รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖

วันชัย สอนศิริ หารือเรื่องการสรรหา ส.ว. และวิธีการเลือกตั้ง โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการเลือกตั้งโดยตรงไปเป็นการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจากสาขาอาชีพต่างๆ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ท่านประธานครับ ดังที่ผมกราบเรียนแล้วว่าผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนเลยครับว่า ส.ว. ต่อไปนี้ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่แก้ไขนี้ท่านจะเห็นภาพเป็นอย่างไรครับ มีกลุ่ม มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากกราบเรียนว่า เราจะมั่นใจ ในฐานะที่เป็นสภากลั่นกรองตรวจสอบได้อย่างไร มันจะถ่วงดุลเป็นกลางได้อย่างไรครับ ท่านประธาน ในเมื่อนอนอยู่บ้านเดียวกัน เตียงเดียวกันครับประธาน หรือเป็นญาติพี่น้องกัน หรือมาจากฐานการเมืองพรรคการเมือง พรรคเดียวกันครับ บางทีสามีอยู่สภาบนภรรยาอยู่ สภาล่างผลัดกัน ภรรยาอยู่สภาล่าง สามีอยู่สภาบน ผลัดกันอยู่ข้างบนข้างล่างอย่างนี้ตายเลย สิครับท่านประธานจะตรวจสอบกันได้อย่างไร นี่คือสภาที่มีหน้าที่ตรวจสอบ แล้วก็สังกัด พรรคการเมืองหรือไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่แน่นอน ขออภัยนะครับ แอบทางการเมือง ดังนั้นผมจึงเคยอภิปรายไว้แล้วครับท่านประธานว่า ถ้าเป็นแบบนี้พรรคการเมืองแค่มี ส.ว. อยู่ในมือประมาณสัก ๑๑๐ เสียง หรือ ๑๐๕ เสียง เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งต่อไป ส.ว. สรรหา จะหมดไปตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถามเถอะครับ ว่าองค์กรตรวจสอบองค์กรอิสระต่าง ๆ นั้น จะง่อยเปลี้ยเสียขาขนาดไหนครับ ขนาดมีอยู่ขณะนี้ก็ง่อยเปลี้ยเสียขาโดนสารพัดอยู่แล้ว และถ้าต่อไปมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และได้ ส.ว. มาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเชื่อเหลือเกิน นอกจากไม่ง่อยเปลี้ยเสียขาแล้ว ยังเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต พิกลพิการได้แต่หายใจรวยริน ๆ เท่านั้นเอง ดังนั้น ผมจึงกราบเรียนว่า ถ้าต้องการให้ ส.ว. มีบทบาท มีภารกิจ มีหน้าที่ ดังที่ผมกราบเรียนมาแล้วตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด จริง ๆ และรังเกียจวิธีการสรรหา ดังที่ผมกราบเรียนแล้ว ก็ควรจะแก้ดังที่ผมได้ขอแปรญัตติไว้ ดังที่ได้อ่านให้ท่านประธาน ทราบแล้วในเบื้องต้น มี ส.ว. ๑๕๐ คน จังหวัดละ ๑ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ต้องเถียงกันครับท่านประธานว่าจังหวัดนั้นเล็ก จังหวัดนี้ใหญ่ จังหวัดราชบุรีใหญ่ กรุงเทพมหานครเยอะ จังหวัดนครสวรรค์มาก หรือจังหวัดฉะเชิงเทราแยะเราเอาพื้นที่ จังหวัดเป็นตัวตั้ง แปลว่าจังหวัดหนึ่งให้มีได้ ๑ คน ถ้ากรุงเทพมหานครแยกเป็น ๒ จังหวัด ก็มี ๒ คน ส.ว. สรรหาก็ลดหลั่นลงไป ถ้าวันหนึ่งมีจังหวัด ๘๐ จังหวัด ส.ว. สรรหาก็ลด ลงไปอีก ผมว่ามันเกิดความสมดุลดังที่ผมกราบเรียนมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะได้ทั้งเลือกตั้ง โดยตรง ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิรังเกียจวิธีปัจจุบันนี้ เพราะบอกว่า ๗ อรหันต์นี้เป็นใคร ซึ่งผมได้ อธิบายไปแล้ว แต่อยากจะกราบเรียนซ้ําอีกครั้งหนึ่ง ถ้ารังเกียจวิธีการแบบนี้ ผมจึงได้ แปรญัตติใหม่ ว่าให้มีการเลือกกันเองจากสาขาอาชีพ ซึ่งผมแปรญัตติไปนี้ครับท่านประธาน แล้วผมเชื่อเหลือเกินว่าจะตัดปัญหาหรือข้อที่ว่าไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนนั้น ออกไป เพราะข้อที่ยึดโยงกับประชาชนนั้นให้แล้ว ๗๗ คน แต่ข้อที่เราต้องการมาผสมผสานแบบ สัดส่วน แบบท่านสุนัย จุลพงศธร ที่นั่งอยู่นั้นละ นี่ก็มาจากสัดส่วน เอามาผสมกัน เห็นไหมครับ เอามาผสมกัน แทนที่จะมาจากการสรรหา เปลี่ยนครับ ให้แต่ละสาขาอาชีพหรือภาคต่าง ๆ นั้นจัดการเลือกกันเองโดยตรง ผมยกตัวอย่างให้เป็น รูปธรรม ซึ่งในรายละเอียดของกฎหมายนั้นผมได้เขียนว่า หลักเกณฑ์วิธีการและการจัด หมวดหมู่ต่าง ๆ นั้นให้เป็นเรื่องของ กกต. ที่จะกําหนด แพทย์ มีทั้งสัตวแพทย์ ทันตแพทย์ มีหลาย ๆ แพทย์ด้วยกัน หรือพยาบาลเอามารวมกันเสีย เลือกไปหนึ่ง ทนายความ มี ๖๐,๐๐๐ กว่าคน เลือกกันมา วิศวกร สถาปนิกอยู่ใกล้เคียงกันเอามา ครู อาจารย์ จะแยกกันในลักษณะไหน แบบไหน ไปคิดเอา ผู้ใช้แรงงานมีทางบก เรือ อากาศ หรือ จะกี่สหภาพ ไปคิดเอา ชาวนาชาวไร่จะเป็นอย่างไร กี่กลุ่ม กี่องค์กร สภาเกษตรหรืออะไร ไปคิดเอาแล้วเลือกเอามา สื่อมวลชน ไปคิดกัน ข้าราชการ ทหาร ตํารวจ มีวิธีการที่จะจัด สัดส่วนอย่างไร องค์กรทางศาสนาตลอดจนสภาอุตสาหกรรม หอการค้า นี่ผมยกเป็นเพียง ตัวอย่างครับท่านประธาน แล้วให้เขาไปจัดหมวดหมู่กัน รังเกียจใช่ไหมว่าคุณจะมาจาก การสรรหา เลือกกันสิ ทนายความทั้งประเทศ ๖๐,๐๐๐ กว่าคน เลือกกันมาคนหนึ่ง มันก็มา จากสาขาอาชีพที่เขาเลือกกันเอง ไม่ได้มี ๗ อรหันต์ที่ท่านคลางแคลงใจ เป็นอย่างไรครับ แบบนี้ก็จะเป็นการเลือกตั้งทั้งคู่เลยครับท่านประธาน ถ้ามันเป็นแบบนี้ได้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า จะเกิดการลงตัวสมดุล แล้วท่านจะได้ ส.ว. เข้ามาทําหน้าที่ดังที่ผมกราบเรียนแล้ว สมประสงค์ตามกฎหมาย และมีความเป็นกลาง และเป็นสภากลั่นกรอง และเป็นสภา ตรวจสอบจริง ๆ แต่ถ้าเป็นสภาในลักษณะที่ท่านประธานสามารถเสนอมา มีเลือกตั้ง อย่างที่ว่านี้ ผมกราบเรียนเลยครับว่า ถามว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาในลักษณะอย่างนี้ไปทําอะไร ครับท่านประธาน มันเป็นการหลอก หลอกกันเปล่า ๆ ครับ ผมเรียนกฎหมายมา มีคําอยู่ คําหนึ่งเขาเรียกว่า ฉ้อโกงทรัพย์ แปลว่าปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง แสดงข้อความ อันเป็นเท็จ ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน เขาเรียกว่าฉ้อโกงทรัพย์ครับ ลักษณะอย่างนี้ผมถือว่าเป็นการ ฉ้อโกงอํานาจครับท่านประธาน ปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง แสดงข้อความอันเป็นเท็จ ว่าเลือกตั้ง แต่แท้ที่จริงนั้นท่านกําลังหลอกลวงแล้วหยิบฉวยไปกํากับควบคุมอํานาจ แบบเบ็ดเสร็จ ขออภัยที่จะต้องเอ่ยคําว่าฉ้อโกงอํานาจไป แต่ยังนึกคําอื่นไม่ได้เลยขออนุญาต ใช้คํานี้ สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ผมเห็นท่านประธานมองผม ผมว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ตามร่างที่เสนอมานี่ท่านประธาน ด้วยความเคารพต่อท่านประธานและท่านกรรมาธิการ จริง ๆ ครับ ผมลองมาพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ เป็นข้อสังเกต เรื่องการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ผมไม่ได้กําลังกล่าวหาใด ๆ แต่อยากจะตั้งเป็นข้อสังเกต ผมเห็นว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสําคัญ ผมได้เคยกราบเรียนต่อท่านประธานไว้ในวันแรก องค์กร ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีการจัดซื้อจัดจ้างครับ ท่านสามารถขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านลอง เป็นประธานครับ แค่ญาติพี่น้องของท่านเข้าประมูลนี่ ท่านยังต้องถอนตัวเลยครับ ถ้าตัวท่านเองยิ่งไปใหญ่เลยไม่มีสิทธิ นี่เป็นเรื่องจรรยาบรรณ ขององค์กร และถ้าเป็นอนุญาโตตุลาการหรือศาลนี่เขาตั้งข้อรังเกียจเลยนะครับ ต้องถอนตัว เลยนะครับถ้าตัวเองมีส่วนได้เสีย ผมก็ลองนึกถึงเรื่องนี้ดูครับท่านประธาน วันหนึ่งเรา บวชพระครับ มียศมีตําแหน่งเป็นมหาเถระ แก้ศีล ๒๒๗ ข้อเสียเลยดีไหมครับเพราะเรามี อํานาจ ขอแก้ให้พระฉันข้างเย็นได้ ให้พระมีภรรยาได้ เพราะเรามีอํานาจ ผมถามว่า ทําได้ไหมครับในลักษณะอย่างนี้อันนี้ผมตั้งข้อสังเกต เพราะฉะนั้นผมสังเกตได้ว่าในระบอบ ของประชาธิปไตยที่มีอํานาจแล้ว เขาทําเพื่อตัวเองนี่ส่วนใหญ่เขาจะไม่เสวยผลของ การกระทํานั้น ผมดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขนาดมาจากผลไม้พิษที่กล่าวหากันนะครับ คนร่างนี่เขายังไม่ให้ดํารงตําแหน่งอะไรเลยครับ ลงเลือกตั้งเขายังไม่ยอมเลย นี่เราผลไม้ ประชาธิปไตยเต็ม ๆ เลยครับ เรากินกับของบูดของเน่า เราทําโดยตรงเหมือนลักษณะ เรามีส่วนได้เสียโดยตรง ๆ ผมจึงกราบเรียนว่าในระบอบประชาธิปไตยสําคัญเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากกฎหมายนั้นคือหิริ โอตตัปปะ ซึ่งดูจากการร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะอย่างนี้แล้ว คนที่ไม่มีหิริ โอตตัปปะส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกเผด็จการ ทําจะแก้อย่างไรแบบไหนก็ได้ แล้วก็เสวยเอง แต่นักประชาธิปไตยเขามักจะทําแล้วให้กับคนอื่น เขาจะไม่รับอานิสงส์อันนี้ เพราะฉะนั้นก็ฝากเป็นข้อสังเกตเป็นประการสุดท้ายครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน