสมควร ท่านประธานรู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้รัฐธรรมนูญเรายังแก้ไม่เสร็จเลย มีอดีต ส.ส. มีผู้คน ในพรรคการเมือง เริ่มลงพื้นที่หาเสียงกันแล้วครับ ผมไปเจอในงานบวชนาค ถามว่า ท่าน ส.ส. มาทําอะไร บอกว่าจะมาสมัคร ส.ว. ครับท่านประธาน นี่คือเรื่องจริงซึ่งเราปฏิเสธ ไม่ได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมได้แปรญัตติต่อประเด็นนี้ก็ด้วยเหตุผลดังที่ผม กราบเรียน มีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ผมจะได้อภิปรายดังต่อไปนี้ บางเรื่องที่ผมจะ พูดต่อไปนั้นอาจจะซ้ํากับคนอื่นบ้าง แต่เพื่อเป็นการตอกย้ําให้ท่านประธานและพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ทางบ้านได้รับทราบกันว่ารัฐธรรมนูญที่กําลังจะแก้นี้กําลังจะไปทางไหนครับ ท่านประธานรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขากําหนดให้สมาชิกมาจากการเลือกตั้งและสรรหาครับ ท่านประธาน เพราะเขาเห็นว่ามันมีข้อบกพร่อง มีจุดอ่อน มีแมงมีด้วง มีรอยด่างของ รัฐธรรมนูญและที่มาของ ส.ว. รวมทั้งข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีการเลือกตั้งกัน ในปี ๒๕๔๓ และปี ๒๕๔๙ ขอย้ําครับเพื่อความชัดเจนพี่น้องประชาชนนั้นจะได้เข้าใจง่าย ๆ ที่เขาเรียกกันว่า พอมี ส.ว. ปี ๒๕๔๓ แล้วเกิดมีการกินรวบกัน มีเป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่สื่อให้ฉายา ผมขออนุญาตพูดซ้ําครับว่าเป็น สภาทาส ถ้าไม่ใช้คํานี้แล้วอาจจะไม่ชัดเจน ดังนั้นขอย้ํา อีกครั้งหนึ่ง พอปี ๒๕๔๙ หนักหนาสาหัสแสบสันขึ้นไปอีกครับท่านประธาน แทนที่จะเป็น สภาทาส นี่มันยังพอดูนะครับ กลายเป็นสภาผัวเมีย กลายเป็นสภาหมอนข้าง ขอย้ําครับ คํานี้ก็เอามาซ้ําอีกครั้งหนึ่ง จะได้เห็นภาพชัดเจนเลยครับ เมื่อมันมีข้อบกพร่องอย่างนี้ครับ ท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาเห็น เขาก็เลยบอก เอ๊ะ มันควรจะต้องมีการ ถ่วงดุลกันนะ ทําอย่างไรมันถึงจะให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด ถ้าเราจะมีองค์กรที่เรียกว่า ส.ว. กันต่อไป ก็ในที่สุดก็บอกว่า เอ๊ะ ให้มีการเลือกตั้ง เสียบางส่วนดีไหม อย่างน้อยที่สุดประชาชนก็ได้มีส่วนร่วม เอา มีการสรรหาเอาผู้ทรงคุณวุฒิ มาเป็นองค์ประกอบเสียบางส่วนดีไหม อย่างน้อยที่สุดก็จะได้มีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ที่เขาเรียกว่ามีการสรรหานั้นก็คือ เลือกตั้งโดยอ้อมนั่นละครับท่านประธาน มีบางคนบอกว่า เอ๊ะไม่ได้เลือกตั้ง แต่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานและพี่น้องประชาชนว่านี่คือ การเลือกตั้งทางอ้อมวิธีหนึ่ง แทนที่จะให้ประชาชนแต่ละจังหวัดมาเลือกตั้งกันโดยตรง ก็ให้องค์กรสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เลือกกันมา ๑ คน แล้วได้เลยไหมครับ ยังครับท่านประธาน ให้อย่างน้อยที่สุดให้ ๗ กรรมการสรรหา กรรมการสรรหาแต่ละคนอย่างน้อย ๕ องค์กรครับ ท่านประธาน ประธาน ป.ป.ช. ประธาน กกต. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ และประธานตรวจเงินแผ่นดิน ๕ องค์กรนี้ใครเลือกครับท่านประธาน ส.ว. เป็นคนเลือกครับ ส.ว. มาจากไหนครับ ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน นี่อย่างไรครับ คือการเลือกตั้งทางอ้อม ยึดโยงกับประชาชน ถ้ายังใช้แบบนี้อยู่ต่อไป คราวหน้า กกต. ป.ป.ช. องค์กรอิสระต่าง ๆ ท่านประธาน รวมทั้งพวกผม รวมทั้ง ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เป็นคนเลือกอีก ก็ยึดโยงกับประชาชนในอีกลักษณะหนึ่ง นี่เขาแก้ข้อบกพร่องของการเป็น สภาทาส เป็นสภาผัวเมีย สภาหมอนข้าง จึงเป็นที่มาของ ส.ว. สรรหา ดังที่ท่านกําลังจะ มีการแก้ไขกันอยู่ เอาละครับท่านประธานครับ เมื่อท่านเห็นว่าส่วนผสมระหว่างเลือกตั้ง กับผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นอย่างนี้ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานนะครับ ไม่ใช่เฉพาะมีแต่ ส.ว. ของพวกเราที่มีท่านประธานเป็นประธานวุฒิสภาเท่านั้นนะครับ ท่านประธานรู้ไหมว่า ส่วนผสมในลักษณะอย่างนี้ก็ใช้ในหลายองค์กร แล้วเขาใช้อย่างไม่เปลี่ยนแปลงเสียด้วย มีแต่ พัฒนามากขึ้น ผมจะให้ท่านประธานตามผมมาดูครับ ท่านประธานลองดูฝ่ายบริหารสิครับ ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีมาจากไหนครับท่านประธาน มาจากการเลือกตั้งของ พี่น้องประชาชนก็คือเป็น ส.ส. อ้าว แล้วคณะรัฐมนตรีละครับท่านประธาน ทําไมไม่เอา มาจาก ส.ส. ทั้งหมดละครับ เลือกตั้งกันมาให้หมดสิครับ ฝ่ายบริหารจะได้ยึดโยงกับ ประชาชน แต่เขาบอก ไม่ได้ ลําพังนายกรัฐมนตรีคนเดียวจะไปบริหารราชการแผ่นดิน ได้อย่างไรไหว ความรู้ความสามารถของนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ดังนั้นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอื่น ๆ เขาจึงมีองค์ประกอบ โดยเอาคณะรัฐมนตรีมาทั้งเลือกตั้งบ้าง มาทั้งโดยการที่ พิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิบ้าง ต่างกันไหมครับกับ ส.ว. ที่มาทั้งสรรหาและมาจากเลือกตั้ง แบบเดียวกันเป๊ะเลยครับท่านประธาน
ประการต่อมาครับ ฝ่ายนิติบัญญัติ ส.ส. ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานจะเห็นได้ว่าเมื่อก่อนนี้มี ๔๐๐ คน บวก ๑๐๐ คนนะครับ แปลว่ามาจาก การเลือกตั้งจากเขต ๔๐๐ เขต แล้วเอาจากสัดส่วนครับ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ ความสามารถ นักวิชาการ เอามาเป็นส่วนผสม ๔๐๐ บวก ๑๐๐ เพราะจะได้มาทํางาน ทางด้านนิติบัญญัติได้ เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธานครับ เขาเห็นว่า ๑๐๐ คน ก็น้อยไป เสียแล้วท่านประธานจะเห็นได้ ปัจจุบันเขาแก้เป็น เขต ๓๗๕ เขต เพราะรู้ว่าผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ คนมีความรู้ความสามารถควรเข้ามาอยู่ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากขึ้น เขาจึงแก้รัฐธรรมนูญเป็น ๓๗๕ บวก ๑๒๕ เห็นไหมครับท่านประธานครับ เขาต้องการ ความพอเหมะพอดี สัดส่วนของการทํางานร่วมกัน เพราะรู้ว่า ส.ส. เขตนั้นมีข้อจํากัด ในบางเรื่อง แต่งานทางด้านนิติบัญญัตินี้จําเป็นจะต้องใช้คนผู้มีความรู้ความสามารถ เอาลําพังเขตอย่างเดียวก็อาจจะมีปัญหา และบางคนก็ไม่เหมาะในการที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เขาจึงเอามาอยู่สัดส่วนนั่นอย่างไรครับ ถามว่าสัดส่วนกับสรรหาต่างกันตรงไหนครับ ท่านประธาน ไม่ต่างกันเลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มาดู ส.ว. ก็เหมือนกันครับ ส.ว. นี่ ส่วนหนึ่งเขาจึงให้มาจากการเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่งเขาจึงให้มาจากการสรรหา ทํานองเดียวกันกับคณะรัฐมนตรี ทํานองเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เอาส่วนผสม ให้เกิดการพอดี แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับท่านประธานครับ เลือกตั้งก็อาจจะมีปัญหา มีข้อครหาว่าไม่สามารถได้ผู้ทรงคุณวุฒิมาทํางานในลักษณะที่ครบถ้วนรอบด้าน สรรหา ก็อาจจะมีข้อบกพร่องหรือข้อกล่าวหาได้ ว่าไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่า มันไม่ได้ต่างอะไรกันดังที่ผมเรียนแล้วว่า สรรหา กับสัดส่วน ซ้ําร้ายยิ่งไปกว่านั้นครับท่านประธาน ผมอยากจะเปรียบให้ท่านประธานดู มิได้หมายความไปดูหมิ่นดูแคลนใครทั้งสิ้นครับ สัดส่วนนี้เกี่ยวโยงกับประชาชนโดยตรง หรือเปล่า เพียงแต่ทําทีว่าประชาชนนั้นเลือก แต่แท้ที่จริงเนื้อในนี่ท่านประธานทราบไหมว่า พรรคการเมืองบางพรรคอยากจะเอาใครลงสัดส่วนนั้นก็อยู่ที่หัวหน้าพรรค อยู่ที่ผู้มีอํานาจ ในพรรค และอยากจะให้ออก อยากจะเอาใครขึ้นมาแทนก็สามารถทําได้ ผมเห็นพรรคพวกผมที่อยู่พรรคการเมืองบางพรรคเขาบอกออกไปก่อน ให้คนนี้เข้ามาก็มี ถามว่าประชาชนเขาไปมีส่วนตรงไหนบ้างครับ นี่ก็ฝากเป็นข้อสังเกตที่อยากจะให้ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนได้ทราบ ท่านประธานครับ วิธีการสรรหาเป็นวิธีหนึ่งที่เขา คิดว่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผู้ทรงคุณวุฒิเอามาผสมผสานกันในลักษณะเดียวกันกับ ส.ส. เขต กับ ส.ส. สัดส่วนเลยครับท่านประธาน เพียงแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเขาเรียกว่า สัดส่วน สมาชิกวุฒิสภาเราเรียกว่าสรรหา ไม่ได้ต่างอะไรกันเลยครับท่านประธาน เอาละครับ ในเมื่อท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กําลังเสนอแก้ในส่วนนี้เห็นว่ามันมีจุดอ่อน ไม่ได้มา จากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ผมว่าเราก็ต้องแก้จุดอ่อนในส่วนนี้เสีย ผมไม่ได้ รังเกียจอะไร และผมพร้อมที่จะเห็นด้วย แต่ไม่เห็นด้วยในลักษณะ ๒๐๐ คนโดยตรงอย่างที่ ได้กราบเรียนแล้วในเบื้องต้น จุดพอดีของเรื่องนี้มันอยู่ตรงที่ผมเสนอแปรญัตตินั่นละครับ ท่านประธาน ก็คือให้มีการเลือกตั้งโดยตรง ๗๗ คน และให้มีการสรรหา ๗๓ คน รวมเป็น ๑๕๐ คน เอาละครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายเพิ่มเติมว่าทําไมผมคิดแบบนี้ และใน ๗๓ คนนั้น ถ้าจะมาเลือกตั้งจากภาคสาขาวิชาชีพนั้นควรมีกระบวนการอย่างไร ผมจะได้อธิบาย ในลําดับถัดจากที่ผมพูดถึงอํานาจหน้าที่เสียก่อนครับ ท่านประธานครับ การที่เราให้มี ส.ว. นั้น ท่านต้องรู้นะครับว่าที่มาของ ส.ว. กับที่มาของ ส.ส. นั้นต้องต่างกัน ถ้าเหมือนกัน ไม่ควรต้องมี มีสภาเดียวก็ได้ครับคือ ๗๐๐ คน เลยครับ แปลว่ามี ส.ส. จากการเลือกตั้ง ๕๐๐ คน นั่นเป็นประเภทที่ ๑ และมี ส.ส. จากการเลือกตั้งประเภทที่ ๒ รวมแล้ว ๗๐๐ คน เลยครับถ้าเป็นแบบที่ตามที่กรรมาธิการเสนอมา ผมขอเพิ่มเติมอย่างนี้ครับก่อนที่จะไป อธิบายในหลักเกณฑ์วิธีการดังที่ผมขอแปรญัตติ ท่านประธานครับ อํานาจหน้าที่ของ ส.ว. หลายท่านพูดแล้ว ผมขอย้ําเพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้รับทราบครับ ทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้งกฎหมาย และประมวลจริยธรรมครับกําหนดว่า ส.ว. ต้องเป็นกลาง ทางการเมือง เรื่องใหญ่มากครับท่านประธานเรื่องนี้ครับ ถ้าไม่กําหนดว่า ส.ว. ต้องเป็นกลาง ทางการเมืองครับ จะเป็นญาติพี่น้อง ลูกเมีย ญาติโกโหติกา รวมทั้งใครจะลงเลือกตั้ง ผมไม่ว่าเลยครับ แต่เผอิญทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้งกฎหมาย ประมวลจริยธรรมกําหนดไว้ชัดเลย ครับว่าตัวท่านประธาน รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นกลางทางการเมือง นี่คือหลักการ อันสําคัญประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน สําคัญมาก หลายท่านพูดแล้ว ผมอยากย้ํา ให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทราบอีกครั้งหนึ่งต่อหน้าประธานนี่ละครับ มีหน้าที่ในการ กลั่นกรอง ตรวจสอบ ทั้งคนทั้งกฎหมายครับท่านประธาน รวมทั้งแต่งตั้งถอดถอนผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองระดับสูงในองค์กรต่าง ๆ ตั้งแต่องค์กรอิสระและอื่น ๆ รวมทั้ง กสทช. ด้วยครับ เรื่องใหญ่ไหมครับท่านประธานครับ ใหญ่ เพราะต้องเป็นทั้งกลางทางการเมือง และแต่งตั้งถอดถอนบุคคลที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้ง การเลือกตั้งเพื่อให้คนเข้ามาดํารงตําแหน่งทางการเมืองเมื่อบทบาทภารกิจหน้าที่อย่างที่ว่า ท่านประธานครับเขาจึงกําหนดที่มาที่ไปของ ส.ว. นั้น ต่างกว่า ส.ส. ครับท่านประธาน ที่มานั้นย้ํากันหลายครั้งหลายหนแล้วครับ ก็คือคุณจะมาเป็น ส.ว. ได้นั้น คุณสมบัติของคุณ ต้องแตกต่างกว่า ส.ส. โดยสิ้นเชิงครับ อย่างน้อยที่สุดคุณจะต้องปลอดทางการเมืองแม้ใจคุณ จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่ปรากฏได้เห็นชัดนั้นคือจะต้องไม่สังกัดทางการเมือง ถ้าสังกัด มาแล้วต้องพ้น ๕ ปีครับ ท่านประธาน เห็นไหมครับ ขนาดคนที่จะไปดํารงตําแหน่ง ในธนาคารในสถาบันการเงินองค์กรภาคเอกชน ถ้าอยู่ในสถาบันการเงินหรืออยู่ในกระทรวง ทบวง กรมบางส่วนที่จะต้องรับผิดชอบ กฎหมายยังกําหนดเลยว่าคุณจะต้องเว้นวรรคก่อน อย่างน้อย ๒ ปี แล้วนี่เห็นไหมครับ คุณจะต้องมาทําตัวเป็นกลางทางการเมือง แต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลที่จะมาองค์กรอิสระ อย่างน้อยที่สุดเลยครับที่มาของคุณจะต้องต่างกว่า ส.ส. อย่างสิ้นเชิงและเด็ดขาดครับท่านประธาน ที่มาแล้วนะครับท่านประธาน ที่ไปของคุณ ก็ต้องต่างกัน ก็คืออยู่ได้วาระเดียวเท่านั้นครับท่านประธานครับ รู้เลยว่าชะตาชีวิตของ ส.ว. วันชัย ถ้ามาเป็น ส.ว. แล้วเดินเส้นทางนี้วาระเดียวเท่านั้นของคุณจะไปเป็นไปเล่นอะไร นอกเหนือจากนี้ไม่ได้แล้วครับ ทางการเมืองครับ ชัดเจนครับท่านประธาน เหตุผลนี้เขาไม่ ต้องการให้คุณมีบุญมีคุณกับใคร อย่างขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านพลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ท่านได้อภิปรายไว้เมื่อวานนี้ขอก็ไม่ได้ ซื้อก็ไม่ขาย ต้องเป็นคนในลักษณะตรงไปตรงมาจริง ๆ และที่สําคัญเหนือสิ่งอื่นใดนั้น คุณจะต้องไม่แอบอิงทางการเมืองไม่สร้างฐานทางการเมือง เหมือน ส.ส. ครับท่านประธานครับ ถ้าคุณไม่มีคุณสมบัติอย่างนี้ไม่รู้ที่มาที่ไปของคุณอย่างนี้ ทําตัวอย่างนี้ได้ไหมครับท่านประธานครับ ไม่มีทาง เพราะอย่างไร อย่างไรถ้าจะลงเลือกตั้งต่อ ต้องสร้างฐานทางการเมือง ต้องผูกพันอิงแอบหรือมีประโยชน์กับอย่างน้อยที่สุดกับฐานที่เรา จะลงไปเลือกตั้ง เห็นไหมครับ นี่ความต่างกันของที่ไปครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพว่า ถ้าเราให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง โดยตรง ๒๐๐ คน แบบที่แก้ ตามที่กรรมาธิการเสนอมา และลาออกจากพรรคการเมืองวันนี้พรุ่งนี้ลงสมัครได้ ลาออกจาก พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ ลาออกจากพรรคภูมิใจไทยวันนี้ ลาออกจากพรรคเพื่อไทยวันนี้ พรุ่งนี้ลงได้ ถามจริง ๆ เถอะว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ครับท่านประธาน ผมเห็นกับตา มาแล้วครับท่านประธาน อดีต ส.ส. พรรคการเมืองที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง บางคนเป็นสัดส่วน อยู่ในปัจจุบัน ออกงานบุญ งานบวช งานแต่งงาน บอกผม ผมได้ถามว่าท่านมาทําไม ผมจะลง ส.ว. ครับอาจารย์วันชัย ชัดเจนครับ นั่นแปลว่าฝ่ายการเมืองตอนนี้ขยับเขยื้อน เคลื่อนกันแล้วครับ ท่านประธานผ่านไปยังท่านสามารถครับ มันไม่ใช่เรื่องโกหกพกลม อะไรกันเลยครับ เป็นของที่เป็นจริงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามันเป็นอย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้นครับ แน่นอนครับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาของผมที่มาจากการเลือกตั้งบางคนที่เก่งฉกาจ มีความสามารถ มีความพิเศษโดดเด่น ท่านอาจจะได้ แต่มีหลายคนที่มานั่งคุยกันแล้วครับ ปรับทุกข์ผูกมิตรกัน ว่าพวกเราจะกลับกันมากี่คนนะพวกเรา นึกไม่ถึงนะครับท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสามารถ ว่าท่านจะทําร้ายสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งพรรคพวก ของผมได้เจ็บแสบมาก แก้กันแค่เลือกตั้งแล้วปลดล็อกเฉย ๆ แสบสันมากครับท่านประธาน กรรมาธิการ แก้ให้เอาญาติพี่น้อง ลูกเมีย ญาติพงศ์วงศา สมาชิกพรรคการเมืองลาออก ลงได้เลยครับ โหดร้ายกับสมาชิกวุฒิสภาชุดผมมากครับ ท่านทําร้ายกันเกินไปครับ ท่านประธานกรรมาธิการ
ต่อไปครับท่านประธาน ถ้ามันเป็นอย่างนี้ เราแก้รัฐธรรมนูญกันเป็นแบบนี้ มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือหลายท่านได้แสดงภาพไปแล้ว แต่ผมขอย้ํา ณ เวลานี้ ให้พี่น้องประชาชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ถ้าแก้รัฐธรรมนูญตามกรรมาธิการที่เสนอมา ตามร่างนี้ บ้านนี้เมืองนี้ต่อไปนี้เราจะมี ส.ว. ภาคอีสาน สังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เราจะมี ส.ว. ภาคเหนือ สังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เราจะมี ส.ว. ภาคใต้ สังกัด พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เราจะมี ส.ว. กลุ่มลําตะคลอง เราจะมี ส.ว. พลังชล เราจะมี ส.ว. วังน้ําเย็น เราจะมี ส.ว. วังบัวบาน เราจะมี ส.ว. บ้านใหญ่ บ้านเล็ก จังหวัดต่าง ๆ นี่ จังหวัด สุพรรณบุรีก็อาจจะเป็น ส.ว. อีกกลุ่มหนึ่ง ชัดเจนครับท่านประธานที่เคารพ ผมนี่ก็อยู่จังหวัด ชลบุรี บ้านผมก็จะมี ส.ว. อีกกลุ่มหนึ่ง ถ้าไม่มีฐานการเมืองนี่ครับ อย่างผมลองไปลงสิครับ ที่จังหวัดชลบุรี เชื่อผมเถอะครับท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่รู้ ๆ เห็น ๆ กับแบบนี้ อาจจะมี ท่านนิคมเท่านั้นนะครับ ที่จังหวัดฉะเชิงเทราอาจจะไม่สังกัดพรรคการเมืองนะครับ
ท่านวันชัยครับ มีผู้ประท้วง ท่านนะครับ ท่านจะได้พักครับ ดื่มน้ํา จ่าประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายบางทีนอกประเด็นไปเยอะเลยแล้วก็เสียดสี แล้วก็ให้ร้าย บางทีเอ่ยชื่ออย่าง พลังชล อย่างนี้ เป็นกลุ่มโน่นกลุ่มนี่ แล้วทําไมไม่พูดถึงกลุ่ม คมช. บ้างครับ ขาดไปนะครับ
อีกอันหนึ่งท่านประธานครับ ท่านประธานวินิจฉัยตอนนั้นให้ผมนั่งลง แล้วผมไม่นั่งลงนั้น และผมขออนุญาตเดินออกไปจากห้องประชุม ท่านวินิจฉัย ๓๐ นาที ท่านไปพูดอย่างไรกับท่านประธานสมศักดิ์ให้ผมอีก ๓๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง ผมสงสัยอยู่ ทําไมท่านวินิจฉัยแล้วไม่ตรงกัน เสร็จแล้วพอครบเวลาผมเดินมามีสมาชิกคุณบุญยอด ประท้วงผมว่ายังไม่ครบเวลา ท่านต้องตกลงกันให้ดี ทั้งที่เจ้าหน้าที่ก็ขึ้นไปบอกว่า จ่าสิบตํารวจประสิทธิ์ ๓๐ นาทีนะคะ สุดท้ายผมโดน ๑ ชั่วโมง ประชาชนเดี๋ยวหาว่าผมไม่มา ทําหน้าที่ ตอนนี้ผมมาแล้วนะครับ มานานแล้วด้วยครับ
เดี๋ยวผมวินิจฉัย ๒ ข้อเลย นะครับ ข้อแรก ท่านวันชัยท่านกําลังอภิปรายนะครับ ความจริงแล้วท่านยกตัวอย่าง ไม่ได้ เสียหายเลยครับ ท่านเป็นทนายความ แล้วเป็นหมอความออกรายการวิทยุ น่าฟังเขาด้วย ช่วยฟังทีเถอะ เรื่องที่ ๒ อาจจะเข้าใจผิด ความจริงผมบอกท่านประธานแล้วว่าผมให้ท่าน จ่าสิบตํารวจประสิทธิ์ไปนั่งพักผ่อนแค่ ๓๐ นาที ท่านก็บอก ๓๐ นาทีไปบวก ก็คงจะเข้าใจผิด ไม่เป็นไรครับ นั่งนาน ๆ ก็ดีครับ พักผ่อน เชิญท่านวันชัยต่อเลยครับ
(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านรังสิมา ประท้วง อะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันคิดว่านั่งเป็นประธานนี่ท่านต้องดูคนประท้วง ด้วยนะคะว่าเขาประท้วงนี่เขาต้องการอะไร เขาต้องการออกทีวีหรือว่าเขาต้องการที่จะ ประท้วงผู้ที่จะอภิปราย เพราะว่าดิฉันนั่งฟังอยู่นี่ท่านอาจารย์วันชัยไม่ได้พูดถึงเขาเลย แล้วก็ไม่ได้เสียหายตรงไหนเลย แต่อยากให้เอ่ยถึงเขา ท่านต้องพิจารณาด้วยเวลา คนประท้วง คนเขาฟังทางบ้านเขารําคาญเขาโทรมาหาดิฉันว่าคุณรังสิมาช่วยประท้วง จ่าสิบตํารวจประสิทธิ์ให้หน่อยว่ามันไร้สาระ ประธานปล่อยเขาอย่างนี้ไม่ได้ค่ะ ประธานต้อง เข้มงวดข้อบังคับ ข้อ ๕ ดิฉันนั่งฟังอยู่ คนอื่นเขาไม่เห็นจะเดือดร้อนเลย แต่นี่อยากออกทีวี ก็ลุกขึ้นมาตอนนี้
ผมวินิจฉัยไปแล้ว ไม่ต้อง หรอกครับ ท่านจ่าสิบตํารวจประสิทธิ์ไม่ต้องแล้ว ท่านวันชัยว่าต่อครับ
ไม่ได้ ท่านต้องควบคุมสิคะ ไม่อย่างนั้นอยากจะออกทีวีตอนไหนก็ยกขึ้นมาแล้วก็ออกทีวี เขาต้อง ทําหน้าที่ค่ะ ต้องอภิปรายถ้าอยากจะออกทีวี ไม่ใช่มาใช้วิธีนี้ไม่ได้ มันเสียหายสภานะคะ ท่านต้องพิจารณาด้วย
ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ
ไม่ใช่ เขาอยากยกมือท่านก็ให้เขาพูดแล้วก็ฟังเขา มันต้องคิดด้วยเป็นประธาน
นั่งครับ เพราะทุกคนได้ออก ทีวีหมดครับ ไม่ต้องหรอกครับ เพราะตอนนี้ทีวีช่องเอ็นบีทีถ่ายทอดอยู่
ท่านประธานคะ ท่านต้องดูว่าพฤติกรรมแบบนี้มีอยู่คนเดียวในสภานี้
เอาละครับ ขอวินิจฉัย ท่านรังสิมาครับ ผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ เขาประท้วง และในเมื่อเขาใช้สิทธิประท้วง ผมก็ให้เขาประท้วง แล้วผมก็วินิจฉัยไปแล้ว ท่านประสิทธิ์เชิญนั่งเถอะครับ ไม่เป็นไรครับ ออกทีวีดีครับ
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงคุณรังสิมาที่ลุกขึ้นมา ประท้วงผมและหาว่าผมอยากออกทีวีไม่ใช่ครับ ผมมาที่นี่ผมมาทําหน้าที่ครับ มีเขาเท่านั้น ลุกขึ้นมาแช็ด แช็ด แช็ด
พอแล้ว นั่งลงครับ ผมวินิจฉัยไปแล้ว ท่านวันชัยว่าต่อเลยครับ อาจารย์วันชัยว่าต่อไปครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมต้องขอบพระคุณผู้ประท้วง เพราะว่าทําให้ผมได้มีเวลาพักแล้วก็มีอีกหลายประเด็นที่นึกได้ เดี๋ยวนี้เลยครับ ความจริงจะจบแล้วนะครับท่านประธาน พอประท้วงนี่คิดว่าจะมีอีก สักประมาณ ๗ ประเด็นครับ
อาจารย์เข้าประเด็น
พอดีมันเพิ่งนึกได้เลย ครับท่านประธาน
เดี๋ยวผมก็นึกได้เหมือนกัน เชิญอาจารย์ครับ
ท่านประธานครับ ดังที่ผมกราบเรียนแล้วว่าผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนเลยครับว่า ส.ว. ต่อไปนี้ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่แก้ไขนี้ท่านจะเห็นภาพเป็นอย่างไรครับ มีกลุ่ม มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากกราบเรียนว่า เราจะมั่นใจ ในฐานะที่เป็นสภากลั่นกรองตรวจสอบได้อย่างไร มันจะถ่วงดุลเป็นกลางได้อย่างไรครับ ท่านประธาน ในเมื่อนอนอยู่บ้านเดียวกัน เตียงเดียวกันครับประธาน หรือเป็นญาติพี่น้องกัน หรือมาจากฐานการเมืองพรรคการเมือง พรรคเดียวกันครับ บางทีสามีอยู่สภาบนภรรยาอยู่ สภาล่างผลัดกัน ภรรยาอยู่สภาล่าง สามีอยู่สภาบน ผลัดกันอยู่ข้างบนข้างล่างอย่างนี้ตายเลย สิครับท่านประธานจะตรวจสอบกันได้อย่างไร นี่คือสภาที่มีหน้าที่ตรวจสอบ แล้วก็สังกัด พรรคการเมืองหรือไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่แน่นอน ขออภัยนะครับ แอบทางการเมือง ดังนั้นผมจึงเคยอภิปรายไว้แล้วครับท่านประธานว่า ถ้าเป็นแบบนี้พรรคการเมืองแค่มี ส.ว. อยู่ในมือประมาณสัก ๑๑๐ เสียง หรือ ๑๐๕ เสียง เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งต่อไป ส.ว. สรรหา จะหมดไปตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถามเถอะครับ ว่าองค์กรตรวจสอบองค์กรอิสระต่าง ๆ นั้น จะง่อยเปลี้ยเสียขาขนาดไหนครับ ขนาดมีอยู่ขณะนี้ก็ง่อยเปลี้ยเสียขาโดนสารพัดอยู่แล้ว และถ้าต่อไปมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และได้ ส.ว. มาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเชื่อเหลือเกิน นอกจากไม่ง่อยเปลี้ยเสียขาแล้ว ยังเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต พิกลพิการได้แต่หายใจรวยริน ๆ เท่านั้นเอง ดังนั้น ผมจึงกราบเรียนว่า ถ้าต้องการให้ ส.ว. มีบทบาท มีภารกิจ มีหน้าที่ ดังที่ผมกราบเรียนมาแล้วตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด จริง ๆ และรังเกียจวิธีการสรรหา ดังที่ผมกราบเรียนแล้ว ก็ควรจะแก้ดังที่ผมได้ขอแปรญัตติไว้ ดังที่ได้อ่านให้ท่านประธาน ทราบแล้วในเบื้องต้น มี ส.ว. ๑๕๐ คน จังหวัดละ ๑ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ต้องเถียงกันครับท่านประธานว่าจังหวัดนั้นเล็ก จังหวัดนี้ใหญ่ จังหวัดราชบุรีใหญ่ กรุงเทพมหานครเยอะ จังหวัดนครสวรรค์มาก หรือจังหวัดฉะเชิงเทราแยะเราเอาพื้นที่ จังหวัดเป็นตัวตั้ง แปลว่าจังหวัดหนึ่งให้มีได้ ๑ คน ถ้ากรุงเทพมหานครแยกเป็น ๒ จังหวัด ก็มี ๒ คน ส.ว. สรรหาก็ลดหลั่นลงไป ถ้าวันหนึ่งมีจังหวัด ๘๐ จังหวัด ส.ว. สรรหาก็ลด ลงไปอีก ผมว่ามันเกิดความสมดุลดังที่ผมกราบเรียนมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะได้ทั้งเลือกตั้ง โดยตรง ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิรังเกียจวิธีปัจจุบันนี้ เพราะบอกว่า ๗ อรหันต์นี้เป็นใคร ซึ่งผมได้ อธิบายไปแล้ว แต่อยากจะกราบเรียนซ้ําอีกครั้งหนึ่ง ถ้ารังเกียจวิธีการแบบนี้ ผมจึงได้ แปรญัตติใหม่ ว่าให้มีการเลือกกันเองจากสาขาอาชีพ ซึ่งผมแปรญัตติไปนี้ครับท่านประธาน แล้วผมเชื่อเหลือเกินว่าจะตัดปัญหาหรือข้อที่ว่าไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนนั้น ออกไป เพราะข้อที่ยึดโยงกับประชาชนนั้นให้แล้ว ๗๗ คน แต่ข้อที่เราต้องการมาผสมผสานแบบ สัดส่วน แบบท่านสุนัย จุลพงศธร ที่นั่งอยู่นั้นละ นี่ก็มาจากสัดส่วน เอามาผสมกัน เห็นไหมครับ เอามาผสมกัน แทนที่จะมาจากการสรรหา เปลี่ยนครับ ให้แต่ละสาขาอาชีพหรือภาคต่าง ๆ นั้นจัดการเลือกกันเองโดยตรง ผมยกตัวอย่างให้เป็น รูปธรรม ซึ่งในรายละเอียดของกฎหมายนั้นผมได้เขียนว่า หลักเกณฑ์วิธีการและการจัด หมวดหมู่ต่าง ๆ นั้นให้เป็นเรื่องของ กกต. ที่จะกําหนด แพทย์ มีทั้งสัตวแพทย์ ทันตแพทย์ มีหลาย ๆ แพทย์ด้วยกัน หรือพยาบาลเอามารวมกันเสีย เลือกไปหนึ่ง ทนายความ มี ๖๐,๐๐๐ กว่าคน เลือกกันมา วิศวกร สถาปนิกอยู่ใกล้เคียงกันเอามา ครู อาจารย์ จะแยกกันในลักษณะไหน แบบไหน ไปคิดเอา ผู้ใช้แรงงานมีทางบก เรือ อากาศ หรือ จะกี่สหภาพ ไปคิดเอา ชาวนาชาวไร่จะเป็นอย่างไร กี่กลุ่ม กี่องค์กร สภาเกษตรหรืออะไร ไปคิดเอาแล้วเลือกเอามา สื่อมวลชน ไปคิดกัน ข้าราชการ ทหาร ตํารวจ มีวิธีการที่จะจัด สัดส่วนอย่างไร องค์กรทางศาสนาตลอดจนสภาอุตสาหกรรม หอการค้า นี่ผมยกเป็นเพียง ตัวอย่างครับท่านประธาน แล้วให้เขาไปจัดหมวดหมู่กัน รังเกียจใช่ไหมว่าคุณจะมาจาก การสรรหา เลือกกันสิ ทนายความทั้งประเทศ ๖๐,๐๐๐ กว่าคน เลือกกันมาคนหนึ่ง มันก็มา จากสาขาอาชีพที่เขาเลือกกันเอง ไม่ได้มี ๗ อรหันต์ที่ท่านคลางแคลงใจ เป็นอย่างไรครับ แบบนี้ก็จะเป็นการเลือกตั้งทั้งคู่เลยครับท่านประธาน ถ้ามันเป็นแบบนี้ได้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า จะเกิดการลงตัวสมดุล แล้วท่านจะได้ ส.