ตวง อันทะไชย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขตามหลักการ และแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการที่ถือว่าเกินเลย และมีข้อผิดพลาดในทางกฎหมาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้งของผู้มีอำนาจในทางการเมือง และความไม่เท่าเทียมกันในการลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องให้ท่านประธานและกรรมาธิการไม่สนับสนุนความต้องการของตน
มาฟังผมลองดูสิว่ามุมที่ ผมมองร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับท่านทั้งหลายที่เถียงกันมา ๒ วัน ๓ คืนกับท่านประธาน กรรมาธิการมันต่างอย่างไร ความเป็นจริงผมจําเป็นต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านว่า ทําไมการแก้ไขที่มาของ ส.ว. มันจึงมีความสําคัญยิ่งกับประเทศไทย ท่านประธานครับ เอาแค่ตําแหน่งเดียวเอาแค่อํานาจเดียวมันยิ่งใหญ่ที่ไปควบคุมกลไกของ ประเทศได้เลย คืออํานาจในการแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระและศาล อํานาจในการ ถอดถอนนักการเมือง คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. ผมเอาเท่านี้คนทางบ้านจะได้ ฟังว่ามันสําคัญอย่างนี้ นี่คือหัวใจสําคัญที่ผมอยากจะบอกท่านประธานผ่านไปยังพี่น้อง ประชาชนว่าเพราะอย่างนี้ถึงต้องแก้ไขว่าจะต้องยึดโยงเชื่อมโยงกับประชาชน ประการที่ ๒ ที่ผมจะต้องทําความเข้าใจก็คือว่าผมไม่ได้ติดใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งหรือแต่งตั้งไม่ใช่ประเด็นจะมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งผมก็ลงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่ประเด็นสําหรับผม แต่ประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้ เป็นประเด็นที่เป็นอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาที่จะทําความเห็นต่อท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการ ประการแรกก็คือหลักการและกรอบแนวคิดในการแปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ ที่ผมแปรญัตติอาจจะตรงกับบางคนที่ต่างคนต่างแปรญัตติหลักคิดต่างกัน ประการที่ ๒ ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการที่แก้ไขเกินเลยของหลักการตั้งแต่เบื้องต้น ผมขีดเส้นใต้ ๑๐๐ เส้นคําว่า เกินเลย ท่านประธานครับ ท่านประธานดูประเด็นตรงนี้มันคือ หัวใจสําคัญที่ถูกซ่อนเอาไว้ข้างใน หลักการมันก็คือให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่พอไปแก้ มันเป็นเรื่องใหม่ที่ภาษาบ้านนอกบอกว่า ขึ้นต้นเป็นลําไม้ไผ่ แต่เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา ท่านประธานตามผมไปผมจะพาไปดู ประการที่ ๓ ความเห็นในทางกฎหมายของผมต่อ ร่างแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเห็นเบื้องต้นว่า ๑. ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๒ โดยมิต้องตีความ ประการที่ ๒ เป็นการใช้อํานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่อาจจะใช้ได้ ซึ่งมีคําพิพากษาศาลฎีกาที่ผมจะให้ท่านประธานได้ดูว่าโทษคืออะไรไปแก้ จากที่ไม่มีสิทธิให้มีสิทธิ ซึ่งต่างกับที่ท่านประธานกรรมาธิการเห็นต่างกับผมคนละเรื่อง เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง ประเด็นไม่ใช่ว่าได้สิทธิแล้วลงแล้วชนะไม่ใช่ ประเด็นได้สิทธิ แล้วจะลงหรือไม่ลงไม่ใช่ ความผิดของกฎหมายมันสําเร็จตั้งแต่แก้เสร็จเรียบร้อยมีสิทธิ ผมจะอธิบายทีละขั้นตอนให้ฟัง เรื่องที่ผมแปรญัตติมาตรา ๑๑๒ ท่านประธานครับ ผมได้ หลักคิดมาจากการที่เราเริ่มต้นในวาระที่หนึ่ง เราถกกันเราเถียงกันท่านประธานลองดูนะครับ ว่ามันต่างจากที่ผมพูดบอกว่า ขึ้นต้นเป็นลําไม้ไผ่ แต่เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชาอย่างไร เราเถียงกันว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นจะต้องเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นกลางทางการเมือง สมาชิก วุฒิสภาจะต้องเป็นอิสระทางการเมือง สมาชิกวุฒิจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ท่านประธานคงไม่ปฏิเสธไม่เปิดเทปวาระที่หนึ่ง เถียงอย่างนี้ทุกคน และผมก็เห็นด้วยว่า มันจะต้องเป็นแบบนี้ เพราะมันจะต้องไปถอดถอนคนที่มาจากการเลือกตั้งคือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เพราะมันจะต้องไปถอดถอนคณะรัฐมนตรี ต้องไปถอดถอนศาล องค์กรอิสระ และแต่งตั้งองค์กรอิสระด้วยอันนี้ผมไม่ได้ติดใจ แต่ว่าเอาเข้าจริงผมก็เลย บอกว่าถ้าอยากได้แบบนี้ในทัศนะผม ผมก็ขอแปรญัตติว่าอย่างนั้นพี่น้องที่เคารพ แล้วเราเอา ประเทศไทยเป็นหนึ่งเขตไหม อยากได้เลือกตั้งใช่ไหมอยากยึดโยงเชื่อมโยงกับประชาชน ใช่ไหม จากนั้นให้ กกต. ทําบัญชีรายชื่อคนสมัคร สมัครเป็นบัญชีของประเทศเขต ๑ ประชาชนออกเสียงได้ ๑ เสียง เรียงลําดับคนได้คะแนนสูงสุดไปจนถึงจํานวนที่ต้องการ ผมก็ไม่ติดใจจะเอา ๒๐๐ ท่าน ๓๐๐ ท่าน ไม่ได้ติดใจ นั่นจะได้คนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความ เป็นกลางทางการเมืองมีความเป็นอิสระทางการเมือง เพราะถ้าไม่มีความเป็นอิสระก็ไม่มี ความเป็นกลาง ถ้าไม่มีความเป็นกลางก็ไม่สามารถจะไปเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่จะทําอย่างนั้นได้ ผมจึงได้แปรญัตติมา แต่ท่านประธานครับที่ผมแปรญัตติอย่างนี้ผมทราบครับ แม้แปรญัตติ อย่างไรผมก็แพ้ แต่ผมได้สะท้อนแนวความคิดมุมมองว่า ที่ไปคุยกับพี่น้องประชาชนที่ไปถาม กับพี่น้องประชาชนเขาคิดแบบนี้ ส่งเข้ามาในเฟสบุ๊ค (Facebook) ก็บอกแบบนี้ ฝากเป็นการบ้าน แม้วันนี้จะแพ้ก็ตาม แต่บันทึกไว้ในสภา ถ้าทําแบบนั้นมันจะตอบโจทย์อะไร ท่านประธาน จําได้ไหมครับเราต้องการ ส.ส. ที่แตกต่างจาก ส.ว. เราต้องการ ส.ส. ที่มีความเป็นกลาง ที่ไม่เหมือนกับ ส.ว. เราต้องการ ส.ส. ที่มีความเป็นอิสระ ส.ว. ที่มีความเป็นอิสระแตกต่าง จาก ส.ว. และเราต้องการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็น ส.ว. ที่แตกต่างจาก ส.ส. ถ้าไม่ทําแบบนี้ ถ้าทํา อย่างกรรมาธิการแปรญัตติมาเราก็จะได้ ส.ส. และส.ว. เหมือนกัน มาจากฐานเดียวกัน รูปแบบเดียวกัน พื้นที่เดียวกัน อันนั้นมีคนบอกว่าไม่จําเป็นต้องมี แต่ประเด็นที่ผมเรียน ท่านประธานว่ามันแปลกเกินกว่าหลักการที่ได้แถลงต่อวาระที่หนึ่งก็คือ ท่านประธานย้อนไป ดูหลักการวาระที่หนึ่ง หลักการวาระที่หนึ่งนั้นบอกว่าให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง สาระสําคัญมีเท่านั้นคือไปเลือกตั้ง แต่ว่าพอเวลาท่านไปแปรญัตติ กรรมาธิการไปแก้ไข ผมพาท่านประธานไปดู นอกจากแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ ประกอบกับมาตรา ๑๑๕ กรรมาธิการดันไปแก้ไขคุณสมบัติของคนลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาใน (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) โดยมีสาระสําคัญดังต่อไปนี้
ประการแรก แก้ให้สามี ภรรยา บุตร ธิดา พ่อ แม่ ของ ส.ส. หรือรัฐมนตรี ลงได้เลย ท่านประธานดูให้ดีนะครับ ลงได้เลย เดิมทีเขาบอกว่าต้องเว้นวรรคทางการเมือง ต้องเว้นระยะเวลา ๕ ปี แต่แก้เลย ในหลักการไม่มีแต่มาแก้บอกเอาเลย
ประการที่ ๒ ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะลาออกมาสมัครสมาชิกวุฒิสภา ลาออกมาวินาทีนั้นสมัครได้เลย แต่กลับตรงกันข้ามกัน ถ้าสมาชิกวุฒิสภาจะไปเป็น ส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรี ต้องเว้นวรรค ๒ ปี ตามมาตรา ๖ หรือท่านประธานที่เคารพ ส.ว. เองก็ แก้กฎหมายว่า ไม่ต้องเงื่อนระยะเวลา หมดวาระลงสมัครได้เลย ผมชี้ให้ท่านประธาน ได้เห็นว่าหลักการอย่างนี้มันเป็นหลักการที่ขัดต่อหลักการเบื้องต้น ขาดหลักการประการแรก ก็คือเรื่องของอํานาจแห่งความชอบธรรม ท่านประธานจําได้ไหมครับท่านเรียนสํานักไหน ก็จะมีเหมือนผมเหมือนกันหมดเลยว่า อํานาจเขามีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะและผู้อื่น ผู้ใด มีอํานาจในมือต้องทําเพื่อประโยชน์ผู้อื่น หากใช้อํานาจเพื่อตนเอง พวกพ้อง พี่น้อง ตระกูล ตนเองอํานาจก็จะเสื่อมและที่สุดก็จะถูกโค่นล้มไปในที่สุด วันนี้กรรมาธิการกําลังเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้อํานาจนั้นมาเขียนอํานาจให้กับตัวเองที่ไม่มีอํานาจ เขียนให้กับวันนี้ สิทธิที่จะลงสมัคร ส.ว. ไม่มี ภรรยา สามีของตัวเองไม่มีได้มีวันพรุ่งนี้ เขียนให้กับท่านสมาชิก วุฒิสภาซึ่งรวมทั้งผมด้วยว่าวันนี้ถ้าหมดวาระลงสมัครได้เลย อย่างนี้เรียกว่าใช้อํานาจเพื่อ ประโยชน์ตนเอง เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๒ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒๒ มันต่างกับมาตรา ๒๖๕ ที่เถียงกันคนละเรื่อง มาตรา ๑๒๒ เขียนไว้ชัดเจนว่า หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่อะไรนอกจากเป็นผู้แทน ปวงชนชาวไทย ท่านประธานดูองค์ประกอบข้อกฎหมาย ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย รู้ไม่ต่างจากผม คือ ๑. ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องถามว่าปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ ประการที่ ๒ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย หรือไม่ ผมถามว่าแก้กฎหมายให้ลูก ให้เมีย ครอบครัว สามีภรรยาลงได้ มันประโยชน์ ส่วนรวมของประชาชนอย่างไร ผมถามว่าแก้กฎหมายเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาไม่ต้องเว้นวรรค และลงสมัคร มันประโยชน์ของสาธารณะส่วนรวมอย่างไรตอบมาสิ สภาจะได้บันทึกเอาไว้
ประการสุดท้าย โดยปราศจากความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ ผลประโยชน์ ที่ว่าก็คือว่า วันนี้ไม่มี ท่านแก้ปั๊บท่านมีทันที ผมมีประเด็นกรณีที่เป็นคําพิพากษาตัวอย่าง ท่านประธานจําได้ไหมครับ กรณีปี ๒๕๔๗ กกต. ท่านดูตัวอย่างนะ เห็นชอบให้เพิ่มเงินพิเศษ ให้แก่ประธาน กกต. และ กกต. ศาลมีคําพิพากษาจําคุก ๒ ปี ปี ๒๕๔๗ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ออกระเบียบให้เงินเพิ่มแก่ตัวเอง ศาลก็จําคุก ๒ ปี ปี ๒๕๔๘ ป.ป.ช. ฐานกระทําผิดทุจริต ต่อหน้าที่ขึ้นค่าตอบแทนให้กับตัวเองจําคุก ๒ ปี คําพิพากษาศาลฎีกา ผมเอามาอันเดียวครับ ท่านประธาน เพื่อยืนยันว่าหลักที่ผมพูดถึงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลักแห่งการขัดกัน ผลประโยชน์มันคุ้มครองปกป้องไปหมดทุกอณู ไม่มียกเว้น เพราะเราคือเจ้าพนักงาน คําพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดํา ที่ อม ๑/๒๕๔๗ หมายเลขแดง ที่ อม ๑/๒๕๔๘ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ ผมไม่อ่าน แต่ผมจะอ่านคําพิพากษาตอนท้าย เพื่อจะบอกท่านประธานผ่านไปท่านประธานกรรมาธิการว่า ข้อเท็จจริงจําเลยทั้ง ๙ ทราบว่า เป็น ป.