วันชัย สอนศิริ หารือเรื่องการแก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการสรรหา ส.ว. และเสนอให้มีการเลือกตั้งโดยตรง 77 คน และการสรรหา 73 คน รวมเป็น 150 คน และอธิบายถึงหลักการและอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเป็นกลางทางการเมือง และไม่สังกัดพรรคการเมือง
ท่านประธานที่เคารพ มีเพื่อนสมาชิกผมคนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งได้บอกว่าจังหวัดเขานั้นขณะนี้มี ส.ว. ได้ ๖ คน ท่านประธานรู้ไหมว่าพรรคการเมืองบางพรรคนั้นเขาจองเรียบร้อยแล้ว และเพื่อน สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งท่านบอกว่าอย่างไรครับ ท่านบอกว่าคุณวันชัยผมคงลําบากที่จะ ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะพรรคการเมืองเขาจองพื้นที่กันหมดแล้ว ท่านประธานครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ลงพื้นที่ในหลายจังหวัด แล้วก็ไปงานกิจกรรมทางสังคมมากพอสมควร ท่านประธานรู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้รัฐธรรมนูญเรายังแก้ไม่เสร็จเลย มีอดีต ส.ส. มีผู้คน ในพรรคการเมือง เริ่มลงพื้นที่หาเสียงกันแล้วครับ ผมไปเจอในงานบวชนาค ถามว่า ท่าน ส.ส. มาทําอะไร บอกว่าจะมาสมัคร ส.ว. ครับท่านประธาน นี่คือเรื่องจริงซึ่งเราปฏิเสธ ไม่ได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมได้แปรญัตติต่อประเด็นนี้ก็ด้วยเหตุผลดังที่ผม กราบเรียน มีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ผมจะได้อภิปรายดังต่อไปนี้ บางเรื่องที่ผมจะ พูดต่อไปนั้นอาจจะซ้ํากับคนอื่นบ้าง แต่เพื่อเป็นการตอกย้ําให้ท่านประธานและพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ทางบ้านได้รับทราบกันว่ารัฐธรรมนูญที่กําลังจะแก้นี้กําลังจะไปทางไหนครับ ท่านประธานรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขากําหนดให้สมาชิกมาจากการเลือกตั้งและสรรหาครับ ท่านประธาน เพราะเขาเห็นว่ามันมีข้อบกพร่อง มีจุดอ่อน มีแมงมีด้วง มีรอยด่างของ รัฐธรรมนูญและที่มาของ ส.ว. รวมทั้งข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีการเลือกตั้งกัน ในปี ๒๕๔๓ และปี ๒๕๔๙ ขอย้ําครับเพื่อความชัดเจนพี่น้องประชาชนนั้นจะได้เข้าใจง่าย ๆ ที่เขาเรียกกันว่า พอมี ส.ว. ปี ๒๕๔๓ แล้วเกิดมีการกินรวบกัน มีเป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่สื่อให้ฉายา ผมขออนุญาตพูดซ้ําครับว่าเป็น สภาทาส ถ้าไม่ใช้คํานี้แล้วอาจจะไม่ชัดเจน ดังนั้นขอย้ํา อีกครั้งหนึ่ง พอปี ๒๕๔๙ หนักหนาสาหัสแสบสันขึ้นไปอีกครับท่านประธาน แทนที่จะเป็น สภาทาส นี่มันยังพอดูนะครับ กลายเป็นสภาผัวเมีย กลายเป็นสภาหมอนข้าง ขอย้ําครับ คํานี้ก็เอามาซ้ําอีกครั้งหนึ่ง จะได้เห็นภาพชัดเจนเลยครับ เมื่อมันมีข้อบกพร่องอย่างนี้ครับ ท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาเห็น เขาก็เลยบอก เอ๊ะ มันควรจะต้องมีการ ถ่วงดุลกันนะ ทําอย่างไรมันถึงจะให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด ถ้าเราจะมีองค์กรที่เรียกว่า ส.