รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

คมเดช ไชยศิวามงคล แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้วิธีการในสภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าใจกฎหมายรัฐธรรมนูญ และแนวทางความคิดที่แตกต่างกันระหว่างการเลือกตั้งทั้งหมดและการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก โดยอ้างถึงการแก้ไขกฎหมายมาตรา 198 และ 199 ที่ทำให้การเมืองของไทยมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

นายคมเดช ไชยศิวามงคล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล สมาชิกรัฐสภา ท่านครับตามวาระที่สอง ที่ได้ดําเนินการมา ประเด็นแรกขอยกย่องชมเชยท่านประธานนิดหนึ่งว่าใช้วิธีการในสภา ที่ได้รับการยอมรับ จากวันแรกถึงวันที่ ๒ วันที่ ๓ ก็คิดว่าการใช้การยืดหยุ่นนี้จะเป็น ประโยชน์ที่สุดในการปรองดองในอนาคตข้างหน้า ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ สิ่งหนึ่งที่อยากกล่าวอภิปรายเพื่อทําให้พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นก็คือ จากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๓๐๙ มาตรา ๑๕ หมวด ๑ บทเฉพาะกาลนี้ ถ้าเราหยิบ เป็นประเด็นเกี่ยวกับ มาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๒๑ ในหมวดของวุฒิสมาชิกนี้ เราก็จะมี มุมมองอยู่ด้านเดียว จากมุมนี้ไปมุมนี้ ก็หมายถึงว่าถ้าแนวทางความคิดของแต่ละคนก็อาจจะ มีมุมมองว่า ถ้าเป็นการเลือกตั้งทั้งหมดก็จะเป็นการยึดสภาสูง บางคนก็ใช้คําคํานี้ บางคน ก็อาจจะเข้าไปยึดโยงกับพรรคการเมือง จริง ๆ แล้วความแตกต่างของทางการเมือง กับวุฒิสมาชิกนี้มันมีแนวทางที่แตกต่างกันที่เห็นชัดเจนก็คือ

ประเด็นแรก สภาผู้แทนราษฎรนี้จะมีการยุบสภา มีวาระ ๔ ปี วุฒิสภา ๖ ปี วุฒิสภาจะไม่มีการยุบสภา ความแตกต่างกันตรงนี้ที่มาของวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ที่มาจากการสรรหา ความแตกต่างกันก็คือแนวทางตามธรรมชาติของที่มาครับท่านประธาน ความรู้สึกจากที่มาของประชาชนมันจะมีความภาคภูมิใจอยู่ส่วนหนึ่งว่าเราแข่งขันกัน ในกฎกติกา มันมาจากการแข่งขันสร้างคุณงามความดีกัน มันไม่ได้มาจากเส้นสาย มันมาจาก กระบวนการที่สร้างคุณงามความดีในแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีแนวคิดแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ภาคเกษตรกรก็จะคิดไปอีกอย่างหนึ่ง อย่างมีการลงเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในพื้นที่ของ จังหวัดกาฬสินธุ์ก็เคยมีผู้ว่าราชการจังหวัดลง ปรากฏว่าสายปกครอง ท่านนายอําเภอ ท่านกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็จะไปสนับสนุนในโครงสร้าง ของการปกครอง ส่วนหนึ่งมาจากข้าราชการครู ผอ.เขต ผอ.เขตการศึกษา ก็จะไปสนับสนุน อีกโครงสร้างหนึ่ง ผู้นําเกษตรกรก็จะไปอีกโครงสร้างหนึ่ง สายข้าราชการครูไปอีก โครงสร้างหนึ่ง มันมีความเป็นธรรมชาติในตัวมันอยู่แล้วครับตรงนี้ แล้วอีกอย่างหนึ่ง ผมไม่อยากให้พี่น้องและท่านสมาชิกหลายคนมีความกังวลว่ามันจะต้องไปยึดโยงกับ พรรคการเมือง จากความแตกต่างของมันเราจะเห็นได้จากการพัฒนาของชาวบ้าน ผมได้วิเคราะห์ดูในภาคการเมือง จากการที่ท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้แก้ไขกฎหมาย มาตรา ๑๙๘ มาตรา ๑๙๙ ในสมัยท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัยอยู่พรรคความหวังใหม่ ปรากฏว่าการกระจายอํานาจตรงนี้ทําให้ประชาชนได้เรียนรู้กระบวนการของประชาธิปไตย ซึ่งมันไม่มีโรงเรียนที่แท้จริงไปสอนว่า ๑ ๒ ๓ ๔ อย่างนี้ ปรากฏว่าหลังจากมีการกระจายอํานาจ ออกไป มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตําบล ชาวบ้านได้เรียนรู้กระบวนการ ของการบริหารจากส่วนกลาง จากการมีนายกรัฐมนตรี จากการมีนายกองค์การบริหาร ส่วนตําบลของตําบล ได้เรียนรู้สมาชิก มีรองนายก มีเลขานุการส่วนตัวอะไรต่าง ๆ ปรากฏว่า ชาวบ้าน รู้เห็นครับ ได้รู้เห็นกระบวนการของประชาธิปไตยตรงนี้ จากการเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จากการเลือกตัวแทนของ ส.ว. จากการมีใบแดง จากการมีใบเหลือง ปรากฏว่า การพัฒนาของประชาชนได้เรียนรู้ตั้งแต่ยุคนั้นครับ ยุคการกระจายอํานาจ มีใบแดง ใบเหลือง เลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เลือกสมาชิก เลือก ส.ท. เลือกอะไรต่าง ๆ ปรากฏว่า การพัฒนาตรงนี้ทําให้ชาวบ้านเก่งขึ้น เราจะเห็นจากการที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ การที่ พรรคพลังประชาชนถูกยุบ ชาวบ้านก็ยังเลือก เขาเลือกเนื้อใน เลือกประโยชน์จากที่เขาได้รับ จากแนวนโยบายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อันนี้มันเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาในทางการเมือง ของชาวบ้านสูงมาก จนมีบางจุด มีบางจังหวัดเราสามารถพูดกันได้ว่าผู้ลงสมัครถูกชาวบ้านต้ม เอาเงินครับ บางคนบางพรรคหมดกันเป็นร้อย ๆ ล้าน แจกกันจนไม่มีแบงก์ร้อยก็มี ท่านครับ บางจุดใช้แบงก์ ๕๐๐ ใช้แบงก์ ๑,๐๐๐ แต่สรุปแล้วตกครับ ตกเลือกตั้ง ชาวบ้าน เก่งมากครับในยุคเทคโนโลยีที่มีมือถือ ชาวบ้านรวมตัวกัน รวมความคิดกัน มีหลายจุด หลายประเด็นที่เกิดขึ้นในแนวทางนี้ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่าประเทศไทยได้เดินไปในทาง การพัฒนาประชาธิปไตยอย่างรวดเร็วหลังจากมีการแก้ไขกฎหมายมาตรา ๑๙๘ มาตรา ๑๙๙ ให้สภาตําบลเป็นนิติบุคคล ชาวบ้านเลือกพรรคเพื่อไทย ชาวบ้านเลือกพรรคไทยรักไทย มาเป็นพรรคพลังประชาชน ถูกยุบทั้ง ๒ ครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ถูกปลด ท่านนายกรัฐมนตรีสมชายถูกปลด แต่ชาวบ้านก็ยังเลือกกลับมา แนวทางความคิด ของชาวบ้านมีแนวความคิดว่า หลังจากการเมืองในรูปแบบเก่า ๆ ได้พัฒนามารูปแบบใหม่ แล้วก็มีกลางเก่ากลางใหม่ อย่างแนวคิดที่ผมเคยคุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านมีความคิดว่า สมัยก่อนใช้แนวทางการค้าแบบเสรีมาพัฒนาประเทศ พอเราบอกว่าแนวทางนี้ถ้าเป็น แนวทางของวิชาการ เขาเรียกว่าเอาปลาใหญ่กับปลาเล็กมารวมกัน ปรากฏว่าปลาใหญ่กินปลาเล็กท่านประธาน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก พอหลังจากมีแนวทาง ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ปรากฏว่าได้มีการแยกแนวทางการบริหารประเทศ แบบแยกการค้าเสรีกับประชานิยมที่ยั่งยืน แยกออกจากกัน ถ้าแปลความแล้วก็ ปลาใหญ่ ไปรวมกับปลาใหญ่ ปลาเล็กมารวมกับปลาเล็ก ปรากฏว่าชาวบ้านอยู่ได้ครับท่านประธาน ตัวอย่างเช่น นโยบายของเอสเอ็มแอล (SML) นี่ชัดเจนตัวเอสเอ็มแอล ถ้าเราแปลออกมา เป็นแนวทางของการเมืองแล้วสามารถเรียกได้ว่าเป็นสภาบ้านเลยครับ เงินไม่บิ่นสักสลึง ท่านประธาน เงินโอนเข้าไปบัญชีหมู่บ้าน ก ข มีวัด บ้าน โรงเรียน มีปราชญ์ชาวบ้าน มีคณะกรรมการ ประชุมกันตัดสินกันว่าจะใช้เงินอะไรจะใช้เงินไปในทิศทางไหน ที่เป็นประโยชน์ อย่างนี้ครับท่าน มันเกิดสภาบ้านขึ้น เพราะฉะนั้นการแยกแนวทาง เอาปลาใหญ่รวมกับปลาใหญ่ ปลาเล็กเป็นปลาเล็ก ชาวบ้านก็ชอบในแนวทางนี้ มันเหมือน การจัดยาถูกโรค พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน ก็ได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกหลาย ๆ ครั้ง อีกหลาย ๆ ครั้งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแนวทางการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าเราจะคิดว่า การเลือกตั้ง ส.ว. เป็นการยึดสภาสูง จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ถ้าเราดูจากกฎหมาย ๓๐๙ มาตรา ๑๕ หมวด ๑ บทเฉพาะกาลนี่สภาสูงมันถูกยึดไปตั้งแต่ร่างกฎหมาย ปี ๒๕๕๐ จากคณะปฏิวัติแล้วครับท่านประธานครับ ทําไมผมถึงพูดอย่างนี้ เพราะว่าการแบ่งครึ่งกัน ระหว่าง ส.ว. ๑๕๐ คน ครึ่งต่อครึ่งอีกครึ่งหนึ่งมันเป็นสรรหา สรรหาส่วนใหญ่อาจจะ ไม่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ครึ่งหนึ่งนี่เราสามารถชี้ได้เลย ชี้ได้เลย จิ้มได้เลยว่าใคร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ คงไม่เอาคนที่ไม่อยู่ฝ่ายตัวเองเข้ามา อันนี้เป็นธรรมชาติส่วนหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่ง ของการเลือกตั้งมันประกอบด้วยฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล ส.ว. อิสระที่มัน เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอีกครึ่งหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นแตงโมแบ่งครึ่งครับ มันเป็น ประมาณ ๕ เสี่ยงด้วยกันอีกครึ่งหนึ่งนี่ เพราะฉะนั้นในกลไกของการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จริง ๆ มันถูกยึดสภาสูงไปตั้งแต่นานแล้วครับ ผลในการยึดสภาสูงมันก็เลยเกิดขึ้น จากการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามารถที่จะปลดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้ ชาวบ้านเลือกมา ๑๔ ล้านคน ๑๕ ล้านคน ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเลือกเข้ามา ๑๕ ล้านคน แต่ใช้คน ๙ คน นี่ ๙ ในด้านหลักการ แต่จริง ๆ แล้ววิธีการนี่ใช้ ๕ คน ใช้ ๕ คน ๕ คน ก็เพราะว่าถ้า ๓ คน ๔ คน เลือกเสมอ อีก ๕ คน เอา ๓ ต่อ ๒ แค่นี้ก็สามารถ ปลดนายกรัฐมนตรีได้ครับ ท่านประธานครับ ๑๔ ล้านคน ๑๕ ล้านคน ใช้ ๓ คน ใช้ ๕ คน หรือไม่เกิน ๙ คน ในด้านหลักการ เพราะฉะนั้นแนวทางการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญตรงนี้ ก็คือการเข้าไปถ่วงดุลจุดหนึ่ง องค์กรอิสระได้รับการสรรหาการเลือกตั้งเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่การใช้กฎหมาย ปี ๒๕๕๐ แล้วก็มาเขียนครอบคลุมไว้ในกฎหมายมาตรา ๓๐๙ นี่ถ้าแปลเป็นภาษาธรรมดาแบบชาวบ้านเรียนตรง ๆ เลยว่ากลุ่มคนที่มาจากการปฏิวัติ จากการตั้ง สสร. จากการตั้งองค์กรอิสระ ถ้าใช้มาตรา ๓๐๙ มาตราเดียวครับท่านครับ เรียนตรง ๆ ว่าคนกลุ่มนี้อยู่เหนือกฎหมายครับท่านประธาน อยู่เหนือกฎหมาย แต่มันเป็น การเขียนด้านกฎหมายเฉย ๆ แล้วผมจําได้ว่าจากการร่างกฎหมาย ช่วงเอาไปประชามติมันไม่ใช่ ๓๐๙ มาตรา มันเป็น ๒๙๙ มาตราครับ แล้วหลังจากผ่านแล้ว ก็เอามาเขียนเองอีก ๑๐ มาตรา ก็เลยกลายเป็น ๓๐๙ มาตรา ท่านครับ เพราะฉะนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญ ๓๐๙ มาตรา ๑๕ หมวดนี้มันเป็นการยึดอํานาจของประเทศ แต่ว่า เป็นการกระทําที่ถูกกฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ถ่วงดุลตรงนี้ไว้แล้วโยนกลับไปให้ พี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งมันก็ไม่สามารถที่จะแก้ได้ เอาแค่ว่ากฎหมายมาตรา ๒๙๑ ที่เราจะตั้ง สสร. จากรัฐบาลก็ยังถูกยับยั้งตรงนี้ เพราะฉะนั้นพอมาแก้เป็นรายมาตราเราก็หา ข้อมูลที่ว่ามันเป็นเหตุหรือเป็นต้นเหตุ ต้นเหตุกับเหตุกับผลต่อเนื่องมันต่างกัน ตัวเหตุจริง ๆ มันถูกเอามายึดอํานาจต่อจากสภาสูงท่านครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ตรงสภาสูงปั๊บมันจะ คลี่คลายไปในทางที่ดีทันที แล้วรายละเอียดต่าง ๆ ที่เราจะดําเนินการองค์การ องค์กร ส่วนใหญ่ที่มีการถ่วงดุลมันเกิดขึ้นมาอย่างมากมายท่านประธานครับ จริง ๆ มันไม่ได้มีอยู่ ๓ อํานาจหรอกที่ผมดู มันไม่ใช่นิติบัญญัติไม่ใช่บริหารแล้วก็ตุลาการ มันมีอํานาจ ของทหารด้วย มีอํานาจของสื่อมวลชนด้วยมีอํานาจของประชาชนด้วย แล้วก็มีอํานาจ ขององค์กรอิสระด้วย หลายองค์กรที่แต่งตั้งขึ้นมา ท่านครับ ถ้าทําอะไรไม่ผิดสักอย่าง ตามมาตรา ๓๐๙ แล้ว ผมว่ามันมีอยู่อีก ๑๐ กว่าอํานาจที่อยู่ในเครือข่ายของมัน เราคง ไม่เจาะลึกลงไปว่าอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แต่จะพูดเป็นองค์รวมผมคิดว่าเป็นการแก้ไขปัญหา ของประเทศที่ถูกต้อง แล้วมันจะคลี่คลายในทางที่ดี โดยเฉพาะอีกปี ๒ ปีจะมีการเปิด อาเซียน ท่านครับ มีคําพูดคําหนึ่งเสียงกระซิบเล็ก ๆ เข้าหูมาจากภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคมการเมือง ความมั่นคงมีคําหนึ่ง ๆ ที่ผมได้ยินเขาบ่นประจําจากช่วงเดือน ๒ เดือนนี้ครับ ท่านทราบไหมครับว่ามันเป็นคําพูดอะไร เขาบอกว่าข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกเสียเวลาทํามาหากินครับ เขาพูดแค่นี้ท่านประธานครับ มันไม่เข้า ยุคสมัยแล้ว การเดินขบวนเสื้อสีนั้นสีนี้มันไม่เข้ายุคแล้ว เพราะว่าภาคธุรกิจจากกลุ่มทุน ส่วนหนึ่งจากการร่วมทุนกลุ่มหนึ่ง ไทยต่างประเทศอีกส่วนหนึ่ง แล้วการกู้เงินที่จะมาสร้าง โอกาสในการพัฒนาประเทศในด้านเศรษฐกิจจากเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ดึงดูดนักลงทุน คําพูดคํานี้จึงเกิดขึ้นครับท่านเสียเวลาทํามาหากินท่านประธานครับ ถ้าจะสร้างข้อขัดแย้งให้เกิดขึ้น ขอขอบพระคุณครับ