ป.ช. ได้ออกระเบียบให้ตัวเองได้เงินค่าตอบแทน พฤติกรรมฟังได้ว่าจําเลยทั้ง ๙ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จําเลยทั้ง ๙ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๘๓ ประกอบพระราชบัญญัติ ประกอบกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๕ ให้จําคุก จําเลยทั้ง ๙ คนละ ๒ ปี ประเด็นของผมก็คือว่าพี่น้องประชาชนฟังช้า ๆ ไม่ได้แปลว่า แก้รัฐธรรมนูญเสร็จท่านประธานบอก ผมไม่ลงก็ได้ ท่านประธานทราบไหมครับ ความผิด ไม่ได้อยู่ที่ว่าลงไม่ลง ไม่ได้แปลว่าแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ ผมลงแล้ว อาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้ ไม่ได้แปลว่าอย่างนั้น ตามคําพิพากษาหมายถึงว่าคุณมีเจตนาแก้ให้ตัวเองจากไม่มีสิทธิคุณได้สิทธิ แต่จะได้ไม่ได้ก็ต่อเมื่อคุณถ้าเป็นผู้แทนราษฎรไปหาเสียงเขาเลือกตั้ง ถ้าเป็น ส.ว. ไปหาเสียง เขาเลือกตั้งอันนั้นเป็นผลพลอยได้ แต่สิทธิคุณไม่มีได้เกิดขึ้นแล้ว เหมือนกันกับแก้ระเบียบอันนี้ ไม่ได้แปลว่าแก้เสร็จเรียบร้อยคุณจะได้เลย คุณต้องมีเงินเดือน คุณต้องมีอายุราชการ คุณต้อง ปฏิบัติหน้าที่ ถึงจะได้รับค่าตอบแทน เช่นเดียวกันกับสิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเช่นนั้นกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้จึงเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ จึงเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกินเลยหลักการของการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวคือหลักการที่ผ่านสภาในวาระที่หนึ่ง ให้แก้เพียงว่าให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง แต่ท่านไปแก้เลยเถิดไปถึงคุณสมบัติของผู้สมัครไปถึงลูกถึงเมีย ภรรยา สามี ครอบครัวของท่าน ผมจะไม่พูดสภาครอบครัว สภาผัวสภาเมีย เพราะสภาพูดมากแล้ว
ประการต่อมา เป็นการใช้อํานาจหน้าที่ของตัวเองโดยมิชอบ ท่านประธาน ที่เคารพ ในทัศนะผมนี่ ผมกําลังทําหน้าที่ในฐานะคนกลั่นกรอง ผมเห็นว่าการใช้ อํานาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตัวเองได้ประโยชน์คือคอร์รัปชันดี ๆ นี่เอง ท่านประธานครับ ผมคิดต่างจากอาจารย์วันชัย ผมว่ามันคือคอร์รัปชันดี ๆ นี่เอง ความหมาย ของคําจํากัดความคอร์รัปชันก็คือ คือการทุจริตโดยใช้หรืออาศัยตําแหน่งหน้าที่อํานาจตนเอง ที่มีอิทธิพลอยู่เพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น ท่านประธานเห็นไหมครับนี่ คือปัญหา ประเทศไทย นี่คือรากเหง้าของปัญหาของประเทศ ถ้าหากว่าเราปล่อยเอาไว้อย่างนี้ ที่สุด ก็จะนําไปสู่ปัญหาอีกวงรอบหนึ่ง
ท่านประธานที่เคารพ ประการสุดท้าย ผมกราบวิงวอนผ่านท่านประธาน ไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ยังไม่สายเกินไปครับ ท่านอย่าพาท่านสมาชิกวุฒิสภาของผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผมเดินตามท่านไปเลยครับ วันนี้ท่านจะลุกขึ้นมาบอกว่า ความเห็นกฎหมายต่างกันครับ แต่คนจะตัดสินคือศาลครับ ก็จะมีคนไปยื่นต่อศาล ไปถอดถอนท่าน ไปดําเนินคดีกับท่าน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานไว้ เป็นข้อสังเกตครับ