ว. เข้ามาทําหน้าที่ดังที่ผมกราบเรียนแล้ว สมประสงค์ตามกฎหมาย และมีความเป็นกลาง และเป็นสภากลั่นกรอง และเป็นสภา ตรวจสอบจริง ๆ แต่ถ้าเป็นสภาในลักษณะที่ท่านประธานสามารถเสนอมา มีเลือกตั้ง อย่างที่ว่านี้ ผมกราบเรียนเลยครับว่า ถามว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาในลักษณะอย่างนี้ไปทําอะไร ครับท่านประธาน มันเป็นการหลอก หลอกกันเปล่า ๆ ครับ ผมเรียนกฎหมายมา มีคําอยู่ คําหนึ่งเขาเรียกว่า ฉ้อโกงทรัพย์ แปลว่าปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง แสดงข้อความ อันเป็นเท็จ ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน เขาเรียกว่าฉ้อโกงทรัพย์ครับ ลักษณะอย่างนี้ผมถือว่าเป็นการ ฉ้อโกงอํานาจครับท่านประธาน ปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง แสดงข้อความอันเป็นเท็จ ว่าเลือกตั้ง แต่แท้ที่จริงนั้นท่านกําลังหลอกลวงแล้วหยิบฉวยไปกํากับควบคุมอํานาจ แบบเบ็ดเสร็จ ขออภัยที่จะต้องเอ่ยคําว่าฉ้อโกงอํานาจไป แต่ยังนึกคําอื่นไม่ได้เลยขออนุญาต ใช้คํานี้ สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ผมเห็นท่านประธานมองผม ผมว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ตามร่างที่เสนอมานี่ท่านประธาน ด้วยความเคารพต่อท่านประธานและท่านกรรมาธิการ จริง ๆ ครับ ผมลองมาพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ เป็นข้อสังเกต เรื่องการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ผมไม่ได้กําลังกล่าวหาใด ๆ แต่อยากจะตั้งเป็นข้อสังเกต ผมเห็นว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสําคัญ ผมได้เคยกราบเรียนต่อท่านประธานไว้ในวันแรก องค์กร ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีการจัดซื้อจัดจ้างครับ ท่านสามารถขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านลอง เป็นประธานครับ แค่ญาติพี่น้องของท่านเข้าประมูลนี่ ท่านยังต้องถอนตัวเลยครับ ถ้าตัวท่านเองยิ่งไปใหญ่เลยไม่มีสิทธิ นี่เป็นเรื่องจรรยาบรรณ ขององค์กร และถ้าเป็นอนุญาโตตุลาการหรือศาลนี่เขาตั้งข้อรังเกียจเลยนะครับ ต้องถอนตัว เลยนะครับถ้าตัวเองมีส่วนได้เสีย ผมก็ลองนึกถึงเรื่องนี้ดูครับท่านประธาน วันหนึ่งเรา บวชพระครับ มียศมีตําแหน่งเป็นมหาเถระ แก้ศีล ๒๒๗ ข้อเสียเลยดีไหมครับเพราะเรามี อํานาจ ขอแก้ให้พระฉันข้างเย็นได้ ให้พระมีภรรยาได้ เพราะเรามีอํานาจ ผมถามว่า ทําได้ไหมครับในลักษณะอย่างนี้อันนี้ผมตั้งข้อสังเกต เพราะฉะนั้นผมสังเกตได้ว่าในระบอบ ของประชาธิปไตยที่มีอํานาจแล้ว เขาทําเพื่อตัวเองนี่ส่วนใหญ่เขาจะไม่เสวยผลของ การกระทํานั้น ผมดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขนาดมาจากผลไม้พิษที่กล่าวหากันนะครับ คนร่างนี่เขายังไม่ให้ดํารงตําแหน่งอะไรเลยครับ ลงเลือกตั้งเขายังไม่ยอมเลย นี่เราผลไม้ ประชาธิปไตยเต็ม ๆ เลยครับ เรากินกับของบูดของเน่า เราทําโดยตรงเหมือนลักษณะ เรามีส่วนได้เสียโดยตรง ๆ ผมจึงกราบเรียนว่าในระบอบประชาธิปไตยสําคัญเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากกฎหมายนั้นคือหิริ โอตตัปปะ ซึ่งดูจากการร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะอย่างนี้แล้ว คนที่ไม่มีหิริ โอตตัปปะส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกเผด็จการ ทําจะแก้อย่างไรแบบไหนก็ได้ แล้วก็เสวยเอง แต่นักประชาธิปไตยเขามักจะทําแล้วให้กับคนอื่น เขาจะไม่รับอานิสงส์อันนี้ เพราะฉะนั้นก็ฝากเป็นข้อสังเกตเป็นประการสุดท้ายครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ชี้แจง
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก่อนอื่นก็ชอบ ถ้อยคําที่ท่านวันชัยใช้ว่าฉ้อโกงอํานาจประชาชนนี่นะครับ ก็เพราะเหตุนี้ครับ ประชาชน ฉ้อโกงอํานาจตั้งแต่มีการปฏิวัติเมื่อกันยายน ๒๕๔๙ จนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปล้นอํานาจ ประชาชนมาแล้วก็มาบัญญัติให้ ส.ว. ซึ่งเคยมาจากการเลือกตั้งกลายมาจากไม่เลือกตั้ง จากประชาชนทั้งหมด ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับ ท่านผู้แปรญัตติท่านได้ แปรญัตติว่าให้ ส.ว. เลือกตั้งมาจากจังหวัดละ ๑ คน ท่านกําหนดตัวเลขไว้ว่า ๑๕๐ คน ทั้งประเทศ มาจากจังหวัดละคน สมมุติมี ๗๗ จังหวัดก็ ๗๗ คน เหลืออีก ๗๓ คนให้มาจาก การเลือกตั้งกันเองภายในกลุ่มอาชีพ ก็กราบเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๑๑๑ ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่ได้แก้ไขนะครับ รับหลักการ แล้วก็รับถ้อยคําจากรัฐสภานี้ไปอย่างไร ก็ยังคงไว้ตามนั้น ก็บัญญัติไว้วางหลักไว้ว่าวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้ง จํานวน ๒๐๐ คน ซึ่งราษฎรเลือกตั้งก็แปลว่าประชาชนเลือกตั้งกับมือเขาเอง ๒๐๐ คน ฉะนั้นคงเป็นแบบที่ท่านว่าโดยการให้กลุ่มอาชีพไปสรรหาไปเลือกกันเอง กรรมาธิการ เสียงข้างมากยังคิดว่าเราน่าจะไว้ใจราษฎร เพราะถ้าอย่างที่ท่านว่าผมตั้งคําถามว่า ๑. กลุ่มอาชีพเอาอะไรมากําหนดว่ากลุ่มอาชีพอะไรบ้าง แล้ววิธีการเลือกจะเลือกกันอย่างไร แล้วที่ท่านบอกว่าเกิดตั้งจังหวัดขึ้นใหม่ก็ให้ไปลดจํานวนเอาจังหวัดเพิ่มขึ้น สมมุติเป็น ๗๘ จังหวัด มี ส.ว. จากจังหวัดละ ๑ คน ๗๘ คน แล้วไปลดจาก ๗๓ คนที่มาจากกลุ่มอาชีพ เหลือ ๗๒ คน ถามว่าจะไปลดกลุ่มไหนในทางปฏิบัติเป็นปัญหา ฉะนั้นคณะกรรมาธิการ ยังคิดว่าการมอบให้ประชาชนไปตัดสินใจน่าจะปลอดภัยกว่าการที่จะให้กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ซึ่งเรายังไม่ทราบว่ากลุ่มอาชีพปัจจุบันมีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วก็จะเลือกกันอย่างไร ถ้าเกิดปัญหาอย่างที่ผมว่าจังหวัดเพิ่มขึ้น ลดกลุ่มอาชีพจะลดกลุ่มไหน นี่ก็เป็นเรื่องที่ คงยุ่งยากในทางปฏิบัติ ทีนี้อยากกราบเรียนทําความเข้าใจนิดหนึ่ง ท่านเปรียบเทียบว่า การเลือกแบบ ส.ว. สรรหาของท่านมันก็คล้าย ๆ กับแบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้ง ส.ส. ผมอยากกราบเรียนว่าบัญชีรายชื่อนี่นะครับ มันคือพรรคเลือกคนมาใส่ในบัญชีรายชื่อ แล้วไม่ได้หมายความว่าใส่แล้วจะได้เป็นนะครับ ก็ต้องเอาบัญชีนี้ไปให้ประชาชนทั้งประเทศ เขาลงคะแนนอีก แล้วก็มาดูสิว่าความนิยมของประชาชนจากเขาดู ๑. นโยบายของพรรค ๒. ตัวบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ เขาชอบนโยบายพรรคไหนชอบองค์ประกอบของ บัญชีรายชื่อร้อยชื่อที่ว่าของพรรคไหนมากเขาก็ลงคะแนนให้แล้วก็มาคิดสัดส่วน ไม่ใช่ว่า ใส่บัญชีชื่อแล้วจะได้นะครับ ฉะนั้นมันแตกต่างที่ท่านบอกนี่บอกว่ามันเหมือนบัญชีรายชื่อ อย่างที่ท่านสุนัยเป็นนี่ก็ไม่ใช่นะครับ ท่านสุนัยเป็นนี่ก็ไม่ใช่นะครับ ท่านสุนัยเองก็ต้อง ออกไปพบปะพี่น้องประชาชนไปทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ผมมีอีกนิดเดียวครับ และอีกอย่างหนึ่งเรื่องที่ท่านพูดถึงฝ่ายบริหารบอกนายกรัฐมนตรีเป็น ส.ส. นายกรัฐมนตรี โปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วนายกรัฐมนตรีก็ไปตั้งคณะรัฐมนตรี อยากเรียนท่านว่า ถ้าท่านไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๑ นายกรัฐมนตรีมาจากสภาเลือกขึ้นไปทรงโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีใช้อํานาจของนายกรัฐมนตรีไปตั้งคณะรัฐมนตรีอีกไม่เกิน ๓๕ คน รวมท่านนายกรัฐมนตรีเป็น ๓๖ คน แต่มีความมีรับผิดชอบร่วมกันครับ อยู่ก็อยู่ด้วยกัน ไปก็ไปด้วยกัน อันนี้มันก็แตกต่างนะครับ ก็อยากกราบเรียนว่ากรรมาธิการ เรายึดหลัก ๓ มาตราที่ผมเรียนเมื่อตอนต้นนะครับ รอบที่ชี้แจงรอบแรกย้ําอีกนิดหนึ่งว่า เรายึดมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันอํานาจเป็นของประชาชนปวงชนชาวไทย มาตรา ๘๘ รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และมาตรา ๑๒๒ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ฉะนั้นทําอย่างไรครับ จะให้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรทั้งวุฒิสภายึดโยงกับประชาชนโดยตรงก็ได้บัญญัติไว้อย่าง มาตรา ๑๑๑ นี่ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านสมเจตน์ครับ ท่านจะประท้วง เชิญครับ ประท้วงข้ออะไรท่านบอกด้วยเรื่องอะไร
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาครัฐ ผมขอ ประท้วงท่านประธานกรรมาธิการในข้อ ๔๕ ที่กล่าวพาดพิงทําให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากว่าท่านได้กล่าวว่าคณะปฏิวัติฉ้อโกงอํานาจจากประชาชน คําว่า ฉ้อโกง นั้น ขออนุญาตเรียนว่ามันเป็นเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากท่านสมาชิกวุฒิสภาวันชัย สอนศิริ ท่านต้องตอบในเรื่องตรงนั้น ท่านอย่าพาดพิงถึงผู้อื่นนะครับ ถ้าผมจะพูดถึงอธิบายถึง การปฏิวัติมามันก็จะเกิดความยืดยาวไปเสียเวลาต่อที่นี้ ผมเรียนท่านนะครับว่าผมผิดหวัง ในตัวท่านจริง ๆ ผมเคยเคารพนับถือท่านในฐานะท่านเคยเป็นประมุขนิติบัญญัติมาก่อน แต่ขณะนี้ท่านผิดเพี้ยนไปเยอะ วันนี้ท่านกล่าวพาดพิงทําให้เกิดความเสียหายกระทั่ง พรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้มาพาดพิงทหารอีก ท่านคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม หรือไม่ครับ อยากขอให้ท่านถอนคําพูดครับ
เชิญท่านสามารถครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเรียนทําความเข้าใจนิดเดียวครับ คือในระบบการปกครองประชาธิปไตย นะครับ เรามีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดเราก็ดําเนินกระบวนการทุกสิ่งทุกอย่าง ตามวิถีทางตามครรลองของประชาธิปไตย อยู่มาวันหนึ่ง ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีการยึดอํานาจนะครับ จริง ๆ การยึดอํานาจถ้าไม่มีการนิรโทษกรรมถือว่าเป็นการกบฏ ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๓ นะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะให้ผม พูดว่าอย่างไรครับ ในเมื่อเราเป็นประชาธิปไตยอํานาจมาจากปวงชนชาวไทย ขณะเดียวกัน อํานาจนั้นถูกยึดไปเผอิญผมชอบใจคําพูดของอาจารย์วันชัยก็เลยขอยืมมาใช้เท่านั้นเองครับ และจะให้ผมถอนตรงคําว่า ฉ้อโกงอํานาจประชาชน หรือ ปล้นอํานาจประชาชน ก็ถอนได้ครับ ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าประวัติศาสตร์ก็จารึกไว้แล้ว ผมยินดีถอนครับ ขอบคุณครับ
ถอนเรียบร้อยแล้วครับ เชิญครับ
คือก่อนที่ท่านจะถอน นะครับ ที่ผมเรียนว่าอยากขอให้ถอนด้วยมูลเหตุว่าถ้าท่านไม่ถอนท่านจะยืนยันไว้ผมก็ยินดี แต่ผมต้องขออาศัยสิทธิพาดพิงว่าเหตุใดจึงเกิดการปฏิวัติ แล้วมันจะเกิดเรื่องยืดยาวไปอีก ท่านยอมรับไหมครับ
เดี๋ยว ๆ ครับ ท่านสมเจตน์ พอแล้วครับ เขาถอนคําพูดตามที่ท่านร้องขอนะครับ
ท่านขออนุญาต ขอให้ท่านถอนด้วยความเต็มใจอย่าถอนโดยมีเงื่อนไข ถ้าถอนด้วยความเต็มใจผมยินดีครับ
เขาถอนแล้วครับ
ขอบคุณครับ
เชิญท่านอลงกรณ์ครับ เชิญครับ
(นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยวครับ ท่านสิงห์ชัย มีอะไรครับ ท่านสิงห์ชัยบรรยากาศกําลังดี ๆ นะครับ
ไม่มีอะไรครับท่านประธาน
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ผมมีรู้สึกไม่ค่อยดีหรือเข้าใจผิด ก็ไม่แน่ใจนะครับ วันนี้ผมคิดว่าผมอยู่ในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าหากว่าพูดถึงเผด็จการ การปฏิบัติ วันนี้ผมก็ไม่แน่ใจในสิ่งที่ท่านผู้อาวุโสพูดว่าให้ท่านประธานถอนคําพูด ผมอาจจะ แว่วหรือเข้าใจผิด ท่านช่วยอธิบายสักนิดหนึ่งว่า ท่านคิดว่าการปฏิวัติครั้งนั้นถูกต้องตาม กฎหมายหรือชอบธรรมหรืออย่างไรครับ ผมถามเท่านี้เองครับ แต่โดยส่วนตัวผมนั้น ผมเชื่อว่าการปฏิวัติรัฐประหาร การฉีกรัฐธรรมนูญหมายถึงว่าการฉีกพระปรมาภิไธยของ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมพูดมาเสมอว่าประเทศไทยสําหรับสถาบันนั้น คือจิตวิญญาณครับ คุณจะอธิบายอย่างไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ขอความเข้าใจครับ ขอบคุณครับ
คืออย่างนี้ ขอเถอะครับ เพราะถ้าพูดกันเรื่องนี้ยาวอีกครับ มันเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว บันทึกเอาไว้นะครับ ขอเถอะครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มันมีประเด็นที่โต้แย้งกันอยู่ในเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร ผมนี่เป็นคนที่เกลียดการปฏิวัติรัฐประหารที่สุด เพราะหลายครั้งหลายหนที่ผมได้รับ เลือกจากประชาชนมานี่ ถูกการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ในเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร ครั้งที่แล้วนั้น ในปี ๒๕๔๙ นั้นมันมีสาเหตุปัญหามาจากเรื่องใดทั้งสิ้นนี่นะครับ ผมอยากบอกว่าคนที่จะตอบคําถามของท่านดีที่สุดคือ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ถ้าท่านอยู่ เมื่อไรให้ท่านตอบด้วยว่าเหตุใดถึงทําการปฏิวัติทําให้พวกผมเสียสิทธิด้วยเหมือนกัน ขอบคุณมากครับ
บังเอิญผู้ที่กล่าวถึงไม่อยู่ พอแล้วครับ ท่านสิงห์ชัยครับ
ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ ผม ส.ว. จังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง อย่างนี้ครับท่านประธาน ไม่อย่านั้น ท่าน พลเอก สนธิ จะเสียหายครับ คืออย่างนี้ครับ ผมไม่ได้กล่าวอ้างถึงท่าน พอดีผมสงสัย ผมกังวลครับ
อย่างนี้ครับ ท่านครับ คือเจ้าตัวเขาไม่อยู่นะครับ พอ ๆ ท่านสิงห์ชัยท่านนั่งเถอะครับ คือให้เจ้าตัวเขาอยู่ก่อน ไม่เป็นไรครับ ท่านอย่าไปแก้ตัวแทนนะครับ เอาท่านอลงกรณ์ เชิญเถอะครับ ตอนนี้ ผมอยากฟังมาก แต่ท่านใช้เวลาพอสมควรนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้สงวนคําแปรญัตติ มีความเห็นที่แตกต่างกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งกระผมจําเป็นที่จะต้องอธิบายข้อเสนอที่แตกต่าง ดังปรากฏในเอกสาร หนังสือคําแปรญัตติ ในหน้าที่ ๒๒ ในมาตรา ๑๑๑ แล้วในหน้าที่ ๔๔ ในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งว่าด้วยที่มา จํานวน องค์ประกอบของสมาชิกวุฒิสภา ความจริงการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้นถือได้ว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๓ ฉบับที่ ๓ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เราได้มีการแก้ไข ๒ ฉบับซึ่งเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติโดยตรง ก็คือในเรื่องของจํานวน และที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นอํานาจของ ฝ่ายนิติบัญญัติในการพิจารณา ในเรื่องของสัญญาและความตกลงระหว่างประเทศ ความจริง ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใดเมื่อสมาชิกรัฐสภาเห็นว่าจะต้องมีการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ดูประหนึ่งว่าเป็นไปท่ามกลางความเคลือบแคลง และมีคําถาม ถึงความจําเป็นเร่งด่วนในขณะที่รัฐบาลเองก็ได้ริเริ่มให้มีสภาปฏิรูป ซึ่งหลายฝ่ายก็คาดหวังว่า จะมีการหยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการปรึกษาหารือของทุกภาคส่วน แต่เราก็มี การพิจารณาในเรื่องของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง ดูประหนึ่งว่าเป็นการออกแบบ การปฏิรูปรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยที่มาของ ส.ว. กระผมไม่มีข้อปฏิเสธ ในหลักการที่ว่าด้วย ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะผมเชื่อมั่นเสมอว่าในระบอบ ประชาธิปไตยนั้นเรายึดถือคําว่าประชาธิปไตยของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชน ถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คณะกรรมาธิการคงจะต้องตอบคําถามว่าจะเป็น ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนจริงหรือไม่ เมื่อมีคําถามเช่นนี้ก็ต้องลงไปดูในรายละเอียด เพราะว่าการที่รัฐสภาได้รับหลักการ ในวาระที่หนึ่ง และคณะกรรมาธิการนั้นได้มีการไปแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของ ที่มาจํานวน แต่รวมไปถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภา กระผมต้องเรียน ขออนุญาตท่านประธานว่าแม้ว่าในมาตรา ๓ นั้นจะเป็นการแก้ไขในมาตรา ๑๑๑ และ มาตรา ๑๑๒ แต่จะมีการเชื่อมโยงไม่มากนักเพราะว่าการแปรญัตติของทุกท่านนะครับ จะโยงไปถึงในมาตรา ๔ มาตรา ๕ บ้างเล็กน้อย เพราะว่ามาตรา ๔ นั้นก็จะพูดถึงในเรื่องของ รายละเอียดของหลักเกณฑ์วิธีการ แต่มาตรา ๕ ก็พูดไปถึงเรื่องของคุณสมบัติ
ท่านอลงกรณ์ครับ ผมขอ ตกลงกับท่านนะครับ ท่านพูดไปถึงมาตรา ๔ ได้ มาตรา ๕ ได้ แต่ว่าถึงเวลานั้นท่านไม่ต้อง พูดอีกแล้วนะครับ ได้ไหมครับ
ยินดีครับ เพราะว่าสมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้ถือแนวข้อตกลงนี้กับท่านประธาน ท่านประธานครับ ดังที่ผมได้กล่าวแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการ แก้ไขเพิ่มเติม แต่เมื่อท่านมีการแก้ไขในเรื่องของที่มา ในเรื่องของคุณสมบัติและคุณสมบัติ ต้องห้าม แต่ท่านขาดประเด็นของการพิจารณาในเรื่องของอํานาจหน้าที่ โดยแท้ที่จริงแล้ว ในแนวทางที่กระผมได้เสนอแปรญัตตินั้นกระผมพิจารณาใน ๓ หลักเกณฑ์ดังกล่าวครับ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะออกแบบวุฒิสภาคราวหน้าชุดใหม่นั้นโดยกําหนดโดยคิดคํานึง เฉพาะในส่วนของที่มาในส่วนของคุณสมบัติโดยไม่พิจารณาในส่วนของอํานาจหน้าที่ แต่เมื่อ อํานาจหน้าที่ยังคงเดิมก็ต้องมาพิจารณาให้จงหนักว่าจํานวนที่มาและคุณสมบัติ และคุณสมบัติต้องห้ามนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยและจะทําให้ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบ ซึ่งถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งของระบอบประชาธิปไตยตลอดจนหลักว่าด้วยการแบ่งแยก อํานาจ ระหว่างศาล รัฐสภา และรัฐบาลนั้น ยังมีประสิทธิภาพสามารถสร้างความสมดุล ในอํานาจอธิปไตยของปวงชนได้หรือไม่ และตรงนี้จะตอบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อประชาชนโดยประชาชนและของประชาชนหรือไม่ อย่างไร กระผมมีข้อเสนอซึ่งใคร่ขอจะอนุญาตท่านประธานนะครับ ที่จะอ่านเพื่อที่จะ ได้อธิบายและขอความเห็นซึ่งเชื่อว่ากรรมาธิการอาจจะพิจารณาทบทวน หรือมิเช่นนั้น สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่จะได้เห็นชอบต่อข้อเสนอแปรญัตติของกระผม
ในมาตราที่ ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้
(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน จํานวน ๑๐๐ คน และ
(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กรอาชีพ ที่ได้รับการจดทะเบียน จํานวน ๑๐๐ คน โดยแบ่งเป็นประเภท ๆ ละ ๑๐ คน ดังนี้ ๑. สภาทนายความ ๒. องค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทย์ สภากายภาพบําบัด สภาเทคนิคการแพทย์ สภาเภสัชกรรม เป็นต้น ๓. คุรุสภา ๔. สภาวิชาชีพบัญชีและสมาคมธนาคารไทย ๕. สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๖. สภาวิศวกรและสภาสถาปนิก ๗. สภากสิกร สภาเกษตรแห่งชาติ ๘. สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ๙. สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ๑๐. สมาคมข้าราชการ พลเรือนแห่งประเทศไทย สมาคมทหาร ตํารวจ นอกราชการแห่งประเทศไทย การแปรญัตติ ของกระผมนั้นมีความแตกต่างและคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย กระผมจึง ใคร่ขอถือโอกาสที่จะนําเสนอหลักการเหตุผลว่าทําไมจึงเสนอแปรญัตติเช่นนั้นซึ่งแตกต่างกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานคงทราบดีนะครับว่าในการออกแบบวุฒิสภา ชุดใหม่ภายใต้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น และข้อเสนอของกระผมนั้นได้ยึดหลัก ๔ ประการด้วยกัน ประการที่หนึ่งก็คือหลักความชอบธรรมโดยยึดโยงประชาชน นั่นหมายความว่าวุฒิสมาชิกจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งของกระผมนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งมาจากเขตเลือกตั้งโดยถือจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และ ๒. เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยแยกแยะมาตามสาขาวิชาชีพ หลักประการที่ ๒ ก็คือว่า
หลักความเป็นอิสระ หลักความเป็นกลาง และปลอดจากการเมือง ประเด็นนี้ เป็นหัวใจสําคัญมากครับ เพราะว่าถ้าเราต้องการให้เป็นวุฒิสภา เป็นสภาสูง เป็นสภาพี่เลี้ยง จําเป็นที่จะต้องให้วุฒิสภาที่จะเกิดขึ้นใหม่นั้นปลอดจากการเมือง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็น สภาลูกเลี้ยง ไม่ใช่สภาพี่เลี้ยง เพราะสภาผู้แทนราษฎรนั้นถือว่าเป็นสภาที่มาจาก พรรคการเมือง การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากคํานึงถึงเฉพาะที่มาและคุณสมบัติข้อห้าม โดยไม่ได้คํานึงถึงอํานาจหน้าที่นั้นจึงเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ท่านได้ทําลาย หลักการของการถ่วงดุลและตรวจสอบ ท่านได้ทําลายหลักการของความเป็นกลาง ของวุฒิสภา ท่านได้ทําลายหลักการความเป็นอิสระ ถ้าเช่นนั้นเรามีเพียงสภาเดี่ยวก็พอครับ ไม่ต้องมีสภาคู่ ถ้าหากว่าที่มาของวุฒิสภาตามร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแทบจะไม่ได้แตกต่าง จากที่มาของสภาผู้แทนราษฎรเลย แล้วจะมีประโยชน์อันใดของการที่มี ๒ สภา ความจริง บทบาทหน้าที่ของวุฒิสภานั้นมีความชัดเจนครับ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ นับแต่เปลี่ยนแปลง การปกครองมา ๘๐ ปี เราก็มีสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๑ และสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๒ ซึ่งนักรัฐศาสตร์ถือว่านั่นคือสภาพี่เลี้ยงหรือวุฒิสภา หลังจากนั้นจึงได้ก่อกําเนิด วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แล้วก็มาสู่การเลือกตั้งภายหลังยุคของการปฏิรูปภายใต้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นยังคงรักษาหลักว่าด้วยความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และปลอดจากการเมือง ตรงนี้จึงสร้างความเคลือบแคลงใจว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านคิดอะไรอยู่ ท่านต้องการปฏิรูปวุฒิสภาเพื่อใคร เพราะว่ามันไม่สอดคล้อง ต่อหลักที่ว่าด้วยความเป็นกลางและปลอดจากการเมือง เราสามารถมีสภาการเมืองได้ที่เป็น สภาล่าง แต่สภาสูงซึ่งทําหน้าที่แตกต่างกัน และมีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ถูกออกแบบมาไม่ให้เหมือนกับสภาล่างนั้นจะต้องเป็นสภาปลอดการเมืองครับ
หลักประการถัดมา ที่กระผมถือว่ามีความสําคัญมากก็คือหลัก ข้อที่ ๓ ว่าด้วยหลักแห่งการถ่วงดุลและตรวจสอบ ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเรามี ๓ อํานาจ คือ ตุลาการ นิติบัญญัติ และบริหาร เราได้พัฒนารัฐธรรมนูญของเรามา โดยมีการเพิ่ม องค์กรอิสระเป็นอีกอํานาจหนึ่ง เพื่อที่จะสร้างความสมดุลในการถ่วงดุลและตรวจสอบ ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ในการตรากฎหมาย ฝ่ายตุลาการมีหน้าที่ในการพิพากษากฎหมาย ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย การบริหารการปกครองประเทศนั้นมีความสําคัญ ที่จะต้องอยู่ภายใต้ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบ เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลเข้มแข็งเกินไป ใช้อํานาจฉ้อฉล ใช้อํานาจในทางมิชอบ ใช้อํานาจในการทุจริต เรามีสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นขาหนึ่งใน ๒ ขาของฝ่ายนิติบัญญัติในการทําหน้าที่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรามีคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ในการสืบสวนสอบสวนกรณีที่ภาครัฐ รัฐบาล รัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นั้นหรือหน่วยงานของรัฐ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในทางฉ้อฉล ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบอบ ประชาธิปไตย จึงจะจรรโลงระบอบประชาธิปไตยอยู่ได้ ไม่ต้องกลัวใครจะมาปฏิวัติ รัฐประหาร ถ้าหากรัฐบาลมีความซื่อสัตย์สุจริต บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์ ของส่วนรวม ไม่ต้องกลัวการรัฐประหารครับ ถ้ารัฐบาลบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ นําประเทศไปสู่ความก้าวหน้า สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ สร้างคุณภาพชีวิตและลด ความเหลื่อมล้ําทางสังคมได้ ไม่ต้องไปกลัวการรัฐประหาร แต่ยามใดก็ตามที่ระบบถ่วงดุล และตรวจสอบเสียศูนย์ขึ้นมา มีการแทรกแซง ครอบงําอีกขาหนึ่ง คือวุฒิสภา แน่นอน ในระบบรัฐสภาของเรา ซึ่งผมเชื่อว่าเราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา เรามีสภาผู้แทนราษฎร แล้วเรามีวุฒิสภาที่ถือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎรนั้นในระบบรัฐสภาต้องยอมรับว่า เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลโดยเสียงข้างมาก เสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นที่ยอมรับกันภายใต้ ระบบรัฐสภา แต่เราก็ได้ออกแบบรัฐธรรมนูญภายใต้การปฏิรูปการเมืองมาหลายครั้ง แล้วเราก็มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เรามีศาลรัฐธรรมนูญ เรามีตุลาการรัฐธรรมนูญ เรามีศาลปกครอง เรามีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรามีคณะกรรมการ มาตราในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ ซึ่งว่าด้วยที่มาและคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ของสมาชิกวุฒิสภา ความผิดพลาดดังกล่าวนั้นไม่ว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะยอมรับ ในรัฐสภาแห่งนี้หรือไม่ แต่กระผมก็มีหน้าที่ที่จะต้องทําให้ท่านมองเห็นในจุดผิดพลาด เมื่อท่านเห็นว่าผิดพลาดท่านก็ควรต้องทบทวน ไม่เคยมีการร่างรัฐธรรมนูญมา ๑๘ ฉบับ หรือแก้ไขมาเป็น ๑๐ ฉบับนั้นจะคํานึงถึงโดยพิจารณาเฉพาะที่มาและคุณสมบัติของ ส.ว. ทุกครั้งจะต้องเอาอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. เป็นตัวตั้ง แล้วมาดูว่าจะกําหนดในเรื่องของ คุณสมบัติและคุณสมบัติต้องห้ามอย่างไร รวมไปถึงที่มาทั้งจํานวนและหลักเกณฑ์ วิธีการ เลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นหน้าที่ที่ กกต. ในฐานะที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองในฐานะที่ดูแล พระราชบัญญัติพรรคการเมืองนั้นและพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งและการได้มา ซึ่ง ส.ว. นั้นจะต้องไปเป็นผู้กําหนด