ว. กันต่อไป ก็ในที่สุดก็บอกว่า เอ๊ะ ให้มีการเลือกตั้ง เสียบางส่วนดีไหม อย่างน้อยที่สุดประชาชนก็ได้มีส่วนร่วม เอา มีการสรรหาเอาผู้ทรงคุณวุฒิ มาเป็นองค์ประกอบเสียบางส่วนดีไหม อย่างน้อยที่สุดก็จะได้มีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ที่เขาเรียกว่ามีการสรรหานั้นก็คือ เลือกตั้งโดยอ้อมนั่นละครับท่านประธาน มีบางคนบอกว่า เอ๊ะไม่ได้เลือกตั้ง แต่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานและพี่น้องประชาชนว่านี่คือ การเลือกตั้งทางอ้อมวิธีหนึ่ง แทนที่จะให้ประชาชนแต่ละจังหวัดมาเลือกตั้งกันโดยตรง ก็ให้องค์กรสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เลือกกันมา ๑ คน แล้วได้เลยไหมครับ ยังครับท่านประธาน ให้อย่างน้อยที่สุดให้ ๗ กรรมการสรรหา กรรมการสรรหาแต่ละคนอย่างน้อย ๕ องค์กรครับ ท่านประธาน ประธาน ป.ป.ช. ประธาน กกต. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ และประธานตรวจเงินแผ่นดิน ๕ องค์กรนี้ใครเลือกครับท่านประธาน ส.ว. เป็นคนเลือกครับ ส.ว. มาจากไหนครับ ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน นี่อย่างไรครับ คือการเลือกตั้งทางอ้อม ยึดโยงกับประชาชน ถ้ายังใช้แบบนี้อยู่ต่อไป คราวหน้า กกต. ป.ป.ช. องค์กรอิสระต่าง ๆ ท่านประธาน รวมทั้งพวกผม รวมทั้ง ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เป็นคนเลือกอีก ก็ยึดโยงกับประชาชนในอีกลักษณะหนึ่ง นี่เขาแก้ข้อบกพร่องของการเป็น สภาทาส เป็นสภาผัวเมีย สภาหมอนข้าง จึงเป็นที่มาของ ส.ว. สรรหา ดังที่ท่านกําลังจะ มีการแก้ไขกันอยู่ เอาละครับท่านประธานครับ เมื่อท่านเห็นว่าส่วนผสมระหว่างเลือกตั้ง กับผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นอย่างนี้ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานนะครับ ไม่ใช่เฉพาะมีแต่ ส.ว. ของพวกเราที่มีท่านประธานเป็นประธานวุฒิสภาเท่านั้นนะครับ ท่านประธานรู้ไหมว่า ส่วนผสมในลักษณะอย่างนี้ก็ใช้ในหลายองค์กร แล้วเขาใช้อย่างไม่เปลี่ยนแปลงเสียด้วย มีแต่ พัฒนามากขึ้น ผมจะให้ท่านประธานตามผมมาดูครับ ท่านประธานลองดูฝ่ายบริหารสิครับ ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีมาจากไหนครับท่านประธาน มาจากการเลือกตั้งของ พี่น้องประชาชนก็คือเป็น ส.ส. อ้าว แล้วคณะรัฐมนตรีละครับท่านประธาน ทําไมไม่เอา มาจาก ส.ส. ทั้งหมดละครับ เลือกตั้งกันมาให้หมดสิครับ ฝ่ายบริหารจะได้ยึดโยงกับ ประชาชน แต่เขาบอก ไม่ได้ ลําพังนายกรัฐมนตรีคนเดียวจะไปบริหารราชการแผ่นดิน ได้อย่างไรไหว ความรู้ความสามารถของนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ดังนั้นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอื่น ๆ เขาจึงมีองค์ประกอบ โดยเอาคณะรัฐมนตรีมาทั้งเลือกตั้งบ้าง มาทั้งโดยการที่ พิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิบ้าง ต่างกันไหมครับกับ ส.ว. ที่มาทั้งสรรหาและมาจากเลือกตั้ง แบบเดียวกันเป๊ะเลยครับท่านประธาน
ประการต่อมาครับ ฝ่ายนิติบัญญัติ ส.ส. ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานจะเห็นได้ว่าเมื่อก่อนนี้มี ๔๐๐ คน บวก ๑๐๐ คนนะครับ แปลว่ามาจาก การเลือกตั้งจากเขต ๔๐๐ เขต แล้วเอาจากสัดส่วนครับ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ ความสามารถ นักวิชาการ เอามาเป็นส่วนผสม ๔๐๐ บวก ๑๐๐ เพราะจะได้มาทํางาน ทางด้านนิติบัญญัติได้ เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธานครับ เขาเห็นว่า ๑๐๐ คน ก็น้อยไป เสียแล้วท่านประธานจะเห็นได้ ปัจจุบันเขาแก้เป็น เขต ๓๗๕ เขต เพราะรู้ว่าผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ คนมีความรู้ความสามารถควรเข้ามาอยู่ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากขึ้น เขาจึงแก้รัฐธรรมนูญเป็น ๓๗๕ บวก ๑๒๕ เห็นไหมครับท่านประธานครับ เขาต้องการ ความพอเหมะพอดี สัดส่วนของการทํางานร่วมกัน เพราะรู้ว่า ส.ส. เขตนั้นมีข้อจํากัด ในบางเรื่อง แต่งานทางด้านนิติบัญญัตินี้จําเป็นจะต้องใช้คนผู้มีความรู้ความสามารถ เอาลําพังเขตอย่างเดียวก็อาจจะมีปัญหา และบางคนก็ไม่เหมาะในการที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เขาจึงเอามาอยู่สัดส่วนนั่นอย่างไรครับ ถามว่าสัดส่วนกับสรรหาต่างกันตรงไหนครับ ท่านประธาน ไม่ต่างกันเลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มาดู ส.ว. ก็เหมือนกันครับ ส.ว. นี่ ส่วนหนึ่งเขาจึงให้มาจากการเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่งเขาจึงให้มาจากการสรรหา ทํานองเดียวกันกับคณะรัฐมนตรี ทํานองเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เอาส่วนผสม ให้เกิดการพอดี แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับท่านประธานครับ เลือกตั้งก็อาจจะมีปัญหา มีข้อครหาว่าไม่สามารถได้ผู้ทรงคุณวุฒิมาทํางานในลักษณะที่ครบถ้วนรอบด้าน สรรหา ก็อาจจะมีข้อบกพร่องหรือข้อกล่าวหาได้ ว่าไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่า มันไม่ได้ต่างอะไรกันดังที่ผมเรียนแล้วว่า สรรหา กับสัดส่วน ซ้ําร้ายยิ่งไปกว่านั้นครับท่านประธาน ผมอยากจะเปรียบให้ท่านประธานดู มิได้หมายความไปดูหมิ่นดูแคลนใครทั้งสิ้นครับ สัดส่วนนี้เกี่ยวโยงกับประชาชนโดยตรง หรือเปล่า เพียงแต่ทําทีว่าประชาชนนั้นเลือก แต่แท้ที่จริงเนื้อในนี่ท่านประธานทราบไหมว่า พรรคการเมืองบางพรรคอยากจะเอาใครลงสัดส่วนนั้นก็อยู่ที่หัวหน้าพรรค อยู่ที่ผู้มีอํานาจ ในพรรค และอยากจะให้ออก อยากจะเอาใครขึ้นมาแทนก็สามารถทําได้ ผมเห็นพรรคพวกผมที่อยู่พรรคการเมืองบางพรรคเขาบอกออกไปก่อน ให้คนนี้เข้ามาก็มี ถามว่าประชาชนเขาไปมีส่วนตรงไหนบ้างครับ นี่ก็ฝากเป็นข้อสังเกตที่อยากจะให้ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนได้ทราบ ท่านประธานครับ วิธีการสรรหาเป็นวิธีหนึ่งที่เขา คิดว่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผู้ทรงคุณวุฒิเอามาผสมผสานกันในลักษณะเดียวกันกับ ส.