รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

ธนา ชีรวินิจ เสนอความเห็นในประเด็นที่อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในการลงมติว่าสมควรที่จะให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภามาจากประชาชนโดยตรงหรือไม่ และเรียกร้องการแก้ไขมาตรา 3 เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการตัดสิน

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตลอดการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญมา ๓ วัน เมื่อมีผู้ลุกขึ้นอภิปรายและได้ซักถาม ท่านประธานได้ให้สิทธิประธาน กรรมาธิการซึ่งเป็นตัวแทนของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ลุกขึ้นตอบข้อสงสัยซักถาม ตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันครับท่านประธาน ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งแน่นอนครับท่านประธานกรรมาธิการไม่ชี้ให้ผมพูดแน่นอน เพราะสิ่งที่ผมพูดนั้นไม่ได้ เป็นไปตามความต้องการ หรือเสียงของเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเพื่อนสมาชิกได้เสนอ ความเห็นในประเด็นที่อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในการลงมติว่าสมควรที่จะให้มี การเลือกตั้งวุฒิสภามาจากประชาชนโดยตรงหรือไม่ ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จําเป็นครับ เพราะประเด็นของการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายมหาชน มีความเกี่ยวเนื่องต่อโยงกันในทุก ๆ มิติทางการเมือง และทุกมิติของกฎหมาย ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมจะไม่ใช่เวลาให้เยิ่นเย้อ แต่จะพูดถึงสาระสําคัญ ที่จําเป็นเท่านั้น ทําไมศาลรัฐธรรมนูญต้องมีกําหนดองค์คณะ ๙ คน และคนที่จะมาเป็น กรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นั้น เขามีข้อจํากัดครับว่าต้องเป็นผู้ที่ผ่านการพิพากษา อรรถคดีมาและต้องเป็นที่ยอมรับของวงการตุลาการ และอย่างน้อย ๆ ก็ต้องทําหน้าที่ และมีตําแหน่งในระดับที่สูงพอที่จะมีวุฒิภาวะ เขาไม่เอาตัวแทนจากศาลในระดับล่าง ๆ ลงมา เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะได้ให้เป็นข้อยุติว่า กระบวนการของศาลชั้นต้นองค์คณะ ๓ ท่าน ศาลอุทธรณ์ ๓ ท่าน ศาลฎีกา ๓ ท่าน เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาจะวินิจฉัย หรือศาลรัฐธรรมนูญจะดําเนินการพิจารณาในเรื่องใด เขาก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสมให้เป็น ที่ยอมรับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านบอกว่าคน ๕ คนมาตัดสิทธิคนที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการที่ท่านบอกว่าคน ๕ คน มาตัดสิทธิคนที่มาจากการเลือกตั้งในการดํารง ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ถ้าพูดแค่นี้มันจะไม่ครบถ้วนทุกประเด็น แต่ผมเรียนว่าคนที่ มาเป็นศาลฎีกา แผนกคดีอาญานั้น ทุกคนผ่านการทําหน้าที่มาอย่างเต็มที่ ถ้าท่านพูด อย่างนั้นแสดงว่าท่านไม่ได้เคารพในกระบวนการยุติธรรม เรื่องศาลต้องวินิจฉัยพิพากษาคดี อยู่แล้วมีทั้งผิดมีทั้งถูก ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เราก็ต้องเคารพในกระบวนการ ยุติธรรม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยืนยันกับท่านก็คือกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยนั้น ได้รับการยอมรับในนานาอารยะประเทศว่า มีความศักดิ์และดําเนินกระบวนพิจารณาด้วย ความเที่ยงตรง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ที่ผมอยากเรียนท่านก็คือว่า ถ้าท่านบอกว่าไม่ได้รับ ความเป็นธรรมวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช หลุดจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาก็กลับมาได้นี่ครับ ท่านก็เลือกกลับมาได้ในการโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป แต่ท่าน ก็ไม่เอาครับ ท่านเลือกคนอื่น นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะพูดให้ที่ประชุมนี้ได้รับทราบว่า ถ้าจะพูดข้อเท็จจริงเราก็ต้องพูดกันให้หมด ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดความเข้าใจที่ไขว้เขว ซึ่งกันและกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๓ นี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ติดตาม การถ่ายทอดมาตลอดระยะเวลา ๓ วัน หลายคนมีความรู้มีพื้นฐานทางกฎหมาย หลายคน ไม่มี หลายคนอาจจะเพิ่งเปิดทีวีเข้ามารับฟัง แล้วเมื่อรับฟังแล้วการเข้าใจในการที่จะใช้ ดุลยพินิจในการตัดสินนั้นก็มีไม่เท่าเทียมกัน ผมขออนุญาตท่านประธานครับ เพราะว่า ผมได้ดูมาตลอดครับว่า ได้มีใครหยิบยกให้พี่น้องประชาชนได้ฟังหรือไม่ว่ามาตรา ๓ นี้ มันเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน ก่อนที่ จะยกเลิก ท่านต้องไปดูก่อนครับว่ามาตรา ๑๑๑ นี่เขาระบุว่าอย่างไร กรรมาธิการหรือที่ สภาได้มีการมีมติที่จะรับหลักการในการที่จะเปลี่ยนแปลงนั้น เขาเปลี่ยนแปลงว่าอย่างไร มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้นหักด้วย จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในกรณีที่มีการเพิ่มหรือลดจังหวัดในระหว่าง วาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่ เหตุใดก็ตามที่ทําให้จํานวนสมาชิกวุฒิสภาไม่ครบตามจํานวน แต่มีจํานวนไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๙๕ ของจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ก็ให้ถือว่ามีองค์ประกอบในการทําหน้าที่ ส่วนไหน ถ้าไม่จําเป็นผมก็จะพยายามข้าม และในมาตรา ๑๑๒ ครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในแต่ละจังหวัด ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และให้มีสมาชิกวุฒิสภาจํานวนหนึ่งคน โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง รับเลือกตั้งได้ ๑ เสียง และให้ใช้วิธี ลงคะแนนโดยตรงและลับ เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สามารถหาเสียงได้ แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการเลือกตั้ง การหาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการ ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ท่านไปขอยกเลิกในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความนี้แทน มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวนสองร้อยคน ในกรณีที่ตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงไม่ว่า ด้วยเหตุใด และยังไม่ได้มีการเลือกตั้งขึ้นแทนตําแหน่งที่ว่าง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก วุฒิสภาเท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่มีเหตุใด ๆ ทําให้สมาชิกวุฒิสภาไม่ครบจํานวนตามวรรคหนึ่ง แต่มีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕ ของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ให้ถือว่าวุฒิสภา ประกอบจํานวนสมาชิกจํานวนดังกล่าว แต่ต้องมีการเลือกตั้งให้ได้สมาชิกวุฒิสภาครบจํานวน ตามวรรคหนึ่งภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์ดังกล่าว และให้สมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามานั้นอยู่ในตําแหน่งเพียงวาระของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ และในมาตรา ๑๑๒ ที่ท่านขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งเป็นสาระสําคัญอย่างยิ่ง การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภามีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้ ๑ คน และให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ การคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภา ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีให้คํานวณตามวิธีที่บัญญัติในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม ก็คือการเลือกตั้ง ส.ส. กรณีที่จังหวัดใด อันนี้ไปเพิ่มเติมภายหลังของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในกรณีที่ จังหวัดใดมีสมาชิกวุฒิสภาได้มากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุด เรียงตามลําดับจนครบจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะพึงมีได้ในจังหวัดนั้น เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการเลือกตั้งและการหาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานที่เคารพ ที่ผมอ่านให้ท่านประธาน สาระสําคัญอย่างหนึ่ง ของการแก้ไขมาตรานี้ ก็คือท่านกําลังขอเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อ่านคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้วินิจฉัยในกรณีที่ รัฐสภาแห่งนี้ได้มีมติในการดําเนินการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๐ และศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติคําสั่งให้งดเว้นการลงมติในวาระที่ ๓ และให้ถือว่าการดําเนินการที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ไม่ชอบ แต่ผมจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอ่านให้ท่านประธานได้ฟัง เพราะคําสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กร ซึ่งรวมถึงที่ประชุมรัฐสภา อํานาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมือง หรืออํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอํานาจของประชาชนอันเป็นที่มาโดยตรงในการให้ กําเนิดรัฐธรรมนูญ โดยถือว่ามีอํานาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งระบบกฎหมายและองค์กร ทั้งหลายในการใช้อํานาจทางการเมือง การปกครอง เมื่อองค์กรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอํานาจ ตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรนั้นใช้อํานาจ ที่ได้รับมอบมาจากรัฐธรรมนูญนั้นเองกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเหมือนการใช้อํานาจแก้ไข กฎหมายธรรมดา สําหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายที่ยึดหลักความเป็น กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญจะต้องกําหนดวิธีการหรือกระบวนการแก้ไข เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากกฎหมายโดยทั่วไป ท่านประธานที่เคารพ ผมจะเน้นความท่อนแรกที่ผมอ่านให้ท่านประธานฟัง