ท่านประธานที่เคารพ กระผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ได้นําเรียนผ่านไปถึง กรรมาธิการเสียงข้างมากว่าหน้าที่ที่สําคัญและจะบ่งบอกว่าทําไมเราจะต้องยึด ๔ หลักการ ดังกล่าว โดยเฉพาะหลักการในเรื่องของความเป็นกลางและปลอดจากการเมือง เพราะหน้าที่ ประการแรกก็คือหน้าที่ในการตรวจสอบ ประทานโทษครับ หน้าที่ในการตรากฎหมาย และกลั่นกรองกฎหมาย ๒. คือหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ๓. คือหน้าที่ในการถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และ ๔. หน้าที่ในการแต่งตั้งและถอดถอนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สําคัญอย่างไร และทําไมคุณสมบัติและคุณสมบัติข้อห้ามจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง ต่อหลักประกันว่าวุฒิสมาชิกชุดใหม่นั้นจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ใน ๔ ประการหลักได้ตรง ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและเป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทย หน้าที่ในการตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ วุฒิสมาชิกนั้นมีหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ปีนี้ก็เช่นกันเป็นร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งมีวงเงินสูงถึง ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่ มาจากภาษีของพี่น้องประชาชน เรามีหน้าที่ในการที่จะให้ความเห็นชอบต่อข้อเสนอในการ ใช้จ่ายของรัฐบาลฝ่ายบริหาร วุฒิสมาชิก วุฒิสภายังมีหน้าที่ในการให้คําแนะนํา ท้วงติง ในปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศที่เป็นวาระแห่งชาติ โดยใช้สิทธิในการอภิปรายโดยไม่ลงมติ และรวมไปถึงการตั้งกระทู้ รวมไปถึงการมีคณะกรรมาธิการสามัญ วิสามัญ หรือ อนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ในการดูแลแทนพี่น้องประชาชน ตลอดจนในเรื่องของการถอดถอน ถ้าหากว่ารัฐบาลซึ่งมาจากเสียงข้างมากและมาจากพรรคการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาลผสม ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองหลัก พรรคการเมืองรอง ซึ่งครองเสียงข้างมากอยู่แล้วใน สภาผู้แทนราษฎร สามารถผ่านความเห็นชอบกฎหมายหรือกฎหมายการเงิน หรือกฎหมาย การเงินสําคัญประจําปีคือกฎหมายงบประมาณ และมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา เราจะสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ที่คาดหวังได้จากวุฒิสภาชุดใหม่ตามแนวทางของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้อย่างนั้นหรือ เพราะท่านได้ละเลยอย่างยิ่งต่อการที่จะพิจารณาในเรื่องของอํานาจหน้าที่ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย เรายอมรับได้ในเรื่องของระบบรัฐสภา เสียงข้างมากข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร แล้วผมก็ หวังว่าถ้าเสียงข้างน้อยเราสร้างศรัทธาได้ และรัฐบาลไม่บริหารราชการอย่างซื่อตรง สร้างความล้มเหลวให้กับประเทศ การเลือกตั้งครั้งหน้า เราก็มีโอกาสที่จะชนะมาเป็นรัฐบาล ท่านก็ก็กลับไปเป็นฝ่ายค้าน นี่คือหลักเกณฑ์ที่สําคัญที่เราได้ยึดถือไว้ในระบบรัฐสภา แต่เราก็ได้มี เรามิได้มีสภาเดียว เรามีวุฒิสภาคอยดูแลกลั่นกรอง คอยถ่วงดุล คอยยับยั้ง ในกรณีของร่างกฎหมายที่เห็นว่าไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือในกรณีที่มีการ บริหารราชการผิดพลาด หรืองบประมาณที่ไม่เหมาะสม แต่หน้าที่ที่สําคัญมากในประการที่ ๓ นี้นะครับ เป็นหน้าที่ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ ๆ ในการเขียนรัฐธรรมนูญของเรา ในระยะหลังในทศวรรษที่ผ่านมา นั่นคืออํานาจในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และอํานาจในการถอดถอนแต่งตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้อํานาจหน้าที่ของวุฒิสภานั้น ๑. ก็คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๐๖ กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ในมาตรา ๒๓๑ ผู้ตรวจการแผ่นดินในมาตรา ๒๔๓ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ในมาตรา ๒๔๖ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในมาตรา ๒๕๒ อัยการสูงสุด ในมาตรา ๒๕๕ และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในมาตรา ๒๕๖ องค์กรเหล่านี้มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยตรง ถ้าหากว่าอํานาจในการแต่งตั้งถอดถอนของวุฒิสภา และวุฒิสภานั้น ไม่สามารถเป็นอิสระ เป็นกลาง และปลอดจากอิทธิพลของพรรคการเมือง องค์กรเหล่านี้ ที่จะมีการแต่งตั้งและถอดถอนโดยวุฒิสภานั้น จะสามารถประกันได้อย่างไรว่าจะตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และการตรวจสอบอํานาจรัฐ ในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็ดี หรือว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็ดี มีอยู่ด้วยกัน ๖ กรณีครับ กรณีที่ ๑ ก็คือร่ํารวยผิดปกติ ๒. ทุจริตต่อหน้าที่ ๓. กระทําผิดต่อ ตําแหน่งหน้าที่ ๔. กระทําผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรม ๕. จงใจใช้อํานาจหน้าที่ ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และ ๖. ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ความผิด ๖ ประการดังกล่าวนั้น จะเป็นเสมือนเกณฑ์ของการตรวจวัดความสุจริตของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี หรือว่าผู้นําท้องถิ่น และไม่ได้พ้นสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้นการออกแบบในการสร้างความสมดุลเพื่อคงไว้ซึ่งหลักถ่วงดุลและตรวจสอบของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการและฝ่ายบริหารภายใต้ระบบรัฐสภาที่เน้นระบบพรรคการเมืองนั้น จึงต้องมีความคิดคํานึงไตร่ตรองให้ความสําคัญต่ออํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา แต่เมื่อท่านได้มี การไปแก้ไขในเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะข้อห้ามของผู้ที่จะสมัครหรือเป็นสมาชิก วุฒิสภานั้น ดังปรากฏอยู่ในหน้าที่ ๘๗ ของเอกสารการแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ ท่านได้ปลดล็อคที่เขาได้ป้องกันไว้เพื่อสร้างหลักประกัน ให้วุฒิสภานั้นเป็นอิสระ เป็นกลาง และปลอดจากอิทธิพลพรรคการเมือง กระผมใคร่ขอถามท่านประธานกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานรัฐสภาว่าทําไมถึงดําเนินการเช่นนี้ ทําไมไม่ให้เรามีสภาเดียวไปเลยล่ะครับ เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒ ประเภทนะครับ ๕๐๐ คน ๓๗๕ คนจากเขตเลือกตั้ง วัน แมน วัน โหวต แล้วก็แบบบัญชีรายชื่อหรือสัดส่วนอีก ๑๒๕ คนตามบัญชีรายชื่อที่ พรรคการเมืองเสนอ จะแตกต่างเพียงอายุเท่านั้นละครับ หรือท่านคิดแต่เพียงคําแปลคําว่า ซีเนท ที่มาจากซีนา (Sena) ในภาษาละตินที่แปลว่าโอลด์ แมน (Old man) ไม่ได้ลบหลู่ นะครับ เพราะว่านี่มาจากรากศัพท์จริง ๆ ของคําว่าซีเนท สมาชิกวุฒิสภาก็มาจากคําว่า ซีเนเตอร์ (Senator) แต่รากศัพท์จริง ๆ แปลว่าโอลด์ แมน ก็หมายความว่าเป็นสภาของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีวุฒิภาวะ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติทั่วไปก็คืออายุ ๔๐ ปีขึ้นไป ในขณะที่ผู้จะ ลงสมัคร ส.ส. นั้น ๒๕ ปี ไม่แตกต่างเลยนอกจากนั้นครับ เพราะฉะนั้นความเคลือบแคลงซึ่ง ผมคิดว่ามันท้าทายต่อเกียรติภูมิของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งเสียงข้างมาก ข้างน้อย แล้วก็ในส่วนของวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและสรรหานั้น ว่าท่านจะได้ยืนยันความสุจริตและความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และความเชื่อมั่น ต่อคําพูดที่ว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน แต่ถ้าท่าน ให้ความเห็นชอบสนับสนุนกรรมาธิการเสียงข้างมากนั่นแสดงว่าท่านไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ต่อการทําหน้าที่ในฐานะของสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านได้ใช้อํานาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อตัวเอง เพื่อพรรคการเมือง เราไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นได้เลยครับ และนั่นคือ สิ่งที่ผมใคร่ขอที่จะเรียนท่านประธานและผ่านไปถึงพี่น้องประชาชนด้วยในฐานะที่ เป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของอธิปไตย ว่านี่คือความแตกต่างระหว่างร่างของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกับข้อเสนอ ความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและสมาชิกรัฐสภาผู้สงวนคําแปรญัตติเช่นที่กระผม ได้นําเสนอ กระผมเชื่อว่าในการพิจารณาวันนี้นั้นเราจะใช้หลักของเหตุผลซึ่งถือเป็น หลักสําคัญนะครับ ถ้าประเทศใดที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยและไร้ซึ่งเหตุผลเราไม่ เรียกว่าประชาธิปไตย มันก็เป็นได้แต่สิ่งที่หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเดย์คอนเนอร์วิซได้พูดถึง คือเป็นแค่ซอมบี้ ดีมอคเครซี (Zombie Democracy) เป็นประชาธิปไตยแต่ร่าง แต่ไม่มี จิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย ใช้ประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือในการได้มาซึ่ง อํานาจและผลประโยชน์ ขอให้คําว่าอํานาจและผลประโยชน์นั้นเป็นไปเพื่อประชาชน คนส่วนใหญ่ แต่ถ้าความแตกต่างเหมือนขาวกับดําได้ปรากฏความชัดเจนอยู่ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมก็มีสิทธิเรียกร้องในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งที่ขอให้ท่านทบทวน กลับมาสู่ความซื่อตรง ซื่อสัตย์ต่อตําแหน่งหน้าที่ของพวกเรา กลับมาสร้างความถูกต้องให้กับ ระบอบประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นความคาดหวังว่าจะมีสภาปฏิรูปการเมือง ความคาดหวัง ที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าท่านกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดเราไม่มีวันที่จะสร้างระบอบ ประชาธิปไตย และบ้านเมืองนี้ก็ยากที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า
ผมเรียนท่านประธานเป็นท้ายที่สุดครับว่าโดยแท้ที่จริงผมเห็นด้วยกับข้อริเริ่ม ในเรื่องสภาปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยเสนอให้มีกรรมการปฏิรูปการเมือง สมัชชาปฏิรูปการเมือง และเมื่อรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เสนอโดยหลักการ เห็นด้วย แต่การที่จะประสบความสําเร็จและนํามาซึ่งการแก้ไขปัญหาประชาธิปไตย ในบ้านเมืองของเรา หรือการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํา การแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน สภาปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้จะต้องหยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฉบับครับ ในขณะที่ท่านต้องการ ที่จะให้เกิดการปฏิรูปการเมือง นั่นหมายความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่ง และการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นยังเดินหน้าในท่ามกลางความเคลือบแคลง และมีสาระสําคัญโดยการแก้ในชั้น กรรมาธิการที่ทําให้เห็นว่าท่านไม่ได้ทําให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะสร้างประชาธิปไตย ให้พัฒนาและดีขึ้นได้อย่างไร มิหนําซ้ํากลับทําให้วุฒิสภาซึ่งเป็นกลไกสําคัญของฝ่าย นิติบัญญัตินั้นกลับมาอยู่ในอิทธิพลของพรรคการเมือง มันยากนะครับที่ท่านจะตอบคําถามนี้ อย่างมีเหตุมีผล และมันยากที่จะทําให้ข้อริเริ่มในเรื่องสภาปฏิรูปนั้นเดินไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้าท่านต้องการความร่วมมือ ความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่ายต้องหยุดครับ แล้วมาคุยกัน ตกลงกัน แล้วก็มาออกแบบรัฐธรรมนูญของเรา รัฐธรรมนูญของเราไม่ใช่ ของคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผมจึงขออนุญาตท่านประธานนําเสนอหลักคิด แนวทาง ข้อเท็จจริง เหตุผลเพื่อประกอบการสนับสนุนการสงวนคําแปรญัตติของกระผมในมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ และหวังว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้ทบทวน แล้วก็รวมไปถึง การขอให้สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนคําแปรญัตติของกระผม และไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของมาตรา ๓ ที่กรรมาธิการได้มีการแก้ไข ผมเองขออนุญาตร่วมเสนอความคิดเห็น ในมาตรานี้เนื่องจากว่าเป็นมาตราที่สําคัญ แล้วก็ใช้เวลามาเท่ากับเมื่อวานนี้มาจนถึงวันนี้ และคงใช้เวลาต่อไป ดังนั้นผมฟังมาตั้งแต่ช่วงเมื่อวานจนถึงขณะนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้เสนอกรอบความคิดเห็นซึ่งคิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกันเพื่อหาข้อสรุปและข้อยุติ ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้ไม่มีใครบอกหรอกครับว่าใครถูก ใครผิด สภาแห่งนี้เป็นสภาที่ พี่น้องประชาชนเองไว้วางใจ แล้วก็มีแนวความคิดว่าอะไรก็ตามที่เกิดในนี้เป็นความชอบธรรม เพราะเป็นศูนย์รวมของอํานาจ ท่านบอกว่าเสาหลักประชาธิปไตยมีอยู่ ๓ เสา แต่ทุกเสา เกิดที่นี่ครับท่านประธาน จะเป็นฝ่ายบริหารเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ก็เป็นผู้ที่กําหนด ถ้ากําหนดว่าประชาชนกําหนดว่า ส.