รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

ธนา ชีรวินิจ พูดเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมองว่าการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ดีที่สุดคือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบและปฏิบัติตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม จริยธรรม และอาศัยอํานาจของประชาชนให้เป็นประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชน

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้แปรญัตติตัดข้อความ ในมาตรา ๓ ทั้งหมด ซึ่งผมจะได้ใช้สิทธิในการอภิปรายต่อไป แต่ก่อนอื่นท่านประธาน ที่เคารพครับ ขออนุญาตเอ่ยนามถึงท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ที่ได้อภิปรายไป เมื่อช่วงเช้า ท่านได้พูดอยู่คําหนึ่งครับว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นที่มาจาก การเลือกตั้งในระบอบรัฐสภาเป็นการปกครองที่ดีที่สุดหรือถ้าจะเลวก็เลวน้อยที่สุด ผมขออนุญาตเพิ่มเติมท่านครับ ด้วยปรัชญาทางการเมืองและได้รับการยอมรับแล้วว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นคือการปกครองที่ดีที่สุดในขณะนี้หรือถ้าจะเลวก็เลว น้อยที่สุด แต่ถ้าเมื่อไรคนที่มาจากการเลือกตั้งได้อํานาจรัฐมาจากประชาชน ไม่ได้ทําหน้าที่ ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศชาติ มุ่งเน้นแต่ ผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ไม่ได้สนใจว่าจะดําเนินการนั้นขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม จริยธรรมอันดีต่อสังคมหรือไม่ เมื่อนั้นแหละครับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะเป็น การปกครองที่เลวร้ายที่สุด ชั่วที่สุด เพราะอ้างอํานาจของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตท่านประธาน ก่อนที่ผมจะเข้า เราเสียโอกาสครับท่านประธานครับ ที่ประเทศ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สามารถก้าวให้พ้นในการทําหน้าที่ให้กับพี่น้อง ประชาชนให้สมกับที่เขาได้ยึดมั่นในแนวทางนี้ นักเลือกตั้งหรือนักประชาธิปไตยหลายคน อาศัยอํานาจของพี่น้องประชาชนมาอ้างอิงเป็นอํานาจของตนเอง เราได้เห็นแล้วครับ ท่านประธาน ว่ากลยุทธ์ของนักเลือกตั้งนั้นในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีหลายรูปแบบ แต่ในขณะนี้ที่ดําเนินการและนิยมกันที่สุดในทั่วโลกก็คือหลักการประชานิยม เพราะเป็น การแบ่งสรรผลประโยชน์ให้กับประชาชนโดยไม่ได้ยึดถือผลประโยชน์หลักของประเทศ หลายประเทศครับที่ก้าวไม่พ้นระบอบประชาธิปไตยที่ดี ไม่ว่าจะเป็นอาร์เจนติน่า กรีซ และท้ายที่สุดท่านประธานก็คงจะเห็นในขณะนี้คือประเทศอียิปต์ ได้รับการเลือกตั้ง อย่างท่วมท้นจากพี่น้องประชาชนให้เข้ามาทําหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชน แต่ท้ายที่สุดไม่ได้มุ่งเน้นที่จะทําหน้าที่นั้นอย่างแท้จริง คนที่เลือกก็ออกมา ขับไล่แล้วก็เกิดความเสียหายมากมายอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่า แล้วถ้าอย่างนั้นผมยังยึดมั่นในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา หรือไม่ ผมยังเชื่อมั่นครับ เพราะเหตุที่พวกผมเชื่อมั่นพวกผมจึงต้องทําหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้หลักการในระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ถูกทําลายลงไป ระบอบประชาธิปไตย ที่สําคัญที่สุดคืออํานาจในการตรวจสอบ เพราะเมื่อไรก็ตามที่อ้างอํานาจประชาชน ยิ่งใหญ่ มากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าถามประชาชนว่าเห็นด้วยไหมกับการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน ผมเชื่อว่าไม่มีคนไหนไม่เห็นด้วยครับ แต่ต้องบอกประชาชนให้ทราบว่า ถ้าการเลือกตั้งนั้นมันเป็นกลอุบาย มันเป็นแผนการที่แยบยลและมันเป็นส่วนหนึ่งของการ ดําเนินการเพื่อให้ได้อํานาจรัฐ เพื่อเข้าไปสู่การแทรกแซงกระบวนการอื่น ๆ และทําให้ กระบวนการในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสียไป ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ไม่เห็นด้วยหรอกครับ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผมจะลุกขึ้นมาอภิปรายโต้แย้งในประเด็น การเลือกตั้ง ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เพราะฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพ การที่จะอธิบายในเรื่องของกฎหมายสําคัญของประเทศ ในเรื่องแนวความคิดทาง การเมือง ในเรื่องของผลได้ผลเสีย จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เวลาและใช้ตรรกะในการที่จะ ทําให้พี่น้องประชาชนและสมาชิกรัฐสภาได้เห็นด้วยกับกระผม ท่านประธานที่เคารพครับ เรามาทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งหนึ่งที่เราปฏิญาณตนร่วมกันก็คือเราจะปฏิบัติตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ท่านจะเห็นด้วย ท่านจะชอบหรือไม่ชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีวิวัฒนาการมาเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่ไปขัดขวางการดําเนินการ ไปขัดขวาง ผลประโยชน์ ไปติดขัดกับแนวทางทางการเมืองของพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด หรือไม่ เราไม่สามารถหยิบยกเอาเหตุผลส่วนตัวมาเพื่อทําลายล้างหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติในการปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าวันที่เรา รับหลักการโดยพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ผมจะไม่อ่าน ทั้งหมดครับ แต่จะอ่านสาระสําคัญที่ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคน หลายคนอาจจะละเลย พี่น้อง ประชาชนหลายคนอาจจะไม่ทราบ แต่เป็นหน้าที่โดยตรงของพวกเราที่จะต้องทําหน้าที่ ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นวิถีทางในการ ปกครองประเทศ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีบทบาทและมี ส่วนร่วมในการปกครอง และตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม การกําหนดกลไก สถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถี การปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้ศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยสุจริตเที่ยงธรรม กฎหมายทุกกฎหมายมีเจตนารมณ์ครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับ การเห็นชอบจากพี่น้องประชาชนว่าเราทุกคนจะต้องช่วยกันผดุงให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นหลักให้กับพี่น้องประชาชน ต้องส่งเสริมให้ศาลและองค์กรอิสระให้เขาสามารถทําหน้าที่ได้ ส่งเสริมให้มีการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอย่างเต็มที่ ท่านประธานที่เคารพ ในมาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้น ผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ ของรัฐสภาซึ่งกําลังทําในวันนี้ล่ะครับ คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม มาตรา ๑๒๒ ครับท่านประธาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความ ผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านประธานเห็นนะครับว่ามาตรานี้ใช้บังคับทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่เราเรียกกันว่า ส.ส. ต้องอยู่ ภายใต้พรรคการเมือง เพราะเราถือว่าสถาบันทางการเมืองนั้นจะสามารถควบคุมและกํากับ การทําหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นอย่างดี แต่ในขณะที่ส่งเสริมสถาบันทาง การเมืองคือพรรคการเมือง แต่เขาก็ยังเขียนไว้ครับว่าแม้ว่า ส.ส. จะมาจากพรรคการเมือง แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ นี่ผมไม่ได้พูดถึงสมาชิกวุฒิสภาเลยนะครับ ที่เขาบอกอยู่เสมอ เขากําหนดอยู่เสมอในหลายมาตราว่า วุฒิสมาชิกนั้นต้องมีความเป็นอิสระ และมีความเป็นกลาง เพราะการทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ดั่งที่ผมได้เคยกราบเรียนท่านประธานว่าวุฒิสมาชิกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้เป็นวุฒิสภาตรายางเหมือนในอดีต ไม่ได้มีอํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรอง กฎหมาย แม้จะฟังดูดีครับกลั่นกรองกฎหมาย แต่ท้ายที่สุดถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วย วุฒิสมาชิกหรือวุฒิสภาก็ไม่มีอํานาจเหนือสภาผู้แทนราษฎร ตราบใดที่สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันมติเดิม แต่วันนี้สิ่งที่พวกเราลุกขึ้นอภิปรายมา ๓ วัน เพราะวุฒิสภาในชุดที่เรากําลัง ใช้อยู่นี่ละครับ ไปมีอํานาจที่จะทําให้กระบวนการในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เบี่ยงเบนและเสียหายได้ เพราะฉะนั้นผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งผมเชื่อมั่นในระบอบ รัฐสภา ผมจึงต้องลุกขึ้นทําหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้เห็นว่าหากการแก้ไขบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญครั้งนี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาจะเกิดความเสียหายกับบ้านเมือง และพี่น้องประชาชนอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนหน้านี้มีสมาชิกพรรครัฐบาล ขออนุญาตไม่เอ่ยนามท่านเพื่อไม่ให้เกิดการพาดพิง ท่านบอกรัฐธรรมนูญฉบับนี้องค์กรอิสระ หลายครั้งทําหน้าที่เหมือนกับไปขัดแย้งกับสิทธิของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยยกประเด็นของการยุติการทําหน้าที่ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านสมัคร สุนทรเวช ขออนุญาตเอ่ยนามด้วยความเคารพผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ถ้าผมในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่ได้ลุกขึ้นมาชี้แจงในประเด็นนี้ก็จะเกิดความเสียหายว่า องค์กรอิสระไม่ได้ทําหน้าที่อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ องค์กรอิสระ โดยเฉพาะ ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถูกก่อตั้งมาเพื่อธํารงและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมาย สูงสุดที่พวกเราต้องจะถือปฏิบัติ ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญพูดกันมากเลยครับว่าจะต้องเป็น ที่ยอมรับของสังคมได้ การที่ท่านสมาชิกลุกขึ้นและกล่าวว่าให้คน ๙ คน แล้วถ้าจะพูดจริง ๆ หมายถึงคน ๕ คน มาตัดสิทธิคนที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าพูดแค่นี้ เกิดความเสียหายแน่นอนครับ แต่ท่านต้องพูดต่อสิครับว่า คน ๙ คนนั้นมาจากไหน ในระบบ ศาลไทยแม้จะพูดกันชัดเจนว่า เรามี ๓ ศาล ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา องค์คณะ ในการพิจารณาพิพากษาคดีทุกศาล เขากําหนดไว้องค์คณะ ๓ คน ทําไมศาลรัฐธรรมนูญ ถึงต้องกําหนด ๙ คน เราต้องยอมรับว่าคนที่จะขึ้นไปสู่ศาลฎีกาได้ และมีโอกาส