รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 111 และ 112 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเสนอแผนการแก้ไขเพิ่มเติม โดยเสนอให้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบเขตเลือกตั้งและแบบสาขาอาชีพ เพื่อให้มีความหลากหลายและครอบคลุมต่อประชากรที่มีความแตกต่างกัน และเรียกร้องการให้สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาไปพร้อมกับสมาชิกเลือกตั้งที่จะหมดวาระ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันนี้เป็นร่างมาตรา ๓ ซึ่งในวันนี้ผมและคณะ ซึ่งประกอบด้วยท่านจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชัยนาท ท่านสุอําภา คชไกร สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุโขทัย ท่านสมพร จูมั่น สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านศรีสกุล มั่นศิลป์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครสวรรค์ ท่านรองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา และพลตํารวจโท ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหา ทั้งหมดรวมกัน ๖ คนนะครับ ก็ได้มีการแปรญัตติร่วมกันในมาตรา ๓ ซึ่งประกอบด้วยมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ท่านประธานครับ บังเอิญในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ในมาตรา ๓ ไปเชื่อมโยงกับมาตรา ๔ คือมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายในส่วนนี้ร่วมกันนะครับ เพราะว่า คือถ้าพิจารณามาตรานี้แล้วเสร็จ ถ้าเกิดทางกรรมาธิการชนะนะครับหมายถึงว่าท่านสมาชิก เห็นด้วยกับกรรมาธิการ นั่นหมายความว่าในมาตรา ๔ ผมจะอภิปรายไม่ได้นะครับ ฉะนั้น ขออนุญาตอภิปรายใน ๒ มาตราควบกันไปเลยเพื่อจะได้ให้เห็นภาพว่าสิ่งที่ผมและคณะ ได้มีการแปรญัตติร่วมกันนั้นมันมีประเด็นอะไรบ้างจะได้สอดคล้องสัมพันธ์กัน ก็ขออนุญาต ท่านประธานครับ ในส่วนแรกในส่วนของมาตรา ๓ นะครับ ก็มีการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ ในส่วนที่ร่างเดิมแล้วก็กรรมาธิการยืนนะครับก็คือมี ๒ ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกก็คือ เรื่องของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีใหม่นี้นะครับ คือเรามีการเพิ่มจากเดิมจาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน แล้วก็กระผมและคณะก็มีการแปรญัตติขอให้ลดจํานวนมาเท่าเดิมคือที่ ๑๕๐ คน ในส่วนที่ ๒ ก็คือแต่เดิมมีสมาชิกวุฒิสภา ๒ ประเภท คือประเภทสรรหา และประเภทเลือกตั้ง ในมาตรา ๑๑๑ ก็ให้มีการเลือกตั้งเพียงประเภทเดียว ส่วนมาตรา ๑๑๒ นั้นก็เป็นเรื่องของการใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็ท่านกรรมาธิการ ได้มีการปรับแก้เพิ่มนะครับก็ให้มี ๑ คน ก็มี ๑ เสียง หรือที่เรียกว่าวันแมน วันโหวต (One man One vote) อันนี้ก็เป็นที่กรรมาธิการเพิ่มเติมขึ้น ใน ๒ มาตรานี้ผมอยาก กราบเรียนว่าของเราและคณะได้เห็นว่าในมาตรา ๑๑๑ นั้น ให้ลดจํานวนที่กรรมาธิการ เห็นชอบตามร่างเดิมคือ ๒๐๐ คน เหลือ ๑๕๐ คน เหตุผลมีเหตุผล ๒ ประการ

ประการแรก ก็เกี่ยวกับเรื่องของค่าใช้จ่าย รวมทั้งสถานที่ทํางาน ที่ประชุม ต่าง ๆ ท่านประธานครับ วันนี้เรามีสมาชิกวุฒิสภา ๑๕๐ คน เราทํางานได้ในช่วงเวลา ๕ ปีเศษ ผมเชื่อว่าผลงานวุฒิสภาก็สามารถเป็นที่ประจักษ์ของท่านสมาชิกรัฐสภาแล้วก็ พี่น้องประชาชน ใน ๑๕๐ คนถ้ามีการเพิ่มเป็น ๒๐๐ คน สิ่งที่จะเกิดขึ้น ปัญหาข้อแรกที่จะ กระทบก็คืองบประมาณ ท่านประธานครับ จากตัวเลขที่ผมได้เก็บมาจากสํานักงาน เลขาธิการวุฒิสภานะครับ โดยเฉลี่ยแล้วใน ๑ ปี ค่าใช้จ่ายโดยรวมต่อสมาชิกวุฒิสภา ๑ ท่านจะใช้เงินงบประมาณประมาณ ๕,๑๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเราใช้ตัวเลขกลม ๆ คือ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเราเพิ่ม ๕๐ คน ในเวลา ๑ สมัยก็คือ ๖ ปี เราต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น ๑,๕๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ในงบประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ถามว่ามีความจําเป็น ไหมที่จะเพิ่ม ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน ผมคิดว่าความจําเป็นมันไม่มีความจําเป็นขนาดนั้น ถ้าเราใช้เงิน ๖ ปี ๑,๕๐๐ ล้านบาท เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้เยอะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล ในการดูแลคนต่าง ๆ ฉะนั้น เรื่องแรกคืองบประมาณ อันที่ ๒ คือห้องทํางานท่านประธานครับ คือขณะนี้ถึงแม้ว่า ท่านประธานจะอนุมัติ สภานี้จะอนุมัติไปแล้วนะ ให้มีการสร้างอาคารใหม่ แต่อาคารใหม่ ก็จะต้องมีการเพิ่มห้องเพื่อรองรับสมาชิกวุฒิสภาที่เพิ่มขึ้นมา ต้องมีห้องประชุมห้องนี้ ห้องนี้ได้ออกแบบมาสมัยก่อนที่รองรับสมาชิกประมาณ ๗๐๐ คน วันนี้เรามี ๖๕๐ คน แต่ก็ถึงแม้ ๖๕๐ คน เราก็ยังต้องนั่งเบียดกัน จนต้องวิ่งหาที่สอดแทรกกัน ถ้าเพิ่มขึ้นอีก นั่นหมายความว่าห้องนี้ปีหน้าจะเริ่มทํางานต้องเพิ่มขยายห้อง เพื่อจะให้รองรับ สมาชิกวุฒิสภาที่เพิ่มขึ้นมา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนนํามาซึ่งการสูญเสียงบประมาณที่จะเกิดขึ้น ฉะนั้น ๑,๕๐๐ ล้านบาทก็ไม่พอ อาจจะเพิ่มเป็น ๒,๐๐๐ ล้านบาท คําตอบก็คือว่า ความจําเป็นเมื่อเทียบกับ ๑๕๐ คน ที่ปัจจุบันไม่ได้มีความต่างในเรื่องของจํานวน เพราะฉะนั้น ประเด็นแรกเราขอลดจํานวนที่กรรมาธิการเห็นชอบจาก ๒๐๐ คน เหลือ ๑๕๐ คน

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าสมาชิกในจํานวนที่มา ท่านมาประเภทเดียวก็คือว่า ไปเลือกแบบจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง หมายความว่าก็ดูว่าปริมาณจังหวัดไหนมีประชากรมาก ใช้สัดส่วน ๓๐๐,๐๐๐ คน ท่านก็จะได้ ส.ว. มากขึ้น ซึ่งมันก็จะมีลักษณะอย่างเดียวกัน ก็คือว่าไปเลือกเอาตามความรู้ความสามารถ ความสนิทสนม สิ่งซึ่งประกอบกันมากับ ตัวสมาชิก ซึ่งสุดท้ายมันก็ไม่ได้มีความแตกต่างและหลากหลาย ทางเพื่อนสมาชิกที่ร่วมกัน แปรญัตติได้มีการเสนอขอให้มีการแยกสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งเป็น ๒ ประเภทครับ ท่านประธาน โดยแบ่งประเภทที่ ๑ เป็นสมาชิกวุฒิสภาแบบเขตเลือกตั้ง อันนั้นหมายความว่า จะให้ ๑ จังหวัด มี ๑ คน ตามระบบเดิม