ส. เขต กับ ส.ส. สัดส่วนเลยครับท่านประธาน เพียงแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเขาเรียกว่า สัดส่วน สมาชิกวุฒิสภาเราเรียกว่าสรรหา ไม่ได้ต่างอะไรกันเลยครับท่านประธาน เอาละครับ ในเมื่อท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กําลังเสนอแก้ในส่วนนี้เห็นว่ามันมีจุดอ่อน ไม่ได้มา จากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ผมว่าเราก็ต้องแก้จุดอ่อนในส่วนนี้เสีย ผมไม่ได้ รังเกียจอะไร และผมพร้อมที่จะเห็นด้วย แต่ไม่เห็นด้วยในลักษณะ ๒๐๐ คนโดยตรงอย่างที่ ได้กราบเรียนแล้วในเบื้องต้น จุดพอดีของเรื่องนี้มันอยู่ตรงที่ผมเสนอแปรญัตตินั่นละครับ ท่านประธาน ก็คือให้มีการเลือกตั้งโดยตรง ๗๗ คน และให้มีการสรรหา ๗๓ คน รวมเป็น ๑๕๐ คน เอาละครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายเพิ่มเติมว่าทําไมผมคิดแบบนี้ และใน ๗๓ คนนั้น ถ้าจะมาเลือกตั้งจากภาคสาขาวิชาชีพนั้นควรมีกระบวนการอย่างไร ผมจะได้อธิบาย ในลําดับถัดจากที่ผมพูดถึงอํานาจหน้าที่เสียก่อนครับ ท่านประธานครับ การที่เราให้มี ส.ว. นั้น ท่านต้องรู้นะครับว่าที่มาของ ส.ว. กับที่มาของ ส.ส. นั้นต้องต่างกัน ถ้าเหมือนกัน ไม่ควรต้องมี มีสภาเดียวก็ได้ครับคือ ๗๐๐ คน เลยครับ แปลว่ามี ส.ส. จากการเลือกตั้ง ๕๐๐ คน นั่นเป็นประเภทที่ ๑ และมี ส.ส. จากการเลือกตั้งประเภทที่ ๒ รวมแล้ว ๗๐๐ คน เลยครับถ้าเป็นแบบที่ตามที่กรรมาธิการเสนอมา ผมขอเพิ่มเติมอย่างนี้ครับก่อนที่จะไป อธิบายในหลักเกณฑ์วิธีการดังที่ผมขอแปรญัตติ ท่านประธานครับ อํานาจหน้าที่ของ ส.ว. หลายท่านพูดแล้ว ผมขอย้ําเพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้รับทราบครับ ทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้งกฎหมาย และประมวลจริยธรรมครับกําหนดว่า ส.ว. ต้องเป็นกลาง ทางการเมือง เรื่องใหญ่มากครับท่านประธานเรื่องนี้ครับ ถ้าไม่กําหนดว่า ส.ว. ต้องเป็นกลาง ทางการเมืองครับ จะเป็นญาติพี่น้อง ลูกเมีย ญาติโกโหติกา รวมทั้งใครจะลงเลือกตั้ง ผมไม่ว่าเลยครับ แต่เผอิญทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้งกฎหมาย ประมวลจริยธรรมกําหนดไว้ชัดเลย ครับว่าตัวท่านประธาน รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นกลางทางการเมือง นี่คือหลักการ อันสําคัญประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน สําคัญมาก หลายท่านพูดแล้ว ผมอยากย้ํา ให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทราบอีกครั้งหนึ่งต่อหน้าประธานนี่ละครับ มีหน้าที่ในการ กลั่นกรอง