ส. ได้เสียงข้างมากก็ไปจัดตั้งรัฐบาล ในเรื่องของ ข้อกฎหมายที่เป็นนิติบัญญัติสภาแห่งนี้เป็นผู้ออก ออกไปให้ใครใช้ครับ ตุลาการ เพราะฉะนั้น สภาแห่งนี้พวกเราเองนั้นก็คงจะต้องทําหน้าที่ในความแตกต่างกันในความคิด ผมไม่ปฏิเสธ วันหนึ่งผมเคยนั่งอยู่ทางซีกขวามือของผม ผมเองก็พยายามที่จะบอกกล่าวถึงความต้องการ ในความคิดของพวกเรา แต่ความคิดขณะนั้นอาจจะแตกต่างจากคนที่นั่งทางซีกนี้ในขณะนี้ แต่ท้ายที่สุดมันก็ลงเอยด้วยการที่ใช้ประชามติ ท่านประธานครับ ผมดีใจครับว่าวันนี้ราบรื่น วิวัฒนาการทางการเมืองของสภาในอดีตท่านประธานทราบไหมครับว่าผมเองเข้ามาสู่ สภาแห่งนี้ไม่มากหรอกครับ สิบกว่าปี อะไรก็ตามที่เราคิดว่าเราพูดแล้วเขาทําไม่ได้ หรือเขา ไม่เอาตามเรา เราเป็นเสียงข้างน้อย ทําได้อย่างมากก็คือเดินออกจากห้องนี้ไป แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่แล้วครับท่านประธาน อะไรก็ตามที่มีปัญหาแล้วเรียกร้องกัน อาจจะเรียกร้องจาก ข้างนอกเข้ามาสู่ข้างใน แล้วท้ายที่สุดก็ต่อสู้กัน โดยเดี๋ยวนี้ไม่ต้องนับองค์ประชุมหรอกครับ สู้กันแบบว่าใช้ลักษณะของความคิดความอ่านจะถูกหรือจะผิดประชาชนเป็นคนตอบ แต่ท้ายที่สุดมันก็ต้องลงเอยโดยการใช้มติตรงนี้ สุดท้ายท่านจะไปเรียกร้อง ไปฟ้องประชาชน ประชาชนก็ดูกันอยู่ วันนี้ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสําคัญ เรามีรัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับ ใน ๑๘ ฉบับนี้ทุกฉบับจะมีการแก้ไขอย่างไรมักจะถูกข้อแอบอ้างว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความไม่เหมาะสม เป็นรัฐธรรมนูญที่ทําให้เกิดปัญหาประชาชน มีการคอร์รัปชัน มีการเอื้อประโยชน์ มีสารพัดละครับ แต่คนที่ฉีกรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ผมบอกได้เลยครับว่า ๒๔ ครั้ง ท่านประธานครับ มีการกระทําในเรื่องของการฉีกรัฐธรรมนูญ ๑๒ ครั้ง สําเร็จครับ สําเร็จก็ไปตั้งรัฐบาล ไปหยิบยกคนโน้นคนนี้ขึ้นมาบอกว่าถูกต้อง ก็ตัวเองชนะนี่ครับ แต่ถ้าแพ้ละครับ เป็นกบฏครับท่านประธาน ต้องไปออกกฎหมาย นิรโทษกรรมแต่ละฉบับให้ ท่านประธานครับ วันนี้เราต้องยอมรับครับว่าสังคมโลก มันโตแล้ว ไปเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้วบอกไปอ้างประเทศอังกฤษ อ้างประเทศโน้น ประเทศโน้น ไม่ได้หรอกครับ เรากลับมาดูประเทศไทยก่อนครับ ว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร ประเทศไทยเราเองนี่ครับ ประชาชนเองมีความรู้การเมืองระดับไหน เราอย่าไปดูถูกเขาครับ ให้เขากาว่าเลือกตั้งใคร ให้เขาดูว่าตัวเขาเองมีความเหมาะสมอย่างไร มีคณะกรรมการ การเลือกตั้งเป็นคนที่กําหนดแบบแผนในการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่อย่าไปดูถูกเขาครับ บอกว่าถ้าเลือกอย่างนี้แล้วเขาจะเลือกไม่ถูก จะเลือกพวกพ้อง จะเลือกคนโน้นคนนี้มาทําหน้าที่ เป็นข้อกล่าวหาทั้งนั้นละครับ เพราะที่เลือกมานี้สภาแห่งนี้ผมก็คิดว่าเป็นคนดีทั้งหมดละครับ ถ้าไม่ดีคุณไปโทษเขานะ จังหวัดต่าง ๆ นี่ที่เขาเลือกมานี้เขาก็เลือกคนที่ดีมีการแข่งขันกัน มีบางอย่างที่แพ้แล้ว แล้วก็มาบอกกล่าวว่าไม่ถูกไม่ชอบ
ท่านวิชาญครับ ท่านประเสริฐ ประท้วงครับ ความจริงตอนนี้ไม่น่าประท้วงนะครับ ถามผมนะครับ เชิญถามได้ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ คือถามท่านประธานครับว่า ท่านผู้อภิปราย ที่กําลังอภิปรายอยู่นี้ครับ ใช้สิทธิอะไรในการอภิปราย
อย่างนี้ครับ คือเนื่องจาก มาตรา ๓ มีการแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ นะครับ เขามีชื่ออยู่นะครับ
ผมเข้าใจครับว่ามีการแก้ไข
แล้วก็มีชื่ออภิปรายด้วยนะครับ เขามีชื่ออยู่ด้วยครับ
ท่านเป็นกรรมาธิการไม่ใช่หรือครับ
ไม่ครับ เขาเป็นผู้ขอแปร
หน้าไหนครับ ท่านประธานบอกหน้าหน่อยสิครับ
ขออนุญาตครับ ใช้สิทธิอภิปราย ในเมื่อมีการแก้ไข
ในมาตรา ๓ แก้ไข มาตรา ๑๑๒ วรรคหนึ่ง และวรรคสามครับ
ท่านประธานครับ อย่างนี้นะครับ เพื่อทําความเข้าใจนะครับ คือปกติเมื่อมาตราไหน ที่มีการแก้ไข สมาชิกย่อมมีสิทธิอภิปรายครับ แต่ว่าเนื่องจากโดยระบบ ประการที่ ๑ ต้องให้กรรมาธิการสงวนความเห็นได้มีสิทธิอภิปรายก่อน แล้วต่อด้วยผู้แปรญัตติ ที่สงวนความเห็นไว้ก็ต้องมีสิทธิเป็นลําดับถัดไป ถัดไปก็จะเป็นผู้ที่ไม่ได้สงวนและไม่ได้ แปรญัตติ วันนี้นะครับ ทั้งซีกของกระผม ซีกของพรรคประชาธิปัตย์ยังมีผู้ที่รอคิวอภิปรายอยู่ อีกประมาณ ๓๕ ท่านครับ ผมคิดว่าทางซีก ส.ว. ก็อีกหลายสิบท่านครับ ท่านประธานครับ ไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นมาเพื่อรบกวนอะไร แต่ว่าตั้งใจที่จะบอกเรียนประธานว่า ยังมีอีก หลายมาตรา แล้วก็อยากให้การประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่นนะครับ ก็ขอความกรุณา เถอะครับว่า ให้คนที่เป็นลําดับ ๆ แบบเมื่อสักครู่ที่ผมกราบเรียน ได้ทําหน้าที่ให้จบก่อน อันนี้ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ครับ การออกมาแสดงความคิดเห็นนี่ ต้องแสดงความคิดเห็น กับในกรณีที่ไม่เห็นด้วย ถ้ากรณีสนับสนุนไม่ได้ครับ เพราะนี่เราแปร ปรับ ตัด แก้ไขนะครับ จะสนับสนุนว่า เห็นด้วย ต้องเห็นด้วยกับการตัดครับ การแปรตัด การแปรออก การเพิ่มเติม แต่จะไปเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการไม่ได้ครับ แล้วถ้าสุดท้ายทางกรรมาธิการเห็นเป็นอย่างไร เป็นหน้าที่ของประธานกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการที่มีสิทธิชี้แจง ผมคิดว่ากติกาอย่างนี้ เป็นประเพณีประปฏิบัติมาโดยตลอดครับ ท่านประธานครับ ยึดถือปฏิบัติด้วยครับ
ขอบคุณครับ ผมขอวินิจฉัย นะครับ ในการอภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระที่สอง ข้อ ๙๙ ก็คือเราให้สิทธิ เรียงตามมาตรานะครับ ถ้ากรรมาธิการขอแปรญัตติหรือว่าผู้สงวนความเห็น กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยขอสงวนความเห็นและให้พูดก่อน เว้นแต่ว่าถ้าเกิดกรรมาธิการมีการแก้ไข สมาชิกทุกท่านก็มีสิทธิที่อภิปราย เวลานี้ใช้สิทธิในการอภิปราย ผมพยายามให้ทางนี้เยอะ และผมกําลังดูเวลานะครับ เพราะว่าเนื่องจากได้รับการประสานจากท่านนะครับ ผมกําลัง ให้สิทธิเขานะครับ ท่านตวงประท้วงก่อนครับ ประท้วงอย่างไร
ปกติจะไม่ประท้วง ท่านประธาน ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ถ้าท่านพูดแบบนั้นแปลว่าพูดผิด ถ้าตาม ข้อบังคับนั้นแปลว่า ผมเป็นคนแปรญัตติที่มีลําดับคิวอยู่แล้ว พอพวกแปรญัตติที่มีคิวอยู่แล้ว คนอื่นที่ไม่ได้มีการแปรญัตติที่จะต้องแปรที่กรรมาธิการแก้ไขคือลําดับต่อไป ผมไม่ทัก ผมรักษามารยาท แต่ถ้าเป็นแบบนี้สมาชิกวุฒิสภาเหลือ ๓๘ คน ท่านประธานครับ ผมคิดว่า เราต้องเคารพกติกา ท่านลงคะแนนอย่างไร ท่านชนะหมดครับ แต่ท่านต้องฟังมุมแตกต่าง ผมกราบเรียนท่านประธาน วิงวอนท่านประธานกรุณาใช้ข้อบังคับที่ท่านบอกว่า ซื่อตรง มั่นคง นี่ให้แน่นอน รักษาผลประโยชน์สมาชิกวุฒิสภาด้วยพวกผมไม่เคยบิดพลิ้วไปจากกติกาเลย
ครับ ขอบคุณมากครับ ความจริงแล้วผมเป็นคนที่รักษากติกาอย่างมากเลยในเรื่องของการที่อภิปราย ทีนี้เนื่องจากว่า การส่งรายชื่อมานี่ ผมถึงบอกเจ้าหน้าที่บอกว่าช่วยดูด้วยนะครับว่าอยู่รายชื่อเรียงลําดับ มาไหมว่า ๑. ก็คือผู้แปรญัตติ ผู้สงวนความเห็น แล้วก็ถึงจะเปิดโอกาสให้กับท่านสมาชิก ทั่วไป ทีนี้เมื่อส่งรายชื่อขึ้นมาผมก็เข้าใจว่าเขาเป็นผู้ที่แปรถูกไหมครับ ท่านตวงครับ
ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ผมมีเอกสารจากเจ้าหน้าที่ยืนยัน แล้วผมเตรียมตั้งแต่เมื่อวาน แล้วผมก็รอคิว ด้วยความอดทน ไม่เคยประท้วง เคารพต่อกติกา เมื่อถึงคิวที่ผมจะต้องพูดมันต้องได้พูด สมาชิกวุฒิสภานั่งตรงนี้ก็คอยที่จะพูด แล้วเอาคนอื่นที่ไม่ได้แปรญัตติอย่างผมนี่ต้องทํา การบ้านมา ๔ วัน ๕ คืนต้องมานั่งคอยได้อย่างไร ใครเป็นคนเอาชื่อผมหายลองถามดูสิ เลขาธิการหรือใคร ผมคอยคิวมานี่ตลอดเวลา แล้วผมตามทุกวัน ท่านประธานครับ มันหายไปไหน ผมถามหน่อยสิ
เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมถาม หน่อยว่า พอดีเขามีการส่งชื่อมานะครับ เพราะว่าชื่อเนื่องจากมันเยอะเหลือเกิน ถามท่านวิชาญหน่อยว่า ท่านขอแปรญัตติในมาตรา ๓ หรือเปล่า คือถ้าท่านไม่ขอแปรญัตติ ผมไม่ให้ อย่างนั้นผมไม่ให้นะครับ
ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ คือจริง ๆ แล้วนี่ผมมีแปรญัตติแต่ไม่ใช่มาตรานี้
ไม่ได้ครับ อย่างนี้ไม่ได้
คืออย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ แต่กรณีของการแปรญัตติหรือไม่แปรญัตตินี่นะครับ ในส่วนหนึ่งผมเห็นว่าฝ่ายนี้ ฝ่ายค้าน ใช้ไปเท่าไร ๒๑ คน ฝ่าย ส.ว. ๔๓ คน
ไม่ครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต นิดหนึ่งครับว่า มีข้อบังคับนะครับว่า จะต้องมีการสลับกันบ้าง
ไม่ครับ ผมอย่างนี้ครับ
ในส่วนหนึ่ง ถ้ามีการใช้สิทธินะครับ
ท่านวิชาญ ท่านฟังผมก่อน ผมนี่ใช้สิทธิ ผมบอกแล้วว่าผมจะถือปฏิบัติตามบัญชีรายชื่อนี้ถูกไหมครับ ผมถือตามปฏิบัตินี้
(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงคําวินิจฉัยของท่านประธาน เมื่อสักครู่ตามข้อ ๔๑ และข้อ ๔๒ ท่านประธานครับ การอภิปรายนี่ต้องเป็นการอภิปราย สลับระหว่างฝ่ายคัดค้าน แล้วก็ฝ่ายสนับสนุน รวมถึงฝ่าย ส.ว. ที่ไม่มีการคัดค้านหรือ สนับสนุน แต่เป็นการให้ความเห็นก็สลับกันไปมา เมื่อมีผู้ได้เสนอนะครับ ท่านวิชาญได้เสนอ ที่จะอภิปรายในการสนับสนุนก็ต้องให้สิทธิ ในส่วนข้อ ๔๒ นั้น ถ้ามีผู้ขออภิปรายหลายคน ประธานจะให้คนใดอภิปรายก็ได้ แต่ให้คํานึงถึงผู้เสนอญัตติ ผู้แปรญัตติและผู้ซึ่งยังไม่ได้ อภิปรายด้วย ตอนนี้ท่านวิชาญขึ้นมาอภิปรายในฐานะที่มีการแก้ไขในรายละเอียดของ มาตรา ๓ นะครับ ก็เป็นสิทธิของท่านวิชาญเองที่จะอภิปรายได้ และท่านประธานก็ได้ให้ อภิปรายสลับฝั่งนะครับ ผมว่าการใช้สิทธิของท่านวิชาญนี่ถูกต้องแล้วครับ
ผมขอวินิจฉัยนะครับ อย่าเพิ่งประท้วงครับ อันนั้นเป็นการอภิปรายญัตติทั่วไปครับ ญัตติทั่วไปครับ คือให้สิทธิกับ ผู้ที่เสนอญัตติก่อน ถ้ามีญัตติถ้ามีอะไรก็ให้คนเสนอ แล้วต่อไปก็คือให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ผู้ที่ เห็นด้วยสลับกันไปสลับกันมา อันนี้ถูกต้อง ผมทําหน้าที่มาปีนี้ปีที่ ๖ แล้วครับ เพราะฉะนั้น ทําไมผมถึงบอกผมจําข้อบังคับแม่น ผมบอกว่าถามดูว่าที่ส่งมานั่นกรุณาตรวจสอบก่อนว่า อยู่ในบัญชีหรือเปล่าเป็นผู้ขอแปรญัตติหรือเปล่า เป็นผู้สงวนความเห็นหรือเปล่า แล้วท่านกรรมาธิการไปแก้ไข พยายามให้อภิปรายเฉพาะประเด็นแก้ไข ผมถึงถาม ผมไม่มั่ว นะครับ การที่อภิปรายนอกประเด็น ผมก็ต้องหารือที่ประชุมว่าผมขอใช้ข้อ ๑๑๖ ได้ไหมว่า มีการยกเว้น แต่ว่าผมไม่ใช้สิทธินั้นเลยครับ ผมให้เกียรติทุกคนครับ ท่านวิชาญ ท่านเกิด ท่านไม่มีแล้วท่านกรุณานะครับ ผมจะได้ให้ท่านตวงได้พูด ท่านวิชาญขอเถอะครับ
ผมเชื่อท่านประธานครับ เคารพ ท่านประธาน ผมฝากนิดเดียวครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกบอกว่าให้ถือข้อบังคับเป็นหลัก พรุ่งนี้ใช้ข้อบังคับเดียวกัน ก็ใช้มาตรฐานเดียวกัน ท่านอาจจะไม่ได้มีการประชุมรัฐสภา นะครับ พรุ่งนี้ก็มีการประชุม หรือครั้งหน้าก็มีการประชุม ก็ให้ยึดข้อบังคับเป็นหลัก วันนี้ ไม่เป็นไรครับ คือผมพูดแค่นี้หรือจะไปพูดตอนหลังก็ได้ ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ขอบคุณ คือถ้าต่อไป ยังฝ่าฝืนอย่างนี้ ผมก็จะขอทุกครั้ง ผมจะขอถ้าใครจะพูดที่นอกเหนือจากข้อบังคับการประชุม ผมจะขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ ขอมติที่ประชุมก่อนว่าจะยอมให้เขาพูดนอกประเด็นไหม หรือจะยกเว้นไหมอย่างนี้ ถ้าอย่างนี้มันก็จะเสียเวลาตลอดเวลานะครับ คือมันเป็นข้อบังคับ การประชุมท่านอย่าได้กล่าวหาว่ามั่ว ผมนี่อยู่กับข้อบังคับการประชุมมาหลายปีมากนะครับ อาจารย์ตวงครับ เดี๋ยวให้อาจารย์ตวงพูดนะครับ ผมขอหารือนะครับ วันนี้ผมได้รับการ ประสานงานว่าจะขอให้เลิกเร็ว เพราะพรุ่งนี้ท่านจะต้องประชุมงบประมาณวันศุกร์ วันเสาร์ ถ้าไม่เสร็จวันอาทิตย์ ผมสั่งงดประชุมวันจันทร์ วุฒิสภางดวันจันทร์ เนื่องจากว่าวันจันทร์ จะเป็นวันสุดท้าย คือวันที่ ๐๑๕ ของการพิจารณางบประมาณจนถึงเที่ยงคืนวันจันทร์ ผมสั่งงดการประชุมวุฒิสภาวันจันทร์ และงดประชุมวุฒิสภาวันอังคารเพราะจะมีการประชุม แก้ไขรัฐธรรมนูญต่อในวันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดี ๓ วัน ท่านขจิตรมีอะไรครับ เดี๋ยวครับท่านขจิตรเดี๋ยวให้ท่านประเสริฐต่อเนื่องนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ต่อข้อหารือของท่านประธาน ซึ่งท่านประธานได้นําเรียนว่าพรุ่งนี้จะมีการประชุมงบประมาณ แล้ววันนี้จะมีการเลิกเร็ว พอสมควรนะครับถ้าจะพิจารณาพักเสียตอนนี้เพื่อจะได้ทํางานต่อไปในวันพรุ่งนี้
อย่างนี้ครับ ผมขอให้ ท่านตวงอีกสักคนได้ไหมครับ เพราะท่านตวงเตรียมมา ๒ วันแล้วนะครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านขจิตรเดี๋ยวท่านตวงเฉย ใจเย็น ท่านขจิตร
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เวลานี้ผมขอประท้วงท่านประธานในการดําเนินการประชุมตามข้อ ๕ ประเด็นที่ท่านประธาน ดําเนินการได้มาจนกระทั่งขณะนี้ท่านประธานไม่ได้ใช้ข้อบังคับหลายข้อ ท่านอนุโลมมาก คนที่แปรญัตติไม่ถูกตามข้อ ๙๖ วรรคสาม ไม่อภิปรายตามข้อ ๙๙ ท่านก็อนุโลมมา ผมก็ไม่ว่า ขอให้ดําเนินการได้ แต่ท่านประธานครับ ผมมาดูแล้วท่านผู้อภิปรายมาตรานี้จะมีฝ่ายค้านอยู่ ๒๑ ท่าน ส.ว. ๔๓ ท่าน ฝ่ายรัฐบาลอภิปรายไป ๒ ท่าน ท่านวิชาญขออภิปรายซึ่งในข้อบังคับ ก็มีสิทธิอภิปรายทั้งนั้นละครับ เสร็จแล้วเพิ่งเป็นคนที่ ๓ ท่านประธานก็จะเคร่งครัดมาก เขามีสิทธิอภิปรายนะครับ แล้วก็มีข้อบังคับรองรับการสลับความเห็นทําไมครับ พอฝ่าย คนเสนอญัตติที่จะอภิปราย ๒๐ : ๑ : ๒ นี่ให้ไม่ได้หรือครับ ทําไมอนุโลมกันว่าผิดข้อบังคับมา ทั้งหมดก็ยังคุยกันได้เกือบ ๒ วันแล้ว พอฝ่ายรัฐบาล จะพูด ๑ คนนี่ มีปัญหา ข้อบังคับ เคร่งครัดมาก คนที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับมาเรียกร้องคนอื่นให้ตามข้อบังคับ มันเกิดอะไรขึ้น ในสภานี้ครับ ผมขอประท้วงท่านประธานว่าถ้าจะอนุโลมก็อนุโลมกันพอสมควร ไม่ใช่ฝ่ายผม ยืนขึ้นนี่ แหม เป๊ะ มันเป๊ะได้ที่ไหนละอันนี้ การลุกขึ้นมาเป็นกลุ่ม ๆ จนจะต้องเอาตํารวจ มารักษาประธาน นี่ข้อบังคับข้อไหนที่จะอยู่ได้
