รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

ประสงค์ นุรักษ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 และ 112 โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยควรยังมีสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองประเภท และเห็นด้วยให้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยตรง อภิปรายเรื่องการสรรหาและเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีจุดเน้นว่าการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะพิสูจน์ความต้องการของประชาชนและประเทศไทยในการพัฒนาการเมือง เพื่อพัฒนาทางการเมืองให้ดีขึ้น

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาในขณะนี้ ท่านประธานครับ สาระสําคัญของกระผม ที่ท่านประธานได้เรียกผมมาให้อภิปรายในวันนี้ก็เพื่อที่จะชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่า คําที่ผมแปรญัตติไปตามร่างแก้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ในเบื้องต้นนั้น ผมมีเจตนาอย่างไร เจตนาสําคัญซึ่งเป็นหลักสําคัญมากในประเด็นดังกล่าว คือผมยืนยัน อยากจะเห็นประเทศไทยยังมีสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒ ประเภท คือประเภทหนึ่งมาจาก การเลือกตั้งโดยตรง โดยประชาชนไปลงคะแนนเลือกตั้งหยอดบัตรลงในหีบเลือกตั้ง เพื่อจะแสดงว่าเขามีความประสงค์ที่จะเลือกบุคคลผู้ใดให้เป็นตัวแทนของเขาในฐานะสมาชิก ซึ่งเป็นวุฒิสภา

อีกทางหนึ่งคือการเลือกตั้งทางอ้อม ประเด็นนี้ผมจะไม่ขออธิบายว่า เป็นอย่างไร เพราะเมื่อวาน ขอประทานโทษที่เอ่ยชื่อ ท่านศุภชัย ใจสมุทร ท่านได้พูดถึง อย่างชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งทางอ้อมมันเป็นอย่างไร แต่เป็นวิธีการหนึ่งครับ ที่จะให้ สมาชิกได้มาทํางานร่วมกันในฐานะสมาชิกของวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งและมาจาก การสรรหา ท่านประธานครับ กระบวนการสรรหากับกระบวนการการเลือกตั้ง เมื่อได้มา รวมตัวทํางานกันในฐานะสมาชิกของวุฒิสภาแล้ว ทํางานกันได้อย่างกลมเกลียวมาตลอด เท่าที่ผมสังเกตมาในระยะเกือบ ๖ ปีแล้วครับ ยกตัวอย่างครับ ผมเองซึ่งเป็นคนอําเภอ หลังสวน จังหวัดชุมพร ผมมาจากการสรรหา ผมได้ทํางานร่วมกับท่าน ส.ว. พลตรี กุลชัย สุวรรณบูรณ์ ซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังผมนี่นะครับ ซึ่งเป็น ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง จากจังหวัดชุมพร เราทํางานร่วมกันอย่างมีประโยชน์ และคนในพื้นที่มีความพึงพอใจ มากว่า ส.ว. ทั้ง ๒ ประเภทนั้นมีการทํางานที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่งที่จะให้กับประเทศไทย อย่างน้อยก็ในพื้นที่ที่เราอยู่ด้วยกัน นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพว่า ส.ว. สรรหานั้นหาได้เป็นโทษเหมือนที่คนบางคนได้กล่าวไว้ครับท่านประธาน ผมเอง ผมอภิปรายในวันนี้ เพราะว่าผมมีส่วนได้เสียในการที่จะให้ผลจากการอภิปรายเกิดขึ้น ประการหนึ่งประการใด ผมขอกราบเรียนท่านประธานเลยครับว่าหลังจากวาระของการเป็น สมาชิกวุฒิสภาของผมจบสิ้นลงด้วยประการใดก็ตามแต่ จะโดยการถูกไล่ออก หรือจะการจบ ตามวาระผมจะไม่ขอกลับเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาอีกต่อไป เพื่อจะ พิสูจน์ตัวเองว่าผมได้ต่อสู้ในสิ่งที่ผมไม่ต้องการจะได้รับผลประโยชน์ เกิดขึ้นจากการต่อสู้ ของผมเป็นการส่วนตัว ผมมีวินัยส่วนตัวของผม ผมมีจริยธรรมของผมที่จะไม่รับประโยชน์ จากสิ่งนั้น ผมอยากจะให้ผลประโยชน์ของผมที่ผมต่อสู้ในวันนี้หวังจะให้เกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนและประเทศไทยเป็นส่วนรวมครับท่านประธานที่เคารพ ผมอาจจะต้อง ใช้เวลาสักนิด เพราะผมมีความจําเป็นที่จะต้องอธิบาย ผมรู้ครับว่าคงจะเป็นการยากที่จะ เปลี่ยนใจคนบางคน ซึ่งหัวใจถูกล็อคไว้แล้วครับว่าจะตัดสินใจอย่างไรในประเด็นนี้ และผู้ซึ่ง ถือกุญแจไว้อยู่ไกลมากครับ ยากครับที่จะไขล็อคนั้นได้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอ ชี้แจงให้ท่านประธานได้ทราบว่า มีการที่บางคนได้พูดในสภานี้บ่อยครั้งว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการ ที่จะให้มี ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งผมไม่เคยเห็นตัวหนังสือสักตัวหนึ่งในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ว่า ส.ว. คนไหนมาจากการแต่งตั้ง ไม่มีครับ การพูดในลักษณะของการแต่งตั้งนั้น คล้ายกับว่าเป็นการประชดประชันต่อ ส.ว. ซึ่งมาจากกระบวนการการสรรหา กระบวนการ การสรรหานั้นมันแตกต่างไปจากการแต่งตั้งมากมาย ท่านประธานที่เคารพ มีบุคคลบางคน ในสภาแห่งนี้พยายามที่จะพูดอยู่เสมอว่าเขาไม่ต้องการที่จะไม่ให้มี ส.ว. แต่งตั้ง ไม่เคยมี ในสมัยที่ผมเป็น ส.ว. มา ๖ ปีครับว่าจะมีใครมาจากการแต่งตั้งแม้แต่คนเดียว นี่ละครับ เป็นปัจจัยอันหนึ่งที่ผมมีความเจ็บปวดอยู่ในหัวใจเป็นอย่างมาก บางคนพูดถึงว่าขนาดลากตั้ง เอามาจากไหนพูดครับ สังคมนี้อยู่ที่การประชดประชันกันเช่นนี้หรือครับ พูดความจริง ยอมรับความจริง และปฏิบัติต่อกันด้วยความเป็นจริงสิครับ อย่านึกว่าใครคนหนึ่งซึ่งมีเงินมาก มีฐานะมีฐานมาก จะเอาเปรียบคนอื่นซึ่งมีฐานและมีฐานะด้อยกว่า นั่นไม่ใช่เรื่องของ ประชาธิปไตย การเป็นประชาธิปไตย ท่านประธานครับ จะต้องยอมรับในสิ่งซึ่งเสียงข้างน้อย เขาจะต้องได้รับผลกระทบกระเทือน บุคคลผู้ซึ่งมีความชื่นชมอยู่กับการหลงอํานาจ ผมว่า ผู้คนเหล่านั้นเป็นนักประชาธิปไตยปลอมครับท่านประธานที่เคารพ นักประชาธิปไตยปลอม ไม่แตกต่างไปกับการถือพันธบัตรปลอมครับ นอกจากผิดกฎหมายแล้วยังจะทําให้สังคมนี้ วุ่นวายด้วย ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมจะต้องพูดให้ประชาชนฟังให้ชัดเจนในขณะนี้ ให้ประชาชนได้มีความเข้าใจว่า ส.ว. ซึ่งมาจากการสรรหานั้นจะเป็นบุคคลซึ่งทํางานร่วมกับ ส.ว. ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และจะดํารงไว้ซึ่งประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง ผมขอ ร่ายยาวนะครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะผมมีความตั้งใจว่าวันนี้อาจจะเป็นวาระสุดท้าย ที่ผมจะได้มีโอกาสพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ การมี ส.ว. สรรหา เป็นกระบวนการหนึ่งครับท่านประธาน ที่จะพิสูจน์ถึงความต้องการของประชาชน ของประเทศไทยที่จะให้มีการพัฒนาทางการเมือง การเมืองเดินไปข้างหน้าจะต้องมี การปรับปรุงให้ดีกว่าอยู่ตลอด ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยพูด อยู่เสมอว่าท่านมีความประสงค์ที่ต้องการพัฒนาทางการเมือง การมีของเดิมซ้ําซาก และก็ ได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย เป็นเรื่องที่มีแต่ความเสื่อมเสีย แล้วก็จะไม่เปลี่ยนแปลง หรือครับ การเปลี่ยนแปลงไปในสิ่งที่ดีกว่า การนําสิ่งใหม่ ๆ เข้ามานั้น แล้วก็ทําให้สังคม มีโอกาสในการได้รับผลประโยชน์ที่ดีกว่านั้น ผมว่านี่แหละครับคือคําจํากัดความของคําว่า การพัฒนา ท่านคิดว่าการมี ส.ว. สรรหานั้น จะทําให้ระบบประชาธิปไตยเสื่อมลงได้อย่างไรครับ ผมไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นไปได้ แล้วก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ว่าการมี ส.ว. สรรหานั้น จะทําให้สังคมนี้ต้องเสียหาย การเป็นประชาธิปไตยนั้นทุกคนคงจะเข้าใจ และคงจะ ทราบดีว่าจะเอาแต่อําเภอใจตัวเองไม่ได้ ต้องฟังคนอื่นด้วย ผมหวังว่าเราทุกคนฟัง ซึ่งกันและกัน ให้โอกาสซึ่งกันและกันในการที่จะให้ความรู้ซึ่งกันและกัน ในการที่จะรับฟัง และปฏิบัติที่จะให้เป็นประโยชน์ร่วมกันในสังคม ท่านประธานครับ ผมมีอีกหลายประเด็น ครับท่านประธาน ผมจะพูดให้หมด แต่วันนี้ท่านประธานครับ ส.ว. สรรหาเป็นการเลือกตั้ง ทางอ้อม เมื่อกี้ผมได้พูดไว้แล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้รับการบอกเล่าว่าการเป็น ส.ว. สรรหานั้น ใครก็ตามแต่ที่ถ้ารู้จักคณะกรรมการสรรหาเพียงคนเดียวจะได้รับ การเลือกตั้ง ผมจะขอพิสูจน์เดี๋ยวนี้ครับ ผมคงจะยกตัวอย่างคนอื่นไม่ได้ แต่ผมจะยกตัวอย่าง กระผมเองว่าผมได้เป็น ส.ว. สรรหามาถึง ๒ ครั้ง ผมเป็นเพราะคุณสมบัติครับ ไม่ได้เป็น เพราะผมรู้จักคนหนึ่งคนใด ผมเชื่อครับท่านประธานที่เคารพ ว่าถ้าใครก็ตามแต่ได้อ่าน คุณสมบัติที่ผมส่งแนบไปให้เพื่อจะพิจารณาในการที่ผมลงสมัครเป็น ส.ว. สรรหา ไม่ใช่ผม ลงสมัครที่องค์กรอิสระ ซึ่งไม่ค้ากําไร เสนอตัวผมไป ซึ่งผมเองได้ถูกเสนอโดยองค์กร ฝ่ายผู้ใช้แรงงานครับ สหภาพแรงงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นผู้เสนอผม นี่ละครับ เพราะว่าผมมีความผูกพัน มีความเกี่ยวพันและได้ปฏิบัติภารกิจในด้านแรงงาน มาเป็นเวลานาน ผมก็ไม่ทราบว่าท่านสมาชิกที่จะต้องตัดสินเรื่องนี้ในสภาแห่งนี้กี่คนที่จะได้ มีโอกาสเข้าเรียนที่ต่างประเทศเกี่ยวกับด้านแรงงานโดยเฉพาะ โดยทุนของเอเอฟแอล-ซีไอโอ (AFL-CIO) ซึ่งสมัยนั้นนายจอห์น สวีนีย์ (Sweeney) เป็นประธานใหญ่ ผมเป็นคนหนึ่งครับ ที่เป็นผลผลิตจากสถาบันแรงงานของประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า การพิจารณาของกรรมการสรรหานั้น ไม่ได้ถือฐานไปจากการรู้จักคนหนึ่งคนใด ผมเชื่อมั่นว่า ผู้ซึ่งเป็นกรรมการสรรหาทุกท่านจะเป็น ๗ คน ๖ คน ก็ตามแต่ เป็นผู้ซึ่งมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี เป็นผู้ซึ่งได้รับการยอมรับในสังคมมาเป็นเวลานาน บางท่านเรารู้จักท่านดี แต่ผมเองไม่ได้รู้จัก ใครมากครับ เพราะผมไม่ได้อยู่เมืองไทยมา ๓๗ ปี ผมห่างประเทศไทยไป แต่ผมไม่ได้ห่างไป โดยเด็ดขาด ผมพยายามที่จะทําทุกสิ่งทุกอย่างในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศให้ได้รับประโยชน์ โดยมีซื่อเสียงจากประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่าง การพูด การอภิปราย ให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนต้องมีตัวอย่างประกอบครับ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนที่ผมลงสมัคร หรือถูกเสนอตัวครั้งแรก ประวัติที่ผมส่งไปให้กับคณะกรรมการสรรหาได้ทราบ ๘๑ หน้า เป็นประวัติการทํางานของกระผม ที่ผมทําอะไรบ้างในประเทศสหรัฐอเมริกา ผมคิดว่าจะเป็น ประโยชน์อย่างมากถ้าคณะกรรมการสรรหาอ่าน ๘๑ หน้าที่ผมส่งไปแล้ว ผมคิดว่าไม่มีใคร กล้าปฏิเสธที่จะให้ผมได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองของประเทศไทย ในฐานะ สมาชิกวุฒิสภาครับท่านประธาน ท่านประธานเคยเห็นไหมครับว่ามีคนไทยที่ไหนบ้าง คนไทยที่ไปอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งหมด มีโอกาส มีเรื่องราวกิจกรรมเกี่ยวกับ การทํางานด้านการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฏอยู่ในข่าวหน้าหนึ่งของ หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ (New York Time) เคยมีไหมครับ ท่านประธานครับ หรือใครมี เชิญเลยครับ ผมครับ เกือบจะเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้ทํางานด้านการเมืองในประเทศ สหรัฐอเมริกา ได้รับเกียรติอย่างสูงสุดในหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ ที่มีคนซื้อมากที่สุด อ่านมากที่สุดในโลกลงข่าวหน้าหนึ่งของกระผมในการทํางานในการเมือง ท่านประธานครับ นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าคณะกรรมการสรรหาไม่ได้พิจารณาบุคคล เพราะ การรู้จักเป็นการส่วนตัว ผมคิดเป็นอย่างยิ่งว่าผมไม่ได้โม้ ผมพิสูจน์ได้ครับท่านประธาน เอกสารมีอยู่ครับ หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๘๗ อ่านได้ครับ ในกูเกิล (Google) ท่านประธานครับ หลังจากผมได้ครบรอบ ๓ วาระครั้งที่ ๓ วาระที่หนึ่ง ผ่านไป ผมได้ถูกเสนอชื่ออีกครั้งหนึ่ง ที่ผมจําเป็นพูดเพราะว่าเน้นให้รู้ว่าคณะกรรมการ สรรหานั้น เขาไม่ได้มองที่การรู้จักส่วนบุคคล เขามองที่คุณสมบัติของผู้สมัคร คนอื่น ผมไม่ทราบนะครับ แต่ตัวผมเองผมต้องพิสูจน์สิ่งที่เกี่ยวกับตัวผมครับ ๓ ปีแรกที่ผมทํางาน อยู่วุฒิสภาได้มีการประชุม ๑๔๐ ครั้ง ผมไม่เคยขาดการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ผมได้ลา ประชุม ๑๕ ครั้ง เพราะการลาประชุมนั้นเป็นการลาประชุมเพื่อไปทําภารกิจด้านอื่น ของวุฒิสภา ไม่ได้ลาเพื่อกิจการส่วนตัวและผมได้มาประชุม ๑๒๕ ครั้ง เป็นประวัติอันหนึ่ง ในการที่จะเสนอให้คณะกรรมการสรรหาเขาพิจารณา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าผมได้เสนอ การทํางานครับท่านประธาน