ตรวจสอบ ทั้งคนทั้งกฎหมายครับท่านประธาน รวมทั้งแต่งตั้งถอดถอนผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองระดับสูงในองค์กรต่าง ๆ ตั้งแต่องค์กรอิสระและอื่น ๆ รวมทั้ง กสทช. ด้วยครับ เรื่องใหญ่ไหมครับท่านประธานครับ ใหญ่ เพราะต้องเป็นทั้งกลางทางการเมือง และแต่งตั้งถอดถอนบุคคลที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้ง การเลือกตั้งเพื่อให้คนเข้ามาดํารงตําแหน่งทางการเมืองเมื่อบทบาทภารกิจหน้าที่อย่างที่ว่า ท่านประธานครับเขาจึงกําหนดที่มาที่ไปของ ส.ว. นั้น ต่างกว่า ส.ส. ครับท่านประธาน ที่มานั้นย้ํากันหลายครั้งหลายหนแล้วครับ ก็คือคุณจะมาเป็น ส.ว. ได้นั้น คุณสมบัติของคุณ ต้องแตกต่างกว่า ส.ส. โดยสิ้นเชิงครับ อย่างน้อยที่สุดคุณจะต้องปลอดทางการเมืองแม้ใจคุณ จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่ปรากฏได้เห็นชัดนั้นคือจะต้องไม่สังกัดทางการเมือง ถ้าสังกัด มาแล้วต้องพ้น ๕ ปีครับ ท่านประธาน เห็นไหมครับ ขนาดคนที่จะไปดํารงตําแหน่ง ในธนาคารในสถาบันการเงินองค์กรภาคเอกชน ถ้าอยู่ในสถาบันการเงินหรืออยู่ในกระทรวง ทบวง กรมบางส่วนที่จะต้องรับผิดชอบ กฎหมายยังกําหนดเลยว่าคุณจะต้องเว้นวรรคก่อน อย่างน้อย ๒ ปี แล้วนี่เห็นไหมครับ คุณจะต้องมาทําตัวเป็นกลางทางการเมือง แต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลที่จะมาองค์กรอิสระ อย่างน้อยที่สุดเลยครับที่มาของคุณจะต้องต่างกว่า ส.ส. อย่างสิ้นเชิงและเด็ดขาดครับท่านประธาน ที่มาแล้วนะครับท่านประธาน ที่ไปของคุณ ก็ต้องต่างกัน ก็คืออยู่ได้วาระเดียวเท่านั้นครับท่านประธานครับ รู้เลยว่าชะตาชีวิตของ ส.ว. วันชัย ถ้ามาเป็น ส.ว. แล้วเดินเส้นทางนี้วาระเดียวเท่านั้นของคุณจะไปเป็นไปเล่นอะไร นอกเหนือจากนี้ไม่ได้แล้วครับ ทางการเมืองครับ ชัดเจนครับท่านประธาน เหตุผลนี้เขาไม่ ต้องการให้คุณมีบุญมีคุณกับใคร อย่างขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านพลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ท่านได้อภิปรายไว้เมื่อวานนี้ขอก็ไม่ได้ ซื้อก็ไม่ขาย ต้องเป็นคนในลักษณะตรงไปตรงมาจริง ๆ และที่สําคัญเหนือสิ่งอื่นใดนั้น คุณจะต้องไม่แอบอิงทางการเมืองไม่สร้างฐานทางการเมือง เหมือน ส.ส. ครับท่านประธานครับ ถ้าคุณไม่มีคุณสมบัติอย่างนี้ไม่รู้ที่มาที่ไปของคุณอย่างนี้ ทําตัวอย่างนี้ได้ไหมครับท่านประธานครับ ไม่มีทาง เพราะอย่างไร อย่างไรถ้าจะลงเลือกตั้งต่อ ต้องสร้างฐานทางการเมือง ต้องผูกพันอิงแอบหรือมีประโยชน์กับอย่างน้อยที่สุดกับฐานที่เรา จะลงไปเลือกตั้ง เห็นไหมครับ นี่ความต่างกันของที่ไปครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพว่า ถ้าเราให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง โดยตรง ๒๐๐ คน แบบที่แก้ ตามที่กรรมาธิการเสนอมา และลาออกจากพรรคการเมืองวันนี้พรุ่งนี้ลงสมัครได้ ลาออกจาก พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ ลาออกจากพรรคภูมิใจไทยวันนี้ ลาออกจากพรรคเพื่อไทยวันนี้ พรุ่งนี้ลงได้ ถามจริง ๆ เถอะว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ครับท่านประธาน ผมเห็นกับตา มาแล้วครับท่านประธาน อดีต ส.