ก็คือว่าทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใหญ่ จังหวัดเล็ก ก็จังหวัดละคน ถามว่าทําไมให้เพียงแค่จังหวัดละคน กรุงเทพมหานครควรจะมี ๑๘ คน ทําไมให้แค่คนเดียว ท่านประธานครับ เราไม่ได้มีความจําเป็นที่จะต้องมีตัวแทนไปดูแล พี่น้องประชาชนในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาเหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะยึดโยงจะเชื่อมโยงโดยตรงกับประชาชนในแง่ของการที่จะ ดูแลทุกข์สุขต่าง ๆ ฉะนั้นความจําเป็นที่จะต้องมี ส.ส. เขตต่าง ๆ นี่ ที่ใกล้ชิดกับประชาชน มากกว่า แต่ในกรณีของวุฒิสภาสมาชิกนั้นอํานาจหน้าที่ที่จะทํางานในสภาแห่งนี้มีความต่าง จากสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นสัดส่วนความจําเป็นในเรื่องของจํานวนที่จะต้องมายึดโยงเป็น สัดส่วนว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ต่อ ๑ คน ลักษณะเดียวกันคล้าย ๆ กับสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่มี ความจําเป็นครับท่านประธาน ฉะนั้นแบบที่ ๑ ก็คือว่าแบบเขตเลือกตั้งคือใช้จังหวัดละ ๑ คน ส่วนแบบที่ ๒ นั้นเรียกว่าสมาชิกวุฒิสภาแบบสาขาอาชีพ ก็คือจํานวนที่เหลือคือ ๑๕๐ ลบด้วย ๗๗ ก็จะเหลือ ๗๓ คน ถ้าหากจะมีการเพิ่มจังหวัดขึ้นไปเป็น ๗๘ ๗๙ ๘๐ ก็ลดในส่วนของสมาชิกแบบสาขาอาชีพลงไปในอนาคต ถามว่าตรงนี้จะดีกว่าอย่างไร แน่นอนครับ เมื่อเทียบกับระบบสรรหาที่หลายท่านอาจจะมองว่ามันมีข้อบกพร่องอยู่ ในระบบผมเองคงไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบสรรหาก็จะเป็นปัญหาทั้งหมด มันก็มีข้อดีในส่วนของการสรรหาด้วย ผมเองในส่วนตัวก็มาจากระบบการสรรหาซึ่งปฏิเสธ ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสภานี้รับหลักการว่าสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ผมและคณะก็ได้มีการแปรญัตติว่ามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่การเลือกตั้งมี ๒ แบบ คือแบบเขตเลือกตั้งและแบบสาขาอาชีพ ในส่วนสาขาอาชีพนั้นก็จะไปเชื่อมโยงกับ มาตรา ๑๑๒ แล้วก็ใน มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ด้วยนะครับ ก็คือว่าถามว่าจะมาได้อย่างไร เป็นแบบสาขาอาชีพ ก็คือให้ผู้ที่สนใจจะลงแบบสาขาอาชีพ ก็ไปขึ้นทะเบียนกับ กกต. นะครับ ก็คงจะต้องไปดูแก้ไขในกฎหมายเลือกตั้งต่อไปครับ แล้วก็ให้ประชาชนในสาขาอาชีพต่าง ๆ มาเลือก คือขั้นตอนอาจจะมีความยุ่งยากหน่อย แต่สิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นก็คือว่า ให้สาขาอาชีพต่าง ๆนั้น สามารถเลือกผู้แทนของตนเองโดยทางตรง เข้ามาทําหน้าที่ ในวุฒิสภา ผมคิดว่าต้องนี้เป็นความจําเป็นครับ เพราะจากประสบการณ์ ๕ ปีเศษ ในฐานะที่ ผมมาจากสาขาอาชีพประมง เราจะเห็นเลยว่าในวุฒิสภา ในรัฐสภา เมื่อใดก็ตามที่มีการ พิจารณาในเรื่องที่เกี่ยวกับสาขาอาชีพประมง ก็จะเห็นว่ามีปัญหาอยู่มากมาย และสมาชิก ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ การที่มีตัวแทนอยู่ก็สามารถที่จะอธิบาย ที่จะทักท้วง ที่จะเสนอแนะให้ข้อมูลต่าง ๆ กับรัฐสภา วุฒิสภาได้ เพียงแต่ว่าประเด็นก็คือว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราไม่ได้ให้ความสําคัญกับสาขาอาชีพเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลัก วันนี้ในสภามีหลายท่านอาจจะมีการประกอบอาชีพเกษตร แต่เป็น อาชีพรอง หลายท่านอาจจะมีความมักคุ้นหรือว่าในครอบครัวจะมีอาชีพเกษตร แต่ก็ไม่มี ความรู้เกษตรในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นการที่จะให้ตัวแทนของสาขาอาชีพต่าง ๆ เข้ามาสู่รัฐสภา ก็มีความจําเป็น ฉะนั้นการเลือกตั้งแบบสาขาอาชีพอันนี้ก็จะตอบโจทย์ ก็จะไปทดแทนของ การสรรหา เพราะว่าในการสรรหาก็มีข้อจํากัดโดยรัฐธรรมนูญเอง ก็มีการกําหนดไว้ว่ามีเพียง ๕ กลุ่ม ซึ่ง ๕ กลุ่มมีความหลากหลายน้อยมาก ซึ่งสะท้อนมาให้เห็นจากการเลือกตั้ง จากการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ๒ ครั้ง บางอาชีพขาดหายไป คนบางกลุ่ม ผู้ด้อยโอกาส บางกลุ่มขาดหายไป ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย ฉะนั้นการที่เราและคณะเสนอแปรญัตติ แก้ไขในมาตรา ๓ มาตรา ๔ ซึ่งประกอบด้วยมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ นั้น ก็เพื่อที่จะให้เป็นการเติมเต็มและแก้จุดบกพร่องที่มีอยู่ รวมทั้งแก้ไขสิ่งที่ อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ไม่อย่างนั้นแล้ว ประเด็นปัญหาก็คือว่า เราก็มีประสบการณ์ ท่านประธานครับในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เราก็ มีประสบการณ์ มีบทเรียนมาแล้ว แล้วกรรมาธิการก็พยายามจะเอาบทเรียนที่เรามีปัญหา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใส่ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ด้วย ซึ่งผมเองไม่เห็นด้วย มีหลาย ๆ อย่าง คือ ถ้าแก้โดยการเพิ่มให้สิทธิประโยชน์กับคนที่จะเข้ามาสู่การเลือกตั้ง รวมทั้งให้สิทธิสมาชิกวุฒิสภาในชุดปัจจุบันด้วย แต่ประเด็นก็คือว่า ท่านไปปลดในหลาย ๆ ประการที่มีปัญหา โดยท่านเองท่านคิดว่าไม่มีความสําคัญ ผมอยากกราบเรียนว่า ที่จริงแล้ว ผมไม่ได้ต่อต้านในเรื่องของการที่จะให้ครอบครัวนักการเมืองเข้ามาสู่การเมือง แต่ประเด็น ปัญหาก็คือว่าวุฒิภาวะต่างหากนะครับ ในการที่จะทําหน้าที่ ที่ผ่านมาผมคิดว่ามันสะท้อน ให้เห็นว่าวุฒิภาวะในการที่จะทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภานั้น หลาย ๆ ท่านที่มาจากครอบครัว ก็ทําได้อย่างดี แต่หลาย ๆ ท่านก็ไม่สามารถทําได้ แยกแยะได้ ว่าการทําหน้าที่ในวุฒิสภา กับสภาผู้แทนราษฎร มีความแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้ไม่รวมถึงสภาท้องถิ่นต่าง ๆ เราก็จะ เห็นว่าคนในครอบครัวเดียวกันมีตําแหน่งหน้าที่ในสภาต่าง ๆ ในระบบเลือกตั้งต่าง ๆ ผมเคารพ ในสิทธิของท่านเหล่านั้น แต่สิ่งซึ่งเป็นกังวลก็คือว่า วุฒิภาวะในการทํางาน เพราะว่าถ้าเรา บอกว่าอยู่ในระบบรัฐสภาได้ คืออยู่ในสภาล่างได้ อยู่ในสภาบนได้ เป็นพี่น้องก็ได้ เป็นพ่อลูก ก็ได้ เป็นสามีภรรยาก็ได้ ประเด็นก็คือว่า ท่านมีวุฒิภาวะอย่างไรในการแยกแยะในการ ทําหน้าที่ตรงนั้น บทเรียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราเห็นชัดมาแล้ว รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถึงแม้วันนี้จะมีข้อห้าม แต่ข้อห้ามเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นเครื่องกีดกันให้วุฒิภาวะในการ แสดงออกมันดีขึ้นเลย หลายท่านบอกว่าห้ามสามีภรรยา สิ่งที่เราเห็นก็คือว่าวันนี้ ไม่จดทะเบียนกัน จดทะเบียนแล้วก็หย่าขาดจากกัน เพราะเห็นว่าคนละบุคคลแล้ว แต่ก็ไป ตกลงกัน รวมตัวกันเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ ก็มาทําหน้าที่ร่วมกัน โดยไม่ได้ใช้วิจารณญาณ ในการแยกแยะว่าบทบาทหน้าที่ของตัวเองนั้นมีหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบจะต้องควบคุมดูแล หรืออาจจะต้องมีบทบาทในการแต่งตั้ง ถอดถอนต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกําหนดด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่าที่เราอภิปรายกันมา ๒-๓ วัน ตัวสําคัญที่สุดมันไม่ใช่ เรื่องของความเป็นวงศาคณาญาติหรือไม่อย่างไร หรือว่าแม้แต่เรื่องของการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งหรือสรรหาก็ตาม ผมคิดว่าสุดท้ายคําตอบก็คือวุฒิภาวะของคนต่างหากที่จะเป็น ปัญหา แล้ววันนี้ถ้าเรายังคิดว่าการเลือกตั้งคือคําตอบสุดท้าย ประเด็นหนึ่งก็คือว่าทําอย่างไร เราจะได้คนที่มีวุฒิภาวะเข้ามาสู่ตําแหน่ง แล้วก็มาทําหน้าที่ในสภาแห่งนี้ให้เกิดประโยชน์ กับชาติบ้านเมือง อันนี้คือความสําคัญ เพราะถ้าเราไปเกี่ยงว่ากติกาเป็นอย่างนี้ ไม่เป็น ประชาธิปไตยบ้าง กติกาแบบนี้มีปัญหาบ้าง ก็สุดแท้แต่มุมมอง เพราะว่าแม้แต่ข้อบังคับ ท่านประธานก็ทราบ ข้อบังคับที่เรายกร่างขึ้นมา มีข้อความเขียนไว้อย่างชัดเจนชัดแจ้ง จะตีความอย่างไรก็ไม่สามารถตีความแตกต่างกันได้ แต่ก็ยังมีบางคนใช้วาทกรรมทําให้เกิด ความแตกต่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่คือผลสะท้อนนะครับว่า ที่มาไม่ได้มาจากเลือกตั้ง ไม่ได้มาจาก การสรรหาเท่านั้น ฉะนั้นท่านประธานครับ ขออนุญาตกลับมาสู่ในประเด็นตรงนี้ มาตรา ๓ และมาตรา ๔ แก้ไขทั้ง ๒ มาตรานั้น ผมและคณะไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่จะมีการแก้ไข ก็โดยขอนําเสนอเป็นประเด็นอย่างนี้ครับว่า โดยสรุปไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่จะมี ๒๐๐ คน และขอให้คงแปรญัตติกลับมาที่ ๑๕๐ คน แล้วก็ไม่ใช้ระบบเขตจังหวัดทั้งหมด โดยให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็น ๒ แบบ คือแบบเขตเลือกตั้งและแบบสาขาอาชีพ

มีประเด็นสุดท้ายนิดเดียวครับ เพราะว่า ๒-๓ วัน ที่ผ่านมาผมฟังอภิปราย มีหลายท่านพูดว่าสมาชิกระบบสรรหาดีอย่างโน้นอย่างนี้ พอไปดูในบทท้ายนะครับ ที่ในเรื่อง ของบทเฉพาะกาล ปรากฏว่าในฟากฝั่งที่บอกว่าสรรหาดีนั้น ก็แปรญัตติหรือสงวน คําแปรญัตติ ขอให้สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาไปพร้อมกับสมาชิกเลือกตั้งที่จะหมดวาระ ในวันที่ ๒ มีนาคม ศกหน้าด้วย ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านทําในช่วง ๒ วันที่ผ่านมา ยกย่องว่า ระบบการสรรหาดีอย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายทําไมท่านจะให้ไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน