รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเสนอข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการสร้างความสมดุลและตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตย และการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่ดีขึ้น

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ยินดีครับ เพราะว่าสมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้ถือแนวข้อตกลงนี้กับท่านประธาน ท่านประธานครับ ดังที่ผมได้กล่าวแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการ แก้ไขเพิ่มเติม แต่เมื่อท่านมีการแก้ไขในเรื่องของที่มา ในเรื่องของคุณสมบัติและคุณสมบัติ ต้องห้าม แต่ท่านขาดประเด็นของการพิจารณาในเรื่องของอํานาจหน้าที่ โดยแท้ที่จริงแล้ว ในแนวทางที่กระผมได้เสนอแปรญัตตินั้นกระผมพิจารณาใน ๓ หลักเกณฑ์ดังกล่าวครับ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะออกแบบวุฒิสภาคราวหน้าชุดใหม่นั้นโดยกําหนดโดยคิดคํานึง เฉพาะในส่วนของที่มาในส่วนของคุณสมบัติโดยไม่พิจารณาในส่วนของอํานาจหน้าที่ แต่เมื่อ อํานาจหน้าที่ยังคงเดิมก็ต้องมาพิจารณาให้จงหนักว่าจํานวนที่มาและคุณสมบัติ และคุณสมบัติต้องห้ามนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยและจะทําให้ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบ ซึ่งถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งของระบอบประชาธิปไตยตลอดจนหลักว่าด้วยการแบ่งแยก อํานาจ ระหว่างศาล รัฐสภา และรัฐบาลนั้น ยังมีประสิทธิภาพสามารถสร้างความสมดุล ในอํานาจอธิปไตยของปวงชนได้หรือไม่ และตรงนี้จะตอบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อประชาชนโดยประชาชนและของประชาชนหรือไม่ อย่างไร กระผมมีข้อเสนอซึ่งใคร่ขอจะอนุญาตท่านประธานนะครับ ที่จะอ่านเพื่อที่จะ ได้อธิบายและขอความเห็นซึ่งเชื่อว่ากรรมาธิการอาจจะพิจารณาทบทวน หรือมิเช่นนั้น สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่จะได้เห็นชอบต่อข้อเสนอแปรญัตติของกระผม

ในมาตราที่ ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน จํานวน ๑๐๐ คน และ

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กรอาชีพ ที่ได้รับการจดทะเบียน จํานวน ๑๐๐ คน โดยแบ่งเป็นประเภท ๆ ละ ๑๐ คน ดังนี้ ๑. สภาทนายความ ๒. องค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทย์ สภากายภาพบําบัด สภาเทคนิคการแพทย์ สภาเภสัชกรรม เป็นต้น ๓. คุรุสภา ๔. สภาวิชาชีพบัญชีและสมาคมธนาคารไทย ๕. สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๖. สภาวิศวกรและสภาสถาปนิก ๗. สภากสิกร สภาเกษตรแห่งชาติ ๘. สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ๙. สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ๑๐. สมาคมข้าราชการ พลเรือนแห่งประเทศไทย สมาคมทหาร ตํารวจ นอกราชการแห่งประเทศไทย การแปรญัตติ ของกระผมนั้นมีความแตกต่างและคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย กระผมจึง ใคร่ขอถือโอกาสที่จะนําเสนอหลักการเหตุผลว่าทําไมจึงเสนอแปรญัตติเช่นนั้นซึ่งแตกต่างกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานคงทราบดีนะครับว่าในการออกแบบวุฒิสภา ชุดใหม่ภายใต้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น และข้อเสนอของกระผมนั้นได้ยึดหลัก ๔ ประการด้วยกัน ประการที่หนึ่งก็คือหลักความชอบธรรมโดยยึดโยงประชาชน นั่นหมายความว่าวุฒิสมาชิกจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งของกระผมนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งมาจากเขตเลือกตั้งโดยถือจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และ ๒. เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยแยกแยะมาตามสาขาวิชาชีพ หลักประการที่ ๒ ก็คือว่า