ส. พรรคการเมืองที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง บางคนเป็นสัดส่วน อยู่ในปัจจุบัน ออกงานบุญ งานบวช งานแต่งงาน บอกผม ผมได้ถามว่าท่านมาทําไม ผมจะลง ส.ว. ครับอาจารย์วันชัย ชัดเจนครับ นั่นแปลว่าฝ่ายการเมืองตอนนี้ขยับเขยื้อน เคลื่อนกันแล้วครับ ท่านประธานผ่านไปยังท่านสามารถครับ มันไม่ใช่เรื่องโกหกพกลม อะไรกันเลยครับ เป็นของที่เป็นจริงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามันเป็นอย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้นครับ แน่นอนครับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาของผมที่มาจากการเลือกตั้งบางคนที่เก่งฉกาจ มีความสามารถ มีความพิเศษโดดเด่น ท่านอาจจะได้ แต่มีหลายคนที่มานั่งคุยกันแล้วครับ ปรับทุกข์ผูกมิตรกัน ว่าพวกเราจะกลับกันมากี่คนนะพวกเรา นึกไม่ถึงนะครับท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสามารถ ว่าท่านจะทําร้ายสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งพรรคพวก ของผมได้เจ็บแสบมาก แก้กันแค่เลือกตั้งแล้วปลดล็อกเฉย ๆ แสบสันมากครับท่านประธาน กรรมาธิการ แก้ให้เอาญาติพี่น้อง ลูกเมีย ญาติพงศ์วงศา สมาชิกพรรคการเมืองลาออก ลงได้เลยครับ โหดร้ายกับสมาชิกวุฒิสภาชุดผมมากครับ ท่านทําร้ายกันเกินไปครับ ท่านประธานกรรมาธิการ
ต่อไปครับท่านประธาน ถ้ามันเป็นอย่างนี้ เราแก้รัฐธรรมนูญกันเป็นแบบนี้ มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือหลายท่านได้แสดงภาพไปแล้ว แต่ผมขอย้ํา ณ เวลานี้ ให้พี่น้องประชาชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ถ้าแก้รัฐธรรมนูญตามกรรมาธิการที่เสนอมา ตามร่างนี้ บ้านนี้เมืองนี้ต่อไปนี้เราจะมี ส.ว. ภาคอีสาน สังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เราจะมี ส.ว. ภาคเหนือ สังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เราจะมี ส.ว. ภาคใต้ สังกัด พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เราจะมี ส.ว. กลุ่มลําตะคลอง เราจะมี ส.ว. พลังชล เราจะมี ส.ว. วังน้ําเย็น เราจะมี ส.ว. วังบัวบาน เราจะมี ส.ว. บ้านใหญ่ บ้านเล็ก จังหวัดต่าง ๆ นี่ จังหวัด สุพรรณบุรีก็อาจจะเป็น ส.ว. อีกกลุ่มหนึ่ง ชัดเจนครับท่านประธานที่เคารพ ผมนี่ก็อยู่จังหวัด ชลบุรี บ้านผมก็จะมี ส.ว. อีกกลุ่มหนึ่ง ถ้าไม่มีฐานการเมืองนี่ครับ อย่างผมลองไปลงสิครับ ที่จังหวัดชลบุรี เชื่อผมเถอะครับท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่รู้ ๆ เห็น ๆ กับแบบนี้ อาจจะมี ท่านนิคมเท่านั้นนะครับ ที่จังหวัดฉะเชิงเทราอาจจะไม่สังกัดพรรคการเมืองนะครับ