ครับ ผมขอวินิจฉัยนะครับ ท่านขจิตรครับ คือในหลักการพิจารณานะครับ ซึ่งตามข้อบังคับข้อ ๙๙ ผู้ที่แปรญัตติก็ดี ผู้สงวนความเห็นก็ดีมีสิทธิที่จะอภิปรายก่อนนะครับ แล้วกรรมาธิการใช้สิทธิชี้แจงนั้น ก็ใช้สิทธิเมื่อไรก็ได้ หลังจากนั้นแล้วถ้าเกิดกรรมาธิการแก้ไข ทุกคนก็อภิปรายได้นะครับ แต่วันนี้ที่อนุโลมนะครับ ผมบอกว่าถ้าอย่างนี้ ถ้าทุกคนบอกให้ผมเคร่งครัดต่อข้อบังคับ การประชุมต่อไปใครจะขออภิปรายแล้วจะก้าวล่วงหรือจะขอยกเว้นข้อบังคับประชุม ก็คือไปที่วาระหนึ่งหรือว่าพูดเรื่องอื่นผมก็จะเคร่งครัด โดยผมจะขอใช้ข้อ ๑๑๖ แต่ที่ผม ไม่ยอมใช้เพราะว่าผมเห็นแก่บรรยากาศมันกําลังประชุมกันไปด้วยดี เพราะฉะนั้น เอาท่านตวงท่านสุดท้าย วันนี้นะครับ ท่านตวงท่านสุดท้าย เอาท่านตวงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประทานอนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าได้โปรดใช้มาตรฐานทั้ง ๒ วันด้วย เพราะว่าท่านประธานสมศักดิ์ และท่านประธานได้เมตตา ทําให้สามารถอภิปรายคาบเกี่ยวมาตรา ๓ มาตรา ๔ แต่พอมาถึงผมบอกว่าไม่ให้พูดเลยนี่มันไม่ได้ ผมคิดว่าให้มาตรฐานเดียวกันทั้งวัน เพราะผม สุดท้ายมันจะจบแล้ว
ท่านตวงเดี๋ยว ๆ ผมอนุญาต ท่านพูดท่านจะอภิปรายมาตรา ๓
กับมาตรา ๔ ซึ่งมัน ผูกพันกัน
ก็คือไปถึงมาตรา ๔ ด้วย พอถึงมาตรา ๔ ท่านก็ไม่มีสิทธิแล้วนะครับ
มาตรา ๑๑๕ ครับ ซึ่งมันเป็นเรื่องประกอบกันกับมาตรา ๑๑๒ ครับ
ได้ ๆ เดี๋ยวให้ท่านวิชาญ ประท้วงก่อนเดี๋ยวครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานผมประท้วงท่านประธานข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ กรณีที่ท่านประธานกล่าวแล้วก็วินิจฉัยในข้อทักท้วงของท่านขจิตร ท่านประธานบอกว่า ใช้มาตรฐาน มาตรฐานที่มันต่ํากว่าเกณฑ์ แล้วครับ เพราะว่าท่านใช้คําว่า ให้สภาแห่งนี้ เดินไปได้ก็เลยเอื้อประโยชน์ให้กับเพื่อนสมาชิก การอภิปรายรู้อยู่แล้วนะครับที่ผ่านมานี้ ถ้าบอกว่าแปรญัตติแล้วก็อภิปราย ในความเห็นมันไม่ยาวขนาดนี้หรอกครับ นี่ออกไป นอกทะเลนอกอ่าวแล้วนะครับ ถ้าบอกว่าเอื้อประโยชน์ให้เพื่อให้การเดินออกไปได้ มันผิด ข้อบังคับอยู่แล้วครับ แต่ผมเองไม่ได้ว่าไม่ได้ติดใจครับท่านประธาน ท่านประธานต้อง ควบคุมการใช้ข้อบังคับ ผมเคารพท่านประธานผมไม่ขออภิปราย เมื่อสักครู่บอกแล้วนะครับ เพราะเพื่อนสมาชิกท้วงติงผม ท่านประเสริฐนี่ผมเพื่อนกันเลยครับ สนิทสนมครับ ท้วงติง ผมไม่ว่าผมนั่งให้ครับ ทีนี้ท่านประธานต่อจากนี้ท่านประธานใช้ข้อบังคับให้เคร่งครัด เถอะครับ เพราะผมปฏิบัติตาม ฉะนั้นรัฐสภาแห่งนี้ก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ นับจาก ท่านตวง ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ใช้ข้อบังคับครับ เพราะผมปฏิบัติตามข้อบังคับ ผมจะดูสิว่า ท่านประธานจะใช้มาตรฐานข้อบังคับที่ท่านประธานวางไว้ โดยเฉพาะในเรื่องที่ทํากับผม ในขณะนี้ ใช้ข้อบังคับนะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะประท้วงท่านประธาน
ขออภัยท่านวิชาญนะครับ ขออภัยจริง ๆ นะครับ ก็คือผมก็ดูรายชื่อตามมาตรา ๓ นะครับว่ามีใครแปรญัตติบ้าง มีใคร นั่นบ้าง แต่เวลาอภิปรายนั้นก็คือพยายามอะลุ่มอล่วยกันนะครับ แต่ถ้าท่านมีชื่อท่าน อภิปรายได้เลย ผมไม่ว่าเลยนะครับ ท่านจะใช้เวลาเท่าไรก็ได้ ผมพยายามแล้วครับ ท่านตวง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา เบื้องต้นต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่เมตตาผมได้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้ง ๒ วัน ผมพูดได้ไหมครับท่านประธาน
ท่านพูดได้ครับ ท่านพูดเลยครับ
ผมเริ่มต้นอย่างนี้ ท่านประธาน ผมเป็นคนไม่ยืดเยื้อและก็พูดตรงประเด็น
คืออย่างนี้ครับท่านประเสริฐ ถ้าท่านจุรินทร์ท่านจะลุกขึ้นท่านก็ยกมือขึ้นเองนะครับ แต่ว่าทุกคนไม่ยก ไปยกแทนให้
ให้ผมพูดเสร็จก่อน ท่านจุรินทร์ค่อยพูดได้ไหมครับ ท่านจุรินทร์ผมขอความกรุณา ผมคอยมานานแล้ว
เดี๋ยวให้ท่านตวงพูดก่อน นะครับ เขาคอยมา ๒ วันแล้วครับ เชิญครับ
มาฟังผมลองดูสิว่ามุมที่ ผมมองร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับท่านทั้งหลายที่เถียงกันมา ๒ วัน ๓ คืนกับท่านประธาน กรรมาธิการมันต่างอย่างไร ความเป็นจริงผมจําเป็นต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านว่า ทําไมการแก้ไขที่มาของ ส.ว. มันจึงมีความสําคัญยิ่งกับประเทศไทย ท่านประธานครับ เอาแค่ตําแหน่งเดียวเอาแค่อํานาจเดียวมันยิ่งใหญ่ที่ไปควบคุมกลไกของ ประเทศได้เลย คืออํานาจในการแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระและศาล อํานาจในการ ถอดถอนนักการเมือง คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. ผมเอาเท่านี้คนทางบ้านจะได้ ฟังว่ามันสําคัญอย่างนี้ นี่คือหัวใจสําคัญที่ผมอยากจะบอกท่านประธานผ่านไปยังพี่น้อง ประชาชนว่าเพราะอย่างนี้ถึงต้องแก้ไขว่าจะต้องยึดโยงเชื่อมโยงกับประชาชน ประการที่ ๒ ที่ผมจะต้องทําความเข้าใจก็คือว่าผมไม่ได้ติดใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งหรือแต่งตั้งไม่ใช่ประเด็นจะมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งผมก็ลงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่ประเด็นสําหรับผม แต่ประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้ เป็นประเด็นที่เป็นอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาที่จะทําความเห็นต่อท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการ ประการแรกก็คือหลักการและกรอบแนวคิดในการแปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ ที่ผมแปรญัตติอาจจะตรงกับบางคนที่ต่างคนต่างแปรญัตติหลักคิดต่างกัน ประการที่ ๒ ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการที่แก้ไขเกินเลยของหลักการตั้งแต่เบื้องต้น ผมขีดเส้นใต้ ๑๐๐ เส้นคําว่า เกินเลย ท่านประธานครับ ท่านประธานดูประเด็นตรงนี้มันคือ หัวใจสําคัญที่ถูกซ่อนเอาไว้ข้างใน หลักการมันก็คือให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่พอไปแก้ มันเป็นเรื่องใหม่ที่ภาษาบ้านนอกบอกว่า ขึ้นต้นเป็นลําไม้ไผ่ แต่เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา ท่านประธานตามผมไปผมจะพาไปดู ประการที่ ๓ ความเห็นในทางกฎหมายของผมต่อ ร่างแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเห็นเบื้องต้นว่า ๑. ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๒ โดยมิต้องตีความ ประการที่ ๒ เป็นการใช้อํานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่อาจจะใช้ได้ ซึ่งมีคําพิพากษาศาลฎีกาที่ผมจะให้ท่านประธานได้ดูว่าโทษคืออะไรไปแก้ จากที่ไม่มีสิทธิให้มีสิทธิ ซึ่งต่างกับที่ท่านประธานกรรมาธิการเห็นต่างกับผมคนละเรื่อง เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง ประเด็นไม่ใช่ว่าได้สิทธิแล้วลงแล้วชนะไม่ใช่ ประเด็นได้สิทธิ แล้วจะลงหรือไม่ลงไม่ใช่ ความผิดของกฎหมายมันสําเร็จตั้งแต่แก้เสร็จเรียบร้อยมีสิทธิ ผมจะอธิบายทีละขั้นตอนให้ฟัง เรื่องที่ผมแปรญัตติมาตรา ๑๑๒ ท่านประธานครับ ผมได้ หลักคิดมาจากการที่เราเริ่มต้นในวาระที่หนึ่ง เราถกกันเราเถียงกันท่านประธานลองดูนะครับ ว่ามันต่างจากที่ผมพูดบอกว่า ขึ้นต้นเป็นลําไม้ไผ่ แต่เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชาอย่างไร เราเถียงกันว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นจะต้องเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นกลางทางการเมือง สมาชิก วุฒิสภาจะต้องเป็นอิสระทางการเมือง สมาชิกวุฒิจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ท่านประธานคงไม่ปฏิเสธไม่เปิดเทปวาระที่หนึ่ง เถียงอย่างนี้ทุกคน และผมก็เห็นด้วยว่า มันจะต้องเป็นแบบนี้ เพราะมันจะต้องไปถอดถอนคนที่มาจากการเลือกตั้งคือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เพราะมันจะต้องไปถอดถอนคณะรัฐมนตรี ต้องไปถอดถอนศาล องค์กรอิสระ และแต่งตั้งองค์กรอิสระด้วยอันนี้ผมไม่ได้ติดใจ แต่ว่าเอาเข้าจริงผมก็เลย บอกว่าถ้าอยากได้แบบนี้ในทัศนะผม ผมก็ขอแปรญัตติว่าอย่างนั้นพี่น้องที่เคารพ แล้วเราเอา ประเทศไทยเป็นหนึ่งเขตไหม อยากได้เลือกตั้งใช่ไหมอยากยึดโยงเชื่อมโยงกับประชาชน ใช่ไหม จากนั้นให้ กกต. ทําบัญชีรายชื่อคนสมัคร สมัครเป็นบัญชีของประเทศเขต ๑ ประชาชนออกเสียงได้ ๑ เสียง เรียงลําดับคนได้คะแนนสูงสุดไปจนถึงจํานวนที่ต้องการ ผมก็ไม่ติดใจจะเอา ๒๐๐ ท่าน ๓๐๐ ท่าน ไม่ได้ติดใจ นั่นจะได้คนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความ เป็นกลางทางการเมืองมีความเป็นอิสระทางการเมือง เพราะถ้าไม่มีความเป็นอิสระก็ไม่มี ความเป็นกลาง ถ้าไม่มีความเป็นกลางก็ไม่สามารถจะไปเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่จะทําอย่างนั้นได้ ผมจึงได้แปรญัตติมา แต่ท่านประธานครับที่ผมแปรญัตติอย่างนี้ผมทราบครับ แม้แปรญัตติ อย่างไรผมก็แพ้ แต่ผมได้สะท้อนแนวความคิดมุมมองว่า ที่ไปคุยกับพี่น้องประชาชนที่ไปถาม กับพี่น้องประชาชนเขาคิดแบบนี้ ส่งเข้ามาในเฟสบุ๊ค (Facebook) ก็บอกแบบนี้ ฝากเป็นการบ้าน แม้วันนี้จะแพ้ก็ตาม แต่บันทึกไว้ในสภา ถ้าทําแบบนั้นมันจะตอบโจทย์อะไร ท่านประธาน จําได้ไหมครับเราต้องการ ส.ส. ที่แตกต่างจาก ส.ว. เราต้องการ ส.ส. ที่มีความเป็นกลาง ที่ไม่เหมือนกับ ส.ว. เราต้องการ ส.ส. ที่มีความเป็นอิสระ ส.ว. ที่มีความเป็นอิสระแตกต่าง จาก ส.ว. และเราต้องการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็น ส.ว. ที่แตกต่างจาก ส.ส. ถ้าไม่ทําแบบนี้ ถ้าทํา อย่างกรรมาธิการแปรญัตติมาเราก็จะได้ ส.ส. และส.ว. เหมือนกัน มาจากฐานเดียวกัน รูปแบบเดียวกัน พื้นที่เดียวกัน อันนั้นมีคนบอกว่าไม่จําเป็นต้องมี แต่ประเด็นที่ผมเรียน ท่านประธานว่ามันแปลกเกินกว่าหลักการที่ได้แถลงต่อวาระที่หนึ่งก็คือ ท่านประธานย้อนไป ดูหลักการวาระที่หนึ่ง หลักการวาระที่หนึ่งนั้นบอกว่าให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง สาระสําคัญมีเท่านั้นคือไปเลือกตั้ง แต่ว่าพอเวลาท่านไปแปรญัตติ กรรมาธิการไปแก้ไข ผมพาท่านประธานไปดู นอกจากแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ ประกอบกับมาตรา ๑๑๕ กรรมาธิการดันไปแก้ไขคุณสมบัติของคนลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาใน (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) โดยมีสาระสําคัญดังต่อไปนี้
ประการแรก แก้ให้สามี ภรรยา บุตร ธิดา พ่อ แม่ ของ ส.ส. หรือรัฐมนตรี ลงได้เลย ท่านประธานดูให้ดีนะครับ ลงได้เลย เดิมทีเขาบอกว่าต้องเว้นวรรคทางการเมือง ต้องเว้นระยะเวลา ๕ ปี แต่แก้เลย ในหลักการไม่มีแต่มาแก้บอกเอาเลย
ประการที่ ๒ ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะลาออกมาสมัครสมาชิกวุฒิสภา ลาออกมาวินาทีนั้นสมัครได้เลย แต่กลับตรงกันข้ามกัน ถ้าสมาชิกวุฒิสภาจะไปเป็น ส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรี ต้องเว้นวรรค ๒ ปี ตามมาตรา ๖ หรือท่านประธานที่เคารพ ส.ว. เองก็ แก้กฎหมายว่า ไม่ต้องเงื่อนระยะเวลา หมดวาระลงสมัครได้เลย ผมชี้ให้ท่านประธาน ได้เห็นว่าหลักการอย่างนี้มันเป็นหลักการที่ขัดต่อหลักการเบื้องต้น ขาดหลักการประการแรก ก็คือเรื่องของอํานาจแห่งความชอบธรรม ท่านประธานจําได้ไหมครับท่านเรียนสํานักไหน ก็จะมีเหมือนผมเหมือนกันหมดเลยว่า อํานาจเขามีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะและผู้อื่น ผู้ใด มีอํานาจในมือต้องทําเพื่อประโยชน์ผู้อื่น หากใช้อํานาจเพื่อตนเอง พวกพ้อง พี่น้อง ตระกูล ตนเองอํานาจก็จะเสื่อมและที่สุดก็จะถูกโค่นล้มไปในที่สุด วันนี้กรรมาธิการกําลังเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้อํานาจนั้นมาเขียนอํานาจให้กับตัวเองที่ไม่มีอํานาจ เขียนให้กับวันนี้ สิทธิที่จะลงสมัคร ส.ว. ไม่มี ภรรยา สามีของตัวเองไม่มีได้มีวันพรุ่งนี้ เขียนให้กับท่านสมาชิก วุฒิสภาซึ่งรวมทั้งผมด้วยว่าวันนี้ถ้าหมดวาระลงสมัครได้เลย อย่างนี้เรียกว่าใช้อํานาจเพื่อ ประโยชน์ตนเอง เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๒ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒๒ มันต่างกับมาตรา ๒๖๕ ที่เถียงกันคนละเรื่อง มาตรา ๑๒๒ เขียนไว้ชัดเจนว่า หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่อะไรนอกจากเป็นผู้แทน ปวงชนชาวไทย ท่านประธานดูองค์ประกอบข้อกฎหมาย ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย รู้ไม่ต่างจากผม คือ ๑. ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องถามว่าปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ ประการที่ ๒ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย หรือไม่ ผมถามว่าแก้กฎหมายให้ลูก ให้เมีย ครอบครัว สามีภรรยาลงได้ มันประโยชน์ ส่วนรวมของประชาชนอย่างไร ผมถามว่าแก้กฎหมายเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาไม่ต้องเว้นวรรค และลงสมัคร มันประโยชน์ของสาธารณะส่วนรวมอย่างไรตอบมาสิ สภาจะได้บันทึกเอาไว้
ประการสุดท้าย โดยปราศจากความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ ผลประโยชน์ ที่ว่าก็คือว่า วันนี้ไม่มี ท่านแก้ปั๊บท่านมีทันที ผมมีประเด็นกรณีที่เป็นคําพิพากษาตัวอย่าง ท่านประธานจําได้ไหมครับ กรณีปี ๒๕๔๗ กกต. ท่านดูตัวอย่างนะ เห็นชอบให้เพิ่มเงินพิเศษ ให้แก่ประธาน กกต. และ กกต. ศาลมีคําพิพากษาจําคุก ๒ ปี ปี ๒๕๔๗ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ออกระเบียบให้เงินเพิ่มแก่ตัวเอง ศาลก็จําคุก ๒ ปี ปี ๒๕๔๘ ป.ป.ช. ฐานกระทําผิดทุจริต ต่อหน้าที่ขึ้นค่าตอบแทนให้กับตัวเองจําคุก ๒ ปี คําพิพากษาศาลฎีกา ผมเอามาอันเดียวครับ ท่านประธาน เพื่อยืนยันว่าหลักที่ผมพูดถึงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลักแห่งการขัดกัน ผลประโยชน์มันคุ้มครองปกป้องไปหมดทุกอณู ไม่มียกเว้น เพราะเราคือเจ้าพนักงาน คําพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดํา ที่ อม ๑/๒๕๔๗ หมายเลขแดง ที่ อม ๑/๒๕๔๘ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ ผมไม่อ่าน แต่ผมจะอ่านคําพิพากษาตอนท้าย เพื่อจะบอกท่านประธานผ่านไปท่านประธานกรรมาธิการว่า ข้อเท็จจริงจําเลยทั้ง ๙ ทราบว่า เป็น ป.ป.ช. ได้ออกระเบียบให้ตัวเองได้เงินค่าตอบแทน พฤติกรรมฟังได้ว่าจําเลยทั้ง ๙ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จําเลยทั้ง ๙ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๘๓ ประกอบพระราชบัญญัติ ประกอบกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๕ ให้จําคุก จําเลยทั้ง ๙ คนละ ๒ ปี ประเด็นของผมก็คือว่าพี่น้องประชาชนฟังช้า ๆ ไม่ได้แปลว่า แก้รัฐธรรมนูญเสร็จท่านประธานบอก ผมไม่ลงก็ได้ ท่านประธานทราบไหมครับ ความผิด ไม่ได้อยู่ที่ว่าลงไม่ลง ไม่ได้แปลว่าแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ ผมลงแล้ว อาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้ ไม่ได้แปลว่าอย่างนั้น ตามคําพิพากษาหมายถึงว่าคุณมีเจตนาแก้ให้ตัวเองจากไม่มีสิทธิคุณได้สิทธิ แต่จะได้ไม่ได้ก็ต่อเมื่อคุณถ้าเป็นผู้แทนราษฎรไปหาเสียงเขาเลือกตั้ง ถ้าเป็น ส.ว. ไปหาเสียง เขาเลือกตั้งอันนั้นเป็นผลพลอยได้ แต่สิทธิคุณไม่มีได้เกิดขึ้นแล้ว เหมือนกันกับแก้ระเบียบอันนี้ ไม่ได้แปลว่าแก้เสร็จเรียบร้อยคุณจะได้เลย คุณต้องมีเงินเดือน คุณต้องมีอายุราชการ คุณต้อง ปฏิบัติหน้าที่ ถึงจะได้รับค่าตอบแทน เช่นเดียวกันกับสิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเช่นนั้นกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้จึงเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ จึงเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกินเลยหลักการของการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวคือหลักการที่ผ่านสภาในวาระที่หนึ่ง ให้แก้เพียงว่าให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง แต่ท่านไปแก้เลยเถิดไปถึงคุณสมบัติของผู้สมัครไปถึงลูกถึงเมีย ภรรยา สามี ครอบครัวของท่าน ผมจะไม่พูดสภาครอบครัว สภาผัวสภาเมีย เพราะสภาพูดมากแล้ว
ประการต่อมา เป็นการใช้อํานาจหน้าที่ของตัวเองโดยมิชอบ ท่านประธาน ที่เคารพ ในทัศนะผมนี่ ผมกําลังทําหน้าที่ในฐานะคนกลั่นกรอง ผมเห็นว่าการใช้ อํานาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตัวเองได้ประโยชน์คือคอร์รัปชันดี ๆ นี่เอง ท่านประธานครับ ผมคิดต่างจากอาจารย์วันชัย ผมว่ามันคือคอร์รัปชันดี ๆ นี่เอง ความหมาย ของคําจํากัดความคอร์รัปชันก็คือ คือการทุจริตโดยใช้หรืออาศัยตําแหน่งหน้าที่อํานาจตนเอง ที่มีอิทธิพลอยู่เพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น ท่านประธานเห็นไหมครับนี่ คือปัญหา ประเทศไทย นี่คือรากเหง้าของปัญหาของประเทศ ถ้าหากว่าเราปล่อยเอาไว้อย่างนี้ ที่สุด ก็จะนําไปสู่ปัญหาอีกวงรอบหนึ่ง
ท่านประธานที่เคารพ ประการสุดท้าย ผมกราบวิงวอนผ่านท่านประธาน ไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ยังไม่สายเกินไปครับ ท่านอย่าพาท่านสมาชิกวุฒิสภาของผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผมเดินตามท่านไปเลยครับ วันนี้ท่านจะลุกขึ้นมาบอกว่า ความเห็นกฎหมายต่างกันครับ แต่คนจะตัดสินคือศาลครับ ก็จะมีคนไปยื่นต่อศาล ไปถอดถอนท่าน ไปดําเนินคดีกับท่าน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานไว้ เป็นข้อสังเกตครับ
กรรมาธิการชี้แจงครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอบคุณนะครับ ความคิดเห็น ข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิก และด้วยความห่วงใยว่าเราจะดําเนินการ ผิดกฎหมายในอนาคตอาจจะต้องขึ้นศาล ถูกศาลตัดสิน ผมอยากกราบเรียนนะครับว่า อํานาจการแก้รัฐธรรมนูญเป็นอํานาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ผมย้ํา นะครับ เรามีอํานาจที่จะแก้ทั้งเล่ม ถ้าตราบใดเราไม่แก้ ๒ เรื่อง ก็คือไม่ไปแก้ระบบ การปกครองกระทบถึงระบบการปกครอง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุข และเราไม่ไปแก้เรื่องขอบเขตของรัฐ จากรัฐเดี่ยวไปเป็นสหรัฐ หรืออะไรไม่ได้ นะครับ รัฐธรรมนูญเขาห้ามไว้ ๒ เรื่อง และวันนี้เราก็ระมัดระวัง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญท่านได้ มีคําวินิจฉัยประกอบคําแนะนําว่าอย่าไปแก้ทั้งฉบับ ถ้าจะแก้ต้องไปทําประชามติเสียก่อน แค่นี้ละครับที่เขาห้าม ฉะนั้นผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่าไปถึงศาล ศาลท่านจะยกอะไรขึ้นมาว่า การแก้คราวนี้มันผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมกราบเรียนนะครับว่า หลักการแก้ครั้งนี้คือเรา กําลังจะมอบอํานาจให้กับพี่น้องประชาชนเป็นคนเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่จะมาเป็นผู้แทนของ เขาอยู่ในรัฐสภา เมื่อเราจะมอบอํานาจให้เขา จริง ๆ แล้วผมยังไม่อยากจะพูดถึงมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติ แต่เมื่อท่านพูดมาก็ขอพูดไว้หน่อยหนึ่งครับว่า เราไปแก้คุณสมบัติ ที่ห้ามไม่ให้บุพการี คู่สมรส บุตรลง ถ้าเรามอบอํานาจให้ประชาชนเขาเลือกแล้ว เราจะไป สร้างเงื่อนไขทําไมครับ ก็ปล่อยให้เขาไปลง ประชาชนอยากเลือกก็เป็นเรื่องที่เขาจะเลือก และขณะเดียวกันท่านที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ปัจจุบัน พอท่านสิ้นสมาชิกภาพเราก็ เปิดโอกาสให้ท่านไปสมัครได้ บางท่านก็อาจจะไม่สมัคร บางท่านก็ไปสมัคร สมัครแล้ว ประชาชนจะเลือกท่านหรือไม่ก็เป็นเรื่องของประชาชน ฉะนั้นกราบเรียนนะครับว่า ท่านอาจจะห่วงใยได้ แต่ผมมั่นใจว่าในหลักกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ มาตรา ๒๙๑ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราทําด้วยเจตนาเพื่อคืนอํานาจให้กับ พี่น้องประชาชน ให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยที่บอกว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของ ประชาชน ประชาชนจะถ่ายโอนอํานาจของประชาชนให้กับผู้แทนของเขาโดยผ่าน กระบวนการเลือกตั้งเรามี ๒ สภา ทั้ง ส.ส. ส.ว. ฉะนั้นวันนี้เราก็มอบอํานาจให้ประชาชน เขาเป็นคนเลือกตัวแทนของเขาทั้ง ๒ สภาครับ ท่านประธานครับ
ท่านจุรินทร์ครับ ผมจะปล่อยให้ท่านได้ไปพักผ่อนแล้วนะครับ เชิญท่านก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ท่านประธานได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าวันอังคารในสัปดาห์หน้า วันพุธ แล้วก็ วันพฤหัสบดี รวมทั้งวันศุกร์ ถ้ากระผมฟังไม่ผิดนะครับ ท่านประธานจะนัดประชุม
พรุ่งนี้วันศุกร์ยังไม่มีครับ อังคาร พุธ พฤหัสบดีครับ
วันอังคาร วันพุธ แล้วก็วันพฤหัสบดี ท่านประธานจะนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งกระผมมีข้อกราบเรียนกับท่านประธานว่า การที่ท่านประธานนัดประชุมแก้รัฐธรรมนูญในวันพุธ วันพฤหัสบดีอีกครั้งหนึ่ง มันทําให้กระทบ กับการปฏิบัติหน้าที่ของพวกกระผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่างน้อยที่สุดในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันที่พวกกระผมมีสิทธิในการที่จะตั้งกระทู้ถามสด รัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ พวกกระผมตั้งใจว่าจะตั้งกระทู้ถามสดรัฐบาลในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ํา โดยเฉพาะกําลังเดือดร้อนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นราคายาง ปาล์ม หรือพืชผลการเกษตรตัวอื่น แล้วได้เตรียมการมา ๒-๓ สัปดาห์ ในช่วงที่ผ่านมาแล้ว เพราะว่า สัปดาห์นี้ วันนี้วันพฤหัสบดี เมื่อวานวันพุธ ท่านประธานก็งดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เอาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาพิจารณาดําเนินการ แล้วจะต่อเนื่องไปอีก ๓ วัน ในสัปดาห์หน้า ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ขอความกรุณาท่านประธานได้โปรดทบทวน อย่างน้อยที่สุด ถ้าท่านประธานเห็นความจําเป็นวันพุธ ซึ่งความจริงกระผมก็เห็นว่ามีกฎหมายสําคัญที่จําเป็น รีบด่วนกว่ารัฐธรรมนูญด้วยซ้ํา เช่น ที่รอระเบียบวาระแรกอยู่คือพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน เพราะจนวันนี้เวลาล่วงเลยมาหลายปี เรายังไม่มี ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดินที่จะมาตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินของรัฐบาลเลยครับ กฎหมายฉบับนี้กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว กําลังรอ ถ้าผ่านเราก็จะได้ดําเนินการตั้ง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ เพื่อมาตรวจสอบการใช้เงินของแผ่นดิน รวมทั้งการใช้เงินของ รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าถ้าท่านคิดว่าวันพุธก็ยังจําเป็น วันพฤหัสบดีที่พวกกระผม จะได้ทําหน้าที่ช่วยประชาชนที่กําลังเดือดร้อน ให้รัฐบาลลงมาแก้ปัญหา ควรเปิดโอกาส ให้พวกผมได้ทําหน้าที่บ้าง ไม่ควรเร่งรัดเฉพาะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่มีความจําเป็น เร่งด่วนแต่อย่างใดทั้งสิ้น ขอความกรุณาท่านประธานได้ทบทวนด้วยครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวจะเรียนท่านประธาน รัฐสภานะครับ ท่านประสารมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ภาควิชาชีพ สืบเนื่องจาก ที่เมื่อกี้ประธานได้ชี้แจงนะครับ วันจันทร์ วันอังคาร งดประชุมวุฒิสภา ขอเรียนว่าวาระที่ ท่านประธานให้กับสมาชิกนั้นเต็มไปหมด ๒-๓ หน้า ทั้งเรื่องรายงานของกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ ทั้งเรื่องรายงานของหน่วยงานภายนอก เยอะแยะเต็มไปหมด สําคัญมากก็คือ ญัตติเร่งด่วน โดย พลอากาศเอก วีรวิท ที่เสนอขึ้นมาเป็นญัตติ แล้วประธานที่ประชุม คือรองประธาน ได้ถือว่าเป็นญัตติด่วนแล้ว เกี่ยวกับเรื่องการให้สัมภาษณ์ของประธาน ที่เกี่ยวพันถึงเรื่องการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาสรรหา ท่านประธานครับ ๑. มีญัตติเรียงราย เต็มไปหมด ๒. มีญัตติเร่งด่วนของ พลอากาศ วีรวิท ที่เกี่ยวข้องกับท่านประธานโดยตรง ที่จะต้องพิจารณาเป็นการด่วน แล้วอยู่ ๆ ท่านมางดการประชุมวุฒิสภาเพื่ออะไรครับ เพื่อไป รองรับอะไรครับ งบประมาณวันพรุ่งนี้ วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ๓ ท่าน ท่านไปคิดแทน เขาหรือเปล่าครับว่าท่านทําไม่ทัน หรืออย่างไรครับ ถึงต้องยกการประชุมวุฒิสภาให้กับอะไร ที่ยังไม่รู้ วันอังคารก็เป็นวันประชุมวุฒิสภา ก็ไปยกอีก เพื่ออะไรครับ เพื่อไปรองรับการเร่งรัด ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช่หรือไม่ ทําไมต้องเร่งรัด นําไปสู่อะไร กลัวไม่ทันวันที่ ๒ มีนาคม หรืออย่างไร ผมคิดว่าประธานต้องทบทวนนะครับ มันกระทบกระเทือนไปหมดเลยครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ อยากให้ประธานชี้แจงด้วยครับ และขอให้เข้าสู่ระบบการบันทึก ของสภาด้วยว่ามีการยกเอาการประชุมของวุฒิสภาทั้ง ๒ วัน วันจันทร์ที่ ๒๕ วันอังคารที่ ๒๖ ให้กับสิ่งที่เป็นอะไรก็ไม่รู้ โดยไม่รู้ความหมายโดยมาขัดขวางการประชุมตามปกติของวุฒิสภา ซึ่งมีทั้งญัตติเร่งด่วนและมีวาระต่าง ๆ มากมาย ขอประธานได้กรุณาชี้แจงด้วยครับ
ครับ เรื่องงบประมาณ รายจ่ายปี ๒๕๕๗ มีความสําคัญ เพราะขณะนี้ยังเหลืออีกหลายมาตรา ไม่รู้จะส่งได้วันไหน เพราะวันที่ ๒๖ เป็นวันสุดท้าย ก่อนเที่ยงคืน ๑๐๕ วัน เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลประสานมา ผมจําเป็นที่จะต้องเปิดเพื่อให้โอกาสท่านสมาชิกท่านได้อภิปราย ส่วนวันอังคารนั้นเราก็จะ ประชุมกันต่อ เมื่อกี้ท่านจุรินทร์บอกว่าถ้าวันพฤหัสบดีอย่างนี้ ผมก็จะเรียนท่านประธาน เรายังมีวันศุกร์ เรายังมีวันเสาร์ วันอาทิตย์ก็ได้ครับ เพราะเราไม่ใช่ไม่เคยประชุมวันเสาร์ วันอาทิตย์ เราเคยประชุมมาแล้ว ถ้าท่านจะประชุมนะครับ เพราะว่าเรื่องญัตติผมแค่ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ญัตติมันไม่ใช่กิจการของวุฒิสภาเลย ท่านเอาผมไปโน้นนะครับ ที่กรรมการจริยธรรมดีกว่านะครับ ท่านอย่าเอาเรื่องนี้เข้ามารกในวุฒิสภาเลย เพราะฉะนั้น วันนี้ขอบคุณนะครับ ผมขอพบกันเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือวันอังคารเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา นะครับ ขอปิดประชุมครับ