หลักความเป็นอิสระ หลักความเป็นกลาง และปลอดจากการเมือง ประเด็นนี้ เป็นหัวใจสําคัญมากครับ เพราะว่าถ้าเราต้องการให้เป็นวุฒิสภา เป็นสภาสูง เป็นสภาพี่เลี้ยง จําเป็นที่จะต้องให้วุฒิสภาที่จะเกิดขึ้นใหม่นั้นปลอดจากการเมือง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็น สภาลูกเลี้ยง ไม่ใช่สภาพี่เลี้ยง เพราะสภาผู้แทนราษฎรนั้นถือว่าเป็นสภาที่มาจาก พรรคการเมือง การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากคํานึงถึงเฉพาะที่มาและคุณสมบัติข้อห้าม โดยไม่ได้คํานึงถึงอํานาจหน้าที่นั้นจึงเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ท่านได้ทําลาย หลักการของการถ่วงดุลและตรวจสอบ ท่านได้ทําลายหลักการของความเป็นกลาง ของวุฒิสภา ท่านได้ทําลายหลักการความเป็นอิสระ ถ้าเช่นนั้นเรามีเพียงสภาเดี่ยวก็พอครับ ไม่ต้องมีสภาคู่ ถ้าหากว่าที่มาของวุฒิสภาตามร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแทบจะไม่ได้แตกต่าง จากที่มาของสภาผู้แทนราษฎรเลย แล้วจะมีประโยชน์อันใดของการที่มี ๒ สภา ความจริง บทบาทหน้าที่ของวุฒิสภานั้นมีความชัดเจนครับ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ นับแต่เปลี่ยนแปลง การปกครองมา ๘๐ ปี เราก็มีสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๑ และสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๒ ซึ่งนักรัฐศาสตร์ถือว่านั่นคือสภาพี่เลี้ยงหรือวุฒิสภา หลังจากนั้นจึงได้ก่อกําเนิด วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แล้วก็มาสู่การเลือกตั้งภายหลังยุคของการปฏิรูปภายใต้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นยังคงรักษาหลักว่าด้วยความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และปลอดจากการเมือง ตรงนี้จึงสร้างความเคลือบแคลงใจว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านคิดอะไรอยู่ ท่านต้องการปฏิรูปวุฒิสภาเพื่อใคร เพราะว่ามันไม่สอดคล้อง ต่อหลักที่ว่าด้วยความเป็นกลางและปลอดจากการเมือง เราสามารถมีสภาการเมืองได้ที่เป็น สภาล่าง แต่สภาสูงซึ่งทําหน้าที่แตกต่างกัน และมีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ถูกออกแบบมาไม่ให้เหมือนกับสภาล่างนั้นจะต้องเป็นสภาปลอดการเมืองครับ

หลักประการถัดมา ที่กระผมถือว่ามีความสําคัญมากก็คือหลัก ข้อที่ ๓ ว่าด้วยหลักแห่งการถ่วงดุลและตรวจสอบ ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเรามี ๓ อํานาจ คือ ตุลาการ นิติบัญญัติ และบริหาร เราได้พัฒนารัฐธรรมนูญของเรามา โดยมีการเพิ่ม องค์กรอิสระเป็นอีกอํานาจหนึ่ง เพื่อที่จะสร้างความสมดุลในการถ่วงดุลและตรวจสอบ ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ในการตรากฎหมาย ฝ่ายตุลาการมีหน้าที่ในการพิพากษากฎหมาย ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย การบริหารการปกครองประเทศนั้นมีความสําคัญ ที่จะต้องอยู่ภายใต้ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบ เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลเข้มแข็งเกินไป ใช้อํานาจฉ้อฉล ใช้อํานาจในทางมิชอบ ใช้อํานาจในการทุจริต เรามีสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นขาหนึ่งใน ๒ ขาของฝ่ายนิติบัญญัติในการทําหน้าที่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรามีคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ในการสืบสวนสอบสวนกรณีที่ภาครัฐ รัฐบาล รัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นั้นหรือหน่วยงานของรัฐ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในทางฉ้อฉล ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบอบ ประชาธิปไตย จึงจะจรรโลงระบอบประชาธิปไตยอยู่ได้ ไม่ต้องกลัวใครจะมาปฏิวัติ รัฐประหาร ถ้าหากรัฐบาลมีความซื่อสัตย์สุจริต บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์ ของส่วนรวม ไม่ต้องกลัวการรัฐประหารครับ ถ้ารัฐบาลบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ นําประเทศไปสู่ความก้าวหน้า สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ สร้างคุณภาพชีวิตและลด ความเหลื่อมล้ําทางสังคมได้ ไม่ต้องไปกลัวการรัฐประหาร แต่ยามใดก็ตามที่ระบบถ่วงดุล และตรวจสอบเสียศูนย์ขึ้นมา มีการแทรกแซง ครอบงําอีกขาหนึ่ง คือวุฒิสภา แน่นอน ในระบบรัฐสภาของเรา ซึ่งผมเชื่อว่าเราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา เรามีสภาผู้แทนราษฎร แล้วเรามีวุฒิสภาที่ถือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎรนั้นในระบบรัฐสภาต้องยอมรับว่า เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลโดยเสียงข้างมาก เสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นที่ยอมรับกันภายใต้ ระบบรัฐสภา แต่เราก็ได้ออกแบบรัฐธรรมนูญภายใต้การปฏิรูปการเมืองมาหลายครั้ง แล้วเราก็มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เรามีศาลรัฐธรรมนูญ เรามีตุลาการรัฐธรรมนูญ เรามีศาลปกครอง เรามีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรามีคณะกรรมการ มาตราในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ ซึ่งว่าด้วยที่มาและคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ของสมาชิกวุฒิสภา ความผิดพลาดดังกล่าวนั้นไม่ว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะยอมรับ ในรัฐสภาแห่งนี้หรือไม่ แต่กระผมก็มีหน้าที่ที่จะต้องทําให้ท่านมองเห็นในจุดผิดพลาด เมื่อท่านเห็นว่าผิดพลาดท่านก็ควรต้องทบทวน ไม่เคยมีการร่างรัฐธรรมนูญมา ๑๘ ฉบับ หรือแก้ไขมาเป็น ๑๐ ฉบับนั้นจะคํานึงถึงโดยพิจารณาเฉพาะที่มาและคุณสมบัติของ ส.ว. ทุกครั้งจะต้องเอาอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. เป็นตัวตั้ง แล้วมาดูว่าจะกําหนดในเรื่องของ คุณสมบัติและคุณสมบัติต้องห้ามอย่างไร รวมไปถึงที่มาทั้งจํานวนและหลักเกณฑ์ วิธีการ เลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นหน้าที่ที่ กกต. ในฐานะที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองในฐานะที่ดูแล พระราชบัญญัติพรรคการเมืองนั้นและพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งและการได้มา ซึ่ง ส.ว. นั้นจะต้องไปเป็นผู้กําหนด

ท่านประธานที่เคารพ กระผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ได้นําเรียนผ่านไปถึง กรรมาธิการเสียงข้างมากว่าหน้าที่ที่สําคัญและจะบ่งบอกว่าทําไมเราจะต้องยึด ๔ หลักการ ดังกล่าว โดยเฉพาะหลักการในเรื่องของความเป็นกลางและปลอดจากการเมือง เพราะหน้าที่ ประการแรกก็คือหน้าที่ในการตรวจสอบ ประทานโทษครับ หน้าที่ในการตรากฎหมาย และกลั่นกรองกฎหมาย ๒. คือหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ๓. คือหน้าที่ในการถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และ ๔. หน้าที่ในการแต่งตั้งและถอดถอนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สําคัญอย่างไร และทําไมคุณสมบัติและคุณสมบัติข้อห้ามจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง ต่อหลักประกันว่าวุฒิสมาชิกชุดใหม่นั้นจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ใน ๔ ประการหลักได้ตรง ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและเป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทย หน้าที่ในการตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ วุฒิสมาชิกนั้นมีหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ปีนี้ก็เช่นกันเป็นร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งมีวงเงินสูงถึง ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่ มาจากภาษีของพี่น้องประชาชน เรามีหน้าที่ในการที่จะให้ความเห็นชอบต่อข้อเสนอในการ ใช้จ่ายของรัฐบาลฝ่ายบริหาร วุฒิสมาชิก วุฒิสภายังมีหน้าที่ในการให้คําแนะนํา ท้วงติง ในปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศที่เป็นวาระแห่งชาติ โดยใช้สิทธิในการอภิปรายโดยไม่ลงมติ และรวมไปถึงการตั้งกระทู้ รวมไปถึงการมีคณะกรรมาธิการสามัญ วิสามัญ หรือ อนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ในการดูแลแทนพี่น้องประชาชน ตลอดจนในเรื่องของการถอดถอน ถ้าหากว่ารัฐบาลซึ่งมาจากเสียงข้างมากและมาจากพรรคการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาลผสม ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองหลัก พรรคการเมืองรอง ซึ่งครองเสียงข้างมากอยู่แล้วใน สภาผู้แทนราษฎร สามารถผ่านความเห็นชอบกฎหมายหรือกฎหมายการเงิน หรือกฎหมาย การเงินสําคัญประจําปีคือกฎหมายงบประมาณ และมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา เราจะสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ที่คาดหวังได้จากวุฒิสภาชุดใหม่ตามแนวทางของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้อย่างนั้นหรือ เพราะท่านได้ละเลยอย่างยิ่งต่อการที่จะพิจารณาในเรื่องของอํานาจหน้าที่ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย เรายอมรับได้ในเรื่องของระบบรัฐสภา เสียงข้างมากข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร แล้วผมก็ หวังว่าถ้าเสียงข้างน้อยเราสร้างศรัทธาได้ และรัฐบาลไม่บริหารราชการอย่างซื่อตรง สร้างความล้มเหลวให้กับประเทศ การเลือกตั้งครั้งหน้า เราก็มีโอกาสที่จะชนะมาเป็นรัฐบาล ท่านก็ก็กลับไปเป็นฝ่ายค้าน นี่คือหลักเกณฑ์ที่สําคัญที่เราได้ยึดถือไว้ในระบบรัฐสภา แต่เราก็ได้มี เรามิได้มีสภาเดียว เรามีวุฒิสภาคอยดูแลกลั่นกรอง คอยถ่วงดุล คอยยับยั้ง ในกรณีของร่างกฎหมายที่เห็นว่าไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือในกรณีที่มีการ บริหารราชการผิดพลาด หรืองบประมาณที่ไม่เหมาะสม แต่หน้าที่ที่สําคัญมากในประการที่ ๓ นี้นะครับ เป็นหน้าที่ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ ๆ ในการเขียนรัฐธรรมนูญของเรา ในระยะหลังในทศวรรษที่ผ่านมา นั่นคืออํานาจในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และอํานาจในการถอดถอนแต่งตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้อํานาจหน้าที่ของวุฒิสภานั้น ๑. ก็คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๐๖ กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ในมาตรา ๒๓๑ ผู้ตรวจการแผ่นดินในมาตรา ๒๔๓ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ในมาตรา ๒๔๖ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในมาตรา ๒๕๒ อัยการสูงสุด ในมาตรา ๒๕๕ และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในมาตรา ๒๕๖ องค์กรเหล่านี้มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยตรง ถ้าหากว่าอํานาจในการแต่งตั้งถอดถอนของวุฒิสภา และวุฒิสภานั้น ไม่สามารถเป็นอิสระ เป็นกลาง และปลอดจากอิทธิพลของพรรคการเมือง องค์กรเหล่านี้ ที่จะมีการแต่งตั้งและถอดถอนโดยวุฒิสภานั้น จะสามารถประกันได้อย่างไรว่าจะตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และการตรวจสอบอํานาจรัฐ ในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็ดี หรือว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็ดี มีอยู่ด้วยกัน ๖ กรณีครับ กรณีที่ ๑ ก็คือร่ํารวยผิดปกติ ๒. ทุจริตต่อหน้าที่ ๓. กระทําผิดต่อ ตําแหน่งหน้าที่ ๔. กระทําผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรม ๕. จงใจใช้อํานาจหน้าที่ ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และ ๖. ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ความผิด ๖ ประการดังกล่าวนั้น จะเป็นเสมือนเกณฑ์ของการตรวจวัดความสุจริตของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี หรือว่าผู้นําท้องถิ่น และไม่ได้พ้นสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้นการออกแบบในการสร้างความสมดุลเพื่อคงไว้ซึ่งหลักถ่วงดุลและตรวจสอบของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการและฝ่ายบริหารภายใต้ระบบรัฐสภาที่เน้นระบบพรรคการเมืองนั้น จึงต้องมีความคิดคํานึงไตร่ตรองให้ความสําคัญต่ออํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา แต่เมื่อท่านได้มี การไปแก้ไขในเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะข้อห้ามของผู้ที่จะสมัครหรือเป็นสมาชิก วุฒิสภานั้น ดังปรากฏอยู่ในหน้าที่ ๘๗ ของเอกสารการแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ ท่านได้ปลดล็อคที่เขาได้ป้องกันไว้เพื่อสร้างหลักประกัน ให้วุฒิสภานั้นเป็นอิสระ เป็นกลาง และปลอดจากอิทธิพลพรรคการเมือง กระผมใคร่ขอถามท่านประธานกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานรัฐสภาว่าทําไมถึงดําเนินการเช่นนี้ ทําไมไม่ให้เรามีสภาเดียวไปเลยล่ะครับ เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒ ประเภทนะครับ ๕๐๐ คน ๓๗๕ คนจากเขตเลือกตั้ง วัน แมน วัน โหวต แล้วก็แบบบัญชีรายชื่อหรือสัดส่วนอีก ๑๒๕ คนตามบัญชีรายชื่อที่ พรรคการเมืองเสนอ จะแตกต่างเพียงอายุเท่านั้นละครับ หรือท่านคิดแต่เพียงคําแปลคําว่า ซีเนท ที่มาจากซีนา (Sena) ในภาษาละตินที่แปลว่าโอลด์ แมน (Old man) ไม่ได้ลบหลู่ นะครับ เพราะว่านี่มาจากรากศัพท์จริง ๆ ของคําว่าซีเนท สมาชิกวุฒิสภาก็มาจากคําว่า ซีเนเตอร์ (Senator) แต่รากศัพท์จริง ๆ แปลว่าโอลด์ แมน ก็หมายความว่าเป็นสภาของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีวุฒิภาวะ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติทั่วไปก็คืออายุ ๔๐ ปีขึ้นไป ในขณะที่ผู้จะ ลงสมัคร ส.ส. นั้น ๒๕ ปี ไม่แตกต่างเลยนอกจากนั้นครับ เพราะฉะนั้นความเคลือบแคลงซึ่ง ผมคิดว่ามันท้าทายต่อเกียรติภูมิของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งเสียงข้างมาก ข้างน้อย แล้วก็ในส่วนของวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและสรรหานั้น ว่าท่านจะได้ยืนยันความสุจริตและความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และความเชื่อมั่น ต่อคําพูดที่ว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน แต่ถ้าท่าน ให้ความเห็นชอบสนับสนุนกรรมาธิการเสียงข้างมากนั่นแสดงว่าท่านไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ต่อการทําหน้าที่ในฐานะของสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านได้ใช้อํานาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อตัวเอง เพื่อพรรคการเมือง เราไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นได้เลยครับ และนั่นคือ สิ่งที่ผมใคร่ขอที่จะเรียนท่านประธานและผ่านไปถึงพี่น้องประชาชนด้วยในฐานะที่ เป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของอธิปไตย ว่านี่คือความแตกต่างระหว่างร่างของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกับข้อเสนอ ความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและสมาชิกรัฐสภาผู้สงวนคําแปรญัตติเช่นที่กระผม ได้นําเสนอ กระผมเชื่อว่าในการพิจารณาวันนี้นั้นเราจะใช้หลักของเหตุผลซึ่งถือเป็น หลักสําคัญนะครับ ถ้าประเทศใดที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยและไร้ซึ่งเหตุผลเราไม่ เรียกว่าประชาธิปไตย มันก็เป็นได้แต่สิ่งที่หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเดย์คอนเนอร์วิซได้พูดถึง คือเป็นแค่ซอมบี้ ดีมอคเครซี (Zombie Democracy) เป็นประชาธิปไตยแต่ร่าง แต่ไม่มี จิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย ใช้ประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือในการได้มาซึ่ง อํานาจและผลประโยชน์ ขอให้คําว่าอํานาจและผลประโยชน์นั้นเป็นไปเพื่อประชาชน คนส่วนใหญ่ แต่ถ้าความแตกต่างเหมือนขาวกับดําได้ปรากฏความชัดเจนอยู่ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมก็มีสิทธิเรียกร้องในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งที่ขอให้ท่านทบทวน กลับมาสู่ความซื่อตรง ซื่อสัตย์ต่อตําแหน่งหน้าที่ของพวกเรา กลับมาสร้างความถูกต้องให้กับ ระบอบประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นความคาดหวังว่าจะมีสภาปฏิรูปการเมือง ความคาดหวัง ที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าท่านกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดเราไม่มีวันที่จะสร้างระบอบ ประชาธิปไตย และบ้านเมืองนี้ก็ยากที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า

ผมเรียนท่านประธานเป็นท้ายที่สุดครับว่าโดยแท้ที่จริงผมเห็นด้วยกับข้อริเริ่ม ในเรื่องสภาปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยเสนอให้มีกรรมการปฏิรูปการเมือง สมัชชาปฏิรูปการเมือง และเมื่อรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เสนอโดยหลักการ เห็นด้วย แต่การที่จะประสบความสําเร็จและนํามาซึ่งการแก้ไขปัญหาประชาธิปไตย ในบ้านเมืองของเรา หรือการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํา การแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน สภาปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้จะต้องหยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฉบับครับ ในขณะที่ท่านต้องการ ที่จะให้เกิดการปฏิรูปการเมือง นั่นหมายความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่ง และการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นยังเดินหน้าในท่ามกลางความเคลือบแคลง และมีสาระสําคัญโดยการแก้ในชั้น กรรมาธิการที่ทําให้เห็นว่าท่านไม่ได้ทําให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะสร้างประชาธิปไตย ให้พัฒนาและดีขึ้นได้อย่างไร มิหนําซ้ํากลับทําให้วุฒิสภาซึ่งเป็นกลไกสําคัญของฝ่าย นิติบัญญัตินั้นกลับมาอยู่ในอิทธิพลของพรรคการเมือง มันยากนะครับที่ท่านจะตอบคําถามนี้ อย่างมีเหตุมีผล และมันยากที่จะทําให้ข้อริเริ่มในเรื่องสภาปฏิรูปนั้นเดินไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้าท่านต้องการความร่วมมือ ความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่ายต้องหยุดครับ แล้วมาคุยกัน ตกลงกัน แล้วก็มาออกแบบรัฐธรรมนูญของเรา รัฐธรรมนูญของเราไม่ใช่ ของคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผมจึงขออนุญาตท่านประธานนําเสนอหลักคิด แนวทาง ข้อเท็จจริง เหตุผลเพื่อประกอบการสนับสนุนการสงวนคําแปรญัตติของกระผมในมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ และหวังว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้ทบทวน แล้วก็รวมไปถึง การขอให้สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนคําแปรญัตติของกระผม และไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอบพระคุณท่านประธานครับ