รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

ธนา ชีรวินิจ อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อกังวลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีเจตนาที่ไม่สุจริต และขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 274 ที่กำหนดให้วุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลงคะแนน และไม่ควรแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมืองหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมตั้งใจ อภิปรายเพราะเป็นเรื่องสําคัญ และคําอภิปรายของผมไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับท่านประธาน ที่จะอภิปรายในเรื่องหลักการ ปรัชญาและการดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในการ ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าคําว่าอภิปรายทั้งหมดของผมยังอยู่ในประเด็นและเกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน สิ่งที่ผมพยายามโยงให้ท่านประธานได้เห็นก็คือว่า การเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนาที่ไม่สุจริต ส่วนไม่สุจริตอย่างไรผมก็กําลังจะอธิบายให้ ท่านประธานได้ฟัง แต่ประเด็นแรกที่ผมได้หยิบยกมาก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดต่อ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และมีคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญยืนยันในความคิดที่ผมได้ อภิปรายเมื่อสักครู่นี้

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ เราทุกคนยืนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้หลักประกันในการที่พวกเราจะมีสิทธิและเสรีภาพในการที่จะอยู่ภายใต้บทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญเท่าเทียมกัน ถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด การแก้ไข กฎหมายนั้นจะต้องทําเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ไม่มีสิทธิที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ของนักการเมือง หรือกลุ่มคนใด กลุ่มคนหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือ เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน มันถึงกลายเป็นวัวพันหลักอย่างไรครับ ท่านประธาน ไม่ว่าจะขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ผมได้กล่าวมาแล้ว และขัดบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่ผมจะได้กราบเรียนต่อไป ท่านประธานดูมาตรา ๒๗๔ สิครับ มาตรา ๒๗๔ สมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลงคะแนนซึ่งต้องกระทําโดยวิธีลงคะแนนลับ มติที่ให้ ถอดถอนผู้ใดออกจากตําแหน่ง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตําแหน่งให้ผู้นั้นพ้นจากตําแหน่ง หรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการ ดํารงตําแหน่งใดในทางการเมืองหรือการรับราชการเป็นเวลาห้าปี ผมจะไม่พูดอีกครับว่า วุฒิสภามีอํานาจในการถอดถอนใครบ้าง ผมได้อภิปรายเมื่อวานนี้แล้ว แต่ท่านประธาน จะได้เห็นว่าถอดถอนได้ทั้งหมด ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงมาถึงบุคคลสําคัญ ไม่ว่าจะเป็น ท่านประธาน สมาชิกรัฐสภา ก้าวเลยไปถึงองค์กรอิสระทุกองค์กร เท่านั้นไม่พอ ถอดถอน ผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรมได้ทุกคน อัยการสูงสุดและผู้มีตําแหน่งระดับสูง ถอดถอน ได้หมดครับ เพราะฉะนั้นเขาถึงต้องเขียนว่าอย่างไรครับ มาตรา ๒๗๔ เมื่อวุฒิสภามีอํานาจ เสมือนหนึ่งผู้พิพากษา การดํารงความยุติธรรมจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ความมีอิสระ ในการวินิจฉัยและตัดสินจึงจําเป็นอย่างยิ่งสําหรับหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา เมื่อท่านไปแก้ไข ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ผมถึงบอกว่าท่านกําลังแก้ไขกฎหมายที่ทําให้สมาชิกวุฒิสภา ไม่สามารถมีความอิสระในการทําหน้าที่ต่อไป เพราะการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนนั้น ประกอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของท่านในมาตราต่าง ๆ ได้ชี้ให้เห็นว่าท่านไม่ได้ ใส่ใจที่จะให้วุฒิสภาคงความเป็นอิสระอีกต่อไปในการทําหน้าที่ และนี่เป็นการขัดบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญชัดเจน เพราะบทบัญญัติของการทําหน้าที่ของวุฒิสภายังคงมีอยู่ เมื่อท่านแก้ไข แล้ววุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๗๔ หรือมาตราอื่นใดที่ผมได้ หยิบยกขึ้นมาเบื้องต้น ท่านประธานที่เคารพครับ วุฒิสภามีอํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งบุคคล สําคัญ ยกตัวอย่าง องค์กรตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๒๙ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีก ๔ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา ผู้ซึ่งมีความเป็นกลาง ทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง เอาเฉพาะ กกต. ก่อนครับ ท่านให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ตัดข้อจํากัดที่เคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด ให้อดีตสมาชิก วุฒิสภา ให้อดีต ส.ส. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. ที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ถ้ามีการเลือกตั้งลาออก พรุ่งนี้ลงสมัครได้ทันที ท่านยกเว้นข้อจํากัดเรื่องของสมาชิกผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง และไม่จําเป็นว่า จะต้องพ้นจากตําแหน่งในพรรคการเมืองนั้นเมื่อไร นั่นหมายถึงอะไรครับ หมายถึงว่าพรุ่งนี้ มีการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. คนที่ทํางานในพรรคการเมือง มีตําแหน่งในพรรคการเมือง ลาออกแล้วก็มาลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ทันที ท่านตัดข้อจํากัดที่เคยเป็นเรื่อง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และท้ายที่สุดที่กําลังพูดกันว่าขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามมิให้สมาชิกวุฒิสภาที่ดํารงตําแหน่งอยู่ดํารงตําแหน่งเป็นครั้งที่ ๒ ท่านไปแก้ไขให้เขาดํารงตําแหน่งได้โดยไม่มีข้อจํากัด สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธาน จากเหตุผลที่ผมได้ยกมาทั้งหมดท่านประธานเห็นไหมครับ ท่านเปิดกว้างให้นักการเมือง ทุกองค์กร ทุกคนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา และด้วยเงื่อนไขการเลือกตั้งที่เขตจังหวัดเป็นเขต ที่ใหญ่ และให้สามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ท่านไม่ได้คงเจตนารมณ์ที่มีอยู่เดิมไว้ของ รัฐธรรมนูญ เพราะท่านกําลังเห็นว่าคนที่จะเป็นวุฒิสมาชิกในการแก้ไขฉบับนี้ได้ ๑. ไม่จําเป็นต้องเป็นคนดี คนที่ได้รับการรับรองยกย่องของสาธารณชน คนที่เมื่อประกาศตัว ลง ส.ว. แล้วคนก็พร้อมจะเลือก แต่ด้วยเงื่อนไขทั้งหมดที่ท่านแก้ไขที่ผมชี้ให้เห็น ท่านต้องการให้คนการเมืองมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วเมื่อถึงเวลาในการเลือกตั้งกรรมการ การเลือกตั้งที่ท่านต้องเลือกคนที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความสุจริตเป็นที่ ประจักษ์ท่านจะเลือกได้อย่างไร ในเมื่อท่านก็มาจากการพรรคการเมือง มาจากนักการเมือง ท่านไม่สามารถทําหน้าที่ในการที่จะเลือกตั้งให้คนที่มาดํารงตําแหน่งทางการเมือง ที่มีข้อจํากัดว่าคนมาเป็นกรรมการการเลือกตั้งต้องเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ในเมื่อตัวท่านยังไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองท่านจะทําหน้าที่ ได้อย่างไร รัฐธรรมนูญที่เขาเขียนมาทั้งหมดเขามีเหตุผลและมีความจําเป็นสอดรับกันว่า การที่ให้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกมาจากการสรรหาส่วนหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่งเพราะ เขาไม่ปฏิเสธว่าการเลือกตั้งเป็นอีก ๑ กระบวนการที่สังคมยอมรับ แต่ในขณะที่อํานาจของ วุฒิสภานั้นมันมีสูงส่งมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ําไปเพราะไปพิพากษาตัดสิทธิ ตัดสินคนได้เสมือนหนึ่งเป็นผู้พิพากษา เพราะฉะนั้นคนที่จะมาตัดสินคนอื่นได้มันต้องมี ความดีเป็นที่ประจักษ์ มันต้องมีคุณธรรมเป็นที่ประจักษ์ มันต้องมีจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับของสังคม แต่วันนี้ท่านเปิดให้นักเลือกตั้งทั้งหมดของประเทศเข้าสู่กระบวนการการมาเป็นสมาชิก วุฒิสภา แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้สนใจความเป็นกลางทางการเมือง ท่านไม่ได้ให้วุฒิสมาชิก มีความเป็นอิสระที่จะทําหน้าที่นี้ต่อไป แล้วผมถามคนที่มีความดีเป็นที่ประจักษ์กับ นักเลือกตั้งเวลาลงเลือกตั้งเขตจังหวัดใหญ่ ๆ เอาละครับ ผมไม่พูดถึงกรุงเทพมหานคร ๑,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร คนดีเป็นที่ประจักษ์ของสังคมจะสู้นักเลือกตั้งที่มีพรรคการเมือง นักการเมือง ทุนการเมืองหนุนหลังได้อย่าไร เอาเฉพาะเงินค่าใช้จ่ายที่ต้องติดป้าย ประชาสัมพันธ์ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านอนุญาตให้เขาหาเสียงได้อย่างไรครับ ส.ส. คนหนึ่งกฎหมายกําหนดว่า ให้ใช้เงินในการหาเสียงเลือกตั้งได้ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท กรุงเทพมหานครมี ส.ส. ๓๐ คน ยกตัวอย่าง เท่าไรครับ ๔๕ ล้านบาท ถ้าคนไม่รู้จักว่าคนนี้ ลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วเขาจะไปเลือกได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ากฎหมาย ที่ท่านแก้ ท่านมุ่งเน้นให้ทุนทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ท่านมุ่งเน้นให้อํานาจทางการเมืองและพรรคการเมืองที่ในกฎหมายฉบับเก่าเขาไม่เปิดโอกาส ให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองเข้าไปสนับสนุนคนที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพราะ เขารู้ว่าเมื่อไรก็ตามที่นักเลือกตั้งเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมันก็จะมีผลประโยชน์ตอบแทนทาง การเมือง เขาถึงห้ามอย่างไรครับ แล้วท่านแก้ ท่านดูผลประโยชน์ของประเทศ หรือท่านดู ผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ถ้าท่านแก้เพราะว่าวุฒิสมาชิกในอดีตที่ผ่านมาลงมติ ในหลายเรื่องที่ท่านไม่ถูกใจ แล้วท่านก็ล้มระบบที่มามีเหตุมีผล ต่อไปนี้คนที่มีอํานาจ และเข้าสู่อํานาจทางการเมืองก็จะทําอย่างที่ท่านทําในวันนี้ นอกจากจะแก้กฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน กลุ่มการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองแล้ว การเข้าสู่อํานาจ ยังแก้ไขกฎหมายให้ตัวเองไม่ต้องรับผิดได้ แก้ไขกฎหมายในข้อห้ามที่บัญญัติไว้ก็ได้ แก้ไข กฎหมายอาญาที่มีการกระทําความผิดต่อส่วนรวม ก็ยังแก้ได้ ผมจะมั่นใจได้อย่างไรครับว่า ในอนาคตการกระทําผิดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านจะไม่แก้ เพราะมันมีขบวนการอยู่ในศาล อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ที่ผมชี้เจตนาให้ท่านเห็นว่า ท่านไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ไขใช้บังคับ คนทําหน้าที่วุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๔ ยังมีความอิสระในการทําหน้าที่หรือไม่